จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

จาก ทหารมีไว้ทำไม ถึง แก่ จน โง่ อัจฉราวดี ชี้ พลังเงียบรวมตัวสู้กระแสเหยียดคนไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

เวลาพวกนี้เข้าก๊วนกัน ดูราวกับเขาคิดว่า

เขาเป็นคนรุ่นใหม่ รวย ทันสมัย จนนำมาสู่ความผยอง

วันนี้พรรคส้มรู้ซึ้งแล้วว่า ความผยองฆ่าพรรคได้ยังไง

แค่วลี “ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ” ก็หนักหนาแล้ว

ยังมาเจอ “แก่ จน โง่” ถ้อยวาจาสุดเหยียด

ที่กลายมาช่วยปลุกกระแสรักชาติ

จากที่ตื่นแล้ว ก็ตื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ชื่อดิว วีรวัฒน์ ต้องถูกบันทึกไว้

ในเส้นทางการเมืองของพรรคส้ม

ว่าเป็นผู้ร่วมทำลายโอกาสของพรรค

ไม่ใช่ผู้สนับสนุนพรรค
..
เมื่อจงใจเหยียบย่ำผู้อื่น
คนที่ตายก่อนคือผู้ฝังรอยเท้านั้น
..
..
อ. อัจฉราวดี วงศ์สกล
9 กุมภาพันธ์ 2569

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

ต๊ะ นารากร กะเทาะเปลือก กล้าธรรม ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเพราะเข้าถึง Voter จริง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.07 น.

กลายเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์การเมืองทันที สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อ พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำผลงานได้น่าประทับใจในหลายพื้นที่ จนถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ล่าสุดวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) คุณต๊ะ นารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของพรรคกล้าธรรมไว้อย่างเผ็ดร้อน ว่า “ทำไม พรรคกล้าธรรม ชนะในหลายเขตได้ ส.ส.จำนวนมาก หักปากกาเซียน จากการเก็บข้อมูลของนักข่าวมาเป็นปี วิเคราะห์ได้แบบนี้

ต๊ะ นารากร

1) พรรคกล้าธรรมสะสมขุมกำลังจาก ส.ส.เดิม พื้นที่เดิม เขตเดิม แค่ย้ายมาจากพรรคอื่น ทั้งบ้านใหญ่ และคนในพื้นที่ที่ช่วยเหลือกันมานาน

2) พรรคกล้าธรรมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่คนคนเดียว แต่กระจายผู้สมัครลงหลายๆ เขต ยกตัวอย่างที่จังหวัดหนองบัวลำภู เขต 2 ส่ง ไชยา พรหมมา ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีมาก่อน แต่ก็แพ้เป็นหมื่นคะแนน เพราะไชยา ไม่สนใจพื้นที่ ชาวบ้านไม่ชอบเลยไม่เลือก ในขณะที่ เขต 1 และ เขต 3 ผู้สมัครเป็นคนของ นายก อบจ. และเป็นเครือญาติของนักการเมืองท้องถิ่น ทำพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง จึงชนะการเลือกตั้งทั้ง 2 เขต

ต๊ะ นารากร

3) พรรคกล้าธรรมฝังตัวอยู่ในกระทรวงเกษตรมานาน จึงสามารถใช้กลไกรัฐเข้าถึง voter จริงๆ ผ่านทางข้าราชการ คนของรัฐ และนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อเกษตรกร

4) พรรคกล้าธรรม กระสุนถึง ยิงจริงจัง ปัจจัยทุกอย่างพร้อมหมด โดยเฉพาะคำว่า “ใจถึงพึ่งได้” อาจฟังดูเชย แต่สำหรับชาวบ้านมัน “ถึงใจ”

ต๊ะ นารากร

5) คุณธรรมนัสตระเวนปราศรัยในต่างจังหวัดด้วยตนเอง และประกาศว่า ใครกล้ายืนตรงข้ามกับกล้าธรรม ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายค้าน และบอกว่าพรรคกล้าธรรมมีผู้สมัครเกรดเอ 112 คน

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด มีทั้งฝ่ายที่ยอมรับในกลยุทธ์ และฝ่ายที่กังวลถึงทิศทางของการเมืองไทย เช่น

“การเลือกตั้งครั้งนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่างให้เข้มแข็งขึ้นได้จริง ๆ อย่างนี้จึงเรียกว่าประชาธิปไตยกินได้”

“จริงค่ะ จากที่ไม่ชอบ พอเขาโดนรุมโดนกระหน่ำ ทำให้รู้สึกเห็นใจ อดีตคืออดีต เราทุกคนต่างมีอดีตที่ไม่ดี การเมืองยุคใหม่ควรเลิกโจมตีฝ่ายตรงข้าม”

“เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ไว้สมัยหน้าปรับตัว การเข้าถึงประชาชนสำคัญ ชาวบ้านอยากเห็นตัวแทนตัวเป็นๆ มากกว่าในสื่อ”

“คุณต๊ะก็วิเคราะห์ออกพอสมควรละครับ ผมขอถามข้อเดียวครับถ้าคุณเป็นหัวหน้ามาร์ค (ปชป.) คุณจะร่วมกับเขาไหม?”

“พรรคสีเขียวกระสุนหนักกว่าตอนยิงสู้กับกัมพูชาอีกครับ แจกทุกจังหวัด หลักฐานมีชัดเจนแต่ กกต. จังหวัดทำรัยไม่ได้… อีกไม่นานครับ ประเทศไทยจะเป็นเมืองสีเทาแน่นอน”

ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร
ต๊ะ นารากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นารากร ติยายน

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

คดีพลิก! ดราม่าเขต 7 ปทุมฯ ผลนับใหม่ไม่ต่างจากเดิม แฉใช้ภาพผิดหน่วยปั่นกระแสเข้าใจผิด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.58 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก ไม่น่าจะมีคนอ่าน ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระุบว่า  กปน. ปทุมฯ โดนด่าฟรี  เหตุเพจด้อมส้มลงเฟคนิวส์ การนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่เแล้วไม่เหมือนรอบแรก ที่แท้ ไปเอารูปหน่วยเลือกตั้งจุดอื่นมาเทียบ !—————  

จากเหตุการณ์ กปน. หรือคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้ง เขต 7 ปทุมธานี สถานที่ ราชมงคลธัญบุรี  ได้มีเหตุการณ์ที่ กลุ่มนักศึกษาได้เข้าไปขอดูการนับคะแนนผลการเลือกตั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้อนุญาต จนมีการประท้วงและเรียกร้อง สุดท้ายจึงมีการนับคะแนนใหม่ โดยทางนักศึกษา มทร.เป็นได้เป็นผู้นับคะแนนเอง มีเพียงเจ้าหน้าที่ช่วยดูบัตรดีบัตรเสีย

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดดราม่านั้น หลังจากมีการนับคะแนนรอบที่ 2  ในโซเชียลบนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะเฟสบุ๊ก ได้มีการนำเสนอภาพคะแนน ในส่วนของ สส.เขต   ซึ่งเป็นคะแนนจากนอกราชอาณาจักร โดยทำการเปรียบเทียบคะแนนกันแล้วมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะ2พรรคคู่แข่ง  โดยการนับคะแนนครั้งแรก(ภาพซ้าย)  พรรคภูมิใจไทยได้ 156 คะแนน พรรคประชาชน  ได้92 คะแนน แต่ภาพที่แสดงการนับครั้งที่2(ภาพขวา) พรรคประชาชนกลับนำแซงกลายเป็น พรรคประชาชน 415 คะแนน พรรคภูมิใจไทยได้ 96 คะแนน  ทำให้มีการตำหนิเจ้าหน้าที่ กปน.จำนวนมากในเรื่องความไม่เป็นธรรม

*คดีพลิก????‍♂️ เอาภาพคนละหน่วยเลือกตั้งมาเทียบ

ภายหลังเพจที่ได้นำเสนอข้อมูลภาพในชุดแรกอันเป็นหนึ่งในสาเหตุประเด็นดราม่า กลับลงข้อมูลใหม่ว่า จริงๆแล้วสาเหตุที่นับคะแนนครั้งแรก และนับใหม่ มีคะแนนที่ต่างกันนั้น มาจากคนละหน่วยเลือกตั้งกัน โดยภาพซ้ายนับครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยนำพรรประชาชนนั้นมาตาก หน่วย 14 ในเคหะ  ส่วนภาพทางขวาที่พรรคประชาชนนำพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็น คะแนนที่นับใหม่ใน มทร.ธัญบุรี

*พิสูจน์ต่อไป

เมื่อได้รับข้อมูลดังกล่าวแล้วก็จะสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติทันทีดังนี้ 
จุดสังเกตที่ 1. ที่อยู่ ในภาพซ้ายหรือการนับครั้งแรกนั้นได้ระบุสถานที่ๆพอจะอ่านออกได้บางส่วนคือ “เคหะชุมชนรังสิต” ซึ่งเป็นคนละสถานที่กับ มทร.ธัญบุรี
จุดสังเกตที่ 2 ผลรวมไม่ตรงกัน เมื่อรวมบัตรดี+บัตรเสีย+บัตรไม่ลงคะแนน  ได้ผลรวมต่างกัน โดยการนับบัตรเลือกตั้งครั้งแรกได้ 327 ใบ
 ส่วนครั้งที่ 2 ได้ 720 ใบ (ในภาพมีการเขียนตัวเลขบัตรเสียผิด 1คะแนน ต้องดูที่ขีด)
ซึ่งตัวเลข 720 ใบนั้น ตรงกับเอกสารของเจ้าหน้าที่ กปน. ที่สรุปตัวเลขมา (โพสต์โดย ผู้สมัคร สส. เขต7 ปชน ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข ) 

*สรุปคือข่าวปลอม เจ้าหน้าที่ถูกด่าฟรี
สรุปจากคำอธิบายของผู้ให้ข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูลในทางเอกสารนั้น ทำให้เห็นว่า การนับคะแนนครั้งแรก (ภาพขวา)ที่ ทำให้พรรคภูมิใจไทยนำพรรคประชาชนนั้น คือข่าวปลอม ในลักษณะที่ไปเอาผลคะแนนจากหน่วยอื่นมาเปรียบเทียบ และถูกนำเสนอสู่สาธารณะ จนเกิดความเข้าใจผิด และนำไปสู่การติเตียนคนหลายฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม

สุดท้ายของสุดท้าย ความจริงแล้วคือ “คะแนนแทบไม่ได้ต่างกัน” ระหว่างการนับคะแนนครั้งแรกโดยเจ้าหน้าที่และ การนับครั้งที่สองโดยนักศึกษา ซึ่งสามารถกดดูรายละเอียดในลิ้งก์อ้างอิงด้านล่างได้ ซึ่งยอมรับว่าคะแนนไม่ต่างกันมากทั้งตัว ธันยนันท์ เอง และตัวแทนนักศึกษาที่นับคะแนน

แล้วจะมีใครขอโทษเจ้าหน้าที่ กปน.หรือไม่ ในประเด็นนี้หรือไม่ ?

อ้างอิง 
ที่มาเฟคนิวส์ 
– จาก INSIDEVOICE
ภาพชุดแรกน่าจะลบไปแล้วแต่ยังระบาดในโซเชียล เหลือแต่ โพสต์แก้ข่าว
https://www.facebook.com/share/p/17MwCWdgaB/
อันนี้ภาพต้นทางที่ระบาดในกลุ่มด้อมส้ม
https://www.facebook.com/share/p/14SKCEe19gY/
-CSI LA ก็ด้วย
https://www.facebook.com/share/p/1HNFWDgM8r/
 จริงๆมีเพจอื่นด้วยแต่น่าจะลบไปแล้ว 
—————
สรุปว่า  การการนับคะแนนทั้ง 2 รอบ
เสนอโดย ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข พรรค ปชน.
มีการเล่าเสรุปเหตุการณ์และภาพครั้งทั้งหมด  โดยการนับคะแนนจะมีทั้งหมด 4 ชุด ชุดละ 2 หีบ (เขตกับบัญชีรายชื่อ) โดยเทียบคะแนนเก่าจากเจ้าหน้าที่ และคะแนนใหม่ที่นับโดยนักศึกษา และสรุปผลว่า  
“สรุปคือ ความต่างของการนับคะแนนโดยไม่มีปชช.สังเกตุการณ์กับภายใต้การนับของปชช. มีจุดที่ไม่ตรงกันหลักหน่วยค่ะ ผู้สังเกตุการณ์จึงไม่ได้ร้องแย้งเพิ่มเติม ” 
https://www.facebook.com/share/p/1A9cGM27vP/
—————
คลิปสัมภาษณ์ผู้ที่นับคะแนนรอบใหม่ ก็สรุปว่าคล้ายกันคือคลาดเคลื่อนไป 1-2 คะแนน (ไม่ได้คลาดเคลื่อนแค่ปชน. และมีทั้งเพิ่มทั้งลด เกี่ยวข้องกับการตีความบัตรดีบัตรเสีย)
https://www.facebook.com/share/v/1FrZc9Su2H/

ขณะเดียวกัน นายเพียร มารศรี หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนกกต.จังหวัดปทุมธานี ผู้แทน ผอ.กกต.จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องของกระดานที่มีการเผยแพร่อยู่ตอนนี้ มันเป็น Fake News ยืนยันว่าเป็น Fake News ผมเข้าใจว่า ทุกคนมีจุดยืนของตัวเอง มีฝั่งของตัวเอง ในเมื่อผลไม่เป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ ประกอบกับมีเหตุการณ์อย่างอื่น ก็ทำให้เกิดแหตุที่เป็นไปตามความพึงประสงค์ของตัวเอง ทำให้ กกต. ขาดความน่าเชื่อถือ อยากจะให้มีการนับคะแนนใหม่

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

เปิดไทม์ไลน์เดือด ล้อมหีบข้ามคืน ชลบุรี เขต 1 ประท้วงวุ่น หลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.46 น.

ชลบุรีเดือด! ไทม์ไลน์ล้อมหีบข้ามคืน เขต 1 ประท้วงวุ่นหลังเจอบัตรทิ้งถังขยะ จี้นับใหม่ทั้งเขต

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่ารับเช้าวันที่ 10 ก.พ. 69 เมื่อสนามเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 ลุกเป็นไฟ! มวลชนปักหลักปิดล้อมคอร์ดแบดมินตัน หลังพบพิรุธหีบบัตรไม่ได้ซีล เคเบิลไทร์หาย แถมพบบัตรเลือกตั้งถูกทิ้งในถังขยะ ยื่นคำขาด “ต้องนับใหม่เท่านั้น”

สรุปเหตุการณ์ “คืนล้อมหีบ” ชลบุรี เขต 1

สถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จนถึงรุ่งเช้าวันนี้ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

18.00 – 20.00 น. เพจท้องถิ่นสะพัดข่าวจะมีการนับคะแนนใหม่ที่เทศบาลแสนสุข ประชาชนแห่ไปรอ แต่ กกต. ปฏิเสธว่าไม่มีการนับ ทำให้มวลชนตามไปที่เก็บหีบบัตร ณ “คอร์ดแบดมินตัน”

20.30 – 21.00 น. ความแตก! ประชาชนพบหีบบัตรบนรถกระบะ บางหีบไร้การรัดสาย “เคเบิลไทร์” เจ้าหน้าที่อ้าง “สายหมด” ทำมวลชนเดือดจัด นายอำเภอและ ผอ.กกต.จังหวัด ต้องรีบเข้าชี้แจงว่าอยู่ระหว่างขนย้าย

21.30 – 22.30 น. นายอำเภอยันนับคะแนนใหม่ไม่ได้ ต้องรอ กกต.กลาง ด้านมวลชนโต้กลับยกเคส “ปทุมธานี-มหาสารคาม” ที่นับใหม่ได้ทันที แต่นายอำเภอแย้งว่าชลบุรีเลยขั้นตอนทักท้วงมาแล้ว

22.40 น. วงเจราจาล่มชั่วคราว! ก่อนเจ้าหน้าที่จะกลับมาย้ำคำเดิมว่า “ผอ. ไม่มีอำนาจสั่งนับใหม่”

23.45 น. ผอ. กกต. เริ่มอ่อนท่าที รับปากจะประสาน กกต.กลาง เพื่อขออนุมัติเปิดหีบ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

01.35 น. รองเลขาธิการ กกต. เดินทางมาถึงพื้นที่ ยืนยัน “อยู่ข้างความถูกต้อง”

03.00 น. สถานการณ์ยังตึงเครียด มวลชนไม่ยอมถอยหลัง พบหลักฐานเด็ด “ใบขีดคะแนน” ถูกทิ้งในถังขยะ ยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

10.00 น. จับตาวาระสำคัญ กกต. ชุดใหญ่ประชุมด่วน พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการนับคะแนนใหม่ตามคำเรียกร้องหรือไม่

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

ค่าของเสียงไม่เท่ากัน ใบตองแห้ง เปิดประเด็นร้อนชาวเน็ตถกสนั่นเหยียดหรือเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.12 น.

หลังการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้คะแนนจะเริ่มนิ่งแต่ อุณหภูมิการเมือง ในโลกโซเชียลกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคุณภาพของเสียงที่กำลังกลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Atukkit Sawangsuk ซึ่งมีเนื้อหาเผ็ดร้อนกระแทกใจทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน โดยระบุว่า “คะแนนเสียงเรานับเท่ากันในกติกาประชาธิปไตย แต่คุณค่าไม่เท่ากันหรอก คะแนนเสียงผมที่เลือกเพื่อเปลี่ยน โหวตเห็นชอบจะมีค่าเท่าพวกโง่ที่เชื่อกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ ว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง จะทำให้นักการเมืองไม่สามารถบินเฟิสท์คลาส ได้ยังไง โง่ก็ต้องบอกว่าโง่ ไม่ respect เพียงแต่ต้องแยกแยะแบบซื้อเสียงแล้วกาเบอร์ 1-10 ทั้งสองใบ นี่ก็ไม่ต้องอธิบายแก้ต่าง แต่ถ้าเลือกเพราะจำเป็นต้องพึ่งพิง อธิบายได้เข้าใจได้ แบบบางท่านอธิบายเรื่องธรรมนัสกับนโยบายเปลี่ยน สปก.เป็นโฉนด ก็ให้ความรู้ความเข้าใจ แต่รำคาญที่เช้ามาก็เห็นโพสต์เต็มฟีด ยังกะว่าคนกรุงเทพปริมณฑลที่เลือกส้มแม่งไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้เลย”

ใบตองแห้ง

ทันทีที่โพสต์ของ นาย อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับมุมมองที่ตรงไปตรงมา และฝ่ายที่มองว่าเป็นการเหยียดหยามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จนเกิดเป็นวาทะตอบโต้กันอย่างรุนแรง เช่น

“5555 สิ่งที่เคยด่าสลิ่ม กลับทำเสียเอง”,

“เลิกได้เลิกนะคะ การด้อยค่าคนอื่น ประชาธิปไตยแบบไหน ไม่เคารพความเห็นต่าง เหยียบคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น”,

“ความคิดน่ากลัว และเป็นภัย”,

“ใครเป็นคนวัดคุณค่าของเสียง ถ้าเสียงไหนมีค่ามากกว่ามันก็ควรจะถูกนับมากกว่าสิ”

“เช็ดเข้ นี้พี่ถึกเขียนเองจริงเหรอวะ 555”

“ถึงขั้นธาตุไฟแตก”

“เอาสุดแค่นี้พอนะถึก อย่าให้ถึงขั้นปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเลยนะ ถือว่าขอเหอะ”

“โดนใจสุดๆ”

ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง
ใบตองแห้ง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและความขัดแย้งทางความคิดหลังการเลือกตั้งปี 2569 ที่ยังคงฝังลึก โดยเฉพาะการตีความคำว่าความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกนำมาถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้ว หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงนั้นควรถูกให้ค่าด้วย เหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจหรือไม่ และน่าจับตาว่าหลังจากนี้ใบตองแห้งจะออกมาขยายความถึงประเด็นเสียงที่ไม่มีคุณค่านี้เพิ่มเติมอย่างไร ท่ามกลางกระแสทัวร์ที่ยังคงจอดหน้าเฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เปิดสาเหตุ ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.09 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมส้มแพ้น้ำเงิน #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

อย่าหลงคิดแต่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว

ทำไมภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง

1. อนุทิน แสดงความจงรักภักดี ไม่ด้อยค่าทหาร เข้าใจความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่นจริงใจและเด็ดขาดต่อการจัดการกับปัญหาชายแดนกับเขมร และไม่อ่อนข้อต่อการกดดันของสหรัฐฯ แสดงบทบาทที่น่าประทับใจในระหว่างประชุมกับผู้นำระดับโลก เช่นการพยายามขายข้าวให้จีน การขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ

2. สีหศักดิ์ ไม่อ่อนข้อต่อเขมรและการกดดันของสหรัฐฯ บนเวทีโลก กรณีปัญหาปัญหาชายแดนกับเขมร

3. เอกนิติ คนละครึ่งพลัส ถูกใจประชาชน

4. ศุภจี ทำงานหนักอย่างจริงจัง จนภาพนั้นตรึงตาตรึงใจคนไทยทุกฝ่าย แม้แต่คนนิยมพรรคส้มยังยอมรับ สังเกตได้จากคำพูดจากผู้นิยมส้มว่า “เสียดายอยู่ผิดพรรค” ซึ่งแปลว่า ส้มยังยอมรับฝีมือแม้จะอยู่พรรคที่ผู้นิยมส้มไม่ชอบ

คำประกาศที่ว่า ไม่ได้ทำเพื่อพรรคแต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน “ทัชใจ” คนไทยทุกฝ่าย

5. การรีแบรนด์เป็น “พรรคนักปฏิบัติ”  การดึงบุคคลอย่าง คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ (ภาพลักษณ์ข้าราชการมือหนึ่ง) หรือ คุณศุภจี (ภาพลักษณ์ CEO มืออาชีพ) เข้ามา เป็นการแก้จุดอ่อนเดิมของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธร ให้กลายเป็นพรรคที่มี “ทีมเศรษฐกิจระดับอินเตอร์” สิ่งนี้ดึงดูด ชนชั้นกลางในเมือง ที่เบื่อความขัดแย้งและต้องการคนที่ “หาเงินเข้าประเทศเป็น”

6. ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่” ที่แข็งแกร่งที่สุด ภูมิใจไทย มีเครือข่าย ส.ส. เขตที่เข้มแข็งมาก การดูแลพื้นที่แบบ “ถึงลูกถึงคน” ทำให้คะแนนเสียงในต่างจังหวัดไม่ผันผวนตามกระแสโซเชียลมีเดียเท่ากับพรรคส้ม

ทำไมพรรคส้มแพ้ ชนะการเลือกตั้ง

1. กับดัก “สุดโต่ง” การมุ่งเน้นประเด็นที่ละเอียดอ่อน (เช่น 112 หรือการปฏิรูปกองทัพแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า) ทำให้เสียแนวร่วมที่เป็นคนรุ่นใหม่สายกลาง มุ่งแต่คิดจะแก้ 112 แม้เบื้องหน้าดูเหมือนไม่แตะต้อง แต่รู้ได้ว่ายังรอเวลาและหาช่องทาง

2. เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพ ศาล ทั้งที่ประชาชนมองเห็นว่า สถาบันหลักของชาติอยู่เคียงข้างประชาชน และทำหน้าที่ปกป้องประเทศ

3. สมาชิกพรรคขาดประสบการณ์และความรู้ที่แท้จริงในการบริหารประเทศ เก่งพูดมากกว่าเก่งทำ มีแต่ราคาคุย

4. ประกาศสโลแกน มีส้มไม่มีเทา ขุดคุ้ยและเปิดโปงความเทาของคู่แข่ง แต่ปล่อยปะละเลยต่อขบวนการเทาๆ ในพรรค ซึ่งบ่งบอกความย้อนแย้งของคำว่า  มีส้มไม่มีเทา

5. สงครามข่าวสาร ที่ตีกลับ เมื่อพรรคส้มครองพื้นที่สื่อโซเชียลมานาน ผู้คนเริ่มเกิดภาวะ “เอียน” หรือรู้ทันเทคนิคการปั่นกระแส เมื่อความจริงเรื่องความเทาภายในพรรคถูกเปิดเผย ความศรัทธาจึงพังทลายเร็วกว่าพรรคปกติ เพราะขายภาพลักษณ์ “คนดี/คนรุ่นใหม่” ไว้สูงเกินไป

6. การบริหารองค์กรที่ล้มเหลว การคัดกรองผู้สมัครที่ไม่ดีพอ (มีประวัติอาชญากรรม, พฤติกรรมไม่เหมาะสม) ทำให้เกิด “สภาวะย้อนแย้ง” ในสายตาประชาชน คือด่าคนอื่นเทา แต่คนของตัวเองกลับดำมืด

สรุปภาพรวม 

ภูมิใจไทยชนะเพราะประชาชนเชื่อมั่นใน “ความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ” (ผ่านดีลข้าว/การทูต) และ “การรักษาสถาบันฯ” พรรคส้มแพ้เพราะประชาชนหมดความเชื่อมั่นใน “ความจริงใจ” (ปากว่าตาขยิบ) และมองว่าเป็น “ความเสี่ยง” ต่อความมั่นคงของชาติ นั่นหมายความว่า คนไทยเริ่มก้าวข้าม “กระแสวูบวาบในโลกโซเชียล” และหันกลับมามอง “ผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้” มากขึ้น

อย่าหลงคิดแค่ว่า ตัวเองเป็นคนดีและคนอื่นโกง  ทั้งที่ตัวเองก็โกง ด้วยการชักจูงในคนเข้าใจผิดต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพและศาล ซึ่งปัจจุบัน สงครามข่าวสารที่ตนเองสร้างขึ้นถึงเวลาโดนตีกลับเพราะตนเองแล้ว

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า? เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า?  เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

เพจดัง วิเคราะห์ 10 ข้อ ทำไม พรรคประชาชน ถึงพลาดเป้า? เมื่อกระแสโซเชียลสวนทางความเป็นจริง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

วันที่ 10 มกราคม 2569 นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามและความมั่นคง เจ้าของและผู้ดำเนินรายการเพจ Thaiarmedforce.com โพสต์เฟซบุ๊ก Analayo Korsakul ระบุว่า

1. สรุป #เลือกตั้ง2569 ผมคาดการณ์ถูกอย่างนึง ผิดอย่างนึงถูกอย่างนึงคือ #พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลไม่ได้และเป็นฝ่ายค้าน แต่ผิดก็คือผมไม่คิดว่าจำนวนส.ส.จะห่างขนาดนี้

2. จริง ๆ ผมเคยคุยกับคนในพรรคส้มตั้งแต่ตอนยุบสภาใหม่ ๆ ว่าผมกลัวว่ารอบนี้ส้มจะต่ำร้อย ตอนนั้นพูดไปก็ยังไม่อยากเชื่อที่ตัวเองคิด ขอให้ไม่จริง แต่วันนี้ดูท่าจะจริงแล้ว ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่จะกล่าวต่อไป

3. เหตุผลอย่างแรกคือผมว่าผมเป็นคนที่ไม่ติดกับ Echo Chamber และโชคดีที่ผมได้คุยกับคนทุกฝ่าย พูดตรง ๆ พอยุบสภา ผมยังคิดว่าผมไม่เห็นทางเลยที่ส้มจะได้ 200 เสียง ตอนนั้นคิดว่าได้ 150 เสียงเท่าเดิมก็บุญหัวแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนกับว่า 150 ก็ไม่น่าจะถึงแน่นอน เพราะดูแล้วกระแสส้มมันแผ่วกว่าปี 2566 ชัดเจนมาก คือในอินเตอร์เน็ตหรือในโซเชียลมันสะท้อนได้แต่ภาพคนเมือง ซึ่งคือจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูงอย่าง กทม. ปริมลฑล เชียงใหม่ ภูเก็ต อะไรพวกนี้ จังหวัดอื่นอาจจะเป็นเขตอำเภอเมือง แต่นอกนั้นไม่ใช่ เราไม่สามารถเอากระแสในโซเชียลมาวัดทั้งประเทศได้ ตอนปี 66 มันคือทั้งโซเชียลและออฟไลน์ไปทางเดียวกัน แต่รอบนี้มันไปคนละทาง
ผมคิดว่ากระแสประกันสังคมจะช่วยได้บ้าง ซึ่งก็อาจจะจริงนิดหน่อย แต่สุดท้ายมันช่วยได้ไม่มากนัก

4. ปัญหาหลักของส้มคือการคัดเลือกผู้สมัคร ผมยืนยันตรงนี้อีกครั้ง จังหวัดที่ส้มเคยได้แต่ตอนนี้สูญพันธุ์มีหลายที่ บางที่ชัดเจนว่าเปลี่ยนตัวผู้สมัครแล้วมีผลมาก มีน้อยที่เปลี่ยนผู้สมัครแล้วจะได้ผลดี ระบบแบบนี้ไม่ Work มาก ๆ และผู้บริหารพรรคควรรับฟังมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ฟัง ก็หวังว่าผลที่ออกมาวันนี้จะเป็นข้อเท็จจริงที่ตอกย้ำว่าสิ่งที่คุณทำนั้นผิดพลาด

5. เรามายอมรับตรง ๆ กันดีกว่า ผมพูดในฐานะที่ไม่รู้จักคุณพิธาและคุณณัฐพงษ์เป็นการส่วนตัวและสองท่านนั้นก็ไม่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวเช่นกัน เอาสองคนนี้มาเทียบ คุณว่า Charisma ใครดีกว่ากัน ผมว่าชัดเจนว่าคือคุณพิธา แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณณัฐพงษ์สักเท่าไหร่หรอก เพราะมันมีกระแสที่สองที่มาช่วยตอนนั้นก็คือ ปี 66 เอาพิธามาเทียบกับประยุทธมันชัดเจนว่าประยุทธสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แต่ปีนี้เอาณัฐพงษ์มาสู้กับอนุทิน กลายเป็นแม้แต่ผมก็ยังคิดว่าสูสี ประกอบกับพอไม่มีกระแสเบื่อประยุทธมาช่วยแล้ว กระแสส้มก็อ่อนแรงลง

6. ฝ่ายอนุรักษ์นิยมประสบความสำเร็จในการเกี่ยวกระแสชาตินิยม และกระแสฝ่ายขวาที่มาแรงทั่วโลก รวมถึงฝ่ายซ้ายที่เพลี่ยงล้ำทั่วโลกเหมือนกัน อีกอย่างก็คือภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการรวบรวมบ้านใหญ่และดูด ส.ส. เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก เพราะคนเหล่านี้คือนักการเมืองอาชีพ เขาเห็นกระแสชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องอยู่ที่ไหน 

และสุดท้ายคือการจับมือกันของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ออกแบบยุทธศาสตร์มาสู้กับส้มโดยเฉพาะ เขาพร้อมจะลืมเรื่องโควิดกับน้ำท่วมหาดใหญ่หรือความเทาอะไรพวกนี้ไป แล้วคิดว่าก็ยังดีกว่าให้ฝ่ายเสรีนิยมขึ้นมา หมายความว่าเขาคิดว่าต่อให้อนุทินไม่ดียังไง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตัวเองขึ้นมานั่นแหละ 
เหมือนเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่ฝรั่งเศสมาแล้วนะ

7. สุดท้ายคือสวิงโหวต ผมคิดว่าส้มแพ้ที่กระแสนี้ชัดเจน รอบที่แล้วเชื่อว่าคนที่เลือกส้มในหลายจังหวัดเลือกเพราะลูกหลานกลับไปบอกกับคอรบครัวว่าเลือกส้มเถอะประยุทธอยู่มา 7 ปีมันก็ได้แค่นี้ ผู้ปกครองหลับตานึกว่าก็จริง มันเละเทะ ให้โอกาสคนใหม่แล้วกัน แต่รอบนี้ไม่มีกระแสแบบนี้ หรือมีแต่มันสู้ไม่ได้ หลายคนโดนผู้ปกครองถามกลับว่าส้มก็เทาเลือกไปทำไม หรือเลือกส้มแล้วจะแพ้เขมรหรือเปล่า อะไรพวกนี้

8. และท้ายสุด แคมเปญมีเราไม่มีเทามันไม่ Work ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะมันทำลายได้แต่กล้าธรรม แต่มันทำลายภูมิใจไทยไม่ได้ แล้วก็ทำลายไม่สำเร็จด้วย เพราะสุดท้ายก็จะโดนถามกลับมาว่า ส้มก็เทาไม่ใช่เหรอ  เอาว่าผมกลับไปอ่านดูคำพูดที่เคยโพสเอาไว้ที่บอกว่าระวังว่าถ้าส้มเป็นฝ่ายค้านอีกรอบก็ต้องระวังที่พูดไว้มันเข้าตัวแล้วก็ตลกดีว่าสิ่งที่ไม่อยากให้ตัวเองทายถูกกลับถูกซะงั้น  กลับกันภูมิใจไทยขายการกินดีอยู่ดี เอามีอาชีพทางเศรษฐกิจมาบริหาร ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจส้มอ่อนจริง ๆ แล้วปากท้องตอนปี 69 สำคัญยิ่งกว่าปี 66 อีก

9. หลังจากนี้ส้มต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ความเป็นส้มขายได้อีกครั้ง คราวนี้อยากให้ส้มคิดแบบออกนอก Echo Chamber ตัวเองบ้าง เรื่องซื้อเสียงอ่ะมันมีทุกปีอยู่แล้ว รอบนี้อาจจะเยอะกว่าเดิมแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส้มแพ้หรอก อย่าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อคนอื่นต้องเชื่อตามแน่นอน หรือบางที่ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ เพราะเสาไฟฟ้ามันช็อตได้ และมันย้ายการไฟฟ้าได้ครับ

10. สุดท้ายการเมืองมันสวิงไปสวิงมาแบบนี้ ผมอยากให้เราเข้าใจตรงนี้ด้วย และถ้าคุณเป็นเสรีนิยมคุณต้องรอเวลาหรือพลิกกระแสให้กลับมาให้ได้ แค่นี้เอง ก็ทำงานกันต่อไป รอเวลาให้ได้ ระหว่างรอก็ทำงานให้หนักกว่าเดิม ถ้าท้อก็ให้ถามตัวเองว่าให้ย้ายข้างไปเป็นอนุรักษ์นิยมน่ะคุณเอาไหม ถ้าคำตอบของคุณคือไม่เอาเหมือนผม ก็ทำงานต่อไป พยายามโน้มน้ามให้คนอื่นเห็นชอบกับตัวเองไปเรื่อย ๆ แค่นั้นแหละ 

และอย่าลืมว่า อย่างน้อย #ประชามติ ก็ผ่าน การออกแบบกติกาก็สำคัญนะครับ

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

กรณ์ฟาดแรง ปวดใจเห็นชลบุรีวุ่น จี้ กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง หลังพบพิรุธทิ้งใบขีดคะแนน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.45 น.

ชลบุรีเดือด! ประชาชนล้อมหีบหลังพบใบขีดคะแนนทิ้งถังขยะ ‘กรณ์’ ฟาดแรง กกต. อย่าปล่อยให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง

สถานการณ์เลือกตั้งเขต 1 เมืองน้ำเค็มตึงเครียดหนัก ชาวบ้านล้อมหีบบัตรหลังพบพิรุธใบขีดคะแนนถูกทิ้งถังขยะ ด้าน “กรณ์ จาติกวณิช” โพสต์เดือด ยัดบัตร-โกงคะแนนรับไม่ได้ จี้ กกต. ต้องทำให้โปร่งใส

บรรยากาศการนับคะแนนเลือกตั้งในพื้นที่เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มประชาชนจำนวนมากตัดสินใจรวมตัวกัน “ปิดล้อมหีบบัตรเลือกตั้ง” หลังจากพบหลักฐานสำคัญคือ ใบขีดคะแนนถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างมาก โดยกลุ่มมวลชนยังคงปักหลักกดดันเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมยื่นคำขาดให้มีการ “นับคะแนนใหม่ทั้งหมด” เท่านั้น เพื่อยืนยันความโปร่งใสของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่ารู้สึก “ปวดใจ” ที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งจากหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นกรรมการ พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานที่ล่าช้าในการชี้แจงข้อเท็จจริง

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีใครที่สามารถชี้แจงทันทีให้ชัดเจนได้กับประชาชนว่าอะไรเป็นอะไร… เราแพ้เราไม่ว่า แม้แต่การซื้อเสียงก็ยังเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะขายเสียงของตน แต่การยัดบัตร การโกงการนับคะแนน ผมรับไม่ได้จริงๆ”

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้เล่าถึงประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งแรกของตนเองที่เคยต้อง “นั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้ง” นานค่อนคืนเพื่อรักษาผลคะแนนที่โปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามกินใจจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ?”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7604981176431824149?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F946135

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.31 น.

กลายเป็น ม้ามืด ที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องหันไปจับจ้อง สำหรับ เสก-เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 (ราชเทวี, ปทุมวัน, สาทร) จากพรรคประชาชน หลังโชว์ฟอร์มดุทำคะแนนนำโด่งทิ้งห่างตัวเต็งพรรคใหญ่แบบหักปากกาเซียน จนหลายคนตั้งคำถามว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร และมีไม้เด็ดอะไรถึงครองใจคนเมืองชั้นในได้ขนาดนี้ ความน่าสนใจในชัยชนะครั้งนี้ คือการที่ เสกสิทธิ์ สามารถล้มคู่แข่งตัวเต็งในเขตเดียวกันที่มีดีกรีระดับ ดร. ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดร.เดวิด มกรพงศ์ จากพรรคเพื่อไทย, ดร.เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทย

แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับชายผู้ที่อาสาเข้ามา แก้ระบบเทา และเขย่าสนามเลือกตั้งเมืองหลวงในครั้งนี้กันครับ

เสกสิทธิ์

ประวัติการศึกษา สายตรงด้านรัฐศาสตร์

หากจะกล่าวว่า เสก เสกสิทธิ์ คือผลผลิตทางการศึกษาที่ถูกบ่มเพาะมาเพื่อทำงานการเมืองโดยเฉพาะก็คงไม่ผิดนัก เพราะเส้นทางการเรียนของเขานั้นเรียกได้ว่า สายตรง และมีความเข้มข้นทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ

มัธยมศึกษา : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ชมพู-ฟ้า)

ปริญญาตรี : รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง (วิชาโทสังคมวิทยามานุษยวิทยา) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงาน นักวิชาการและนักกิจกรรม

เส้นทางอาชีพของ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแอร์ในที่ทำการพรรค แต่เขาเลือกที่จะคลุกคลีอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมและการทำวิจัยเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจ ความยุติธรรม และ โครงสร้างอำนาจ ของไทยอย่างจริงจัง

เสกสิทธิ์

หัวหน้าฝ่ายวิชาการ : แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม (UFTD)

ผู้ช่วยวิจัย : ศึกษาเรื่องความย้อนแย้งของการปราบปรามและขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงในไทย

งานนิติบัญญัติ : อนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ (คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ)

งานสอน : อาจารย์พิเศษบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมือง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ย้อนรอยวีรกรรม เทเลือด ทวงมติมหาชน

 ย้อนกลับไปในปี 2566 ในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังคุกรุ่น ชื่อของ เสก-เสกสิทธิ์ เคยเป็นข่าวใหญ่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยเขานำทีมเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล

เสกสิทธิ์

ในวันนั้นมีการเทเลือดลงบนพื้นหน้าอาคารที่ทำการพรรค เพื่อสื่อถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของประชาชนที่สูญเสียไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งสัญญาณเตือนและทวงถามสัญญามติมหาชน ที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของเขา ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่ระบบรัฐสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านตัวบทกฎหมายในเวลาต่อมา

เสกสิทธิ์

นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาฯ และ Thammasat Journal โดยเน้นเรื่องพลังของการประท้วงและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

เสกสิทธิ์

นโยบายและประเด็นที่อยากผลักดัน

สำหรับ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ การก้าวเข้าสู่สภาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะจากนักกิจกรรมมาเป็นนักการเมือง แต่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เส้นทางนิติบัญญัติคือกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพราะกฎหมายคือโครงสร้างที่กำหนดชีวิตผู้คน เขาจึงวางเป้าหมายหลักในการทำงานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. ยกระดับคุณภาพชีวิต : พัฒนาเขตพื้นที่ชุมชนใน กทม. ให้มีความเท่าเทียมและปลอดภัย

2. ปฏิรูปโครงสร้าง : ปฏิรูปตำรวจให้เป็นประชาธิปไตย และแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นธรรม

3. เกราะป้องกันประชาธิปไตย : ผลักดันกฎหมายป้องกันการรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

4. Soft Power : ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็น เมืองศิลปะโลก

5. มุมมองส่วนตัว : เมื่อหันมองกรุงเทพฯ เมืองที่ผมเติบโตมา ผมพบว่าผู้คนจำนวนมากยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น… มาร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ เพื่อประเทศไทยที่เท่าเทียมสำหรับพวกเราและคนรุ่นต่อไป

เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จึงไม่ใช่เพียงคนรุ่นใหม่ที่อาสามาทำตามกระแส แต่คือปัญญาชนที่พกทั้งความรู้และประสบการณ์มาเพื่อรื้อโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของคนธรรมดาที่เชื่อในระบบรัฐสภา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้จริง

เสกสิทธิ์
เสกสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ – Seksit Yaemsanguansak, เฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด  ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หุ้นไทยปิดบวก46.88จุด ดีดรับ‘ภท.’แลนด์สไลด์ เอกชนชี้หักปากกาเซียน หนุนตั้งรัฐบาล300เสียง

ประธานส.อ.ท.ชี้ผลเลือกตั้งหักปากกาเซียน โดยเฉพาะยอดสส.ภูมิใจไทยเฉียด 200 เสียง เชื่อจากกระแสชาตินิยม จนถึงทีมศก.ที่ดึงคนนอก มีประสบการณ์-โปรไฟล์ดีมาร่วมงาน สร้างความเชื่อมั่น หนุนตั้งรบ.เกิน 300 เสียงยิ่งดี สอดคล้อง “หอการค้าไทย” เชียร์เร่งจัดตั้งรบ. เดินหน้า‘ปฎิรูปโครงสร้าง-ปราบโกง-แก้ทุนเทา’ฟื้นเชื่อมั่น กางสเปก รมต.คุมเศรษฐกิจ“รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที” ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเขียวทั้งกระดาน ปิดเช้าบวกกว่า 40 จุด รับผลเลือกตั้ง ภท.แลนด์สไลด์ ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดช่วงเย็นที่ 1,400 จุด เพิ่มขึ้น 46.88 จุด

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตนยอมรับผลการเลือกตั้งออกมาหักปากกาเซียน เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมีตัวเลขเกือบ 200 เสียง สูงกว่าที่เคยประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจและหลายฝ่ายรับรู้ตรงกันว่าจำนวนสส. ของพรรคภูมิใจไทยน่าจะอยู่ช่วงประมาณ 150-160 เสียง แต่ผลที่ออกมากลับสูงกว่านั้นมาก และสวนทางกับการคาดการณ์ของโพล และกระแสข่าวก่อนเลือกตั้ง

ชาตินิยมดันเรตติ้งภท.พุ่งก้าวกระโดด

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เรตติ้งและคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เกิดจากหลายองค์ประกอบ โดยประเด็นแรกคือ กระแสชาตินิยม ที่มีความชัดเจนมากขึ้นช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากภาพรวมของสถานการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมองว่า พรรคภูมิใจไทยช่วงเวลาสั้นที่ผ่านมา แสดงความชัดเจนในการทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการตั้งทีมเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ดึงบุคคลจากภายนอก ซึ่งมีประสบการณ์และโปรไฟล์ดี เข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชนใกล้ชิด ถือเป็นมิติใหม่และวิธีทำงานที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ

ชี้ได้ภท.แกนนำจุดแข็ง-หนุนตั้งรบ.300เสียง

“ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพใหม่ของการเมืองไทย แม้จะยังไม่ได้มีทีมเศรษฐกิจครบทุกกระทรวง แต่เพียงเปิดตัวบุคลากรหลัก ก็สามารถสร้างความตื่นตัวและความหวังให้ประชาชนและนักลงทุนได้แล้ว ขอฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า การได้รับเสียงสนับสนุนระดับสูงเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อการตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพทางการเมือง หากรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก” นายเกรียงไกรกล่าว

และว่า นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเห็นว่าการได้พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นจุดแข็ง เนื่องจากมีความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเปิดเวทีให้ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจสม่ำเสมอ รวมถึงการผลักดันโครงการลักษณะ Quick Win ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นและเห็นผลจริง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเสนอว่า หากมีโอกาสควรเสริมทีมในบางกระทรวงเศรษฐกิจให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเพิ่มบุคลากรที่เป็นมืออาชีพและตรงกับงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีพลังมากขึ้น

ฟื้นฟูศก.-แก้ปากท้องภารกิจเร่งด่วน

นายเกรียงไกรยังกล่าวถึงว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายมาก ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก หลายสำนักรวมถึง IMF คาดการณ์อัตราเติบโตของไทยไว้เพียง 1.6% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด รวมถึงการปราบคอร์รัปชัน ต้องถูกยกเป็นธงหลักควบคู่กันไป เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนรูรั่ว ที่ดูดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปจนไม่เกิดผลแท้จริง ปัจจุบันเศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีสัดส่วนสูง 48-52% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ฉะนั้นถ้ารัฐจะใส่เงินงบประมาณเข้าไป แต่ถ้าไม่ปราบคอร์รัปชัน เศรษฐกิจก็ไม่เกิด ซึ่งเศรษฐกิจใต้ดินมีมากถึง 48% การขอใบอนุญาตยุ่งยากซับซ้อน ต้นทุนแฝง สินค้าราคาถูกไม่มีคุณภาพทะลักเข้ามาทุกทิศทุกทาง ร้านค้าปิดกิจการกันหมด อีกไม่นาน SMEs จะยิ่งปิดตัวระนาว

ส.อ.ท.จี้รบ.ใหม่รื้อโครงสร้าง-ปราบโกง

ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 ประจำเดือนมกราคม 2569 หัวข้อ “ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569” ว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เชื่อมั่นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะนำไปปฏิบัติได้จริงระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของนักการเมืองด้านความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากประวัติการทุจริตเป็นอันดับแรก ขณะที่ผู้บริหาร ส.อ.ท.ยังประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ แนวโน้มออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสม มีพรรคขนาดใหญ่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

“จากการสำรวจพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. คาดหวังรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่แก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ วางรากฐานพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนระยะยาว ขณะเดียวกันเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง หนี้ภาคธุรกิจ ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” รอง ปธ.ส.อ.ท.กล่าว

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากการทุจริตถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ บั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ โดยจัดให้มีระบบควบคุมและป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกระดับ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎหมาย เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคเอกชนปรับตัวและแข่งขันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หอการค้าฯแนะเร่งตั้งรบ.กระตุ้นศก.

เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ภาคเอกชนและประชาชนรอประกาศรับรองผลเลือกตั้งเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เดินหน้าสู่ขั้นตอนตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มบริหารแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

“การตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดหมายชัดเจน และร่วมมือตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ”ดร.พจน์กล่าว

กางสเปกรมต.รู้-เข้าใจ-ทำงานได้ทันที

และว่า ในส่วนตั้งครม. ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พจน์กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยยังเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ปัญหาทุนสีเทาจริงจังควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์ฟื้นตัว แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป

หุ้นไทยเปิดตลาดเช้าพุ่ง40จุดรับผลเลือกตั้ง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าเปิดตลาดด้วยความร้อนแรง ดัชนี SET ทะยานบวกกว่า 40 จุด ขานรับผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งส.ส. มาเป็นอันดับ 1 แบบแลนด์สไลด์ ส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ นำโดยหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงการเมืองอย่าง STECON ที่ราคาดีดตัวพุ่งแรงกว่า 16% ดัชนี SET Index เปิดตลาดพุ่งแรงทดสอบแนวต้านสำคัญ โดยทำจุดสูงสุดช่วงเช้าที่บวกกว่า 40 จุด ประมาณ 1,390 – 1,400 จุด ผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยลดสุญญากาศทางการเมือง และความคาดหวังในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเมกะโปรเจกต์

จับตา STECON-กลุ่มรับเหมาวิ่งคึก

นักวิเคราะห์ระบุ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่มีคะแนนนำโด่งกว่า 198 ที่นั่ง ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม STECON ถูกมองเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรง (Political Connection) เนื่องจากความเกี่ยวโยงกับแกนนำพรรค และความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างระดับใหญ่ สอดคล้องกับนโยบาย เน้นลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งของพรรคมาตลอด

ร้อนแรงทั้งวันจนปิดตลาดบวก46.88จุด

เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปิดตลาดที่ 1,400.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.88 จุด จากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนจะมีการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ปิดตลาด 1,354.01 จุด ดัชนีฯทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,407.74 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,384.61 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวม 102,112.04 ล้านบาท

นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ผลเลือกตั้งล่าสุดของไทย สะท้อนชัยชนะชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และแนวโน้มตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยระยะถัดไป จากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เมย์แบงก์ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด

“ผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่งได้มากที่สุด เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพันธมิตร ส่งผลให้รัฐบาลใหม่มีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองในระดับที่ตลาดทุนต้องการ เมย์แบงก์ มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กดดันตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมา”นายจักรกล่าว