แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการณ์ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ”

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 31 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรมการปกครอง” แถลงผลงานไตรมาส 1 ปี’69 ปักธง “อำเภอพึ่งได้”รุกหนักเพื่อประชาชน! นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นำทีมโชว์ผลงาน 5 ภารกิจหลัก ทั้งการกวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนผ่านปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง-สลายหมอกเชียงดาว” พร้อมโชว์ยอดผู้ใช้ ThaID กว่า 29 ล้านคน ด้านความมั่นคงเดินหน้าทลายบ่อนใหญ่และเว็บพนันเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ควบคู่การปราบยาเสพติดคืนคนดีสู่สังคม และเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 2.3 พันล้านบาท ปิดท้ายด้วยความฮึกเหิมของทีม “อส.กู้ภัย” ที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูหาดใหญ่หลังมหาอุทกภัย ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่โปร่งใส และพร้อมเป็นที่พึ่งที่แท้จริงให้พี่น้องประชาชนในทุกมิติ

นางสาวมนัสวีช์ ทรัพย์พร้อม นายอำเภอพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสตรี ขับเคลื่อนกิจกรรมประดิษฐ์ริบบิ้นไว้อาลัยจาก “ผ้ากาบบัว” เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง โดยหยิบยกอัตลักษณ์ผ้าทอพื้นถิ่นมารังสรรค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัย ก่อนเตรียมส่งมอบต่อให้ทางจังหวัดต่อไปสะท้อนการทำงานเชิงรุกตามนโยบาย “อำเภอพึ่งได้”ของกรมการปกครอง ที่มุ่งมั่นประสานพลังมวลชนเพื่อสร้างสรรค์ความดีให้แก่ส่วนรวม

บำบัดทุกข์บำรุงสุข…ทุกช่วงเวลา! นายอภินันท์ ชาจิตตะนายอำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส ในฐานะ ผอ.ศปก.อ.จะแนะ แท็กทีมกำลัง 3 ฝ่าย ทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่ ต.ดุซงญอ ต.จะแนะ เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่พี่น้องชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล

นายอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

นางสาวมนัสวีช์ ทรัพย์พร้อม

นายอำเภอพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

นายอำเภอนำทีมรุกตรวจมะเร็งเต้านมถึงถิ่นห่างไกล นายคำผัน โมกไธสงนายอำเภอสบเมยจ.แม่ฮ่องสอนเป็นประธานเปิดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมและนรีเวช ด้วยเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ (Mammogram) ณ โรงเรียนสบเมยวิทยาคม โดยร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมีและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มุ่งเป้าดูแล สตรีกลุ่มเสี่ยงและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ทุรกันดารให้เข้าถึงบริการระดับสากลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ภารกิจประวัติศาสตร์กับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง! ในฐานะนักปกครองที่เป็นหัวเรือใหญ่ในพื้นที่ ความพร้อมคือหัวใจสำคัญที่สุด!นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล นายอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา นำทีมติวเข้มเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง เตรียมความพร้อมรับศึกเลือกตั้งปี’69เน้นย้ำความแม่นยำในข้อกฎหมายและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

กรมการปกครองเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตบเท้าเข้าคูหา ใครที่ลงทะเบียนนอกเขตไว้ ปักหมุดเจอกันพรุ่งนี้(1 ก.พ. 2568) ส่วนวันจริง 8 ก.พ. 2568 นี้ พลังเสียงของท่าน คือคำตอบของประเทศไทย

นาย..อำเภอน้อย

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดโพล‘สถาบันพระปกเกล้า’ ‘หนู’คะแนนพุ่ง เริ่มทิ้งห่าง‘เท้ง-ณัฐพงษ์’ หน.ปชน.ความนิยมลด ‘ยศชนัน’ตามมาเป็นที่3 ‘อภิสิทธิ์’ขยับขึ้นอันดับ4

“KPI Poll” สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนพุ่ง นำ “เท้ง-เชน-มาร์ค” แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอ “นายกฯที่ใช่” จับตาพลังเงียบวัยทำงานพลิกโผโค้งสุดท้าย คนรุ่นใหม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ แนะพรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ด้าน “นิด้าโพล” เผย “ณัฐพงษ์” นำโผนายกฯ ตามมาด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์-ยศชนัน” ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ชี้ “พรรคประชาชน” นำทั้งปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต หนุน “ณัฐพงษ์” เต็งนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย

สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรรคเพื่อไทย) คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8% นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 3.4% และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.2% ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน

ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31% ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)

ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร

สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุอื่นๆ

ส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 ม.ค.2569 พบว่า พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่นๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 4.47

ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่นๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38

และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 21.53 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่นๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท.

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขีดเส้น3วันจี้กกต.สั่งพรรคการเมือง แจงงบประชานิยม สกัด‘นโยบายขายฝัน’ ก่อความเสียหายต่อปท. ปธ.กกต.พร้อมตั้งสำนวน ไต่สวนคดีเบิกเงินผิดปกติ

คณะตรวจสอบ นำโดย “ชาญชัย –สมชาย-นิติธร-คมสัน” จี้กกต.เรียกพรรคการเมืองเข้าชี้แจงงบประชานิยม ใน 3 วัน หวั่นนโยบายขายฝัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ หากไม่ดำเนินการจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ด้าน“เรืองไกร”ร้อง กกต.ตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง เป็นไปตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 57หรือไม่ ขณะที่ กกต.ยื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ขอรายละเอียดการโอน-เบิกจ่ายเงินที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้งแล้ว

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โดยนายชาญชัยระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่า มีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570-2573จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ (จีดีพี)ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก

“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน ทั้งรายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1%ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ

นายชาญชัยระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลังซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561เช่นนโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี

“เป็นหน้าที่โดยตรงของกกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ ดังนั้นขอให้กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 13.00 น. ตนต้องไปให้ถ้อยคำต่อสำนักสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ชั้น 4เรื่องกล่าวหาพรรคการเมืองหนึ่ง กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (2) หรือไม่ ซึ่งก่อนให้ถ้อยคำ จะไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่

สำหรับคำร้องมีความเป็นข้อๆ ดังนี้ 1.ตามข่าวประชาสันพันธ์เลขที่ 90/2569 ลงวันที่ 26 มกราคม 2569 กกต. ได้แจ้งข่าวโดยมีความบางส่วน ดังนี้

“…ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่จัดส่งนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 51 พรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณานโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นสมควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเสร็จแล้ว จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อประชาชนจะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในการประกาศโฆษณาของพรรคการเมือง โดยสแกน QR Code ด้านล่าง”

2.เมื่อสแกน QR Code มาตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวม 51 พรรค พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองที่แจ้งต่อ กกต. อาจไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามที่ปราศรัยหรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน

3.ตัวอย่างเช่น พรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 5 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงมีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนไว้มากกว่าสิบนโยบาย ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ thethaiger เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 หัวข้อ รวมนโยบาย สุดล้ำ “เต้ มงคลกิตติ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคทางเลือกใหม่ (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ) หรือ พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 ได้แจ้งต่อ กกต. ไว้รวม 4 นโยบาย แต่ในข้อมูลการหาเสียงพบว่า มีการแจ้งหรือแถลงต่อสื่อมวลชนถึงนโยบายที่ 5 ไว้เพิ่มเติม ทำให้วงเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา อาจมีมากกว่าที่แจ้งไว้ต่อ กกต. ทั้งนี้ ตามรายละเอียดจากเว็บไซต์ siamrath เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 หัวข้อ “พล.อ.รังษี” ชูนโยบายพรรคเศรษฐกิจ ลดค่าไฟเหลือ 2.80 บาท ควบรวม 3 การไฟฟ้า-ฟันคอร์รัปชัน (รายละเอียดตามสำเนาข่าวที่แนบ)

4.จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 51 พรรค ว่าได้แจ้งต่อ กกต. โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป

5.หาก กกต. ตรวจแล้วพบว่า นโยบายใดของพรรคการเมืองใด เข้าข่ายหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันอาจฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) ขอให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไปด้วย.

สำนักงาน กกต.แจ้งว่าตามที่ กกต.ได้มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. นั้น วันนี้ นายครรชิต ได้เข้ายื่นหนังสือขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มี ความผิดปกติดังกล่าว โดยมีผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย รับมอบหนังสือเรียบร้อยแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งรายละเอียดให้กกต.ทราบเร็วที่สุด ณ สำนักงาน กกต.

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะนำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ที่สำนักงาน กกต.ในช่วงเย็นวันเดียวกัน

ที่ลิโด คอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขอรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส. จากต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าเมื่อวันที่ 29 ม.ค. กกต.ได้มีการประชุมเรื่องนี้ โดยขอข้อมูลจาก ธปท. เกี่ยวกับการการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ และวันนี้ได้ส่งรองเลขาธิการ กกต.ไปประสานแล้ว ซึ่งทาง ธปท.ได้รับปากจะทยอยส่งข้อมูลให้โดยเร็ว เพื่อที่ กกต.จะได้นำข้อมูลมาประกอบสำนวนไต่สวนต่อไป ขณะนี้ ยังไม่ได้รับข้อมูลจาก ธปท.ถ้าได้รับข้อมูลแล้ว กกต.จะรีบประชุมโดยเร็ว

สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงนายณรงค์กล่าวว่า กกต.เน้นย้ำเรื่องนี้มาตลอด เพราะเรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตัวเอง หากทราบว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ในพื้นที่ไหน ก็จะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 60 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาเสียงหลอกลวง หรือการหาเสียงโดยไม่ชอบ ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีบ้าง แต่ไม่เยอะ

ประธานกกต.ยังกล่าวถึง ความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ว่า ขณะนี้สำนักงานฯ ได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งไว้หมดแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงยังหน่วยเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทาง กกต. ก็มีข้อห้ามในเรื่องของจำหน่วย จ่ายแจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 มกราคม ไปจนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

ทร.เดินหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดพื้นที่ชำราก–หนองรี จ.ตราด เพิ่มความปลอดภัยประชาชนอย่างต่อเนื่องภายหลังข้อตกลงหยุดยิง เผยเคลียร์จบปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร ด้านทัพบกเปิดประตูต้อนรับประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า”จากเหตุสู้รบไทย-เขมรร่วมวางกุหลาบขาวที่กำแพงอนุสรณ์ เชิญชวนเขียนข้อความส่งใจถึงทหาร ด้าน เลขาธิการสมช.แจงประชาชนพร้อมหน่วยรัฐที่เสียหาย เป็นผู้ฟ้อง”ฮุนเซน-ฮุนมาเนต”เอง ยันเป็นสิทธิชอบธรรม ระทึก!ไฟไหม้กอไผ่ หลังแนวรั่วลวดหนาม ชายแดนช่องอานม้า ความร้อนจุดชนวนระเบิดเก่าปะทุสะเก็ดระเบิดถูกทหารไทยเจ็บ 2 นาย

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม2569 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ(นปท.ทร.)ได้ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 5 ทุ่น ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดแบบ Type-72 จำนวน 3 ทุ่น ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดแบบ MD 82 B จำนวน 1 ทุ่น ในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้และควบคุมพื้นที่ตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด การเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด โดยที่ผ่านมา หน่วยฯ ได้ดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิด ครอบคลุมพื้นที่ปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร

นอกจากนี้ ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ตรวจพบสรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) จำนวน 1 ชุด กระสุน B 40 จำนวน 1 นัด และชนวน M 6 จำนวน 1 ชนวน โดยหน่วยฯ ได้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหน้าที่และพันธกรณีของประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้และแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

กองทัพบกขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” เพื่อร่วมรำลึกถึงทหารผู้เสียสละชีวิตในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยญาติและครอบครัวของกำลังพลผู้เสียสละเข้าร่วมพิธี

ภายในงานตั้งแต่เวลา 09.00–17.00น. กองทัพบกได้จัดกิจกรรมให้ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่รำลึกถึงวีรชนผู้กล้า โดยมีการจัดแสดงภาพวีรบุรุษและถ่ายทอดเรื่องราวการเสียสละของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิ บอกเล่าภารกิจในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ รวมถึงกิจกรรมแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละของทหารกล้าด้วยการวางดอกกุหลาบขาว และการเขียนจารึกข้อความจากหัวใจประชาชนส่งถึงครอบครัววีรชน ตลอดจนการประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามผู้เสียชีวิต ณ บริเวณกำแพงอนุสรณ์ ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

ในช่วงเวลา 17.00–18.00น.ได้จัดให้มีพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าอย่างสมเกียรติ ประกอบด้วยพิธีแสดงความขอบคุณและมอบของที่ระลึกแก่ครอบครัววีรชน เพื่อสดุดีและน้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันทรงคุณค่าของกำลังพลผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

สำหรับการจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติวีรกรรมของทหารผู้เสียสละ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมส่งพลังใจแก่ครอบครัววีรชน และร่วมกันจารึกการเสียสละของทหารกล้าไว้ในความทรงจำของแผ่นดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถร่วมแสดงความอาลัยและส่งกำลังใจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการแชร์หรือโพสต์ภาพแบนเนอร์ “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” พร้อมข้อความจากใจ และติดแฮชแท็ก #รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า #ขอบคุณจากหัวใจคนไทย #วีรชนของแผ่นดิน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #FromHeartsToHeroes #ArmyForTheNation #HeroesOfTheNation เพื่อร่วมกันส่งต่อพลังใจจากประชาชนไทยทั้งประเทศ สู่ครอบครัววีรชนและกำลังพลในแนวหน้า

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์กรณีฟ้องร้อง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดนทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนและต่อหน่วยราชการที่ได้รับความหายว่า จริงๆแล้ว ไม่ใช่ตนหรือสมช.เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีและมีอัยการทำสำนวนฟ้อง

“เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าว เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น”เลขาธิการ สมช.กล่าว

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชาได้รับทราบรายงานจากฝ่ายกัมพูชา ที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน(AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงวันที่ 12-22 มกราคม 2569

ประเทศไทย ขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารหรือเสริมกำลังใดๆเกินกว่าแนวการวางกำลัง (Troop Deployment Line) ตามที่ได้ตกลงไว้ร่วมกัน

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ การใช้โดรน , การติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราว, การเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด และการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

ฝ่ายไทยขอชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ภายในพื้นที่แนวการวางกำลังของฝ่ายไทย มิได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายใด และไม่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยเคารพบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยขอย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความยับยั้งชั่งใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งสันติภาพและเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกำลังพลในพื้นที่ช่องอานม้า ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าแห้งบริเวณหน้าแนวรั้วลวดหนาม จุดบ่อนไก่ ช่วงหน้าผา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบและมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ รายงานระบุว่า เพลิงได้ลุกลามเข้าไปยังบริเวณที่คาดว่ามีวัตถุระเบิดตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นถูกกำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในพื้นที่ได้เข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำยืนทันที

ทราบชื่อ 1.จ.ส.อ.ธรรมรัตน์ คล้ายทิพย์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปืนเล็ก มีอาการ ถูกแรงอัดจากระเบิด หมดสติ สะเก็ดเข้าบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าข้างขวาแพทย์ทำการรักษา และดำเนินการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมตรวจ X-Ray คอมพิวเตอร์ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเริ่มมีอาการพูดจาสับสนและความดันต่ำ แพทย์พิจารณาส่งการรักษาต่อไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยอากาศยาน ไป ยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์

2. พลทหารวีระศักดิ์ กันหาเรือง ได้รับแรงอัดจนหมดสติ นำส่งที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์ทำการรักษาให้นอนดูอาการ

ขณะที่ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิด ที่เกิดการระเบิด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากการสอบถามกำลังพลที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพบเพลิงไหม้ที่กอไผ่อยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนาม จึงเตรียมนำน้ำเข้าไปดับไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นดังกล่าว

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“สุชัชวีร์” นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงบ้านเกิด จ.ระยอง พร้อมรับฟังความเห็นจากวงการศึกษา มั่นใจการศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้ ชี้ผู้นำรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการศึกษา ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ-อาหารเช้าเด็กฟรี สะท้อนระยองไม่เหมือนเดิม ทะเล-อากาศเป็นพิษ คนป่วยมะเร็งพุ่ง โจมตีทุนต่างชาติครอบงำโรงงาน ยัน ไม่ยอมในฐานะคนระยอง 

30 มกราคม 2569 ที่เพลินตาการ์เด้น จ.ระยอง พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้แก่ นายพรทวี พูลกลาง ผู้สมัครเขต 1 เบอร์ 8, ร.ต.ต.เรืองชัย สมบัติภูธร ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 5, นายสหภูมิ เอกวรพงศ์ ผู้สมัครเขต 3 เบอร์ 7 และ น.ส.สันต์นิสา รัตนโกเศศ ผู้สมัครเขต 4 เบอร์ 8 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเครือข่ายการศึกษาในจังหวัดระยอง

โดยช่วงเช้า ดร.เอ้ สุชัชวีร์และคณะ ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากวงการศึกษาและชมรมการศึกษา จ.ระยอง ซึ่งประกอบด้วยครูระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน เครือข่ายการศึกษาที่อยู่ในทุกอำเภอ รวมถึงตัวแทนสหกรณ์กว่า 9,000 คน มีผู้บริหารและผู้แทนจากโรงเรียนในจังหวัดระยองเข้าร่วม อาทิ นายเสน่ห์ ขาวโต อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคไทยก้าวใหม่

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ระยองคือบ้านของตน และรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้เติบโตและรับการศึกษาที่จังหวัดแห่งนี้ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเริ่มเรียนที่โรงเรียนตรีวิทย์ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ก่อนเรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลระยอง ระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน จากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนระยองวิทยาคม ตั้งแต่ระดับชั้น ม.1 จนถึง ม.6

“ผมได้รับการศึกษาที่ระยองตั้งแต่เด็ก ครูทุกท่านดูแลผมอย่างดี พื้นฐานทั้งหมดที่ผมมีในวันนี้ มาจากครูไทย ผมสอบได้อันดับ 1 ได้โควตาช้างเผือกไปเรียนวิศวกรรมที่ลาดกระบัง และได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมมั่นใจในระบบการศึกษาไทย และมั่นใจในตัวครู”

อย่างไรก็ตาม ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ระบุว่า โลกในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันระหว่างประเทศรุนแรงมากขึ้น และยอมรับว่าการศึกษาไทยกำลังตามหลังหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนไม่อาจยอมรับได้ พร้อมชี้ว่าปัญหาสำคัญเกิดจากผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและครูอย่างเพียงพอ

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวด้วยว่า ตนเองและคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค ชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก เพราะเชื่อมั่นว่า “การศึกษาคือยาแก้จน” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตประชาชน โดยรัฐต้องลงทุนสร้างคนให้มีคุณภาพผ่านการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังเสนอแนวคิดการจัดทำ “บ้านพักครูคุณภาพ” ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีนักการเมืองคนใดพูดถึงอย่างจริงจัง โดยระบุว่า ครูจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะครูในกรุงเทพมหานครที่ไม่มีบ้านพักให้เลย ขณะที่ในต่างจังหวัด ครูบางพื้นที่ยังต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับ

“ผมพูดจากใจ เพราะผมเห็นจริง บ้านพักครูไทยอยู่ไม่สบาย ครูคือคนที่สร้างอนาคตให้ประเทศ แต่กลับต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก”

นอกจากนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังย้ำถึงนโยบายอาหารเช้าในโรงเรียน โดยระบุว่า เด็กไทยราว 30-40% ไม่ได้ทานอาหารเช้า ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของครูคือการสอน ไม่ควรถูกแบกรับภาระด้านเอกสาร

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังกล่าวถึงบุคลากรอื่นในโรงเรียน อาทิ นักการภารโรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญแต่กลับถูกมองข้าม พร้อมยืนยันว่า นโยบายของพรรคจะดูแลบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ ไม่ใช่เพียงแค่ครูเท่านั้น

ช่วงท้าย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนไม่เคยมีคำว่าเหนื่อยหรือท้อในชีวิต และจะเดินหน้าทำงานทางการเมืองต่อไปจนกว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าจุดกำเนิดของตนมาจากคนระยอง และต้องการแรงสนับสนุนจากภาคการศึกษาอย่างแท้จริง

“การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช่ของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าคนระยองให้โอกาส ผมมั่นใจว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะได้พลังไปเปลี่ยนแปลงประเทศจริง ๆ ช่วงโค้งสุดท้ายนี้สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่พี่น้องเบื่อการเมืองเก่า ถึงเวลาเลือกคนใหม่”

ขณะที่เวลา 15.00 น. ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้นำผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นรถแห่หาเสียงในเขตเมืองระยอง จ.ระยอง โดยระหว่างทาง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ได้ไหว้สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดลุ่มฯ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยองเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย โดยหลังจากสักการะเสร็จสิ้นระหว่างเดินออกมาจากวัดเพื่อที่จะขึ้นรถหาเสียงได้มี ประชาชนเดินนำพวงมาลัยมาให้พร้อมบอกว่าสู้ ๆ และยังมี “ไรเดอร์” ตะโกนเชียร์ให้ “ดร.เอ้ สู้ ๆ พร้อมยกนิ้วโป้งให้” 

หลังจากนั้นรถแห่ปราศรัยได้จอดบริเวณโรงเรียนระยองวิทยา ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้ทักทายเด็ก ๆ ที่ออกมาจากโรงเรียนนอกจากนั้นยังมีเด็ก ๆ เดินเข้ามาขอถ่ายภาพด้วย เนื่องจากดร.เอ้ สุชัชวีร์เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนระยองวิทยา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

ด้านดร.เอ้ สุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ จ.ระยอง ว่า ดีใจมาก เพราะพี่น้อง จ.ระยอง หลายคนเดินข้ามถนนเอาพวงมาลัยมาให้และบอกว่าเป็นรุ่นพี่ของตนเองในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนระยอง ซึ่งตนเองรู้สึกดีใจที่ทุกคนจำได้ ตนมีโอกาสได้กราบคุณครูและได้พบกับคุณครูหลายคนที่เคยสอนตนมาก่อน จึงอยากขอสนับสนุนลูกคนระยองให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุน สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกคนให้มาช่วยกันปรับโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะวันนี้เราสู้เขาไม่ได้ เราแพ้เวียดนาม ลาว ทั้งที่โรงเรียนและคุณครูก็ดี แต่มันอยู่ที่ความมุ่งมั่นทางการเมือง หากประเทศมีนายกฯ ที่เน้นเรื่องการสร้างคนและการศึกษา ประเทศไทยจะชนะทุกเรื่องไม่มาถึงวันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่เน้นการสร้างคน การศึกษาคือยาแก้จน ปากท้อง เศรษฐกิจ หากไม่ทำการศึกษาประเทศไทยไม่มีทางรอดประชาชนจะเดือดร้อน ขอทุกคะแนนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ระยองไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนน้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ อยู่อย่างมีความสุข แต่วันนี้น้ำทะเล อากาศ เป็นมลพิษ คนระยองเป็นมะเร็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศประเทศไทย ซึ่งวันนี้หลังจากการลงพื้นที่ตนได้เห็นโรงงานต่างชาติเต็มไปหมด และไม่ได้ใช้คน จ.ระยอง ไม่ได้ซื้อของจากระยอง ตั้งแต่โรงงานต่างชาติที่เอารัดเอาเปรียบ มาเป็นล้งทุเรียน การเกษตรก็มีล้งต่างชาติ รถที่จะเอาทุเรียนไปขายก็เป็นของต่างชาติ และยังมีการสวมสิทธิ์โควตาทุเรียนของคนไทยอีก 

“อยากถามว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วหรือไม่ ผมไม่ยอมเพราะผมเป็นคนระยอง อยากวิงวอนให้คนระยองสนับสนุนผมและพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจะจัดการทุนต่างชาติที่มาเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในเรื่องโรงงาน การเกษตร และสิ่งแวดล้อม“ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า หากจำได้ตนมาต่อสู้ในเรื่องของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ต่อสู้แบบกัดไม่ปล่อย เพราะฉะนั้นอยากให้ส่งกำลังใจให้ตนและเลือก สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกเขต และสนับสนุนบัตรสีชมพูเบอร์ 49 เพื่อให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปดูแลประชาชน จ.ระยอง และประชาชนทั่วประเทศ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ้นชาติ“ หรือ ”ชังชาติ”
.
เมื่อวานบนเวทีดีเบต พิธีกรขอให้ผู้ชมรวมถึงแคนดิเดตนายกฯ บนเวทีทั้ง 7 คน ร่วมกันยืนตรงเคารพธงชาติ
.
ปรากฏว่า แคนดิเดตทั้งหมดยืนตรง และร้องเพลงชาติพร้อมกัน
.
ยกเว้น เท้ง แห่งพรรคส้มคนเดียว ที่ยืนเอามือไขว้หลังและไม่ร้องเพลงชาติ
.
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนไทยหัวใจรักชาติจำนวนมาก
.
การให้เกียรติประเทศชาติ ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมือง
.
เพราะชาติอยู่เหนือความขัดแย้งทางความคิด แม้ความเห็นทางการเมืองต่างกัน แต่สิ่งที่ยังดำรงอยู่คือชาติ
.
ให้ไปดูชาติที่ผ่านสงคราม ไม่ว่าอเมริกาที่พรรคส้มยกย่อง
.
การเอามือขวาแตะที่หัวใจข้างซ้าย คือการแสดงถึง “ความรักชาติ” อันเป็นสิ่งที่เคารพ
.
พรรคส้มมักใช้วิธีนำความแตกแยกมาเริ่มปลูกฝังทีละเล็กทีละน้อย
.
เริ่มตั้งแต่การปลุกระดมแก้ ม.112
.
การด้อยค่าทหารว่า “รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ”
.
หรือแม้แต่การยืนนิ่ง เอามือไขว้หลัง ตอนเพลงชาติกำลังบรรเลงอยู่ ในขณะที่คนอื่นยืนตรง ร้องเพลงชาติเพื่อแสดงความเคารพ
.
ทำเพื่อให้เห็นว่าแตกต่างจากพรรคการเมืองเก่า โดยใช้วิธีการของคนรุ่นใหม่การเมืองใหม่
.
แต่มันไม่ใช่วาระที่เหมาะสม เพราะเรื่องการเคารพชาติสามารถแสดงออกได้ ไม่ว่ามีอุดมการณ์อย่างไร
.
มันอาจเป็นเพียงมะเร็งก้อนเล็กๆ ที่ใช้เวลาก่อตัว
.
แต่การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้มันลามต่อไปจนยากที่จะเยียวยา
.
ต้องรู้จักแบ่งแยกว่าอะไรคือความศรัทธาในชาติ ไม่ใช่คน ไม่ใช่พรรคการเมือง
.
ความพอดีของความรักชาติ ที่ไม่ใช่การ “คลั่งชาติ” หรือ “ชังชาติ” คือไม่นำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือการสร้างความเกลียดชัง
.
คนอย่างผมผ่านร้อนผ่านหนาวมา พอที่จะมีชีวิตได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย
.
สำหรับคนหนุ่มสาวพวกคุณยังไม่เห็นชาติในหลายมุมมอง และหลากหลายมากพอ
.
วันหนึ่งจะทำให้รู้ว่า การมีชาติดีกว่า “สิ้นชาติ”

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

“KPI Poll” สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนพุ่ง นำ “เท้ง-เชน-มาร์ค” แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอ “นายกฯที่ใช่” จับตาพลังเงียบวัยทำงานพลิกโผโค้งสุดท้าย คนรุ่นใหม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ แนะพรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ด้าน “นิด้าโพล” เผย “ณัฐพงษ์” นำโผนายกฯ ตามมาด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์-ยศชนัน” ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ชี้ “พรรคประชาชน” นำทั้งปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต หนุน “ณัฐพงษ์” เต็งนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย

สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรรคเพื่อไทย) คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8% นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 3.4% และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.2% ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน

ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31% ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)

ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร

สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุอื่นๆ

ส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 ม.ค.2569 พบว่า พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่นๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 4.47

ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่นๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38

และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 21.53 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่นๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว “พิธา”ขอประชาชนกา”ส้ม”สองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ ส่ง”นายกฯเท้ง”เข้าทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลานกลางเมือง จ.พิษณุโลก พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดปราศรัยบนรถคาราวาน มีแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงร่วมปราศรัยคึกคัก นำโดย นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านคุณภาพชีวิต พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นายชัยธวัช ตุลาธน, ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ นิติพล ผิวเหมาะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยมีประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยจำนวนมาก

นายชัยธวัช กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงกำลังแรงขึ้น การเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาพรรคก้าวไกล เราถูกปรามาสมาตลอด แต่พวกตนก็สามารถลบคำปรามาสเหล่านั้นได้ การเลือกตั้งรอบนี้ก็ถูกปรามาสว่าชนะเลือกตั้งไปก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจล็อกไว้แล้วว่าจะให้นายกรัฐมนตรีชื่ออนุทิน แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีใครที่สามารถฝ่าเจตจำนงของประชาชนได้อีก เพราะไม่มี สว.เข้ามาร่วมเลือกนายกฯ พรรคการเมืองไหนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง จะตั้งรัฐบาลได้ แต่หากประชาชนยังไม่เชื่อ ก็ขอให้กาพรรคประชาชนทั้งสองใบให้ชนะขาดลอย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากระแสของการเปลี่ยนแปลงกำลังแรงขึ้น คือการที่รัฐมนตรีจากพรรคหนึ่งออกมาพูดว่า “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” นั่นก็คือไม่เลือกภูมิใจไทย พรรคประชาชนจะเป็นรัฐบาลแน่ และหากไม่เลือกพรรคประชาชน นายกรัฐมนตรีก็จะชื่ออนุทิน ตนเชื่อว่าประชาชนจะไม่กลัวคำขู่ดังกล่าว แต่สิ่งที่ประชาชนกลัวมากกว่าคือการต้องอยู่กับสภาพเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง สภาพเดิมคือเศรษฐกิจที่มีปัญหากระทบทุกภาคส่วน ชนบทไม่พัฒนา ไม่มีงานทำ ภาคอุตสาหกรรมไม่มั่นคง เกษตรกรยังต้องพึ่งนโยบายชั่วคราว คนจำนวนมากต้องดิ้นรนไปทำงานต่างประเทศ เผชิญการทุจริต คุณภาพชีวิต บริการสาธารณะ ความปลอดภัย และการศึกษาล้วนถดถอย ประชาชนไม่อาจยอมให้ประเทศจมปลักกับอดีตเช่นนี้ต่อไปได้

วันนี้ประชาชนจึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอนาคตแบบใด ระหว่างรัฐบาลสีเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง กับรัฐบาลสีส้มที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการฮั้ว สว.และปฏิรูปองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตามระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า หากถามว่าวันนี้ชาวพิษณุโลกคิดถึงอะไรบ้าง ตนเชื่อว่าท่านคิดถึง สส.พิษณุโลก ที่กล้าพูดในสภา และทำตามสิ่งที่พูด แต่ก่อนหน้านี้ เปิดดูถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนก็รอว่าผู้แทนพิษณุโลกจะกล้าพูดอะไรเพื่อคนพิษณุโลกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศสะอาดหรือกฎหมายแรงงานที่ให้สิทธิลาคลอด 120 วัน แต่สิ่งเหล่านี้ สส.ที่เป็นตัวแทนคนพิษณุโลกกลับไม่พูด

“วันนี้ชาวพิษณุโลกต้องการการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างอย่างเป็นระบบ ท่านต้องเลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในสภาฯ ไปจัดการปัญหาต่างๆ โดยตนขอฝากการบ้านให้พี่น้องประชาชนทำด้วยกัน อย่างแรกคือมองหาคนรอบตัวที่กำลังหมดหวังกับการเลือกตั้ง เชิญชวนให้เขาไปเลือกตั้งและเลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ อย่างที่สองคือต้องหาคนที่ลังเลว่าจะไว้วางใจพรรคประชาชนดีหรือไม่ เพราะได้รับข่าวปลอมต่างๆ ขอให้ทุกท่านช่วยกันบอกความจริงและนโยบายต่างๆ ของเรา และกลุ่มสุดท้ายคือคนที่อกหักจากพรรคอื่น ให้มาเลือกพรรคประชาชน วันที่เหลือหลังจากนี้ เรามาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ สร้างรัฐบาลประชาชน” นายปดิพัทธ์ กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ตนมาชักชวนให้ทุกท่าน 8 กุมภากาเพื่อเปลี่ยน กาส้มทั้ง 2 ใบ ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งจากชาวพิษณุโลกกว่า 180,000 คะแนน และให้ สส.เขต เรามา 2 คน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อดูคะแนนของ สส.เขต รวมกันได้ 120,000 คะแนน หายไป 60,000 คะแนน เพราะฉะนั้นครั้งนี้ขอให้พี่น้องอย่าปันใจ กาส้มสองใบเท่านั้น ให้คะแนนบัญชีรายชื่อกับคะแนนเขตเท่ากัน และขอสองใบทั้งห้าคนห้าเขต ส้มยกพิษณุโลก

นอกจากนี้ ขอสื่อสารไปยังคนที่อาจจะไม่ไปเลือกตั้ง ทราบหรือไม่ว่าในการเลือกตั้งปี 2566 คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกลกับคนที่ไม่ได้มาใช้สิทธิ์ในพิษณุโลกมีจำนวนเท่ากันคือ 180,000 คน ดังนั้นถ้าท่านรู้สึกว่าต้นทุนในการไปเลือกตั้งสูงเหลือเกิน ประโยชน์ก็ไม่มี แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม ผลการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลจะตรงปกกันเมื่อท่านออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง

“ตนทราบมาว่ามีบางคนอยากได้ 25,000 คะแนน ใช้เงินกันเป็นร้อยล้าน ตีกันว่าให้ค่าหัวพี่น้องประชาชนคนละ 2,000 บาท ขอให้พี่น้องลองคิดดูว่าถ้าเขาได้เป็นรัฐบาล ได้เป็น สส. 4 ปี เฉลี่ยค่าหัวพี่น้องปีละ 500 บาท คิดเป็นต่อวัน แค่ 1.3 บาท แต่อนาคตของลูกหลานชาวพิษณุโลกมีค่ามากกว่านั้นแน่นอน ดังนั้นท่านต้องไม่ลังเล 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยน เข้าคูหากาพรรคประชาชนทั้งสองใบ” นายพิธา กล่าว

สำหรับผู้สมัคร สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย เขต 1 ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ พิษณุโลก เบอร์ 5 , เขต 2 ณชพล พลอาสา เบอร์ 3 , เขต 3 ปุณณเมธ อ้นอารี เบอร์ 1 , เขต 4 นิธิทนันท์ ก้าวศรีสุริยะธาดา เบอร์ 4 และ เขต 5 ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เบอร์ 1

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“กล้าธรรม”เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทราครั้งแรก “ธรรมนัส-นฤมล-ปวีณา”นำทัพครบทีม ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด ไม่ขายฝัน เดินหน้าดันเมืองรองสู่เมืองหลัก หนุนผู้สมัคร 4 เขตปักธงยกจังหวัด

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 18.30 น.ที่ตลาดสนามชัยเขต ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ามกลางประชาชนร่วมรับฟังอย่างคึกคัก โดยแกนนำพรรคขึ้นเวทีครบทีม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค, นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคฝ่ายสังคม พร้อมผู้สมัคร สส.ทั้ง 4 เขตของจังหวัด รวมถึง นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา และ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสมัย

สำหรับผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย เขต 1 นายฐาปกรณ์ เกิดพิทักษ์ หมายเลข 6, เขต 2 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หมายเลข 4, เขต 3 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ หมายเลข 4 และ เขต 4 จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ หมายเลข 4

นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ กล่าวบนเวทีถึงประสบการณ์ทำงานการเมืองท้องถิ่นยาวนานเกือบ 30 ปี ย้ำว่าตลอดเวลาที่รับใช้ประชาชนทั้ง 11 อำเภอ ไม่เคยทอดทิ้งพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอสนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และพื้นที่ชนบทที่ยังขาดงบประมาณ พร้อมประกาศสนับสนุนบุตรชาย นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ลงสมัคร สส.เขต 3 ในนามพรรคกล้าธรรม โดยขอให้ประชาชนไว้วางใจ “ทีมกล้าธรรม” เข้าไปทำงานต่อในระดับประเทศ

ด้าน นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ชาวฉะเชิงเทราจะมีผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่จริง เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงในสภา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การเข้าถึงงบประมาณ และการแก้ปัญหาเฉพาะจุด พร้อมเชื่อว่าหากพรรคกล้าธรรมมีผู้แทนหลายพื้นที่ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากฉะเชิงเทรามีแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังจำนวนมาก สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่นได้ จึงตั้งเป้ายกระดับจังหวัดจาก “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก

นางปวีณา หงสกุล กล่าวเน้นประเด็นสังคม เด็ก สตรี และปัญหายาเสพติด ระบุว่าตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเพราะเห็นเจตนารมณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ที่ต้องการผลักดันความเป็นธรรมให้คนจนและกลุ่มเปราะบาง พร้อมชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมรุนแรง จำเป็นต้องมีนักการเมืองที่ “กล้าลุย กล้าทำจริง”

ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยขอให้ประชาชนจดจำสัญลักษณ์พรรคในบัตรเลือกตั้ง และกาพรรคกล้าธรรม โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ตัวจริง” ของพรรค พร้อมระบุว่าเป็นนักการเมืองที่กล้าตัดสินใจ กล้าชนปัญหาเพื่อประโยชน์ประชาชน และวิจารณ์นโยบายแจกเงินจำนวนมากของบางพรรคว่า กกต.ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะอาจขัดข้อเท็จจริงด้านงบประมาณและข้อกฎหมาย

ไฮไลต์ของเวทีอยู่ที่การปราศรัยของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งกล่าวถึงนโยบาย “ขายฝัน” ของหลายพรรค โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการสัญญาแจกเงินโดยไม่มีความเป็นไปได้ทางงบประมาณ ย้ำหลักคิด “พูดแล้วต้องทำได้” พร้อมชูนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก. ในอำเภอท่าตะเกียบ ที่มีกลุ่มทุนถือครองผิดวัตถุประสงค์ พร้อมประกาศเดินหน้าทวงคืนเพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรตัวจริง และผลักดันเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. พัฒนาเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ต่อยอดยกระดับสิทธิในอนาคตภายใต้กรอบกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาปากท้อง เช่น ราคาพืชผลเกษตร ต้นทุนการผลิต ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าไฟ และค่าน้ำมัน ที่กระทบเกษตรกร พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ แต่สินค้าของกลุ่มทุนรายใหญ่กลับมีราคาสูง

ช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ขอให้ประชาชนฉะเชิงเทราเลือกผู้สมัครพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต และสนับสนุนพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ โดยย้ำว่าเป็นพรรคที่ “ไม่ขายฝัน ทำจริง กล้าชนปัญหา” และมีทีมอดีต สส.ที่มีประสบการณ์ จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาจังหวัดให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ภายหลังเสร็จสิ้นเวทีปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่พรรคมีความมั่นใจสูงว่าจะสามารถปักธงได้ทั้งจังหวัด เพราะผู้สมัครของพรรคมีคุณภาพ มีผลงานพิสูจน์ต่อเนื่อง ทำงานเคียงข้างประชาชนและไม่ทิ้งพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญสู่ชัยชนะของพรรคในจังหวัดนี้