ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน พุ่ง19ล้านราย

ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน  พุ่ง19ล้านราย

ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน พุ่ง19ล้านราย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดลงทะเบียนบัตรคนจน พุ่ง19ล้านราย หนูตั้งครม.เศรษฐกิจพลัส วางเป้า12ปีมุ่งสู่รายได้สูง

นายกฯ สั่งยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วย เป็น“ครม.เศรษฐกิจพลัส” ถกทุกเดือน ส่วนผลประชุมกรอ.นัดแรกรัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายพาไทยมุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายใน12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก ด้านกระทรวงการคลังเปิดยอดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ทะลัก 19.15ล้านราย กลุ่มตกหล่นโผล่พรวด 5 ล้านราย“ปลัดคลัง”ยืนยันตัวเลขเป็นไปตามข้อเท็จจริง คาดใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในการคัดกรอง ก่อนสรุปชง ครม.รับทราบ ประกาศผล 17 กรกฎาคม กมธ.พลังงานฯเสนอแยกค่าไฟสาธารณะออกจากภาระของประชาชน พร้อมดันการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า

เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าหารือกับนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม

ทั้งนี้ ในการประชุม กรอ.นัดแรก มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายกฯ กล่าวว่าวันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ในการที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมประชุมที่คณะกรรมการ กรอ. ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเรามีความมั่นคงแข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจท่านเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมีองค์ประกอบแบบเป็นครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมร่วมกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นกำลังสำคัญอีกหนึ่งแรงของรัฐบาลประเด็นที่หารือในวันนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศนี้ถ้าเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง

นายกฯกล่าวต่อว่าถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่มีการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรด้านพลังงาน ด้านแรงงาน ด้านการค้า เราก็จะสามารถใช้มติของที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อประหยัดเวลา เพราะครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้นำเข้าที่ประชุมครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นตรงนี้อยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระ และฝ่ายรัฐบาลในการแสวงหาความร่วมมือประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เวลา 11.30น.นายเอกนิติ เปิดเผยภายหลังการประชุม กรอ. ครั้งแรกว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้ ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์กที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ชุดที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาด

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

เครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก และเครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ขณะนี้การลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนหลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา ก่อนจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้สรุปตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 19.15 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม มาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย จาก 13.18 ล้านราย โดยไม่มาลงทะเบียนราว 4.7 แสนราย และกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1.04 ล้านราย และกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของ มท. และ พม. จำนวน 5.4 ล้านราย

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตัวเลขผู้ลงทะเบียน 19 ล้านรายนั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ได้ล็อกหรือมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนมาลงทะเบียนในรอบนี้เท่าไหร่ หรือจะต้องมีกี่รายที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองด้วยระบบ Data Base ซึ่งจะนำชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนเข้าระบบก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมดว่าใครเหมาะสมที่จะได้หรือไม่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ลงทะเบียนผ่านทั้ง 19 ล้านรายจะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด พร้อมยืนยันว่ากระบวนการคัดกรองทั้งหมดจะเป็นไปตามข้อมูลและข้อเท็จจริง คาดว่าจะใช้เวลาในการคัดกรองราว 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเร่งสรุปตัวเลขเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป

“หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ซึ่งมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน และผลการคัดกรองจะเห็นชัดเจนว่ามีผู้ที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละข้อเท่าไหร่ ผลเป็นอย่างไรเพื่อเสนอให้ ครม. เห็นภาพที่ชัดเจนว่าผลหลังจากคัดกรองแล้วตัวเลขเป็นอย่างไร ควรจะมีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่น ๆ ด้วยหรือไม่เพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำควบคู่กับการเสนอให้ ครม. พิจารณายกเว้นไม่ใช้เกณฑ์เรื่องการบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรในการลดหย่อนภาษี โดยยืนยันว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาก่อนวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลการคัดกรอง” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 4.7 แสนรายนั้น หากพิจารณาตามกติกาแล้วก็จะต้องถูกตัดสิทธิทันที ส่วนหลังจากนี้หากต้องการจะยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรับไปพิจารณา เพราะถือเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องดุแลเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 ก.ค. 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการเก็บเงินค่าไฟทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของบ้านเรือนประชาชนว่า ตนได้เสนอแนวทางที่จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประชาชน 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 สัญญาแอดเดอร์ชั่วนิรันดร์ (การเรียกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายุคแรก ตั้งแต่ปี 2550-2551 ที่รัฐให้เงินอุดหนุนบวกเพิ่ม (Adder) ในราคาสูงเพื่อจูงใจเอกชน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นภาระประชาชนเพราะไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ผู้ผลิตที่คืนทุนแล้วยังคงขายไฟได้ในราคาสูง) เรื่องที่ 2 คือเรื่องไฟทางที่หลบตาประชาชนไปใส่อยู่ในบิลค่าไฟ เรื่องที่ 3 อัตรารับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้า และอัตราที่ขายไฟให้กับเอกชน อย่างการทำดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ควรคิดในอัตราที่ถูก ดังนั้นเรื่องค่าไฟทางหลวง-ทางหลวงชนบท ก็คือหนึ่งในเรื่องที่ต้องเร่งสังคายนา เพราะการเอาไปบวกในค่าไฟของทุกคนของทุกประเภทแบบนี้ไม่ถูกต้อง

ส่วนการบวกเพิ่มค่าไฟในลักษณะนี้ เกิดขึ้นมานานแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีการเก็บแบบนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องติดมิเตอร์ แยกบัญชีออกมาให้เห็นชัดว่าตกลงค่าไฟของไฟทางเป็นเท่าไหร่ หน่วยราชการที่รับผิดชอบก็สามารถไปของบมาจ่ายค่าไฟได้เหมือนหน่วยราชการทั่วไป หากแยกส่วนนี้ออกมาได้ ค่าไฟสำหรับประชาชนก็จะถูกลง จากการที่ต้องจ่ายกันโดยที่ไม่รู้ปีหนึ่งนับ 10,000 ล้านบาท ก็ต้องรีบจัดการแก้ไข

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า เรื่องนี้ตนตั้งใจพูดให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะรู้ และขณะนี้ตนกำลังจัดการเพื่อให้มีการแยกบัญชีค่าไฟส่วนนี้ออกไป โดยให้หน่วยงานที่ใช้ไฟเป็นผู้รับผิดชอบ เราจะได้เห็นให้ชัดว่าตกลงแล้วมันเป็นเท่าไหร่ ไม่ใช่มาหลบหูหลบตาประชาชน และย้ำว่าจะเร่งดำเนินการโดยทันที

ที่รัฐสภา นายพรเพิ่ม ทองศรี สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา แถลงข่าว เรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝง ว่า สืบเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ต้นทุนแฝง” จากนโยบายของภาครัฐและโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน

จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 12-22% ของค่าไฟทั้งหมด โดยต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย 1. ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น

นายพรเพิ่ม กล่าวต่อว่า 2. ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 3. ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ 4. ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤติราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft

สำหรับกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะนั้น ทาง กมธ.พลังงาน เห็นว่า ค่าไฟสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และระบบสูบน้ำสาธารณะ ควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสาธารณะอีกส่วนหนึ่งยังถูกชำระผ่านงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเช่นกัน

กมธ.พลังงาน จึงมีข้อเสนอแนะ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ควรมีการเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดเจนว่าค่าไฟส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง และส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย 2.แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง 3.ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเปลี่ยนเป็นระบบแข่งขันราคาแทนการอุดหนุนแบบคงที่ เพื่อลดภาระค่าไฟในระยาว

4.ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส และ 5.เปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่ได้แพงขึ้นเพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสมอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.พลังงาน เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากภาระของประชาชน เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น และ กมธ.จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษา ติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในการวางแผนเศรษฐกิจ เราควรใช้เหตุผลและข้อมูลว่าจะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมันควรจะเป็นแบบไหน ฉะนั้น ผมจึงคิดว่าการเกิดขึ้นของกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ มันไม่ตอบโจทย์ในพื้นที่ภาคใต้ และไม่ตอบโจทย์ทั่วประเทศด้วย”

นายประสิทธิชัย หนูนวล

ประธานเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

อนุทินโวลดลง60% สั่งทุบไม่ยั้ง นอมินี-สแกมเมอร์

อนุทินโวลดลง60%  สั่งทุบไม่ยั้ง  นอมินี-สแกมเมอร์

อนุทินโวลดลง60% สั่งทุบไม่ยั้ง นอมินี-สแกมเมอร์

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินโวลดลง60% สั่งทุบไม่ยั้ง นอมินี-สแกมเมอร์ ผบ.ตร.รับลูกขยายผล ปักหมุด3จว.อันดามัน ยึดทรัพย์2.4หมื่นล้าน ส้มย้ำส่วยภูเก็ตรากลึก

นายกฯอนุทิน โวปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้กราฟคดีต่างๆ ช่วง 3 เดือนลดลง 60% ลั่นต้องปราบให้ได้มากที่สุด ด้านผบ.ตร.รับลูกรบ. แถลงกวาดล้างคนทำผิด บิ๊กราญลั่นล้างบางนอมินี 4 จว.ใต้ 3 เฟส ยึดคืน 130 ไร่ กว่า 1.6 พันล.ขณะที่พรรคส้มจัดประชุมครม.เงา ชี้ส่วยภูเก็ตฝั่งรากลึก ปูดถูกตำรวจโทรเตือนสส.ในพื้นที่ห้ามขยายผล

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำแถลงผลความสำเร็จ“ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ”9 เดือน

โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนและปฏิบัติการ โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการ 2 ด้าน คือตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) มี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปอส.ตร. และได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 ทำงานแบบเรียลไทม์ ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งกระทรวงมหาดไทย สถาบันการเงิน กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และนำข้อมูลมาติดตามขยายผล

ทุบสแกมเมอร์ทุกรูปแบบ

ในหลายคดีสามารถจับกุมดำเนินคดีได้เป็นที่ประจักษ์ โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทองมาจากหลายวิธี ทั้งหลอกซื้อ คอลเซ็นเตอร์ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจครัวเรือน ประชาชนเสียเงินทองที่สะสมจนหมดตัว ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ตร.จึงเดินหน้าปราบปราม โดยกำหนดวิธีการปราบปรามภายใต้กฎหมาย เพื่อมุ่งตัดวงจรเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ

ตลอดระยะเวลาศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง และกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดจนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อายัดทรัพย์สินเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เฝ้าระวังและยับยั้งไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ

ส่ง”สำราญ นวลมา”จัดหนัก

นอกจากนั้น ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) มี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปชก.ตร. เพื่อปราบปราบอาชญากรรมเรื่องการสวมสิทธิ จัดตั้งบริษัทโดยผิดกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำการขับเคลื่อนและเก็บข้อมูลเพื่อดำเนินคดี ซึ่งเปิดปฏิบัติการไปแล้วที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต ทั้ง 2 ศูนย์ได้มีการประสานกับหน่วยงานภายนอกประเทศ และที่ผ่านมาเร่งปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการปฏิบัติการที่เกาะพะงัน 3 ครั้ง ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

ผบ.ตร.กล่าวว่าเราเน้นรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยและของประเทศ ควบคู่ไปกับผลักดันและสนับสนุนท่องเที่ยว และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากเข้ามากระทำผิดจะใช้กฎหมายเป็นตัวหลักดำเนินการ ทั้งการถือครองที่ดิน การเปิดบริษัทที่ไม่ถูกต้องและใช้คนไทยเป็นนอมินี ร่วมกับฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน เร่งระดมกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันต่อเนื่อง และสามารถยึดคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินได้เป็นจำนวนมาก

คดีลดลงถึง69.2%

พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. กล่าวถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตลอด 9 เดือนนับแต่ตั้งศูนย์ ACSC ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงออนไลน์ครอบคลุมในทุกมิติ บูรณาการทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ สามารถลดการเกิดคดีออนไลน์ วัดได้จากสถิติจำนวนคดีรับแจ้งลดลงถึง 69.2% และมูลค่าความเสียหายลดลงถึง 87.3%

ยึดที่ดิน172แปลง

ด้านพล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า การกระทำผิดเรื่องของนอมินีไม่ได้เกิดจากชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่มีการร่วมกับบริษัทกฎหมาย โดยใช้พนักงานบางรายจดทะเบียนกว่า 100 บริษัท และบริษัทบัญชีที่ร่วมกระทำผิด โดยพบกระทำผิดใน 2 รูปแบบ คือจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทและการถือครองที่ดิน ในอัตราส่วนที่ชาวต่างชาติเยอะกว่าคนไทย ซึ่งการเปิดปฏิบัติการล้างบางนอนินีต่างด้าวทั้ง 3 เฟส เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,670 ล้านบาท โดยปฏิบัติการเฟส 1-2 เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สำรวจบริษัทนิติบุคคลบน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 2,381 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 243 บริษัท ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จำนวน 105 คดี อยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี ส่วนสำนักงานกฎหมายที่กระทำผิด จะรวบรวมข้อมูลส่งให้กระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการตามมรรยาททนายความ ส่วนสำนักงานบัญชี 4 บริษัท จะดำเนินการส่งให้สภาวิชาชีพนักบัญชีดำเนินการตามมรรยาทนักบัญชี เพราะถือเป็นต้นน้ำแนะนำสิ่งที่ผิดให้ชาวต่างชาติ

หมายจับนอมินีเพียบ

พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดำเนินการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ฝั่งอันดามัน 3 จ.คือ จ.ภูเก็ต พังงา และจ.กระบี่ โดยสำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.ภูเก็ต 31,970 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 11,773 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 632 บริษัท, จ.พังงา สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.พังงา 1,685 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 346 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 174 บริษัท และ จ.กระบี่ สำรวจพบบริษัทนิติบุคคล 3,587 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 749 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 401 บริษัท ภาพรวม 4 จังหวัดพบบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีรวมกว่า 1,450 บริษัท

จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 ราย ชาวไทย 29 ราย ชาวต่างชาติ 67 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 ราย 73 หมายจับ คนไทย 24 ราย 25 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติ 41 ราย 48 หมายจับ ได้แก่ สัญชาติอิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฯลฯ

เน้นเป้าจว.อันดามัน

พล.ต.อ.สำราญกล่าวด้วยว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการตัดวงจรนอมินีข้ามชาติคือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ คือ จ.สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยในกรณีบริษัท หรือที่ดินแปลงใดส่อเข้าข่ายมีนอมินี ตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ทั้งนี้ ตร.จะดำเนินการในทุกจังหวัดและทุกสัญชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไม่เฉพาะแค่ 4 จังหวัดภาคใต้

ยึดทรัพย์อกเงิน2.4หมื่นล.

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง (ACSC) ว่า ได้มีการการสืบสวนเชิงลึกกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยแบ่งเป็นการดำเนินการ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ตัดวงจรการเข้าถึงเหยื่อของสแกมเมอร์ ผ่านทางการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ SMS รวมถึงช่องทางแพลตฟอร์มโซเชียล 2.ตัดวงจรการเงินบัญชีม้า 3.จับกุมระดับบอสจนถึงระดับล่าง โดยมีสถิติการจับกุมสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 4.ปราบปรามการฝอกเงินด้วยการยึดทรัพย์กว่า 24,000 ล้านบาท 5.แสวงความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งกับภาครัฐและเอกชน 6.ประชาสัมพันธ์เตือนภัย “วัคซีนไซเบอร์”

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า จากการดำเนินการทั้งหมด ทำให้สถิติอาชญากรรมออนไลน์ลดลงกว่าครึ่ง จากเดือนตุลาคมปี 2568 ที่สถิติคดีใหม่ต่อวันอยู่ที่ 1,200 เคส มูลค่าความเสียหายประมาณ 120 ล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 500-600 เคสต่อวัน บางวันมียอดความเสียหายเพียง 9 ล้านบาท ถือเป็น “New Low” แต่ยืนยันว่าเราจะไม่ประมาท และจะเดินหน้าปราบปรามต่อไป โดยหวังว่าสถิติจะดีขึ้น

3เดือนลดลง60เปอร์เซนต์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ตนได้ประสานกับสำนักงานแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครอง ในการร่วมกันป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง และได้มีการติดตามการดำเนินการมาโดยตลอด เห็นได้ชัดเจนว่ากราฟคดีต่างๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจำนวนเงินทรัพย์สินที่ยึดได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำนวนยอดการหลอกลวงเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมด แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสร้างกราฟขึ้นมาเพียงเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อนำมาสู่การตรวจสอบกันทุกฝ่าย

“ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ช่วง 3 เดือนหลังที่เราปราบปรามคดีลดลงไปเกือบ 60% ซึ่งเราต้องทำให้หมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้” นายกฯ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในส่วนของนอมินีซึ่งมีในทุกพื้นที่ หากตรงไหนที่มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้จะต้องดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในทุกจังหวัด เพราะเมื่อทราบว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้วยังมีความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการดำเนินการ ก็ต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพไปทำงานแทน

เมื่อถามว่าเป็นการประกาศเตือนผู้มีอิทธิพล และนอมินีให้รับทราบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่เตือนแล้วถ้าทำผิดก็จับเลย รวมถึงยังมีกระบวนการยึดทรัพย์ เนรเทศ และห้ามเข้าประเทศ ซึ่งเราจะดำเนินการทุกอย่าง

พาณิชย์คุมเข้มธุรกิจเสี่ยง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง

ผลจากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี พื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 34 พื้นที่ ครอบคลุม 11 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และตาก มีกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว

ทั้งนี้ยั งได้ขยายผลสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท โดยมูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท มีทั้งคนเดียวถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยแล้ว

ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก
ที่รัฐสภา นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา ของพรรคประชาชน ครั้งที่7 เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ภูเก็ต และการลงพื้นที่ของรมช.มหาดไทยโดยย้ำว่าส่วยจังหวัดภูเก็ตฝังรากลึก การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ผู้ประกอบการยังโอดครวญเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ก็มีตำรวจโทรมาเตือนตนให้ระมัดระวังในการเลือกตั่นไหวเรื่องดังกล่าว

ลิซ่าสับหนูอย่าเล่นลิ้น

ด้านน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อกังวลการแต่งตั้งโยกย้ายช้าราชการระดับสูง จ.ภูเก็ตว่า วันนี้ตนคิดว่า นายกรัฐมนตรีอย่ามัวเล่นลิ้น ร่ายบทกลอนกลบเกลื่อนว่าโลกคือละคร หลังจากที่ตนรู้ทันว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ความจริง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ได้ หนังสือที่ตนได้รับมาคือ ความจริงที่พี่น้องประชาชนต้องการ ซึ่งเป็นหนังสือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจใน จ.ภูเก็ต รายละเอียดในหนังสือพูดชัดเจนว่าการ ย้ายข้าราชการในจ.ภูเก็ตมันส่งผลในความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนทำให้ไม่กล้าลงทุน

“เขาไม่รู้ว่า การที่ไปลงทุนที่ จ. ภูเก็ต ต้องเข้าหาใคร การลงทุนในแต่ละครั้ง ถ้าไปเหยียบเงาใคร หรือเหยียบเงาหัวใครเข้า เขาจะปลอดภัย และสามารถทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตได้อยู่หรือไม่” น.ส.ภคมน กล่าว

ถามเหตุผลการโยกย้าย

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า รัฐบาลชุดนี้นี้อาจจะมีประวัติ และเบื้องหลังที่อาจจะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ตั้งแต่กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่อาจจะมีส่วนพัวพันกับการเลือกตั้งและทำให้สังคมยังคงตั้งคำถามอยู่ ว่าตกลงแล้วมีการแทรกแซงการเลือกตั้งที่ทำให้ไม่โปร่งใสไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในวันนี้ ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญนายกฯต้องออกมาให้ความชัดเจนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในครั้งนี้ตกลงแล้วโยกย้ายด้วยความผิดอะไร

“ถ้าไม่ออกมาพูดให้ชัด ๆ ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจก็คงตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วพยายามจะแฝงเครือข่ายลงไปจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ และสิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้มากกว่านี้ สิ่งที่อยากเห็นคือผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้เห็นและเป้าประสงค์ที่รัฐบาลแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการลงไปจะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรบ้าง เช่น รู้ว่ามีธุรกิจนอมินี มีธุรกิจเครือข่ายสีเทา ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นปัญหาที่กระจายตัวอยู่เยอะ ดังนั้นนอกจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างเดียวหากนายกฯประกาศออกมาชัดๆว่าตกลงแล้ว2-3 เดือนต่อจากนี้ จะทำให้ปัญหาภาพรวมของ จ.ภูเก็ตเรื่องต่างๆดีขึ้นอย่างไรก็จะช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจได้มากกว่านี้”นายณัฐพงษ์ย้ำ

ส่ง2นอภ.กลับภูเก็ต

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ตว่าเรื่องผลสอบในการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้สั่งให้ปลัดจังหวัด นายอำเภอและป้องกันจังหวัดเข้ามาประจำที่กรมการปกครองตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งจะครบ 30 วันในวันที่ 24 มิ.ย.นี้

“ระหว่างนี้ในส่วนของนายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกระทู้ได้ให้ปากคำหมดแล้ว พบว่ายังไม่มีความผิดถึงขั้นจะต้องดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ซึ่งเราได้ส่งให้ไปปฎิบัติหน้าที่เดิมที่ จ.ภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว”นายนฤชา ย้ำ

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่าส่วนอีก 3 ราย โดยปลัดจังหวัดมีปัญหาในเรื่องของไม่ให้ความร่วมมือในการสอบปากคำ เนื่องจากเมื่อมาถึงก็ใช้สิทธิ์การลา ลาไปครั้งละ 10 วัน 2 ครั้ง วันนี้เราต้องใช้วิธีการให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามา เจ้าหน้าที่กำลังดูเรื่องนี้กันอยู่ แล้วถ้าดูประเด็นครบถ้วนอย่างไรจะได้สรุปสำนวนประเด็นตรงนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพบหลักฐานอื่นหรือไม่ เช่น เส้นทางการเงิน นายนฤชา กล่าวว่า อันนี้ยังอยู่ในส่วนของการรวบรวมของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเรื่องยังอยู่ในส่วนของการทำคดีอยู่ จึงไม่อยากให้มีการเปิดเผยในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหากครบเวลาแล้วจะมีการขยายอีกหรือไม่ เพราะเหลืออีกเพียง 2 วัน นายนฤชา กล่าวว่าถ้าเราสรุปเรียบร้อย เมื่อมีประเด็นพอที่จะดำเนินการในด้านอื่นใดต่อได้ หรือเราสรุปแล้วไม่พบความผิดที่เราจะดำเนินการต่อไป เราก็ต้องให้เขามีสิทธิ์ในการกลับสู่ตำแหน่งเดิม

เลขาส้ม เปิดเวทีเสริมสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเชียงราย ยกระดับความรู้เท่าทันธุรกรรมการเงินดิจิทัล

เลขาส้ม เปิดเวทีเสริมสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเชียงราย ยกระดับความรู้เท่าทันธุรกรรมการเงินดิจิทัล

เลขาส้ม เปิดเวทีเสริมสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคเชียงราย ยกระดับความรู้เท่าทันธุรกรรมการเงินดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.02 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 – 12.00 น. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคีเครือข่ายคุ้มครองเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคกับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการบริการดิจิทัล ณ ห้องประชุมเชียงรุ้ง โรงแรม WIANG INN จังหวัดเชียงราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุดาวรรณ สมใจ หัวหน้าโครงการเป็นผู้กล่าวเริ่มต้นถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ

สำหรับการจัดกิจกรรมการสัมมนาให้ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคีเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการบริการดิจิทัล เป็นการสัมมนาให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค โดยช่วงแรกดร.ชาญเดช เจริญวิริยะกุล ให้เกียรติเป็นผู้นำอภิปราย ให้ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคีเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค หลังจากนั้นเป็นการเปิดเวทีเสวนาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคีเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ในหัวข้อ “มุมมองการคุ้มครองผู้บริโภคไทยในสายตาของผู้บริหารระดับประเทศ” โดยที่ปรึกษาโครงการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รองศาสตราจารย์ ดร.สุดาวรรณ สมใจ ได้เรียนเชิญ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และ ดร.คมสัน เหล่าศิลปเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ โดยมี ดร.ธชะนัน วงศ์ปัน ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคเป็นผู้ดำเนินรายการ และในช่วงสุดท้าย ดร.ชาญเดช เจริญวิริยะกุล ได้ประเมินผลการขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการและสรุปผลการสัมมนาดังกล่าว

โดย ดร.พัชรินทร์ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคสอดคล้องกับ“นโยบาย สคบ. พลัส” ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) ผ่านกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ประการแรก ยกระดับการทำงานเชิงรุก มุ่งป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย ประการที่สอง พัฒนาระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประการที่สาม กำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์และ E-Commerce อย่างเข้มงวด ประการที่สี่ ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประการที่ห้า สคบ. เป็นองค์กรสีขาว ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปราศจากการทุจริต การเลือกปฏิบัติ และผลประโยชน์ทับซ้อน

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ หรือประสงค์ขอคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect และเว็บไซต์ www.ocpb.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนา ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดเชียงราย และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมี นายลิขิต มีเสรี ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย นายอธิชัย ต้นกันยา ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมการปฏิบัติงาน โอกาสนี้ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ถ่ายทอดนโยบายและความห่วงใยจาก นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการรับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในยุคดิจิทัล

โสภณ โชว์เต้นแอโรบิก เปิดกิจกรรม คนสภาฯไร้พุง มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข

โสภณ โชว์เต้นแอโรบิก เปิดกิจกรรม คนสภาฯไร้พุง มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข

โสภณ โชว์เต้นแอโรบิก เปิดกิจกรรม คนสภาฯไร้พุง มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.07 น.

“ประธานสภาฯ” เปิดกิจกรรม ”คนสภาฯไร้พุง”มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความสุข ย้ำความตั้งใจทำให้สภาฯเต็มไปด้วยความสุข

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ลานปลาอานนท์ อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกวด”คนสภาไร้พุง Healthy Parliament“สภายุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ กล่าวรายงานโดย นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมี คณะผู้บริหาร และบุคลากรสำนักงานฯ ร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานฯ ยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 47 วินาที 

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดกิจกรรมว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง เมื่อตั้งใจว่าจะทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นสภาฯ ที่เต็มไปด้วยความสุข ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข สำนักฯ ใดต้องการได้เงินรางวัลต้องทำเอง วันนี้ สภาฯ มีทั้งกิจกรรมเต้นแอโรบิก วิ่ง เดินจ็อกกิง จักรยาน และกีฬาอื่น ๆ อีกหลายประเภท เพื่อให้บุคลากรในสำนักงานฯ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันด้วยความสามัคคี เมื่อกายดี สุขภาพดี สุขภาพจิตดี ย่อมจะทำให้อายุยืน และอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขด้วยการออกกำลังกาย

จากนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งมอบลูกบอลแห่งสุขภาพแก่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการส่งต่อสุขภาพที่ดีไปยังบุคลากรสำนักงานฯ ทุก ๆ คน พร้อมทั้งนำคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วมโครงการฯ ออกกำลังกายสร้างเสริมสุขภาพ นำโดย วิทยากรจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 

หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะผู้บริหาร วิ่งออกกำลังกาย ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อาคารรัฐสภา เป็นแบบอย่างให้แก่บุคลากรในสำนักงานฯ และเริ่มต้นกิจกรรม Healthy Parliament สภายุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ อย่างเป็นทางการ 

โครงการ “ประกวดคนสภาไร้พุง” กิจกรรม Healthy Parliament สภายุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ จัดโดย สำนักบริการทางการแพทย์ประจำรัฐสภา เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ อันจะนำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการนี้ คือ การแข่งขันเต้นแอโรบิก โดยเปิดโอกาสให้แต่ละสำนักส่งตัวแทนบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกาย สร้างความสามัคคีภายในหน่วยงาน และส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี และจะมีการเก็บข้อมูลสุขภาพบุคลากรเพื่อเปรียบเทียบก่อน – หลัง เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งเสริมสุขภาพต่อไป 

โดยรางวัลการแข่งขันสนับสนุนโดย ประธานสภาผู้แทนราษฎร
รางวัลชนะเลิศ ได้รับ ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับ ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับ ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล จำนวน 15,000 บาท
รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้รับ เงินรางวัล ๆ ละ 3,000 บาท

นอกจากนี้  ยังได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมคนสภาก้าวให้ Fit พิชิต Office Syndrome การเดิน – วิ่ง การแข่งขันฟุตบอล วอลเลย์บอล ปิงปอง แบดมินตัน และกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรในองค์กร ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างเสริมสุขภาวะของบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “องค์กรแห่งความสุข” หรือ Happy Workplace ที่บุคลากรมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขในการทำงาน และสามารถปฏิบัติภารกิจสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป 
 

กต.แจงหลังตอบรับเข้ากระบวนการประนอม UNCLOS ย้ำจุดยืน มุ่งแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเลให้ชัด

กต.แจงหลังตอบรับเข้ากระบวนการประนอม UNCLOS ย้ำจุดยืน มุ่งแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเลให้ชัด

กต.แจงหลังตอบรับเข้ากระบวนการประนอม UNCLOS ย้ำจุดยืน มุ่งแบ่งเส้นเขตแดนทางทะเลให้ชัด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

กต.มั่นใจกระบวนการประนอม(UNCLOS) เป็นผลดีทั้งไทยและกัมพูชา 

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางมาระตี นะลิตา อันดาโมรองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ร่วมแถลงข่าว เรื่อง การเข้าร่วมของไทยในกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) 

โดยนางมาระตี กล่าวว่า ข้ออ้างถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชา แจ้งการตอบรับการเข้าร่วมขบวนการประนอมภาคบังคับอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือแจ้งริเริ่มขบวนการกับฝ่ายไทยในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สรุปเนื้อหาของหนังสือฉบับที่ไทยส่งไปถึงกัมพูชามี 3 ประเด็น ดังนี้ 

โดยประเด็นแรก ทางฝ่ายไทยได้แจ้งย้ำวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ ว่า เป็นไปเพื่อกำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น  

ประเด็นที่ 2 ที่บรรจุอยู่ในหนังสือฉบับนั้น เป็นเรื่องของการแจ้งการแต่งตั้งตัวแทนของไทย 2 ท่าน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในกระบวนการประนอมฯ ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนหลัก และ นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำรัฐคูเวต เป็นอดีตรองอธิบดีกรมสนธิสัญญา เป็นรองตัวแทน

ประเด็นที่ 3 ที่บรรจุอยู่ในหนังสือฉบับนั้น เป็นเรื่องของการแจ้งชื่อผู้ประนอม 2 ท่าน ที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายเลือกแต่งตั้ง ได้แก่ ผู้พิพากษา อัลเบิร์ต เจ ฮอฟฟ์แม่น สัญชาติแอฟริกาใต้ และ ผู้พิพากษา รือดิเกอร์  โวล์ฟรุม สัญชาติเยอรมนี  โดยทั้งสองท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านกฎหมายทะเล และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้ที่ฝ่ายไทยเลือกให้เป็นผู้ประนอมที่อยู่ในคณะกรรมาธิการประนอมฯ 

สำหรับขบวนการ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ไทยนำส่งหนังสือตอบกัมพูชา คือวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งประมาณกลางเดือน ถึงปลายเดือนกรกฎาคม ผู้ประนอมทั้ง 4 ท่าน โดย 2 ท่านจากที่ฝ่ายไทยเลือก และอีก 2 ท่าน จากที่ฝ่ายกัมพูชาเลือก จะต้องแต่งตั้งคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมฯ  

และขบวนการต่อจากนั้น จะใช้เวลาอีกประมาณ 12 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นแล้วแต่สองฝ่ายเห็นชอบ หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาก็ทำได้ แต่โดยประมาณก็ประมาณ 12 เดือน ในการจัดทำรายงานคณะกรรมาธิการประนอม จะต้องจัดทำรายงานจากการหารือเจรจารับทราบมุมมองของ 2 ประเทศ ผู้ประนอมจะตีความกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายทะเล ในเรื่องของข้อพิพาททางทะเล เพื่อที่จะรวมเป็นข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่าย คือ ไทยและกัมพูชา พิจารณาต่อไป ขอย้ำว่า เอกสารข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นแนวทางให้ประเทศคู่กรณีใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาหาข้อยุติ ที่เป็นที่ยอมรับ ขอย้ำว่าที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายต่อไป 

สำหรับแนวทางที่ไทยเสนอมาตั้งแต่ต้นก็คือการเจรจาทวิภาคี 

ประเด็นที่สำคัญที่จะขอย้ำ ในช่วงเวลาการเข้าสู่กระบวนการประนอมผลบังคับ ที่อยู่ในช่วงเบื้องต้นนี้ ขอย้ำว่าการประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล นอกจากนี้ ผู้ประนอมไม่ใช่ทนายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีความน่าเชื่อถือ เป็นคนกลางที่จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจาก 2 ฝ่ายมาพิจารณา และมีความเข้าใจบริบทของข้อพิพาท หรือที่มาที่ไปของประเด็นที่เกี่ยวข้อง และพยายามที่จะหาจุดสมดุลย์ระหว่าง 2 ฝ่าย ดังนั้น ผลลัพธ์ของการประนอมจะไม่ใช่คำพิพากษา ไม่ใช่ประเด็นหรือเรื่องที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่เป็นข้อเสนอแนะแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไทยในฐานะสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศที่ดีและเคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎกติกาสากล ได้ตัดสินใจเข้าสู่ขบวนการประนอม ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของไทยภายใต้  UNCLOS ในฐานะที่เราเป็นรัฐภาคีของ UNCLOS  ไทยมีความพร้อม และมีการเตรียมการด้านต่างๆ โดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยความเป็นมืออาชีพ ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ 

และ กระทรวงการต่างประเทศ จะรายงานผลความคืบหน้าของกระบวนการประนอม ให้พี่น้องประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใสเป็นระยะๆ เช่น การตั้งผู้ประนอมคนที่ 5 ที่จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอมฯ  ทางกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งให้ทราบถึงพัฒนาการที่สำคัญในเรื่องนี้ 

นางมาระตี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเข้าร่วมการประนอมด้วยความสุจริตใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าขบวนการประนอมดังกล่าวนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่าย ทั้งสองประเทศสามารถยุติข้อพิพาทเรื่องเขตทางทะเลได้อย่างสันติและยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ด้านนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ตอบคำถามถึงการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ที่เดิม MOU  2544 เคยกำหนดไว้ว่า เรื่องของการพูดคุยเรื่องของผลประโยชน์ เช่น เขตแดน ต้องคุยไปพร้อมๆกัน ในส่วนของการประนอมภาคบังคับนี้ จะเป็นการวินิจฉัยพิจารณาในลักษณะเหมือนกันหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า   ใน MOU 44 ระบุไว้ให้ทำ คือ แบ่งเขตแดนทางทะเล ร่วมไปกับการทำเขตพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งสังเกตได้ว่า 25 ปีที่ผ่านมาไม่คืบหน้า เพราะว่าทางเพื่อนบ้านของเรา อยากที่จะเน้นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ร่วมก่อน แต่โดยหลักการทางกฎหมาย ถ้าได้เส้นข้างบนที่ไม่ชัดเจน ก็จะทำให้เส้นข้างล่างที่ว่าจะพัฒนาร่วมนั้น เส้นจะไม่ชัดเจนตามไปด้วย  เพราะฉะนั้น หลักการของไทยก็คือ เน้นให้ทำคู่กันไป หมายความว่า จริงๆแล้วอาจจะสรุปได้ว่าควรจะขีดเส้นข้างบนให้ได้ความชัดเจนก่อน ข้างล่างจึงจะพอขีดเส้นได้ และให้มีความชัดเจน  ส่วนเหตุผลที่ไทยยกเลิกมา แน่นอน 1. เป็นเพราะว่าความต้องการที่ไม่ค่อยตรงกัน  2.เพราะว่ากัมพูชาได้เข้ามาเป็นภาคี UNCLOS  และ UNCLOS ก็เน้นเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลเป็นตัวตั้ง ซึ่งความจริงแล้วการพัฒนาพื้นที่ร่วมในกรณีที่ทับซ้อนกันเป็นเงื่อนไขหลัง ซึ่งบางทีการแบ่งเส้นเขตแดนเมื่อถึงจุดหนึ่งทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลทางกฎหมาย และเหตุผลทางวิชาการเท่าเทียมกัน จนอาจจะทำให้การแบ่งพื้นที่ตอนล่างๆเป็นไปได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น สำหรับไทยเรามองว่าตรงจุดมากกว่า คือ เราให้ความสำคัญเรื่องของการแบ่งเขตทางทะเล ดังนั้นเราก็ต้องการให้มีการแบ่งเขตทางทะเลให้สิ้นสุด และถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่พยายามเหลือพื้นที่ทับซ้อนเอาไว้ ไม่เช่นนั้น จากประสบการณ์เดิมๆ อย่างในกรณีของประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่ง เราแบ่งเขตแดนทางทะเลได้ค่อนข้างง่าย แต่พอถึงเวลาต้องมาพัฒนาร่วมในพื้นที่ยังเหลืออยู่จริงๆที่ต่างฝ่ายต่างมีเคลมที่ดีพอๆกัน ก็ทำให้การพัฒนาใช้เวลานาน เช่น แบ่งเขตแดน 2 ปี แต่กว่าจะตกลงพัฒนาร่วมได้ใช้เวลา 10 ปี เพราะฉะนั้น ก็อาจจะไม่ค่อยเกิดประโยชน์นัก ดังนั้น เราคงเน้นในเรื่องของการแบ่งเขตทางทะเลเป็นหลัก

ส่วนที่ถามว่า หลังจากไปเจรจาการประนอมเสร็จแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้น  นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ขบวนการประนอมภาคบังคับ ยังเป็นขบวนการทวิภาคีอยู่ เพียงแต่มีคนที่สามเข้ามานั่งด้วย และการพูดคุยจะจบภายใน  1 ปีเท่านั้น ถ้าสมมุติการแบ่งเขตแดน เราสามารถทำได้สิ้นสุดขบวนการจริง ๆ ก็จะต้องไปเซ็นสัญญาอีกฉบับหนึ่ง หมายความว่าเมื่อเสร็จขบวนการแรกแล้วก็จะต้องเอาเรื่องไปเข้าที่ประชุมคณะคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้วไปต่อที่รัฐสภา ถ้าสมมุติแบ่งเขตแดนได้จริงแล้ว จะต้องมีการเซ็นสัญญาแบ่งเขตแดนกันจริง หรือถึงแม้เราจะตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง หรือแบ่งเขตแดนกันได้ส่วนหนึ่ง แต่อาจจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ติดค้างอยู่ ถึงอย่างไรก็เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย  ดังนั้น ก็น่าจะต้องไป ครม.และสภาอยู่ดี ในกรณีที่เซ็นสัญญากันตอนสุดท้าย  

ส่วนในเรื่องนี้ในอดีตที่ผ่านมาไทย ยังไม่เคยมีขบวนการนี้เกิดขึ้น แต่ในระดับโลก เราเป็นเคสที่ 2 ก็ยังถือว่าโชคดีที่มีเคสแรก คือ ติมอร์เลสเต้  กับออสเตรเลีย ให้พอบอกได้

ถามว่า การประนอมในชั้นนี้ มีข้อแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ว่าไทยอาจจะมีการสุ่มเสี่ยงของเรื่องการเสียเปรียบ เพราะช่วงปีที่แล้ว และถึง ณ ตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา มีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝ่ายไทยเรายึดหลักและหนักแน่นเพียงใดที่จะไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงกับเรื่องนี้ จนทำให้ไทยเราอาจจะเสียเปรียบหรืออยู่ในความเสี่ยงนั้นได้

นายเบญจมินทร์  กล่าวว่า  กระบวนการประนอม เป็นกระบวนการสากล การที่จะทำอะไรนอกลู่นอกทาง หรือพยายามใช้การเมืองระหว่างประเทศมาเป็นตัวบีบ เป็นตัวบังคับ คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เหมาะสมนัก  ซึ่งต้องระลึกทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา ซึ่งจะมีหลายระดับ คือ ในส่วนของผู้ประนอม หรือคณะกรรมาธิการประนอม ชุดที่กำลังจะมีขึ้นนี้ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก เพราะฉะนั้น เขาจะไม่เอาตัวเองมาเสี่ยงกับชื่อเสียงที่เขาที่สั่งสมมาไว้อย่างดี เพราะเคสนี้จะเหมือนเคสของติมอร์เลสเต้ กับ ออสเตรเลีย จะเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะมีนักศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ หรือผู้ทรงคุณวุฒิกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้เป็นเคสศึกษาตลอดไป เพราะฉะนั้น 1.ผู้ประนอม เรามั่นใจได้ว่า ไม่สามารถเอาการเมืองเข้าไปยุ่งกับเขาได้แน่  2. ประเทศที่เข้าร่วม ต้องมีความสุจริตใจในการเข้าร่วม ไม่เช่นนั้น คณะกรรมาธิการประนอม ก็จะรู้สึกว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นการกระทำที่  สมมติมีการปั่นข่าว ปั่นกระแสในระดับนานาชาติ ก็จะทำให้ผู้ประนอมรู้สึกว่าเขาไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะปรามได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ขบวนการนี้เราทราบอยู่แล้วตั้งแต่ตอนเป็นอนุสัญญา UNCLOS  ว่าเรามีพันธกรณีนี้ หรือหน้าที่ที่จะต้องร่วม ซึ่งเราทราบขบวนการนี้ดี และเราก็เชื่อมั่นกระบวนการนี้ นั่นคือเหตุผลที่เราเลือก แทนที่เราจะเลือกไปศาล เราไม่เอา  เราเลือกที่จะเป็นการประนอมภาคบังคับ แล้วขอย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่า 12 เดือนจบ ยกตัวอย่างเคสของติมอร์เลสเต้กับออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ได้รับการชื่นชมไปทั่ว ว่าสามารถบรรลุผลของการตกลงได้ใน 12 เดือนนั้นจริง แต่ในกรณีนี้ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป บางครั้งอาจจะไม่จบใน 12 เดือน แต่ก็น่าจะมีข้อแนะนำดีๆ หรือให้มุมมองไว้ หรือเป็นแนวทางดีๆที่เราจะใช้ในการเจรจาต่อรองต่อไป  หมายความว่า อาจจะไม่จบใน 12 เดือนนี้ และการเจรจาทวิภาคีก็คงจะมีต่อไประหว่างสองประเทศ แต่ตนพอยืนยันได้ว่าน่าจะเป็นก้าวแรกและเป็นก้าวที่ดี 

ถามต่อว่า หากคณะกรรมาธิการประนอม สรุปผลรายงานออกมาแล้ว และผลไม่เป็นคุณกับประเทศไทย เป็นการเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ หากไทยไม่ยอมรับจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกหรือไม่

นายเบญจมินทร์  กล่าวว่า อยากทำความเข้าใจกับคำว่าเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์  ที่ยังไม่อาจพูดแบบนั้นได้ เพราะถ้าสังเกตดูทางสื่อโซเชียลหรือสื่อหลัก เวลาเราจะลากเส้นเคลมของเราก็ต้องเคลมให้ถึงที่สุดอยู่แล้ว ทั้งของฝั่งเขาและฝั่งของเรา และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะต้องได้เส้นที่เรียกว่าเหมาะสม เส้นที่น่าจะเป็นจริงได้มากที่สุด เพราะฉะนั้น จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่า และไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นเรื่องของแพ้ชนะ แต่ตนคิดว่าจะชนะทั้งคู่ ถ้ามีเส้นเขตที่ชัดเจน ตรงนี้สำคัญกว่า เพราะค้างมากว่า25 ปีแล้ว ทรัพยากรทางทะเลเราก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ตนคิดว่า ที่สุดแล้วมันควรจะชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ถามว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเรา มีน้ำหนักหรือเป็นประโยชน์กับการเข้าสู่กระบวนการประนอมหรือไม่ นอกจากเรื่องของกฎหมาย 

นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ทุกอย่างมีความหมายหมด สิ่งที่เราเตรียมเอาไว้และเราเตรียมมานานแล้วด้วย เช่น ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ประวัติการเจรจา การศึกษาพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศ และการสอบถามผู้ที่มีประสบการณ์อย่างนี้มาเป็นต้น เราทำหมด เป็นวิชาการทางการคำนวณ ซึ่ง UNCLOS จะมีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง คือมีทั้งข้อกฎหมาย และข้อกำหนดทางวิชาการ และในกรณีที่มีข้อพิพาท UNCLOS  ก็มีวิธีการแก้ไขด้วย  ซึ่งข้อกำหนดทางวิชาการก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่เรามีความมั่นใจ  ดังนั้น ทุกอย่างมีความหมายที่จะใช้ในการเจรจา และเราก็ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกับที่ปรึกษาต่างประเทศของเรา แล้วเรามีนักเขียนแผนที่อยู่ในมือด้วย จึงขอให้เชื่อมั่นว่าเราทำดีที่สุด

ถามว่าในระหว่างที่เรากำลังเจรจา กระบวนการประนอมเดินหน้าอยู่นี้ หากเกิดสถานการณ์ที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา ขึ้นอีกละลอกหนึ่ง จะเดินหน้าประนอมต่อไปได้ หรือต้องยุติ 

นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า ขบวนการประนอมจะ แยกออกมาจากขบวนการทางบกหรือขบวนการอื่น ๆในทางกลับกันตนกลับคิดว่า ขบวนการประนอมนี้ หากสำเร็จ 100% หรือ 50% ก็น่าจะมีส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านอื่นด้วย เราเชื่อเช่นนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงพร้อมที่จะเข้าขบวนการประนอมนี้ 

โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

โปรดเกล้าฯ ราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง พ้นข้าราชการ หลังยื่นลาออก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่งว่า ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายราเชน ศิลปะรายะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569

ประกาศ ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

อาสพลธ์ โต้ ไอซ์ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.06 น.

‘อาสพลธ์’ โต้ ‘ไอซ์ รักชนก’ ยันไม่เคยขวาง กมธ.ร่วมถกตรวจสอบ ‘TH-AI passport’ แต่ต้องไม่ซ้ำซ้อน-ชัดเจนว่าเป็นอำนาจใคร-ถูกข้อบังคับฯ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์แสดงความเห็นโต้แย้ง เกี่ยวกับการร่วมกันตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ต่อโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สามารถประชุมร่วมกันได้ และยกตัวอย่างการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการในสภาฯชุดที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตการอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบไม่ใช่แนวปฏิบัติใหม่ของรัฐสภาว่า ตนยืนยันว่าไม่เคยบอกว่ากรรมาธิการฯไม่สามารถประชุมร่วมกันได้ และไม่เคยขัดขวางการตรวจสอบ ซึ่งหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้กรรมาธิการมีหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องต่างๆได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาฯ รวมทั้งต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา ทั้งนี้ ประเด็นที่ตนเคยกล่าวถึงคือ การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน และต้องมีความชัดเจนว่าเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการคณะใด

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯกำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อกรรมาธิการจะพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาทราบ และการพิจารณาเรื่องหนึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายคณะ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะดำเนินการให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน ดังนั้น การประชุมร่วมสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ มีกรอบอำนาจที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้เรื่องเดียวกันถูกนำไปพิจารณาในหลายคณะจนหน่วยงานราชการต้องเข้าชี้แจงซ้ำหลายครั้ง โดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมแก่ประชาชน
ทั้งนี้ หากเป็นประเด็นด้านงบประมาณ ควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการที่ดูแลงบประมาณตรวจสอบ หากเป็นประเด็นด้านกฎหมาย ควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการด้านกฎหมาย แต่หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

“ยืนยันว่า สิ่งที่ผมกล่าวไม่ใช่การปกป้องบุคคลใด และไม่ใช่การขัดขวางการตรวจสอบ แต่เป็นการยืนยันว่าการตรวจสอบของสภาฯต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่และข้อบังคับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ ปักหลักกชุมนุมจนกว่าจะบรรลุ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

กลุ่ม Beach for Life เข้าสมทบ ม็อบค้าน SEC-แลนด์บริดจ์ หวั่นกระทบทรัพยากรและวิถีชุมชน ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง พร้อมยืนยันปักหลักการชุมนุมหน้าทำเนียบฯจนกว่าจะบรรลุ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากถนนพระราม 5  ริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทําเนียบรัฐบาล บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) ร่วมกับกลุ่ม Beach for Life และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ ยังคงปักหลักชุมนุมเรียกร้องไปยังรัฐบาล ทบทวนการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่ากังวลถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นายอภิศักดิ์ ทัศนี หรือ น้ำนิ่ง แกนนำกลุ่ม Beach for Life ในฐานะโฆษกกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เปิดเผยว่า เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) และภาคประชาชนจากพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมาชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 500 คน ยืนยันปักหลักการชุมนุม ในวันนี้เป็นวันแรกและรอคำตอบตามข้อเรียกร้องจนกว่าจะบรรลุ 

สำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อประกอบด้วย (1) ให้หยุดกฎหมาย SEC โดยรัฐบาลต้องออกหนังสือที่มีผลบังคับจริงที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูก ผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายทั้งในส่วนของรัฐบาลและพรรคการเมืองโดยเฉพาะร่างของ สนข.ซึ่งเป็นการจัดทำร่างกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี (2) รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งในส่วนของท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ทางหลวงพิเศษ และโครงการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องรอผลการศึกษาแผนแม่บทเศรษฐกิจยั่งยืนภาคใต้ ที่จะจัดทำขึ้นภายใต้กลไกที่ถูกต้องชอบธรรม และ (3) เขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ รัฐบาลจะต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ สู่การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้โดยกลไกที่ถูกต้อง มุ่งเน้นการพัฒนาบนฐานศักยภาพและก่อเกิดประโยชน์แก่คนไทย โดยรัฐบาลจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ชุมนุมมีการเเสดงจุดยืนพร้อมยืนหนังสือของตัวเเทนประชาชนภาคใต้ ตัวเเทนประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง ตัวเเทนเครือข่ายเพื่อนตะวันออก เเละตัวเเทนเครือข่ายปราจีนเข้มเเข็ง ซึ่งได้เเถลงข้อเรียกร้องเฉพาะของเครือข่าย เเละย้ำจุดยืนร่วมกันในการไม่ต้องการให้มีกฎหมายพิเศษในสังคมไทย เเละให้รัฐบาลทบทวนการพัฒนาที่คำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชน เเละการรักษาสิ่งเเวดล้อมอันเป็นของการดำรงชีวิตของคนไทยเป็นสำคัญ 

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

อรรถวิชช์ แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.44 น.

“อรรถวิชช์” แนะปรับสัญญา TH-AI Passport รัฐจ่ายให้เท่าที่ประชาชนใช้ ห้ามเหมาจ่ายเด็ดขาด ถ้าทำได้ถือว่าคุ้มค่า!

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงเครื่องมือ AI หลังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามแนวทางที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเสนอ และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ภาครัฐควรจ่ายเงินให้บริษัทผู้ชนะประมูลตามการใช้งานจริงของประชาชน (Pay Per Active User)

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการปัจจุบันที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายเงินหลวงและสัญญาเดิมเป็นการจ่ายเงินแบบเหมารายปี ซึ่งหากประชาชนจะเลิกใช้งานกลางคัน รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนตามสัญญา แต่หากปรับเป็นการคิดค่าใช้จ่ายรายเดือนตามการใช้งานจริง แบบนี้ตรงไปตรงมากว่า เดือนใดไม่มีการใช้งานรัฐก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัท โดยมองว่าหากบริษัทมั่นใจในคุณภาพของโครงการ ก็ควรพร้อมปรับเงื่อนไขเพื่อให้ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นายอรรถวิชช์ ยังเสนอว่า รัฐควรออกแบบการใช้งานให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยให้มหาวิทยาลัยของรัฐเปิดโครงการให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประมาณ 200,000 คน เข้ารับการอบรมและเรียนรู้การใช้ AI ผ่านทั้ง 31 โมเดลที่อยู่ในระบบ ทั้งนี้ หากนักศึกษาสามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มศักยภาพ เพียง 1 ภาคการศึกษามูลค่าการใช้งานจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนทำให้มีมูลค่าสูง 1,600 ล้านบาทแล้ว ขณะที่หากคำนวณตามเป้าหมายเดิมของโครงการที่มีผู้ใช้ 5 ล้านคนตลอด 1 ปี จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทกังวล ไม่ใช่เพราะจำนวนคนใช้เยอะ แต่เป็นการที่ผู้ใช้สามารถดึงศักยภาพของ AI ทุกโมเดลออกมาใช้งานได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในภาคการศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้คุ้มค่าที่สุด พร้อมย้ำว่า “หากระบบมีคุณภาพและตอบโจทย์ผู้ใช้จริงย่อมมีผู้สนใจเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก บริษัทผู้ให้บริการก็ควรยอมปรับเงื่อนไขเป็นการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง