กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

กมธ.ดิจิทัลฯ ผนึก ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ จี้ทบทวน TH-AI Passport หวั่นงบ-ข้อมูลคนไทยรั่วไหล

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

‘การดี’ แจงผลนำ ‘อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ’ ถกร่วม ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ โครงการ ‘TH AI-Passport‘ ห่วงความโปร่งใส การใช้เงิน 1.6 พันล. การไหลออกของข้อมูล การขาดตัวชี้วัดความคุ้มค่า จ่อรายงาน ’กมธ.ดีอี’ ดันตั้ง ‘อนุฯติดตามโครงการ’ ด้าน ‘อิสริยะ’ เตือนเงินส่วนใหญ่ไหลไปซื้อ ‘โทเคนต่างชาติ’ อาจเปิดช่องรัฐเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้มหาศาล

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมหารือร่วมกับ 16 สมาคมและองค์กรด้านดิจิทัล เกี่ยวกับโครงการ TH AI-Passport ว่า ยังไม่ได้รับเอกสารสำคัญหลายส่วน ทั้งสัญญาจ้างฉบับสมบูรณ์ รายงานส่งมอบงานงวดแรก และรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับงาน แม้จะได้รับข้อมูลผู้จัดทำร่างทีโออาร์แล้วก็ตาม

น.ส.การดี กล่าวต่อว่า อนุกรรมาธิการไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI หรือการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ของคนไทย แต่กังวลต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส และรายละเอียดบางส่วนในทีโออาร์ จึงเตรียมจัดทำรายงานข้อเสนอส่งให้คณะกรรมาธิการดีอีเอสพิจารณาในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดแผนแม่บทด้าน AI ของประเทศให้ชัดเจน 2.การปรับรูปแบบโครงการเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศแทนการซื้อบริการจากต่างประเทศ 3.การป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 4.และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สามารถวัดผลความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.การดี กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการจัดซื้อสิทธิใช้งานแล้วแจกจ่ายเหมือน “ถุงยังชีพดิจิทัล” แต่ควรตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

“นอกจากนี้จะเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตามโครงการ TH AI-Passport โดยเฉพาะ เพื่อกำกับตรวจสอบความโปร่งใสและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการตรวจรับงาน รวมถึงติดตามการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาที่เห็นว่าควรปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ”น.ส.การดี กล่าว

ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะอนุฯ กล่าวเสริมว่า ความเห็นของอนุกมธ.ฯค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่าเราอยากเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาและการลงทุนเรื่องAI เพียงแต่โครงการนี้มีสิ่งที่น่าสงสัยหลายจุด ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป โดยประเด็นที่พูดคุยวัีนนี้คือการใช้เงิน 1.6 พัน ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำไปซื้อโทเคน (Token ) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เงินเกือบทั้งหมดของโครงการจะไหลออกไปต่างประเทศเป็นค่าโทเคน ทั้งที่มีวิธีอื่นที่อาจจะดีกว่า เช่นการนำโมเดลมารันในเครื่องในประเทศก็จะประหยักค่าโทเคนได้มาก ทำให้เงินไม่ไหลออกและเป็นการสนับสนุนผู็ประกอบการในไทยอีก ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาโปรดักส์ AI ของไทยเองและสามารถนำมาตอบโจทย์ในประเทศไทย ก็จะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมในไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออย่างเดียว ส่วนเรื่องของการไหลออกของข้อมูล เพราะทราบกันดีว่าตัว TH AI- Passport ทำหน้าที่เป็นหน้ากากในการรับคำสั่งจากผู้ใช้ออกไปยังผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้นข้อมูลใดๆก็ตามที่เป็นคำสั่งเข้าไปในโปรแกรมทั้งขาเข้า และขาออก คือตัวผลรับที่ AI จะตอบกลับมา ต้องผ่านตัวTH AI- Passport หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือการสอดส่องของรัฐในภาพรวม เพราะตัวโครงการจะเห็นคำสั่งของผู้ใช้ทั้ง 5 ล้านคน ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะนำข้อมูลพวกนี้ไปเทรนAI อีกที หากมองในแง่ดีก็มองได้

“อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีบาร์โค๊ดมา มีความพยายามติดตามข้อมูลคนไทยอยู่ ซึ่งจากใครเรายังไม่ทราบ แต่ข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบTH AI- Passport อาจจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการติดตามข้อมูลของคนไทยครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ทั้งที่เรื่องเก่ายังไม่จบด้วยซ้ำ จึงขอฝากข้อกังวลนี้ไปยังรัฐบาลว่าข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นของคนไทย 5 ล้านคนของโครงการนี้จะปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังชี้แจงไม่หมด” นายอิสริยะ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้แยกการตรวจสอบออกจากการเดินหน้าโครงการ และไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ น.ส.การดีกล่าวว่าเรากำลังดำเนินงานควบคู่กันทั้งสองด้าน โดยไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI แต่พยายามเสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อให้การใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุด

“เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา AI แต่กำลังช่วยทำการบ้านให้รัฐบาล หากเปิดรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ก็จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่สังคมยังตั้งคำถามคือความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเรียกร้องให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบโครงการออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน“ น.ส.การดี กล่าว

ขุดคลิป ‘ภาวุธ’ รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

ขุดคลิป 'ภาวุธ' รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

ขุดคลิป ‘ภาวุธ’ รีวิวเทรด QRS Global 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ บนผังของ DSI

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

วันนี้ 22 มิ.ย. 69 ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบคดีฟอเร็กซ์ (Forex) ครั้งใหญ่ แม้นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะออกมายืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์แต่อย่างใด แต่ดูเหมือนหลักฐานและข้อมูลที่ปรากฏในหน้าสื่อจะสร้างข้อกังขาให้กับสังคมอย่างหนัก

จุดเชื่อมโยงสำคัญปรากฏขึ้นเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดเผยแผนผังเครือข่ายเส้นทางการเงิน ซึ่งระบุชัดเจนว่า QRS Global ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 4 โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ที่น่าสนใจคือ แผนผังของ DSI ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของระบบรับชำระเงิน โดยระบุว่ามีการใช้บริการ Payment Gateway ของบริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด (Pay Solutions) ซึ่งปรากฏชื่ออยู่ในชาร์ตโครงข่ายผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่นายภาวุธเคยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย เพื่อใช้รับโอนเงินจากลูกค้าที่เข้ามาลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น โลกออนไลน์ยังได้มีการขุดคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ของทาง QRS Global ที่ตอกย้ำภาพความใกล้ชิด โดยปรากฏภาพนายภาวุธร่วมพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะ “นักเทรด” ในคลิปดังกล่าวนายภาวุธได้เปิดเผยว่า ตนได้เข้ามาเรียนรู้ในคลาสเทรดนี้เป็นเวลา 2-3 เดือน ซึ่งช่วยเปลี่ยนมุมมองจากนักธุรกิจสู่การเป็นนักเทรดมืออาชีพ ทำให้เข้าใจการลงทุนและช่วยให้สามารถติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากบทบาทในคลิปแล้ว นายภาวุธยังได้โชว์โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นรางวัลที่ได้จากการ “สะสมแต้มผ่านการเทรด” กับทางแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งยังแสดงความตื่นเต้นและให้ความสนใจกับแคมเปญการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับสิทธิ์เดินทางท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสฟรีอีกด้วย ซึ่งพฤติการณ์การแจกของรางวัลใหญ่เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่แพลตฟอร์มเทรดมักใช้ดึงดูดนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีภาพความเชื่อมโยงทั้งในแง่ของการปรากฏตัวในคลิปโปรโมท และความเชื่อมโยงทางอ้อมผ่านอดีตบริษัท Payment Gateway ที่ปรากฏบนชาร์ตของเจ้าหน้าที่ แต่ในทางกฎหมาย ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังไม่ได้มีการสรุปสำนวนหรือตั้งข้อกล่าวหาว่านายภาวุธกระทำความผิดทางอาญาแต่อย่างใด สถานะในปัจจุบันจึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการสืบสวนและพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ กล่าวหา ‘สุชาติ’ ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี 'ไอซ์ รักชนก' กล่าวหา 'สุชาติ' ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

ศาลอาญา นัดไต่สวนมูลฟ้องคดี ‘ไอซ์ รักชนก’ กล่าวหา ‘สุชาติ’ ทนายย้ำไม่ไกล่เกลี่ย เจ้าตัวทำผิดซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รทว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทก์ ฟ้องน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท   กรณีที่น.ส.รักชนก กล่าวหานายสุชาติว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง

วันนี้ น.ส.รักชนก เดินทางมาศาลตามที่ศาลกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยก่อนไต่สวนมูลฟ้อง อย่างไรก็ตามนายสุชาติติดราชการที่ประเทศญี่ปุ่น จึงมอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความของนายสุชาติมาเจรจาแทน 

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า วันนี้ทางศาลได้กำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยก่อนการไต่สวนมูลฟ้อง แต่นายสุชาติติดราชการไปที่ประเทศญี่ปุ่นจึงได้มอบอำนาจให้ตนมาศาลเพื่อเจรจา แต่ส่วนตัวตนเชื่อว่าการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากนายสุชาติเห็นว่าน.ส.รักชนกทำผิดซ้ำหลายครั้ง จึงไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ตนได้นำพยานและเอกสารพร้อมที่จะเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแทนโจทก์แล้ว สุดท้ายศาลจะมีคำสั่งอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจของศาล หลังจากนี้จะมีคดีที่นายสุชาติแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นประมาทที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับที่ดินอุทยานป่าทับลานต่อไป.

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

ทบ. แจงเหตุโรงเรียนชายแดนตากปิดเรียน คาดทหารเมียนมา เปิดฉากโจมตีชนกลุ่มน้อย

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ทบ.แจง รร.ชายแดนไทย-เมียนมา ปิดการเรียนการสอน คาด ทหารเมียนมา โจมตี ชนกลุ่มน้อย พบเพิ่มกําลัง2จุด เผย กระสุนสู้รบ ตกในพื้นที่ พร้อมเตรียมกําลังยุทโธปกรณ์ ดูแลความปลอดภัยประชาชน

22 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงนุชระวี แจ่มจํารัส รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึง สถานการณ์ ฝั่งตะวันตกพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ภายหลังโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน อ.แม่สอด จ.ตาก ปิดทําการเรียนการสอน เนื่องจากมีสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะนี้กองกําลังนเรศวร ติดตามสถานการณ์ชายแดน ทราบว่ากองกําลังทหารเมียนมาได้มีการเพิ่มเติมกําลังบ้านมินละปานและบ้านผาลู จ.เมียวดี ประเทศเมียน อยู่ตรงข้ามกับบ้านห้วยมหาวงศ์ จ.ตาก

โดยในช่วงวันที่ 21-22 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าจะมีใช้การใช้กําลังทหารกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่ ทั้งนี้สถานการณ์สู้รบที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา ที่กระสุน ตกจากเหตุการณ์ปะทะ เข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้โรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ปิดทําการเรียนการสอน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ทั้งนี้ กองทัพบก โดยกองกําลังนเรศวรและ หน่วยเฉพาะกิจราชมนูญ ได้จัดเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ไว้ในระดับพร้อมปฏิบัติเพื่อดูแลความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวัง ติดตามข่าวสารทางราชการอย่างใกล้ชิด หากได้รับผลกระทบหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้ 24 ชั่วโมง.

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

ไอซ์ ราวีไม่เลิก เปิดโหวตคนปกป้อง TH-AI ไชยชนก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

22 มิถุนายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนร่วมโหวตเพื่อให้คะแนน บุคคลที่เรียงหน้ากันออกมา ปกป้องโครงการ TH-AI Passport 1600ล้าน และ โอ๋คุณไชยชนก”

พร้อมตารางโพลล์และคะแนนโหวต ดังนี้ (ณ เวลา 15.03 น.)

ลีลาของใครโดนใจคุณมากที่สุด

ตัวเลือกที่ 1: ปลัดกระทรวงดีอี เรียกได้ว่ายอมพลีกาย นอนให้รถเหยียบแทนยังไหว ยังไงก็ไม่มีทางยกเลิก!! (66%)

ตัวเลือกที่ 2: อลงกต มณีกาศ นครพนม ชี้ประชาชนต้องการAIสูง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย กับของที่ปกติไม่ได้ใช้ จะลดกี่โมงน้อง (7%)

ตัวเลือกที่ 3: อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ ซัด 2 กมธ.ประชุมร่วมล้ำเส้น จี้ประธานสภา เป็น สส. มากี่สมัย แต่ไม่รู้ว่าประชุมร่วม กมธ.ทำได้ แค่ยังได้เป็น ประธาน กมธ. ปปช. (6%)

ตัวเลือกที่ 4: บุณย์ธิดา สมชัย อุบล ซัด รักชนก ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย งงทั้งประเทศ ฝ่ายค้านตรวจสอบ บอกไม่ประชาธิปไตย (6%)

ตัวเลือกที่ 5: พิชานน อิงประสาน ตราดน้องใหม่ เพิ่งเดบิวต์ อ้างประชาชน มุกซ้ำนะครับ รบกวนคิดมาใหม่ (3%)

ตัวเลือกที่ 6: ศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายอันดับ1 ขอวอคเอ้าแบบเท่ๆ แล้วสักพักเดินกลับมาใหม่ ซัดไอซ์-โรม เล่นแบบเด็กๆ (4%)

ตัวเลือกที่ 7: ชาดา ไทยเศรษฐ์ อับดับหนึ่งในใจ ซัดว่ารวมหัวกันด้อยค่าโครงการ แต่ยืดอกยอมรับว่า ภูมิใจไทยสนิทกับ Plan-B จริง! (5%)

ตัวเลือกที่ 8: ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ป่วนประชุมร่วม กมธ. ถ้าเรื่องลีลาคนนี้ต้องให้เลย นอตหลุดเว่ออ (3%)

พร้อมกันนี้ น.ส.รักชนก ยังโพสต์ในคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า “คนนี้ใหม่ล่าสุดดดดดด เพิ่มไม่ทันเลยครับ เพิ่งมาเมื่อเช้า ท่านนายกฯลงมาแบกเองงง !!!”

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายประเทศไทย หลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก พร้อมตั้ง 4 เสา รองนายกฯ ดูแล เร่งทำควิกบิ๊กวิน บิ๊กวิน

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรกว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้

“ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

ส่วนรูปแบบการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์คที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนจะลงมือปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงกว่าระดับเดิมและนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่วางไว้ร่วมกันทั้งในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติและการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

ในส่วนของกองหลังจะเน้นความสำคัญที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเป็นภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของโลก ซึ่งในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการยึดมั่นในวินัยดังกล่าวจนส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ แม้ตลาดเงินและตลาดทุนในบางประเทศจะมีความผันผวนอย่างมากแต่กองหลังที่แข็งแกร่งจะยังคงทำหน้าที่รักษาจุดแข็งนี้ต่อไปเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะที่ตำแหน่งกองกลางจะทำหน้าที่จ่ายบอลให้กองหน้าและสนับสนุนกองหลังในยามจำเป็นผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วยการสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง การจัดหาน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ทีมกองหน้า

สำหรับทีมกองหน้าจะทำหน้าที่บุกเพื่อหารายได้เข้าประเทศตามเป้าหมายผ่านการผลักดันเจ็ดสาขาธุรกิจหลักที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยานยนต์แห่งอนาคตที่ต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมที่มีความเข้มแข็ง อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI aอุตสาหกรรมยาและสุขภาพที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคุณภาพสูง ภาคการค้าขายที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากศักยภาพของคนไทย

“เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะไม่เพียงแค่มาเสนอโจทย์แต่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาดและการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เอสเอ็มอีและประชาชน

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการยกระดับการค้าส่งและค้าปลีกไปสู่ชุมชนและการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็อยากเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับเครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยจะเน้นการทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำอัพสกิลและรีสกิลทักษะแรงงานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเอไอเพื่อให้แรงงานไทยมีความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

เครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะร่วมกับภาคเอกชนในการระบุปัญหาและแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ดึงรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

“ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี”

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศและเกิดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต

นอกจากนี้ การเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศสำคัญไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดตลาดการค้าและสร้างความสมดุลให้กับการส่งออกของไทยโดยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดกลุ่มประเทศหนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าสู่ระบบการค้าสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงเจ็ดพันรายจากผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นราย ดังนั้นเป้าหมายใน 4 ปีคือการกระจายรายได้และโอกาสไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

ทบ.ยอมรับ ชายแดนไทย-เขมร ระอุ เกิดกระทบกระทั่งทางวาจา หลังไทยคุมเข้มพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

ทบ.รับชายแดนไทย-กัมพูชา อาจมีเหตุกระทบกระทั่ง หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ แม้ไม่ถึงขั้นใช้อาวุธ แต่ไม่ประมาท กำชับระวัง ยั่วยุ นำไปสู่ความรุนแรง

22 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และแนวทางการดำเนินงานของกองทัพบก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนต่อจุดยืนอันมั่นคงของฝ่ายไทย โดยกองทัพบกขอยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการยึดถือข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นกรอบการดำเนินงานหลัก พร้อมดำรงความพร้อมสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและส่งเสริมการดำรงชีวิตตามปกติสุขของประชาชนในพื้นที่ โดยทุกภารกิจดำเนินด้วยความรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ยังพบการเผชิญหน้าในบางพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความอ่อนไหว เช่น การเข้ามาทักท้วงใกล้แนวเครื่องกีดขวางของไทย ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระทบกระทั่งทางวาจาระหว่างกำลังพลในบางโอกาส แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่รุนแรงถึงขั้นใช้กำลัง และยังคงสามารถใช้กลไกของชุดประสานงานหน่วยในพื้นที่ในการเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหาและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ แม้จะยังปรากฏพฤติกรรมยั่วยุทั้งในพื้นที่ชายแดนและบนสื่อสังคมออนไลน์อยู่บ้างก็ตาม

ในส่วนของแนวทางปฏิบัติ กองทัพบกได้ดำเนินงานตามนโยบายของพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มงวดด้านการเฝ้าระวัง ตรวจการณ์ เสริมความมั่นคงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและระบบส่งกำลังบำรุง ตลอดจนเร่งแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ ฝ่ายไทยจะเน้นแนวทางสันติวิธีและการเจรจาทวิภาคีเป็นลำดับแรก ส่วนการใช้กำลังทางทหารจะกระทำเท่าที่จำเป็น ภายใต้กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement : ROE) และกรอบกติกาสากลอย่างเหมาะสม

ทางด้านการประเมินแนวโน้มสถานการณ์ ในมิติทางทหารคาดว่าอาจยังคงมีการกระทบกระทั่งทางวาจาระดับบุคคล เนื่องจากฝ่ายไทยจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบสิ่งบ่งชี้เชิงลึกที่สะท้อนถึงความตั้งใจใช้กำลังอาวุธเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ฝ่ายไทยจะไม่ประมาทและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ สำหรับในมิติการทูต ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมทั้งในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค โดยพร้อมขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือต่าง ๆ เมื่อบรรยากาศเอื้ออำนวย 

นอกจากนี้ กองทัพบกได้กำชับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งอาจถูกนำไปบิดเบือนว่าฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งให้ระมัดระวังการถูกบันทึกภาพหรือเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างภาพลักษณ์เชิงลบ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการสื่อสารในการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทยทั้งในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ

กองทัพบกขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนอดกลั้น ยึดมั่นในกติกา มีความเข้มแข็ง และพร้อมปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

อนุชา-อภิสิทธิ์ บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“อนุชา-อภิสิทธิ์”บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ”แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”

22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ผ่านมา นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วงเที่ยงที่ Sun Plaza ร่วมกับ นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตจตุจักร หมายเลข 2 รณรงค์หาเสียงกับประชาชนคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า ช่วงพักกลางวัน โดยได้รับการตอบรับกันอย่างคึกคัก ซึ่งถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แล้ว

นายอนุชา กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจและการปากท้องเป็นเรื่องที่ชาวกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่สะท้อนว่า ต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวและยั่งยืน

“ไม่ใช่โครงการระยะสั้น ที่ทำให้เศรษฐกิจคึกคักเฉพาะช่วงต้นเดือน แต่กลับซบเซาในช่วงกลางเดือน หรือปลายเดือน พรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งเน้นการออกแบบนโยบายที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง” นายอนุชา กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยประชาชนระบุว่าอยากเห็นสังคมมีความโปร่งใส และสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้านโยบายนี้ต่อไป ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้บรรจุเรื่องนี้เป็น 1 ใน 5 นโยบายหลัก ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

“เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอแพลตฟอร์มการเปิดเผยข้อมูลของรัฐที่จับต้องได้และตรวจสอบได้ ในอดีต กทม. อาจไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลในลักษณะนี้ แต่ปัจจุบันเมื่อเริ่มมีระบบฐานข้อมูล ประชาชนก็เริ่มเข้าใจการทำงานมากขึ้น ในอนาคตทีมผู้ว่าฯ และ ส.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์ จะใช้แพลตฟอร์มนี้ เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและเฝ้าระวังความผิดปกติ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความสบายใจให้กับพี่น้องประชาชน” นายอนุชา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ นายอนุชา ยืนยันว่า การเปิดเผยข้อมูลเป็นการทำด้วยความสุจริตใจ ไม่ได้มีเจตนาโจมตีฝ่ายใด แต่เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ และหากหน่วยงานใดพบข้อพิรุธก็ควรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการ 

“ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ผมจะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะประชาชนให้ได้มากที่สุด และอยากเชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของ กทม.” นายอนุชา กล่าว

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจุดแข็งของการทำงานในรูปแบบ “พรรคการเมือง” ว่า การแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานครไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวผู้ว่าฯ หรือทีมบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในด้านกลไกเครือข่าย ทั้ง ส.ส. ผู้บริหารพรรค รวมถึงสมาชิกในพื้นที่ที่จะร่วมมือกันทำงานขับเคลื่อนนโยบายเพื่อคนกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ประชาชนในทุกระดับยอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำลายอนาคตของทุกคน ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีการลดละ พร้อมเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อนำความตั้งใจและนโยบายปราบปรามการทุจริตไปสื่อสารให้ถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด

– 006

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

ความเห็นส่วนตัว ปธ.ศาล รธน. ไร้ผลผูกพัน ดร.ณัฎฐ์ ยันต้องยึดคำวินิจฉัยหลัก

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“ดร.ณัฎฐ์” ชี้ ปมความเห็นส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ “เลือกตั้ง สสร.ได้” ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 กรณีนายกฤช เอื้อวงศ์ ฝ่ายกฎหมายและ กก.บห.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า คณะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาและฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยได้ข้อสรุปว่า การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า ความเห็นส่วนตัวของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยย่อมไม่อาจมีผลผูกพันทุกองค์กร และไม่อาจถือตามได้ ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาด และผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ตุลาการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 211 วรรคท้าย

ส่วนใครจะให้ความเห็นอย่างไร หรือ ตีความตามอำเภอใจ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใด ๆ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เป็นสารตั้งต้น ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดทำประชามติโดยให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนประชามติจำนวนกี่ครั้งกันแน่

นำไปสู่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม..(ฉบับที่…) พุทธศักราช..(แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่     

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจ ริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เสียก่อน ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

พูดภาษาชาวบ้าน คือ กลเกมในการแก้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้งกับสรรหาและคัดเลือก สสร.แตกต่างกัน โดยรัฐสภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้จัดให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร.ได้ 

หากย้อนกลับไปดูที่มาของ สสร.ปี 2491 เพื่อยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับปี 2492 โดย สสร.จำนวน 40 คน มาจากการคัดเลือกของโดยรัฐสภา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492

ส่วนในปี 2539  ใช้โมเดลไฮบริด มาจากเลือกตั้งจากประชาชน จำนวน 76 จังหวัดจังหวัดละ 1 คน และสรรหาคัดเลือกผู้ทรงคุณด้านต่างๆ อีก 23 คน รวมเป็น สสร. 99 คน  ซึ่งนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

ส่วนที่ตนว่า ความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันเพียงใด ในประเด็น การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ท่านให้ความเห็นแบบนั้นจริงหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่ได้ยินด้วยหูตนเอง  แต่ตนเพิ่งทราบจากสื่อมวลชนที่มาสอบถาม ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องยึดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ชัดเจนอยู่ในตัว ทั้งคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ไม่อาจตีความไปเป็นอย่างอื่นได้

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

ไม่ยุ่งนอกเขตอธิปไตย! นายกฯ เรียก กห.-ผบ.สส. อัปเดตความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าพบ เป็นการหารือเรื่องอะไร เกี่ยวกับประเด็นชายแดน กรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นข้อเสนอขอคืนพื้นที่หนองจาน จ.สระแก้ว หรือไม่ ว่า ไม่มีหรอกครับ ในแต่ละสัปดาห์ตนก็พยายามเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงมาอัปเดต เพราะช่วงนี้ก็มีประเด็นอย่างที่ว่า เดี๋ยวจะมีข้อเสนอนั้นข้อเสนอนี่มา ก็ต้องมาถามให้เรียบร้อยว่าข่าวเป็นอย่างไรบ้าง บางทีก็บอกว่ามีเสียงระเบิดตรงโน้น แต่ทั้งหมดคำตอบคือทุกอย่างเกิดขึ้นนอกเขตแดนไทย เราก็ทำอะไรไม่ได้ เขาจะยั่วยุหรือทำอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องมีความอดทุน แต่เราไม่ใช่ไปกระทำผิดเสียเอง ถือว่าอธิปไตยใครอธิปไตยมัน