พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

“พลพีร์”ยัน”ส่วยภูเก็ต”ไร้เอี่ยว”ภูมิใจไทย” ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์”รองผู้ว่าฯคนดัง” ลั่นใครเป็น”กุ๊ย-มาเฟีย”ในพรรค เปิดมาเลย ไม่มีเอาไว้ ด้าน”วรศิษฎ์”ชี้หากเชื่อมโยงจริง ต้องยืนค้ำฟ้า คงไม่ถูกโยกย้าย พร้อมทำงานเต็มที่ เดินหน้าจัดระเบียบทั้งประเทศ

17 มิถุนายน 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเพจดัง เผยแพร่ภาพคู่ของ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กับอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนดัง พร้อมให้จับตาความสัมพันธ์พรรคการเมืองใหญ่ ว่า ต้องบอกว่ายังไม่มีคำกล่าวหาที่ระบุมาถึงพรรคภูมิใจไทยเลย และในโซเชียลมีเดีย ก็มีการนำรูปบุคลากรของพรรคออกมาเผยแพร่ วันนี้ต้องขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และหากใครมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ของพรรค ไม่ว่าจะระดับไหน ทั้งเป็นอดีตผู้สมัคร แคนดิเดต หรือ สส.หรือรัฐมนตรี หากมีหลักฐานว่าเราไปปู้ยี่ปู้ยำ ทำตัวเป็นมาเฟียเป็นกุ๊ย ก็ขอให้มาบอกพวกตน ไม่ว่าเป็นใครในพรรค พวกตนก็ไม่เอาไว้

เมื่อถามว่า ยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่เป็นการฟอกขาว นายพลพีร์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ วันนี้ออกมาตอบแล้ว สืบแล้ว ว่ากระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ผมไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร อาวุโสอย่างไร ผมไม่สนใจว่าการเมืองคุณจะเป็นอย่างไร ผิดก็คือผิด พรรคไม่เอาไว้”

เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมกำลังจับตามองว่า 3 รมช.มหาดไทยหน้าใหม่ จะเข้ามาล้างบางทั้งเรื่องส่วยและผู้มีอิทธิพล มีความตั้งใจอย่างไรบ้าง ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวเสริมว่า “แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์” ในเรื่องความเชื่อมโยงกับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย หากมีความเชื่อมโยงจริง และมีอิทธิพลจริง ทำไมถึงมีการโยกย้ายเกิดขึ้น ต้องยืนอยู่ค้ำฟ้าในการที่จะไปหาผลประโยชน์ต่อ แต่วันนี้นายกฯ ก็ทำให้เห็นแล้ว และเป็นนโยบาย หากมีประเด็นเกิดขึ้นก็ต้องว่ากันไป

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำงานพวกเราก็เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนี้ที่เราลงมาก็เพื่อจัดระเบียบ และช่วยแก้ปัญหาเพราะเข้าใจดีว่าส่วยที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดเล็กๆ น้อยๆ จึงทำให้เกิดเงื่อนไขให้กับกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีมาขูดรีด หากอะไรที่ผิดอยู่ก็ทำให้มันถูก จะได้ไม่ต้องมีเงื่อนไขให้มาแก้ พร้อมย้ำว่า เราทำงานเต็มที่อยู่แล้ว และยึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจังหวัดภูเก็ตแต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่นๆ ทุกพื้นที่ด้วย

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.01 น.

“2 รมช.มหาดไทย”ยกคณะลงพื้นที่ภูเก็ต สางปัญหา”หาดฟรีดอม” สั่งสอบ”น.ส.3″หลังอ้างสิทธิเก็บค่าลงหาด ปลุกชวนผู้ประกอบการแจ้งเบาะแสปิดช่องทางส่วย รับปาก”คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต” โวลั่น”พวกผมมาที่นี่ไม่ได้มาทำให้เสร็จ แต่มาทำให้สำเร็จ”

17 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นำคณะ ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การรุกที่สาธารณะ นอมินี และส่วยในพื้นที่ โดยทันทีที่มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต มี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มารายงานสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่

จากนั้น คณะได้เดินทางลงพื้นที่จุดแรก คือ หาดฟรีดอม ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต โดยเมื่อมาถึง มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำโดย นายสัมพันธ์ มีสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ได้รายงานรายละเอียดพื้นที่พร้อมนำแผนที่แสดงจุดต่างๆ บนหาดให้คณะได้รับทราบ ก่อนจะพาคณะเดินลงหาดฟรีดอมซึ่งยังเป็นพื้นที่ทางลาดชัน ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นพื้นที่ถนนหินลูกรัง โดยระหว่างทางมีติดแผ่นป้ายเป็น “พื้นที่ตรวจยึด” และบางจุดเจ้าหน้าที่ยังรายงานว่ามีพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการบางรายอ้าง 10 ว่าได้เอกสารสิทธิ และเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยวเดินลงหาด หัวละ 100 บาท

ขณะที่มีรายงานเพิ่มเติมว่าก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ครั้งล่าสุด จุดนี้มีการกางร่มและเก้าอี้ผ้าใบ รวมถึงมักจะมีการยิงปืนข่มขู่อยู่บ่อยครั้งเวลาจะเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทรัพยากรและที่ดินของรัฐ นอกจากนี้ บริเวณชายหาดยังมีการทำทุ่นไว้ ซึ่งหากไม่ใช่หน้ามรสุมเรือนำเที่ยวจะสามารถเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวขึ้นมาที่หาดฟรีดอมแห่งนี้ได้แล้วจะมีการเก็บค่าหัวเช่นเดียวกัน

นายพลพีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่หาดฟรีดอม ว่า วันนี้ที่ยกคณะมาเพราะต้องการอยากจะมาดูสถานที่จริงเพื่อเข้าใจปัญหาในเบื้องต้นที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานและชี้จุดว่า พื้นที่ส่วนใดของหาดฟรีดอมเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งทางด้านหลังที่ยืนสัมภาษณ์อยู่นี้เป็นพื้นที่ที่มี เอกสารสิทธิครอบครอง น.ส.3 ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างให้กรมที่ดินทำการตรวจสอบว่าออกเอกสารให้เมื่อใด และออกให้ได้อย่างไร เพราะพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นพื้นที่ทั้งของป่าไม้และ ส.ป.ก. ฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เอกสาร น.ส.3 จะออกให้พื้นที่ตรงนี้ได้ หลังจากนี้จะต้องทำเรื่องไปถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อให้ตรวจสอบอีกรอบหนึ่งว่าออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร ทั้งนี้ พื้นที่อ้างว่ามี น.ส.3 มีการเก็บค่าบริการเดินลงหาด ระยะทางประมาณ 300 เมตร และอีกฝั่งก็จะมี “เสี่ยเล็ก” ที่จะมีเก็บค่าบริการเดินลงหาดเช่นกัน รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็มีเริ่มมีราวกันในพื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการร่มชายหาด และเก็บค่าบริการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นทรัพย์สินรัฐทั้งหมด ไม่สามารถที่จะทำกิจการทำมาหากินตรงนี้ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเราจึงมาดูสภาพความเป็นจริงว่านักท่องเที่ยวอยู่กันอย่างไร เที่ยวอย่างไร และมีคนเอาเปรียบนักท่องเที่ยวหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีที่มีการยิงข่มขู่ใส่เจ้าหน้าที่ จะมีการกำชับฝ่ายปกครองอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ในเรื่องการยิงคาดว่าน่าจะเป็นการยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่เรากำลังสงสัย ซึ่งทางเราก็มั่นใจว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะสภาพแวดล้อมก็สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีการข่มขู่ขึ้นมาเราก็ต้องทำงานอย่างรอบคอบและระมัดระวังไม่ให้เจ้าหน้าที่ประสบเหตุ แต่ที่ดินทั้งหมดที่กำลังสงสัยก็อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายหมดทุกแปลง เหลือแค่พื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ น.ส.3

เมื่อถามว่า พื้นที่ใน จ.ภูเก็ต นายกรัฐมนตรีได้มีการกำชับอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องอะไรที่ผิดคือผิด ซึ่งผู้ประกอบการที่จะไปเจอกับเขาในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ที่จะต้องดูในเรื่องของกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ เพื่อหาสาเหตุ ว่าทำไมบางธุรกิจยังไม่สามารถขอใบอนุญาตได้หรือเปิดให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ หรือมีอะไรที่ติดขัดตรงไหนจะได้สามารถเข้าไปแก้ไขได้

“สำหรับผู้รู้ตัวว่าประกอบการหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่ยังไม่ถูกต้อง ขออนุญาตมาที่คลินิก เพื่อมาลงทะเบียนและมาพูดคุยกับเรา เพราะเราอยากรู้จริงๆ ว่าอุปสรรคการขอใบอนุญาต หรือสิ่วที่ท่านต้องเผชิญ โดนขูดรีด หรือมาเฟีย กุ๊ยที่ไหนก็แล้วแต่ เขาทำอะไรกับพวกท่านบ้างให้มาบอกพวกเรา ซึ่งผมแขะนายวรศิษฐ์ให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะทำให้คนภูเก็ตอยู่ได้ด้วยคนของภูเก็ตเอง ไม่ต้องมีกุ๊ยไม่ต้องมีอิทธิพลไม่ต้องมีมาเฟียไม่ต้องมีใครมาขูดรีดท่านอีกแล้ว นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เราทำ เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อปิดภูเก็ต แต่เรามาที่นี่เพื่อต้องการจะทำให้ผู้ประกอบการและชาวภูเก็ตอยู่อย่างมีความสุข” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้ว และในวันนี้ก็มีทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมป่าไม้มาร่วมด้วย ขอยืนยันว่าบำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นหน้าที่ของพวกเรา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเกรงกลัวใครมีอะไรให้มาหาพวกตนได้เลย และมาพูดคุยกัน เพราะบางทีผมอาจจะไม่รู้ถึงปัญหาที่พวกท่านประสบอยู่ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของกฎหมายที่พบท่านได้เผชิญอยู่ เรามาที่นี่เพื่อมาอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้ทุกคน ส่วนเรื่องของส่วยที่มีการไปเกี่ยวพันกับข้าราชการและถูกโยงไปถึงระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ถ้าทุกอย่างทำถูกต้องตามกฏหมายใครจะมาเก็บอะไร แต่วันนี้ต้องบอกว่าทุกคนใช้ช่องว่างของกฎหมาย ใช้ช่องว่างของข้าราชการ เพื่อไปเอาเปรียบประชาชนและผู้ประกอบการ นั่นคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับไม่ได้ และพวกเรารับไม่ได้ จึงต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาวันนี้และพรุ่งนี้จบ เรามีแผน 2 แผน 3 แผน 4 และขั้นตอนต่างๆที่ต้องกลับมาอีก เพื่อทำให้มันสำเร็จ

เมื่อถามว่า จะทำร่วมกันไประหว่างการพัฒนาพื้นที่และการแก้ปัญหาส่วยหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าคนที่ต้องการอยากจะประกอบกิจการต่างๆ อย่างถูกกฎหมายมีจำนวนมาก แต่คนที่ไม่อยากให้ถูกกฎหมายเลยก็มี ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องมาอำนวยความสะดวกคนที่อยากอยู่ในระบบ อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนใครที่อยากจะอยู่นอกกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของพวกตนที่จะต้องตามจับกุม

เมื่อถามว่า ตอนนี้ที่ผู้บริหารระดับจังหวัดถูกล้างบางเข้ากรุ และชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารจะเป็นอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่ ประเด็นว่าใครจะมาเป็นพ่อเมือง หรือใครจะมาเป็นรองผู้ว่าฯ หรือตำแหน่งอื่นๆในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีชัดเจน ว่าเราต้องทำอะไร และช่วยภูเก็ตอย่างไร หากเรายึดแนวปฏิบัตินี้ก็ไม่มีปัญหากับใคร ส่วนที่สังคมวิจารณ์ว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถย้ายผู้ว่าฯ ได้นั้น ที่นายกฯ ให้ตนมา ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำให้เสร็จ แต่พวกตนมาเพื่อทำให้สำเร็จ ฉะนั้นมันต่างกัน ฉะนั้น ก็ขอให้เวลาพวกตนนิดนึง เพราะรองผู้ว่าฯ ก็เพิ่งจะย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็เพิ่งจะผ่านมติคณะรัฐมนตรี ตนจึงต้องมาเซ็ตระบบกฎหมาย ระเบียบ แต่ที่แน่ๆ ใครอยู่เหนือกฎหมายเราจับหมด

เมื่อถามว่า ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้อย่างไรนั้น ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกระทรวงฯ เองก็มีแผนที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและดูแลนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิม

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย  ขณะเอกชนชมการทูตไม่เลือกข้าง มาถูกทาง สร้างโอกาสทางธุรกิจ 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ในการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (working lunch) ณ ร้านอาหาร Vishya Zolotaya เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อเสนอแนะ และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาส โดยชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยนอกจากสาขาความร่วมมือดั้งเดิมอย่างพลังงานและการเกษตรแล้ว ไทยยังมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในการแสวงหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน และขยายบทบาทของไทยในตลาดที่มีศักยภาพ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณภาคธุรกิจไทยในรัสเซียที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยในรัสเซียถือเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว

ในส่วนของภาคเอกชน ได้ขอบคุณรัฐบาลที่ใช้การทูตแบบไม่เลือกข้าง ทำให้เอกชนไทยได้ใช้โอกาสจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ แม้จะมีอุปสรรคในการทำธุรกรรมการเงินอยู่ แต่หากพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกับเอกชนไทยนับว่าใหญ่มาก เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีประชากรประมาณ 150 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประตูสู่ประเทศแถบยูเรเซีย จึงขอฝากให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA)

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือ รมต.-ปธ.กมธ.14 คณะ-ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองสังกัดภูมิใจไทย ใครผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมปรับเปลี่ยน เปิดทางคนทำงานดีให้พรรคเข้ามาแทน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ภายหลังพรรคถูกโจมตีจากหลายประเด็นทางการเมือง รวมถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการ TH-AI Passport ปัญหาที่ดินเขากระโดง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ฯลฯ 

ขณะที่รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ สภาฯ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 14 คณะ รวมถึง สส.ของพรรค ยังไม่ได้ออกมาช่วยชี้แจงหรือแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แม้รัฐบาลจะเข้าบริหารประเทศมาแล้วกว่า 2 เดือน ส่งผลให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

แหล่งข่าวฯระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ  สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนการทำงานตามที่พรรคมอบหมายและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี

“หากผู้ดำรงตำแหน่งรายใดมีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาตามแนวทางเดิม”

แหล่งข่าวฯ ยังระบุด้วยว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวสะท้อนความต้องการของนายอนุทินที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในสังกัดพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังพรรคเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.35 น.

ทอ.ปรับวางกำลังอู่ตะเภารับภัยคุกคามด้านตะวันออก ฝึกยิง AIM-9 เสริมเขี้ยวเล็บพิทักษ์น่านฟ้าไทย

17 มิถุนายน 2569 กองทัพอากาศเดินหน้าตรวจสอบความพร้อมการปรับวางกำลังทางอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทางด้านตะวันออก พร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ

“ตรวจสอบความพร้อมกำลังทางอากาศ-ป้องกันอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเล ย้ำภารกิจรักษาความมั่นคงของชาติ ต้องพร้อมปฏิบัติการทุกสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง”

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความพร้อมรบของกำลังทางอากาศไทย โดยควบคู่ไปกับการฝึกใช้อาวุธจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันน่านฟ้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายในทุกสถานการณ์

กองทัพอากาศย้ำ ภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและรักษาอธิปไตยของประเทศเป็นหน้าที่สำคัญที่ไม่อาจหยุดนิ่งได้ ความพร้อมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นพันธกิจหลักที่กำลังพลทุกนายต้องรักษาไว้ให้พร้อมปฏิบัติการได้ทุกเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประเทศชาติและประชาชน.

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

“อนุทิน”เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. พร้อมนั่งประธานเอง ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ-นโยบายรัฐบาล เรียกถกนัดแรกจันทร์นี้

17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยคณะกรรมการ กรอ. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรรมการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

โดยมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

– 006

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

17 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความและวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กถึงคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เจาะลึกคลิปฮั้ว สว.ซึ่งปรากฏภาพของ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินเก็บโพยและตักเตือนผู้สมัครเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่สุจริตในวันเลือก สว.ระดับประเทศ พร้อมกับเรียกร้องขอให้ กกต. รวมถึงเจ้าหน้าที่ กกต.รายดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าโพยกระดาษที่เห็นนั้นมีลักษณะเกี่ยวกับตัวเลขอย่างไรบ้าง และได้มีการนำไปใช้ขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว.หรือไม่ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สำหรับคลิปวิดีโอดังกล่าวที่ได้มีการเผยแพร่ตามหน้าสื่อนั้น ยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่เคยได้ดำเนินการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต. เนื่องจากเมื่อครั้งที่กลุ่ม สว.สำรอง ได้นำเอาพยานหลักฐานมามอบให้กับดีเอสไอ ก็ไม่ได้มีการระบุบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเป็นใคร จึงเป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต.ในฐานะพยานไว้ในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.แต่อย่างใด ส่วนสถานะคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอในปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วน ก่อนมีความเห็นทางคดีสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาต่อไป

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า ก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อสั่งฟ้องไปยังอัยการคดีพิเศษนั้น ตามขั้นตอนแล้วคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องรอดูมติของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.ที่จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดบุคคลที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีฮั้ว สว.เพื่อที่จะได้นำความเห็นของ กกต.แต่ละท่าน มาพิจารณาประกอบใส่ในสำนวนคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ซึ่งก็เป็นไปตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ระบุชัดเจนในหนังสือคำแนะนำ ดังนั้น หากดีเอสไอยังไม่ได้คำวินิจฉัยของ กกต.มาประกอบสำนวน ก็ไม่สามารถทำให้เราสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษได้ ฉะนั้น ไม่ว่าผลมติคำวินิจฉัยของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.จะมีผลอย่างไร อาทิ หากเป็นการยกคำร้องดำเนินคดีต่อทั้ง 229 ราย ก่อนหน้านี้ หรือพิจารณาบางส่วนอย่างไร ดีเอสไอก็มีหน้าที่ต้องเอาความเห็นมาประกอบการพิจารณาทั้งสิ้น ซึ่ง กกต.ก็ต้องมีเหตุผลประกอบอยู่แล้วว่าเหตุใดจึงมีคำวินิจฉัยทางคดีเช่นนั้น ซึ่งในตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับธนาคาร และในตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพิ่มเติมจาก 8 ผู้ต้องหากลุ่มแรก ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเคยได้สั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กรณีที่ สว.สำรอง ไม่ได้มีการระบุตัวพยานในคลิปวิดีโอ ซึ่งในตอนหลังพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.จึงเป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ที่รับผิดชอบสอบสวนโดยดีเอสไอจะไม่มีพยานหลักฐานซึ่งเป็นคลิปวิดีโอตัวนี้ไว้ในสำนวน แต่มีความเป็นไปได้ว่าสำนวนคดีฮั้ว สว.ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีคลิปวิดีโอตัวนี้นำเข้าในสำนวนไว้เรียบร้อยแล้ว

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“ชัชชาติ”แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง หากเห็นว่ามีปัญหาขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ดีใจมีคนช่วยส่องไฟฉาย เล็งใช้ AI-ดึงสภาวิชาชีพฯ สกัดล็อกสเปกตั้งแต่เสนอของบฯ

17 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92.8% ทั้งยังมีการซอยย่อยโครงการให้มีมูลค่าไม่ถึง 500,000 บาท เพื่อเลี่ยงการประมูล ว่า เป็นระบบงบประมาณ การซื้ออุปกรณ์หรือครุภัณฑ์ก็เป็นไปตามระเบียบราชการอยู่แล้ว โครงการมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงได้ ยืนยันว่ามีระเบียบปฏิบัติอยู่

ทั้งนี้ การซอยย่อยโครงการ มีข้อผิดอยู่แล้ว เพราะแบ่งซื้อแบ่งจ้างไม่ได้ หากเป็นไปได้ให้ย้อนไปดูว่าสมัยก่อนทำหรือไม่ เราทำตามระเบียบทุกอย่าง หากฝ่ายการเมืองเห็นว่ามีปัญหา ก็ขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ต่อไปอาจจะลดราคาโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ลงเป็นโครงการที่มีมูลค่า 100,000 บาท ก็ได้

นายชัชชาติ ยืนยันว่า “ที่ผ่านมาทำตามระเบียบและมีความรอบคอบ เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่ซื้อประจำเป็นพวกของใช้สอยปัจจุบันที่ซื้อมาต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ทำโดยปกติ หากไปประมูลทุกโครงการยิ่งทำให้ราชการทำงานได้ช้าลง ย้ำว่า กรุงเทพมหานคร เป็นไปตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางคิดมาละเอียดแล้ว เราก็ทำตามแนวปฏิบัติ”

ส่วนที่บอกว่ามีการล็อกสเปก เนื่องจากบริษัทที่ได้งานจะเป็นบริษัทเดียวที่ได้งานกว่าร้อยงาน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า หากขายของเหมือนกันอาจจะเป็นของที่คล้ายกันหรือไม่ ตนเองไม่แน่ใจ คงต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้งเรื่องล็อกสเปก เราให้ความสำคัญ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนสามารถทำประชาพิจารณ์ได้ เช่น หากรับเหมาสักเจ้าแล้วมีการเขียนล็อกสเปกให้ใครรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ก็ต้องให้คนที่ยื่นแล้วไม่ได้มีสิทธิมายื่นคัดค้าน และกรรมการ TOR จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ

ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครพยายามทำให้การค้นหา TOR ได้ง่ายขึ้น เพราะมักจะไปซ่อนอยู่ข้างหลัง หาไม่เจอ เพื่อทำให้เราเห็นข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อคนเห็นข้อมูลนี้ง่ายขึ้น คนที่อยู่ในวงการก็จะเห็นว่ามีการล็อกสเปกโครงการใดบ้างก็จะสามารถทักท้วงได้ อาศัยพลังของประชาชนทักท้วง ทำให้การล็อกสเปกทำได้ยากและลำบากมากขึ้น เมื่อทักท้วงมาก็จะต้องมีการชี้แจง เพื่อให้มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำมากขึ้น

นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับป้องกันการล็อกสเปกโครงการ ว่า มีแนวคิดให้กรุงเทพมหานครจะมีการส่ง TOR ในโครงการใหญ่ๆ ให้หน่วยงานอื่น เช่น สภาวิชาชีพต่างๆ ให้ความเห็นและตรวจสอบ เชื่อว่าจะช่วยได้เยอะเพราะการจัดซื้อจัดจ้างมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นงานเฉพาะต้องการผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไม่เช่นนั้นทำไปอาจจะเกิดอันตรายกับประชาชนได้ ฉะนั้น ต้องทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้น เปิดให้ประชาชนวิจารณ์เชิงรุก โดยมอบหมาย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปดูรายละเอียดเพื่อปิดช่องโหว่ ปรับปรุงเชิงนโยบาย และอุดจุดอ่อน

ส่วนที่มีการระบุว่า Open Data ของกรุงเทพมหานครไม่ได้มีการเปิดจริงๆ นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนไหนที่ไม่ดีต้องบอกให้เราปรับปรุงได้ จากเมื่อก่อนไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย แต่ตอนนี้เราก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายเพิ่มเติมว่า Open Data มี 2 ลักษณะ ได้แก่ Open Data ใน Risk Map ส่วน Open Data ที่เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องไปขอกรมบัญชีกลาง ซึ่งส่งมาให้ครั้งละ 100 คำขอ ปัจจุบันได้ทำข้อตกลงกับกรมบัญชี ขอทำสำเนาโครงการต่างๆ ออกมาเพื่อให้เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้ 100% อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอขององค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ที่ต้องให้กรุงเทพมหานครใช้ AI มาตรวจสอบตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ เพราะบางครั้งเจอภายหลังก็สายไปเสียแล้ว หากป้องกันได้ตั้งแต่ช่วงดังกล่าวก็จะทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดีขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวเรียกว่า “Open Bangkok” มีการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) , เปิดเผยสัญญา (Open Contract) , ตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ (Open Project) และเปิดเผยนโยบาย (Open Policy) การเปลี่ยนจากอนาล็อกเป็นดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับ เชื่อว่าเป็นก้าวที่สำคัญ และผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่เข้ามาคงมีแนวนโยบายที่ทำต่อเนื่องและเปิดเผยให้มากที่สุด

นโยบายใหม่ก็จะมีการเปิดเผยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ หากสภากรุงเทพมหานครยอมให้เปิดเผยในขั้นตอนของสภาฯ โดยเฉพาะการแปรญัตติก็จะเปิดให้หมด ยิ่งมีคนมาช่วยเอาไฟฉายส่องก็ทำให้เราโปร่งใสมากยิ่ง อาจมีจุดที่ปรับปรุงก็ต้องมาปรับเป็นนโยบายดีเพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว เป็นปัญหาใหญ่ของราชการไทยที่สะท้อนทั้งประเทศ จะได้ปรับปรุงทั้งประเทศ

“หากเกิดปัญหากับที่กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะเกิดปัญหากับหน่วยงานอื่นในประเทศด้วย ดีที่ตื่นตัว ช่วยกันกระตุ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“ทรงศักดิ์”นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.บำบัดรักษา-ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เคาะรูปแบบสถานฟื้นฟูระดับอำเภอ ปี 69 จำนวน 31 จังหวัด 468 อำเภอ ปี 70 จำนวน 76 จังหวัด 878 อำเภอ อาทิตย์ 21 มิ.ย.คิกออฟศูนย์บำบัดที่บึงกาฬ

17 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

จากนั้น นายทรงศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติ ให้ดำเนินการขับเคลื่อนรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการ 31 จังหวัด 468 อำเภอ และปีงบประมาณ 2570 ดำเนินการ 76 จังหวัด 878 อำเภอ , เห็นชอบหลักสูตรการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รูปแบบ Fast Model ภายใต้โครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ , เห็นชอบและอนุมัติรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ และเห็นควรมอบอนุกรรมการจัดตั้งและควบคุมคุณภาพมาตรฐานฯ ประสานกระทรวงมหาดไทยจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการเพื่อจัดทำการจัดตั้งต่อไปโดยเร็ว

นายทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบและเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการภายใต้นโยบายรัฐบาล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด โดยจัดกิจกรรมคิกออฟ ในวันที่ 21 มิ.ย.69 ที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ พร้อมทั้งเปิดตัวแอปพลิเคชัน ล้อมรักษ์ และเยี่ยมสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองร้อยอาสารักษาดินแดน อ.โซ่พิสัย เปิดมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลโซ่พิสัย

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว. หลังฝ่ายค้านนำมาเปิด ขู่หน่วยงานไหนทำหลุดต้องรับผิดชอบ

17 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล หลังเปิดการเก็บโพยในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. สิ่งที่อยู่ในสำนวนจะไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จ ตนตอบได้เพียงเท่านี้

เมื่อถามว่า คลิปที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยนั้นเป็นคลิปที่มาจาก กกต.หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ก็มีในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากข้อมูลเป็นของหน่วยงานใดก็ต้องรับผิดชอบ ข้อมูลนี้อยู่ในส่วนของการครอบครองสำนักงานหรือไม่ และมีการนำไปเปิดเผยได้อย่างไร โดย กกต.จะต้องมีการพิจารณา เพราะอาจมีผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บังคับใช้มาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

เมื่อถามว่า หลังฝ่ายค้านเรียกร้อง กกต.ได้ดำเนินการหรือประชุมเรื่องนี้อย่างไรบ้าง รวมถึงโพยที่เก็บมาเก็บรักษาไว้ที่ใด นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้จะถามลอยๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของสำนวนอยู่ในการพิจารณา ซึ่งทุกเหตุการณ์ในการเลือก สว.ข้อเท็จจริงต่างๆ อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาความคืบหน้าในคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาแล้ว 2 สัปดาห์ นายแสวง ระบุว่า กกต.ได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกันทุกวันจันทร์ โดยมีการพิจารณาเป็นวาระพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ได้พิจารณาเต็มวัน และมีการซักถามโดยละเอียดจากกรรมการ ส่วนจะลงมติประเด็นใดหรือไม่นั้น ตนขอไม่ตอบในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของกรรมการการเลือกตั้ง ขณะที่แนวทางการพิจารณาว่าจะมีการพิจารณาเป็นรายกลุ่มจังหวัด หรือพิจารณารวมทั้งหมด แล้วส่งศาลในครั้งเดียวนั้น ย้ำว่า เป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาของ กกต.