คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! “ปลัด มท.”สั่ง”ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ”เฝ้าระวัง-ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาด ตามประกาศ-มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

7 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้รับการประสานงานจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ถึงการเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันออก โดยพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo virus) ซึ่งเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่มีอัตราเสียชีวิตสูง และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC)

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) ภายใต้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ใช้กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สนับสนุนการดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน สอบสวน และควบคุมโรค โดยการคัดกรองและติดตามผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค หากพบผู้ที่เป็นโรค หรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะต้องดำเนินการ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้เดินทางดังกล่าวถูกแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า 2.สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ โดยประสานงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานท่าอากาศยาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบถิ่นที่อยู่และการเดินทาง ในระหว่างผู้มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรคอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนการดำเนินการตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และ 3.ประชาสัมพันธ์ และสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและทั่วถึง โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังอาการ ภายหลังจากการเดินทางกลับมาจากประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว ในกรณีพบบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค ได้แก่ มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีอาการเลือดออกผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทันที ภายใน 3 ชั่วโมงนับแต่พบบุคคลดังกล่าว โดยให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับโรคติดต่อเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 9 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ.2559 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2559 โดยพบเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ.2569 กำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

พาณิชย์-เกษตรฯ รับลูกนายกฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เร่งดูดซับผลผลิต เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

7 มิุนยายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีทางการมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

โดยเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีห่วงใยถึงความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก และได้กำชับในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เร่งเจรจากับมาเลเซียโดยเร็ว พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ ไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะในภาคใต้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการป้องกันราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ และการดูแลผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และแรงงานจำนวนมาก

สำหรับมาตรการล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน 13 มาตรการ โดยตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกุ้งที่ได้รับผลกระทบประมาณเดือนละ 400 ตัน ใกล้เคียงกับปริมาณส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300 – 400 ตัน หรือมูลค่าราว 44 ล้านบาทต่อเดือน

มาตรการระยะสั้นจะเดินทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเร่งเปิดตลาดผ่านกิจกรรมในจีน ทั้ง Top Thai Brands ที่คุนหมิงและเซี่ยเหมิน Thailand Week ที่ต้าเหลียนและหลานโจว รวมถึงการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และการโปรโมตกุ้งไทยในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก SIAL

ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในจะกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ผ่านกิจกรรม “หรอยริมเร” ที่ภูเก็ต ประสานห้างท้องถิ่นในพื้นที่ท่องเที่ยว เปิดจุดรับซื้อกุ้งในจังหวัดเป้าหมาย เชื่อมโยงผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้รับซื้อให้รับตรงจากแหล่งผลิต พร้อมนำโครงการไทยช่วยไทยพลัสและธงฟ้าเข้าช่วยระบายสินค้า

สำหรับระยะยาว กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จะเร่งหารือกับทางการมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามใกล้ชิด และเตรียมยกระดับประเด็นเข้าสู่เวที WTO และอาเซียน หากจำเป็น

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ รัฐบาลมีเป้าหมายคือปกป้องเกษตรกร รักษาราคาหน้าฟาร์ม เปิดตลาดสำรอง และลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาดให้ได้มากที่สุด” น.ส.รัชดา กล่าว

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“อนุชา”ซัดส่วย กทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

7 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 07.00 น.ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคน กทม.เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก.อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดย นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้น กทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า ในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการ กทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

“จริงๆ คน กทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

– 006

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที ลุยรับมือเชิงรุกน้ำท่วมปี 69 ยึดความปลอดภัยเด็กเป็นอันดับหนึ่ง

รัฐบาลวางมาตรการเชิงรุกรับมือน้ำหลากปี 2569 รองโฆษกรัฐบาลเผย สพฐ.ถอดบทเรียนความเสียหายย้อนหลัง 3 ปี ป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เน้นความปลอดภัยสูงสุด ให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินสถานการณ์ สั่งปิดโรงเรียนหนีน้ำได้ทันที

7 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังและรับมือเหตุอุทกภัยในสถานศึกษา ว่า จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่าแนวโน้มอุทกภัย ดินสไลด์ และน้ำท่วมฉับพลันในทุกภูมิภาคมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสถานศึกษาได้รับผลกระทบเกือบ 2,000 แห่ง และมีเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 1.6 แสนคน และยังพบว่า มีโรงเรียนจำนวนมากที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ล่าสุด รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุก และออกมาตรการระยะสั้นคุมเข้มสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกำชับให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประสานงานฝ่ายปกครองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงและสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวได้ทันที พร้อมปรับระบบการเรียนการสอนเป็น Online , On-Hand หรือ On-Demand ตามความเหมาะสม ขณะเดียวกันให้ครูผู้สอนผ่อนปรนการส่งการบ้าน และการสอบในช่วงวิกฤต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครอง ไม่ให้เครียด

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สถานศึกษาจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนเป็นศูนย์อพยพชั่วคราวของชุมชน กรณีต้องมีการอพยพประชาชนในพื้นที่ และให้ทุกโรงเรียนรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line เพื่ออนุมัติถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นได้แบบทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการระยะยาวว่า จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างและการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้เร่งจัดทำแผนสอบชดเชย จัดหาอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย และประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนของอาชีวศึกษา ส่งทีมช่างเข้าซ่อมแซมทันที จากนั้น ให้สถานศึกษารายงานความเสียหายของอาคารเพื่อขอรับงบซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบวาระเร่งด่วน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำของโรงเรียนและชุมชนในระยะยาวต่อไป

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ 8-9 มิ.ย.นี้ ต่อยอดความร่วมมือหลังผู้นำเวียดนามเยือนไทย พร้อมร่วมประชุม ASEAN Future Forum ผลักดันความร่วมมือไทย-เวียดนามสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

7 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของไทยร่วมเดินทาง ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะครั้งนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชนระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้นับเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ให้แน่นแฟ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้หารือกับผู้นำเวียดนามในระดับการเมือง ทั้งประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงจะพบปะภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เพื่อผลักดันความร่วมมือจาก “ความสัมพันธ์ที่ดี” ไปสู่ “ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม” ตามเป้าหมายร่วมกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังจะเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและทิศทางการพัฒนาของอาเซียน มีผู้นำประเทศ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคส่วนต่างๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งนี้ การประชุม AFF จัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเองสะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยให้ต่อเวทีดังกล่าว ตลอดจนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเวียดนาม

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” โดยมุ่งหารือแนวทางเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนของโลก ส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต

สำหรับกำหนดการสำคัญ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลา 08.00 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย เวลา 10.00 น. จากนั้นจะพบหารือทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม และประชุมหารือกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือข้อราชการเต็มคณะ ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพ

ส่วนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม Melia Hanoi และในช่วงบ่ายจะเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.17 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย สะท้อนกำลังซื้อฟื้นทั่วประเทศ

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง จัดซื้อแล้ว พร้อมบริการภายในเดือนมิถุนายนนี้

7 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม เตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจแล็บ ดูแล Transgender ให้สุขภาพดีแบบองค์รวม คาดเร็วสุดเริ่มกระจายยาได้ไม่เกิน 10 มิถุนายน 2569 ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่ง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบัน ชุดบริการสำหรับการข้ามเพศ ได้ถูกบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนแล้ว ซึ่งยา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ทั้ง 8 รายการ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3.กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4.กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง นอกจากสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพแล้ว ยังให้การครอบคลุมไปถึงการตรวจสุขภาพ การให้คำแนะนำสุขภาพจิต  การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป ระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ การทำงานของไต และระบบเผาผลาญของร่างกาย เป็นต้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยบริการทั้งหมด ทั้งคลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ขอให้ติดตามการประชาสัมพันธ์ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และจากหน่วยงานราชการทึ่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การให้ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกาย และจิตใจในภาพรวม จนอาจเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ ก่อนได้รับฮอร์โมน จะต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย “พลพีร์”ขับเคลื่อนนโยบายถึงชุมชน เดินหน้าไทยช่วยไทย-ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ควบคู่กับการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือและการเข้าถึงสิทธิของประชาชนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางการบูรณาการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นการใช้กลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำลังสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

นายพลพี ร์ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อน “โครงการไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและยืนยันตัวตนได้อย่างครอบคลุม ผ่านการบูรณาการร่วมกับธนาคารกรุงไทย นำรถโมบายเคลื่อนที่ออกให้บริการถึงพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายวิทยุกระจายเสียงและไลน์หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงมาตรการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมและไม่ตกหล่น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้าและตรวจสอบร้านค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนเร่งดูแลปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา และที่ดินทำกิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย “Action 5 PLUS” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดและความมั่นคง การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การบริหารจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงการยกระดับการบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา สวัสดิการ และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของสังคมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

7 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความหลากหลายทางเพศ 2026” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,238 คน (ส ารวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.61 รู้ว่าเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่ ร้อยละ 32.39 ไม่รู้ สำหรับความคิดเห็นต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ปัจจุบันกลุ่มตัวอย่างมองว่าคนไทยเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ร้อยละ 79.32 เมื่อถามถึงระดับการยอมรับในสังคมรอบตัว ณ วันนี้พบว่าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.30 และเห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจในสังคมต่อไป ร้อยละ 65.27

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าสังคมไทยก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่าทุกคนควรได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันยังคาดหวังให้ภาครัฐเดินหน้าสร้างความเข้าใจ ขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย สะท้อนว่าความเท่าเทียมในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับ แต่กำลังก้าวไปสู่การได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้ก้าวผ่านจุดที่เป็นเพียงการยอมรับไปสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้เชิงประจักษ์และการผลักดันความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ในเทศกาล Pride Month และมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม

อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการยอมรับในสังคมรอบตัวจะอยู่ในเกณฑ์สูงและคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่อคติทางเพศยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคมนำมาสู่โจทย์ท้าทายที่ประชาชนส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้าง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง ทั้งการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย รากฐานเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความพร้อมของสังคม ไปสู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.16 น.

7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 70.56 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.39 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 9.14 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 4.06 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 ร้อยละ 3.80 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 64.60 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.09 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.87 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 70.53 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.16 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 6.29 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.85 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 62.99 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.06 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 63.77 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.51 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 7.25 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 4 ร้อยละ 6.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.89 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 66.85 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.64 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.27 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.05 ระบุว่าเป็นกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 38.32 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.14 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 17.26 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 8.63 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 5.58 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 28.23 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.96 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 4.78 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 30.69 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 27.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.29 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.79 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.30 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 31.87 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 23.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.48 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ และพรรคประชาธิปัตย์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 7.70 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 24.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.46 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 3 ร้อยละ 17.75 ระบุว่า อิสระ อันดับ 4 ร้อยละ 15.22 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 9.06 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.37 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.47 ระบุว่า อิสระ อันดับ 3 ร้อยละ 19.38 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 13.49 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 7.87 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

– 006