เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย ‘คนละครึ่ง พลัส’ ยอดขายพุ่ง 500-600%

เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย 'คนละครึ่ง พลัส' ยอดขายพุ่ง 500-600%

เอกนิติ ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ยกสมัย ‘คนละครึ่ง พลัส’ ยอดขายพุ่ง 500-600%

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“เอกนิติ” ชวนร้านค้าร่วมแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ดึง “AI นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน-บัญขี เชื่อเพิ่มยอดขาย-ลดต้นทุนยั่งยืน เผย “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งก่อนเข้าร่วมแล้ว ยอดขายเพิ่ม 600 %

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food / LINE MAN /Robinhood และ /Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น 

นายเอกนิติ ระบุว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่ง พลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง  พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่ายอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 – 200 % ดังนั้นต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill – Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ 

ทั้งนี้ นายเอกนิติ จึงขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ไทยช่วยไทยพลัส ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.28 น.

ร้านอาหารไซซ์ S โอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซ้ำปัญหายอดขายตกฮวบ วอนรัฐปรับเกณฑ์ช่วยให้เข้าโครงการ 3 เดือนที่เหลือ 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครี้งที่ 6 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุม พร้อมแถลงผลการประชุมในประเด็นกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 

นายวรัญญู ทิพยมนตรี ตัวแทนของสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้ร้านอาหารเนี่ยในระดับ S และ SME ยอดขายตกมาประมาณ 2-3 ปี ที่ผ่านมา และคลื่นลูกใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจัง ๆ เลยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและทางอ้อมสูงขึ้น กำลังการซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ออกมากำหนดสิทธิ์ว่า ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้อง มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยวันละ 5,000 บาท ก็ยิ่งทำให้ยอดขายของเราตกลงไปอีกเยอะมาก เพราะประชาชนเทไปใช้สิทธิ์ในฝั่งที่เป็นรากหญ้า สตรีทฟู้ดทั่วไป โดยยอดขายก็ตกลงมาค่อนข้างเยอะ จริง ๆ อย่าง

“ผมมีอยู่ร้านราว ๆ 40-50 สาขาทั่วประเทศมีพนักงานอยู่ในเครือก็ราว ๆ 300-400 คน ก็อยากเสนอให้รัฐบาลเล็งเห็นว่า ธุรกิจร้านอาหารเนี่ยในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้สามารถร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย เพราะพวกเราก็สะบักสะบอม ก็ได้ ได้ทำการเสนอใน ครม. เงาในวันนี้ด้วย”นายวรัญญู  กล่าว

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกานลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี ซึ่งร้านอาหาร อาจไม่ต้องใหญ่ แต่ว่าจดทะเบียนนิติบุคคล  จดเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอย่างถูกต้อง  เสียภาษีอย่างถูกต้อง รัฐบาลกลับมองว่าเมื่อเขาจดทะเบียนแล้วแปลว่า เป็นร้านใหญ่ ซึ่ง เป็นวิธีคิดที่อาจจะขาดรายละเอียด เพราะร้านไซส์ S ไม่ได้ใหญ่เสมอไป ขณะที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายทั่วไปที่ไม่ได้จดนิติบุคคลที่อาจจะมียอดขายเยอะด้วยก็ได้  แต่ได้เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง ไม่ได้เข้า เลยเป็นความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นการลงโทษผู้ที่ทำดี 

ดังนั้น ในโอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะสิ้นสุดโครงการจึงก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้ นิติบุคคลไซส์ S ที่จดทะเบียนถูกต้องสามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในช่วงเวลาที่เหลือได้ด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือ ผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จากที่รัฐบาลตั้งสิทธิ์ไว้ 30 ล้านสิทธิ์ มีผู้ลงทะเบียนปัจจุบัน อยู่ประมาณ 26 ล้านคน เท่ากับว่ายังมีอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอสิทธิ์สิทธิ์ แปลว่ามีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำงบฯ ก้อนนี้ มาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำถูกต้องได้ด้วย และเป็นการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีได้ด้วย

นายณัฐพงษ์ กล่าวตอนท้ายว่า ทางฝั่งผู้ประกอบการก็โดนวิกฤตปัญหาหลายอย่างรุมล้อม ทั้งวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อหดตัว ทั้งนี้ วันนี้รัฐบาลบอกว่ากำลังจะเอาโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปเข้าร่วมแพลตฟอร์ม ซึ่งจริงๆ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้ากำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบอยู่ ดังนั้นเราเองต้องช่วยกันตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินโครงการแบบนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร 

“เราไม่ได้ค้านในส่วนนี้ แต่ว่าอย่างที่บอก อย่าทำงานหยาบ ถ้าทำงานละเอียดลงในรายละเอียด จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว.

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุ

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.23 น.

ครม.เงา จวกรัฐบาลไม่จริงใจ แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ หลังมาเลเซียแบนนำเข้า ชี้ทั้งล่าช้า ไม่ตรงจุด คาดความเสียหายจริงมากกว่าข้อมูลรัฐ 10 เท่า จี้ลงพื้นที่สำรวจจริงความเสียหายจริง จัดหางบฯ หนุนเยียวยา พร้อมระบายของในประเทศ 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ต่อกรณีปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากการที่มาเลเซียแบนการนำเข้าว่า สัปดาห์ที่แล้วตัวแทนเกษตรกรมาให้ข้อมูลต่อครม.เงา พรรคประชาชน ในประเด็นนี้ แต่จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง มาตรการต่างๆ ที่เตรียมไว้ไม่ตอบโจทย์ ไม่เท่าทันสถานการณ์ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปผลกระทบที่เกิดขึ้นเสี่ยงทำลายตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ ดังนั้น ครม.เงาวันนี้จึงมีข้อกังวล 3 ประการ ไปยังรัฐบาล 1.ประเด็นปริมาณผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐน่าจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งนี้กรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน เฉลี่ยประมาณวันละ 10 ตัน และคาดการณ์ว่าถ้ามาเลเซียปิดด่านไป 12 เดือนความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันตัน แต่เกษตรกรภาคใต้ สะท้อนว่าข้อมูลผลกระทบจริงน่าจะต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5 หรือ 10 เท่า ดังนั้นรัฐต้องเร่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง

2. กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงราคากุ้งว่าราคากุ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไปอ้างอิงราคากุ้งภาคกลาง ไม่ได้เอาราคากุ้งที่ภาคใต้มาเป็นตัวสะท้อนผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนปัญหาจริงได้ ซึ่งในการชี้แจงในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ มีบางตัวเลขสะท้อนว่า ราคากุ้งสูงขึ้นด้วยซ้ำ การใช้ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอ ทั้งที่หน้างานหรือตัวเลขจากผู้ประกอบการ สะท้อนว่าวันนี้ราคาตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้วด้วย 

นายสิทธิผล กล่าวต่อว่า  3.มาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา ไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า กุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามาตรการในส่วนของต่างประเทศที่กำลังทำ เช่น จะเปิดตลาดใหม่ ๆ เจรจาการค้าใหม่ ๆ แต่ไม่มีทางทันช่วง 15 วันข้างหน้าแน่ วันนี้ต้องพึ่งพามาตรการระบายในประเทศเป็นหลัก แต่จะทำได้ก็คือปลายมิ.ย.นี้ เพราะยังขาดงบประมาณ อันนี้คือจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการการเกษตร และมาตรการเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อรองรับเพียง 400 ตัน ขณะ

ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่เตรียมรับมือในสถานการณ์ปกติ เช่น ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านการทำโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเลี้ยงผ่านการเพิ่มจุลินทรีย์ หรือจะพัฒนาระบบเลี้ยงคาร์บอนต่ำเพื่อหาตลาดใหม่ ๆ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาตรการรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่มาเลเซียปิดด่าน มาตรการเฉพาะมีเพียงอย่างเดียวคือสนับสนุนด้านราคา เยียวยาด้านราคากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะต้องรอ ชิมบอร์ด (Shrimp Board) หรือคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ประชุม  นี่สะท้อนถึงการไม่เอาจริงของรัฐบาลในการติดตามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร 

ทั้งนี้ ครม.เงา เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำ อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ เรียกประชุมชิมบอร์ด เพื่อขออนุมัติการสนับสนุนการพยุงราคากุ้งที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม เร่งสำรวจหน้างานจริงมากกว่าใช้ตัวเลขในระบบ เพื่อทราบจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง จะได้ช่วยเหลือบรรเทาได้ถูกต้องตรงจุด และต้องเร่งขอเจรจาเพื่อเปิดด่านโดยเร็วที่สุด สำหรับกระทรวงพาณิชย์ต้องจัดงบฯ ให้เพียงพอต่อการดำเนินมาตรการช่วยระบายสินค้าในประเทศ ต้องขยายปริมาณการกระจายสินค้าเพื่อรองรับปริมาณผลกระทบหรือความเสียหายจริง.

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

ซัดเดือดกลาง มท. อนุทิน ถามหา รองฯ ซีฟู้ด จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ ภูเก็ต จวกคนพูดปัญญาอ่อน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

‘อนุทิน’ซัดเดือดกลางวงมอบนโยบาย คนไหนปลด ‘ผวจ.ภูเก็ต’ หลัง โซเชียลโพสต์ถล่ม ‘รองฯซีฟู๊ด’บอกจะย้าย ‘ผู้ว่าภูเก็ต’ ซัดต่อหน้าคนพูดปัญญาอ่อนจะเอาอะไรไปปลด ด้าน ‘รองผู้ว่าฯกุ้ง’โดนจี้เรียกตัว แจงผ่านคอนเฟอเรนซ์ขอส่งหนังสือชี้แจงแทน เตรียมตั้ง คกก.สอบ

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการมอบยโยบายของกระทรวงมหาดไทย ช่วงหนึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ได้ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.ภูเก็ต รายงานถึงสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต  จากนั้นนายกฯกล่าวถามผ่านการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า “ไหนใครจะปลดท่าน” ซึ่งผวจ.ภูเก็ตตอบกลับว่า “ มีท่านนายกฯย้ายผมได้คนเดียวครับ”

จากนั้นนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเสริมว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เสมือนเป็นนายกฯในพื้นที่นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นท่านต้องแก้ไขให้ได้ ยิ่งมีการโพสต์ในที่สาธารณะที่กระทบถึงรัฐบาล ว่าไม่บริหารจัดการปัญหากลุ่มเทา ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องรีบออกมาเทคแอ็คชั่น ต้องใส่ใจ บารมีรอบตัว แก้ข่าวเพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐบาลและนายกฯการเติบโตมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องสร้างทีมงานให้ได้ หากอะไรที่เป็นอุปสรรคก็แจ้งเข้ามาได้ที่กระทรวง 

ขณะที่นายกฯได้อ่านโพสต์ดังกล่าวจากโซเชียลที่มีหลายบัญชีผู้ใช้โพสต์ระบุข้อความต่าง ๆ ว่า “ที่หลังโรงพักเชิงทะเล มีคนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุก ถึงว่าทำไมหวงอำนาจ เหมือนหมาหวงชามข้าว ถูกทีมงานรองฯ บุกรุก ตั้งคำถาม คนสนิทรองผู้ว่าฯ บุกรุกหาด คิดหรือว่าประชาชนจะไม่รู้ผลประโยชน์หรือกระทั่ง รองซีฟู๊ดขี้โม้จะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต วัดพลังผู้ว่าฯภูเก็ต กับรองฯซีฟู๊ดใครไปก่อนกัน แบ็กใครใหญ่กว่ากัน” 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เชื่อ
แต่ถือว่าที่ใดมีควัน ที่นั่นมีไฟ และได้มอบนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลไปแล้ว หากมีคนเหล่านั้นในองค์กรของเราจะทำอย่างไร นิ้วหนึ่งชี้ไปที่คนอื่น 3 นิ้วชี้ทิ่มเข้าตัว แบบนี้อายเขา 

จากนั้นที่นายกฯ กล่าวถามหารองฯซีฟู๊ด ว่าอยู่ที่ประชุมหรือไม่ เคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า ตนไม่รู้จัก   ทำให้ปลัดระทรวงมหาดไทย กล่าวย้ำถามหาถึงรองฯ ซีฟู๊ดอีกครั้งว่า มันมีข่าวทุกครั้งท่านรู้สึกอย่างไร ผลกระทบเกิดกับจังหวัด หากไม่เคยทำท่านก็ชี้แจงมา ท่านนายกฯก็พร้อมฟังอยู่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ย้ำถามหาว่ารองฯซีฟู้ดอยู่หรือไม่ หลายครั้ง พร้อมถามผวจ.ภูเก็ต ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าประชุมครบหรือไม่ จากนั้นผวจ.ภูเก็ต ตอบว่า “เข้าครบครับ” ก่อนที่จะขอให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

นายอนุทิน ยังกล่าวเสริมว่า พร้อมรับปาก ตอนนี้ไม่ได้บอกว่ารองฯซีฟู๊ดผิด เรารับข้อมูลมาเพื่อดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก่อนที่จะเอ่ยถามรองฯซีฟู๊ด ว่าจะไปขอใครให้ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

จากนั้นปลัดกระทรวง ได้ถามย้ำหารองผู้ว่าฯ ที่ชื่อเป็นสัตว์ทะเล ซึ่งนายกฯได้กล่าวแทรกเข้ามาว่า “ชื่อกุ้งใช่ไหม“ ก่อนที่รองผู้ว่าฯ กุ้ง จะชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนชื่อกุ้งเหมือนกับรองผู้ว่าฯ อีกคนหนึ่ง ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นตนขออนุญาตนำเรียนข้อมูลเป็นเอกสารให้นายกฯ เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล 

โดยนายอนุทิน ขอให้รองฯกุ้ง ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวง โดยยังคงย้ำว่ารองผู้ว่าฯ จะใช้สิ่งใดไปปลดผู้ว่าฯ การพูดถึงสิ่งแบบนี้เหมือนเป็นอากาศธาตุ 

“คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไงผมอยากจะรู้ หรือจะปลด มท.1 ของแบบนี้พูดไปอายเขาด้วย เราเป็นข้าราชการ นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล เดี๋ยวผมจะสอบท่านปลัดด้วยเอง และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วม สนับสนุนให้มีการกระทำผิดกฎหมาย และต้องไม่เกิดในกระทรวงมหาดไทย”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รองผู้ว่าฯซีฟู๊ด” ที่นายอนุทินถามหา หรือ “รองผู้ว่าฯกุ้ง” คือ นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

เอกนิติ ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“เอกนิติ” ชี้ สหรัฐ-อิหร่าน จ่อหยุดยิง สัญญาณดี เชื่อ จีดีพีเศรษฐกิจโลก-ไทยฟื้น แต่ไม่ประมาท ระบุ เปลี่ยนผ่านพลังงานยังจำเป็น ลุยใช้งบ 2 แสนล้าน

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ว่า หากสงครามยุติก็เป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่า ราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ วิกฤตต้นทุน ที่ส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการสะท้อนว่า ทำให้ยอดขายดีขึ้น

“วิกฤตทรัมป์ ถ้ามันจบลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนสิ่งที่ต้องคาดการณ์หลังจากนี้คือ ผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคาที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น หวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วง 3-4 เดือนนี้ จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องประเมินจีดีพีของไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย

เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้น การที่สถานการณ์มันจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพง เราจะทำอย่างไร ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น 

เมื่อถามว่า มีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ใช้งบ 2 แสนล้านบาทที่เหลือแล้วหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่ที่ 16 มิ.ย.จะยังไม่มีการเสนอ

อนุทิน บอกตลกเชิญยิ้ม อ้าง รอง ผู้ว่าฯย้าย ผวจ.ได้ ชิ่งปัดตอบคืบหน้าสอบแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย

อนุทิน บอกตลกเชิญยิ้ม อ้าง รอง ผู้ว่าฯย้าย ผวจ.ได้ ชิ่งปัดตอบคืบหน้าสอบแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย

อนุทิน บอกตลกเชิญยิ้ม อ้าง รอง ผู้ว่าฯย้าย ผวจ.ได้ ชิ่งปัดตอบคืบหน้าสอบแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.

”อนุทิน” บอกตลกเชิญยิ้ม อ้างรองผวจ.ย้าย ผวจ.ได้ ชิ่งปัดตอบคืบหน้าสอบแชทหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 10.45 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีการกล่าวถึง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในการมอบนโยบายกระทรวงมหาดไทย ว่า ตนได้ย้ำให้ นายนิรัตน์ ดำเนินการอย่างเต็มที่ เมื่อถามถึงปัญหาระหว่างผู้ว่าราชการกับรองผู้ว่าราชการ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ต้องดำเนินการในสิ่งที่สมควร เราจะมีปัญหากับตัวบุคคลไม่ได้ ซึ่งก็ชัดเจนเห็นข่าวเขียนว่า รองผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าฯไม่มีหรอก คนที่จะย้ายผู้ว่าฯได้คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับความเห็นชอบจาก รมว.มหาดไทยและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ข่าวที่ว่ารองผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าฯไม่มี อย่าให้ความเชื่อถือ อย่าให้น้ำหนัก 

“ถ้ามีเหตุเช่นนี้จริงไม่ว่าจังหวัดใดก็ตามในประเทศไทยนี้ ถ้ารองผู้ว่าฯคนไหนไปบอกประชาชนหรือผู้มีอิทธิพลว่าใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ไม่สนใจผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าได้ก็ถือว่าดูตลกเชิญยิ้มไปแล้วกัน”

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองกรณีแชทหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน 

เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้ตั้งคณะกรรมการแล้วหรือยัง นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่กล่าวว่า​ “โอเคนะ ผมนัดทูตบรูไนฯไว้“ ก่อนออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อเดินทางต่อไปยังทำเนียบ 

กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน  หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

กองทัพ ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

“กองทัพ” ยันปกป้องกำลังพลหน้าแนว  รับแรงกระแทกชายแดน หากปฏิบัติตามกฎใช้กำลัง  ย้ำ ให้ความสำคัญความปลอดภัยสูงสุดชี้การตรวจสอบเป็นไปตามหลักนิติธรรม ย้ำพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็ม 100 % พร้อมทำควบคู่สันติวิธี

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความกังวลว่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอาจเกิดความลังเลในการปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษภายหลังว่า กองทัพให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพล การปกป้องอธิปไตยของชาติ และการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยกำลังพลทุกระดับได้รับมอบหมายภารกิจ กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement) และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงภายหลังเหตุการณ์ต่างๆ เป็นกระบวนการปกติขององค์กรวิชาชีพ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และยึดหลักนิติธรรม ไม่ใช่การมุ่งลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทั้งนี้ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักวิชาชีพ และกฎการใช้กำลังที่กำหนดไว้ จะได้รับการสนับสนุนและคุ้มครองตามสิทธิและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการสร้างความเชื่อมั่นแก่กำลังพลตามแนวชายแดนนั้น ผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจ สวัสดิการ ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ และความปลอดภัยของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงได้จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกสถานการณ์ ทั้งในมิติการทหาร การรักษาความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน โดยมีการฝึก ซักซ้อม และทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงแนวทางรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติและการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การเจรจา และกลไกตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกระดับมุ่งรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับจนส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวยืนยันด้วยว่า กองทัพไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอดเวลา ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การข่าว การเฝ้าตรวจ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเหล่าทัพ โดยประเทศไทยยึดมั่นในสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในฐานะรัฐอธิปไตย ประเทศไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หากเกิดสถานการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน หรือความปลอดภัยของประชาชน

“หากมีความจำเป็น กองทัพไทยพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักความจำเป็น หลักความได้สัดส่วน และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว

ผอ.แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังได้ยืนยัน ว่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและกฎการใช้กำลังจะได้รับการคุ้มครองเต็มที่ การตรวจสอบหลังเหตุการณ์เป็นกระบวนการปกติขององค์กรวิชาชีพ ไม่ได้มุ่งลงโทษผู้ปฏิบัติงานโดยสุจริต กองทัพไทยมีความพร้อมทุกมิติในการปกป้องอธิปไตย ควบคู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ฝากถึงประชาชนทุกท่าน ขอให้มั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทัพไทยติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และได้เตรียมมาตรการรองรับทุกสถานการณ์ไว้แล้ว โดยเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยคือการรักษาสันติภาพ ควบคู่กับการปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด

“ประเทศไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด แต่ในฐานะรัฐอธิปไตย เรามีสิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ หากมีความจำเป็น กองทัพไทยมีความพร้อม มีแผนเผชิญเหตุ และมีการซักซ้อมรองรับทุกสถานการณ์ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เราจะปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ เหมาะสม และปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

อนุทิน มอบนโยบายผู้ว่าฯ 76 จังหวัด สั่งห้ามเรียกบัตรคนจน กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

‘อนุทิน’ มอบนโยบายมหาดไทย สั่งผวจ. ให้ความสำคัญโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ขออย่าใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ‘บัตรคนจน’กำชับใส่ใจคดีสะเทือนขวัญ หลังเกิดเหตุที่เกาะพะงัน แฉรองผู้ว่าฯภูเก็ต สั่งย้าย‘ผู้ว่าฯเซมเบ้‘ ซัดใหญ่กว่านายกฯ เดี๋ยวรู้พิสูจน์ให้ดูหน่อย

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569  ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกรุงเทพมหานคร คณะที่ปรึกษา คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)

เมื่อนายอนุทินฯ เดินทางถึงมุขโถง ชั้น 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นําผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา แล้วเดินไปสักการะพระพุทธมหานวนาคปฏิมากรที่สวนสิรินธราภิรมย์ และสักการะพระรูป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนา

จากนั้น เดินเข้าสู่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นำผู้เข้าประชุมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ลุกขึ้นยืนถวายความอาลัย และรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 1 นาที แล้วกล่าวถวายความอาลัยความว่า “กระทรวงมหาดไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันอันพ้นหาที่สุดมิได้ และจะน้อมนำพระราชปณิธาน และการอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประโยชน์ส่วนรวม มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชนสืบไป”

จากนั้นนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า การประชุมในวันนี้เป็นการกำหนดแนวทางมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องดูแลคนในบ้านก็ต้องทำให้ประชาชนของเรามีความเข้มแข็งแข็งแรงมีความพร้อมรับโอกาสใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นสุขภาพต้องดี ความปลอดภัยต้องมี การศึกษาและการพัฒนาทักษะต่างๆต้องเข้าถึงทุกระดับและดีขึ้น หากพวกเราทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ต่อให้จะมีโอกาสที่สูงมาถึงประตูหน้าบ้านของเรา เราก็จะคว้าโอกาสไว้ไม่ได้หากขาดความพร้อม วันนี้ขออนุญาตสั่งการไม่ได้กำชับ ต้องถือว่าเป็นการสั่งให้จังหวัดทุกจังหวัดดูแลองคาพยพ ในอำนาจของท่าน ให้มีความพร้อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมีเงินใช้มีความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของเขาได้ถูกยกระดับขึ้นมาให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ส่วนเรื่องเร่งด่วน สำหรับช่วงนี้ ขอให้ทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปสู่ชุมชน ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพราะเป็นโครงการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรงขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการเข้าสู่โครงการไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ใช้สิทธิ์ รวมถึงการให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในกรณีนี้ต้องครอบคลุมไปถึงไทยช่วยไทยพลัสถึง 30 ล้านคน สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงไม่สามารถเข้าถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ไปออกในรูปการช่วยเหลือในรูปแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจนเราจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจน ภายใต้การบริหารจัดการของพวกเรา อย่าบอกว่าทำไม่ได้เพราะสมัยก่อนพวกเราก็มีคนไข้อนาถา พวกเรายกระดับประกันสุขภาพทั่วหน้าบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคบัตรทองมีการรักษาพยาบาลด้านการสาธารณสุขให้กับประชาชนต่างๆอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คำว่าคนไข้อนาถา จึงไม่มีในกรณีนี้ ดังนั่นขอให้เร่งสั่งการไปยังนายอำเภอ ปลัดอำเภอเพื่อที่จะตรวจสอบว่าถ้าเข้าไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ก็ขอให้ได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในจำนวนเงินใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ให้ใช้ในกรณี 60 /40อย่างนี้เป็นต้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือเรื่องภัยพิบัติตอนนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้วมีการเตรียมการล่วงหน้าแผนเผชิญซึ่งหมายร่วมไปถึงผวจ.ทุกจังหวัด เรื่องของการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมในด้านการช่วยเหลือ สิ่งที่ที่ตนได้เห็นมากับตาคือกรณีน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้วจะเห็นว่าการช่วยเหลือถึงแม้ว่าการช่วยเหลือจะพร้อม แต่ห่วงโซ่วงจรอาหารและปัจจัย 4 ต่างๆช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ที่วิกฤตรุนแรงถูกตัดไป ซึ่งจะทำให้เห็นว่ามีความเดือดร้อนในช่วงแรกเป็นอันมาก ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกจะต้องมีการเชื่อมเครือข่ายต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายด้านซัพพลายอาหาร ไม่ใช่ติดต่อเฉพาะห้างใหญ่เท่านั้น แต่ขอให้มีการติดต่อ เรื่องของห่วงโซ่อาหารในระดับผู้ผลิตจังหวัด ประชาชนจะต้องไม่อดอาหารในช่วงภัยพิบัติ ซึ่งภัยพิบัติเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าเราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้แต่เราต้องศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆของแต่ละจังหวัด เพราะมันไม่เหมือนกัน แต่ละภาค แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอฉะนั้นต้องดูโครงสร้างดีๆดูแผนป้องกัน สมมุติว่าป้องกันในบ้านตัวเองได้ แต่ต้องไปท่วมบ้านอื่น จะต้องมีการหารือกันบูรณาการกันทั้งอำเภอ จังหวัดหากต้องการการสนับสนุนจากส่วนกลางก็ขอให้เร่งแจ้งมาโดยทันที อย่าให้เกิดเหตุขึ้นมาก่อนแล้วค่อยไประดมสิ่งของช่วยเหลือ ขณะเดียวกันขอให้มีการปรับปรุงปัดฝุ่นระบบเซลล์บอร์ดแคส เพราะ 2 ปีแล้วเราไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์มันเป็นยังไงต้องมีการอัพเกรดและมีการยกระดับเพื่อให้การเตือนภัยเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย ขอให้มีการดำเนินการให้ความเรียบร้อยลด

นายกฯ กล่าวอีกว่า ด้านความมั่นคงขอเน้นย้ำอีกครั้งขอให้ผวจ.ป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคงทุกรูปแบบในพื้นที่ โดยเฉพาะยาเสพติด อันธพาล การบุกรุกที่ดินสาธารณะ และธุรกิจนอมินี ตลอดจนอาชญากรรมการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทุกประเภท เรื่องนี้ผวจ.ต้องใส่ใจมากๆถ้ามีกรณีเกิดเหตุที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ คดีสะเทือนขวัญ ผวจ.จะต้องใช้กลไกทุกวิถีทางในการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เหมือนอย่างที่เกาะพะงันชาวต่างชาติขับจักรยานยนต์ชนแพทย์ และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตก็ถือว่าเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ และเป็นสิ่งที่ตอนจับตัวได้ ก็มีการเบ่งกันอีก  ซึ่งตรงนี้ได้ทราบกันอยู่แล้ว ตนถือนะครับ อันนี้ทราบกันไว้ก่อนเอาให้ตนพ้นไปก่อนท่านค่อยไม่ต้องทำเรื่องนี้  ตนจะไม่มีวันยอมให้ชาวต่างชาติมารังแกคนไทย อันนี้ต้องถือว่านี่คือนโยบายสำคัญของตน  ดังนั้นถ้ามีเหตุการณ์อุกฉกรรจ์เช่นนี้แล้วผู้ต้องหายังสามารถประกันตัวได้ด้วยวงเงินแค่ 1 แสนบาทตนถือว่าผวจ.ยังทำงานไม่เต็มที่ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าอำนาจของท่านมีแค่ไหนก็ตาม แต่อำนาจอยู่ในกระดาษ ความดีอยู่รอบตัวและความใส่ใจอยู่รอบตัวท่าน ขอให้ดำเนินการทุกอย่างเอาใจประชาชนทำให้ความหวัง ความเสียขวัญของประชาชนต้องทำให้เขาลดลงไม่ใช่ไปเพิ่มให้เขา บางทีได้รับรายงานกลับมาว่าเรียบร้อยแล้วประกันตัวไปแล้ว ตนยังไม่เห็นหนังสือสักฉบับจากกระทรวงมหาดไทยหรือจากผวจ.ไปถึงผู้ที่มีอำนาจในเรื่องของการคัดค้านการประกันตัวเรา ต้องไม่อนุมานไปก่อนว่าไม่ใช่อำนาจของเราเดี๋ยวเขาก็ให้อันนั้นเป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องทำอย่างเต็มที่ในส่วนที่เรารับผิดชอบดูแล ตนไม่ได้ตำหนิตนว่าเลย เพราะตนได้ฝากข้อมูลไปหลายครั้งแล้ว 2-3 ครั้งทั้งอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น เวลาตนตอบท่านต้องตอบกลับมาในเชิงอรรถอธิบาย อย่าเอาแต่ครับรับทราบครับ ปฏิบัติครับ ขอบคุณครับ และส่งสติกเกอร์โค้งมาเท่านั้น มันไม่พอ เพราะตนไม่รู้ว่าท่านทำอะไร ตนติดตามต่อไม่ได้ จะได้ไปช่วยท่านคุยกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

“เห็นเมื่อวานผู้ว่าฯภูเก็ตรายงานว่ามีใครคนหนึ่งมีระดับรองผู้ว่าฯบอกว่าจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต ใหญ่มาก จะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ตให้ได้ ก็เดี๋ยวช่วยบอกด้วยว่าเป็นรองผู้ว่าฯคนไหน ที่บอกว่าใหญ่ในประเทศนี้ใหญ่กว่าคนทุกคน ใหญ่กว่านายกฯหรือเปล่า เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูด้วย เพราะแบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านผู้ว่าฯรายงานแบบนี้มา ผมเอาผิดท่านผู้ว่าฯเพราะท่านต้องกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านให้ได้ ไอ้รองผู้ว่าฯคนนี้ มันไม่มีทางที่มันจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯใหญ่กว่าปลัด รองปลัดหรืออธิบดีที่ไหนเลย อย่ามาเทียบกับนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาแค่เกินผู้ว่าฯท่านใหญ่ ผู้ว่าฯก็ต้องมาใหญ่ในกระทรวงนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้รายงานแบบนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้ และผมเขียนตอบท่านได้ไหม ผู้ว่าฯภูเก็ตไม่ใช่ผู้ว่าฯธรรมดาเป็นผู้ว่าฯที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ว่าฯที่หมายความว่าผู้ว่าฯเบ้ (เซมเบ้) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร

เป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครองจะมีใครใหญ่กว่าท่านอีก มีใครย้ายท่านได้ ยกเว้นผม ก็ให้มันรู้ไปเราจะได้รู้ว่ากระทรวงนี้มันไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นเดี๋ยววันนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผวจ.ต้องหารือและมีคำตอบให้ผม ก่อนที่ผมจะบินไปรัสเซีย ในวันที่ 16  มิ.ย.นี้ แต่จะไม่รอถึงพรุ่งนี้ ขอให้จัดการให้เรียบร้อย เพราะว่าพวกเราสั่งวันนี้แล้วเมื่อไหร่เสร็จ Yesterday จัดการให้เรียบร้อยด้วย ผมไม่ได้ก้าวก่าย ไม่ได้แทรกแซง แต่นี่คือนโยบายว่าถ้ามีผู้ใต้บังคับบัญชาคนไหนใหญ่กว่าผู้บังคับบัญชา ต้องมีอยู่สองอย่าง คือ สองคนนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้แน่ ไม่ผู้บังคับบัญชาถอย ก็คนที่ใหญ่กว่าก็ต้องถอย ก็ต้องแสดงให้ดู ตนดูสิว่ามีใครใหญ่กว่าปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เดี๋ยวช่วยดำเนินการให้เหมาะสมด้วย เพราะจากรายงานเช่นนี้ ผมในฐานะที่เป็นรมว.มหาดไทยผมรับไม่ได้เช่นกัน ผมคิดว่ามันต้องมีความเพี้ยนที่มันเกิดขึ้นในระบบของเรา ที่ผ่านมาอาจจะมีการปกครองกันเช่นนี้มา แต่วันนี้ไม่มี วันนี้เราเป็นพี่น้องกันเท่านั้นทุกอย่างทำตามหน้าที่และความภาระความรับผิดชอบ“นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนขอให้เร่งดำเนินการทันทีเรื่องการจัดโอท็อปทราบว่าเดือนนี้จะมาถึงแล้วช่วงปลายเดือน ขอให้ดำเนินการให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มที่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัสเข้าไปได้ก็จะทำให้เกิดความคึกคัก เพราะมันมีการขายของที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ขอให้อธิบดีได้ช่วยเปิดแพลตฟอร์มตรงนี้ให้เข้าไป และเรื่องงานทะเบียนของกรมการปกครอง การเรียกรับผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ต้องไม่มีและไม่ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชันไม่ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาเป็นมาเฟีย มารังแกข่มเหง คนไทยหรือให้คนไทยต้องเสียสิทธิ์ อันนี้เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ขอให้ผวจ.รองผู้ว่าฯจังหวัด นายอำเภอและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในจังหวัดของท่านเป็นอันขาด เรื่องนี้เราเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่เทศบาลจะไม่นิ่งนอนใจ และตนในฐานะรมว.หาดไทยถือว่าเป็นสิ่งที่ ตนไม่สามารถยอมรับได้เด็ดขาด  

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

'นรเศรษฐ์' เผย 'ปชป.'เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’เอาด้วย ร่วมหนุนร่างแก้รธน. เตรียมเดินสายคุยอีก 4 พรรค

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.34 น.

‘นรเศรษฐ์’ เผย ‘ปชป.’ เอาด้วยร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้รธน.แล้ว จ่อเดินสายคุย ‘ปชน.-พท.-กธ.-ภท.’ หวังได้ชื่อครบ140คน ก่อนชง ‘รัฐสภา’ สิ้นเดือนมิ.ย. แย้มโมเดลให้มีสภาการมีส่วนร่วม 200 คน มาจากปชช.เลือก100%-กมธ.ยกร่างที่นักการเมืองเลือก

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่า  เนื้อหาได้ยกร่างแล้วเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างเดินสายนำเสนอให้พรรคการเมืองพิจารณาเพื่อขอรายชื่อสนับสนุนให้ครบ 140 เสียง เพราะการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากฝั่งสว. ต้องใช้เสียงจากสองสภา  จำนวน 1 ใน 5 หรือ 140 เสียง ทั้งนี้มีพรรคที่ได้พูดคุยและลงชื่อสนับสนุนแล้ว คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่สส.ร่วมลงนามให้เกือบทั้งพรรค และในสัปดาห์หน้าจะนัดคุยกับพรรคประชาชน หลังจากที่มีข้อสงสัยในบางประเด็นของเนื้อหาตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมมนูญมาจากการเลือกของรัฐสภา 100% ว่ามีความยึดโยงของประชาชนอย่างไร และมีปัญหาความชอบธรรมหรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ นอกจากนั้นได้นัดหมายพรรคเพื่อไทย และได้ติดต่อทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยที่อยากให้พูดคุยเพื่อสนับสนุนตัวร่าง ทั้งนี้คาดว่าจะชัดเจนว่าจะได้รายชื่อครบหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ทันยื่นต่อรัฐสภาในปลายเดือน มิ.ย. นี้ แต่หากสุดท้ายรวบรวมรายชื่อได้ไม่ครบอาจหาช่องทางอื่นเพื่อนำเสนอแนวความคิดและเนื้อหาต่อสาธารณะต่อไป

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขที่ตนและคณะเสนอนั้นกำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 200 คนมาจากประชาชนเลือกทั้งหมด และมีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเป็นผู้เลือก อย่างไรก็ดีในส่วนของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อถกเถียงว่า หากไม่ได้มาจากประชาชนถือว่าขาดความชอบธรรม หรือขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความเห็นแถมที่ว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงอาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หรือผู้ยกร่างที่ประชาชนไม่ได้เลือกอาจไม่ได้รับความชอบธรรม

“ในร่างที่เสนอได้ในอีกมุม คือกำหนดหน้าที่ที่ชัดเจนต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทำตามความเห็นที่ได้รับฟังไม่ได้คิดเอง หรือ ร่างแทนประชาชน และสุดท้ายให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน 200 คนลงมติรับรองทั้งร่าง กระบวนการที่ออกแบบไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ต้องการเสนอให้เห็นความแตกต่างแต่ยังอยู่ในข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

‘ประธานวุฒิสภา’ นำสมาชิกสว.ยืนสงบนิ่ง ถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง – เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา09.30น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายมงคล ได้เชิญสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยืนขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย

ก่อนจะแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบว่า โดยที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ 2569 เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์  ประธานวุฒิสภาจึงได้นำสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา1นาที เพื่อน้อมถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

ทั้งนี้ที่ประชุมวุฒิสภาได้รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆในช่วงของการไว้ทุกข์