อรรถวิชช์ ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้กระทรวงอุตฯ สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

อรรถวิชช์ ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้กระทรวงอุตฯ สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

อรรถวิชช์ ชี้พิรุธตรวจเหล็ก ซินเคอหยวน จี้กระทรวงอุตฯ สุ่มตรวจเตาหลอมไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.41 น.

“อรรถวิชช์” ชี้พิรุธตรวจเหล็ก “ซิน เคอ หยวน” จี้กระทรวงอุตฯ สุ่มตรวจเตาหลอมโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อผลตรวจที่แท้จริง ลุ้น! ปรับมาตรฐานทุกโรงงานต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก-ยกเลิกเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสร้างตึกสูง”  

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการตรวจสอบมาตรฐานเหล็กของ บริษัท ซิน เคอ หยวน หลังพบว่าเหล็กกว่า 40,000 เส้นถูกจำหน่ายออกจากโรงงานในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แม้คณะกรรมการสอบสวนจะกำหนดให้สุ่มตรวจทุกเตา แต่เมื่อมีการอนุญาตเปิดโรงงานกลับพบว่ามีการตรวจเพียงบางเตาเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการนำตัวอย่างเหล็กไปตรวจสอบกับสถาบันยานยนต์และสถาบันไทย-เยอรมัน ทั้งที่การขออนุญาตเดิมดำเนินการผ่านสถาบันเหล็ก จึงเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งติดตามเหล็กกว่า 40,000 เส้นที่จำหน่ายออกไป ด้วยการสุ่มตรวจตามร้านค้าปลายทางอย่างเข้มงวด พร้อมย้ำเรื่องสำคัญว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าตรวจด้วยวิธีการสุ่มตรวจเตาหลอมโดยไม่มีการแจ้งโรงงานเหล็กล่วงหน้า” โดยบังคับใช้กับโรงเหล็กทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ ซิน เคอ หยวน เพื่อให้ได้ผลตรวจที่สะท้อนความเป็นจริง หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานต้องดำเนินการตามกฎหมาย  

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม มีผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก กลุ่มผู้ผลิตเหล็ก IF และ EAF สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าร่วมรับฟังและชี้แจงข้อมูล โดยทุกฝ่ายรับทราบข้อกังวลเกี่ยวกับการสุ่มตรวจ และเห็นตรงกันว่าต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับถึงปลายทาง

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมด้านเหล็ก ซึ่งต้องจับตาว่าจะมีการปรับมาตรฐานการผลิตหรือไม่ โดยตนได้เสนอ 2 เรื่องสำคัญคือ ต้องกำหนดให้โรงงานต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก” เพื่อควบคุมคุณภาพ และพิจารณาห้ามใช้เทคโนโลยีเตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับเสาและคาน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาคารในระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับพิรุธ ปล่อยผ่าน ซิน เคอ หยวน ไม่ได้ตรวจทุกเตา ยันเปิดได้ก็ปิดได้ อรรถวิชช์ รับปากลุยสุ่มตรวจทั่วประเทศ

อนุชา ลุยหาเสียงบางขุนเทียน-จอมทอง ชี้ปัญหาชาวบ้านถูกลืม เร่งแก้น้ำกัดเซาะ-สร้างถนนเชื่อมชุมชน

อนุชา ลุยหาเสียงบางขุนเทียน-จอมทอง ชี้ปัญหาชาวบ้านถูกลืม เร่งแก้น้ำกัดเซาะ-สร้างถนนเชื่อมชุมชน

อนุชา ลุยหาเสียงบางขุนเทียน-จอมทอง ชี้ปัญหาชาวบ้านถูกลืม เร่งแก้น้ำกัดเซาะ-สร้างถนนเชื่อมชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.02 น.

“อนุชา” เดินสายบางขุนเทียน-จอมทอง ชี้ปัญหาชาวบ้านถูกลืม เร่งแก้น้ำกัดเซาะ-สร้างถนนเชื่อมชุมชน 

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ และ น.ส.เนตรสกาว ชาหอม ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางขุนเทียน เบอร์ 1 ลงพื้นที่สะพานรักษ์ทะเลบางขุนเทียนในช่วงเย็น โดยขับขี่จักรยานยนต์สามล้อ สำรวจเส้นทางรอบพื้นที่ชายฝั่งทะเลเพียงแห่งเดียวของกรุงเทพมหานคร เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนใน 6 ชุมชนหลัก ได้แก่ ชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน, ชุมชนแสนตอ, ชุมชนวัดหลวงพ่อเต่า, ชุมชนเสาธง, ชุมชนศรีกุมาร และชุมชนคลองพิทยาลงกรณ์

นายอนุชา กล่าวถึงการลงพื้นที่ว่า ได้เห็นถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งซึ่งเผชิญกับวิกฤตการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ซึ่งสร้างความสูญเสียที่ดินไปแล้วกว่า 2,700 ไร่ ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือปัญหาโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในยามฉุกเฉิน การเดินทางไปเรียนหนังสือของเด็กนักเรียน ตลอดจนการขนส่งสินค้าประมงและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งปัจจุบันความไม่สะดวกด้านเส้นทางคมนาคมทำให้การขนอาหารทะเละส่งล่าช้า ส่งผลต่อความสดใหม่และมูลค่าของสินค้า 

“ผมจึงมองว่า การพัฒนาพื้นที่นี้ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคและขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ผมจึงมีแนวคิดจะเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการสร้างสะพานเข้าสู่ตัวบ้านและถนนที่เชื่อมต่อจากถนนสายหลักเข้าสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างมีมาตรฐาน”นายอนุชา กล่าว

ด้าน น.ส.เนตรสกาว กล่าวเสริมถึงความต้องการของชาวบ้านว่า ประเด็นสำคัญที่ประธานชุมชนสะท้อนมาคือการเรียกร้องให้ย้ายงานเทศกาล “กินปูดูทะเล” ซึ่งเดิมเคยจัดในพื้นที่ชุมชนชายทะเล ให้กลับมาจัด ณ พื้นที่เดิม แทนการไปจัดที่ศูนย์การค้าย่านพระราม 2 เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่รายได้ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ชาวบ้านยังต้องการให้มีการก่อสร้างสะพานและปรับปรุงถนนเพื่อเชื่อมต่อการสัญจรเข้าถึงตัวบ้านพักอาศัยในชุมชนที่อยู่ในน้ำได้โดยสะดวก เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากการเดินทางที่ไม่คล่องตัว

จากนั้น นายอนุชาและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ได้เดินทางต่อไปยังเขตจอมทอง เพื่อพบปะประชาชนที่ตลาดอินดี้ โดยมี นายเจริญ เพ็ชรกิจ ผู้สมัคร ส.ก. เขตจอมทอง เบอร์ 4 มาร่วมสำรวจปัญหาในพื้นที่ด้วย สำหรับพื้นที่เขตจอมทองนั้นเป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่นและมีตลาดอินดี้เป็นศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก 

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายอนุชาได้เข้าทักทายผู้ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย เพื่อสอบถามปัญหาเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ตลาด ระบบระบายน้ำที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน และปัญหาการจราจรติดขัดในซอยย่อย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นที่รวดเร็วและจับต้องได้

นายอนุชา กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจนำนโยบายเดินทางสะดวก เมืองสะอาด และคุณภาพชีวิตที่ดี มายกระดับคนกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการทำงานที่ตรวจสอบได้และโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนโยบายที่นำเสนอจะช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวบางขุนเทียน จอมทอง และคน กทม. ทุกเขต ได้อย่างแท้จริง เพราะผมเชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครเป็นได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน”

‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน

‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex  ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน

‘ภาวุธ’ สส.พรรประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง Forex ยังไม่ให้ความเห็น รอดูหมายก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.42 น.

วันที่ 18  มิถุนายน 2569 จากกรณี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมแถลงข่าว เปิดแผนผังรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเครือข่ายหลอกลงทุน Forex ซึ่งทั้งนักการเมืองคนดัง และคนดังในวงการบันเทิง โดยมีรายงานว่า นักการเมืองคนดังที่เกี่ยวข้อง เป็นนักการเมืองพรรคฝ่ายค้านนั้น

ล่าสุด มีกระแสข่าวลือสะพัดว่า หนึ่งในบุคคลที่ถูกตรวจสอบในส่วนของนักการเมืองคือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ว่า “รอดูหมายก่อน” และเมื่อถูกสอบถามกรณีกระแสเชื่อมโยงเส้นเงินกับขบวนการ Forex เจ้าตัวกล่าวว่า “ยังไม่มีความเห็น ขอรอข้อมูลอย่างเป็นทางการ” พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอี่ยวนักการเมือง-ดารา? ค้น 24 จุด เครือข่าย Forex ยึดเงินสด-รถหรู-ทองคำแท่ง

จับตา 19 มิ.ย. นี้ รมว.ยุติธรรม จ่อแฉเครือข่าย Forex เถื่อน เปิดชื่อนักการเมือง-คนดังบันเทิงเอี่ยวเพียบ

เปิด 5 ความฝัน ‘ฮุนเซน’ หวังงัดไทย ‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ชี้กัมพูชาเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยล้มเหลวทุกมิติ

เปิด 5 ความฝัน 'ฮุนเซน' หวังงัดไทย 'อดีตบิ๊ก ศรภ.'ชี้กัมพูชาเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยล้มเหลวทุกมิติ

เปิด 5 ความฝัน ‘ฮุนเซน’ หวังงัดไทย ‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ชี้กัมพูชาเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยล้มเหลวทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.02 น.

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  กัมพูชาเป็นตัวอย่างของประเทศ ที่ประชาธิปไตยล้มเหลว อย่างชัดเจน ทุกมิติ นับตั้งแต่การโกงเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ 

ที่มอบต่อประชาชนตัวเอง งบประมาณประเทศไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชนถูกปิดปาก การอุ้มหายคู่แข่งทางการเมือง แบบง่ายๆเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก อยู่ในไทยยังตามมายิงจนตายได้ ถ้าต้องการสร้างความปั่นป่วนให้ทหารไทย ใครหนีไปอยู่กัมพูชาก็อุ้มหายให้เข้าใจว่าทหารไทยทำ (นายฮวดตัวการ) 

การเวรคืนที่ดินของประชาชน มาเป็นของตัวเอง หรืออ้างมาเป็นของรัฐ  ก็ทำได้ตลอดเวลา ฯลฯ  กิจกรรมผิดกฏหมายเอาทุกรูปแบบ ตั้งแต่บ่อนขึ้นไปถึงกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งส่วนใหญ่พี่ไทยก็รู้ๆกันดีอยู่ ฯลฯ 

▪️ตอนนี้ ฮุนเซน ก็เหลือชัยภูมิสำคัญ สำหรับต่อรองกับนาๆชาติเพียงแห่งเดียว คือ ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งกำลังใช้ต่อรองกับชาติมหาอำนาจ 2 ชาติ คือ สหรัฐฯ กับ จีน เท่านั้น จีนจึงต้องยอมปล่อยอาวุธออกมาให้กัมพูชาเป็นระยะๆ  ซึ่งอาวุธเหล่านี้ ยังไม่มีสมรรถนะพอที่จะกระทบต่อขีดความสามารถในการตอบโต้ทำลายล้างจากกองทัพไทย หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในสถานการณ์ความขัดแย้ง และ จีนยังสั่งห้ามฮุนเซนไว้หนักหนา ว่าอย่าไปยั่วยุไทยอีกด้วย

▪️ฮุนเซนมักจะเข้าใจตัวเองผิดว่ามีอำนาจต่อรองเหนือไทยอยู่เหมือนในอดีต  ซึ่งมาจากสินบน นานาชนิด ที่ข้าราชการไทยชอบกันนักหนา และยังมีเงินร่วมลงทุนธุรกิจสีเทาของคนไทยบางส่วนอีกด้วย ฯลฯเรื่อง แบบนี้เองที่ทำให้ฮุนเซนยอมรับสถานการณ์ที่ตัวเองพ่ายแพ้ไม่ค่อยได้ 

▪️ความฝันของฮุนเซนตอนนี้คือ (1) การเอารถถังรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ที่เพิ่งจะได้รับจากจีน มาวางกำลังเผชิญหน้าข่มขวัญไทยทางแนวชายแดนด้านจันทบุรี ตราด ซึ่งน่ากลัวเหมือนกัน (2)การไปปรับความเข้าใจกับคุณทักษิณ (3) การได้เปรียบจากการเจรจาในกรอบของ  UNCLOS   (4) การลดกระแสร์ต่อต้านจากประชาชนของตนเองลงเป็นผลสำเร็จ ตอนนี้ประชาชนกัมพูชาส่วนใหญ่ถูกล้างสมองให้เชื่อว่าการเจรจาในกรอบของUNCLOS กัมพูชาชนะแน่นอน และ (5)ต้องการให้พรรค ประชาชน ของไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะได้คู่กับพรรคประชาชนกัมพูชา ของฮุนเซนพอดี 

◾️ความฝันส่วนใหญ่นั้น มักจะทำให้ทุกคนเคลิ้มกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แต่เมื่อตื่นขี้นมาก็ต้องเผชิญกับ “ โลกแห่งความเป็นจริง ”  ซึ่งจะเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากสำหรับ จอมเผด็จการฮุนเซน

‘โพยไม่ผิด’แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

'โพยไม่ผิด'แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

‘โพยไม่ผิด’แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความระบุว่า “โพยไม่ผิด” แล้วจบจริงหรือ ส่องปมร้อน “ฮั้ว สว.” เมื่อกฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทางกัน!

กลายเป็นมหากาพย์ระดับประเทศที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามตัวโต ๆ เกี่ยวกับประเด็น “โพยเลือก สว.” ยิ่งล่าสุดเมื่อมีการเปิดคลิปวิดีโอแฉขบวนการเลือกตั้ง สว. จนนำไปสู่การตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้กันอย่างดุเดือด เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่มิติตัวบทกฎหมายทื่อ ๆ เท่านั้น แต่ยังมีเงื่อนงำทางพฤติกรรมศาสตร์ และวิกฤตศรัทธาขององค์กรอิสระซ่อนอยู่ชวนให้เราต้องคิดตาม! 

ฝั่ง สว. นำร่องกางตำราโต้: “มีโพยไม่ใช่ความผิด”

การแถลงข่าวของ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร สมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นหัวใจหลักของฝั่ง สว. เสียงข้างมากที่ยื่นยันว่า “การมีโพยไม่ผิดกฎหมาย”  โดยงัดเหตุผลและกลยุทธ์มาสู้ดังนี้:

• มีคำสั่งศาลคุ้มครอง: อ้างคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามนำโพยหรือเอกสาร (สว. 3) เข้าสถานที่เลือกตั้ง (อท 13/2568) ดังนั้นประชาชนย่อมมีเสรีภาพที่จะทำได้เพื่อความสะดวกในการจำหมายเลข

• โจมตีที่มาของหลักฐาน: ตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายเปิดโปง (พรรคประชาชน) ว่า ไปเอาคลิปวิดีโอมาจากไหน? ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? หรือขโมยมาจากสำนวนเพื่อเน้นทำคอนเทนต์ “เอาอดไลก์ยอดแชร์” 

• เธอก็ทำ ฉันก็ทำ (Whataboutism): พล.ต.ต.สุนทร แฉกลับว่า ฝั่ง สว. เสียงข้างน้อยเองก็มีโพยและมีการนัดประชุมจัดตั้งที่โรงแรมเช่นกัน ดังนั้นหากจะตรวจสอบ ก็ต้องตรวจให้เป็นธรรม “ทั้งสองฝั่ง” ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ 

ช่องว่างระหว่าง “เทคนิคกฎหมาย” กับ “โลกความจริง”

ในแง่หนึ่ง ข้อโต้แย้งของ กกต. และ สว. มีน้ำหนักทางกฎหมายเชิงเทคนิค (Legal Loophole) เพราะไม่มีกฎหมายแม่บทเขียนห้ามไว้ แต่ในโลกความเป็นจริง สังคมกำลังมองว่า “เรากำลังเดินกันคนละเรื่อง” 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: โพยก็เหมือน “มีดพับปอกผลไม้” ในทางกฎหมายใคร ๆ ก็พกได้ไม่ผิด แต่ถ้าคนนับร้อยพกมีดรุ่นเดียวกัน เดินเข้าตึกเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน พร้อมมีสลิปโอนเงินโผล่

มา… การบอกว่า “แค่พกมาปอกผลไม้” ย่อมขัดต่อสามัญสำนึก!

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่อง “กระดาษหนึ่งแผ่น” แต่แยกออกเป็นสองมิติ:

1.โพยในฐานะสิทธิ: ทุกคนจดเพื่อกันลืมได้ (ไม่ผิดกฎหมาย) 

2. โพยในฐานะพยานหลักฐาน: หากโพยนั้นลงล็อกกับคะแนนที่ออกมาอย่างเป็นระบบ (Block Vote) ชนิดที่ขัดหลักสถิติคณิตศาสตร์ บวกรวมกับเส้นทางการเงินแปลก ๆ (เช่น ค่าฉีดทุเรียน, ค่าบูชาไอ้ไข่) โพยนั้นจะกลายเป็น “พิมพ์เขียว” หลักฐานมัดตัวขบวนการจัดตั้งทันที! 

คำชี้แจงของ กกต. กับ “วิกฤตอัมพาตทางความศรัทธา”

ที่ผ่านมา แถลงการณ์ของสำนักงาน กกต. มักตอบเฉพาะมุมกฎหมายว่าตน “ไม่มีอำนาจห้าม” แต่สังคมยังคาใจว่า ทำไมในอดีต กกต. เคยออกระเบียบห้าม (ก่อนโดนศาลปกครองเพิกถอน) สะท้อนว่า กกต. เองก็เคยรู้ว่าพฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการทุจริต แต่พอศาลสั่งเพิกถอน กกต. กลับไม่มีมาตรการเชิงรุกมาป้องกันความเสี่ยงเลย 

ยิ่งไปกว่านั้น การเกิด “มติขัดกันเองภายใน” ระหว่าง:

คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 (+DSI): เห็นว่ามีมูลความผิดชัดเจน เสนอเซ็นสอย สว. 138 คน และส่งผลกระทบอีก 91 ราย รวมทั้งสิ้น 229 ราย

คณะอนุกรรมการชุดที่ 36: กลับมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ “ยกคำร้องทั้งหมด”

ประกอบกับข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ กกต. บางท่านมาจาก สว. ชุดที่ถูกล่าวหา ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการ “ฟอกขาว” จนเกิดสภาวะอัมพาตทางความศรัทธา 

ผ่าทางตัน: ทางออกเดียวเพื่อกู้คืนระบบ

หาก กกต. ต้องการหลีกเลี่ยงข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) และกู้ศรัทธากลับคืนมา นักวิชาการและสังคมได้เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมไว้ 3 ข้อ:

1.ส่งคดีให้ศาลฎีกาชี้ขาด: โยนสำนวนและหลักฐาน (รวมถึงโพยที่ริบมาได้) ให้สถาบันตุลาการกระแสหลักเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเป็นทางลงที่สง่างามที่สุด 

2. ขยายผลเส้นทางการเงิน: ต้องชี้แจงให้ชัดว่า โพยที่ยึดมาได้โยงไปถึงสลิปการโอนเงินในกลุ่มจัดตั้งหรือไม่ 

3. ใช้บรรทัดฐานดิจิทัลมาเทียบเคียง: ในเมื่อศาลเคยสั่งตัดสิทธิ 10 ปีคดีทุจริตจากการส่งขอคะแนนผ่านแอปฯ Line มาแล้ว โพยกระดาษที่มีเจตนาจัดตั้งก็ไม่ควรถูกยกเว้น 

บทสรุป: คำถามที่ยังรอคำตอบ

บทสรุปของมหากาพย์นี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “โพยผิดกฎหมายไหม” เพราะฝั่ง สว. และ กกต. เคลียร์คัตในมุมแคบ ๆ ไปแล้ว… แต่คำถามตัวโต ๆ ที่ประชาชนยังรอฟังคือ:

“พยานหลักฐานแวดล้อมทั้งหมดที่มีอยู่ เพียงพอหรือยังที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า วุฒิสภาชุดนี้ได้มาอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสจริง ๆ ?”

คำตอบสุดท้ายนี้ คงไม่ได้จบลงที่หน้าไมค์บนเวทีแถลงข่าว แต่อยู่ที่ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ขององค์กรตรวจสอบ ว่าจะกล้าเปิดเผยความจริงให้สังคมยอมรับได้อย่างแท้จริงหรือไม่! 

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ ในนามของ นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล สหพันธรัฐรัสเซีย

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก ไชยชนกท้าไอซ์สอบ โครงการฉาว’TH-AI’

“ไชยชนก” ยินดีปชน.สอบโครงการ TH-AI Passport ท้ายื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ ลั่นต้องดูความเหมาะสม จี้ให้รมต.ร่วมรับผิดชอบ เหตุอยู่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ขรก.ประจำ ยืนยันตรวจสอบแล้ว คุ้มค่าทั้งรัฐ-ประชาชน เปิดภาพ “ไชยชนก”คุย“รักชนก” ระหว่างประชุมสภา ด้าน “ไอซ์” เปิดมือถือให้ดูหลักฐานบางอย่าง ก่อน“เจ๊มันแกว” เข้าร่วมวงอีกคน

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติมแม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว นำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่า ภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้คุ้มค่าและโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

‘ไชยชนก’ประกาศเดินหน้าTH-AI

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่างๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน”นายไชยชนก กล่าว เมื่อถามย้ำว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้งบคุ้มค่า/รัฐ-ปชช.ได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดู แต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้

รมต.-ขรก.มีสัดส่วนรับผิดชอบ

เมื่อถามย้ำว่า สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนกกล่าวว่า ไม่ใช่การโยน เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

เปิดภาพ‘ไชยชนก’คุยกับ‘รักชนก’

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการพิจารณาพิธีสารและกรอบความตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีสมาชิกร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่สนับสนุนกรอบความร่วมมือของประเทศไทยและคู่ค้า เพื่อผลักดันให้มีการยกระดับทางด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พา นางนันทนากลับไป

‘รักชนก’โพสต์คุยเรื่องจะล้มหรือไม่ล้ม

ด้าน น.ส.รักชนก เผยผ่านเฟซบุ๊กถึงบทสนทนา กับ นายไชยชนก ดังนี้ ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถาม คุณไชยชนก 1.พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา 2.ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ไม่ตอบตรงๆ บอกต้องดูตามกฎหมาย 3.เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่า โครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ยังไม่เห็นครับ ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่า มีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชันและสส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ชื่อพี่มันแกว ดิฉันก็ถามว่า แค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกน่า

ประชุมกมธ.18มิ.ย.โชว์หลักฐานใหม่

เรื่องก็มีแค่นี้ ถามว่า ดีกันถึงขนาดจับไม้จับมือก็อยู่กรรมธิการงบมาด้วยกัน 2 ปี ก็พอคุยกันได้อยู่ค่ะ พี่เค้าจะชอบมาบอกว่า แต่งตัวดีๆ เสื้อให้คอสูงไว้ อย่าให้โป๊มาก ก็จะเถียงกันประจำ เพราะส่วนตัวนี่ชอบแบบโป๊นิดหน่อย สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่า มันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่า โอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นมีโอกาสแบบนี้ที่ได้คุยกัน สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่า แซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม ปล.ฝากทุกท่านติดตามการประชุมร่วม กมธ.ติดตามงบฯxกมธ.กฎหมาย ยุติธรรมฯ เรื่องTH-AI passport พรุ่งนี้ด้วยนะคะ มีหลักฐานใหม่มาเปิดเพิ่มอีก

‘เอกราช’แฉเบื้องหลัง2นกคุยกัน

นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีการพูดคุยประมาณ 2 นาที เนื่องด้วยในวันพรุ่งนี้ 18 มิถุนายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะคณะกรรมาธิการ การศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบ ที่ น.ส.รักชนก เป็นประธานกรรมาธิการ ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ น.ส.รักชนก ได้สอบถามนายไชยชนกว่าในวันพรุ่งนี้ ตามที่กรรมาธิการได้เชิญเข้าชี้แจงจะมาร่วมชี้แจงหรือไม่ โดยนายไชยชนก บอกว่าไม่ได้ไปชี้แจงโดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงแทน

จากนั้น น.ส.รักชนกถามต่อว่าจะยกเลิกโครงการ TH-AI Passport หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบจากนายไชยชนกว่า ถ้าผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ส่วนช่วงที่ น.ส.รักชนกเปิดมือถือ ให้นายไชยชนก ดูเป็นภาพโพสต์เฟซบุ๊กที่ได้โพสต์รายละเอียดและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ว่ามีข้อมูลความผิดปกติอย่างไร ก่อนที่นายไชยชนก จะดูในมือถือและกล่าวย้ำว่า หากผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ขอตรวจสอบก่อน

ปชป.แฉกทม.จัดซื้อตรง4หมื่นโครงการ

ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ“ส่องรัฐ”ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม.ภายใต้การบริหารของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดีกล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างหรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันและมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้ งบประมาณ ยังพบมีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องเปรียบเทียบราคาและเปิดแข่งขันอย่างเหมาะสม

‘อนุชา’ชี้ตีแผ่เพื่อให้ข้อมูลปชช.

ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่าการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว แม้ กทม.จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงานและบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูก เปิดเผยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาเผยแพร่ ไม่ได้ มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่า มีการกระทำผิดแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

‘จุลพันธ์’ยันเดินหน้ายื่นร่างแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เรื่องของการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลังร่างที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นถอนชื่อ ว่า ที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการเตรียมรายชื่อไว้แล้ว ความพร้อมของร่างที่เเล้วค่อนข้างพร้อม 100% แต่เมื่อหลายพรรคการเมือง มีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมา และหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเสียงจากวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด จึงมีกระบวนการที่จะต้องกลับไปทบทวนแก้ไขร่าง ปรับร่างกลับมา ส่วนรายละเอียดจะมีการชี้แจงกับสังคมอีกครั้ง ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ซึ่งทุกคนให้ความเห็นชอบ และจะมีการร่วมลงชื่อเเล้วเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งจะรรจุวาระประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเราจะเตรียมการให้ทัน

นายกฯเล็งขายตรงEECดึงลงทุนทั่วโลก

เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น“เซลส์แมน”ทำการตลาดให้ EEC นายกฯกล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คือการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก

‘พิพัฒน์’โยนนายกฯแจงดึงEECคุมเอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีการยกเลิกไม่ให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ตนไม่ทราบคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุมครม.เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่าเป็นเพราะว่านายพิพัฒน์ กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยเมื่อถามว่าเป็นการลดบทบาทหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่า ทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้ นายกฯคงจะมอบหมายงานอื่นๆ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้นายกฯยังไม่ได้แจ้งเหตุผลในการดึง EEC ไปดูแลเองใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขอให้รอนายกฯกลับจากรัสเซีย

ปัดโยงปมไม่แก้สัญญารถไฟ3สนามบิน

เมื่อถามว่ามีการจับตาที่ถูกลดบทบาท ไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ดูแล

เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่แก้ไขสัญญาของภาคเอกชนกรณีรถไฟเชื่อม 3 สนามบินใช่หรือไม่ รมว.คมนาคมกล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลว่าขอให้รอนายกฯเดินทางกลับก่อน

ยืนยันไม่มีรอยร้าวใน‘ภูมิใจไทย’

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้ เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน

เปิดเบื้องลึก‘หนู’ดึงEEC‘พิพัฒน์’ดูเอง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงเบื้องหลังคำสั่ง 2 ฉบับที่ครม.รับทราบคือ 1.คำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และ 2. ยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทยโดยนำ EEC เป็นโปรเจกต์นำ(Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะนำเสนอโปรเจกต์ EECในมุมมองใหม่

หวังดัน2โครงการดึงลงทุนจากตปท.

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลกและเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

อีกทั้ง การผลักดันให้ EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ

ปัดขัดแย้ง-ไม่เกี่ยวปมแก้สัญญารถไฟ

“การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ ซึ่งนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่าการทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอดนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับไปกำกับดูแลเองดีกว่าและไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน ส่วนเรื่องโครงการดิสนีย์แลนด์ ที่นายพิพัฒน์อยากให้ทำใน EEC นั้น นายกฯก็ตั้งคำถามกับนายพิพัฒน์ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลตอบแทนโครงการเลยว่าคุ้มค่าหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภูมิใจไทย แจงเด้งพ่อเมืองภูเก็ต2 รองผู้ว่าฯ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไม่ใช่ละครตบตาชาวบ้าน ขณะที่“วรศิษฎ์” รมช.มหาดไทย ย้ำนายกฯสั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้มภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย หวังจากนี้จะดีขึ้น ด้านรองกุ้งกลับเมืองคอนชาวบ้านต้อนรับกระหึ่ม พระให้พรอย่าท้อมาเพื่อเป็นใหญ่กว่าเดิม สื่อภูเก็ตโร่ร้อง กมธ.พัฒนาการเมือง ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ลิซ่า-ปชน.ตามถล่มโยกย้ายไม่ยั้ง

วันที่ 17 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.09 น. สำนักข่าวอมรินทร์ รายงานข่าวที่บริเวณลานอุทยานอนุสาวรีย์เจ้าพระยานครน้อย บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายธีระพงศ์ ช่วยชู หรือ รองกุ้ง อดีตรองผวจ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางมารับตำแหน่งรองผวจ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางมารับตำแหน่งรอง ผวจ.นครศรีธรรมราชพร้อมภริยา โดยมีกลุ่มพลังมวลชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวนมาก แห่เดินทางมารอต้อนรับนายธีระพงศ์ อย่างอบอุ่น จนแน่นบริเวณลานอุทยานอนุสาวรีย์เจ้าพระยานครน้อยอย่างคึกคัก

กลับมาเพื่อยิ่งใหญ่กว่าเดิม

บางคนถึงกับโผกอดด้วยความดีใจ และมอบช่อดอกไม้ด้วยความยินดี โดยในจำนวนนี้มีพระครูสถิตกาญจนคุณ หรือ พระแบน เจ้าอาวาสวัดจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางมารอต้อนรับและให้พรนายธีระพงศ์ในครั้งนี้ด้วย

โดยกล่าวให้พรว่า “การกลับมาครั้งนี้มาเพื่อยิ่งใหญ่กว่าเดิม และยังบอกว่าบางทีคนเราถอยมากเกิน เพื่อนก็ได้ใจ อย่าไปท้อ ให้สู้ต่อไปอย่างเต็มที่เพื่อบ้านเมือง เราไม่ใช่คนไม่มีสติแต่เราทำงานอย่างมีสติ อาจารย์ขอให้กำลังใจท่านรองฯอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวอะไร”

นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผวจ.นครศรีธรรมราช ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชทุกท่าน ที่เดินทางมาต้อนรับตนอย่างอุบอุ่นในครั้งนี้จะไม่มีวันลืมและจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างสุดกำลังความสามารถอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วง ส่วนประเด็นอื่นๆ ไม่ขอพูดถึง

รองดุลย์ ย้ายไปสงขลา

ด้าน เพจ phukethotnews รายงานว่า นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เดินทางไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ที่ ถ.นางงาม อ.เมือง จ.สงขลา ก่อนเข้ารายงานตัวรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

โดย นายกองเอก อดุลย์ ให้สัมภาษณ์เปิดใจ ว่า ตลอดเส้นทางการรับราชการ ตนเป็นที่รู้จักในชื่อ “ปลัดอดุลย์” หรือ “รองอดุลย์” ไม่เคยใช้ชื่อเล่น กุ้ง หรือฉายาว่า รองกุ้ง หรือ ปลัดกุ้ง ตามที่มีกระแสข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และ ยืนยันไม่ใช่เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงตามกระแสข่าวอย่างแน่นอน ซึ่ง ตนพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ทั้งการกำกับดูแลส่วนราชการ การประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”

รู้ตัวว่าต้องถูกย้าย

นายกองเอกอดุลย์ยังบอกว่า หลังได้รับคำสั่งย้ายจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ก็รู้สึกมีความสุขตั้งแต่วันแรกที่ได้รับทราบคำสั่ง แม้จะคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ามีโอกาสถูกย้ายตามที่มีการกล่าวถึงในที่ประชุม แต่ไม่ได้รู้สึกตกใจหรือเสียกำลังใจ ซึ่งตำแหน่งรองผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งที่ประชาชนอยากรู้จัก อยากพบเจอ สิ่งสำคัญคือหลังจากเจอแล้ว เขาอยากเจอเราอีกหรือไม่ หากประชาชนพบแล้วไม่พอใจการทำงาน ตนก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้าพบแล้วอยากพบอีก นั่นคือความสุขของการทำงาน

สำหรับยุคปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์สามารถตรวจสอบการทำงานของข้าราชการได้ตลอดเวลา หากทำอะไรผิดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกตรวจสอบทันที จึงยินดีเปิดเผยข้อมูลและพร้อมให้สื่อมวลชนตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ส่วนกรณีที่มีการเชื่อมโยงการย้ายกับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงในการประชุมนั้นยืนยันว่าไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวถึงและในที่ประชุมวันนั้นมีการพาดพิงถึงบุคคลชื่อรองกุ้งขณะที่มีคนพยายามเชื่อมโยงว่าตนชื่อเล่นกุ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่และหากมีความเข้าใจเช่นนั้นเพื่อความเป็นสุภาพบุรุษก็พร้อมให้ตรวจสอบและพร้อมเดินทางตามคำสั่งราชการ

ตกเป็นเป้าถูกโจมตี

ทั้งนี้ตนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางโซเชียลมาระยะหนึ่ง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในจังหวัดภูเก็ต โดยตน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ปลัดจังหวัดภูเก็ต และนายอำเภอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการจับกุมผู้บุกรุกชายหาดบางเทา การดำเนินคดีกลุ่มบุกรุกป่าไม้บริเวณหาดฟรีด้อม และการตรวจจับอาวุธปืนในสถานบันเทิงที่ป่าตอง ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

‘รองผู้ว่า รอมดอน’กลับภูเก็ต

ด้าน นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ ซึ่งเป็นขวัญของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เดินทางถึงจังหวัดภูเก็ต ภายหลังได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากตำแหน่งเดิม โดยก่อนเข้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอนได้เข้าพบนายนิรัตน์ พงศ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อแนะนำตัวและรายงานตัวเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตอยู่ระหว่างการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับคณะนักศึกษาหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 85 ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองภูเก็ต

ซึ่งวันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง นายรอมดอน ยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระบุเพียง ว่า เนื่องจากเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่ง จึงขอรอรับทราบภารกิจและการมอบหมายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก่อน ว่าจะรับผิดชอบงานด้านใดบ้าง

พร้อมยืนยันว่า มีความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนชาวภูเก็ตอย่างเต็มที่ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัด

ภท.ยันไม่ใช่ละครตบตา

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า “วันนี้อย่าทำแค่การเด้งไปนั่น ไปนี่ นี่คือการลงโทษแบบไม่มีใครเชื่อ วัฒนธรรมแบบนี้เลิกได้เลิก ถ้าจะเอากันจริงๆ ถอนรากถอนโคนบอกประชาชนไปเลยว่าผิดอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง สาวกันมาให้หมด ถ้านายกรัฐมนตรีจริงใจกับประชาชนจริงเอากันให้ชัด”

นางสาวพลอยทะเลกล่าวย้ำว่า การปรับเปลี่ยนโยกย้ายดังกล่าว เพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่นๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย มีปัญหาสะสมมายาวนาน ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

“ตนเองในฐานะคนภูเก็ต เข้าใจและรับรู้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของข้าราชการซึ่งเป็นกลไกลสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งพ่อเมือง เป็นแม่ทัพใหญ่คอยบัญชาการในแก้ไขปัญหาต่างๆ ตนเองก็พอรู้จักท่านผู้ว่านายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรเป็นผูัที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในพื้นที่มานาน ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งได้ทำงานเพื่อจังหวัดภูเก็ตอย่างเต็มที่ แต่การแก้ไขปัญหาของจังหวัดภูเก็ตยังมีอีกหลายปัญหา ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการให้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องสลับคนใหม่เข้ามาในพื้นที่ เพื่อมุมมองใหม่ๆ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ต้องแก้ปัญหาภูเก็ตโดยเร็ว

“การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตได้รับการแก้ไขมากยิ่งเพื่อให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ละครตบตา หรือเรื่องผลประโยชน์ และวัฒนธรรมการโยกย้าย อย่างที่ น.ส.ภคมน เข้าใจ ตนเองเชื่อว่า ท่านผู้ว่านิรัตน์ เข้าใจเหตุผลการย้ายครั้งนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งอาชีพข้าราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ว่าตำแหน่งไหน อยู่จังหวัดไหน ข้าราชการทุกคนก็ต้องทำงานรับใช้ชาติและประชาชน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ว่า ไม่ใช่แค่ที่ จ.ภูเก็ต แต่ทุกที่ ที่มีประเด็นเรื่องนี้ ทั้ง จ.ภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมีความรู้สึกติดใจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากลงพื้นที่เองแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปราบปราม นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความคืบหน้า สิ่งที่นายกฯลงไปอยู่ในกระบวนการ แต่ปรากฏยังมีคนบางกลุ่มที่ยังมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมายอยู่ เลยค่อนข้างที่จะซีเรียส

เมื่อถามว่า หลังจากเดินหน้าดึงคนที่มีปัญหาออกจากพื้นที่แล้ว และส่งคนใหม่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ คิดว่า จะมีความคืบหน้าหรือดีขึ้นหรือไม่ นายวรศิษฏ์กล่าวว่า เราหวังผลดีขึ้นแน่นอนอย่างที่ทุกคนทราบ สถานการณ์ใน จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีความวุ่นวายอยู่พอสมควร ฉะนั้น ทีมที่นายกฯส่งเข้าไปทำงาน เราคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อย่างมากแน่นอน

เชือดหมดใครมีเอี่ยว

เมื่อถามว่า จะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้นานแค่ไหนเพื่อให้เห็นผล นายวรศิษฏ์กล่าวว่า ไม่มีกรอบ ต้องเร็วที่สุด และเท่าที่ได้ยินข้อมูลมา ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายบริหาร ตอนนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีคณะกรรมาธิการหลายคณะจะลงไปตรวจสอบเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลด้วย และยังอยู่ได้ในพื้นที่ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ถ้ามีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องและพิสูจน์ได้ก็รับกันไป เพราะหากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังอยู่ตรงนั้น ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลสามารถทำงานตรงนั้นได้ ก็อยู่ไม่ได้ นโยบายนายกฯสั่งการมาชัดเจนว่า เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใครทำก็ต้องรับ

สื่อภูเก็ตร้องถูกผู้มีอิทธิพลฟ้อง

ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจาก นายวรพงศ์ ยูระหมานผู้ก่อตั้งเพจข่าวโหดจัง จังหวัดภูเก็ต กรณีถูกผู้กว้างขวางรายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการนำเสนอข่าวปัญหาหาบางเทาในจังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ นายวรพงศ์ ได้เปิดเผยรายละเอียดมากมาย ซึ่งคนภูเก็ตรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร และอดทนมานานแล้ว

ด้านน.ส.ภคมนกล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวการย้ายรองผู้ว่าซีฟู้ด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯคนดังกล่าว มีคนสนิทเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ และบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อมวลชนท้องถิ่นวันนี้ ก็เป็นคนใกล้ชิดของคนนั้น

น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ฉากละครสำคัญวันนี้เล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด เชื่อว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป จะมีคนออกมาบอกว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ไม่ใช่แค่ที่ภูเก็ต แต่ทุกที่ที่มีประเด็นเรื่องนี้ทั้งภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้
กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้”

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร พลังงาน สาธารณสุข พร้อมชวนบรูไน ลงทุนในไทย สร้างความมั่นคงและการเติบโตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 โรงแรม Mirage เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฯ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความซาบซึ้งต่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ที่ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีกับ เจ้าชายอับดุล มาติน ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบรูไนฯ ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย-บรูไนฯ มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในทุกระดับ พร้อมร่วมมือส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความตั้งใจที่จะเดินทางเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการเยือนบรูไนฯ ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นว่าการกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยมีความสำคัญต่อการรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยหารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป

ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรียินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย

ด้านการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ สำหรับพระมหากรุณาธิคุณและพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นที่ทรงมีต่อประเทศไทย รวมทั้งการทรงสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศมาโดยตลอด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับบรูไนฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป