เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ลุยแก้ปัญหาเร่งด่วนช่วยประชาชนโดยไม่ต้องรอแถลงนโยบาย รื้อค่าการกลั่น ซัดตัวเลข 14-17 บาท เป็นเพียงตัวเลขทิพย์ ไม่สะท้อนความเป็นจริง ยอมรับโรงกลั่นรับผลประโยชน์ส่วนเกินจริง จาก “วอร์พรีเมียม” เตรียมเจรจาดึงกำไรเดือน มี.ค.มาช่วยประชาชน พร้อมงัด พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 คุมเข้มค่าการกลั่นระยะยาว แย้ม 11 เม.ย. นี้ คลอดมาตรการอุ้มกลุ่มเปราะบาง-ขนส่ง ยัน คนละครึ่งพลัส มาแน่

6 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผย ว่า คตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3 วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเอง โดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในคืนนี้(6 เม.ย.)โดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน  
 
       สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าจริงๆ เป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.  เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร. จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน 

นายเอกนิติ กล่าวว่าจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก  ทำให้ในเดือนมี.ค.จนถึงเม.ย.ที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน  
 
       นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะอดีตเดือน มี.ค. เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ระยะอนาคต ตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนาย

เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล
 
“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ” 
 
       ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า
 
       นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุม ครม. ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

'สุเทพ'ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

“สุเทพ” ปลัดศธ. แจงยิบ!! หลังถูกโซเชียลแฉ มีบิ๊กวิทยาลัย-ขรก. นำรถหลวงมาใช้งานเลี้ยงวันเกิดปลัด ศธ. ที่บ้านพิมานเทพ ราคา 200 ล้าน

6 เม.ย.2569 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก Suthep Kaengsanthai ระบุว่า 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่จากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับตัวผม 

ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. กรณีงานวันเกิด  

โดยปกติผมไม่ได้มีการจัดงานวันเกิด แต่ในปีนี้มีน้อง ๆแจ้งว่าจะมารับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน โดยระบุว่าจะมีประมาณ 10–20 คน ผมจึงยินดีในฐานะเจ้าบ้าน และตั้งใจจะสั่งอาหารทั่วไปมารับประทานกันตามปกติ  

อย่างไรก็ตาม ขณะผมปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงาน ผู้จัดได้มีการเตรียมงานเพิ่มเติมโดยผมไม่ทราบล่วงหน้า เมื่อผมกลับถึงบ้านจึงพบว่ามีการจัดสถานที่ เวที และเครื่องเสียง ซึ่งผมได้สอบถามและได้รับแจ้งว่า เป็นของส่วนบุคคลนำมาร่วมกัน โดยผมมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด

2. กรณีผู้มาร่วมงาน  

ผมไม่ได้เป็นผู้เชิญหรือผู้สั่งการให้บุคคลใดมาร่วมงาน การเข้าร่วมเป็นไปในลักษณะการบอกต่อกันเองของผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อผมกลับมาถึงจึงทราบว่ามีผู้มาร่วมงานจำนวนมากกว่าที่คาดไว้  

ทั้งนี้ ผมไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางหรือการดำเนินการของผู้มาร่วมงาน และหากมีบุคคลใดดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้น

กรณีการใช้ทรัพยากรของทางราชการผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มีการสั่งการ อนุญาต หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำทรัพยากรของทางราชการมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด

3. กรณีทรัพย์สิน  

บ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งได้มาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งบ้านแท้จริงมีมูลค่า 8.4 ล้าน และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระโดยผ่านการหักจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน โดยผมได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน  ราคา และหลักฐานการได้มา ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วตามหน้าที่ที่ต้องยื่น 

ดังนั้นการลงข้อมูลเผยแพร่ของเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย กล่าวอ้างว่าบ้านดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 200 ล้าน จึงเป็นข้อมูลเท็จ

จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือในการใช้วิจารณญาณในการรับและเผยแพร่ข้อมูล หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายผมจำเป็นต้องดำเนินการใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องตนเอง

ขอบคุณครับ

สุเทพ  แก่งสันเทียะ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่มาถึง ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) บางส่วน ขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยเริ่มที่นรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าระเบียงของตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ หลังจากที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้าเสร็จ นายกฯ ได้เดินลงไปถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวคณะรัฐมนตรี

จากนั้น ในเวลา 19.00 น. นายกฯ จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเวลา 20.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

การก้าวขึ้นมาบริหารประเทศของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เกิดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ชัดจากการเลือกตั้ง นั่นคือการนำ “ทีมมืออาชีพ” เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ใช้เป็นแกนสำคัญในการสร้างความนิยม ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่ผูกกับรายชื่อบุคคลจริงอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

บุคคลทั้งสามถูกเรียกว่า “เทคโนแครต” ในความหมายที่ชัดเจน คือคนทำงานที่เติบโตมาจากระบบราชการและภาคธุรกิจ มีประสบการณ์ตรงด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารองค์กร ไม่ได้เติบโตจากเส้นทางการเมืองโดยตรง และถูกคาดหวังให้ใช้ความเชี่ยวชาญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ภาพนี้ทำให้ความนิยมของรัฐบาลไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับ “ศรัทธา” ที่ประชาชนฝากไว้กับความเชี่ยวชาญของบุคคลเหล่านี้ ว่าจะสามารถพาประเทศรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้จริง ศรัทธาจึงกลายเป็นทุนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จังหวะการเริ่มต้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ค่อย ๆ สะสมผลงาน หลังการเลือกตั้งไม่นาน สถานการณ์พลังงานโลกปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และลากต้นทุนทางเศรษฐกิจในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามทันที

นี่คือจังหวะที่ “ไม่ปกติ” เพราะรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มงานเต็มรูปแบบ แต่ต้องรับมือโจทย์ใหญ่ระดับโลก และทำให้ศรัทธาที่เพิ่งก่อตัว ถูกนำไปวัดผลเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังจึงถูกดึงเข้าสู่การประเมินจากผลลัพธ์ในระยะสั้นทันที จากเดิมที่ “มืออาชีพ” ถูกมองเป็นคำตอบในภาพรวม กลายเป็นความคาดหวังให้เห็นผลในระดับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ขยับขึ้นต่อเนื่อง

ผลสำรวจของ นิด้าโพล ซึ่งสำรวจประชาชน 1,310 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีคนนอกทั้งสามรายอยู่ในระดับที่ “ไม่มั่นใจ” มากกว่ามั่นใจในทุกตำแหน่ง

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการปฏิเสธตัวบุคคล แต่สะท้อนการรอคอย “ผลลัพธ์” ในช่วงเวลาที่แรงกดจากสถานการณ์เกิดขึ้นเร็ว ศรัทธาที่เคยเป็นแรงหนุนในช่วงเลือกตั้งจึงเริ่มถูกประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ครบ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นผลจากธรรมชาติของวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรที่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถกำหนดได้โดยตรง สิ่งที่ทำได้คือการบริหารผลกระทบภายในประเทศผ่านมาตรการต่าง ๆ

แต่เครื่องมือเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งด้านงบประมาณ โครงสร้างราคา และผลกระทบในระยะถัดไป การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน ไม่สามารถเร่งให้เห็นผลทันทีโดยไม่มีต้นทุนตามมา

ขณะที่นโยบายต้องใช้เวลาในการออกแบบและดำเนินการ ผลกระทบต่อประชาชนกลับเกิดขึ้นทันที ช่องว่างระหว่างสองจังหวะนี้ทำให้ศรัทธาถูกกดดัน และทำให้การทำงานของ “สามเทคโนแครต” ถูกจับตามองอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

เมื่อเชื่อมกับร่างนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายน 2569 จะเห็นว่ารัฐบาลวางกรอบไว้ครบในระดับโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร และการบริหารภาครัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ถูกจับตาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง หากอยู่ที่การจัดการแรงกดจากพลังงานในระยะใกล้ นี่ทำให้รัฐบาลต้องทำงานสองระดับไปพร้อมกัน คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และรักษาทิศทางระยะยาว

บทบาทของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส จึงถูกวัดจากการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ

สิ่งที่ผลโพลกำลังสะท้อน ไม่ใช่การปฏิเสธแนวทาง “มืออาชีพ” แต่เป็นการบอกว่าศรัทธาต้องการ “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ในช่วงเวลาที่วิกฤตกำลังกดทับอยู่

ในภาวะปกติ ความเชี่ยวชาญสามารถพิสูจน์ผ่านเวลา แต่ในจังหวะที่ไม่ปกติ เวลาไม่ได้ยืดหยุ่น ศรัทธาถูกเร่งให้ต้องแสดงผลลัพธ์เร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น

สามเทคโนแครตในสมรภูมิพลังงานจึงต้องรับมือทั้งโจทย์เศรษฐกิจ และแรงกดจากความคาดหวังที่ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกัน

โจทย์ของรัฐบาลในช่วงหลังจากนี้อยู่ที่การทำให้มาตรการด้านพลังงานเริ่มส่งผลในระดับที่ประชาชนรับรู้ได้ พร้อมกับอธิบายข้อจำกัดของสถานการณ์โลกให้เข้าใจชัด ว่าส่วนใดจัดการได้ และส่วนใดอยู่เหนือการควบคุม

หากสังคมเห็นทั้งทิศทางและผลลัพธ์ ศรัทธาที่ถูกกดดันในช่วงเริ่มต้นยังมีพื้นที่ให้ฟื้นตัว แต่หากผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

คำตอบของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่การย้ำว่ามีใครเก่ง แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถพาประเทศผ่านจังหวะที่ไม่ปกติไปได้อย่างไร

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

นายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก กำชับข้าราชการ WFH วอนประชาชน – เอกชนทำรูปแบบเดียวกัน เล็งคลอดมาตรการอื่นเร็วๆ นี้ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา ลั่นนำความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนให้โดยเร็ว

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.19 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ โดยสภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

นายกฯ ระบุต่อว่า ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้ ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ ระบุอีกว่า ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ เวิร์คฟอร์มโฮม รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ  และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

นายกฯ ระบุด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่นๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

“ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุด” นายกฯ ระบุ

นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤติพลังงาน รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน

นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤติพลังงาน รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน

นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤติพลังงาน รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤติพลังงาน-รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม.นัดพิเศษคํ่านี้

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ

อภิสิทธิ์ เผย ปชป.เตรียมจัดขุนพล 4-5 คน ชำแหละนโยบายรัฐบาล

อภิสิทธิ์ เผย ปชป.เตรียมจัดขุนพล 4-5 คน ชำแหละนโยบายรัฐบาล

อภิสิทธิ์ เผย ปชป.เตรียมจัดขุนพล 4-5 คน ชำแหละนโยบายรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“อภิสิทธิ์”เผย”ปชป.”เตรียมจัด 4-5 ขุนพล ชำแหละนโยบายรัฐบาล ติงกว้างไป-ไม่ชัดเจน ยังขาดอีกเยอะ

6 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงเนื้อหาการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ปรากฎผ่านสื่อ ว่า จริงๆ เป็นการเขียนบรรยายแนวคิด หรือการบรรยายสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างตรง แต่ในแง่ของตัวนโยบายเขียนค่อนข้างกว้างไม่ค่อยชัดเจนว่า แนวทางเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายเป็นอย่างไร ก็เป็นช่วงของการอภิปรายที่เราจะได้มีการซักถาม

เมื่อถามถึงการวางตัวผู้อภิปรายนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้รอเรื่องการจัดสรรเวลา ที่ประธานสภาฯ จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย.) โดยคาดว่าพรรคได้รับจัดสรรเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า มีผู้อภิปรายประมาณ 4 – 5 คน ซึ่งมีตน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ , นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ , นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ที่จะอภิปราย

เมื่อถามว่า ในเนื้อหานโยบายของรัฐบาลยังมีอะไรที่ขาดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “มีเยอะครับ” แต่ตอนนี้เห็นแต่ร่างที่ปรากฏตามสื่อ ต้องดูของจริงอีกที เมื่อถามว่า จะมีไม้เด็ดในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า “ไม่หรอก จริงๆ แล้วก็มีผู้อภิปรายหลายคน”

ลุ้นส่งศาลฎีกาช่วงสงกรานต์ ป.ป.ช.จ่อยื่นคำฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล คดีจริยธรรมแก้ ม.112

ลุ้นส่งศาลฎีกาช่วงสงกรานต์ ป.ป.ช.จ่อยื่นคำฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล คดีจริยธรรมแก้ ม.112

ลุ้นส่งศาลฎีกาช่วงสงกรานต์ ป.ป.ช.จ่อยื่นคำฟ้อง 44 สส.ก้าวไกล คดีจริยธรรมแก้ ม.112

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

“เลขา ป.ป.ช.”เผยคำฟ้อง 44 สส.พรรคก้าวไกล ปมร่วมแก้ไขมาตรา 112 ลุ้นยื่นศาลฎีกาก่อนหรือหลังสงกรานต์ แจงไร้ใบสั่งการเมือง แต่ข้อมูลเยอะขอเวลาจัดทำเอกสารให้สมบูรณ์ก่อน

6 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ในข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้เร่งระดมการถ่ายเอกสารเนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน 56 ชุด โดยจะต้องส่งทั้งองค์คณะตุลาการ และคู่ความ เอกสารมีเป็นจำนวนมาก ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้ดึงเวลาในการยื่นคำร้อง แต่เพราะต้องมีความละเอียดรอบคอบ

“ยืนยันเรื่องนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เป็นไปตามขั้นตอนและไทม์ไลน์ของกระบวนการ ไม่มีใบสั่งหรืออะไรทั้งสิ้น คำร้องเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลมา ทั้งนี้ จะก่อนหรือหลังสงกรานต์ ในวันที่ 9 เม.ย.ก็จะทราบ ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องดูให้สมบูรณ์ก่อนส่ง” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล เป็นการชี้มูลจากการกระทำพฤติกรรม เนื้อหาต่างๆ ว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ สมควรมีพฤติการณ์เช่นนี้หรือไม่ จะถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ชี้มูลสิทธิการยื่นแก้กฎหมายของ ส.ส.เหมือนอย่างที่ ส.ส.พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมากล่าวหา อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างทุกอย่างอยู่ในคำร้องไม่สามารถเปิดเผยได้

ครม.นัดพิเศษจ่อตั้ง 3 กุนซือนายกฯ พร้อมตั้ง รัชดา นั่งโฆษกรัฐบาล

ครม.นัดพิเศษจ่อตั้ง 3 กุนซือนายกฯ พร้อมตั้ง รัชดา นั่งโฆษกรัฐบาล

ครม.นัดพิเศษจ่อตั้ง 3 กุนซือนายกฯ พร้อมตั้ง รัชดา นั่งโฆษกรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

6 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษค่ำนี้ (6 เม.ย.) นอกจากจะมีการวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่จะมีการแถลงระหว่างวันที่ 9 – 10 เม.ย.และเรื่องการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่แล้ว ยังจะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองด้วย ประกอบด้วย ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และอดีตประธานรัฐสภา เป็นประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ , พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ใน ครม.อนุทิน 1 นอกจากนี้ จะมีการแต่งตั้ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

อภิสิทธิ์ ดักคอรัฐบาล เร่งสางปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เผยเคยเตือนไว้นานแล้ว แต่ถูกเมิน

อภิสิทธิ์ ดักคอรัฐบาล เร่งสางปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เผยเคยเตือนไว้นานแล้ว แต่ถูกเมิน

อภิสิทธิ์ ดักคอรัฐบาล เร่งสางปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เผยเคยเตือนไว้นานแล้ว แต่ถูกเมิน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“อภิสิทธิ์”ดักคอ”รัฐบาล” เร่งสางปม”ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” เผยเคยเตือนไว้นานแล้ว แต่ถูกเมิน จี้”โรงกลั่น”ช่วยแบกรับภาระประชาชนกลุ่มเปราะบาง บอกอยากเห็นมาตรการเป็นรูปธรรม เพราะตอนนี้ยังไม่มีการปฏิบัติจริง

6 เมษายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากครบรอบ 80 ปี ว่า ได้วางกิจกรรมไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นการยกระดับการทำงานของพรรค และก้าวเข้าสู่ปีที่ 81 โดยเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามการทำงานของรัฐบาล การสอดส่องทุจริตคอร์รัปชัน ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ต่อไป

เมื่อถามว่า มองฉากการเมืองไทยตอนนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และรัฐบาลกำลังแถลงนโยบายเพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้ ต้องยอมรับว่าแม้จะมีตัวเลขที่มั่นคง แต่ยังมีสถานการณ์รออยู่ข้างหน้า ที่ท้าทายรัฐบาลพอสมควร โดยเฉพาะวิกฤตที่มาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง หากรัฐบาลตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีผลประโยชน์ ก็อาจจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล แม้กระทั่งทีมคนนอกทั้ง 3 คน ที่สะท้อนออกมาผ่านนิด้าโพล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ต้องทำงานลบล้างความไม่เชื่อมั่นให้ได้ แต่ก็ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนหลายเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งวิธีการทำงานที่ผ่านมาอาจจะมีข้อผิดพลาด ข้อจำกัด รวมถึงเรื่องการสื่อสาร การไม่ติดตามมาตรการต่างๆ หรือฟังข้อมูลไม่ครบถ้วน

เมื่อถามว่า ในฐานะฝ่ายค้านจะติดตามเรื่องน้ำมัน โดยเฉพาะไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราในฐานะฝ่ายค้านก็ได้ทักท้วงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะดูจากตัวเลข ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการกักตุนแน่ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ออกมายอมรับแล้ว และตนเห็นว่าจะมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจถึงขั้นให้เป็นคดีพิเศษ ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว เรายังยืนยันว่าจะรัฐบาลก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ยังไม่ได้รับภาระ หรือในส่วนของโรงกลั่นยังไม่มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่แบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ตัวไอ้โม่งตัวจริง แม้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม จะลาออกจากการดำเนินงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แต่ก็ต้องย้ำว่า เรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชนนั้น ตนอยากเห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง