ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

ภคมน ยันไร้ปัญหา ภาวุธ ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งาน ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.05 น.

“ภคมน”ยันไม่เชื่อคนเชี่ยวชาญจะทำดีเสมอไป ขอเปิดใจให้ สส.เรียนรู้งานกรรมาธิการ ซัดอย่าใช้ไม้บรรทัดเดียววัดถูกผิด ยันไร้ปัญหา”ภาวุธ” ชี้ถ้าเห็นด้วยทั้งหมดสิแปลก เป็นวัฒนธรรมองค์กรปกติ แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ จี้แก้ที่ระเบียบสภาฯ ดีกว่าไล่บี้จิตสำนึกรายคน

15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ออกมาตอบโต้ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กฝากถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในหัวข้อความไร้ประสิทธิภาพของกรรมาธิการในรัฐสภา ว่า จริงๆ ความเห็นไม่ได้สวนทาง ต้องบอกก่อนว่าวัฒนธรรมองค์กรในพรรคประชาชน เราแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว สิ่งที่นายภาวุธโพสต์ ตนอ่านแล้วในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และเป็นคนที่ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองมา เพื่อนๆ หลายคนที่ต้องมานั่งกรรมาธิการเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอำนาจและขอบเขตของกรรมาธิการคืออะไร คนที่รู้ก็โชคดีไป แต่จะมาใช้ไม้บรรทัดเดียววัดว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูกไม่ได้ งานกรรมาธิการไม่ได้เลวร้าย ตนเชื่อว่าเพื่อน สส.ทุกคนเลือกกรรมาธิการจากความเชี่ยวชาญและความสนใจของตัวเองทั้งนั้น แต่ด้วยเงื่อนไขของการจัดกรรมาธิการเราไม่สามารถที่จะให้แต่ละคนที่มีความสนใจ ส่งไปยังกรรมาธิการนั้นได้ทั้งหมดทุกคน แต่การทำงานในกรรมาธิการจะได้เรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาและขั้นตอนต่างๆ

“ดิฉันไม่เชื่อว่าคนที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้นๆ จะสามารถทำเรื่องนั้นได้ดีเสมอไป แต่ดิฉันเชื่อในคนที่มีความพยายาม ในคนที่มีความพยายามเรียนรู้ เขาก็เป็นคนที่สามารถพัฒนาตัวเองและมีคุณภาพได้ ดิฉันไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับ สส.ในพรรคที่โพสต์ เพียงแต่ว่ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันบางส่วน จำเป็นต้องชี้แจง และเชื่อว่าเพื่อนๆ ของพวกเราในฐานะที่ไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการ บางคนถูกส่งไปในกรรมาธิการที่เขาไม่ถนัดด้วยซ้ำ แต่เขาเต็มใจที่จะเรียนรู้และทำงานให้กับพรรค และส่งข้อมูลหลักฐานเหล่านั้นเพื่อมาผลักดันไปนโยบายต่อไป ดังนั้น ดิฉันคิดว่าการสรุปอะไร มันเป็นมิติเดียว การใช้ไม้บรรทัดที่มันจะวัดเรื่องๆ เดียวให้ถูกให้มันผิด ให้มันขาวให้มันดำ ให้มัน 1 + 1 เป็น 2 มันน่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรนัก” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เราในฐานะผู้แทนก็เป็นมนุษย์ เหมือนกันเรียนหนังสือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นจะพัฒนาตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน การเป็นคนที่มีคุณภาพไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณภาพมาจากบ้าน แต่เกิดจากการเรียนรู้ และคิดว่าควรให้โอกาส สส.ทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้

เมื่อถามว่า นายภาวุธได้สะท้อนว่ากรรมาธิการบางคนทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ แค่มาลงชื่อเพื่อรับเบี้ยเลี้ยง และวิ่งไปรับห้องอื่นด้วยนั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า เราจะเรียกร้องจิตสำนึกรายบุคคลคงไม่ได้ หากเห็นปัญหานี้ต้องแก้กันที่ระเบียบของรัฐสภา ปรึกษากับประธานรัฐสภาผู้แทนให้เป็นเรื่องราว ไม่เช่นนั้นการติคนหนึ่งก็จะมีคนต่อๆ ไป จะเป็นการบั่นทอนคนที่มีความตั้งใจ มากกว่าสิ่งที่พูดอาจเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ คิดว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานทุกพรรค เชื่อว่าในเวทีกรรมาธิการทุกคน พร้อมที่จะทำหน้าที่ในขอบเขตของเขา แม้ไม่มีความชำนาญก็ตาม มันไม่ง่ายที่คนทำอาชีพๆ หนึ่ง วันนึงมาเป็น สส.แล้วต้องมาเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง มันใช้เวลา วันนี้ในเมื่อเราเป็นผู้แทนแล้วเราควรจะเปิดใจให้กว้างๆ และส่งกำลังใจให้ทุกคน นายภาวุธ รวมถึงตน มีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ เพียงแต่ในรายละเอียดอาจเป็นมิติเดียวเกินไปในการนำเสนอ การแย้งของตนไม่ได้มีการขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นการแย้ง เพราะเห็นอีกมุมหนึ่งเท่านั้น

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ทำให้คนมองว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่หรอก ถ้าเราเห็นด้วยกับทั้งหมดเรื่องนั้นแหละแปลก ตนก็มีความเห็นของตน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าถ้าเราคุยกัน ก็จะเดินไปสู่กันหาข้อสรุปเพื่อให้มีความสมดุลมากที่สุด ยืนยันว่า พรรคประชาชนมีวัฒนธรรมองค์กร แลกเปลี่ยนความเห็นกันปกติ ยืนยันว่า ตนกับนายภาวุธไม่ได้ขัดแย้งกัน หลายครั้งก็ปรึกษางานกัน เพียงแต่วันนี้ต้องแสดงความคิดเห็นในมิติที่ตนสัมผัสมา ในฐานะคนที่เป็นกรรมาธิการ และกลายมาเป็นประธานกรรมาธิการ

เมื่อถามว่า อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าทำไมพรรคไม่ส่ง สส.ที่มีความรู้ความสามารถให้ตรงกับกรรมาธิการนั้นๆ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไปถามพรรคอื่นได้เลย ไม่มีพรรคไหนสามารถจะตอบสนองความต้องการของ สส.ที่มีความเชี่ยวชาญต่อเรื่องนั้นๆ ลงไปทุกกรรมาธิการได้ มันเป็นเงื่อนไขร่วมกันของสภาฯ เพราะมีสัดส่วนของ สส.อยู่ แต่พรรคประชาชน รวมถึงประธานวิปฝ่ายค้าน ก็พยายามที่จะจัดสรรให้ไปอยู่ในกรรมาธิการที่มีความสนใจ

“ดิฉันคิดว่าการที่เราถูกส่งไปยังกรรมาธิการที่เชี่ยวชาญหรือไม่ ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเราจะทำงานได้หรือไม่ เชื่อว่าทุกคนถ้ามีการเรียนรู้ ทุกคนเป็นคนที่มีคุณภาพได้” น.ส.ภคมน กล่าว

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

ค่าตอบแทนหลักล้าน! พรรคส้ม ปูดดีลฝากเลี้ยง สส.ฝ่ายค้าน ไม่ต้องย้ายพรรค แค่นั่งให้ครบองค์ประชุม-โหวตตามสั่ง รับ สส.พรรคประชาชน ก็โดนทาบ ลั่นเงินซื้อไม่ได้ จี้หยุดใช้วิธีสกปรก ท้าถามใจนักการเมือง 10 คน รู้แก่ใจมีจริงถึง 8 คน 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีออกมาเปิดเผย มีการฝากเลี้ยงสส.ฝ่ายค้านในสภาฯว่า เรื่องนี้ที่พูดไปเป็นการพูดคุยต่อเนื่องถึงสภาพการเมืองในสภาปัจจุบัน มีการถามขึ้นมาว่าจริงหรือไม่ที่บางพรรคการเมืองเขาบอกว่ายินดีที่จะจ่ายให้ สส. ต่างพรรคอยู่นั่งให้ครบองค์ประชุมเท่านั้น แต่ขอออกตัวก่อนว่าเรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน แต่เป็นเรื่องที่ไปถามนักการเมืองคนไหนก็รู้กันหมดว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ และมีกระบวนการแบบนี้จริง ๆ ว่าต่อให้อยู่ต่างพรรคการเมืองไม่ต้องย้ายพรรคมาเพียงแต่นั่งจนครบองค์ประชุม หรือนั่งให้ครบองค์ประชุมในกฎหมายที่อีกฝ่ายต้องการก็ได้ ก็จะมีค่าตอบแทนให้ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเสมอเพียงแต่รอบนี้เริ่มมีการพูดคุยและชัดเจนมากขึ้น

เมื่อถามว่าส่วนใหญ่เป็น สส. ของฝ่ายค้านหรือไม่ที่จะได้รับการทาบทามในลักษณะนี้ น.ส.ภคมน กล่าวว่า แน่นอนว่าเป็น สส. ของฝ่ายค้าน ขอไม่ระบุว่าพรรคไหนแต่พรรคประชาชนเองก็มีการถูกทาบทามเช่นกัน ที่รู้ก็เพราะเพื่อน ๆ ที่อยู่ในวงสนทนามาเล่าสู่กันฟัง ว่ามีข้อเสนอแบบนี้แต่เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องการสื่อสาร คือต้องการสะท้อนให้เห็นถึงระบอบการเมืองในปัจจุบัน 

“คนที่มานั่งอยู่ในสภาต้องยอมรับว่า มีทั้งคนที่มีเจตจำนงทางการเมือง มีทั้งคนที่เป็นนักการเมืองมืออาชีพเข้ามาเพื่อทำมาหากิน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการหยิบยื่นข้อเสนอแบบนี้มันจูงใจง่ายมาก ๆ ทำให้เจตจำนงทางการเมืองของคนเหลว ไม่สามารถคาดหวังได้ จึงคิดว่าต้นตอของเรื่องนี้ การใช้เงินเพื่อซื้อ สส. ให้อยู่ครบองค์ประชุม ให้เขาโหวตเป็นครั้งคราวโดยที่ไม่ต้องย้ายพรรคด้วยซ้ำ ดิฉันคิดว่าให้เลิกและไปสู้กันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป วันนี้พวกเราพ่ายแพ้พวกคุณชนะ ก็ไม่ต้องมาพยายามหาพลพรรคเพิ่มกันแบบนี้ เงินมันไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ไม่ได้ซื้อเจตจำนงทางการเมืองไม่ได้ซื้อความตั้งใจและเจตนาของคนได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้เงินมันเป็นใหญ่ อย่าเข้าใจผิดว่าเงินของคุณมันใหญ่มากพอที่จะซื้อคนที่เข้ามาด้วยเจตนาของการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้” น.ส.ภคมนกล่าว 

เมื่อถามว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นการซื้อตัวสส. เพื่อให้เป็นงูเห่าหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องแบบนี้คนที่ทำเขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งมามีสมัยนี้ แต่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การที่เราเห็นมาหลายครั้งว่าการเป็นงูเห่า อนาคตทางการเมืองหมดจึงกลายมามีเงื่อนไขแบบนี้ คือการฝากเลี้ยง และถ้าหากใครจะเถียงก็ขอให้ถามใจลึก ๆ ว่ามันไม่มีจริง ๆ ใช่หรือไม่อย่าเถียงแค่เพื่อต้องการปกป้องตัวเองหรือจำเป็นต้องเถียงขอให้ถามใจตัวเองดูว่ามีจริงหรือไม่ เชื่อว่าถ้าไปสนทนากับนักการเมืองสัก 10 คน เชื่อว่า 8 คนตอบตรงกันว่ามีจริง ๆ 

เมื่อถามว่ากังวลจะกลายเป็นเกลือเป็นหนอนเอาข้อมูลภายในพรรคไปบอกฝั่งตรงข้ามหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราระมัดระวังกันอยู่เสมอพยายามกำชับ สส. อยู่เสมอ แต่เชื่อว่าการกำชับกฎระเบียบอะไรก็ตามไม่สามารถที่จะป้องกันได้ถ้า สส. คนนั้นหลังไม่ตรงกระดูกสันหลังไม่มี และไม่มีสำนึกตอบแทนประชาชนเราก็ไม่สามารถบังคับอะไรได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคนที่เป็น สส. ของพรรคประชาชน สิ่งเดียวที่ต้องมีคือการยืนหยัดซื่อสัตย์กับประชาชน และมีเจตจำนงทางการเมือง หากมีปัจจัยอื่นที่ทำให้หลงระเริง กรุณากลับไปย้อนคิดในวันที่เริ่มต้นมา แต่ไม่ได้บอกว่าวันนี้พรรคประชาชนมีเกลือเป็นหนอนหรือมีงูเห่า เพียงแต่ฝากทุกคนเอาไว้ว่าระยะทางที่เราเดินอาจไกลหรือใกล้ สิ่งเดียวที่จะประคองเอาไว้คือการยืนระยะด้วยศรัทธาที่มีต่อประชาชน และประชาชนมีศรัทธาต่อพวกเรา

เมื่อถามว่าการฝากเลี้ยงมีมูลค่าเท่าไหร่นั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า มูลค่าการอยู่ให้ครบองค์ประชุมอาจจะถหนึ่งแสนบาท หรือใครจะเอาแบบเหมาอยู่ให้ครบสมัยประชุมอาจเป็นหลักล้านบาท ซึ่งการใช้เงินระดับนี้ คิดว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็อาจมีการซื้อเสียงยังไม่จบ ยังซื้อต่อไปเรื่อย ๆ 

“ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าคนที่ทำการเมืองด้วยการเริ่มต้นด้วยเงิน เขาทำแบบอื่นไม่เป็นหรอก ยังไงซะเขาต้องใช้เงินนั้นในการดำเนินกิจการการเมืองของเขาต่อไป เพียงแต่วันนี้ฝากถึงนักการเมืองทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคตัวเอง หรือพรรคไหนก็ตาม คุณมองสายตาประชาชนมองความเหน็ดเหนื่อยในการเข้าหาประชาชน อยากจะให้คุณระลึกถึงประโยคที่ประชาชนฝากความหวังไปกับพวกเรา เงินเหล่านั้นเล็กน้อยมากกับความหวังของประชาชน การมาทำงานการเมืองอย่าเห็นแก่ตัวอย่าเห็นแค่ประโยชน์ส่วนตน มองภาพใหญ่เอาไว้ว่าประชาชนจำนวนมากที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา” น.ส.ภคมนกล่าว 

เมื่อถามว่าภายในพรรคประชาชนมีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า คนเชื่อว่าวันนี้อาจมีการสนทนากันหรือเสนอกันที่ผ่านมาพรรคประชาชนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคนที่เป็นงูเห่าและทรยศประชาชน สุดท้ายคนเหล่านั้นหมดอนาคตทางการเมือง ก็มีการมาเล่าสู่กันฟังด้วยการแชร์ประสบการณ์ แต่ถ้าถามว่ามีใครรับหรือไม่ ขอตอบตรง ๆ ว่าเราไม่มีหลักฐานการรับ เพียงแต่อยากฝากให้ทุกคนมีจิตสำนึก ว่าการได้มาซึ่งการเป็นผู้แทนราษฎร ประชาชนฝากความหวังเอาไว้อย่าให้ใครมาซื้อได้ เพราะไม่ได้ซื้อแค่ตัวแต่ซื้อศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตัวคุณ

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

นันทนา สบช่องใช้วาระให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ลามกระทุ้งปม คลิปเก็บโพยฮั้ว สว. ซัดลับๆ ล่อๆ ลวงพราง รู้กันแค่ 138 คน ก่อนเจอแตะเบรคประท้วง เหน็บหากสะเทือนใจ ไม่พูดก็ได้ ด้าน บิ๊กเกรียง สวนกลับเจ็บคำนึงถึง มารยาท ด้วย ย้ำเรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก่อนที่ นพดล เภรีฤกษ์ ได้รับเสียงเอกฉันท์ 147 เสียงนั่ง เลขาฯกฤษฎีกา

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วนให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (ตามมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่2) พ.ศ.2522) ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาฯกฤษฎีกา คือนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำเนินการแล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินการของกมธ.ฯต่อที่ประชุม รวมถึงเปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้ ขณะที่การรับทราบรายงานการตรวจสอบประวัติฯของกมธ.ฯ การอภิปรายของสมาชิกอีกส่วน จะดำเนินการโดยการประชุมลับ 

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การพิจารณานายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. เสนอญัตติด้วยวาจาขอให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องด่วนที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไปก่อน เพื่อรอฟังผลคดีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือกรณีฮั้ว สว.  แต่นายวิวิฒน์ รุ้งแก้ว สว. เห็นแย้งว่าไม่ควรเลื่อนการพิจารณา ทำให้ต้องมีการลงมติ โดยที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบให้เลื่อนพิจารณาเรื่องดังกล่าว

จากนั้นประธานการประชุม ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายตามรายงานของกมธ.ฯในส่วนที่เปิดเผยได้ โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า ตนจะไม่อภิปรายในส่วนที่เป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องปิดประตูตีแมว ประชาชนไม่ทราบอะไรเลย เป็นการกล่าวหายกย่องกันเอง ตามที่อยากให้เป็น อยากให้คนไหนได้ ก็ยกย่องกันไป ประชาชนเห็นต่างอย่างไรก็ไม่นำพา แล้วเราก็พากันลงมติไม่ให้เปิดเผยรายงานการประชุมในเรื่องเหล่านี้ แบบนี้เรียกลับ ลวง พรางหรือไม่ คนที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญขนาดชี้เป็นชี้ตายประเทศ สมควรแล้วหรือที่เราจะมาทำแบบลับๆล่อๆ รู้กันแค่ 138 คนเท่านั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาเปิดเผยข้อมูลการเลือกองค์กรอิสระให้โปร่งใส ตรงไปตรงมา ประชาชนเข้าถึงได้ เพราะสว.ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน ย่อมขาดความชอบธรรมในการดำเนินการเรื่องใหญ่ๆที่ส่งผลต่อประเทศ

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือประโยชน์ทับซ้อน เมื่อเร็วๆนี้มีคลิปการเก็บโพยฮั้วในที่เลือกสว. ที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่26มิ.ย.2567 ทั้งนี้พล.อ.เกรียงไกร ในฐานะประธานการประชุม เตือนให้อภิปรายให้อยู่ในประเด็น แต่น.ส.นันทนา ยืนยันว่า อภิปรายอยู่ในประเด็น เพราะกำลังพูดถึงกระบวนการของผู้ที่จะทำหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ ที่ประชาชนสนใจพล.อ.เกรียงไกร จึงชี้แจงว่า ประชาชนทราบกระบวนการดี ขอให้อภิปรายตรงประเด็น น.ส.นันทนา ยืนยันอีกว่า กำลังอภิปรายตรงไปที่คุณสมบัติของผู้เลือก คือสว.200คน เป็นส่วนหนึ่งของการเลือก คุณสมบัติของผู้ที่จะถูกเลือก กับคุณสมบัติของผู้ที่จะเลือกมีความสำคัญใกล้เคียงกัน แต่พล.อ.เกรียงไกร เตือนให้อภิปรายในประเด็นการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ถูกเลือก ไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับผู้เลือก น.ส.นันทนา ยืนยันซ้ำอีกครั้งว่าไม่ได้อภิปรายออกนอกข้อบังคับแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ระหว่างที่ น.ส.นันทนา กำลังจะลงรายเอียด กรณีการเก็บโพยฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 จนเกิดการฮั้วสว.อื้อฉาว มีสมาชิกลุกขึ้นประท้วงประธานฯ ให้ควบคุมการประชุมให้อยู่ในประเด็น โดยพล.อ.เกรียงไกร ชี้แจงว่า กรณีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม ขอให้อภิปรายตรงประเด็น แต่น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากสะเทือนใจ ก็ขออภัยด้วย ไม่พูดก็ได้ ทำให้พล.อ.เกรียงไกร ชี้แจงว่า มันไม่มีใครสะเทือนใจ ขอให้คำนึงถึงมารยาทด้วย น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า ตนจะข้ามเรื่องฮั้ว สว.ไปเลย เพราะดูเหมือนว่าสะเทือนใจกันหลายคน 

“ดิฉันไม่อาจกล่าวได้ว่าตุลาการทั้ง 9 และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขาดคุณสมบัติข้อใด แต่ทันทีที่ท่านได้รับการเลือกจาก สว.เสียงข้างมาก ท่านก็จะมัวหมองทันที เพราะสังคมจะมองว่า ท่านได้รับอำนาจจาก ผู้ที่มีประโยชน์ทำซ้อน จากการเลือกท่าน ส่วนยท่านที่ไม่ได้รับเลือก ก็จะเสียโอกาส เพียงเพราะไม่เป็นที่พึงพอใจของคนกลุ่มนี้” น.ส.นันทนา กล่าว 

น.ส.นันทนา กล้าวด้วยว่า ประชาชนกำลังติดตามคดีฮั้ว เลือกสว.อย่างใกล้ชิด กกต. กำลังดำเนินการตรวจสอบสำนวนอย่างเร่งรีบ ในฐานะ สว.138 เสียง ที่อยู่ในสำนวน ควรมีสำนึก และยุติการเลือกองค์กรอิสระ ทั้งหมด รอจนกว่าศาลยุติธรรมจะตัดสินคดี จนถึงที่สุดก่อน เมื่อพิสูจน์ว่า ทุกคนบริสุทธิ์แล้ว ก็ค่อยกลับมา เลือกกันใหม่ “หยุดทำลายเกียรติภูมิแห่งวุฒิสภาด้วยการชลอการเห็นชอบองค์กรอิสระทั้งปวงตั้งแต่วันนี้” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังน.ส.นันทนา อภิปรายเสร็จ ได้เดินออกจากห้องประชุมไปทันที โดยที่ไม่รอฟังคำชี้แจง จากกมธ.ฯ โดยน.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส สว.ในฐานะกมธ. ลุกขึ้นกล่าวว่า ผู้อภิปรายก่อนหน้าไม่รอฟังชี้แจง ยืนยันว่าการให้ความเห็นชอบ เลขาฯกฤษฎีกา ว่า เป็นไปตามระเบียบข้าราชการพลเรือน ส่วนสาระสำคัญในรายงานการตรวจสอบคุณสมบัติ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ก็เพราะว่า ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่เปิดเผยต่อสาธารชน จึงต้องเป็นการรายงานแบบลับ ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด 

จากนั้นเป็นการรับทราบรายงานลับ จนกระทั่งเวลา13.08น. ที่ประชุมจึงมีมติลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ นายนพดล ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 147 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 22 คะแนน

สีหศักดิ์ ย้ำ​ นายกฯ บินรัสเซีย​ หารือกรอบความร่วมมืออาเซียน​ ชวนจับตา​ อนุทิน สบช่องถก​ ปูติน หรือไม่

สีหศักดิ์ ย้ำ​ นายกฯ บินรัสเซีย​ หารือกรอบความร่วมมืออาเซียน​ ชวนจับตา​ อนุทิน สบช่องถก​ ปูติน หรือไม่

สีหศักดิ์ ย้ำ​ นายกฯ บินรัสเซีย​ หารือกรอบความร่วมมืออาเซียน​ ชวนจับตา​ อนุทิน สบช่องถก​ ปูติน หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

สีหศักดิ์ ย้ำ​ นายกฯ บินรัสเซีย​ หารือกรอบความร่วมมืออาเซียน​ ชวนจับตา​ อนุทิน สบช่องถก​ ปูติน หรือไม่

เมื่อเวลา​ 13.25 น.​ วันที่ 15 มิ.ย.2569 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางร่วมประชุมอาเซียน- รัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ว่า​ เป็นการประชุมในกรอบอาเซียน​-รัสเซีย โดยจะมีการหารือถึงสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมไปถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในสาขาใหม่ๆระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย

เมื่อถามว่า จะมีการเจรจาการค้าอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า​ คงไม่ดีล​  เพราะการซื้อปุ๋ยก็มีการหารือกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของราคาและรายละเอียด ส่วนจะมีการหารือต่อหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ เพราะเราไปในกรอบอาเซียน​ ขึ้นอยู่กับจังหวะการหารือกับนายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย​ ว่ามีจังหวะอย่างไร 

รัฐบาลคืนได้ทั้งหมด! นายกฯ ย้ำเงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่ใช่ภาระพี่น้อง ปชช.

รัฐบาลคืนได้ทั้งหมด! นายกฯ ย้ำเงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่ใช่ภาระพี่น้อง ปชช.

รัฐบาลคืนได้ทั้งหมด! นายกฯ ย้ำเงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่ใช่ภาระพี่น้อง ปชช.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“นายกฯ”ร่วมประชาสัมพันธ์”ไทยช่วยไทย พลัส” Food Delivery ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศ ในสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ไม่เกิน 3% ยันไม่มีการออกนโยบายที่จะเป็นภาระกับประชาชนเพิ่ม ชูความสำเร็จ”ไทยช่วยไทยพลัส”ดันยอดขายพุ่ง 5-10 เท่าช่วงมีโครงการ และเพิ่มขึ้น 2 เท่าอย่างยั่งยืน

15 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำตัวแทนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มาจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การให้บริการระบบขนส่งอาหาร โดยมี นายพิศาล อำนวยเจริญกุล รองผู้อำนวยการฝ่าย Marketing Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำนายกฯ เดินชมบูธต่างๆ อาทิ บูธของธนาคารกรุงไทย ที่นำเสนอ AI นกกระซิบ บนแอปพลิเคชั่นถุงเงินที่จะมาเป็นที่ปรึกษาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ร่วมโครงการ

จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชม บูธ GrabFood โดยมีน้องเกล – แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ในฐานะ “Friend of Grab” และ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่มาร่วมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนายกฯ ได้พยายามขอน้องเกลอุ้ม โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายกฯ ชักชวนให้น้องเกล เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ลุงหนู และชวนให้ดูพระที่ลุงหนูห้อยพระ แต่น้องเกลส่ายหัวและไม่ได้ให้นายกฯ อุ้ม นอกจากนี้ นายกฯ ยังเยี่ยมชมบูธ Line man บูธ Robinhood และบูธ ShopeeFood ดูระหว่างชมกิจกรรม นายกฯ ได้ร่วมชงชาชัก สร้างสีสันให้กับกิจกรรมด้วย

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานและเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า รัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ตลอดจนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้มีเครือข่ายเดลิเวอรี Line Man , Grab Food , Robinhood และ Shopee ซึ่งเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทย พลัสข องรัฐบาล ได้มีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือทำให้พี่น้องประชาชนเข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และเป็นการเพิ่มรีสกิล อัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเพิ่มยอดขาย และเพิ่มขนาดของกิจการ

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการเช่นนี้ขึ้นมา จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายสามารถขายของได้มากขึ้น ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย ถ้าภาษาสั้นๆ คือวินวิน ชนะกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นการมาทำให้มีคนร่วมจ่าย รัฐจ่ายให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% ตรงนั้นเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ได้นอกเหนือจากนั้นคือ การเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ และเท่าที่ทราบมาทุกๆ รายมียอดขายเพิ่มมากขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ของเขามีมาตรฐาน และมีสิ่งที่ดึงดูดความรู้สึกของผู้ซื้อ ทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 5 เท่าในระหว่างที่มีโครงการ แต่บางรายทำสินค้าได้ดีก็ขึ้นไปถึง 9 – 10 เท่าก็มี สิ่งที่สำคัญคือการปรับฐาน เมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าของเขามากขึ้น ก็ทำให้เมื่อโครงการจบลง ก็จะมีการปรับฐานรายได้ของพวกเขาขึ้นมาอย่างน้อย 2 เท่ากว่ากว่าๆ แน่นอน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามที่จะให้มีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ได้อัพสกิล รีสกิล ได้เพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคงเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ประชาชนทุกคนในการช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนที่ได้ไประดมมาให้พี่น้องประชาชนใช้ในโครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่เราถือว่าวัตถุประสงค์การดำเนินการนี้คือ ให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนเฉยๆ แต่เป็นการร่วมกัน พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากมายมหาศาล

นายอนุทิน กล่าวว่า เงินกู้นี้ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ที่สำคัญดอกเบี้ย ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.2% ตอนที่นายเอกนิติ นำเข้ามาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ซึ่งรัฐก็เอา เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงไปในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา และด้วยสภาพคล่อง และจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในระบบ เราสามารถใช้กลไกต่างๆ รูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อให้พี่น้องประชาชนด้วยต้นทุนเงินเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้ได้ที่ดอกเบี้ย 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ฉะนั้น 1.2% นี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชนอย่างที่คนเข้าใจ

“รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพวกผม รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องไปชำระดอกเบี้ย ไปผ่อนจ่ายเงินกู้ที่เราได้กู้มา ให้พี่น้องประชาชนด้วยตัวรัฐบาล ไม่มีการไปรบกวนพี่น้องประชาชน ไม่มีการออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ ถ้าเรายังสามารถระดมเงินเหล่านี้มาให้ประชาชน โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ในสภาพที่รัฐสามารถรับภาระได้  เราจะทำทุกวิธีทางที่จะให้พี่น้องประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้สอย มีสภาพเศรษฐกิจมียอดขาย มีการเข้าถึงแหล่งเงินที่ดีขึ้นกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นไป” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องจริงๆ และขอให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความปรารถนาดีและเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มีต่อพี่น้องประชาชนในช่วงที่เรามีภาวะวิกฤตการณ์ จากภายนอกประเทศ ภาวะสงครามที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจมากมาย เรา รัฐบาลของท่าน พร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่าน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ลดน้อยถอยลง

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

“อนุชา”ควง”อภิสิทธิ์” ลุยห้วยขวาง จี้จัดการนอมินีต่างด้าวล้นตลาด ลั่นพร้อมทำงานทันที-มุ่งสร้างอนาคตให้คนกรุงเทพฯ

15 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นำทัพใหญ่ลงพื้นที่ตลาดเมืองไทย-ภัทร เขตห้วยขวาง เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชน โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ และนายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล ผู้สมัคร ส.ก.เขตห้วยขวาง เบอร์ 3 ร่วมลงพื้นที่อย่างคึกคัก ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่นจากประชาชนที่เข้ามาให้กำลังใจและฝากความหวังให้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า

นายอนุชา กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเมืองหลังการลงพื้นที่ ว่า กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมทั้งระบบล้อ ราง และเรือ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความพึงพอใจของประชาชนว่า “เราควรพอใจกับกรุงเทพฯ ที่เป็นอยู่นี้จริงหรือ” โดยย้ำว่า การแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวโดยไร้การมองอนาคตนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างความหวังและโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนกรุงเทพฯ ผ่านนโยบายหลักทั้ง 5 ด้านของพรรค เพื่อพลิกโฉมให้เมืองกรุงดีกว่าเดิม

ในประเด็นปัญหา “นอมินี” และการเข้ามาประกอบอาชีพของคนต่างด้าวในตลาด นายอนุชาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เป็นปัญหาที่คาราคาซังและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

“เราเห็นกันชัดเจนว่ามีคนต่างชาติมาจับจองแผงค้าและซื้อขายกันเอง ซึ่งปัญหานี้มีมานานแต่ไม่ถูกจัดการให้เบ็ดเสร็จ การที่ระบบแจ้งปัญหาต่างๆ เข้ามา แต่สุดท้าย 4 ปีผ่านไป ปัญหาก็ยังอยู่ที่เดิม มันสะท้อนว่าเราต้องเลิกพูดได้แล้วว่าปัญหาคืออะไร แต่วันนี้ต้องเดินหน้าแก้ให้จบและยั่งยืน ไม่ใช่แค่แก้ไปทีละเรื่อง” นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงใน กทม. นายอนุชา ระบุว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะต้องมีการเตรียมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างรัดกุม โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลข่าวสารให้มีความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ กทม.สามารถดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างอย่างสงบเรียบร้อย

สำหรับก้าวแรกหากได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นายอนุชา ยืนยันว่า นโยบายทั้ง 5 ด้าน ทั้งเรื่องการเดินทางที่สะดวก เมืองสะอาด เศรษฐกิจที่ดี คุณภาพชีวิต และการตรวจสอบทุจริต สามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้ทันที โดยจะเข้าบริหารจัดการงบประมาณเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“ผมและทีมผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต มีความตั้งใจจริงในการทำงาน แม้ช่วงที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่ง แต่เราก็ลงพื้นที่รับใช้พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด วันนี้จึงขอโอกาสให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ลองเปิดใจสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้เราเข้าไปทำหน้าที่การเมืองที่สุจริตและเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่มีความหวังสำหรับทุกคนครับ” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย  ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

ส้มกัด TH-AI Passport ไม่ปล่อย ไอซ์ ซัดเดือด อนุทิน เงียบกริบ สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.58 น.

‘ครม.เงา’ งัดเอกสารแฉจับพิรุธโกง ‘โครงการ TH-AI Passport’ พบไฟล์เอกสารบริษัทเอกชน B. เริ่มโครงการก่อนมีประมูล จ่อยื่น ‘ป.ป.ช.’ สอบเอาผิด ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัว บี้สั่งระงับโครงการทันที ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ ถามแรง ‘ไม่กล้าแตะลูกนาย’ เรื่องนี้เงียบกริบ แต่เรื่องอื่นเบรกได้ แนะ ‘ไชยชนก’ ยืดอกรับ อย่าหลบหลัง ‘ปลัดกระทรวง-เอกชน’ เมินคนไม่เชื่อคำชี้แจงภาพร่วม ‘แพลนบี-แกนนำส้ม’ ลั่นไร้กระทบทำงาน ท้ากลับใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้แบบมาตรฐานเดียวกัน 

15มิ.ย.2569 เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport 

โดยน.ส.รักชนก  เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคิ๊กออฟ TH-AI Passport โดยระบว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B ซึ่งมีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์วันที่ 15 ธ.ค. 2568 และมีการประมูลช่วงปลายเดือนธ.ค. ดังนั้นตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่า “ส่อ” แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่น ทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งเดิมตั้งใจว่าลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้หากเอกสารพร้อม ปรึกษาทีมนโยบาย ทีมสื่อสาร เมื่อพร้อมแล้วก็ยื่น คากว่าน่าจะช่วงที่กระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 ก.ค.นี้  

ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติในเอกสารชุดเดียวกัน โดยวันที่ 10 พ.ย. 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน จึงถามว่าเหตุใดต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลทราบใช่หรือไม่ว่าช่วงวันที่ 15 ธ.ค.2568 เป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ 

ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้จัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนเสนอให้รัฐทุ่มงบฯกับการสร้างทักษะคนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.งมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว ครั้งล่าสุดที่เรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง 

  ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอีฯ ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้ 

เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริงๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริงๆในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน เช่น งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท 

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้

“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย 

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่าไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร 

ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

อนุทิน ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการ TH-AI Passport

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

“อนุทิน” ชี้ ใครเข้าไม่ถึง AI ล้าหลัง ระบุ ดีอีแจงแล้ว ปมโครงการth-ai passport  ลั่นไม่รู้จักคำว่า”มีนอกมีใน” ระวังอย่างเดียวอย่าให้มีทุจริต เชื่อ ถ้าผิดกฎหมายระบบจะทำให้ล้มไปเอง 

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 12.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านท้วงติงโครงการ th-ai passport ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลกเทคโนโลยี วันนี้ใครเข้าไม่ถึง AI จะเป็นคนที่ล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเราต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีหรือมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ประเทศไทยเรามีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นลำดับต้นของโลกอยู่แล้ว เรามีทั้งผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาและผู้ที่พัฒนาระบบต่างๆขึ้นมาเอง เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศเลย เพียงแต่เอาแพลตฟอร์มและองค์ความรู้ต่างๆเข้ามาพัฒนาแล้วกระจายเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปให้ประชาชน 

เมื่อถามย้ำว่าเขาไม่ได้ติงที่แนวคิดแต่ติงที่ทีโออาร์ที่เกี่ยวพันกับคนที่ใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ รมว.ดีอี เป็นผู้รับผิดชอบและอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องกังวลก็คือดำเนินการด้วยความสุจริตและเป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนดหรือไม่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นก็ถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำเขาก็จะมีปัญหาเรื่องผลงานและการประเมินของเขา 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการนี้จะไม่มีนอกมีในหรือไม่โปร่งใส ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมทำงานอยู่ตรงนี้ ผมไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกผมดีขึ้น มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีเงินมีทอง ทุกวันนี้ผมว่าผมก็อยู่ได้ ท่านก็เห็น มีแต่ที่ผมไม่ได้เข้า 60/40 เท่านั้นเพราะเห็นว่าตัวผมไม่จำเป็นต้องไปตัดสิทธิ์คนอื่น ผมก็ใช้ชีวิตปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เป็นประชาชนธรรมดา หรือนายกฯ ชีวิตผมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นในเรื่องพวกนี้ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจใครหรือเกรงกลัวใครที่จะทำทุจริต โดยเฉพาะในรัฐบาลที่ผมเป็นนายกฯอยู่” 

เมื่อถามว่าพร้อมให้ตรวจสอบตลอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “น้องต้องไม่ถามนำ นายกฯและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ทุกคนรังเกียจการกระทำทุกชนิดในเรื่องการทุจริตและผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแต่งตั้งโยกย้าย นโยบายการปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ถ้ามีทุจริตเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ย้ำว่าเราจะเป็นศัตรูกับเรื่องทุจริตทุกรูปแบบ และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถ้ามันไม่ถูกต้องระบบจะทำให้มันล้มไปเอง และถ้าผิดกฎหมายระบบก็จะทำให้มันผ่านไปไม่ได้ แต่แน่นอนว่าประชาชนรอ AI อยู่ AI ต้องตอบไม่ใช่ถามอยู่ 3 คำถามแล้วค่อยๆช้าลงไปรอสักครู่เวลาทำมาหากินมันรอไม่ได้ ถามปุ๊ปต้องตอบปั๊ป” 

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

ภราดร เผยยังไม่เห็นร่างเพื่อไทย หลังแก้ไข ย้ำหากไม่ขัด 3 จุดยืน ภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘ภราดร’ บอก ยังไม่เห็นร่างของเพื่อไทยหลังแก้ไข ลั่น หากไม่ขัด 3 จุดยืนภูมิใจไทยก็พร้อมหนุน ชี้ ร่างของปชน.ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.เหตุให้เลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรง

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 12.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนหรือไม่ ว่า  ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาที่จะสนับสนุน แต่ ณ วินาทีนี้ยังไม่เห็นเนื้อหาว่าร่างของเขามีลักษณะอย่างไร แต่หลักใหญ่คือ 1. จะต้องไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ 3. จะต้องไม่มีการแก้ไขหมวดหนึ่งและหมวดสอง หากไม่มีทั้ง 3 เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่สนับสนุน ทั้งนี้คงต้องเอาร่างมาดู เพราะเท่าที่ทราบร่างของเขายังไม่เสร็จ มีแค่การให้ข่าวว่าเนื้อหาจะเป็นแบบใด

เมื่อถามว่า เนื้อหาพรรคเพื่อไทยใช้ อิงตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเนื้อหา แต่ย้ำว่า โดยหลักการไม่ขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดแย้งจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 ข้อ

เมื่อถามว่า ในส่วนร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง นายภราดร กล่าวว่า พรรคประชาชนเขาให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ทราบคือให้มีการฟังเสียงประชาชนผ่านออนไลน์ ในส่วนของพรรคประชาชน เราคิดว่า ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเลือกโดยตรง 

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

รัฐบาลมอบ สุชาติ คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

รัฐบาลมอบ “สุชาติ” คลี่ปมทับลาน 50 ปี ย้ำให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ยึดข้อเท็จจริง–กฎหมาย ไม่ทิ้งทั้งผืนป่าและสิทธิประชาชน

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) เวลา 11.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ กรณีการพิจารณาปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบข้อห่วงกังวลจากทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายอนุรักษ์ ชุมชนในพื้นที่ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตระหนักว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี

รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย โดยยืนยันว่าการพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติจะยึดหลักข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ซึ่งจะต้องดำเนินการพิสูจน์สิทธิของประชาชนกว่า 5,000 ราย พร้อมชี้แจงว่า ข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ใช่การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมดตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนและชุมชนดั้งเดิม รวมถึงพื้นที่สาธารณูปโภคบางส่วน ควบคู่กับการเตรียมประกาศพื้นที่เพิ่มเติมเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

ดังนั้น พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานในภาพรวมจึงไม่ได้ลดลงตามตัวเลขที่ถูกเผยแพร่ในบางช่องทาง ขณะที่พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการดังกล่าว และยังคงดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (One Map) ซึ่งจำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 พื้นที่ที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว

กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการ

กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทาง คทช.

กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ คณะกรรมการเห็นควรให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่ครอบครองมาก่อนการประกาศอุทยานฯ ซึ่งมีการสำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่รอนสิทธิของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ

กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในราชการทหาร

ส่วนที่ 2 พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966 ไร่ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจและพิจารณาความเหมาะสมในการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีความเห็นประกอบการดำเนินการ ได้แก่ การรักษาพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์และพื้นที่สาธารณประโยชน์ไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่ การกำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนยืนยันว่าคดีบุกรุกป่าที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตยังต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1–3 จะไม่รับรองสิทธิแก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี

“รัฐบาลมอบหมายให้ผมเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพราะให้ความสำคัญทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เราจะไม่ละเลยข้อห่วงใยของภาคประชาชน ขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยให้มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าโดยมิชอบ ทุกการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม” นายสุชาติ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้ ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิของชุมชน และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ