อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ พบนายกฯ รายงานคืบหน้า UNCLOS ยันทำเต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ประเทศ

17 กันยายน 2569 เวลา 13:23 น.

17 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เปิดเผยภายหลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ พร้อมคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการประชุมของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ย.ว่า เป็นการรายงานบรรยากาศการประชุม UNCLOS ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งนายกฯรับทราบว่า มีการพูดคุยเรื่องใดบ้าง ส่วนผลการประชุมนั้น เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรก เป็นการปูพื้นจึงต้องรอการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี โดยนายกฯไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คนไทยติดตามและรู้สึกว่า ครั้งนี้เราสู้เต็มที่ นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า แน่นอน เราเต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ของบ้านเมืองเรา ซึ่งนายกฯได้ให้คำแนะนำเบื้องต้น แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด ส่วนเรื่องบทบาทของไทยในเวทีดังกล่าวที่ได้รับคำชื่นชมจากประชาชน นายกฯไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนนี้ และหลังจากนี้น่าจะยังไม่มีการนัดพูดคุยกับนายกฯ เพราะการประชุมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน 11-12 เดือน ขึ้นไป เร็วเกินไปหากจะให้ข้อมูลตอนนี้ แต่ยอมรับว่าภาพรวมการพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดี บรรยากาศเป็นไปด้วยดี

เมื่อถามถึงเขตแดนทางบก นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเขตแดนทางบก เป็นเขตแดนทางทะเลเท่านั้น

นายกฯ สั่งตั้งบอร์ด คุมดาต้าเซ็นเตอร์ หลังไร้กฎหมายเฉพาะ ลั่น!วินวินทั้งหมดไม่ได้

17 กันยายน 2569 เวลา 13:18 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลที่ผ่านมาเน้นเรื่องการลงทุน และเม็ดเงินที่จะเข้ามาในประเทศจากต่างประเทศ แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยทราบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำ และทรัพยากรจำนวนมาก ขณะที่การจ้างงานมีไม่มากเท่าที่ต้องการ แต่จะนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มีการลงทุน และเงินหมุนเวียนเข้ามาจำนวนมาก การพูดในลักษณะดังกล่าวก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ามาลงทุน เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว หากมีนักลงทุนขอเข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์สักแห่ง เราก็ดีใจตายโหงแล้วว่าจะมีเงินเข้ามาในประเทศมหาศาล ทุกอย่างไม่สามารถเป็นแบบวินวินทั้งหมดได้ แต่จะคาดหวังทั้งเม็ดเงินลงทุน และการจ้างงานในระดับสูง พร้อมกับต้องการให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็อาจทำได้ยาก บางครั้งเราทะลุเป้าหมายในเรื่องเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ แล้วจะบอกว่าวันนี้เริ่มจำกัดการลงทุน หรือเริ่มไปสนับสนุนธุรกิจภาคอื่นแทน ก็อาจไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ามาลงทุน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ตั้งบอร์ดขึ้นมาดูแลเรื่องนี้แล้ว เพื่อออกแบบกฎระเบียบ และทิศทาง รวมถึงจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ที่เข้ามาลงทุน ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ทั้งด้านพลังงานเชื้อเพลิง น้ำหล่อเย็น และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีการปล่อยความร้อนออกมาพอสมควร โดยเฉพาะใน กทม.ที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.พบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ และมีการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลักลอบทำ หากเกิดเรื่องเช่นนี้จริงจะต้องขออนุญาตอีกหลายเรื่อง พูดง่ายๆ ว่าใครจะกล้าอนุญาตให้มีการเก็บเชื้อเพลิงภายใต้อาคาร ซึ่งอาจเป็นการเลี่ยงบาลี ดังนั้น ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายกฯ ยังขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การไฟฟ้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ รวมถึงจังหวัดต่างๆ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันให้มากขึ้น ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ในระหว่างที่กำลังวางระบบต่อไป

อนุทิน ซัดเดือด! เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว ไล่ต่างชาติทำผิดกฎหมายไทย ไปตายที่บ้านตัวเอง

17 กันยายน 2569 เวลา 12:19 น.

“อนุทิน”ซัดเดือด! “เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว” ไล่ต่างชาติทำผิดกฎหมายไทย ไปตายที่บ้านตัวเอง ขันน็อต”ผู้ว่าฯ”ทั่วประเทศ สั่งฟันมาเฟีย-คนเอารัดเอาเปรียบคนไทย พร้อมลงนาม”เนรเทศ”ทันที ไม่ต้องกลัวเรื่องงบฯ ชี้พวกพฤติกรรมกร่างตั้งศาสนสถานผิดกฎหมาย ติดป้ายห้ามคนไทยเข้า ต้องไม่มีให้เห็น

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ตอนหนึ่งถึงการเอารัดเอาเปรียบของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ว่า ขอชื่นชม นายพลพีร์ สุวรรณ​ฉวี​ รมช.มหาดไทย​ เป็นตัวตั้งตัวตีในการดำเนินคดี และเป็นกำลังใจให้กับทีมงาน ที่ไปปราบปรามคนเหล่านี้ ก็เห็นอยู่แล้วว่า ได้รับการตอบรับในเชิงบวกมากมาย ตรงไปตรงมา หากมาอยู่ในประเทศนี้แล้ว ทำมาหากินสุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช้กำลังของตัวเอง สติปัญญา เงินทุน และระบบต่างๆ มาเอาเปรียบคนไทย ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าเข้ามาแล้ว มีพฤติกรรมก้าวร้าวข่มขู่ ข่มเหง แสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ก็ต้องดำเนินการเต็มที่ โดยเฉพาะในจังหวัดเป้าหมายทั้ง จ.ภูเก็ต จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีการดำเนินการลักษณะนี้ ขอให้ผู้ว่าทั้งหลายใช้กฎหมายให้เต็มที่

“การตั้งศาสนสถาน คิดว่าอยู่ดีๆ ไปตั้งเองไม่ได้ รูปแบบต่างๆ ต้องให้การเคารพต่อสังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย ล่าสุดทราบมาว่า มีการขอสร้างสุสานส่วนตัวอีก มันเกินไปแล้ว เหาะเกินกรุงลงกา ให้มาก็บุญแล้ว มาก็มาหากินสุจริต จะตายก็ไปตายที่บ้านโน้นไม่ต้องมาตายที่นี้ แล้วก็อย่ามาเอารัดเอาเปรียบ และเรื่องศาสนสถานที่ขออนุญาตตั้งเป็นร้านอาหาร แต่มีศาสนสถานอยู่ก็ไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ยินดีที่จะต้อนรับ แต่ต้องเป็นลักษณะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เข้าใจว่า การเข้ามาท่องเที่ยว ทำให้เกิดการใช้เงินและลงทุนในประเทศไทย แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเอาเปรียบหรือใช้เงินลงทุนทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีต่างชาติเหล่านี้อยู่หลายประเทศ ไม่ใช่เพียงประเทศเดียว ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง ยุโรป แอฟริกา มีหมด ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ต้องกำชับ จะไปไล่จับปูใส่กระด้ง ก็ไม่ได้ วันหนึ่งต้องเอากฎหมายครอบ ว่า ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีจุดที่บอกว่าหลังจากนี้ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องจัดระเบียบให้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเนรเทศทำให้มีกลไกในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ตั้งใจจะทำอะไรพิเรน เริ่มรู้ว่าเอาจริงเรื่องนี้ พร้อมที่จะเนรเทศ

“ท่านไม่ต้องถามกลับมาว่าเนรเทศ แล้วจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินออกไป ถามแบบนี้ มันเหมือนกับถามไม่ค่อยคิดไปหน่อย ถามแบบอยากจะปัดงานให้ออกจากตัว ซึ่งไม่ได้ คำว่าเนรเทศ คือถ้าท่านดำเนินการแล้ว คนๆ นั้นต้องออกจากประเทศ เรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ผมดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาอ้าง บางทีก็เหมือนดูถูกภูมิปัญญากันไปหน่อย เนรเทศแล้วยังลงนามไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครจะออกค่าตั๋วเครื่องบิน ไม่มี จังหวัดก็ออกไปก่อน แล้วจะมาเบิกคืนในรูปแบบไหนก็ว่ากันไป ถ้าผมเป็นท่าน ผมควักตังออกเลย คนเหล่านี้อยู่ในจังหวัดท่าน ก็ถือเป็นอัปมงคลอยู่ในบ้านเราอยู่แล้ว ท่านจะเก็บไว้ทำไม เพราะฉะนั้น อย่าไปกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ ก็ดำเนินการทันที พวกนี้เอามาดำเนินคดีในประเทศ ต่อให้เขาผิด แล้วไม่เนรเทศออกไป มาดำเนินคดีในประเทศเรา ก็เสียข้าวสุกพวกเราอีก ต้องใช้ข้าว ใช้น้ำของเรา ใช้ห้องพักของเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บเอาไว้ ถ้ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ มีทางเลือกเดียว เชิญออก แค่นั้นเอง ไม่ต้องห่วง เขาจะอุทธรณ์ก็ไม่มีปัญหา รัฐมนตรีมหาดไทย ลงนามเนรเทศเขา อุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี ก็เชิญ ท่านมีข้อได้เปรียบในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ขอให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คำสั่งกระทรวงก็ออกมาตามคำแนะนำของพวกท่าน เมื่อออกมาให้แล้ว ก็ใช้อย่างเต็มที่ ขอให้ มท.2 ติดตาม และดำเนินการร่วมกับผู้ว่าฯ และการสนับสนุนของกรมการปกครอง ให้ทุกอย่าง ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เมื่อวานยังมีการพูดถึงประเด็นที่บอกว่าบางคนต้องรับโทษก่อน ซึ่งอย่างที่บอก หากรับโทษ ก็เสียทรัพย์สิน เนรเทศไป แล้วให้เขาไปตามยถากรรม กลับไปบ้านเขา ตนว่าน่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาช่องทางกฎหมาย ที่เน้นในเรื่องของการให้คนเหล่านี้ออกไปจากประเทศ เนื่องจากฃปฏิบัติพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมฝากถึงผู้ว่าฯ ยังเน้นเหมือนเดิม เรื่องยาเสพติด ขอให้สกรีนร่วมกับนายอำเภอ เพราะได้จัดให้ผู้ว่าฯ เป็นคู่จิ้นกับผู้การ ทำงานร่วมกัน อย่าให้เป็นเพียงข้อสั่งการ ขอให้ปฏิบัติด้วย

นายอนุทิน ยังกล่าวชื่นชม เรื่องการปฏิบัติงาน จัดระเบียบสังคม ว่าทำได้ดี ซึ่งทำโดยรัฐมนตรีช่วยทุกคน อธิบดีกรมการปกครอง อยากให้การทำงาน ออกมาในเชิงบูรณาการ ร่วมกับหลายฝ่ายด้วย รัฐบาลที่แล้ว ต้องทำเอง ต้องขออภัย มท.1 ไม่ได้คุมตำรวจ วันนี้คุมตำรวจด้วย น่าจะดียิ่งขึ้น แน่นอนต้องมีเรื่องชั้นความลับ หากพูดออกไปมาก ข่าวก็รั่ว

“สัปดาห์ที่แล้ว ก็ข่าวรั่ว ก็ไม่เรียบร้อย อยากให้ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการปกครอง ไปพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วางกรอบการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ ชี้ เป้าแล้ว ต้องควบคุมเรื่องการข่าวด้วย ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ อย่าให้มีเรื่องรั่ว ทราบข่าวมาว่า เวลาไปออกหมาย ก็มีเทคนิค เจ้าหน้าที่ตะโกนลั่นสถานที่ ขอไม่บอกว่าที่ไหน ก็เรียบร้อย ซึ่งนี่เป็นเทคนิค ผู้ว่าฯ ทุกคนต้องจับเทคนิคเหล่านี้ได้ พอเขาตะโกนแบบนี้ ร้านนั้น ก็ปิด เพราะฉะนั้นเราต้องจับไต๋เขาให้ได้ ตนอยู่กับท่านมา 3 ปี คนที่มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ไม่มีฟลุ๊ค ไม่มีคำว่าไม่มีฝีมือ อยู่ที่ท่านจะแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่หรือไม่ จะใส่เกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ 5 อยู่ที่การทำงานของท่าน ที่บอกว่าคนนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง ทำงานไม่เป็น ไม่มีทางถึงผู้ว่าฯ ตนยังเชื่อมั่นในความสามารถของท่าน ขอให้ทำงานด้วยความมั่นใจ และทำผลงานออกมาอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนยืนยันประเทศไทย ยังยินดีต้อนรับคนต่างชาติที่เข้ามาโดยสุจริตต้องเคารพกฎหมายขนบธรรมเนียม แปลว่า วัฒนธรรมของประเทศไทย และทำให้คนไทยอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติ​ได้ โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ป้ายห้ามคนไทยเข้า ถ้าผู้ว่าฯเจอที่ไหน ต้องไปถอนด้วยตัวเอง คนไทยเข้าได้หมด ยกเว้นบ้านเรือน แต่ต่อให้เขาเป็นเจ้าของบ้าน แล้วบอกบ้านนี้ไม่ต้อนรับคนไทย ก็ให้ถอนออกมา ต้องทำให้ได้คนเหล่านี้ คือคนที่ไม่พึงประสงค์ ถ้ากล้าทำถึงขนาดนี้ เขาต้องมีพฤติกรรมที่ไม่บ้า ก็เมา แสดงว่าต้องมีสิ่งที่ท่านต้องไปสืบให้ได้ เขาทำผิดอะไร และใช้กฎหมายเชิญออกจากประเทศ ขอให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ติดตามการกระทำผิดของคนต่างด้าวอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องการใช้นอมินี ถือครองที่ดิน

“ถามท่าน มท.2 ได้ เพราะไปรับการอบรม ว่าเครือข่ายนอมินี เป็นอย่างไร โดยใช้กฎหมายนอมินี ดำเนินการ เรื่องการประกอบทุจริต การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต การใช้ประเทศไทยเป็นฐาน ในการกระทำความผิด ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่องการเนรเทศประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม รัดกุม และเด็ดขาด” นายกฯ กล่าว

อนุทิน พร้อมเปิดอกเคลียร์ หากใครคาใจ? ยันอธิบายเรื่องโยกย้ายได้ทุกตำแหน่ง บอก ผู้ตรวจฯ มท. ไม่ใช่เข้ากรุ พร้อมกดปุ่มรีเซ็ต ขอวัดกันที่ผลงาน

17 กันยายน 2569 เวลา 12:09 น.

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ว่า ขอบคุณข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียดายใจหาย ที่ผู้บริหารบางคนต้องเกษียณอายุราชการ อาทิ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 13 ท่าน โดยขอให้ภาคภูมิใจว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทุ่มเทเสียสละ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และเชื่อว่าหลายท่านจะยังมีบทบาทอื่นต่อไป ในนามกระทรวงมหาดไทยอาจจะขอให้ท่านมาช่วย ใช้องค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์กับราชการ

นายกฯ ยังระบุว่า ให้ผู้ตรวจราชการ มารายงานกับตน ต้องเลิกความเชื่อว่าผู้ตรวจราชการ คือที่เก็บกรุ บางครั้งเมื่อไปอยู่ตรงนั้นก็ได้สงบสติอารมณ์ ได้ใช้ความคิดว่าทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้ ต้องเร่งทำผลงาน ไม่ใช่ว่าไปอยู่แล้ว จากคนที่เคยรู้จักกันมา เป็นคนที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ว่าตนไปเหนือท่านไปใต้ หากเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ออกสักที พร้อมระบุว่า ทุกคนมีโอกาส ซึ่งตนทำให้เห็นแล้ว เพราะตนเป็นคนไม่พกพาความแค้น ไม่นำความโกรธไปที่ไหนเลย อารมณ์ดีทุกวัน บางครั้งที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ ข้าราชการหลายท่าน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตนยืนยันได้ว่าอธิบายได้ทุกคน อยากให้ทุกท่านมาถามด้วยซ้ำว่า เมื่อตอนปลัดกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องมาหารือ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

“ผมพร้อมตอบได้หมดจริงๆ แต่ท่านก็ต้องตอบผมให้ได้ด้วย และขอย้ำว่า ทุกคนมีโอกาสหมด อย่าคิดว่าไปอยู่แล้วอยู่เลย มันต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับผลการทำงาน ผมกดปุ่มรีเซ็ตตลอดเวลา ไม่มีความลับอะไรกับท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย การหารือการอะไรที่มีความเหมาะสม ผมเอาด้วยหมด สนับสนุน ขอให้ทุกท่านแสดงผลงาน อยู่ตรงไหนก็สามารถทำประโยชน์ได้ ยิ่งในบทบาทของผู้ตรวจราชการ ท่านมีเขตรับผิดชอบ ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูจังหวัดเดียว และสามารถใช้อำนาจปลัดกระทรวงได้ด้วย ผมไม่รู้ว่าใครไปสร้างวัฒนธรรม ว่าเป็นการเก็บเข้ากรุ ไปย้อนดูกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนอยากเป็นผู้ตรวจ ไม่เช่นนั้นจะขึ้นตำแหน่งอธิบดีไม่ได้ ขึ้นปลัดไม่ได้ กระทรวงมหาดไทยก็มีปลัดหลายคนที่เป็นตรวจผู้ตรวจราชการมาแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากใครมีเรื่องคาใจทั้งหลาย ตนพร้อม ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเปิดอกคุยกัน”

‘ผมในฐานะประชาชนคนไทย ขอขอบพระคุณบุรุษท่านนี้’ !! ‘นิติภูมิ’ ชื่นชม ‘สีหศักดิ์’ ฟาดเขมรในที่ประชุมกมธ.ประนอมฯ

17 กันยายน 2569 เวลา 11:48 น.

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมในฐานะประชาชนคนไทย ขอขอบพระคุณบุรุษท่านนี้

บุรุษท่านที่พูดว่า…

“ตอนที่กัมพูชาปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ”

“ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์”

“ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้”

“ในช่วงเวลาเหล่านั้น”

“การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน”

ท่านผู้นี้ชื่อ…. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พูดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนีประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้ศูนย์สันติภาพ UN-CLOPS

ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

15 กันยายน 2569 ” 

เสื้อลายขวางขาวดำมาแต่ไกล! สมชัย ชำแหละมติ 4:3 กกต. ปฏิเสธหลักฐาน DSI เสี่ยงคุก ม.157

17 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

17 กันยายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มติ 4:3 ไม่รับเอกสาร DSI. เป็นสารตั้งต้น คดี 157 ของ กกต. ที่อาจจะหนักหน่วงที่สุด

12 มกราคม 2569 กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเอกสารการสอบสวนของ DSI ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นเงินที่ใช้ในการทุจริตเลือก สว. โดยมีเหตุผลคือ ให้รอการวินิจฉัยของอนุ ฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ให้เสร็จสิ้นก่อน

อนุวินิจฉัย ชุด 36 ได้รับการแต่งตั้ง จาก กกต. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีหลักฐานรายงานการประชุมชุดที่ 36 ครั้งแรกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และ ครั้งสุดท้าย 24 กุมภาพันธ์ 2568

26 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ อนุ ฯ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. โดยมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน

30 มีนาคม 2568 คือวันที่ ประธาน กกต. สั่งให้นำเข้าที่ประชุม กกต.

8 มิถุนายน -14 กันยายน 2569 คือ การประชุม 11 ครั้งของ กกต. เพื่อวินิจฉัย คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

มติ 4:3 จึงอาจเป็นสารตั้งต้น ในการฟ้องอาญา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรรับเอกสารมาประกอบการพิจารณาแต่ไม่รับ แม้อ้าง ชุด 36 ว่า ยังประชุมไม่เสร็จ แต่เมื่อเสร็จแล้ว มีเวลาถึงเกือบ 8 เดือน นับแต่เดือน มีนาคม ถึง กันยายน ก็ไม่นำพาที่จะรับเอกสารที่มีรายละเอียดเส้นเงินมาประกอบการวินิจฉัยของ กกต. ชุดใหญ่ให้รอบคอบ

คล้ายชุดเสื้อลายขวางขาวดำ ปรากฏให้เห็นลาง ๆ แล้ว

อนุทิน จ่อทวงสัญญา ทรัมป์ คิดภาษีพิเศษ หลังทำตามแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมร

17 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น.

“อนุทิน”จ่อทวงสัญญา”ทรัมป์” คิดภาษีพิเศษ หลังทำตามแถลงการณ์ร่วมไทย-เขมร บอกเห็นแล้วชื่อ”วรภัค”โผล่ 1 ใน 28 ลิสต์จ่อคว่ำบาตร ชี้ต้องไปตั้งทนาย เคลียร์ตัวเอง

17 กันยายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ รายงานว่าเรื่องหลักการหารือกันจะถึงข้อสุดท้ายแล้ว หารือกันเกือบทั้งหมดแล้ว เหลืออยู่นิดหนึ่ง และพยายามจะให้ระดับผู้นำได้พูดคุยกัน โดยวันที่ 18 ก.ย.ตนจะหารือกับนางศุภจีในรายละเอียด โดยผลการเจรจาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี

เมื่อถามว่า จะต่อสายหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศ แต่หากจะมีการต่อสายคุยกัน ตนก็ได้รับการรายงานรายละเอียดการพูดคุยมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอยู่ในจังหวะที่ผู้แทนการค้าทั้งสองฝ่าย พร้อมที่จะให้มีการต่อสายพูดคุยในประเด็นสุดท้าย ถ้าตนได้มีโอกาสคุยก็จะขอท่าน ในเรื่องที่ท่านบอกว่าประเทศไทยเราปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทย – กัมพูชา ทั้งเรื่องการเก็บกวาดทุ่นระเบิด ถอนทหาร และปราบสแกมเมอร์ เราทำตามหมดเลยทุกอย่าง จำกันได้ไหมที่ท่านบอกว่าจะพิจารณาอัตราภาษีให้เป็นพิเศษ ตนก็จะเรียนถามว่า “ไทยจะได้ตรงนี้หรือไม่”

เมื่อถามถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ว่า เห็นชื่ออยู่ เรื่องพวกนี้ใครที่โดนกล่าวหา ต้องไปตั้งทนายความและหาวิธีที่จะเคลียร์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่า แต่สหรัฐฯ เรียกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรวจสอบนั้น นายอนุทิน ระบุว่า “รัฐบาลไหนล่ะ ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

พิชาย กระพือข่าวปล่อย อ้างเพื่อไทยอยากถอนตัว เหตุไม่สบายใจมติฮั้ว สว.

17 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

17 กันยายน 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อวานมีข่าวปล่อยออกมาว่า พรรคเพื่อไทยไม่สบายใจหลังมติคดีฮั้วสว. และไม่อยากอยู่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยแล้ว ทุกท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ครับ”

เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ เจ้าตัวโผล่เมนต์

17 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

เอ็ดดี้ ชม เนเน่ องค์พ่อ ไตรรงค์ มาลงแน่ๆ หลังโชว์ลีลาเดือดกลางสภาฯ มอง คนแซะ ปชป.เปลี่ยนฟ้าเป็นส้ม แค่เพราะวิจารณ์รัฐบาล เห็นตรง ปชน. เหตุผลยังไม่เพียงพอ 

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประชาธิปัตย์เปลี่ยนสี หรือยึดมั่นในหลักการ

การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การที่ประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีจุดยืนตรงกับพรรคประชาชนในบางเรื่อง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า “เปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีส้ม” ต้องดูว่าเปลี่ยนนโยบาย อุดมการณ์ หรือแนวทางทางการเมืองอย่างไรจริง ๆ

การมีฝ่ายค้าน สื่อ และประชาชนคอยจับตา ช่วยเพิ่มโอกาสที่การใช้อำนาจมิชอบจะถูกเปิดเผย ทำให้ผู้มีอำนาจต้องระมัดระวังและรับผิดชอบมากขึ้น

ที่สำคัญ การที่มีคนคอย Monitor จับตา ตรวจตรา ตรวจสอบ นั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง “ที่ช่วยยับยั้งการทุจริต” จากรัฐบาลหรือฝ่ายต่างๆ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนสิ่งที่รัฐบาลทำถูกต้อง ไม่ใช่คัดค้านทุกเรื่องเพียงเพราะอยู่คนละฝ่าย

เกณฑ์ตัดสินจึงควรอยู่ที่ว่า “ตรวจสอบถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่” มากกว่า “ตรวจสอบแล้วเข้าทางพรรคสีอะไร”

ปกติเห็น สส.เนเน่ เป็นคนยิ้มเก่ง เลยไม่ทันคิดว่า ”เป็นคนคิดบวก“ อีกด้วย คือคิดจะบวกกับเขาเหมือนกัน

เห็นลีลาในสภาเมื่อวานแล้วภาพคุณพ่อ ดร.ไตรรงค์ ซ้อนทับเลย

ประโยคที่ว่า “หนูเริงร่า เพราะแมวไม่จับหนู” เป็นคำเปรียบเปรยที่แรงส์มาก จนไม่คิดว่าจะหลุดออกมาจากท่านรองเนเน่

แบบนี้องค์(ไตรรงค์)มาลงแน่ๆ

เนเน่นายแน่มาก

(ขออนุญาตแซวน้อง) “

ทั้งนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “ก่อนอื่น เนเน่ขอขอบคุณพี่เอ็ดดี้สำหรับโพสต์นี้นะคะ เพราะอย่างน้อยก็เปิดพื้นที่ให้ได้คุยกันด้วยเหตุผล และทำให้คนที่เห็นต่างได้เข้าใจจุดยืนของเนเน่มากขึ้นค่ะ

อย่างที่เนเน่พูดในสภาเมื่อวานนี้ว่า “นามสกุลสุวรรณคีรี ไม่มีทางทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแน่นอน”

เนเน่เติบโตมาในครอบครัวสุวรรณคีรีที่ปลูกฝังเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการทำงานเพื่อส่วนรวมมาตลอด เรื่องนี้จึงไม่ใช่จุดยืนที่เพิ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเนเน่มาตั้งแต่ต้นค่ะ

ส่วนประชาธิปัตย์ก็ชัดเจนว่าเป็นพรรคเสรีประชาธิปไตย ยึดประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ และการธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ

เนเน่พร้อมรับฟังทุกคำวิจารณ์ค่ะ แต่อยากให้การพิจารณาจุดยืนของคนคนหนึ่ง มองจากหลักการ เหตุผล และการกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนจุดยืนได้ชัดเจนที่สุดค่ะ”

รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบสังคม สั่งทบทวนระบบขอสัญชาติ-ตรวจสอบย้อนหลัง 1 ปี หวังปิดช่องโหว่ เข้มสกัดนอมินีต่างชาติ

17 กันยายน 2569 เวลา 10:25 น.

17 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าจัดระเบียบสังคม พร้อมทบทวนระบบและหลักเกณฑ์การขอสัญชาติไทย หลังผลการปราบปรามภัยสังคมและเครือข่ายนอมินีพบหลายคดีมีความเชื่อมโยงกับบุคคลต่างชาติที่ถือสัญชาติไทย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะกรรมทำงานชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย (ฉกอ.) ร่วมขับเคลื่อนมาตรการจัดระเบียบสังคมและดำเนินการตามข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ได้มีมติทบทวนกระบวนการขอสัญชาติไทยตั้งแต่ขั้นตอน หลักเกณฑ์ และกระบวนการพิจารณา ตลอดจนตรวจสอบย้อนหลังถึงการได้มาซึ่งสัญชาติไทย เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น สามารถปิดช่องว่างที่อาจถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย

พร้อมกันนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมืองแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเสริมกลไกเฝ้าระวังในพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกันสังเกตและแจ้งเบาะแสเมื่อพบพฤติการณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาตินำบัตรประจำตัวประชาชนหรือข้อมูลของคนไทยไปใช้สวมสิทธิจัดตั้งบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาเคยตรวจพบกรณีลักษณะดังกล่าวที่อาจนำไปสู่การใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

สำหรับการติดตามการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับสถานที่พักที่อาจประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำข้อมูลสถานที่พักที่ให้บริการห้องพักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ และแจ้งให้ทุกจังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่มีหนังสือรับแจ้งการเป็นสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้ตรวจสอบปัญหาอุปสรรคในการขอรับใบอนุญาต พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดรับภาวการณ์ปัจจุบัน

“เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนไทย ปิดช่องโหว่สกัดนอมินีต่างชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาล โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี เพื่อค้นหาความผิดปกติและช่องว่างของระบบ ก่อนนำผลการตรวจสอบมาประกอบการทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางมิชอบ และสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการด้านสถานะและสัญชาติต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว