ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด 'หมวดนัท' โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

ตำรวจจ่อเอาผิด ‘หมวดนัท’ โผล่มั่วไฟไหม้โรงเบียร์ ลั่นหากแอบอ้าง-หิวแสง โดนคดีเด็ดขาด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.31 น.

จากเหตุการณ์สลดไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ได้เกิดประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีชายคนหนึ่งปรากฏตัวในพื้นที่เกิดเหตุ โดยได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และเข้าไปยืนให้ข้อมูลเป็นฉากๆ อย่างใกล้ชิดกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า ชายคนดังกล่าวคือ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “หมวดนัท” ผู้สมัคร ส.ก.เขตพญาไท จากกลุ่มกรุงเทพบินได้

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด วันนี้ (14 ก.ค. 2569) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีการเข้ามา “มั่วบ้านงาน” ของ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ โดยระบุขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ เบื้องต้นทุกคนที่ปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุ จะถือเป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนต้องเรียกมาสอบปากคำทั้งหมด เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบชายที่แต่งกายคล้ายทหารคนดังกล่าวอย่างละเอียด ว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงบุคคลภายนอกที่แอบอ้างเข้ามา และข้อมูลต่างๆ ที่ชายคนนี้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน จะถูกนำมาถอดเทปและคัดกรองอย่างละเอียด เพื่อดูเจตนาว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่

บทลงโทษหากพบว่ากระทำผิดจริง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำอย่างเด็ดขาดว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จริง แต่แอบอ้างแต่งกายเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์หรือทำไปเพราะความหิวแสง ตำรวจจะพิจารณาข้อกฎหมายทันทีว่าเข้าข่ายความผิดฐานใด และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแบบไม่มีข้อยกเว้น”

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

JIC ไทย ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“JIC ไทย”ซัดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมกล่าวหายึดครองพื้นที่ ยืนยันวางกำลังเป็นไปตามข้อตกลงร่วม ย้ำไม่รุกรานประเทศข้างเคียง

14 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาจากข่าวสารนิเทศของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่อ้างว่ากองทัพไทยใช้กำลัง “ยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย” จนเป็นเหตุให้ประชาชนชาวกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การวางกำลังของไทยเป็นไปตามข้อตกลงร่วมและถ้อยแถลงร่วมที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการ “คงการวางกำลัง” (maintain current troop deployments) ตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ยอมรับการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยให้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำหรับกรณีประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่สามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยได้ พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ทั้งในด้านสาเหตุ จำนวน พื้นที่ และช่วงเวลา ไม่ควรนำข้อมูลหรือตัวเลขจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาใช้กล่าวโทษโดยปราศจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในแนวทางสันติ การลดความตึงเครียด และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง และสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนความจริงที่ตรวจสอบได้”

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

ครม.ไฟเขียว ต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ ลาว-เมียนมา-เวียดนาม อุ้มกำลังผลิต 7.7 แสนคน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

ครม.เห็นชอบต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ สานต่อมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว รักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานกว่า 7.7 แสนคน พร้อมมอบหมายกรมการจัดหางานเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้นายจ้างและแรงงานดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

14 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ดังนี้

1. กรณีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

(1) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม

(2) นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. กรณีการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนายพนมบุตร จันทรโชติ ตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นายศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการ

2. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายธรณินทร์ ไชยเรืองศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายพิชัย สนแจ้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายสรุจ ทิพเสนา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางสุดคนึง ขัมภรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก จำนวน 6 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ด้านการวางแผนจราจร

2. นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ด้านวิศวกรรมจราจร

3. นายวิจารย์ สิมาฉายา ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

4. นายรุธิร์ พนมยงค์ ด้านเศรษฐศาสตร์

5. นางปานทิพย์ ศรีพิมล ด้านเศรษฐกิจการคลัง

6. นางวรรณพร พรประภา ด้านการผังเมือง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯ สอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ร้องนายกฯสอบปธ.บอร์ด-ผอ.สลากฯ ฮั้วโควตาคนพิการ ชี้ปล่อยขบวนการหาผลประโยชน์โกยเงินส่วนเกินปีละ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมแฉปมสอดไส้จัดสรรโควตาไม่เป็นธรรม ริดรอนสิทธิผู้พิการ-อดีตนักกีฬาทีมชาติ จี้ฟันอาญา ม.157  

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชัน นำโดยนายสุนทร บุญยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายกลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตคอรัปชั่น พร้อมกับเครือข่ายผู้ด้อยโอกาส สมาชิกชมรมกรีฑาคนพิการ เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

นายสุนทร กล่าวว่า กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น ได้รับข้อมูลจากเครือข่ายผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาชิกชมรมกรีฑาคนพิการไทยลู่และลานผู้ค้าสลาก ว่าการแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคาของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีกลุ่มขบวนการหาประโยชน์จากการขายสลากเกินราคา ทำให้ประชาชนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาแพงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาโดยตลอด ทั้งยังมีการจัดสรรโควตาสลากให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็นและกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยเพื่อให้ไปจำหน่ายเป็นอาชีพ ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจมีกลุ่มขบวนการหาประโยชน์ในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลร่วมกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลภายนอกกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อการจัดสรรโควตาสลากให้กับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็น และกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าหรือพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างแท้จริง กลุ่มธรรมาภิบาลฯ จึงใคร่ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดำเนินการตรวจสอบและมีข้อสั่งการถึงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

1. ให้แก้ไขปัญหาการขายสลากที่แพงเกินจริงอย่างแท้จริง

2. ให้มีข้อสั่งการถึงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้มีการจัดสรรโควตาจำหน่ายสลากให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางการเห็นและกลุ่มอดีตนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยในสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้องเป็นธรรมและเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ให้ขบวนการกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการริดรอนสิทธิการได้รับสลากอีกต่อไป

3. ให้ตรวจสอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการและการวางนโยบายของนายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลและคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดที่ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่ควบคุมดูแลกิจการและไม่มีการวางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคาอย่างแท้จริงว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่

4. ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุม กำกับ ดูแล และจัดระเบียบการขายสลากให้เป็นไปตามราคาที่กฎหมายกำหนด และรู้และทราบดีว่ามีกลุ่มขบวนการผลประโยชน์ทำให้สลากมีราคาขายที่สูงเกินจริง แต่กลับปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่แก้ไขปัญหา เกิดผลประโยชน์ส่วนเกินจากการขายสลากเกินราคางวดละ 2,100 ล้านบาท เดือนละ 4,200 ล้านบาทและปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้รัฐต้องขาดรายได้และประชาชนต้องซื้อสลากที่แพงเกินจริง ถือว่าเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และหากพบว่าเป็นกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนักท่องเที่ยวฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) โดยอนุมัติให้ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้รับสิทธิพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 30 วัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เพื่อสร้างความชัดเจนของมาตรการและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสำคัญ

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวอินเดียเคยได้รับสิทธิพำนัก 60 วัน แต่หลังจาก ครม.มีมติยกเลิกมาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนว่าสิทธิเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ และกังวลว่าจะต้องกลับไปใช้ระบบ Visa on Arrival (VOA) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียลดลงเกือบ 20% เนื่องจากความไม่ชัดเจนของมาตรการ

“ครม.จึงเห็นชอบให้ฟรีวีซ่า 30 วัน เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทย และหากในอนาคตพบปัญหาจากมาตรการดังกล่าว รัฐบาลก็สามารถนำกลับมาทบทวนได้”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นอกจากอินเดียแล้ว ครม.ยังเห็นชอบทบทวนสิทธิการเดินทางเข้าประเทศของหลายประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและการอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์

ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้เป็นการพิจารณาสิทธิของแต่ละประเทศโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน โดย ครม.เห็นชอบให้ 59 ประเทศและดินแดน ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน พร้อมเพิ่มสิทธิให้ 5 ประเทศ ได้แก่ โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและการเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย

นอกจากนี้ ครม.ยังกำหนดให้ มอริเชียสและเซเชลส์ ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ขณะที่สิทธิ Visa on Arrival จะคงไว้สำหรับ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อให้เป็นไปตามหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” และลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ จะยังคงได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาพำนัก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิงแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา

1.พระพรหมวชิรมงคล ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิรมงคล โสภณปริยัติวิธานวรกิจ วิจิตรปาพจนวรานุศาสน์ พิลาสวิปัสสนาญาญาณปรีชา ไพศาลศาสนกิจดิลก ตรีปัฏกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

2.พระพรหมวชิราธิบดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิราธิบดี ศรีมหาจุฬาลงกรณสภานายก ดิลกวิเทศศาสนกิจ วิสิฐวิปัสสนาธุราทร สังวรสีลสมาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมกถาสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์
ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

3.พระพรหมวชิรมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ศรีบริยัติกิจโกศล โสภณศาสนกิจพิธาน คุณาลังการธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

4.พระพรหมวชิรากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธวชิรากร สุนทรวิปัสสนาญาณโสภณ โกศลนวกรรมกิจธาดา วิสุทธิจริยาคุณสมบัติ พิพัฒนศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชผาติการาม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

5.พระพรหมดิลก ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ศรีปริย์ตินายกคณาทร บวรปาพจนานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลพัฒนกิจการี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสามพระยา พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

6.พระพรหมโมลี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี ศรีปริยัติวิธานวิเศษ วิเทศศาสนกิจประธาน วิมลสีลาจารนิวิฐ วิจิตรธรรรมกถาสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปากน้ำ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

7.พระพรหมสิทธิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

8.พระพรหมพัชรญาณมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึก ในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาภาวนาโภศล โสภณธรรมานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศกิจธาดา สุสีลาจารวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬที่ไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น พบ ปธน.สี จิ้นผิง หารือทวิภาคีกับนายกฯ หลี่ เฉียง

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

โฆษกฯ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference : WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

“การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

นายกฯ สั่งเร่งปลดล็อกส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย มอบ กษ. ติดตามการดำเนินงานตามข้อตกลงไทย-มาเลเซีย มุ่งลดผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย ได้รายงานผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ในประเด็นการแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกกุ้งและปลากะพง 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยและมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งติดตามและผลักดันการดำเนินงานตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งปลดล็อกการส่งออกกุ้งของไทย เพื่อให้สามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ก่อนที่ผลผลิตกุ้งธรรมชาติจะทยอยออกสู่ตลาดภายหลังสิ้นสุดมาตรการปิดอ่าวของกรมประมง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อราคาผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการไทย

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership เปิดโอกาสไทยร่วมกำหนดกติกาการค้าและการลงทุนแห่งอนาคต ควบคู่รักษาผลประโยชน์ประเทศ

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership: FIT Partnership) พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือที่ริเริ่มโดยสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสมาชิกปัจจุบัน 16 ประเทศ เป็นความร่วมมือแบบสมัครใจที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่มีข้อผูกพันด้านการเปิดตลาดเพิ่มเติม โดยมุ่งส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การค้าดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการค้า ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือในกรอบ FIT Partnership ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่รวมถึงการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างหารือในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีระหว่างประเทศอื่น เช่น การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดนิยาม “สินค้าจำเป็น” และแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของไทยเป็นสำคัญ

“การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต และติดตามพัฒนาการของกติกาการค้าโลกอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว