‘หมอวรงค์’ย้ำจุดยืน!!! ลั่น รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

'หมอวรงค์'ย้ำจุดยืน!!! ลั่น รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

‘หมอวรงค์’ย้ำจุดยืน!!! ลั่น รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ก่อนตัดสินใจทางการเมือง

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.06 น.

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีที่มีกระแสข่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี จะเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยนั้น 

ล่าสุด นพ.วรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า ยืนยันกับพี่น้อง จุดยืนผมคือ การทำงาน และรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.ก่อนที่จะตัดสินใจทางการเมือง

เชาว์ ซัด กกต. วัวสันหลังหวะ ฟังไม่ได้ศัพท์ รีบโต้ อภิสิทธิ์ จี้ขอโทษ เปิดเอกสารนับคะแนนโชว์โปร่งใส

เชาว์ ซัด กกต. วัวสันหลังหวะ ฟังไม่ได้ศัพท์ รีบโต้ อภิสิทธิ์ จี้ขอโทษ เปิดเอกสารนับคะแนนโชว์โปร่งใส

เชาว์ ซัด กกต. วัวสันหลังหวะ ฟังไม่ได้ศัพท์ รีบโต้ อภิสิทธิ์ จี้ขอโทษ เปิดเอกสารนับคะแนนโชว์โปร่งใส

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.57 น.

 “เชาว์” อัด กกต. “วัวสันหลังหวะ” ฟังไม่ได้ศัพท์ จับภาพแคป TikTok แถลงโต้ “อภิสิทธิ์” ผิดพลาด ทำเสียหาย จี้ขอโทษ เปิดเอกสารนับคะแนนโชว์ความโปร่งใส

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง กกต. วัวสันหลังหวะ ต้องขอโทษ “หัวหน้าอภิสิทธิ์” มีเนื้อหาระบุว่า เห็นแถลงการณ์ชี้แจงล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีหัวหน้าอภิสิทธิ์ แล้วบอกตรง ๆ ว่า นอกจาก “บ้องตื้น” ยังสะท้อนมาตรฐานการทำงานที่น่าผิดหวังขององค์กรอิสระอย่างมากครับ
เริ่มจากภาพที่ใช้แคปโซเชียลมาทำ PR ทางการ แทนที่จะไปฟังบทสัมภาษณ์เต็ม ๆ ในรายการว่า เขาตั้งคำถามถึงอะไร กกต.กลับหยิบเอา ”ภาพแคปหน้าจอจากคลิป“ ที่มีคนเอาไปทำและพาดหัวเรียกยอดวิว มาเป็นสารตั้งต้นในการออกแถลงการณ์ตอบโต้ แม้ไม่ระบุชื่อเบลอหน้าแต่ใคร ๆ ก็รู้ว่านี่คือหัวหน้าอภิสิทธิ์ โดยกกต.ใช้คำว่า ”ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ได้ให้ความเห็นว่า บัตรประชามติ ไม่ปลอดภัย“ แสดงให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงขั้นวิกฤต

“ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือการทำงานขององค์กรระดับประเทศ และทำให้เข้าใจแล้วว่าทำไมจัดการเลือกตั้งออกมาได้ “ห่วยแตก” แบบนี้ ขนาดแค่รับฟังข้อเท็จจริงยัง “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” อาศัยแค่อ่านพาดหัวคลิปสั้น ไม่สืบค้นข้อมูลให้แน่ชัด ก็รีบตั้งป้อมสวนทันทีโดยไม่สนบริบท หรือเป็นเพราะอยู่ในสภาวะ 
“วัวสันหลังหวะ” แค่เห็นแมลงบินผ่านนึกว่าจะมาตอมแผลตัวเอง” นายเชาว์​ระบุ

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้ยกคำพูดจริงของนายอภิสิทธิ์ให้กกต.ได้รับรู้ด้วยว่าได้พูดไว้อย่างไร โดยนายอภิสิทธิ์ระบุว่า  “…เอกสารเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุคำว่าลับให้หมายความว่า ไม่มีผู้ใดที่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร แต่บาร์โค๊ดตรวจสอบได้ ทีแรกที่ฟังมาคือเรื่องความปลอดภัย ผมว่าอันนี้ก็แปลก ทำไมประชามติไม่ต้องกลัวเรื่องของปลอม เราสามารถทำมาตรการความปลอดภัยโดยไม่ต้องระบุถึงตัวบัตรได้“ ซึ่งชัดเจนว่าไม่ได้บอกว่า บัตรประชามติไม่ปลอดภัย แต่สงสัยว่า เมื่อคุณอ้างว่าทำบาร์โค๊ดกับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเพื่อความปลอดภัย แล้วทำไมไม่ทำแบบเดียวกันในบัตรประชามติ เป็นการถามหามาตรฐานความปลอดภัยของพวกคุณว่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่

นายเชาว์ชี้ว่า คำถามที่ กกต.ควรตอบคือ หาก กกต. สามารถจัดการให้ บัตรประชามติ มีความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องใช้บาร์โค้ด ตามที่ กกต. เพิ่งชี้แจงเองว่ามีรหัสพิเศษป้องกันการปลอมแปลงแล้วทำไมจึงไม่นำมาตรฐานความปลอดภัยนี้ไปใช้กับบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย เพื่อให้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. ปลอดภัยจากการปลอมแปลง และยังคงความเป็นความลับของผู้ลงคะแนนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ 

“ผมว่าคำชี้แจงของ กกต. กลับกลายเป็นการมัดคอตัวเองและยืนยันในสิ่งที่หัวหน้าอภิสิทธิ์สงสัยด้วยว่าทำไมไม่ทำให้เหมือนกัน
การที่ กกต. รีบออกมาโต้แบบขว้างงูไม่พ้นคอ และทำให้หัวหน้าอภิสิทธิ์ได้รับความเสียหาย ยิ่งตอกย้ำว่ากกต.คือองค์กรที่มีปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำทันทีตอนนี้คือขอโทษหัวหน้าอภิสิทธิ์กับการตีความผิดพลาดและแถลงแบบไม่ฉลาดอย่างนี้” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุ

ในช่วงท้ายของโพสต์ นายเชาว์ย้ำว่า กกต. ต้องไม่ทำตัวเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้ ตรงกันข้ามพวกคุณต้องรับฟัง ปรับแก้ ชี้แจง ทำให้ถูกต้อง เพราะหน้าที่ของ กกต. คือการทำให้การเลือกตั้ง สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย

“การเมินเฉยต่อข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสระดับโครงสร้าง เช่น บัตรเขย่ง การไม่เปิดเผยเอกสารแบบขีดคะแนน 5/11 เพื่อเทียบกับแบบรายงานผลการนับคะแนน สส.5/18  ยิ่งทำให้สังคมเกิดข้อกังขา หาก กกต. มั่นใจในความสุจริตจริง ควรกล้าที่จะตอบคำถามตรง ๆ ชี้แจงด้วยหลักฐาน และเปิดเผยเอกสาร มากกว่าการออกแถลงการณ์ที่ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” เช่นนี้”

ธรรมนัส ใส่เสื้อสีส้ม-ดำ พาครอบครัวเล่นหิมะ ดูแสงเหนือ ท่ามกลางข่าว ‘ภท.’ตั้งรัฐบาลไม่มี‘กธ.’

ธรรมนัส ใส่เสื้อสีส้ม-ดำ พาครอบครัวเล่นหิมะ ดูแสงเหนือ ท่ามกลางข่าว ‘ภท.’ตั้งรัฐบาลไม่มี‘กธ.’

ธรรมนัส ใส่เสื้อสีส้ม-ดำ พาครอบครัวเล่นหิมะ ดูแสงเหนือ ท่ามกลางข่าว ‘ภท.’ตั้งรัฐบาลไม่มี‘กธ.’

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.48 น.

วันที่ 21 ก.พ.69 นางสาวธนพร ศรีวิราช หรือ จุ๊บจิ๊บ ภรรยาของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ภาพวีดีโอผ่านอินสตาแกรม @jarubjubjib ซึ่งเป็นภาพครอบครัว โดยมีร้อยธรรมนัส ใส่เสื้อกันหิมะสีส้ม-ดำ พร้อมด้วย นางสาวธนพร บุตรชายและ บุตรสาว  เดินเล่นกลางหิมะ และมีภาพร้อยเอกธรรมนัส กวาดหิมะหน้าบ้านพัก ที่ประเทศฟินแลนด์

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัสได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าจะพาครอบครัวไปพักผ่อนดูแสงเขียว (แสงเหนือ) ท่ามกลางกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 300 เสียง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลและต้องเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่าร.อ.ธรรมนัสจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันพุธที่ 25 ก.พ.นี้ และจะเข้าปฎิบัติงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทันที

ขอบคถณภาพ :  @jarubjubjib 

วีระพงษ์ ชี้ 3 ข้อสำคัญทิศทางไทย หลังศาลสูงสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีทรัมป์’ แนะ 2 โจทย์รับมือ

วีระพงษ์ ชี้ 3 ข้อสำคัญทิศทางไทย หลังศาลสูงสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีทรัมป์’ แนะ 2 โจทย์รับมือ

วีระพงษ์ ชี้ 3 ข้อสำคัญทิศทางไทย หลังศาลสูงสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีทรัมป์’ แนะ 2 โจทย์รับมือ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.34 น.

อดีตผู้แทนการค้าไทยชี้ 3 ทิศทางไทย หลังศาลสูงสหรัฐคว่ำ ‘ภาษีทรัมป์’ แนะ 2 โจทย์รับมือ

21 กุมภาพันธ์ 2569 นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตผู้แทนการค้าไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงมุมมองกรณี ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้า ข่าวดีหรือข่าวร้ายของไทย ? ว่า เมื่อคืน มีข่าวใหญ่สะเทือนโลกการค้า เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ (The US Supreme Court) มีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 พิพากษาให้การเก็บภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดีทรัมป์ (ของไทย สหรัฐเก็บอยู่ที่ 19%) ตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ศาลตีความว่า กฎหมายนี้ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศต่างๆ ได้ตามชอบใจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ขนาดนี้ และไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนทำอย่างนี้มาก่อนตลอด 50 ปีที่มีกฎหมายนี้มา

ทรัมป์หน้าไม่หงายเท่าที่คิด เพราะหลังจากมีคำพิพากษาไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์โต้ตอบกลับ โดยเปลี่ยนไปเก็บภาษีที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยอ้างอิงจากกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 122 ของ The Trade Act 1974) เริ่มที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ และเตรียมจะใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเก็บภาษีให้ได้มากที่สุด

นี่เป็นคำพิพากษาที่จะเปลี่ยนแปลงการเจรจาการค้าในโลก หลังจากเมื่อวันที่ 2 เมษายนปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศอิสรภาพ เก็บภาษีสินค้านำเข้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลกแพงหูฉี่ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐที่ขาดดุลการค้ามานาน และพลิกฟื้นภาคการผลิตที่อ่อนแอ

นายวีระพงษ์ ตั้งคำถามว่า แล้วไทยเรา จะเอาไงดี ? “ผมคิดว่ามี 3 ข้อที่สำคัญครับ คำตอบสั้นๆ คือ หนึ่ง แม้วันนี้ศาลจะยกเลิกภาษีต่างตอบแทนรายประเทศ 19% ตามกฎหมาย IEEPA แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือเพื่อเก็บภาษี ต้องรอดูต่อว่าไทยจะโดนมากหรือน้อยกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการเจรจา”

สอง คนที่จะได้ภาษีที่เก็บมาแล้วคืน คือผู้นำเข้าสหรัฐ ไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย ถ้าผู้ส่งออกไทยจะเรียกร้องเงินคืนบ้าง คงต้องเจรจากับผู้นำเข้า แต่จะต้องรวมกลุ่มต่อรองและจะใช้เวลานาน

สาม การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ควรทำต่อ แต่โจทย์ของการเจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป

อดีตผู้แทนการค้าไทย ระบุต่อถึงรายละเอียดแต่ละข้อดังนี้

ข้อแรก ศาลยกเลิกภาษีนี้ แต่ทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่น

เมื่อคืน ศาลสูงสหรัฐยกเลิกภาษีต่างตอบแทนที่เก็บรายประเทศ (แต่ละประเทศได้อัตราต่างกันไป ของไทยอยู่ที่ 19%) ตามกฎหมาย IEEPA หลังจากนั้น ทรัมป์โต้ตอบโดยกลับมาเก็บที่ 10% กับทุกประเทศแทน โดยใช้มาตรา 122 ของ The Trade Act 1974 มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตรงนี้ไทยจะได้ประโยชน์ เพราะภาษีลดลงจาก 19% เป็น 10%

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ 10% ตามมาตรา 122 นี้ ทรัมป์สามารถเก็บได้ 150 วัน (ถึง ก.ค. นี้) เท่านั้น ถ้ารัฐสภาสหรัฐไม่ให้ไปต่อ ก็เก็บต่อไม่ได้

ล่าสุด จึงมีประกาศอีกฉบับออกมาสำทับว่า อาจจะใช้มาตรา 301 ของ The Trade Act 1974 ไล่เก็บภาษีต่างตอบแทนกับประเทศต่างๆ แทน หลังเก็บจากมาตรา 122 ไม่ได้แล้ว มาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีกับประเทศที่มีพฤติกรรมค้าขายกับสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม (เช่น มีการลอกเลียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา บิดเบือนค่าเงิน) ผู้แทนการค้าสหรัฐจะต้องทำรายงานพฤติกรรมเหล่านี้รายประเทศ ซึ่งตอนนี้เริ่มทำกับจีนและบราซิลแล้ว

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า ภาษีที่เก็บรายสินค้า (ทุกประเทศ rate เดียว) กับสินค้าเช่น ทองแดง อะลูมิเนียม รถยนต์ ยังคงอยู่นะครับ เพราะภาษีนี้อ้างอิงกับกฎหมายอีกฉบับ (มาตรา 232 ของ The Trade Expansion Act 1962) และมีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี

นายวีระพงษ์ ระบุอีกว่า ข้อสอง ผู้ประกอบการไทยเรียกเงินภาษีคืนไม่ง่าย

คนที่จะได้ภาษีคืนจากการที่ศาลยกเลิกภาษีต่างตอบแทน คือผู้นำเข้าสหรัฐ *ไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย* ที่ผ่านมา สมมติผู้นำเข้าสหรัฐ นายจอห์น ซื้อของจากผู้ส่งออกไทย นายสมพงษ์ 100 บาท นายจอห์นต้องเสียภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ 19 บาท เมื่อศาลพิพากษาให้ภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐจึงต้องคืนเงินภาษี 19 บาทให้นายจอห์น ไม่ใช่นายสมพงษ์นะครับ

เพราะฉะนั้น ผู้ส่งออกไทยยังไม่ได้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนายสมพงษ์จะไปเจรจาขอเงินคืนจากนายจอห์นเอง ตรงนี้ รัฐบาลสามารถรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสนับสนุนการเจรจาได้ แต่คงจะใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ผู้นำเข้าสหรัฐ นายจอห์นเอง ก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อไหร่จะได้เงินคืน เพราะทรัมป์บอกเลยว่ากระบวนการจะไม่ง่าย

ข้อสาม การเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐต้องดำเนินต่อไป แต่โจทย์เจรจาจะเปลี่ยนแปลงไป

นายวีระพงษ์ ระบุว่า ในเมื่อทรัมป์ยังมีเครื่องมืออื่นในมือ การเจรจาจึงควรดำเนินต่อไป แต่โจทย์จะไม่ใช่เจรจาเพื่อให้ได้ 19% ตามเดิมแล้ว ผมเสนอว่าด้วยรูปการณ์ปัจจุบัน โจทย์ในการเจรจาของไทยมีสองข้อครับ

หนึ่ง คือ เราควรเน้นเจรจาเพื่อขอยกเว้นหรือลดภาษีเป็นรายสินค้าไป โดยเฉพาะสินค้าที่สำคัญกับการส่งออกไทย เช่นที่อังกฤษเคยเจรจาขอลดภาษีเหล็กได้ เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการส่งออกลดลง ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ

สอง คือ เราต้องเตรียมสู้กลับกรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐรายงานพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของไทย เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นภาษีในอนาคต ในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเตรียมเหตุผลเจรจากับสหรัฐให้เข้มแข็งว่า พฤติกรรมการค้าของไทยยุติธรรมอย่างไร หรือจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่อย่างไร

“โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าข่าวดีคือ เราได้ลดภาษีจาก 19% มาเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่นี่เป็นข่าวดีชั่วคราว ยังต้องจับตาดูทรัมป์ว่าจะใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างไร การเจรจาจะมีความสำคัญมากครับ”

นายกฯหนู ไหว้ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมเฮงรับตรุษจีน

นายกฯหนู ไหว้ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมเฮงรับตรุษจีน

นายกฯหนู ไหว้ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมเฮงรับตรุษจีน

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“นายกฯ”สักการะหลวงปู่ไต้ฮง ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รับตรุษจีน 2569 เสริมสิริมงคลคนเกิดปีมะเมีย

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (องค์ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศล เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569  โดยมี นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายณัฐวัตร ก้อนทอง หัวหน้าสำนักกฎหมายและคดี ให้การต้อนรับ

สำหรับเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 25 ก.พ. 2569 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ และลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี รวมถึงทำบุญสะเดาะเคราะห์และเสริมความเป็นสิริมงคลกับรูปปั้นนักษัตรปีมะเมีย ได้ผ่านการทำพิธีเบิกเนตร โดยพระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) โดยปีมะเมียหรือปีม้า ตรงกับปีนักษัตรเกิดของนายอนุทิน 

ชัยวุฒิ มั่นใจรัฐบาล อนุทิน มั่นคง จี้อย่าลืมคำสัญญา รวยจนทนไม่ไหว ต้องทำจริง ตรงใจ

ชัยวุฒิ มั่นใจรัฐบาล อนุทิน มั่นคง จี้อย่าลืมคำสัญญา รวยจนทนไม่ไหว ต้องทำจริง ตรงใจ

ชัยวุฒิ มั่นใจรัฐบาล อนุทิน มั่นคง จี้อย่าลืมคำสัญญา รวยจนทนไม่ไหว ต้องทำจริง ตรงใจ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.52 น.

‘ชัยวุฒิ ‘ มั่นใจ  รัฐบาล ‘ หนู ‘ 300 เสียง มั่นคง แต่อย่าลืม คำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว” ต้องทำจริง ตรงใจ ตอบโจทย์ประชาชน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลภูมิใจไทย จัดตั้ง 300 เสียง ว่าไม่ใช่เรื่องเหนือคาดหมาย แต่อยากเตือนสติระวังเจอ 3 เสาหลัก ฝ่ายค้านสายแข็ง ที่มีพรรคประชาชน-กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์ แท็กทีมถล่ม พร้อมทวงนโยบายพี่หนูไหนบอกจะทำให้ประชาชนรวย จนทนไม่ไหว ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือแล้ว หรือจะแค่โฆษณาชวนเชื่อ

“ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยที่ดูเหมือนจะ “ดีลจบ-ลงตัว” พร้อมเสียงสนับสนุนท่วมท้นกว่า 300 เสียง ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาฯ แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเผชิญหน้ากับพรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ที่นำโดย พรรคประชาชน, พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมคิดว่าการที่มีฝ่ายค้าน 3 พรรคหลักนี้ ก็จะช่วยให้การตรวจสอบรัฐบาล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ในการถ่วงดุลกันพอสมควร และทำให้สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่” นายชัยวุฒิ กล่าว

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ต้องเร่งนโยบายปากท้อง ประชาชนรอความหวังมานาน นโยบายที่เคยประกาศไว้ตอนเลือกตั้งต้องเริ่มทันที พร้อม ขยี้ปมรวยกระจุก วาทกรรมที่ว่า “ประชาชนจะรวยจนทนไม่ไหว” จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคได้จริงหรือไม่  ที่สำคัญ รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นนี้จะเต็มไปด้วยความคาดหวังของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง นโยบายอะไรที่หาเสียงไว้ ก็ขอให้เร่งทำให้สำเร็จและก็แก้ปัญหาพี่น้องประชาชนให้ได้ทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะที่บอกว่า ประชาชนจะร่ำรวยขึ้นอย่างแน่นอน รวยจนทนไม่ไหว ก็ขอให้รีบทำให้สำเร็จจริง ๆ ตอนนี้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนทุกคนรอความหวังจากการทำงานของรัฐบาลนายกฯ ต้องทำให้ตรงใจประชาชน ตอบโจทย์ความต้องการพี่น้องประชาชน

อานนท์ สวน ส.ศิวรักษ์ อย่ามองด้านเดียว ชี้ถ้า เนวิน คือมรดก ทักษิณ ‘ธนาธร-พรรคส้ม’ ก็แค่แดงแปลงร่าง

อานนท์ สวน ส.ศิวรักษ์ อย่ามองด้านเดียว ชี้ถ้า เนวิน คือมรดก ทักษิณ 'ธนาธร-พรรคส้ม' ก็แค่แดงแปลงร่าง

อานนท์ สวน ส.ศิวรักษ์ อย่ามองด้านเดียว ชี้ถ้า เนวิน คือมรดก ทักษิณ ‘ธนาธร-พรรคส้ม’ ก็แค่แดงแปลงร่าง

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.33 น.

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า อาจารย์ครับ อาจารย์จำได้ไม่เลอะเลือนว่า เนวิน เคยอยู่กับทักษิณ แล้วอาจารย์จำได้ไหมครับว่า เนวิน เคยหักกับทักษิณ แล้วบอกว่ามันจบแล้วครับนาย

อาจารย์บอกว่า เนวินคือมรดกระบอบทักษิณ

อาจารย์ลองมองให้กว้างขึ้นไหมครับ

ส้ม เคย เป็นแดงมาก่อนนะครับ

ธนาธรที่อาจารย์รักมากมาย เคยเป็นกลุ่ม นปช เสื้อแดง สนับสนุนทักษิณมาก่อน หลักฐานก็มีมากมาย

อาจารย์ไม่ลองมองบ้างหรือครับว่า

ธนาธรหรือพรรคส้มคือมรดกระบอบทักษิณที่แปลงร่างเปลี่ยนสีมาบ้างครับ ลองมองให้กว้างขึ้นอีกด้านไหมครับ

ทั้งนี้สือเนื่องจาก นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส.ศิวรักษ์” โพสต์เฟซบุ๊กถึง เนวิน คือมรดกระบอบทักษิณ ที่ฝ่ายอนุรักษ์ค้ำชู ในรายการ ลับหลังไมล์ พร้อมเขียนข้อความอีกว่า “เนวิน เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้อำนาจ ใช้ทั้งเงิน ใช้ทั้งบริวาร แม้เขาจะไม่ได้ออกหน้า แต่ก็เป็นคนกุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งน่ากลัว นับว่าอันตรายกว่าพวกที่ออกมาหน้าฉากเป็นไหน ๆ” ส. ศิวรักษ์ ให้สัมภาษณ์ทาง ช่อง 8  เมื่อ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

บวรศักดิ์ เปิดนิยาม ‘ลับ’ ย้ำต้องตรวจสอบได้ แนะแยกผู้จัดเลือกตั้ง-ควบคุม

บวรศักดิ์ เปิดนิยาม 'ลับ' ย้ำต้องตรวจสอบได้ แนะแยกผู้จัดเลือกตั้ง-ควบคุม

บวรศักดิ์ เปิดนิยาม ‘ลับ’ ย้ำต้องตรวจสอบได้ แนะแยกผู้จัดเลือกตั้ง-ควบคุม

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กกรณีข้อถกเถียงเรื่องการลงคะแนนโดยตรงและลับ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 เป็นตอนที่ 2 ระบุว่า 

บ.จ.ตอนที่ 2

การเลือกตั้ง“โดยลับ”กับ QR Code หรือบาร์ โค้ด

พจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานพ.ศ. 2554 ให้ความหมายคำว่า “ลับ” ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ว่า “
1)ที่อยู่ในที่พ้นตา, ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น, เช่นที่ลับ ประตูลับ หรือหายลับ
2) ที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ

Secret พจนานุกรม Cambridge dictionary ให้ความหมายว่า “ a piece of information that is only known by one person or few people and should not be told to others”

 “ลับ” ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริง ความหมายที่แท้จริง คือ ปกปิดไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ ได้ล่วงรู้เหมือนที่ปรากฏในพจนานุกรม Cambridge และเหมือนที่ปรากฏใน ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการพ.ศ. 2544 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติพ.ศ. 2552 ข้อ9 ที่บัญญัติว่า “ บุคคลที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของราชการในชั้นใดต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความรักของทางราชการได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” ความผิดฐานเปิดเผยความลับในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 322 ถึงมาตรา 325 ก็ใช้ความหมายนี้ พระราชบัญญัติความลับทางการค้าพ.ศ. 2545 มาตรา 7 ก็ใช้ในความหมายนี้ คือมีผู้รู้เรื่องลับ กับผู้ที่ถูกปกปิดไม่ให้รู้

แปลว่า”ลับ“ มีผู้ที่รู้เรื่องนั้นได้ซึ่งก็คือ
1) ผู้ทำ พูดหรือ เขียนความลับนั้นเอง
2) ผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้น

เรื่องบัตรเลือกตั้ง มาตรา 93 ของลำดับประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 บัญญัติว่า ” ภายใต้บังคับมาตรา 92 เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้วให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมีให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไรแล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง“

มาตรา 99 ของกฎหมายฉบับเดียวกันบัญญัติว่า” ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร“

โปรดสังเกตวลีที่ว่า” เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร“ ในทั้งสองมาตรานี้ให้ดี กฎหมายเค้าไม่ได้เขียนไว้ลอยๆ แต่เขาต้องการบอกว่า
1) ความลับของการเลือกตั้ง ว่าเลือกใคร ไม่ใช่เพียงสิทธิ์และความคุ้มครองต่อผู้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของผู้เลือกตั้งด้วย ที่จะต้องรักษาความลับ นอกจากนั้นมาตรา 97 ก็ห้ามไม่ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วด้วย มิเช่นนั้นจะมีความผิดทางอาญา
2)ผู้อื่น(ที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้)จะรู้ก็ไม่ได้ เพราะถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองรู้ ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ก็จะเป็นการส่งเสริมการซื้อเสียง การขู่เข็ญ คุกคามต่อผู้ลงคะแนนและครอบครัวได้
3)แต่ กกต.ทั้ง7 คน (เน้นนะครับว่ทั้ง7 ซึ่งรวมเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง)ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการ จัด และควบคุมการดำเนินการเลือกตั้งให้ “สุจริตและเที่ยงธรรม” และ “เป็นไปตามกฎกมาย” เมื่อมีปัญหาก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูได้ เช่น นักศึกษา 100 คนในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งไปต่างประเทศแต่มีคนไปใช้สิทธิ์แทน ถ้าในเขตเลือกตั้งนั้น ผู้สมัครคนหนึ่งชนะคู่แข่งแค่ 30 คะแนน กกต . มีทาง เลือกสองทางคือ
1)อาจสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือ
2)สั่งให้เลือกตั้งใหม่ ถ้าเห็นว่ามีการทุจริตที่ทำให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยนไป ในกรณีนี้การเข้าไปดูว่า 100 เสียงลงคะแนนให้ใครก็จำเป็น เพราะ ถ้าไปลงให้คนที่แพ้เลือกตั้งหลุดลุ่ย ผลเลือกตั้งไม่เปลี่ยน ก็ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ต้องสืบสวน ไต่สวนเอาคนที่ปลอมเป็น100 คนนั้นมาลงโทษ การจะรู้ว่า100 บัตรโกงนี้ โกงให้ใคร ถ้าไม่ มีบาร์โค้ด หรือ QR Code จะทำได้ได้อย่างไร? แต่ถ้า 100 เสียงนี้ไปลงคะแนนให้ผู้สมัครที่ชนะแค่ 30 เสียง กกตก็ต้องสั่งเลือกตั้งใหม่  เพราะ 100 เสียงทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนไป

นอกจากกกต. แล้ว ศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้ง ก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้

นอกเหนือจากกกต. ทั้งคณะ และศาลแล้ว เลขากกตหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งถ้าบังอาจเข้าไปดูว่าคนคนนี้ลงคะแนนให้ใคร ก็จะติดคุกหัวโตไม่เชื่อไปเปิดมาตรา 23 พรป ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 ประกอบมาตรา 24 และมาตรา 149 ซึ่งมีโทษจำคุก1ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาทและศาลต้องเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี

เห็นไหมครับ ว่าคำว่า“ เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” ศาล หรือกกต. ทั้งคณะไม่อยู่ในคำว่า“ผู้อื่น” เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนเลขากกต.และเจ้าหน้าที่อื่นการเลือกตั้งก็อยู่ในคำว่า”ผู้อื่น“ เข้าไปดูไม่ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งกฎหมายยกเว้นให้กรณีเดียวตามมาตรา 92 ที่ยอมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือคนอื่นทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ตามเจตนาของผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ กรณีนี้การลงคะแนนไม่เป็นความลับแน่ แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พิการทุพพลภาพหรือสูงอายุ และเคยมีคนบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ผมยกมาให้ดูนี้คือคำวินิจฉัยที่ 3/ 2561 ว่า มาตรา 92 ที่ให้กรรมการประจำหน่วยหรือผู้อื่นช่วยทำเครื่องหมายกากบาทตามที่ผู้พิการ ทุพพลภาพ หรือสูงอายุ บอก ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเรื่องความลับการเลือกตั้ง โดยศาลเห็นว่า“ ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะ ก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ชัดเจนมั้ยครับ ที่ว่าลับจนกระทั่งไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกนั้นจึงไม่มีอยู่จริงครับ

ส่วนการที่สแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code เพื่อเข้าถึงต้นขั้ว และจากต้นขั้วต้องไปยังชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กกต. ชี้แจงว่า ทั้งสามสิ่งนี้เก็บคนละที่ ไม่มีทางติดตามดูได้ ผมไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค ผมเป็นคนยุคเบบี้บูมเมอร์ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ จึงไม่ขอพูด ไปเชิญผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสาระสนเทศมาสอบเถอะครับ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปตรวจสอบกับข้อเท็จจริงที่ กกต.ปฏิบัติอีกที ถ้าไม่เป็นจริงตามที่ กกต .ชี้แจง ก็ต้องเล่นงานผู้รับผิดชอบนะครับ ว่าให้ข้อมูลเท็จ

เรื่องนี้ให้บทเรียนเราสองเรื่อง
1) ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผู้จัดเลือกตั้ง เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ถ้าผมเป็นกกต ผมจะต้องหาทางประชุมสัมมนาว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้คนเชื่อและไว้ใจ
2) วันนี้เ มื่อคนไม่ไว้ใจ QR Code บาร์โค้ดต้องหาวิธีใหม่ที่จะพิสูจน์บัตรปลอมโดยระบุตัวไม่ได้มาใช้แทน จะพิมพ์ลายน้ำหรือมีเทคนิคอะไรก็ต้องคิดกัน จะต้องใช้เงินมากขึ้นอีกเท่าไหร่ ก็อาจต้องยอม
3) คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกผู้จัดเลือกตั้ง(operator) ออกจากregulator ผู้วางกฎเกณฑ์สำหรับการเลือกตั้ง และผู้จับผู้กระทำผิดในการเลือกตั้งทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้โกงเลือกตั้ง เหมือนในร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 2558 ที่ผมยกร่างและ สปช คว่ำ ซึ่งร่างนั้น ผมให้ที่ประชุมปลัดกระทรวงจัดเลือกตั้ง ส่วนกกต. วางกฎเกณฑ์และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ท้ายที่สุดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาลงโทษผู้โกงเลือกตั้ง
ท้ายที่สุดต้องขอขอบคุณทัวร์ทั้งหลายที่มาอุดหนุนนะครับ

จับตา เลือกตั้ง นับคะแนน ประชามติ ใหม่ 3 จังหวัด พรุ่งนี้ พร้อมข้อห้ามทำ ฝ่าฝืนโทษหนัก

จับตา เลือกตั้ง นับคะแนน ประชามติ ใหม่ 3 จังหวัด พรุ่งนี้ พร้อมข้อห้ามทำ ฝ่าฝืนโทษหนัก

จับตา เลือกตั้ง นับคะแนน ประชามติ ใหม่ 3 จังหวัด พรุ่งนี้ พร้อมข้อห้ามทำ ฝ่าฝืนโทษหนัก

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.28 น.

จับตาพรุ่งนี้!! เลือกตั้ง-นับคะแนน-ประชามติ ใหม่ 3 จังหวัด พร้อมข้อห้ามทำ เพื่อรักษาความลับการลงคะแนน ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ ถอดสิทธิเลือกตั้ง 

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดวันและสถานที่นับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสส.ใหม่ ในวันที่ 22 ก.พ. 2569 ดังนี้ 1. การนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ และนับคะแนนการออกเสียงประชามติ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหา นคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอ ไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 10.00 น.

2. การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 9 เขตเลือกตั้งและเขตออกเสียงประชามติที่ 15 กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

3. การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของเขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอไชยวาน หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลโพนสูง จังหวัดอุดรธานี ใหม่ ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 4 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

4. การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ของเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน จังหวัดน่าน ใหม่ ณ หอประชุมบ้านศรีเกิด ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

ทั้งนี้ สำนักงานกกต. ยังได้ออกเอกสาร ระบุถึงข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รักษาความลับในการลงคะแนน และให้การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ บัตรเลือกตั้ง สส. 1. ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว,  ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร หาก ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจเพื่อออกเสียงลงคะแนน, ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง, ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

3.ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

สำหรับบัตรออกเสียงประชามติ 1.ห้ามใช้บัตรอื่นที่มีใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียงประชามติ 2. ห้ามนำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง 3.ห้ามนำบัตรออกเสียงหรือข้อมูลการออกเสียงที่ลงคะแนนออกเสียงแล้วแสดง ต่อผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย 4. ห้ามทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรออกเสียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่า เป็นบัตรออกเสียงของตน หรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดบันทึกภาพบัตรออกเสียงหรือข้อมูลการออกเสียงที่ตนได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5. ผู้ใดนำบัตรออกเสียงใสในหีบหีบบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง เพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท 

6. ผู้ใดทำลายบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้หรือจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรออกเสียงชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดแก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ถ้าผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานกกต. http://www.ect.go.th หรือสำนักงานกกต.ประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

เทียบชัดๆ! อดีตบิ๊ก ศรภ. เผย 3 ปัจจัยทำปี 49 โมฆะ ต่างจากปัจจุบันที่ เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กำลังบูม

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ฝากไปให้ “พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย” ทราบ

การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 2 เมษา 49 ที่เป็นต้นเหตุทำให้ ใครต่อใครที่อกหักจาการเลือกตั้งครั้งปัจจุบันนี้ (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) มักจะนำไปอ้างถึง เพื่อใช้คำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จากการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นั้น มาล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เป็นโมฆะ ทั้งๆที่รู้ว่า

สถานการณ์ซึ่งเป็นตัวกำหนดคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้งแตกต่างกันมากมาย เหมือน มือกับเท้า ลองอ่านดูครับ

1. การเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษา 49 นัั้น เกิดขึ้นเพราะนายทักษิณ นรม.ในตอนนั้นได้ยุบสภา เพื่อหาทางยุติการจัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่กดดันต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง จากเรื่องสารพัดโกง รัฐบาลทักษิณจึงกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในแค่ 35 วันเท่านั้น

2.พรรคการเมือง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงประท้วง ไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งด้วย เนื่องจาก รัฐบาลเอาเปรียบยุบสภาแล้วรีบกำหนดวันเลือกตั้งแบบกระชั้นชิดเกินไป

3. หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผล 2 เรื่องประกอบกัน ได้แก่

(1) กำหนดวันเลือกตั้งในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ไม่เหมาะสมและไม่เที่ยงธรรม เนื่องจากกำหนดวัน เลือกตั้งห่างจากวันยุบสภาเพียง 35 วันเท่านั้น เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ

(2) กกต.ได้จัดคูหาในลักษณะที่บุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็นได้ว่าผู้เลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใด ซึ่งไม่เคยมีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อน

(ต่อมารัฐบาลได้ กำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง ใน 15 ตุลา ปีเดียวกัน ท่ามกลางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นาๆชนิด แต่เกิดเหตุรัฐประหาร 19 กันยา 49 ขึ้นมาเสียก่อน )

▪️ คำพิากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า

อ้างอิงมาจากข้อเท็จจริงในขณะนั้น 3 อย่าง คือ (1) มีการยุบสภาฯ ที่มาจากการหนีม็อบที่มาชุมนุมขับไล่ นายกฯ ไม่ใช่ยุบเพราะสาเหตุทางการเมือง และยังกำหนดวันที่เลือกตั้งเร็วมาก (2) มีความพยายามโกงการเลือกตั้งจริงๆ เห็นเจตนาได้ชัดเจน ถึงตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนั้น พิสูจน์ได้ง่าย และ (3) สถานการณ์ของบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสับสน ทั้งม็อบ และการต่อต้านการเลือกตั้งของประชาชน ตามตัวอย่าง ดังนี้

เรื่องม็อบกดดันต่อ หลังจากยุบสภา 

มีการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมกดดันตัวนายกฯขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั้ง เคลื่อนขบวนไปชุมนุมปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
โดยทำม็อบ “ดาวกระจาย” ไปประท้วงตามจุดต่างๆ เช่น กกต. ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ สถานทูตสิงคโปร์ สยามสแควร์ เรียกร้องให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรักษาการลาออก…….

เรื่อง ความไม่สมบูรณ์ ของการเลือกตั้ง ( 2เมษา 49 )

….เมื่อหลายพรรค ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย จึงเป็นพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. โดยมีพรรคการเมืองเล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง ลงสมัครเป็นตัวประกอบ แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า หลายเขต มีคะแนน “โนโหวต ” สูงกว่าคะแนนที่ออกเสียงเลือกผู้สมัคร และ บางเขตมีคะแนนที่เลือก ส.ส. ไม่ถึงร้อยละ 20 จนทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่….. ม็อบไล่นายก จึงคึกคักนัก

มาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภา 69 แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องเลย สถานการณ์ในประเทศในตอนปัจจุบันนี้ ดีเยี่ยม ประชาชนรักสามัคคีกัน แม้จะมีสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทยถึง 7 จังหวัด เห็นได้จากการจัดงานปีใหม่ 2569 มีชาวต่างชาติ/นักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวถึงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน มีจัดเคาดาวน์ในกรุงเทพ ถึง 10 แห่ง / GDP ประเทศไทย ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดที่ 2.4% มีมูลค่ารวม 18.97 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนหลักมาจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคเอกชน และการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น / ประเทศไทยเริ่มเป็นประเทศที่มีสิทธิมีเสียง พูดแล้วประเทศอื่นๆต้องหยุดฟังบ้างแล้ว / การปราบทุนเทา ดำเนินงานอย่างเข็มแข็ง ไม่ต้องให้ชาติอื่นยกกำลังมามาปราบ ถึงในประเทศ แบบกัมพูชา / การทวงคืนแผ่นดินไทยสมบูรณ์แล้วมาก กว่า 90% ฯลฯ

การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง นั้น จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต. แต่ถ้าจะกดดันให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า “ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ” นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องหาทางชี้แจงให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับเสียก่อน ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดนั้น บิดเบือนเจตจำนงค์ของประชาชน ที่มาเลือกตั้งจริงหรือไม่” เช่น มีหลักฐานว่า พรรคภูมิใจไทย ร่วมมือ กับ กกต. ใช้ประโยชน์จากบัตรเลือกตั้ง จริงๆ

ลองไปคิดกันดู เถอะครับ ว่าพรรคตัวเองมีข่าวแย่ๆออกมาเกือบทุกวัน จะให้ประชาชนเค้าสนับสนุนแบบเดิมอีกหรืออย่างไร แต่ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็กลัวว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ ถล่มทลายมากขึ้นแบบ การเลือกตั้งของญี่ปุ่น แล้วที่นี้จะไปโทษใครอีก เวรกรรมแท้ๆ
หรือแค่อยากให้ “ประเทศไทยกลับไปอยู่ในห้อง ICU อีกครั้งหนึ่ง”