นายกฯ ลั่น หากความผิดสำเร็จ ไม่มีใครหนี กม.ได้ หลัง 146 ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นชิงไขก๊อก

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:28 น.

นายกฯ ลั่น หากความผิดสำเร็จ ไม่มีใครหนีกฎหมายได้ หลัง 146 คน ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นชิงไขก๊อก ลั่น เอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอิทธิพลใด จะมาเปลี่ยนคดีได้

เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 31 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นจากจำนวน จาก 5,925 คน ชิงลาออก 146 คน จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่อง แต่กฎหมายว่าอย่างไรความผิดถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ถือเป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเพิกถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น จำนวน 5,925 คน นายอนุทิน กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการอยู่แล้ว มีระเบียบและกฎอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงแนวคิดเรื่องการยุบคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นายอนุทิน ถามกลับว่า ยุบได้หรือไม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.ท้องถิ่นหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะถูกใจไม่ได้ ต้องถูกหลักเกณฑ์ ถูกกฎหมาย จะถูกใจอย่างเดียวนำมาทำงานไม่ได้

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ของสภาผู้แทนราษฎร มีการเปิดเผยข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องทางคดี ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งได้ขอความร่วมมือไปทุกฝ่ายทั้งจากที่ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการติดตามเส้นทางการเงิน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทุกอย่างครบถ้วน และตนอยากขอความกรุณาผู้สื่อข่าวอย่าถามย้ำในเรื่องเดิม เพราะถามกี่ครั้งก็ตอบเหมือนเดิม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏหมาย คนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือถูกพากพิงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีอิทธิพลใดๆที่จะทำให้การดำเนินคดีเปลี่ยนไปได้ตนขอให้คำยืนยัน

นายกฯแนวหน้าออนไลน์โกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ เผย ครม.สัญจรสงขลา เตรียมพิจารณาแผนพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:23 น.

นายกฯ เผย ครม.สัญจรสงขลา เตรียมพิจารณาแผนพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ ครอบคลุมท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ-คมนาคม รับมือภัยธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลา ว่า การประชุมครั้งนี้มีหลายเรื่องที่จะพิจารณา ขอให้รอฟังการแถลงรายละเอียด เนื่องจากได้มีการเตรียมเรื่องต่าง ๆ ไว้แล้ว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ลงพื้นที่มาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายในพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำนโยบายไปหารือร่วมกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงซึ่งขณะนี้ได้สรุปแนวทางที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบในหลักการ เพื่อพัฒนาพื้นที่สงขลา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง ให้มีความพร้อมและสมบูรณ์ในการรองรับการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง การขนส่งสินค้า และภาคอุตสาหกรรม

รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ตลอดจนการดูแลเรื่องการคืนเงินและการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด และบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงาน ทั้งนี้ จะมีการแถลงรายละเอียดของแนวทางดังกล่าวในวันที่ 1 ก.ย. ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบ

ครม.สัญจรนายกฯสงขลาแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน บอก ทานกับผมอร่อยกว่า หลัง อภิสิทธิ์ แซว อดกินอาหาร โรงแรมพูลแมน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:10 น.

อนุทิน บอก ทานกับผมอร่อยกว่า หลัง อภิสิทธิ์ แซว อดกินอาหาร โรงแรมพูลแมน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงงานเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเดิมทีจะจัดงานที่โรงแรมพูลแมน ก่อนถูกยกเลิกในเวลาต่อมา และเปลี่ยนมาจัดงานที่อาคารรัฐสภาแทน ทำให้บนเวที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า ไม่ได้ไปจัดสัมมนาที่โรงแรมพูลแมนแล้ว เสียดายที่ไม่ได้ไปทานอาหารอร่อย มองอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทิน หัวเราะ ก่อนบอกว่า “ทานกับผมอร่อยกว่า รับรอง”

ฝ่ายค้านพูลแมนอนุทินอภิสิทธิ์แนวหน้าออนไลน์

ฟ้า พรหมศร วืดอีก! ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:04 น.

31 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม””

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเขาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หลังฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน

โดยในการยื่นประกันตัวครั้งที่ผ่านมา มารดาและครอบครัวของ “ฟ้า” ร่วมยื่นประกันตัวต่อศาล ระบุถึงความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตในการอดอาหาร ความจำเป็นในการกลับไปดูแลบิดาที่ป่วยหนัก และข้อเท็จจริงบางข้อหาในคดีเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ปัจจุบัน “ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือนในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จากนั้นฟ้าตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 62 วันแล้ว (นับถึงวันที่ 31 ส.ค.)

อ่านบันทึกเยี่ยมฟ้า : https://tlhr2014.com/archives/85865

นักกิจกรรมประกันตัวพรหมศรวีระธรรมจารีฟ้าพรหมศรยกคำร้องราษฎรมูเตลูศาลฎีกา

นายกฯ แจงวุฒิสภา ยืนยัน กู้ 4 แสนล้าน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:53 น.

“นายกฯ”แจง”วุฒิสภา” ยืนยัน”กู้ 4 แสนล้าน” เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต ปชช. วอน”สว.”เห็นชอบตามขั้นตอนกฎหมาย

31 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นของ พ.ร.ก กู้เงิน 4 แสนล้าน ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น และงบประมาณ ปี2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ และภาระค่าใช้จ่ายต่อการแก้ไขวิกฤตพลังงาน รวมถึงการใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน หากไม่ทำจะทำให้วิกฤตยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก สำหรับการตรา พ.ร.ก.เพื่อเป้าหมาย รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงไไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดการใช้พลังงงานฟอสซิล ให้เร็วที่สุด รวมถึงส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกในประเทศ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ภาพรวมการกู้เงินของรัฐบาล เกิดสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ และเป็นวิกฤติใช้ ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีงบประมาณปกติ หรือ กู้เงินตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ การกู้เงินดังกล่าว และกู้เงินกรณีดังกงล่าว ไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไม่เกิน ร้อยละ 70 ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย

“สัปดาห์ที่ผ่านเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาและหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อวุฒิสภา พบว่าเสียงแหบแห้ง และมีอาการไอเป็นระยะๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนพยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริฟยาแล้วดีขึ้น แต่จำเป็น เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้เกียติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงด้วยตัวเอง

นายกรัฐมนตรีอนุทินชาญวีรกูล

ศุภชัย ซัด ยิ่งชีพ อย่าตีขลุม จี้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลากเส้นสอบฮั้ว สว. ลั่นความสัมพันธ์ไม่ใช่ความผิด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

31 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า “สิ่งที่เราค่อยๆ อธิบาย คือหลักฐานที่มันแวดล้อม แล้วก็เส้นโยงความสัมพันธ์ทั้งหมด มันวนอยู่รอบพรรคการเมืองที่ชื่อภูมิใจไทย”

โดย นายศุภชัย ระบุว่า ถ้าจะลาก “เส้นโยง” ก็ต้องกล้าตรวจสอบทุกเส้น

มีการนำเสนอว่า “หลักฐานแวดล้อม” และ “เส้นโยงความสัมพันธ์” ต่าง ๆ วนอยู่รอบพรรคภูมิใจไทย จนทำให้สังคมอาจเข้าใจไปล่วงหน้าว่า พรรคหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. แล้ว

ในฐานะพรรคภูมิใจไทย เราไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า

หลักฐานที่ว่านั้นคืออะไร? ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด กับใคร และการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายข้อใด?

เพราะการรู้จักกัน การติดต่อกัน หรือมี “เส้นโยงความสัมพันธ์” ถึงกัน ไม่ใช่ความผิดโดยตัวมันเอง การจะกล่าวหาบุคคลใดต้องพิสูจน์การกระทำ เจตนา และพยานหลักฐานของบุคคลนั้นเป็นรายคน จะเหมารวมจากความสัมพันธ์แล้วสรุปว่าทั้งหมดเป็นขบวนการเดียวกันไม่ได้

ยิ่งต้องถามว่า ผู้ที่ออกมาวิเคราะห์หรือฟันธงต่อสาธารณะ ได้เห็นสำนวนทั้งหมดแล้วหรือ ได้เห็นทั้งพยานกล่าวหาและพยานหักล้างของผู้ถูกกล่าวหาแล้วหรือยัง หรือได้เห็นเพียงข้อมูล ข่าว หรือเอกสารบางส่วนที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ ซึ่งที่มา ความครบถ้วน และความชอบด้วยกฎหมายยังอาจเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ?

ที่สำคัญ ผู้มีอำนาจพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยในชั้น กกต. คือ กกต. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ iLaw ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่นักวิชาการ และไม่ใช่ศาลโซเชียล

ทุกคนมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และเสนอข้อมูล แต่ไม่ควรใช้กระแสสังคมกดดันให้ กกต. ต้องวินิจฉัยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะ กกต. ต้องพิจารณา พยานหลักฐานทั้งหมดและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน อย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม

และถ้าวันนี้จะใช้วิธี “ลากเส้นความสัมพันธ์” เป็นเหตุให้สังคมตั้งข้อสงสัยกับผู้อื่น ก็ควรยอมรับมาตรฐานเดียวกันเมื่อตนเองถูกตั้งคำถาม

ในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงกิจกรรม “ตลาดนัด สว.” ที่เกี่ยวข้องกับ iLaw เช่นกัน หากสังคมต้องการค้นหาความจริง ก็สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเข้าร่วม ใครประสานงานกับใคร มีความสัมพันธ์กับผู้สมัครคนใด และกิจกรรมหรือการติดต่อเหล่านั้นมีนัยสำคัญทางกฎหมายหรือไม่

การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า iLaw กระทำผิด เช่นเดียวกับที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นหรือพรรคภูมิใจไทยกระทำผิด

นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ มาตรฐานเดียวกัน

หากสูตรคือ

“รู้จักกัน + ติดต่อกัน + ทำกิจกรรมร่วมกัน = หลักฐานแวดล้อม”

สูตรนี้ก็ต้องใช้ตรวจสอบได้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตนต้องการกล่าวหา

ภูมิใจไทยยืนยันหลักง่าย ๆ ว่า ใครทำผิดก็ให้รับผิดตามกฎหมาย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่นำข้อกล่าวหาออกเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเช่นกัน

เสรีภาพในการตรวจสอบ ไม่ใช่เสรีภาพในการใส่ร้าย หากการกล่าวข้อเท็จจริงถึงบุคคลใดเข้าลักษณะใส่ความต่อบุคคลที่สามจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ก็อาจมีประเด็นความรับผิดตามกฎหมายหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบท ข้อเท็จจริง ประโยชน์สาธารณะ และองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นรายกรณี

ดังนั้น ตรวจสอบภูมิใจไทยได้ เราไม่หนีการตรวจสอบ

แต่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งธงแล้วลากเส้นทุกเส้นมาหาข้อสรุปที่ต้องการ

และถ้าจะตรวจสอบด้วย “เส้นโยงความสัมพันธ์” ก็ต้องพร้อมให้สังคม ลากเส้นกลับไปตรวจสอบผู้กล่าวหาด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุด ให้ กกต. ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และให้พยานหลักฐานเป็นผู้พูด

“ความเชื่อมโยง” ไม่ใช่ “ความผิด”

“ข้อสงสัย” ไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์”

“กระแส” ไม่ใช่ “พยานหลักฐาน”

และ “เสรีภาพในการพูด” ไม่ใช่ “เสรีภาพในการใส่ร้าย”

ตรวจสอบได้ทุกฝ่าย — แต่กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน

ศุภชัยใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ยิ่งชีพอัชฌานนท์,ยิ่งชีพไอลอว์,iLaw,ฮั้วสว,

อนุทิน บอก ขนแขนสแตนด์อัพ จุกในลำคอ ดีใจกับทีมนักตบสาวไทย ลั่น พร้อมอัดฉีดสุดซอย

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:27 น.

อนุทิน บอก ขนแขนสแตนด์อัพ จุกในลำคอ ดีใจ วอลเลย์บอลหญิงไทย คว้าตั๋วโอลิมปิก ลั่น พร้อมอัดฉีดสุดซอย

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทย คว้าแชมป์เอเชียปี 2026 ในรายการเอวีซี วอลเลย์บอล คอนติเนตัล แชมป์เปี้ยนชิพ 2026 คว้าตั๋วไปโอลิปิกเกมส์ 2028 ว่า “อูย ดีใจ” ตนดีใจมากที่เมื่อวานได้เห็นเวลาที่น้อง ๆ นักวอลเลย์บอลร้องเพลงชาติไทย ความรู้สึกตนบรรยายไม่ถูก เวลาไปได้ยินเพลงชาติของเราบรรเลง ทำให้ขนแขนสแตนด์อัพ จุกอยู่ในลำคอ เหมือนเวลาที่ตนเดินทางเยือนต่างประเทศ ได้ยินเพลงชาติก็รู้สึกฮึกเหิม แต่การเดินทางเยือนก็ไม่เกิน 50 คน แต่ครั้งนี้นำความสุขมาให้คนไทย 70 กว่าล้านคนในประเทศ และไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศอย่างเดียว แต่รวมถึงคนไทยทั่วโลก ตนต้องขอบคุณ และยินดีมาก ๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเห็นถึงศักยภาพของประเทศ

นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่นอกสายตา หรือเป็นประเทศที่ไม่มีศักยภาพ นี่ถือเป็นอีกบทหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลไปผลักดันประเทศไทยอย่างเดียว แต่น้อง ๆ เหล่านี้ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้ ไปโอลิมปิกถือว่า ไม่ธรรมดา ถือว่า เป็นความใฝ่ฝันของทุกคน และทุกฝ่าย รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะเยาวชนให้ไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันเต็มที่ วันนี้ตนยิ่งสบายใจเพราะถือว่า ไปสุดซอยแล้ว

เมื่อถามถึงการอัดฉีดนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง นายกฯ ถามกลับว่า คำว่า “สุดซอย แปลว่าอะไร”

ทีมชาติไทยวอลเลย์บอลทีมชาติไทยวอลเลย์บอลหญิงอนุทินแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน โว! ชนะเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ ขาดลอย สะท้อนประชาชนยังเชื่อมั่น ภท. ลั่นคือเสียงเจ้านายตัวจริง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 10:06 น.

31 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.อุดรธานี เขต 3 ของพรรคภูมิใจไทย ชนะคู่แข่งขาดลอย สะท้อนถึงภาพรวมประชาชนยังไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ว่า เมื่อวานได้โพสต์ทางโซเชียลขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย โดยสะท้อนออกมาจากผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 อุดรธานี โดยคะแนนที่ออกมาอธิบายในตัวเองได้ว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นและความมั่นใจจากพี่น้องประชาชน ต้องถือว่านี่คือคำสั่งที่แท้จริงของเจ้านายของพวกเรา เราต้องตอบแทนพี่น้องประชาชนที่ให้ความมั่นใจเราด้วยการทำงานให้พวกเขา ด้วยทุกความสามารถที่มีอยู่อย่างทุ่มเท เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาส และทุกเรื่องของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของเรา

อนุทินชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,เลือกตั้งซ่อมอุดรฯ,

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้ งัด 96 โครงการ จ่อชง ครม.สัญจรสงขลา จับตาไฮไลต์เมกะโปรเจกต์ ปัตตานี-ยะลา กวาดงบโครงสร้างพื้นฐานทะลุ 1.1 หมื่นล้าน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 08:52 น.

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้งัด 96 โครงการ จ่อชง ครม.สัญจรสงขลา หวังดึงเม็ดเงินอัดฉีดเข้าพื้นที่รวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จับตาไฮไลต์เมกะโปรเจกต์ “ปัตตานี-ยะลา” กวาดงบโครงสร้างพื้นฐานทะลุ 1.1 หมื่นล้าน ดันถนนประตูสู่แดนใต้และขยายรันเวย์เบตง ขณะที่รัฐบาลเตรียมตั้งแท่นสแกนยิบ เล็งหั่นงบจัดลำดับความสำคัญ ชี้วัดกันที่ความพร้อมและต้องแก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ทันที

31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ ของกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 13,089 ล้านบาทโดยข้อเสนอโครงการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ ได้รวบรวมปัญหาและความต้องการจากทุกมิติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยแบ่งการเสนอโครงการออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 41 โครงการ วงเงินรวม 1,598 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งมีโครงการสำคัญ เช่น จังหวัดสงขลา นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณหลังวัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่, โครงการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งริมคลองบางดาน อำเภอเมือง, โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอาหาร “SADAO FOOD ECONOMY” และโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก

ขณะที่ จังหวัดสตูล เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างหอประชุมนานาชาติจังหวัดสตูล, โครงการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือบ้านท่าทะเล ตำบลเกาะสาหร่าย, โครงการปรับปรุงสภาพสนามกีฬารัชกิจประการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ด้าน จังหวัดปัตตานี มุ่งเน้นโครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำปัตตานีและจุดจอดพักเรือ, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่ ส่วน จังหวัดยะลา เสนอโครงการปรับปรุงสนามกีฬาจารูพัฒนา เทศบาลนครยะลา, โครงการขุดลอกบึงแบเมาะ และโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสิโรรส (ตลาดเก่า) และ จังหวัดนราธิวาส ผลักดันโครงการยกระดับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเชื่อมโยงสนามบินนราธิวาส, โครงการก่อสร้างแก้มลิงรองรับการระบายน้ำเมืองนราธิวาส, โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวหาดนราทัศน์ และโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่บริเวณเรือนจำเก่า ตำบลบางนาควร

สำหรับ ส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 55 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ซึ่งมีวงเงินนำเสนอรวมสูงถึง 11,491 ล้านบาท ได้แก่ จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนประตูสู่จังหวัดชายแดนใต้ วงเงิน 5,290 ล้านบาท, โครงการสถานีสูบน้ำดิบพร้อมระบบท่อส่งน้ำเพื่อรองรับเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วงเงิน 993 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 ณ สวนป่าในเมือง วงเงิน 900 ล้านบาท ส่วนทางด้าน จังหวัดยะลา เตรียมเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเบตง ขยายทางวิ่งจาก 1,800 เมตร เป็น 2,500 เมตร วงเงิน 2,140 ล้านบาท, โครงการพัฒนาศักยภาพด่านพรมแดนเบตง วงเงิน 800 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างหอชมเมืองยะลา “Yala City Tower” วงเงิน 788 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬาครบวงจรภายในโครงการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 วงเงิน 580 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลจะรับทราบข้อเสนอแผนงานทั้งหมด โดยที่ประชุมจะนำโครงการต่างๆ มาพิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญ อย่างละเอียด โดยประเมินจากความพร้อมและความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จังหวัดชายแดนใต้,ครมสัญจรสงขลา,เมกะโปรเจกต์,ปัตตานี,ยะลา,โครงสร้างพื้นฐาน,

รัชดา แจงชัด ครม.สัญจร ชาวบ้านได้อะไร? รับฟังถึงพื้นที่ ดันปัญหา-ข้อเสนอ สู่การตัดสินใจรัฐบาล

31 สิงหาคม 2569 เวลา 08:42 น.

31 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 กันยายน มีเป้าหมายสำคัญคือ นำปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอของประชาชนและทุกภาคส่วนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เรียกง่ายๆคือ “เสียงจากพื้นที่ สู่การตัดสินใจของรัฐบาล” แล้วนำไปกำหนดแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ให้ตรงกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่

ช่วงเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำ บริเวณประตูน้ำหน้าควน คลองภูมินาถดำริ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รับฟังสถานการณ์และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ พร้อมพบปะประชาชน จากนั้นช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน Workshop แนวทางการพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประมวลปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การพิจารณาและขับเคลื่อนของรัฐบาล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม โดยรับฟังจากประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรวบรวมเป็นแผนงานและข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

อีกหนึ่งเป้าหมายคือการต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการผลักดันเมืองเก่าสงขลาไปสู่การเป็นเมืองมรดกโลก เพื่อเพิ่มการรับรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ในระดับนานาชาติ และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การสร้างงาน สร้างรายได้ และเศรษฐกิจในพื้นที่

สำหรับวันที่ 1 กันยายน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะประชุม ครม.สัญจร ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยข้อเสนอที่ได้จากการรับฟังและการลงพื้นที่จะนำมาประกอบารพิจารณาของรัฐบาล เพื่อผลักดันการพัฒนาพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การคมนาคม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน

“เป้าหมายสำคัญของ ครม.สัญจร ครั้งนี้ คือการนำเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่โดยตรงไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่ค้างคา พร้อมทั้งเร่งรัดศักยภาพเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

รัชดาธนาดิเรก,ครมสัญจร,รัฐบาล,