รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย’อนุทิน’กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย'อนุทิน'กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

รัชดา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย’อนุทิน’กำชับสื่อสารตรงไปตรงมา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

“รัชดา” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล เผย “อนุทิน” กำชับสื่อสารข้อมูลถึงประชาชนให้ครบถ้วน ตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงปกป้องนายกฯ-รมต. 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.19 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อคืนวันที่ 6 เม.ย. มีมติแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ  

โดย น.ส.รัชดา เปิดเผยว่า ตนตระหนักถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าในยามนี้ เข้าใจสถานการณ์ว่า การสื่อสารจากภาครัฐไปสู่ประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อตนได้รับโอกาสนี้ ถือว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่ง จะทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างตรงไปตรงมาให้ถึงประชาชนได้มากที่สุด เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจและหวังว่า ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในสังคมจะทำให้ประชาชนคลายความทุกข์ใจได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน การทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯอาจจะแตกต่างจากที่ผ่านมา น.ส.รัชดา กล่าวว่า ต่างจากอดีตมาก เนื่องจากสถานการณ์และมีความคาดหวัง รวมถึงสื่อโซเซียลมีความตื่นตัว ต้องทำงานมากขึ้นอีก ส่วนตัวในฐานะโฆษก ทีมโฆษก และสำนักโฆษกฯ ต้องบูรณาการการทำงานกับโฆษกกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับข่าวต่างๆ ให้มากขึ้น เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้นเราจะเร่งทำความชี้แจง โดยข้อมูลที่ชี้แจงนั้นจะต้องถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว ถือเป็นความท้าทายที่เราต้องมาจัดระบบ และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของรัฐให้มากขึ้น 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยทำหน้าที่รองโฆษกฯมาแล้ว มีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นกว่าในอดีตหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกประชาชน เพียงแต่บางครั้งเราเห็นว่า การสื่อสารจากภาครัฐไปยังช้า โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่างนี้ประชาชนคาดหวัง มีความอยากจะรู้ แต่ถ้าเราช้า ซึ่งบางครั้งช้าแค่ 3-4 ชั่วโมง ก็เหมือนกับช้าไปเป็นวันแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ดีที่สุด ย้ำว่า การรับฟังเสียงโซเซียลมากขึ้น วันนี้ได้มีการนำเอไอมาใช้ ทุกเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลได้ยิน นายกฯก็รับทราบ และเราห่วงใย เข้าใจความรู้สึกตรงนั้น ถ้าเราโฟกัสเรื่องมาตรการต่างๆ ที่จะออกไป หรือสื่อสารให้มีความชัดเจนอะไรที่ยังเป็นปัญหา ตนและสำนักโฆษกฯจะเร่งไปปรับปรุงตรงนั้น 

เมื่อถามว่า นายกฯได้ให้นโยบายอะไรหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯพูดสั้นๆ แค่ว่า ในยามนี้ที่มีวิกฤตการสื่อสารเป็นเรื่องจำเป็น และนายกฯเข้าใจทุกๆ ความรู้สึกของประชาชน นายกฯย้ำว่า ขอให้ไปทำหน้าที่สื่อสารให้ครบถ้วนอย่างมีเหตุผล ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะต้องมาปกป้องนายกฯหรือรัฐมนตรี ขอให้โฆษกสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีข้อท้วงติงหรือคำถามจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะในแง่การเมือง จะมีการตอบโต้หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า เราไม่ได้มองว่า จะต้องมีการตอบโต้ ถ้าเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านนำเสนอที่มาจากชุดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นมุมมองในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ เราก็จะต้องมีการชี้แจง เพราะโจทย์ในวันนี้ มันไม่ใช่การทะเลาะกัน หรือการสวนกันไปกันมา แต่คือ การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ฉะนั้น หน้าที่หลักคือ ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างมีเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา และรับฟังเสียงสะท้อนของ สส.และประชาชน 

เมื่อถามถึงกระแสข่าวจะมีการนัดประชุม ครม.นัดแรก ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. น.ส.รัชดา กล่าวว่า ต้องรอดูทางสภาว่า จะกำหนดให้มีการแถลงนโยบายรัฐบาลวันไหน จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 9-10 เม.ย. แต่มีข่าวว่า อาจจะขยับไปเป็นวันที่ 10-11 เม.ย. แต่ตรงนี้ต้องรอความชัดเจนจากสภาอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดแรกจะมีการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการการเมือง โดยเมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายกฯย้ำว่า ถ้ามีตัวบุคคลแล้วก็ขอให้รัฐมนตรีแต่ละคนส่งรายชื่อมา เพราะการทำงานของรัฐมนตรีจะต้องมีคณะ ซึ่งนายกฯย้ำด้วยว่า ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติให้ดี ส่วนรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ จะมีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้วย เราจะทำงานเป็นทีม
 

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

อนุทิน เปิดตัว 3 รมช.ป้ายแดง ชูประสบการณ์แน่น พร้อมลุยงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

วันที่ 7 เม.ย. 69  เมื่อเวลา 07.47 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารกระทรวงร่วมให้การต้อนรับ 

เมื่อรถของนายกรัฐมนตรีมาถึง พลแตรกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนได้ให้สัญญาณ ๅจากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะพระพุทธมหานวนาคปฏิมากร ณ หอพระนาคปรก สวนสิรินธราภิรมย์ ใจกลางศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนรับการแสดงความเคารพในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน และรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนโดยกองเกียรติยศ กองอาสารักษาดินแดน (อส.) กระทรวงมหาดไทย แล้วสักการะศาลพระชัยมงคล ศาลพระกาฬไชยศรี พระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แล้วเดินขึ้นบันไดโถงกลางเพื่อสักการะพระรูปสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเดินเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อสักการะพระรูปหล่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และถวายราชสักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ก่อนที่จะเดินเข้าสู่ห้องประชุมราชสีห์ เพื่อแนะนำตัวและพบปะข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มาเข้าร่วม และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนดีใจที่ได้กลับมาปฎิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้ง 3 ท่าน แต่มท.1 ยังคนเดิมอยู่ ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง3ท่าน ตนได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสามารถ และมีความจำเป็น สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับกระทรวงมหาดไทยและพี่น้องประชาชน ทั้ง 3 ท่านนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เป็นเด็กแล้ว คือเมื่อเทียบกับตนอาจเป็นเด็กเพราะอายุห่างกันเยอะ แต่เรื่องวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ การศึกษา และหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบทั้ง3 ท่านนี้ ถือว่าเป็นบุคลากรในทางการเมืองผ่านการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการคัดเลือกของพี่น้องประชาชนโดยตรงในพื้นที่ ที่แต่ละท่านสังกัด ในทางการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ เช่น นายพลพีร์ ได้ทำงานร่วมกับตนมาปี 2562 ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นได้ไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทินยังกล่าวแซวนายเจเศรษฐ์ ว่า ดูเผินๆเหมือน นายราเยส คานนา ซุปเปอร์สตาร์อินเดีย แต่จริงๆทุกคนคงรู้จักเป็นสมาชิกสมาผู้แทนราษฎรของจังหวัดอุทัยธานี ได้ทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรมามากมาย มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในระบบการปกครองและความเข้าใจในชาวบ้าน ส่วนนายวรศิษฏ์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้น่าจะเป็นสมัยที่ 3 แล้ว

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

ไอซ์ รักชนก นำ ส.ส.ประชาชน ร่วมงานศพ คุณแม่ลำเนา ให้กำลังใจ วัน อยู่บำรุง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 จากกรณีการเสียชีวิตของนางลำเนา อยู่บำรุง อดีตผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ภรรยาของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, นายวัน อยู่บำรุง และ พ.ต.ท.ดวง อยู่บำรุง โดยครอบครัวจัดพิธีทางศาสนาที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมานั้น.

ล่าสุด  นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.กทม. เขตบางบอน-หนองแขม ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ และภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า   ขอขอบคุณท่าน ส.ส.  ตัวแทนจากพรรคประชาชน ที่ให้เกียรติมาร่วมงานไว้อาลัย  คุณแม่ ลำเนา อยู่บำรุง ของผมครับ

ซึ่งในคลิปจะเห็น สส.พรรคประชาชน ได้แก่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ , น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. เขตบางบอน และนายณัฐพล สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร  และ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ

โดยทั้งหมดร่วมให้กำลังใจนายวัน พร้อมครอบครัว และถ่ายภาพร่วมกัน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

กรณ์ ยินดี เอกนัฏ นั่ง รมว.พลังงาน ฝากการบ้าน ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.46 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานท่านใหม่ พร้อมเพื่อนสส. พรรคภูมิใจไทยที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์อีกหลายท่าน ได้กรุณาแวะมาร่วมแสดงความยินดีกับพรรค ในงานครบรอบ 80 ปีของเรา

เราไม่ได้คุยลงละเอียดเรื่องพลังงานมากนัก แต่ผมได้แสดงความยินดีกับตำแหน่งใหม่ของท่าน และให้กำลังใจท่านให้เดินหน้าปฏิรูปอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น 

ส่วนตัวผมเองก็พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม และเสนอแนะต่อไปครับ

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐบาลทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตรการออกมา รับมือวิกฤตพลังงาน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

สงครามน้ำลายกำลังปั่นป่วนเศรษฐกิจโลก  รัฐต้องหาทางลดราคาน้ำมันลงโดยด่วน  และเร่งออกมาตราการช่วยเหลือคนจนให้มากที่สุดเป็นอันดับแรก

ปธน.ทรัมป์ยังคงขู่ต่อไปแล้วก็จะมีคนกลางมาเจรจา   การปะทะจะมีประปรายแล้วก็จะข่มขู่กลับไปมา น้ำมันก็จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ  ฝ่ายที่แพ้จริงๆ คือประชากรโลก

เมื่อเช้าวันที่ 6 เมษายน ปธน.ทรัมป์มีแถลงที่ทำเนียบขาวว่า  เขาจะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง

“ทั้งประเทศสามารถถูกทำลายได้ภายในคืนเดียว และคืนนั้นอาจเป็นคืนพรุ่งนี้”  โดยเส้นตายที่เขากำหนดเองจะหมดอายุในวันที่ 7 เมษายน เวลา 20.00 น. (ตรงกับเวลา 08.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนในสิงคโปร์)

ทรัมป์ย้ำว่าอิหร่านต้องทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับ “การขนส่งน้ำมันอย่างเสรี” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิด “การทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง… และมันจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมง”

“สะพานทุกแห่งในอิหร่านจะถูกทำลายราบ  ภายในเวลาเที่ยงคืนของคืนพรุ่งนี้ ขณะที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่านจะหยุดทำงาน ลุกไหม้ ระเบิด และจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป”

และทรัมป์กำลังพิจารณาแผนการเก็บค่าผ่านทาง  สำหรับน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าว   ซึ่งสะท้อนถึงคำขู่ของอิหร่านที่จะทำในลักษณะเดียวกัน

ในมุมมองส่วนตัว

คำกล่าวของปธน.เป็นคำขู่ เพื่อให้คนกลางใส่ความพยายามเจราจาให้อิหร่านยอมรับ  โดยเอื้อให้เห็นว่าสหรัฐเป็นฝ่ายมีชัย

อย่างไรก็ดีการสู้รบจะไม่ขยายวง  แต่การขาดแคลนน้ำมันจะรุนแรงขึ้น  รัฐบาลทั่วโลกต้องตื่นตัวรับมือกับสงครามข่าวสาร  และสงครามจิตวิทยาที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นทำร้ายเศรษฐกิจโลก

คนไทยเองต้องยอมรับว่า  เรากำลังอยู่ในภาวะสงครามที่ก่อเกิดวิกฤตพลังงาน   ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แทนการโยนความผิดให้รัฐบาล   ทั้งนี้เพื่อวางแผนรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะสั้น  ผู้ที่หันมายอมรับความจริงและเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก   คือผู้ท่ีจะบาดเจ็บน้อยที่สุด   

***รัฐบาลไทยต้องทำงานแข่งกับเวลา งัดทุกมาตราการออกมาอย่างเร่งด่วน  จะซื้อเวลาให้การแก้ปัญหาล่าช้าออกไปไม่ได้เลย  แม้แต่วันเดียว***

คนรวยและผู้มีความพร้อมต้องช่วยประคองผู้ที่มีกำลังน้อย   เช่น  หาทางประคองกิจการโดยไม่ลดการว่าจ้างงาน  และนำโมเดลช่วงโควิดออกมาใช้รับมือกับผลกระทบ  

การที่ยอดจองรถในงานมอเตอร์โชว์พุ่งทะยานขึ้น  แสดงให้เห็นว่าวิกฤตส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก   **การให้ความช่วยเหลือของรัฐจึงต้องเพิ่มน้ำหนักไปที่ประชาชนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ   รัฐต้องมีนโยบายอุ้มคนจนให้มากที่สุด**

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

วันที่ 7 เม.ย.2569  เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความ ระบุว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ  9-10 เมษายนนี้

พรรคประชาชน

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.43 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 รสนา โตสิตระกูล อดีตสว. โพสต์ข้อความระบุว่า ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น !!

มีข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วาระแรกจะพิจารณาการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมันนั้น ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องหยุดกู้เงินมา
สร้างภาระให้ประชาชนได้แล้ว 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่แสดงล่าสุด คือวันที่ 3 เมษายน 2569 มีน้ำมันฯ เพียง 3 ชนิด ที่ได้รับการชดเชย ได้แก่

1)ไบโอดีเซล บี7 ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร

2)ไบโอดีเซล บี 20 ชดเชย 16.64 บาทต่อลิตร

3)เบนซิน อี20 ชดเชย 2.66 บาทต่อลิตร

เบนซินชนิดอื่นลอยตัวตามราคาตลาดโลก แถมถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ได้แก่

-เบนซิน 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 6.59 บาทต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ 91,95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 43 สตางค์ต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ อี85ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 3.31 บาทต่อลิตร

การเอาน้ำมันชีวภาพเช่น เอทานอล ไบโอดีเซลมาเติม ไม่ได้ทำให้น้ำมันผสมมีราคาถูกลง มีแต่เติมแล้วกลับแพงขึ้น เช่นบี 20 (เติมไบโอดีเซล 20%) ต้องชดเชยมาก กว่าน้ำมัน บี7 (ที่ผสมไบโอดีเซล 7 % ) ทั้งที่การผสมไบโอดีเซลถึง 20% ควรมีราคาถูกลงด้วยเนื้อน้ำมัน แต่กลายเป็นยิ่งเติมมาก ยิ่งแพงขึ้น การที่ บี20 มีราคาถูกกว่า บี 7 ลิตรละ5 บาท ไม่ใช่เพราะมีไบโอดีเซลถูกกว่า แต่ที่มีราคาถูกกว่า5 บาท เพราะใช้มายากลทางคณิตศาสตร์มาตบตา โดยเอาเงินกองทุนฯ ที่ควักจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันมาอุ้มเพิ่มให้อีกลิตรละ 2.37 บาท, รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 97 สต.ต่อลิตร และลดค่าการตลาดลงไป 86 สต. นอกนั้นก็ได้ลดจากภาษีแวต รวมๆลดไป 5บาท จึงหลอกตาให้คนมาเติม บี20 เพราะเข้าใจผิดว่าราคาถูกกว่าบี7 ถึง 5 บาท
การที่โรงกลั่นเป็นธุรกิจเอกชน จึงไม่ควรมีสิทธิมาบังคับประชาชนให้เติมน้ำมันผสม และใช้เล่ห์กลเอาเงินประชาชนมาอุ้ม เข้าตำรา “อัฐยายซื้อขนมยาย” การที่ไม่ยอมบอกราคาว่าเอทานอลลิตรละเท่าไหร่ ไบโอดีเซลลิตรละเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการจงใจปิดหูปิดตาประชาชน ใช่หรือไม่ 

ในต่างประเทศ เขาใช้รถ Flex Car คือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเติมน้ำมันพื้นฐาน ผสมน้ำมันชีวภาพกี่เปอร์เซ็น โดยการเติมผสมกันเองตามราคาถูกแพงของเนื้อน้ำมันตามที่เป็นจริง ไม่ใช่มีราคาถูก เพราะล้วงเงินประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย 

น้ำมันชีวภาพวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า ราคาเนื้อน้ำมันต้องถูกกว่า จึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยไม่มีเงินชดเชยมาอุ้ม การใช้กองทุนฯมาอุ้มราคาน้ำมันชีวภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างที่อ้าง แต่เป็นการแสวงหากำไรของโรงกลั่น โดยเอาน้ำมันชีวภาพราคาแพงใกล้เคียงน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชนแบบบีบบังคับ โดยเอาเงินของประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา อุ้มราคากี่

บาทก็คือประชาชนเป็นหนี้ต้องใช้คืนเงินจำนในนั้นแบบผ่อนส่ง 

น้ำมันผสมจึงมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่พรางตาว่า

ถูกกว่าด้วยเงินของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อกำไรของโรงกลั่น เป็นหลัก ใช่หรือไม่

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ระบบเช่นนี้ดำรงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนอีกต่อไป ด้วยการปล่อยให้ใช้เล่ห์กลทางตัวเลขราคา ที่มีการคำนวณถ่างราคาด้วยการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันไปประกันกำไรสูงสุดให้ผู้ค้าน้ำมันที่ไม่เคยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทั้งประเทศจากวิกฤตน้ำมัน 

ยิ่งกว่านั้นประชาชนยังถูกซ้ำเติมเด้งที่2 จากแก๊งลักลอบกักตุนน้ำมัน และแก๊งน้ำมันเถื่อน ที่หาประโยชน์จากการกักตุนจนน้ำมันจนขาดแคลน สร้างความเสียหายต่ออาชีพประชาชน เช่นสินค้าเกษตรเสียหายจากการไม่มีน้ำมันไปส่งสินค้า ข้าวในนาเสียหายเพราะขาดน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ การกักตุนเพื่อรอเวลาที่จะโกงราคาน้ำมันจากการกักตุน โดยใช้สต๊อคเดิมขายในราคาใหม่  ซึ่งไม่ต่างจากการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่

ราคาน้ำมันแพงที่แพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนสินค้าอย่างอื่นพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ของแพงทั้งแผ่นดิน

จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 จะดีกว่า เพราะกองทุนน้ำมันทำหน้าที่ในการประกันกำไรให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ มากกว่าดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เป็นธรรมให้กับประชาชน กองทุนน้ำมันกลายภาระประชาชนที่ซ่อนกำไรโรงกลั่น เป็นเกราะกำบังสายตาประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่อ้างแต่อย่างไร 

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อปลดแอกประชาชนจากกองทุนน้ำมัน คือ กำหนดโครงสร้างก๊าซหุงต้มเสียใหม่ คือเปลี่ยนให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้จากอ่าวไทยในราคาในประเทศ ดังที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ถูกยกเลิกก๊าซหุงต้มที่เป็นสินค้่ควบคุมราคา โดยไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบีย ทั้งที่ก๊าซหุงต้มเป็นทรัพยากรของประเทศไทย

หากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางกำหนดราคา ให้ครัวเรือนใช้ก๊าซหุงต้มเป็นราคาในประเทศ กองทุนน้ำมันจะไม่มีภาระต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ประกอบการที่ขายก๊าซหุงต้มที่ผลิตเองภายในประเทศ ด้วยราคาตลาดโลก  ใช่หรือไม่ ?!

กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) สมัยรัฐบาลพล.อ เปรม ติณสูลานนท์ พบแหล่งก๊าซเชิงพาณิชย์ในอ่าวไทย และรัฐบาลมีมติให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ภาคส่วนอื่นใช้ เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี 

แต่ปัจจุบัน ปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทลูกของบมจ.ปตท. กลับได้ใช้ก๊าซLPG ก่อน เป็นราคาในประเทศแทนครัวเรือน แต่การขายผลิตภัณฑ์พลาสติกของปิโตรเคมี ก็ขายในราคาตลาดโลก ไม่ได้ขาย

ราคาถูกกว่าเพราะใช้ทรัพยากรในประเทศ แต่อย่างไร ใช่หรือไม่ 
ในช่วงวิกฤตยามนี้ จึงทำให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพาเหรดขึ้นราคาสูงลิ่วตามราคาตลาดโลกตีคู่กับราคาน้ำมัน ใช่หรือไม่

สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านอนุทิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

1)โครงสร้างราคาพลังงาน หากใช้ราคาอิงสิงคโปร์ ควรตัดค่าพรีเมี่ยมที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย  เพราะน้ำมันกลั่นในประเทศไทยทั้งหมดจึงไม่มีค่าใช้จ่ทยดังกล่าว ค่าปรับปรุงคุณภาพระหว่าน้ำมันสิงคโปร์ ที่ต่างจากไทย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ควรตัดออกทั้งหมด จะช่วยลดราคาลงได้ลิตระ 1บาท

2)กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดลาภลอยเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยไม่ใช่ประสิทธิภาพของโรงกลั่น 
ที่เสนอคุมเพดานค่าการกลั่นที่2 บาทต่อลิตร เพราะการกลั่นน้ำมันเพื่อการใช้ภายในประเทศ ปีละ 60,000 ล้านลิตร ค่าการกลั่น 2บาทต่อลิตร ก็ได้ค่าการกลั่นปีละ 120,000 ล้านบาทแล้ว เป็นค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในประเทศ และโรงกลั่นมีกำไร
หากเพิ่มค่าการกลั่นเป็น3 บาทตามที่นักวิชาการสายโรงกลั่นเสนอ เท่ากับเพิ่มกำไรให้โรงกลั่นอีกปีละ 60,000 ล้านบาทไปเนาะๆทีเดียว

3)รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับลดสรรพสามิตน้ำมันตามสถานการณ์เพื่อลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชน

4)รัฐบาลควรยกเลิกพรบ.กองทุนน้ำมัน พ.ศ 2562 ปัจจุบันราคาเบนซินถูกปล่อยลอยตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม จึงเสนอให้ลอยตัว โดยไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก และไม่ต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านมาเป็นภาระหนี้ของประชาชน
รัฐบาลควรช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงตามความจำเป็น โดยช่วยเหลือตรงไปที่กลุ่มเปราะบาง 5กลุ่มตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยอุดหนุนจากภาษีของรัฐบาล

5)เปิดให้มีการขายน้ำมันพื้นฐาน ดีเซลและเบนซินล้วน ตามโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่มีการโก่งราคา ไม่มีการผสมน้ำมันชีวภาพ
 น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ควรเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเติมด้วยราคาที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ด้วยการชดเชยจากเงินของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน

6)เปลี่ยนให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อนภาคส่วนอื่นที่เป็นราคาที่เป็นธรรมในประเทศเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะสามารถตัดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันได้
หากรัฐบาลท่านอนุทินทำได้เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่าท่านทำเพื่อประชาชนที่ได้เลือกท่านมา ไม่ใช่ใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่เห็นๆกันอยู่คนรู้กันทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯรู้ช้ากว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ !!??

ทั้งนี้ รสนา โตสิตระกูล โพสต์อีกว่า  ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน อุ้มโรงกลั่น รัฐบาลปล่อยโรงกลั่นอิ่มหมีพีมันด้วยกำไรลาภลอย เอากองทุนน้ำมันจากเงินประชาชนไปชดเชยโรงกลั่นบนกำไรลาภลอย ปล่อยผู้ค้ามาตรา7 และ 10 ให้หาประโยชน์จากลาภกักตุน โดยไม่เช็คสต๊อคก่อนปรับขึ้นราคา

รัฐบาลไม่ทวงคืน ทั้งลาภลอย และลาภกักตุน ส่งคืนกองทุนน้ำมัน แต่จะกู้เงินอีก 1.5 แสนล้านบาท มาใส่กองทุนน้ำมันให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มเพื่ออุ้มโรงกลั่น และบรรดาไอ้โม่งที่โกงลาภกักตุน ใช่หรือไม่??!!

รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาเงิน 1.5 แสนล้านคืนจากกำไรลาภลอย และลาภกักตุนมาให้กองทุนน้ำมัน

ไม่ใช่กู้ 1.5 แสนล้าน มาให้ประชาชนแบก เพื่ออุ้มโรงกลั่นต่อ !!!

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.36 น.

“เอกนัฏ” ฟิตจัด เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันทันที วันนี้ 7 เม.ย. 69 ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์กำหนดเพดานค่าการกลั่น

เมื่อเวลา 22.05 น.วันที่ 6 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า วันนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานได้รายงานผลการประชุมให้ ครม. รับทราบ เรื่องการขอให้โรงกลั่นน้ำมันส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนในฐานะ รมว.พลังงาน ไปดำเนินการต่อ

“วันที่ 7 เม.ย.ในช่วงเช้าที่ผมเข้ากระทรวงจะเรียกโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาหารือทันที จากนั้นในช่วงเวลา 13.00 น. ผมจะนำเรื่องเพื่อหารือในวงคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ผมเป็นประธานในทันที”

ส่วนเพดานค่าการกลั่นนั้นในปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้ค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติ ซึ่งวันนี้เป็นสถานการณ์ผิดปกติทำให้ราคาแพงขึ้น ซึ่งบางส่วนที่แพงขึ้นเพราะเป็นพรีเมียม ในช่วงสถานการณ์ปกติราคาค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาทกว่าไม่เกิน 3 บาท ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา แต่ในช่วงเดือนมี.ค. 2569 ราคาค่าการกลั่นขึ้นสูงมาถึง 7 บาท และเข้ามาในช่วงเดือนเม.ย. นี้ ไม่กี่วันราคาขึ้นมา 16-17 บาท

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. จะนำตัวเลขจริงทั้งหมดมาดู วันนี้ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์ ตัวเลขในใจมากำหนดเพดานค่าการกลั่นได้แล้ว

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น  ติดดาบอนุทิน  สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์ ดีเอสไอยันน้ำมันหายจริง พี.ซี.สยามฯตั้งโต๊ะแถลง โต้กักตุนดีเซล2ล้านลิตร

รมว.คลังงัดพ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ให้อำนาจนายกฯสั่งกบง.กำหนด “ค่าการกลั่น” หั่นต้นทุนทิพย์ทิ้ง พร้อมเจรจาดึงกำไรเดือนมีนาคมมาช่วยประชาชน ด้านพี.ซี.สยามปิโตรเลียมฯสุราษฎร์ธานี ตั้งโต๊ะแถลง ปัดกักตุนน้ำมัน หวังฟันกำไรชี้ข้อมูลพาณิชย์คลาดเคลื่อนทำบริษัทเสียหายหนัก พร้อมเปิดเอกสารขนส่ง-บัญชีซื้อขายพิสูจน์ความจริง ด้านดีเอสไอ เร่งหาปลายทางน้ำมันล่องหนจ.สุราษฎร์ฯหลังพบขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล96 เที่ยว

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 เม.ย.69 นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด โดยแจ้งความว่าเข้าข่าย “กักตุนสินค้าควบคุม” โดยมีปริมาณน้ำมันในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และอาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลายมาตราของกฎหมายว่าด้วยสินค้าควบคุม เหตุเกิดต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นร้อนพุ่งเป้าไปที่ “น้ำมันปริมาณมหาศาล” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกักตุนเพื่อหวังผลทางการค้า สร้างแรงกระเพื่อมในภาคพลังงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา9.30น.ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตึกพีซีทาวเวอร์ ต. บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พ.ท.จำนงค์ วิบูลย์ศิลป์ ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด พร้อมด้วยทนายความ เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันที่บริษัทตกเป็นผู้ต้องหา

ปัดข่าวกักตุนน้ำมัน

พ.ท.จำนงค์กล่าวว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีการเสนอข่าวมีความคลาดเคลื่อนไปหลายประการก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง และการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ขอเรียนว่า บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทยืนยันว่าเราได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ระเบียบของกฎหมายอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนทุกประการ

และตามที่ ปรากฎเป็นข่าวว่าบริษัทกักตุนน้ำมันดีเซลจำนวน 2 ล้านลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งข้อเท็จจริงคือ จำนวนน้ำมันดังกล่าว เป็นน้ำมันกลุ่มเบนซินที่บริษัทจัดเก็บไว้ในสต๊อกเพื่อรอการจำหน่ายให้กับลูกค้าตามปกติ ยืนยันว่าเรามีบัญชีระบบซื้อขายอย่างถูกต้อง ไม่ได้กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบแต่อย่างใด โดยเอกสารบัญชีรับจ่ายคงเหลือเป็นเรื่องปกติของระบบซื้อขายและสต๊อกทางธุรกิจ

ระหว่างวันที่ 27- 29 มีนาคม เจ้าพนักงานระดับจังหวัดก็ได้เข้ามาตรวจคลังของบริษัทอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องจากส่วนกลางได้เข้าตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าบริษัทกักตุนน้ำมัน หรือทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมีการกล่าวหาว่าบริษัทกักตุนน้ำมันก็พร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฏหมาย ซึ่งก็ทราบข่าวทางสื่อมวลชนว่าขณะนี้บริษัทถูกแจ้งความดำเนินคดี แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียกหรือการประสานจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรายืนยันว่าหากทางเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานมาทางบริษัทพร้อมจะให้ความร่วมมือ

นำหลักฐานมอบให้ตำรวจ

พ.ท.จำนงค์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มเติม พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

และในวันที่ 7 เมษายน จะนำหลักฐานเข้ายื่นกับทางรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานอย่างเร่งด้วย รวมไปถึงหลักฐานที่จะนำไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี หากมีการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าการขนถ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องชัดเจนต่อไป

ต่อข้อถามที่ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่มีน้ำมันหายไประหว่างขนส่งจำนวน 57 ล้านลิตร พ.ท.จำนงค์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ระบุว่า ในระบบการขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันต่างๆ นั้น มีหลักฐานชัดเจน ผ่านการควบคุมอะไรหลายขั้นตอน

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าบริษัทอาจจะกลายเป็นแพะเพื่อหาผู้รับผิดชอบจากกรณีการกักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา พ.ท.จำนงค์ก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเช่นกัน แต่ยืนยันในความบริสุทธิ์ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และพร้อมจะให้ผู้มีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อที่บริษัทจะได้พิสูจน์ความจริ งและเรียกชื่อเสียงกลับมา

และยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ส่วนกรณีมีความเห็นทางโซเชียลอาจทำให้บริษัทเกิดความเสียหายรุนแรงทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่น และยอดสั่งซื้อที่ลดลง

DSIชงแน่เป็นคดีพิเศษ

เมื่อเวลา10.55น ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีกักตุนน้ำมัน ว่าวันนี้ตนมารับฟังข้อมูลจากพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ่ และคณะพนักงานสืบสวนว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ซึ่งข้อมูลก็มาจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน กรมการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลค่อนข้างเยอะ แต่เราก็มีกรอบการทำงาน ซึ่งอธิบดีฯ ก็ได้ชี้แจงให้ฟังโดยเมื่อฟังผลแล้วก็เป็นที่น่าพึงพอใจ และจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดีเอสไอก็ทำงานไม่ได้หยุดในการรวบรวมข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ในวันนี้ ส่วนเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนตนก็มารับฟังความคืบหน้าเพื่อจะได้ประสานข้อมูลให้หากมีส่วนใดที่ดีเอสไอยังขาดในการประกอบสำนวนการสืบสวน เราก็จะช่วยหา

รวมข้อมูลเป็นคดีเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า ส่วนการรับเป็นคดีพิเศษนั้น ตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องสืบสวน แต่หลังจากนี้จะมีการประชุมบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านและได้นัดหารือแล้ว ส่วนจะเป็นเมื่อใดจะแจ้งอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เราก็สืบ สวนสอบสวนเบื้องต้นไว้ก่อน ส่วนกรอบระยะเวลาการทำงาน ทางอธิบดีฯ ก็ได้วางกรอบไว้แล้ว แต่การปฏิบัติดำเนินการก็ต้องสอบถามกันวันต่อวันว่าได้ดำเนินการคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะจะมีการปรับแผนกันตลอด ส่วนกรณีที่พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจนั้น เราก็ได้นำข้อมูลมารวบรวมและหารือในวันนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ แนวทางการทำคดีหากพบการกระทำความผิดจากเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมมาเป็นคดีพิเศษทั้งหมด เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่าส่วนความชัดเจนของตัวเลขน้ำมันที่หายไปนั้น ตนขอให้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้วิเคราะห์กันให้ครบถ้วน เพราะตัวเลขค่อนข้างเยอะ ซึ่งข้อมูลก่อนหน้านี้ที่แถลงไป คือ ข้อมูลวันที่ 3 เม.ย.69 ดังนั้น จึงขอเวลารวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีก ส่วนตัวเลยน้ำมันที่หายไปกลางทะเล 57 ล้านลิตรนั้น เบื้องต้นจะมีปริมาณเพิ่มอีกหรือไม่ ก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลวันต่อวันมาก่อน อย่างไรก็ตาม เราขอให้มันชัดเจน เพราะถ้าเร่งรีบอาจเกิดความเสียหายได้

พบข้อมูลการกระทำผิด

“ตอนนี้เราพบการกระทำผิดแน่นอน น้ำมันหายไปแน่นอน ส่วนจะปริมาณ 57 ล้านลิตร หรือ 58 ล้านลิตร หรือ 59 ล้านลิตรนั้น ตนมองว่าอย่าเพิ่งไปยืนยันขนาดนั้นเลย เพราะเรารู้ว่าน้ำมันหายไปแน่นอนตามที่ได้ชี้แจงวันแถลงข่าว ส่วนจะมีมากกว่านี้หรือไม่ ตนขอให้ทางอธิบดีดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน“ รมว.ยุติธรรม ระบุ

พล.ต.ท.รุทธพล เผยด้วยว่า ส่วนปลายทางของน้ำมันที่หายไปนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวน ว่าปลายทางหายไปไหน อย่างกรณีเคสของจังหวัดสุราษฎร์ ธานีที่หายไปในระหว่างทะเล ดังนั้น เราจึงต้องใช้ข้อมูลของ ศรชล. มาประกอบด้วย ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ต้องขอรวบรวมราบละเอียดให้ครบถ้วนก่อน ทั้งนี้ ตนได้สั่งให้ตรวจสอบหาจำนวนเรือด้วยว่าใน 96 เที่ยวที่มีการขนน้ำมันนั้น ได้ใช้เรือทั้งหมดกี่ลำ เพราะบางลำอาจจะวิ่งหลายเที่ยว อนึ่ง เราเร่งปราบปรามเต็มที่ ในกรณีที่ประชาชนห่วงว่าสงกรานต์นี้จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่

เรียกเอกชนเข้ามาชี้แจง

ส่วนกรณีที่บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัดได้ออกคำชี้แจงว่าบริษัทไม่ได้กักตุนน้ำมันและทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน ทางดีเอสไอจะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า ตอนนี้ตั้งเป็นคดีสืบสวนแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปสอบปากคำได้เลย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ส่วนจะเป็นการสอบปากคำที่ จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น คงจะต้องหารืออีกครั้ง ว่าจะเรียกสอบปากคำ หรือให้ดำเนินการส่งเอกสาร อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงของทางบริษัทฯ พนักงานสอบสวนจะรับฟัง แต่ก็จะต้องดูพยานหลักฐานและข้อกฎหมายประกอบด้วย

ประชุมครม.นัดพิเศษ3ทุ่ม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)เปิดเผยว่าคตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเองโดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดพิเศษ ในคืนวันที่ 6 เมษายนโดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน

คตร.ซัดค่าการกลั่นทิพย์14บาท

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า จริงๆเป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร.จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

ซึ่งจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก

ทำให้ในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน

ชงนายกฯใช้อำนาจ พ.ร.ก.2516แก้ปัญหา

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.เดือน มีนาคมเนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ในอนาคต ตั้งแต่ เมษายนเป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล

“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ”นายเอกนิติ กล่าว

กำหนดเพดานค่าการกลั่นตายตัวไม่ได้

ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า”

ยันอุ้มเปราะบาง”คนละครึ่งพลัส”มีแน่

นายเอกนิติ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุมครม.ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง

ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

ทร.ห้ามลักลอบส่งออกน้ำมัน

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าจากสถานการณ์การลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ รวมทั้งทำให้เกิดวิกฤติด้านพลังงานภายในประเทศนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการ โดยมอบหมายให้ทัพเรือภาคที่ 1 และทัพเรือภาคที่ 2 เสริมกำลังทั้งทางเรือ อากาศยาน และระบบตรวจจับอื่นๆ เพื่อเพิ่มความถี่และความครอบคลุมของการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางเสี่ยงและพื้นที่ชายแดนทางทะเล การปฏิบัติดังกล่าวมุ่งเน้นการเฝ้าตรวจ ป้องปราม และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการข่าวกรอง การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมาย

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ช่วยดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งข้อมูลมายังกองทัพเรือเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กองทัพเรือ จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายกฯถกรมต.เศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมและนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ

“มาร์ค”จี้เร่งจับ‘ไอ้โม่ง’

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจะติดตามเรื่องน้ำมันอย่างไรว่า ได้ทักท้วงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะดูจากตัวเลข ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการกักตุนแน่ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ออกมายอมรับแล้ว และตนเห็นว่าจะมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจถึงขั้นให้เป็นคดีพิเศษ ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว เรายังยืนยันว่าจะรัฐบาลก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ยังไม่ได้รับภาระ หรือในส่วนของโรงกลั่นยังไม่มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่แบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ตัวไอ้โม่งตัวจริง แม้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลาออกจากการดำเนินงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แต่ก็ต้องย้ำว่าเรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชนนั้น ตนอยากเห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“แม้จะมีตัวเลขที่มั่นคง แต่ยังมีสถานการณ์รออยู่ข้างหน้า ที่ท้าทายรัฐบาลพอสมควร โดยเฉพาะวิกฤตที่มาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง หากรัฐบาลตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีผลประโยชน์ ก็อาจจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลได้”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์