ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

ฝ่าฝืนปรับเป็นหมื่น-คุก 6 เดือน กกต. ย้ำ ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา โค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.35 น.

วันนี้ 22มิ.ย.69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ย้ำเตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สื่อมวลชน ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็น รวมถึงประชาชนทุกคน งดเปิดเผย ส่งต่อ แชร์ หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการเมือง  หากฝ่าฝืนมีการเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน เพื่อประโยชน์ ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่กฎหมายห้าม อาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โพลเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้สำนักงานฯยังได้เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ เพื่อร่วมกันสร้าง การเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

โพลเลือกตั้ง

มาร์ค พิตบูล คัมแบ็กการเมือง เปิดตัว 4 ก.ค.นั่งหัวหน้าพรรคศรัทธา ลั่นไม่เอาบ้านใหญ่-นายทุน-เครือญาติ

มาร์ค พิตบูล คัมแบ็กการเมือง เปิดตัว 4 ก.ค.นั่งหัวหน้าพรรคศรัทธา ลั่นไม่เอาบ้านใหญ่-นายทุน-เครือญาติ

มาร์ค พิตบูล คัมแบ็กการเมือง เปิดตัว 4 ก.ค.นั่งหัวหน้าพรรคศรัทธา ลั่นไม่เอาบ้านใหญ่-นายทุน-เครือญาติ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.36 น.

“มาร์ค พิตบูล” คัมแบ็กการเมือง นั่งหัวหน้าพรรคศรัทธา ชูโมเดล CEO ลั่นไม่เอาบ้านใหญ่–นายทุน–เครือญาติ เตรียมเปิดตัว 4 ก.ค.นี้ 

นายณัชพล สุพัฒนะ “มาร์ค พิตบูล” เตรียมหวนคืนสังเวียนการเมืองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรคศรัทธา ภายใต้สโลแกน “ปลูกศรัทธา สร้างอนาคต” การกลับมาครั้งนี้ของ “มาร์ค พิตบูล” ถูกจับตาในฐานะที่อยากสร้างทางเลือกใหม่ให้กับระบบการเมืองไทย ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าการเมืองของ “มาร์ค พิตบูล” จะไม่ยึดกับระบบเครือญาติ ระบบนายทุน ระบบบ้านใหญ่ ที่ครอบงำการเมืองไทยมายาวนาน  

“มาร์ค พิตบูล” กล่าวว่า เป้าหมายของพรรคศรัทธาต้องเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการเห็นการเมืองที่ยึดโยงกับผลงาน ไม่ใช่อำนาจหรือสายสัมพันธ์ โดยจะเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง ควบคู่กับการสร้างการเมืองให้ทันสมัย และการเมืองไทยต้องมีมาตรฐานเดียวกับองค์กรระดับมืออาชีพ 

“มาร์ค พิตบูล” ยังกล่าวว่า พรรคการเมืองในอดีตอาจบริหารด้วยความสัมพันธ์ แต่พรรคศรัทธาจะบริหารด้วยระบบ ด้วยเป้าหมาย และด้วยผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เพราะประเทศนี้ไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยความสนิท แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยความสามารถ

 “ผมไม่ได้หายไปไหน ผมเฝ้ามองการเมืองไทยมาตลอด การกลับมาครั้งนี้ของผม ไม่ใช่กลับมาเพื่อเป็นนักการเมืองคนหนึ่งในระบบเดิม ถ้าพรรคการเมืองยังบริหารแบบความสัมพันธ์ ประเทศนี้ก็จะไปต่อไม่ได้ ผมจะทำให้การเมืองเป็นเรื่องของผลงาน ไม่ใช่เส้นสาย เพราะประเทศนี้ไม่ใช่บริษัท หรือ ครอบครัวของใคร แต่เป็นของประชาชน” “มาร์ค พิตบูล” กล่าว  

วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ พรรคศรัทธาเตรียมที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ ทิศทางการทำงาน และแกนนำพรรค ที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก หนึ่งความหวังใหม่ของประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองที่ยึดโยงกับผลงานมากกว่าสายสัมพันธ์ จึงเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามและให้โอกาสพรรคศรัทธาในการพิสูจน์แนวทางการเมืองรูปแบบใหม่ จะเป็นตัวแปรสำคัญในสมการการเมืองไทยหลังจากนี้เชื่อว่าคนไทยไม่ได้หมดศรัทธาในประเทศ แต่หมดศรัทธาในระบบการเมืองแบบเดิม และหน้าที่ของพรรคศรัทธากลับมา ด้วยการทำงานที่จับต้องได้

นายกฯเดินงานโอท็อป ซื้อเสื้อโปโลสีดำ สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

นายกฯเดินงานโอท็อป ซื้อเสื้อโปโลสีดำ สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

นายกฯเดินงานโอท็อป ซื้อเสื้อโปโลสีดำ สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

นายกฯเดินงานโอท็อปวันที่ 3 ซื้อเสื้อโปโลสีดำ สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 16.18 น. ภายหลังพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2026 ที่เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา  ได้เดินเยี่ยมชมพร้อมทักทายผู้ประกอบการ ร้านค้าต่างๆภายในงานโอท็อปเป็นวันที่ 3   โดยนายกฯ ได้ซื้อเสื้อโปโลสีดำ 3 ตัว จากร้านพึ่งพาโดยรายได้สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และแวะซื้อเครื่องหอมมอโรม่า ซึ่งใส่ในถุงหอมปลาตะเพียน โดยนายกฯเลือกกลิ่นด้วยตัวเอง จากนั้นนายกฯเดินทางกลับ

ขณะที่ยอดการจำหน่ายสินค้า 2 วันแรก ระหว่างวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ยอดรวมสะสม 199,438,990 บาท โดยสินค้า 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. OTOP 5 ประเภท 2. OTOP ชวนชิม 3. ศิลปิน OTOP 4. OTOP Startup 5. OTOP Premium และยอดจำหน่ายสะสมสูงสุด 5 จังหวัดแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จันทบุรี ลำพูน สุโขทัย และจังหวัดเชียงใหม่

จับตาโค้งสุดท้าย ‘กิ๊ก-ศศิธร’ ผู้สมัคร ส.ก.เขตพระนคร อิสระ ชูแคมเปญ ‘เลือกปุ๊บ ทำงานปั๊บ’ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

จับตาโค้งสุดท้าย ‘กิ๊ก-ศศิธร’ ผู้สมัคร ส.ก.เขตพระนคร อิสระ ชูแคมเปญ ‘เลือกปุ๊บ ทำงานปั๊บ’ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

จับตาโค้งสุดท้าย ‘กิ๊ก-ศศิธร’ ผู้สมัคร ส.ก.เขตพระนคร อิสระ ชูแคมเปญ ‘เลือกปุ๊บ ทำงานปั๊บ’ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.01 น.

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างแท้จริงสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่กำลังจะระเบิดศึกชี้ชะตาขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ โดยไฮไลต์สำคัญที่สปอตไลต์ทุกดวงกำลังจับจ้องหนีไม่พ้น “พิกัดปราบเซียน” อย่าง เขตพระนคร พื้นที่เมืองเก่าที่เคี้ยวยากและต้องการคนที่รู้ลึกรู้จริงเข้ามาแก้ปัญหา

นาทีนี้กระแสความนิยมของอดีตแชมป์เก่าสายสตรองอย่าง “กิ๊ก-ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม” ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระนคร หมายเลข 2 พุ่งทะยานแรงอย่างต่อเนื่อง หลังจากรอบนี้เจ้าตัวตัดสินใจหักปากกาเซียน สลัดเสื้อสังกัดพรรคการเมืองใหญ่ หันมาสวมเสื้อ “ผู้สมัครอิสระ” ยืนหยัดสู้ด้วยกระดูกทางการเมือง เนื้อผ้า และพอร์ตโฟลิโอผลงานล้วน ๆ พร้อมปล่อยหมัดฮุกผ่านแคมเปญมัดใจชาวบ้านที่ทำเอาคู่แข่งหน้าใหม่มีหนาว ๆ ร้อน ๆ ว่า: “คิดอะไรไม่ออกบอกศศิธร… เลือกปุ๊บ ทำงานได้ทันที!”

หมัดเด็ดที่ “กิ๊ก-ศศิธร” ใช้ขยี้และสร้างความได้เปรียบเหนือผู้สมัครหน้าใหม่ในพื้นที่ คือการหยิบยกโปรไฟล์การทำงานตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ส.ก. ที่ผ่านมา โดยเธอถูกขนานนามว่าเป็น “หน่วยเคลื่อนที่เร็ว” ที่พร้อมลุยเข้าตรอก ซอก ซอย ทั่วเขตพระนคร

• สะท้อนเสียงจริงจากชาวบ้าน: ตีแผ่และรับฟังทุกปัญหา ตั้งแต่เรื่องปากท้อง, ทางเท้าชำรุด, แสงสว่างตามชุมชนที่ไม่เพียงพอ ลากไปจนถึงปัญหาระบบระบายน้ำและสิ่งแวดล้อมของเมืองเก่า

• ผลักดันสู่ความจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพ: เจ้าตัวย้ำชัด ไม่เคยรับเรื่องแล้วเงียบหาย แต่ใช้หมวกของฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น แปรเปลี่ยนทุกความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้กลายเป็น “กระทู้และข้อเสนอ” ยิงตรงเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่สามัญสภา กทม. เพื่อทุบโต๊ะเรียกร้องและดึงงบประมาณลงมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้จริง

ในการเดินหน้าเคาะประตูบ้านเรียกคะแนนนิยมรอบนี้ ทีมงานของ “ศศิธร” วางกลยุทธ์ชูภาพลักษณ์ “นักบริหารหญิงรุ่นใหม่” ที่มีความดุดัน พึ่งพิงได้ และเข้าถึงง่ายในทุกอณูพื้นที่ โดยเธอเปิดใจถึงข้อได้เปรียบสำคัญของการเป็นอดีต ส.ก. ว่า “การทำงานให้คนกรุงเก่าพระนคร ไม่ใช่เวลามาลองผิดลองถูก หรือศึกษาหน้างานใหม่ ข้อดีของกิ๊กคือรู้จักพื้นที่ครบทุกมิติอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญคือรู้จักกลไกการทำงานของข้าราชการ กทม. เป็นอย่างดี ทำให้พร้อมที่จะเดินหน้าสานต่องบประมาณพัฒนาท้องถิ่นและโครงการที่ค้างคาได้ทันทีแบบไม่มีรอยต่อ”

แน่นอนว่าในพื้นที่เขตพระนครที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของชุมชนเมืองเก่า แคมเปญ “เลือกปุ๊บ ทำงานปั๊บ” ของเบอร์ 2 ศศิธร กำลังซื้อใจชาวบ้านที่ต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนา ส่วนผลลัพธ์ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ พี่น้องประชาชนชาวพระนครจะเป็นผู้ให้คำตอบอย่างแท้จริง!

ศาลเลื่อนไต่สวนฟ้องหมิ่น ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่นอยากให้ ‘สุชาติ’ มาเอง จะได้คุยกันให้จบ

ศาลเลื่อนไต่สวนฟ้องหมิ่น ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่นอยากให้ ‘สุชาติ’ มาเอง จะได้คุยกันให้จบ

ศาลเลื่อนไต่สวนฟ้องหมิ่น ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่นอยากให้ ‘สุชาติ’ มาเอง จะได้คุยกันให้จบ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.55 น.

เลื่อนไต่สวนคดี เสี่ยเฮ้งฟ้องหมิ่น ไอซ์ รมต.โกงการเลือกตั้งเป็น 3 กรกฎาคม ไอซ์ เผย อยากให้เจ้าตัวมาเอง จะได้คุยกันให้จบ ฝากถึงนักการเมืองหากมาเป็นตัวแทนปชช.ต้องยอมรับคำวิจารณ์ให้ได้

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอกหรือไอซ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และประธานกรรมาธิการศึกษาติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรเป็นจำเลย  ในคดีที่น.ส.รักชนก กล่าวหานายสุชาติว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง

ต่อมาน.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลได้นัดคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายให้มาไกล่เกลี่ยกัน แต่ปรากฏว่าตัวนายสุชาติติดภารกิจ ศาลจึงนัดให้มาไต่สวนในนัดหน้าอีกครั้งหนึ่ง ส่วนตัวตนอยากให้น่ยสุชาติมาเพราะจะได้คุยกันให้จบหรือได้ดำเนินการต่อ โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.30 น. ส่วนกังวลใจหรือไม่ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจทุกอย่าง

เมื่อถามว่าผิดหวังหรือไม่ที่ไม่เจอนายสุชาติ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เข้าใจดีว่าเป็นรัฐมนตรีอาจจะติดภารกิจ แต่ถ้านัดหมายล่วงหน้าและตกลงเวลาเรียบร้อยแล้วนัดหน้าก็อยากให้มาเพราะจะได้ไม่เสียเวลาทั้ง 3 ฝ่าย ส่วนการไต่สวนในวันนี้เนื่องจากเจ้าตัวไม่มา มีทนายความเป็นผู้ที่ออกมาพูดแทน ตนไม่แน่ใจว่าจะยังยืนยันในสิ่งเดิมหรือไม่ อยู่ที่ฝั่งนั้น แต่ถ้ามีโอกาสไกล่เกลี่ยได้ก็ไม่ติดขัดอะไร ส่วนประเด็นที่ตนบอกว่านายสุชาติเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง ตรงนี้ยังไม่ได้ชี้แจงอะไร แต่รอบหน้าขอให้นายสุชาติมาศาลด้วยตนเองจะได้คุยให้จบ

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการฟ้องปิดปากอันนี้คิดว่าประชาชนก็คงตัดสินได้เอง ว่าเป็นคดีปิดปากหรือเป็นคดีสแลปหรือเป็นอะไรก็คิดว่าประชาชนก็พิจารณาจากบริบททุกอย่างและก็คิดวิเคราะห์แยกแยะได้เอง และอยากฝากไปถึง บุคคลที่เข้ามาทํางานการเมืองเสนอตัวมาเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่จะมารับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชน คิดว่าควรจะมีใจคอที่กว้างขวางมากกว่าคนปกติ เพราะยังไงท่านก็มาดำรงตำแหน่งที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะเยอะ ดังนั้นต้องมีการให้คุณให้โทษคนจำนวนที่หลากหลายอยู่แล้ว ดังนั้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล หรือจะเป็นปีกอื่น ๆก็อยากจะให้กว้าง ๆ ไว้เวลาที่โดนวิพากษ์วิจารณ์

ด้านนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความของน.ส.รักชนก กล่าวว่า ในวันนี้ทางฝั่งจำเลยยินดีรับฟังที่ฝั่งโจทก์อาจจะมีการยื่นขอเสนออะไรมา แต่ก็ยังไม่ได้ตอบตกลงในวันนี้ และคดียังไม่เริ่มการไต่สวน ส่วนที่จะมีการแจ้งความเพิ่มเป็นเรื่องการกระทำอื่น ยังไม่สามารถบอกอะไรได้.

‘พลพีร์’ สวน ’สส.พรรคส้ม‘ อย่าเก่งแต่ค้านสร้างภาพ ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วย ‘คนภูเก็ต’

‘พลพีร์’ สวน ’สส.พรรคส้ม‘ อย่าเก่งแต่ค้านสร้างภาพ ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วย ‘คนภูเก็ต’

‘พลพีร์’ สวน ’สส.พรรคส้ม‘ อย่าเก่งแต่ค้านสร้างภาพ ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วย ‘คนภูเก็ต’

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

‘พลพีร์’ สวน ’สส.พรรคส้ม‘ ทันควัน อย่าเก่งแต่ค้านสร้างภาพ เอาหลักฐานมากาง จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วย ‘คนภูเก็ต’

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ออกมาระบุ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ภูเก็ตแค่สร้างภาพ ผู้ประกอบการโอดยังมีเก็บส่วยว่า ตน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบ หาข้อเท็จจริง ตามข้อร้องเรียนของผู้ประกอบการ ถึงส่วยที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ เราไปเพื่อแก้ไขปัญหา ตรจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้สร้างภาพ หรือหิวแสง  ตามที่นายเฉลิมพงศ์ กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ความคืบหน้า กรมการปกครอง ได้ ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาฯ และคลินิกรับคำขอ” แก้ทุกปัญหากฎหมายโรงแรมและสถานบริการ เดินหน้าปลดล็อกธุรกิจท่องเที่ยว เร่งอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโรงแรมและการขออนุญาตตั้งสถานบริการ ขณะนี้ มีผู้ประกอบการโรงแรม กว่า 700 ราย ที่ยื่นคำขอเปิดบริการ ที่ค้างอยู่ ก็ได้มอบให้รองผู้ว่าฯภูเก็ต เร่งดำเนินการ จะได้ประกอบธุรกิจแบบถูกกฎหมายไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือเปิดโอกาสให้เป็นเหยื่อของคนมาเรียกรับผลประโยชน์ 

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า การตรวจสอบก็ดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันการช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการ เราก็เดินควบคู่ไปด้วย และตนก็ได้ขอ ความร่วมมือประชาชน ที่เคยอยู่ในวงจรส่วย ให้ไว้วางใจกระทรวงมหาดไทย เดินเข้ามา เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา ไม่จำเป็นจะต้องไปจ่ายส่วยให้กับคนที่จ้องจะเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติหากิน  พร้อมย้ำว่า การร่วมรวมหลักฐานของนอมินี เจ้าหน้าที่ก็กำลังดำเนินการอยู่ พวกตนไม่ใช่ศาลเตี้ย ที่เมื่อได้ข้อมูลแล้ว จะตัดสินใครถูกใครผิดได้เลย ทั้งนี้ หากศาลฎีกาพิพากษาคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดิน ถ้าผิดก็จะเร่งดำเนินการถอดถอนโฉนดทันที ส่วนพื้นที่ที่น่าจะมีการออกเอกสารโดยมิชอบ ก็ได้เร่งรัดให้ทางกรมที่ดิน ดำเนินการตรวจสอบทันที ดังนั้น การที่ สส.พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า ยังมีการเก็บส่วย  ก็ขอให้เปิดหลักฐานออกมา ว่าใครเรียกรับ เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ จะได้ดำเนินการต่อไป อย่ามากล่าวอ้างลอยๆ เพราะไม่เช่นนั้นการที่มากล่าวหาพวกผมลงพื้นที่ สร้างภาพ  ท่านก็ไม่แตกต่างกันที่  ค้าน โดยไร้หลักฐาน มีแต่การกล่าวอ้าง เป็นฝ่ายค้านแบบสร้างภาพ 

“ดังนั้นคนที่ถูกเรียกรับส่วย และคนที่รับ คือใคร ว่ามาเลย เอาให้ชัด คนที่ต้องจ่าย คือ คนที่ประกอบธุระกิจผิดกฎหมายหรือไม่ ข้อมูลที่มีอยู่ ขอท่านอย่าอมไว้ เพราะหากไม่เอาออกมา ก็เท่ากับไม่ช่วยเหลือภูเก็ต หากท่านอยากช่วยภูเก็ตต้องมาให้ข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าคนภูเก็ต“ นายพลพีร์ กล่าว

ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

ปธ.วิปรัฐบาล จ่อคุยฝ่ายค้าน เคาะกรอบเวลาถกโอนงบ 69-70 รับยังไม่ได้ดู มีงบทำ TH-AI Passport เฟส 2 หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

’ปธ.วิปรัฐบาล‘ เผยเตรียมคุย ‘ฝ่ายค้าน’ เคาะกรอบเวลาอภิปราย ‘ร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ69-งบฯปี70’ พุธนี้ รับยังไม่ได้ดูไส้ในมี ‘โครงการ TH-AI Passport ภาค2’ หรือไม่ ยันรัฐบาล-ดีอี พร้อมให้ตรวจสอบเข้มข้น แจง ‘นายกฯ’ ติดภารกิจต่างประเทศ มอบ ’เอกนิติ‘ แจงงบฯปี70

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาฯสัปดาห์นี้ว่า ในการประชุมวันพุธที่24มิ.ย.นี้ มีกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายที่พิจารณาแล้วเสร็จจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ กฎหมายที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ยืนยันร่างฯกลับมา รวมถึงร่างกฎหมายของภาคประชาชน ส่วนวันพฤหัสบดีที่25มิ.ย.นี้ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี2569 ขณะที่ระหว่างวันที่29-30มิ.ย. และวันที่1ก.ค.นี้ จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ทั้งนี้จะมีการประชุมวิป2ฝ่าย ในวันที่24มิ.ย. เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณา ทั้งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบฯปี69 และร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 

เมื่อถามถึงรายละเอียดร่างพ.ร.บ.งบฯปี70พบว่า มีงบฯโครงการ TH-AI Passport ภาค2ด้วย กังวลเรื่องการอภิปรายถล่มงบฯในส่วนนี้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูในรายละเอียดโครงการดังกล่าวในปีที่2ว่ามีหรือไม่ เพราะโครงการของปีแรกไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ แต่ใช้เงินกองทุน และไม่กลัวว่าจะโดนถล่ม เพราะรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ยินดีให้มีการตรวจสอบ และติดตามการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ที่ผ่านมาฝ่ายค้าน และภาคประชาชนก็ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

เมื่อถามว่าในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 นายกรัฐมนตรี จะไม่ได้อยู่ร่วมพิจารณาชี้แจงหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จากที่ได้รับการประสานงานมา จะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรงมาชี้แจง เนื่องจากนายกฯติดภารกิจเดินทางไปประเทศ 

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกฯ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’ แค่สินค้าของฝากชุมชน แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายกฯเปิดงาน ‘ OTOP Midyear 2026’ ขออย่ามอง ‘โอท็อป’แค่สินค้าของฝากชุมชน ซื้อเพราะสงสารคนทำ แต่เป็น ‘เมดอินไทยแลนด์’ มีคุณค่า-ความภาคภูมิใจของคนไทยในสายตาชาวโลก ขออย่ากังวลเศรษฐกิจไทย-สถานะเวทีโลกดีขึ้น

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 15.15 น.  ที่เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อม นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2026 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเข้าร่วมด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีงานโอท็อปตนจะเห็นถึงความดีใจปลื้มใจของประชาชนคนไทยที่ได้มาร่วมกันเห็นพัฒนาการของสินค้าไทยจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งได้มาในช่วงนี้จะยิ่งรู้สึกดีมาก เพราะช่วงนี้เราได้มีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในนามของรัฐบาลซึ่งมีการพูดถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ การได้กลับมาสัมผัสผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มาจากวิถีชุมชนและวัฒนธรรมไทยทำให้เราไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองและมีชีวิตชีวากับสิ่งที่ใกล้ตัวและจับต้องได้

นายกฯ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้ในประเทศไทยคำว่าผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มติดปากคนไทยแล้ว ถือว่ามีกระแสนิยมผ้าไทยเกิดขึ้นแล้ว ในส่วนของราชการได้มีการช่วยการส่งเสริมการผลิตเพื่อประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในโอกาสที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ตนไม่อยากให้มองว่าเป็นเพียงการโปรโมทผ้าไทย แต่การโปรโมทผ้าไทยคือการโปรโมทความเป็นไทย เป็นการเสริมสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ นี่คือเสน่ห์ที่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้  โลกมีสินค้าที่ผลิตเหมือนกันออกมาจำนวนมาก ผู้คนยิ่งโหยหาสิ่งที่มีความเป็นมนุษย์ มีร่องรอยของวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวที่มาที่ไป  ตนจึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น และส่งผ่านความภาคภูมิใจในตัวตนของเราผ่านงานฝีมือของคนไทยใน

นายกฯ กล่าวต่อว่า โครงการโอท็อปนี้ อยากให้มองโอท็อปไม่ใช่เพียงโครงการส่งเสริมอาชีพหรือการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่จากทุกตำบล ทุกอำเภอและทุกจังหวัดของประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยพัฒนาสินค้าเข้าสู่ตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น ตนเชื่อว่าสินค้าโอท็อปไทยไม่ใช่เพียงสินค้าของฝากชุมชนอีกต่อไปและไม่ใช่สินค้าที่ซื้อ เพราะคนซื้อรู้สึกสงสารคนทำแต่จะเป็นตัวแทนของเรื่องราววัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในสายตาของชาวโลก  คำว่าเมดอินไทยแลนด์ ไม่ใช่คำบอกที่มา แต่เป็นความหมายของคุณค่า คุณภาพ และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน 

“คนอย่างผมอยู่ที่ไหนได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงแต่ 2 วันนี้มาอยู่ 5-6 ชั่วโมง แต่โดนบังคับให้กลับเพราะมีนัด เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมาเดินมา 4 ชั่วโมง ยังไม่ถึงครึ่งของร้านอาหาร ขณะใช้ไทยช่วยไทยพลัสแล้วก็ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของร้านที่เตรียมให้บริการพี่น้องประชาชนที่มา ที่สำคัญใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสให้เต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้ใช้สตางค์ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง สถานะเศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น และสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกดีขึ้น และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้ดีขึ้นให้คนในประเทศใช้ชีวิตด้วยความผาสุก“นายกฯ กล่าว.

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

DSI เตรียมยกระดับคดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex ขยายผลฟอกเงิน-อายัดทรัพย์คืนเหยื่อ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.26 น.

อีก2 วัน เสนออธิบดี DSI รับคดีหลอกลงทุน Forex เป็น”คดีพิเศษแชร์ลูกโซ่ Forex”ขยายผลฟอกเงิน เพื่อยึดอายัดทรัพย์เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้เปิดปฏิบัติการ “Shutdown the laundering” ซื้อขาย Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 สามารถยึดเงินสดกว่า 65 ล้านบาท และทรัพย์สินมูลค่าสูงอีกหลายรายการ รวมทั้งรถหรูซูเปอร์คาร์  Hardware Wallet สินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และสกุล USDT เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน ทั้งนี้ เมื่อขยายผลเส้นทางการเงินพบว่ามีนักการเมืองและดาราชื่อดังเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากบริษัทกลุ่มโบรกเกอร์ซึ่งผู้เสียหายกว่า 500 ราย ความเสียหายรวมพันล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนที่ 52/2569 ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่บุคคลใดนั้น

ความคืบหน้าล่สุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ(DSI)  เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะพนักงานสืบสวนได้ขยายผลสอบปากคำพยานผู้เสียหาย ทั้งในส่วนที่มาร้องทุกข์กับดีเอสไอเอง และในส่วนที่ไปร้องทุกข์กับตำรวจไซเบอร์ประกอบกัน และเร่งรวบรวมหลักฐานนำไปวิเคราะห์ตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าใน 2 วันนี้จะสามารถเสนอขออธิบดีดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษในความผิดฐาน พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือเรียกว่าคดีแชร์ลูกโซ่ Forex เนื่องจากคำร้องทุกข์ของพยานผู้เสียหายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคำร้องที่บ่งชี้ถึงพฤติการณ์การถูกแนะนำให้ลงทุนผ่านโบรกเกอร์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเจ้าหน้าที่หรือผู้แนะนำการลงทุน (Sales หรือ Agent) ที่คอยให้คำแนะนำ สอนการเทรด โชว์กำไรปลอมจากผู้ชักชวนลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปเทรดมากขึ้น แสดงผลพอร์ทที่ได้ผลกำไรสูงเพื่อจูงใจให้ฝากเงินเข้าทำการเทรด โดยมีการจัดเซลล์ประกบดูแลลูกค้าเป็นราย ๆ ซึ่งช่วงแรกถอนเงินได้จริง ต่อมาอ้างเงื่อนไข หรือขายคอร์ส ฝากเทรด หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนไม่สามารถถอนเงินได้จริง อีกทั้งยังมีรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลหรือผลประโยชน์ตามรอบเวลา แต่เป็นการนำเงินเข้าสู่พอร์ตการลงทุนเพื่อซื้อขายเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา (Price Difference) โดยอ้างอิงว่ามีการซื้อขายผ่านระบบของโบรกเกอร์ต่างประเทศ 

นอกจากนี้ คณะพนักงานสืบสวนไม่ได้มุ่งเน้นไปแค่การตรวจสอบการกระทำที่เป็นความผิดเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่คณะพนักงานสืบสวนจะเน้นไปที่ความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือเรียกว่าคดีแชร์ลูกโซ่ เป็นการเฉพาะ เนื่องจากเป็นฐานความผิดที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายของดีเอสไอ และสามารถขยายผลดูในเรื่องของการฟอกเงินได้ด้วย ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนต้องการจะทำให้ครบทุกมิติ เพราะการทำคดีอาญาอาจไม่เพียงพอเท่าการพยายามติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเพื่อสำหรับชดใช้เฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งผลการสอบปากคำพยานผู้เสียหายพบว่าส่วนใหญ่มีการลงทุนตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักสิบล้านบาท ซึ่งแล้วแต่รายกรณี โดยในปัจจุบันนี้พบมูลค่าความเสียหายสูงสุดอยู่ที่ 70 ล้านบาท 

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้เสียหายบางรายแท้จริงแล้วอาจเป็นโบรกเกอร์ ที่ไปชักชวนผู้อื่นมาลงทุนด้วย แต่เมื่อเกิดปัญหาพอร์ตแตก จึงอ้างตนว่าเป็นผู้เสียหายด้วยนั้น ในประเด็นนี้คณะพนักงานสืบสวนต้องดูรอบด้าน ว่าบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ที่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามความผิดของคดีแชร์ลูกโซ่หรือไม่

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มของโบรกเกอร์ฟอร์เร็ก อาทิ บริษัท QRS Global, บริษัท HFM, บริษัท GOFX, บริษัท Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) เช่น อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่ และกลุ่มบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ – ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอ 

นิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด 2.บริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด นั้น คณะพนักงานสืบสวนยังอยู่ระหว่างวิเคราะห์หลักฐานทั้งหมดที่ได้มาจากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งในเร็ววันนี้จะได้มีการพิจารณาออกหมายเรียกพยานให้บุคคลทั้งหมดเข้ามาชี้แจ

ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ได้ ประกาศประชาสัมพันธ์ผ่านโซเซียล แจ้งเตือนและขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนกับกลุ่มโบรกเกอร์ ผู้แนะนำการลงทุน (IB) และบริษัทช่องทางการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงลงทุนเงินตราต่างประเทศ (Forex) นอกระบบ ให้เร่งติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีตามกฎหมาย อาทิ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากโบรกเกอร์ FOREX เช่น QRS Global, HFM, GOFX, Eterwealth และกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) ประกอบด้วย อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่ และบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการรับ – ส่งเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อีก 2 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด และ 2.บริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ทั้งนี้ สามารถติดต่อกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2831 9888 หรือ โทร 1202 ต่อ 50219 หรือ 50231

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

กมธ.พลังงาน ชงปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ หลังพบ ‘ค่าไฟแฝง’ จริงในบิลประชาชน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.08 น.

’กมธ.พลังงานฯ สว.‘ ชงยกเลิก ‘ค่าไฟแฝง’ ออกจากภาระประชาชน ดัน ‘ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า’ แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน เตรียมตั้งคณะทำงานเกาะติด

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา  นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพลังงาน วุฒิสภา  แถลงกรณีต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงว่า สืบเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ต้นทุนแฝง” จากนโยบายของภาครัฐและโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน พบว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 12-22 ของค่าไฟทั้งหมด โดยต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย 1. ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น

นายพรเพิ่ม กล่าวต่อว่า 2. ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 3. ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ 4. ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft

นายพรเพิ่ม กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะนั้น ทางกมธ.พลังงาน  เห็นว่า ค่าไฟสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และระบบสูบน้ำสาธารณะ ควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสาธารณะอีกส่วนหนึ่งยังถูกชำระผ่านงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเช่นกัน กมธ.พลังงาน จึงมีข้อเสนอแนะ 5 ข้อ  ดังนี้ 1. ควรมีการเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดเจนว่าค่าไฟส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง และส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย 2.แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง 3. ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเปลี่ยนเป็นระบบแข่งขันราคาแทนการอุดหนุนแบบคงที่ เพื่อลดภาระค่าไฟในระยาว 4. ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส และ 5. เปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่ได้แพงขึ้นเพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสมอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย  

นายพรเพิ่ม กล่าวว่า กมธ.พลังงาน จึงเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากภาระของประชาชน เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น และ กมธ. จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษาติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด