‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ  ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์  ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เชียงใหม่’แตกยับ-พท.สูญพันธ์ุ ‘ชินวัตร’สิ้นฤทธิ์ ปชน./กธ.กวาดที่นั่งเกลี้ยง เปิดผลประชามติแก้รธน. เห็นชอบ60:32เปอร์เซ็นต์

เปิดสถิติเลือกตั้งสส.ปี’69 ใช้สิทธิ์ 64% น้อยกว่าเดิมราว 10% พบกา “ไม่เลือกผู้ใด” พุ่งสูงถึง 2.4 ล้านใบ มากกว่าปี’66 ล้านกว่า เพิ่มขึ้น 81% ประชาธิปัตย์ เข้าวิน 10 เขต-12 ปาร์ตี้ลิสต์ “กฤตย์อิชย์” ล้มช้างที่ตรัง พร้อมกู้ศักดิ์ศรี “ระยอง-สุราษฎร์” ได้จังหวัดละ 1 ที่นั่ง “เชียงใหม่”  เกิดปรากฏการณ์“เพื่อไทย”พ่ายทุกเขตจากฐานที่มั่นสำคัญสะท้อน“ชินวัตร”เสื่อมมนต์ขลัง ขณะที่พรรคประชาชนรักษาเก้าอี้เดิมในโซนเมืองและชานเมืองไว้ได้แค่ 6 เขต โดยมีม้ามืดอย่างพรรคกล้าธรรม คว้าไปได้ถึง 4 เขตเลือกตั้งในโซนภูเขาและชายแดน ศลต.ตร.เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบความผิดหลากหลาย รวม 151 คดี กกต.เผยมีเรื่องร้องทุจริตแล้ว113ซื้อเสียงมากสุด ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมนำทุกเคสที่เป็นปัญหาการเลือกตั้งไปแก้ไข

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ectreport69 พบว่า มีการกา“ไม่เลือกผู้ใด” มากถึง 2,443,219 ใบ ถือว่าสูงมากกว่าผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีการกา “ไม่เลือกผู้ใด” อยู่ที่ 1,349,189 ใบเท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นกว่า 81% เลยทีเดียว ขณะเดียวกันผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2569 คิดเป็น 65.07% ก็มาน้อยกว่าเลือกตั้งปี 2566 ราว 10%

ผลการเลือกตั้งปี 2569 (นับเสร็จแล้ว 94,408 หน่วย จากทั้งหมด 101,620 หน่วย คิดเป็น 94%) สส.แบบแบ่งเขต มีผู้มาใช้สิทธิ 34,434,497 คน คิดเป็น 65.07% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 31,768,705 ใบ บัตรเสีย 1,228,683 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,437,109 ใบ, สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีผู้มาใช้สิทธิ 34,394,820 คน คิดเป็น 64.99% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 31,838,525 ใบ บัตรเสีย 1,550,185 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,006,110 ใบ

สำหรับผลการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา ปรากกฎว่า สส.แบบแบ่งเขต มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,973 คน คิดเป็น 75.71% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,195,920 คน บัตรดี 37,190,071 ใบ บัตรเสีย 1,457,899 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 866,886 ใบ, สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,964 คน คิดเป็น 75.71% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,195,920 คน บัตรดี 37,522,746 ใบ บัตรเสีย 1,509,836 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 482,303 ใบ

ส่วนการนับคะแนนประชามติ 2569 พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน คิดเป็น 64.50% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน บัตรดี 33,265,306 ใบ บัตรเสียทั้งฉบับ 871,703 ใบ โดยเป็นการกา เห็นชอบ 19,882,882 ใบ คิดเป็น 60% ไม่เห็นชอบ 10,502,889 ใบ คิดเป็น 32% และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ใบ คิดเป็น 8.66%

ภท.ขึ้นแท่นเบอร์1กวาดสส.193ที่นั่ง

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้ง 2569 เรียกว่าหักปากกาเซียนจากโพลทุกสำนัก พรรคภูมิใจไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือดกับพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดจากเว็บไซต์ กกต. ข้อมูล ณ เวลา 08.53 น. นับคะแนนไปแล้ว 94% พรรคภูมิใจไทย ขึ้นแท่นอันดับ 1 ได้ สส. รวมทั้งหมด 193 ที่นั่ง ที่สูงกว่าคาดการณ์จากผลโพลทุกสำนัก ได้ สส.เขต ไปถึง 174 ที่นั่ง และปาร์ตี้ลิสต์ที่ขยับขึ้นจากเลือกตั้งครั้งก่อนได้มาถึง 19 ที่นั่ง

ส่วนอันดับ 2 คือ พรรคประชาชน สส. รวม 118 ที่นั่ง น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ได้ สส.เขต 87ที่นั่ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ได้มากที่สุด 31 ที่นั่ง และในพื้นที่ กทม. สามารถกวาดเรียบ 33 ที่นั่ง ไม่แบ่งให้ใคร

พรรคอันดับ 3 คือ เพื่อไทย ต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะชูแคนดินเดตนายกฯ อย่างนายยศชนัน วงสวัสดิ์ แต่ผลเลือกตั้งได้ สส. ต่ำร้อย ได้ไปเพียง 74 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 58 ที่นั่ง และปาร์ตตี้ลิสต์ 16 ที่นั่ง สส.รวมน้อยสุดจากผลเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้

“กล้าธรรม”มาแรง จ่อร่วมรัฐบาล

อันดับ 4 มาแรงแซงโค้ง แม้หลายคนคาดการณ์ว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้ามาเป็นอันดับ 4 หรือ 5 สุดท้ายผลเลือกตั้ง แม้จะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปเพียง 2 ที่นั่ง แต่ สส.เขต สามารถทำได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ได้ สส.รวมไปถึง 58 ที่นั่ง เรียกได้ว่าอนาคตสดใส มีโอกาสได้จับขั้วจัดตั้งรัฐบาลสูง

ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะทำให้ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จาก 3 ที่นั่ง เมื่อปี 66 ส่วนครั้งนี้ขยับได้ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 12 ที่นั่ง แต่ สส.เขต ไม่เข้าเป้า ทำให้ได้ สส.รวมไปเพียง 22 ที่นั่ง ไม่มีสิทธิเสนอชื่อเป็นนายกฯ ส่วนกรุงเทพฯ ที่ครั้งนี้ประชาธิปัตย์ยังคงไม่มีที่นั่งใน กทม. เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในการเลือกตั้งสนามใหญ่

ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างไทรวมพลัง เลือกตั้งครั้งนี้ได้ สส. มากกว่าครั้งก่อน นอกจากได้ สส.เขต 5 ที่นั่งแล้ว ยังได้ปาร์ตี้ลิสต์อีก 1 ที่นั่ง รวมเป็น 6 ที่นั่ง

ส่วนพลังประชารัฐ และพรรคประชาชาติ ได้ สส.เท่ากัน 5 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.เขต 4 ที่นั่ง และปาร์นี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง นอกจากนั้นพรรคเศรษฐกิจได้ 3 ที่นั่ง พรรคเพื่อชาติไทย รวมไทยสร้างชาติ โอกาสใหม่ ไทยสร้างไทย ได้ไปพรรคละ 2 ที่นั่ง ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ อีก 8 พรรค ได้ไปพรรคละ 1 ที่นั่ง จาก สส.ปาร์ตี้ลิสต์

“กฤตย์อิชย์”ปชป.ล้มช้างที่ตรัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตามผลการนับคะแนนพบว่า ชนะการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 10 คน ประกอบด้วย นายพศิน ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3 นายสมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 3 นางกนกพร เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 4 นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 นายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9

ขณะที่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ขณะนี้ ได้ถึงลำดับที่ 12 ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายชวน หลีกภัย, นายกรณ์ จาติกวณิช, นางการดี เลียวไพโรจน์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์, นายอัมพร พินะสา, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชัยชนะ เดชเดโช, นายสกลธี ภัททิยกุล, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี, นายอิสรา สุนทรวัฒน์ และนายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร

ผลการเลือกตั้ง สส.ในบางจังหวัดนั้น ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ล้มช้างได้ อาทิ นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณฌ์ ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 3 สามารถเอาชนะ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส.ตรังหลายสมัย บุตรสาวของนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือ โกหนอ โดยนายกฤตย์อิชย์ มีศักดิ์เป็นหลานของ โกหนอ

กู้ศักดิ์ศรี“ระยอง-สุราษฎร์ฯ”

นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์ สามารถกู้พื้นที่กลับคืนมาได้ เช่น ระยอง เขตก 3 ที่นายพศิน ปิตุเตชะ สามารถทวงพื้นที่คืนจากพรรคประชาชนได้ , สุราษฎร์ธานี เขต 4 ที่นายสมชาติ ประดิษฐพร พลิกมาชนะการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งคราวก่อนพ่ายแพ้ไป

สำหรับผลการเลือกตั้ง สส.กรุงเทพฯ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่สามารถฟื้นคืนในพื้นที่ได้ อย่างพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ในเขตการเลือกตั้งที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงเดิมที่แน่นหนาของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาชนได้ ซึ่งคะแนนของพรรค จะตามอยู่ในลำดับที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่

พท.เสื่อมมนต์ขลัง เชียงใหม่พ่ายทุกเขต

ความเคลื่อนไหว ที่ จ.เชียงใหม่ ผลคะแนนการเลือกตั้ง สส. อย่างไม่เป็นทางการ จากทั้ง 25 อำเภอ 10 เขตการเลือกตั้ง ปรากฏภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรักษาเก้าอี้ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญไว้ได้แม้แต่เขตเดียว โดยพรรคประชาชนสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตเมืองและอำเภอโดยรอบได้ถึง 6 ที่นั่ง ประกอบด้วย เขต 1 อำเภอเมืองเชียงใหม่, เขต 2 อำเภอสารภี และบางส่วนของอำเภอเมือง, เขต 3 อำเภอดอยสะเก็ด แม่ออน และสันกำแพง, เขต 4 อำเภอสันทรายและบางส่วนของแม่ริม, เขต 5 อำเภอแม่แตง สะเมิง กัลยาณิวัฒนา และเขต 8 อำเภอหางดง สันป่าตอง และแม่วาง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมก้าวขึ้นมา เป็นม้ามืด สามารถคว้าเก้าอี้ไปได้ 4 ที่นั่ง ในพื้นที่โซนเหนือและตอนใต้ของจังหวัด ได้แก่ เขต 6 พื้นที่เชียงดาว เวียงแหง พร้าว, เขต 7 อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ, เขต 9 อำเภอดอยหล่อ จอมทอง และเขต 10 พื้นที่อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด และแม่แจ่ม

เชียงราย ปชน. สูญพันธุ์

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในการเลือกตั้ง สส. เชียงราย ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง พบว่าพลิกโผเป็นอย่างมาก โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายธนรัช จงสุทธานามณี จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 เขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 นายพิทักษ์ แสงคำ จากพรรคกล้าธรรม เขตเลือกตั้งที่ 4 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ จากพรรคกล้าธรรม เขตเลือกตั้งที่ 5 นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ 6 นางมลธิชา ไชยบาล จากพรรคกล้าธรรม และเขตเลือกตั้งที่ 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม

โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายธนรัช จงสุทธานามณี จากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนสูสีกับอดีต สส.อย่างนายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ จากพรรคประชาชน ในช่วงต้นแต่เมื่อนับคะแนนได้ 95 % นายธนรัชได้คะแนน 42,527 คะแนน ส่วนนายชิตวันได้ 32,340 คะแนน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ได้ 32,449 คะแนน เมื่อนับคะแนนแล้ว 95 % รองลงมาคือ นายทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ได้ 22,022 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.แม่สรวย และ อ.เวียงป่าเป้า พบว่าพลิกโผเพราะเดิมมี นายฐากูร ยะแสง เป็นอดีต ส.ส.จากพรรคประชาชน และครั้งนี้ยังมีนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.หลายสมัยจากพรรคเพื่อไทยลงเลือกตั้งด้วย แต่ผลปรากฎว่าเมื่อนับคะแนนได้ 95 % นายพิทักษ์ จากพรรคกล้าธรรม กลับได้คะแนนนำโด่งกว่า 33,448 คะแนน ส่วนนายวิสารได้ 24,465 คะแนน และนายฐากูร ได้ 21,734 คะแนน

กธ.เจาะ4ที่นั่ง.พท.2-ภท.1

ด้านเขตเลือกตั้งที่ 4 ที่เพิ่งมีกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหัวคะแนนพร้อมโพยรายชื่อและเงินสดที่ใช้ในการซื้อเสียง ปรากฎว่าเมื่อนับคะแนนได้ 95 %นายสุรสิทธิ์ จากพรรคกล้าธรรม กวาดคะแนนได้กว่า 33,360 คะแนน ส่วน น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นลูกสาวของนายวิสารได้ 28,265 คะแนน และนายธรรมวัตร พรมเสน จากพรรคประชาชน ได้ 21,236 คะแนน เขตเลือกตั้งที่ 5 คะแนนค่อนข้างทิ้งห่างเมื่อนับไปได้ 95 % โดยนายรังสรรค์ ได้คะแนนมากถึง 50,077 คะแนน ขณะที่นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ได้เพียง 15,261 คะแนน และเขตเลือกตั้งที่ 6 เมื่อนับไปได้ 95 % พบว่านางมลธิชา ไชยบาล ได้ 27,793 คะแนน น.ส.จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม อดีต ส.ส.จากพรรคประชาชน ได้ 24,523 คะแนน และนายชัยยนต์ ศรีสมุทร จากพรรคเพื่อไทย ได้ 18,831 คะแนน ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 7 เมื่อนับไปได้ 95 % นายสุธีระพงษ์ จากพรรคกล้าธรรม ได้ 31,900 คะแนน และนายสง่า พรมเมือง อดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ได้ 23,859 คะแนน

ทำให้มีผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากพรรคกล้าธรรมจำนวน 4 คนในเขตเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 7 ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ จำนวน 2 คนในเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 และพรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน 1 คนในเขตเลือกตั้งที่ 5

ปัตตานี ภท.ผงาด4เขต-กธ.คว้า1ที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงาน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี แบบแบ่งเขตทั้ง 5 เขต เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยผลการนับคะแนนเมื่อเวลา 22.45 น.(นับแล้วคิดเป็นร้อยละ 90.23) ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ทำผลงานโดดเด่น คว้าเก้าอี้ไปได้ถึง 4 เขต ขณะที่พรรคกล้าธรรมได้ 1 เขต ส่วนพรรคประชาชาติพ่ายแพ้ทุกเขต โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายบาฮารุดดีน ยูโซะ เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย ได้ 20,772 คะแนน ชนะ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ 13,822 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 2 นายคอซีย์ มามุ เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ 35,525 คะแนน โดยนายคอซีย์ มามุ แชมป์เก่า สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัย และชนะคู่แข่งนายอรุณ เบ็ญจะลักษณ์ จากพรรคประชาชาติอย่างขาดลอย ได้ 13,223 คะแนน, เขตเลือกตั้งที่ 3 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ได้ 28,413 คะแนน สามารถเฉือนล้มแชมป์เก่า นายสมมุติ เบ็ญจะลักษณ์ สส. 3 สมัย จากพรรคประชาชาติลงได้ 22,683 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายยูนัยดี วาบา เบอร์ 5 พรรคกล้าธรรม ได้ 29,017 คะแนน การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด สูสีระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม ผลัดกันนำหลายช่วง ก่อนที่นายยูนัยดี วาบา แชมป์เก่า จะกลับมาชนะในช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนนายอริญชัย ซูสารอ จากพรรคภูมิใจไทยได้ 25,073 คะแนน, เขตเลือกตั้งที่ 5 นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ได้ 32,042 คะแนนชนะไปแบบขาดลอย ทิ้งห่าง นายบัณฑิต อับดุลบุตร จากพรรคประชาชาติ 21,912 คะแนน

โดยภาพรวม คือ พรรคภูมิใจไทย เจาะฐานเสียงได้อย่างแข็งแกร่งในหลายพื้นที่โดยมีนายเศรษฐ์ อัลยูฟรี หนุนเสริมอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ พรรคกล้าธรรม เจาะได้ 1 เขต

ทีม“ธนกร”เสริมสส.ให้ภท.ได้5คน

ภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยนั้น มีรายงานข่าวระบุว่า กลุ่มของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม สามารถนำทีมคว้าสส.มาได้ถึง 5 คน คือนายธนกร ได้จากปาร์ตี้ลิสต์ และ 2. นายฐาปกร กุลเจริญ เลขานุการรมว.อุตสาหกรรม ชนะเลือกตั้งที่ เขต 6 สมุทรปราการ 3.นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ที่ปรึกษารมว.อุตสาหกรรม ชนะเลือกตั้งที่ เขต 1 จังหวัดมหาสารคาม 4.นายอนุกูล พฤษานุศักดิ์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล ชนะเลือกตั้งที่ เขต6 สงขลา โดยมีชัยชนะเหนือลูกชายของนายเดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคกล้าธรรม และ 5. นายบูรฮันต์ สะเม๊าะ คว้าชัยที่ เขต3 ปัตตานี

ตร.เปิดสถิติทำผิดคดีเลือกตั้ง115คดี

ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศลต.ตร.)เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2568 ถึง 5 ก.พ.2569 โดยพบการกระทำความผิดในหลายข้อหา ทั้งทำลายป้ายหาเสียง, ทำให้เกิดความหวาดกลัว. ดูหมิ่นซึ่งหน้า, ใส่ร้ายด้วยความเท็จ, ร้องเรียนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ทำลายป้ายหาเสียง รวมทั้งชักชวนซื้อสิทธิขายเสียง, ลักทรัพย์, หมิ่นประมาท, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งหมด 151 คดี

ทั้งนี้ รายงานเหตุคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 7-8 ก.พ. 2569 เวลา 18.00 น.พบมีการฉีกบัตร 15 คดี พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 มากที่สุด จำนวน 6 คดี , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3คดี , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จำนวน 2 คดี และกองบัญชาการตำรวจนครบาล , กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 , กองบัญชาการตำรรวจภูธรภาค 7 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อย่างละ 1 คดี

ส่วนการซื้อเสียง พบทั้งหมด 9 คดี แบ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 4 คดี และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, 4, 5, 6 และ 7 อย่างละ 1 คดี สำหรับความผิดอื่น ถ่ายภาพ และชี้นำพบว่า กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 3 คดี และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 2 คดี

กกต.ยันกัดไม่ปล่อย พร้อมแก้ปัญหา

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่าได้ประชุมร่วมกับกกต.และมีมติให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ เรียนว่าในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง การฉีกบัตรเสียหาย หรือเรื่องการจับกุม รวมทั้งการรายงานผลที่ผิดพลาดทางเทคนิค กกต.ได้กำชับว่าดำเนิน การอย่างเฉียบขาดทุกเรื่องซึ่งเรื่องระบบก็ต้องมาตรวจสอบเพื่อเป็นบทเรียนในการแก้ไข ดังนั้นทุกเรื่องจะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาด ต่อเนื่องและรวดเร็ว

สำหรับการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งนั้น สามารถร้องได้ตลอด จนกระทั่งหลังประกาศผลแล้ว 30วัน ส่วนที่มีการวิจารณ์ เรื่องของการซื้อเสียงหลายพื้นที่มีคลิปปรากฏออกมา จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า คนรู้กันทั้งประเทศยกเว้นกกต.หรือเปล่านั้น ขอยืนยันว่าทุกเรื่องกำลังสืบสวนอยู่ บางเรื่องก็โดนไปแล้ว บางเรื่องก็ตามอยู่ ไม่ต้องห่วงเราเก็บตลอด กัดไม่ปล่อย ซึ่งวันนี้ก็มี ( 9 ก.พ.) คำร้องเพิ่มขึ้นอีก 2 เรื่อง รวมกับเมื่อวานเป็น 113 เรื่อง โดยเรื่องความผิดซื้อเสียงตามมาตรา 73( 1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาเป็นอันดับ 1 และในจำนวนนี้ได้มีการรับเป็นสำนวนแล้ว107 เรื่อง คละกันไปทุกพื้นที่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การได้รับเสียงสนับสนุนในระดับสูงเช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะช่วยให้รัฐบาลผสมมีเสถียรภาพทางการเมือง หากสามารถรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

เท้ง ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลังปชน.แลนด์สไลด์กทม. 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจสู้ๆ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.26 น.

เท้งขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวบางกะปิ หลัง ปชน.แลนด์สไลด์กรุงเทพฯ 33 เขต ประชาชนให้กำลังใจอีก4ปียังไม่สายไว้เลือกใหม่ สู้ๆ

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง กทม.  และนายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ ว่าที่ ส.ส. เขตบางกะปิ -วังทองหลาง ขึ้นรถแห่ จากอาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน ซอยรามคำแหง 12 ไปตามถนนรามคำแหง ถนนลาดพร้าว และสิ้นสุดที่ซอยลาดพร้าว 101 เพื่อขอบคุณทุกคะแนนเสียงของคนบางกะปิและวังทองหลาง

โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนใช้มือถือถ่ายภาพพร้อมโบกมือให้กำลังใจ นายณัฐพงษ์ และนายก่อเกียรติ บางส่วนตะโกนให้กำลังใจให้ทำหน้าที่ผู้แทนต่อไป

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าว ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชน ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่ผิดหวัง ความหวังเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชน วันนี้ไม่ผิดหวังกรุงเทพฯได้ 33 เขต มีอีกหลายอย่างที่ต้องรับใช้พี่น้องประชาชน โดยช่วงหนึ่งที่รถขับผ่านตลาดสดนครไทย มีแม่ค้าโบกมือให้กำลังใจ 

นายณัฐพงษ์ จึงกล่าวว่า “ขอบคุณมากนะ หยาดน้ำตาเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหยาดน้ำตาของความดีใจเดินหน้าต่อโดยประชาชนให้กำลังใจ บอกให้สู้ต่อไป อีก 4 ปียังไม่สายไว้เลือกใหม่ สู้ๆๆและขณะเดินทักทายขอบคุณมีประชาชนเข้ามาขอเซลฟี่เป็นที่ระลึกด้วย

พ่ายศึกยึดเมืองตรัง! ความเจ็บปวดของ ‘โกหน่อ’

พ่ายศึกยึดเมืองตรัง! ความเจ็บปวดของ 'โกหน่อ'

พ่ายศึกยึดเมืองตรัง! ความเจ็บปวดของ ‘โกหน่อ’

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.18 น.

ผลการเลือกตั้ง สส. จ้งหวัดตรัง ออกมาแบบคนละครึ่ง ฟ้าครึ่งน้ำเงินครึ่ง ดูๆผ่านๆ เหมือนจะไม่มีใครเสียหน้า แต่คอการเมืองน่าจะเห็นชัดว่ามีคนที่ผิดหวัง ถึงขั้นเจ็บหนักคนหนึ่งคือ “โกหน่อ สมชาย โล่ห์สถาพรพิพิธ”

ด้วยว่า 2 เขตที่ พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะได้นั้น เขต 1 “เอกพล ณ พัทลุง” เป็นหลาน “กำนันนงค์ จำนงค์ นาวาแก้ว” ผู้มากบารมีของ จ.ตรัง ส่วนเขต 2 “ทวี สุระบาล” ก็เป็นชัยชนะของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับ “โกหน่อ”

แต่เขต 3 -4 ที่พ่ายแพ้แก่ประชาธิปัตย์ นอกจากความเสียหน้าที่ไม่สามารถดัน “ส.จ.ล้าน พิชัย เจริญศิริสุนทร” หลาน “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เป็นสส.เขต4 ตามที่รับปากไว้ได้แล้ว ที่เจ็บหนักที่สุดก็เป็นเขต 3 ที่ “ท่ามเฮง สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ” ลูกสาวสุดที่รักต้องประสบความพ่ายแพ้ หลังครองตำแหน่ง สส.มา 2 สมัย

หนำซ้ำเป็นความพ่ายแพ้ให้กับ “กฤตน์อิชย์ ภาคอิชณน์” หลานชายโกหน่อ (ลูกของพี่สาว) ลูกพี่ลูกน้องของ “ท่ามเฮง” ถือว่าแพ้ศึกสายเลือดนั่นเอง

ย้อนอดีต “โกหน่อ” อดีตนักกิจกรรมค่ายอาสาจากรั้วรามคำแหง เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นเป็น สจ. จังหวัดตรัง เป็นประธานสภาจังหวัด เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ต่อมาจึงขยับขึ้นสมัคร สส.ตรัง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. 4 สมัย คือ 2544,2548,2550 และ 2554

เส้นทางการเมืองของ “โกหน่อ” สะดุดลง เมื่อปี2558 ศาลจังหวัดตรัง ตัดสินว่า “โกหน่อ” กระทำความผิด พระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่น มีโทษจำคุก 8 เดือน ปรับแปดหมื่นบาท แต่เจ้าตัวรับสารภาพ จึงให้รอลงอาญา 1 ปี และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยมีกำหนดสิบปี

การเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 “โกหน่อ” จึงส่ง “สุณัฎชา” ลงสมัคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.ทั้ง 2 ครั้ง

กระทั่งปลายๆ ปี 2568 ท่ามกลางกระแสข่าว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” รีเทิร์น มานำพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมข่าวการโบกมือลาพรรคสีฟ้าของ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” มีข่าว “โกหน่อ” ขอแยกทางกับพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน พร้อมกับวลีสะเทือนแวดวงการเมืองตรัง “มีสาทิตย์(วงศ์หนองเตย) ก็ไม่มีสมชาย”

ต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ทัพใหญ่พรรคภูมิใจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินทางไปยัง บ้านโล่สถาพรพิพิธ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว โดยมี “โกหน่อ” และ “บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ” นายกอบจ.ตรังพี่ชาย พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.ตรัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และผู้สนับสนุนมากกว่า 700 คนให้การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวแยกทางพรรคสีฟ้าสู่อ้อมอกสีน้ำเงินสมราคาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองตรัง

ผลการเลือกตั้งที่ลูกสาวสุดที่รักต้องพ่ายแพ้ให้กับหลานชายที่สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ลงแข่ง จึงถือว่าเป็นความเจ็บปวดอย่างหนักให้กับลูกผู้ชายสายการเมืองอย่าง “โกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ”

ขอบคุณภาพบางส่วนจากเพจ : Trangstory Thailand

ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

ทนาย บิ๊กโจ๊ก บุก ปปง. ค้านตั้งกรรมการคู่ขัดแย้ง สอบปมอายัดทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.01 น.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ประธาน ปปง. ตรวจสอบคุณสมบัติ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรม คู่ขัดแย้งโดยตรงของบิ๊กโจ๊ก แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้เตรียมพิจารณายึดและอายัดทรัพย์

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สะพานหัวช้าง กรุงเทพฯ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความประจำตัวของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร. เดินทางนำเอกสารหนังสือเพื่อยื่นขอให้ประธาน ปปง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับการขอพิจารณาในเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขอให้ประธาน ปปง. ช่วยตรวจสอบ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรมอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมี นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โดย นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือเพื่อขอให้ประธาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขอพิจารณาในเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขอให้ประธาน ปปง. ช่วยตรวจสอบ 1 ในคณะกรรมการธุรกรรมอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีคดีที่ น.ส.พิมวิไล (ขอสงวนนามสกุล) ได้แจ้งข้อหาในชุดปฏิบัติการชุดหนึ่งต่อ สน.เตาปูน ซึ่งเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ และ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ได้ให้ตนมายื่นเพื่อให้มีการตรวจสอบ มองว่าอาจมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันที่อาจเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดในคดีมูลฐานหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมเป็นไปด้วยความอิสระ โปร่งใส และเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง วันนี้จึงมายื่นเพื่อให้ประธานได้เห็นถึงการดำเนินการ เพราะ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ท่านได้ยืนยันว่าในการต่อสู้คดีต่าง ๆ ของท่าน ท่านยินดีเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยมีผู้มีอำนาจสอบสวน และมีผู้มีอำนาจพิจารณาตามบทบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ท่านขอปฏิเสธ และขอทักท้วงกลไกการใช้อำนาจใด ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยองค์กรที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งมีการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่เป็นคู่ขัดแย้งกับท่าน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ซึ่งหากมีการใช้อำนาจดังกล่าวภายใต้ความขัดแย้งส่วนบุคคล ย่อมเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นการสร้างภาระเกินควร ทำความเสียหายแก่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อีกทั้งบุคคลที่ใช้อำนาจดังกล่าวก็ควรตรวจสอบตัวเองก่อน และขอให้คณะกรรมการที่ท่านอยู่โปรดตรวจสอบก่อนว่า บุคคลท่านนี้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานฟอกเงิน หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยแก่สาธารณะชน ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ย้ำมาว่า การยื่นหนังสือดังกล่าวนี้ เป็นการปกป้องสิทธิ และส่วนได้เสียของท่านโดยสุจริตตามกฎหมาย ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายผู้ใด

นายสัญญาภัชระ เผยอีกว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการธุรกรรมท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขัดแย้งโดยตรงกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในหลายกรณี กำลังจะนำเรื่องเกี่ยวกับการกระทำในที่พยายามที่จะให้เกิดการดำเนินการกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็พยายามที่จะนำข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้ามาสู่คณะกรรมการธุรกรรมเพื่อนำไปสู่การดำเนินการกับท่านในลักษณะการอายัด ยึดทรัพย์ต่าง ๆ ท่านจึงต้องนำเรียนกับประธาน ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ขัดแย้งกับท่าน และขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของเขา และข้อสังเกตต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งรายละเอียดเรื่องการพิพาท การดำเนินการตามที่เป็นข่าวเยอะอยู่ ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรมว่าทำไม พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ต้องยื่นหนังสือเยอะแยะ ก็เพราะว่าเรายื่นจากที่เราทราบว่าเมื่อมีการที่จะดำเนินการในลักษณะที่จะเป็นการดำเนินการกับท่านไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางเราก็ต้องดำเนินการเพื่อบอกกล่าวหน่วยงานที่ต้องดำเนินการให้รับทราบ

นายสัญญาภัชระ เผยต่อว่า ทราบว่าอาจมีการประชุมภายในอาทิตย์นี้ จึงต้องมายื่นเพื่อให้ประธานได้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ เพราะการที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการธุรกรรม ซึ่งท่านมีส่วนเป็นคู่ขัดแย้ง ก็ไม่ควรได้รับการแต่งตั้งแต่แรก และเมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ควรดำเนินการในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสัญญาภัชระ เผยด้วยว่า ตอนเช้าที่ตนไปยื่นหนังสือที่วุฒิสภา ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยื่นซ้ำซ้อน เพราะก่อนหน้านี้ เราได้ทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานอย่างตำรวจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนว่าท่านไม่มีอำนาจ และก็ไม่มีอำนาจในการไปแจ้ง ป.ป.ช. เพราะอำนาจต้องเริ่มที่ประธานรัฐสภา แต่ทีนี้พอตอนนี้เราทราบว่าทางวุฒิสภามีการพยายามรวบรวมรายชื่อ เราก็อยากบอกว่าอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มันเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 จึงจะเป็นอำนาจของวุฒิสภา และเมื่อวานนี้ก็มีการเลือกตั้งแล้ว และจะมี สส. ที่จะได้รับการแต่งตั้ง 500 ราย ในเร็ว ๆ นี้ก็จะมีประธานรัฐสภา ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ ขอให้พิจารณารอบคอบ ว่าการดำเนินการของประธานรัฐสภาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ถือเอกสารส่งประธานศาลฎีกา แต่ท่านจะต้องมีการตรวจสอบพยานหลักฐาน โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่ตำรวจนำส่ง หากมันเป็นหลักฐานที่เกิดจากต้นไม้พิษ สิ่งที่ยื่นก็จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไปท้วงติงขอให้พิจารณาอำนาจของประธานรัฐสภาก่อน เพราะการคำนวณจำนวน 1 ใน 5 ของสองสภา จะต้องแยกเป็นการคำนวณสองส่วนคือประธานรัฐสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา 1 ใน 5 ก็คือ 100 รายอย่างน้อย ส่วนวุฒิสภา คือ สว.อย่างน้อย 40 ราย ไม่ใช่การรวบรวมจาก สว.140 ราย เพราะถ้ารวบรวมแบบนี้ก็เกิดจากการรวบรวมวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่รัฐสภา

นายสัญญาภัชระ ปิดท้ายว่า ท่านยังพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ท่านไม่ได้ไปไหน วันเลือกตั้งก็ไปสงขลา ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และที่ไม่ได้ออกมาก็เพราะมันเป็นหน้าที่ของทนายความที่จะตอบเรื่องกฎหมายแทนท่านและลดความขัดแย้งในสังคม แต่เมื่ออีกฝั่งพยายามออกนอกกรอบอยู่เรื่อย เราก็ต้องมีการนำเรียน ไม่ใช่ยื่นไร้สาระ ยื่นตามที่เราต้องรักษาสิทธิ์.

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

ณัฐพงษ์ จี้กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.33 น.

ณัฐพงษ์ แถลงอัปเดตผลเลือกตั้ง จี้ กกต. ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ขอเขต2 ลำปาง เขต3 ขอนแก่น นับคะแนนใหม่ ย้ำน้อมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 ที่พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความผิดปกติของการนับคะแนนในหลายเขต เพราะจากการติดตามข้อมูล ทั้งในส่วนของผลการเลือกตั้งที่มีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องร้องเรียนหรือเหตุผิดปกติในการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนได้รับข้อมูลเข้ามาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจากทีมงานของพรรคที่ได้ประสานงานไปยังผู้สมัครในพื้นที่ พบว่าผลการเลือกตั้ง สส. เขตน่าจะได้อยู่ที่ 88 เขตและบัญชีรายชื่ออยู่ที่ประมาณ 30 กว่า ที่รอผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้ก็จะทราบอย่างแน่ชัดว่าจะได้ถึงลำดับที่เท่าไหร่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงเรื่องของเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง ในภาพรวมพรรคประชาชนน้อมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ตนและพรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องทุกคะแนนเสียงของประชาชน สำหรับการพบเหตุผิดปกติ เช่น ลำปางเขต 2 ที่มีบัตรเสีย 7,000 กว่าใบ ซึ่งส่วนต่างที่แพ้ชนะอยู่ที่ราว 2,000 คะแนน กรณีนี้จะมีการดำเนินการขอให้มีการนับคะแนนใหม่  อีกตัวอย่างคือ ขอนแก่นเขต 3 พบว่ามีกรณีที่แพ้ชนะกันแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น แต่จำนวนบัตรเสียและบัตรเขย่งมีความผิดปกติค่อนข้างมาก ซึ่งผู้สมัครได้ดำเนินกระบวนการขอให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วเช่นเดียวกัน และยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ปทุมธานี ที่ กปน. มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ได้ต่างมากนัก แต่การทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ยังมีอีกหลายกรณีที่ตนอาจจะเอ่ยถึงไม่หมด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทีมผู้บริหารพรรคประชาชน เป็นหัวเรือในการตรวจสอบทุกกรณีเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่พบเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครของพรรคประชาชน สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ที่พรรคประชาชนโดยตรง รวมถึงช่องทางของภาคประชาสังคม เช่น vote62 ที่มีการเปิดเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เกิดเกี่ยวกับเหตุปกติในการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการดำเนินการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกผิดหวัง แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานการเมือง ตราบใดที่เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเสียงของประชาชน ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศมีทางออก พรรคประชาชนและตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันวาระในประเด็นอื่นๆ ต่อไป ไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกท้อถอย อยากให้ทุกคนมีความหวังและมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป

นายณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่าจุดยืนของพรรคประชาชนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมรัฐบาลไม่ได้

ปัจจัยในการแพ้ชนะเลือกตั้งมีหลายอย่าง แน่นอนว่าการบริหารจัดการภายในพรรคและผู้สมัครก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนจะกลับมาทบทวนและทบทวน และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำอยู่แล้วแน่นอนว่าคือการทำงานให้หนักขึ้น รู้ทันกลยุทธ์การเมืองของฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดีมากขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ก็พอทำให้เห็นภาพรวมในบางกรณี เช่น กรณีที่คู่แข่งบางเขตอาจมีการแบ่งหรือหลบเขตกัน หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 คะแนนผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผู้สมัคร แต่อยู่ที่บริบทในการต่อสู้ว่าคู่แข่งแข่งกันเองหรือมีการหลบเขตให้กันหรือไม่ แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่า นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคารพในเสียงของประชาชน และพร้อมกลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ

พรรคประชาชนยอมรับว่าการจะเอาชนะการเลือกตั้งได้ นอกจากการเอาชนะทางความคิดในการปักธง เป็นพรรคหนึ่งในประเทศที่ประชาชนหลายคนยอมรับในเรื่องของวาระที่ก้าวหน้าที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอดแล้ว การทำงานเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ การมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ จะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักมากกว่านี้ แม้ในอดีตจะทำอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปถอดบทเรียน การทำงานในเชิงเครือข่ายในพื้นที่แบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ในอดีต แต่เป็นวิธีการเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ป.ป.ช.ชี้มูล 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้ ม.112 ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา นั้น ตนได้อัพเดทข้อมูลล่าสุดว่าข่าวนี้ไม่เป็นจริง ยังไม่ส่งไป แต่ถ้าเป็นจริง ก็เป็นไปตามกระบวนการ รอทีมกฎหมายของพรรค ซึ่งนำโดยคุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ถ้าจริงก็จะแถลงความชัดเจนเพิ่มเติม แต่ก่อนที่ตนจะขึ้นมาแถลงข่าว ก็โทรศัพท์คุยกับคุณวาโย และทราบว่าทางเขาได้รับทราบข้อมูลมาว่ายังไม่ได้มีการส่ง

ส่วนกรณีที่ตนมีรายชื่อใน 44 คนด้วยนั้น ตนเคยตอบไปแล้วบางส่วน ถ้าว่ากันไป ตนมีแค่ 1 เรื่องเท่านั้น คือเรื่องการที่ไปลงนามการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องอื่น ๆที่เป็นองค์ประกอบความผิดอื่นไม่มีเลย ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเป็นธรรม ตนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะมีการดำเนินคดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ดูแล้วไม่เป็นธรรม ดูแล้วก็พอคิดได้ว่ามีเหตุผลเบื้องหลังอื่นๆหรือเปล่า ก็อยากให้ทางองค์กรอิสระทั้งหลายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเราอยากให้องค์กรอิสระต่างๆทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการลงโทษคนผิด ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน จะลาออกจากตำแหน่ง นั้น คุณศรายุทธิ์ ได้ให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนไปแล้ว ว่าพร้อมที่จะทำตามสิ่งที่ตัวคุณศรายุทธิ์ได้รับปากไว้ ซึ่งต้องบอกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของพรรค ที่เราจะต้องมีการบริหารจัดการในช่วงหลังการเลือกตั้ง และยังมีขบวนการอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเตรียมงานสภาสมัยหน้า การอบรม สส.ใหม่  ดังนั้น ขอให้พวกเราบริหารจัดการในช่วงเวลานี้ผ่านไปก่อน ซึ่งตำแหน่งเลขาธิการพรรคก็เป็นตำแหน่งสำคัญ ที่จะทำให้กำหนดการทุกอย่างเปลี่ยนผ่านไปอย่างราบรื่น ส่วนจะเป็นคนใหม่หรือไม่ รอให้เป็นขบวนการในพรรค ตนเชื่อว่าสรายุทธิ์พร้อมที่จะช่วยเหลือพรรคในทุกบทบาท

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

รองนายกฯธรรมนัส มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“รองนายกฯธรรมนัส”มอบรางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ 2568 เชิดชูฮีโร่ไทยสร้างชื่อเวทีโลก ปลื้มผลงานซีเกมส์–อาเซียนพาราเกมส์ ย้ำ ทุกความสำเร็จคือความภาคภูมิใจของชาติ

9 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2568 ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรทางการกีฬา และนักกีฬา เข้าร่วม

โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการกีฬา ได้จัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา รวมถึงบุคลากรทางการกีฬา ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างผลงาน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับชาติและนานาชาติ

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางการกีฬาของไทย เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพมหานคร ปีพุทธศักราช 2510 ยังความปลื้มปิติแก่ประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ผลงานของนักกีฬาในรอบปีที่ผ่านมา ถือว่าได้สร้างชื่อเสียงและความสุขให้กับประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปีพุทธศักราช 2568 ประเทศไทยของเราได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ 

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ที่จะได้รับรางวัลทุกรางวัล ซึ่งได้สร้างชื่อเสียง เกียรติยศด้านการกีฬาให้แก่ประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น คณะนักกีฬา เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ และนักกีฬา ท่านอื่นๆ ต่างก็มีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จในการแข่งขันฯ เช่นกัน นับว่าทุกท่านเป็นบุคคล ที่ได้เสียสละ อดทนต่อความยากลำบากในการฝึกซ้อม ต้องอดทนกับความกดดันต่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้ชัยชนะ นำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา”

สำหรับงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นในปีนี้ มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 43 รางวัล ครอบคลุมรางวัลนักกีฬาสมัครเล่น นักกีฬาอาชีพ นักกีฬาเยาวชน นักกีฬาคนพิการ รางวัลประเภททีม ผู้ฝึกสอน บุคลากรทางการกีฬา นักวิชาการด้านกีฬา ตลอดจนผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและความเข้มแข็งของวงการกีฬาไทยในทุกมิติ

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.06 น.

อานนท์ ทำนาย 7 ชะตาพรรคส้ม หลังแพ้ศึกเลือกตั้ง ท้ารอดูจริงหรือมั่ว

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่จะได้เห็นเร็ว ๆ นี้ 

หนึ่ง อินฟูลต่าง ๆ จะทยอยทิ้งส้ม เพราะ outcome expectation ต่ำ ไปโหนคนแพ้ ไม่มีอนาคต ไม่ได้ให้ผลประโยชน์อะไรมากนัก คนไทยจำนวนหนึ่งชอบอยู่กับคนชนะ ไม่ได้อยู่กับคนแพ้

สอง คดีความต่าง ๆ จะพุ่งเรียงเข้าใส่พรรคส้ม เต็มไปหมด ข้าราชการไทยเขาเก็บทุกอย่างไว้ในมือ รอเวลาที่เหมาะสม เขาจะค่อย ๆ ชงให้อย่างบรรจงครับ ฝ่ายส้มจะร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดว่า นิติสงคราม ทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำของพวกเขา เทา ดำ จะผุดอีกเพียบ

สาม มวลชนสีอื่น ๆ จะเริ่มมีปากมีเสียง ตอบโต้กับด้อมส้ม อย่างไม่เกรงกลัว เพราะรู้แล้วว่า ด้อมส้มไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด

สี ส้มที่ถูกถีบออกมา จะเริ่มตาสว่าง นับเลขถูก ด่าและเริ่มแฉโปลิตบูโรและระบบเผด็จการในพรรค จะปล่อยออกมากันเป็น series ครับ

ห้า เมื่อส้มถูกสอย จะมีเลือกตั้งซ่อม พรรครัฐบาลจะจับมือกันในการเลือกตั้งซ่อม ตำแหน่งของส้มที่ถูกสอย ไม่ใช่ว่าจะได้กลับคืนมาง่าย ๆ นะครับ

หก ส้มจะเหี่ยวลง ๆ จุดพีคผ่านไปตั้งแต่เลือกตั้งครั้งก่อนแล้ว คนกรุงเทพก็เคยเห่อพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคประชากรไทย แบบนี้ แป๊บเดียวก็เบื่อ แล้วก็เปลี่ยนไปหาพรรคใหม่มาเห่อแล้ว คนกรุงเทพขี้เบื่อ เบื่อง่ายครับ

เจ็ด ในพรรคส้มจะตีกันเองมากขึ้น จะโทษกันไปมาว่า เพราะมึงพวกกูจึงแพ้

รอดูกันครับ ว่าจะจริงหรือไม่ ?

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

ผบ.ทอ. เปิดตัวอาวุธฝีมือคนไทย ปืนเลเซอร์ เผาโดรนร่วงระยะ 100 เมตร

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ผบ.ทอ. เปิดตัว ปืนเลเซอร์ ต้นแบบอาวุธพลังงานอนาคต ฝีมือคนไทย  รับมือ -ต่อต้านโดรน ป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมสรรพวุธทหารอากาศ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมกรมสรรพาวุธทหารอากาศ และชมการสาธิตการยิง ปืนลำแสงเลเซอร์ต้นแบบ ซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา โดยมีกำลังหัวกำเนิดลำแสงเลเซอร์ประมาณ 10 กิโลวัตต์

ปืนลำแสงเลเซอร์ดังกล่าวใช้ระบบบีบอัดลำแสงให้เกิดความร้อนสูง สามารถทำให้เป้าหมายในระยะ 50–100 เมตร มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 300–400 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเป้าหมาย

ตัวปืนได้รับการออกแบบโดยนำหัวกำเนิดเลเซอร์มาประกอบเข้ากับโครงปืน พร้อมพานท้ายและระบบลั่นไกแบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้วัสดุอะลูมิเนียมเป็นโครงสร้างหลัก เพื่อลดน้ำหนักและช่วยในการระบายความร้อน โดยทีมพัฒนาให้ความสำคัญกับการลดขนาดและน้ำหนัก เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในเชิงยุทธวิธี

ในการนี้ พล.อ.ท.มาโนช อารีพงษ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ (สพ.ทอ.) ได้สาธิตการยิงปืนลำแสงเลเซอร์ต้นแบบด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของกรมสรรพาวุธทหารอากาศ โดยให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาปืนเลเซอร์ ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ในระดับ Proof of Concept เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธพลังงานทิศทาง (Directed Energy Weapon)

สำหรับนำไปใช้ในภารกิจต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone) รวมถึงการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการออกแบบและผลิตยุทโธปกรณ์ได้เองภายในประเทศ

นอกจากนี้ ตัวปืนยังติดตั้งรางมาตรฐานสำหรับประกอบกล้องขยายหรือกล้องถ่ายภาพความร้อน เพื่อช่วยในการเล็งเป้า โดยเฉพาะในเวลากลางคืน รวมถึงเลเซอร์พอยน์เตอร์สำหรับชี้เป้า เนื่องจากลำแสงเลเซอร์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

พร้อมกันนี้ ยังมีการเสริมด้ามจับประคองมือ ระบบวัดอุณหภูมิ ระบบวัดกระแสไฟ สวิตช์นิรภัย (Safety Switch) และระบบระบายความร้อน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งาน

การเริ่มต้นพัฒนาปืนเลเซอร์กำลังต่ำระดับ 1 กิโลวัตต์ในช่วงแรก ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานสู่การต่อยอดพัฒนายุทโธปกรณ์แห่งอนาคตของกองทัพอากาศ สอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารอากาศที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมองค์ความรู้ และผลักดันให้เกิดนวัตกรรมจากมันสมองของคนไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

เพื่อไทย แบะท่า บอกยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล แต่เป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.50 น.

จุลพันธ์ ย้ำยังไม่มีการพูดคุยร่วมรัฐบาล บอกเป็นไปได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อจำกัด รับเสียใจผลเลือกตั้ง ตั้งหลักถอดบทเรียนสู้ศึกครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมกับแกนนำพรรคหลายคนตลอดทั้งวัน ว่า วันนี้ไม่ได้เป็นการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพียงแต่มีผู้ใหญ่หลายท่านมานั่งคุยการเมืองกันว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีการถอดบทเรียนเบื้องต้นแล้วคงต้องไปทำงานต่อ วันนี้พรรคเพื่อไทยเรายอมรับว่ามีความเสียใจเล็กน้อย แต่วันนี้เราก็ตั้งหลักแล้ว เรารับเอาความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่ส่งมอบให้ แล้วก็จะเดินหน้าในเรื่องของการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ส่วนผลคะแนนที่ต่ำกว่าเป้าไปเยอะ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราก็คาดหวังไว้เยอะ แต่เป็นเรื่องธรรมดา การเลือกตั้งทุกคนก็ต้องตั้งเป้าหมายไว้ให้ไกล เพื่อที่จะไปให้ได้มากที่สุด เพราะเราเชื่อมั่นในเรื่องของนโยบายของเราว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่อย่างไรก็ตาม เรายอมรับในการตัดสินใจของประชาชน เมื่อออกเสียงมาแล้ว เราก็เดินหน้าต่อ

เมื่อถามถึงการเชื้อเชิญร่วมรัฐบาล ในตอนนี้มีการพูดคุยกันหลายฝ่าย มองว่าถ้าเพื่อไทยร่วมกับภูมิใจไทย อาจจะทำให้ตลาดทุนกลับขึ้นมาได้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นาทีนี้เป็นเรื่องของพรรคที่ได้รับเสียงสูงที่สุดในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องของทางพรรคภูมิใจไทยที่จะไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร และองค์ประกอบของรัฐบาลจะเป็นหน้าตาอย่างไร ตรงจุดนี้พรรคเพื่อไทยเองคงไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มหรือต้องดำเนินการก่อน ก็รอฟังสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวถาม ถ้ามีการทอดสะพานมาแบบนี้ ใครจะเป็นคนตัดสินใจร่วมฝ่ายใด พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เพื่อไทยได้ประกาศบนเวทีในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า เราไม่ได้มีข้อจำกัด แต่อย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของอุดมการณ์ แนวคิด แล้วก็เรื่องของนโยบายแค่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุย

ถามอีกว่า แสดงว่าเป็นไปได้ นายจุลพันธ์ ตอบว่า “เป็นไปได้ทุกอย่าง ถ้าถามครับ”

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินหรือยังว่า ที่เพื่อไทยต้องเรียกว่าแพ้ยับ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในมุมมองหนึ่งต้องเรียนว่า การแพ้ในแต่ละพื้นที่ก็มีแพ้มากแพ้น้อย ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาล เราก็ประสบกับอุปสรรคมาพอสมควร เราก็ถือว่าตั้งหลักได้เร็ว และยังคงรักษาฐานเสียงไว้ได้จำนวนมาก ในสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเอง เราก็มี สส. เกือบ 80 ท่าน ก็ไม่ใช่น้อย ยังสามารถทำงานที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้อยู่

ถามต่อพื้นที่เชียงใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นคนเชียงใหม่ทั้ง 2 คน และเป็นพื้นที่บ้านเกิดของสกุลชินวัตร รอบนี้สูญเลย ถือว่าปิดฉากเลยหรือไม่

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่มีปิดฉาก อย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตายของพรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยเราก็ไม่เคยพูดที่ไหนว่าเป็นพื้นที่ของเราที่จะไม่มีทางแปรเปลี่ยนจิตใจ หรือแปรเปลี่ยนแนวความคิดของประชาชน เมื่อพี่น้องประชาชนตัดสินมา สิ่งที่เราทำได้ก็คือไปปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงนโยบายที่จะตอบโจทย์ประชาชน ปรับปรุงในเรื่องของตัวบุคคล เพื่อที่จะตอบโจทย์ แล้วก็มาวัดกันใหม่ในครั้งถัดไป พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง ยังไงก็เดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ต้องเริ่มคิด เริ่มทำ

เรื่องของการเลือกตั้งมีองค์ประกอบมากกว่านั้น มีเรื่องของบุคคล เรื่องของปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาประกอบกัน รวมถึงตัวบุคลากรที่เข้าร่วมการแข่งขัน ก็เป็นตัวเลือกที่ประชาชนตัดสินใจได้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องให้ความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน

ส่วนปัจจัยภายนอกในเรื่องที่มันเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ทำให้เพื่อไทยต่ำกว่า 200 นายจุลพันธ์ขอสรุปวันหลัง เพราะวันนี้ยังไม่ใช่วาระที่เหมาะสม เหตุที่เกิดขึ้นในส่วนข้อสงสัยก็มีจริง แต่วาระนี้เป็นวาระที่ประชาชนเพิ่งจะให้ผ่านการลงมติเลือกตั้งมา คงยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุปบทเรียนเวลานี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมองว่าประเด็นค่านิยมเป็นประเด็นที่ทำให้คะแนนภูมิใจไทยได้พุ่งขึ้น เพื่อไทยก็มีผลเรื่องนี้ เกี่ยวกับคลิปอังเคิล นายจุลพันธ์กล่าวว่า ก็เป็นไปได้บางส่วน อย่างที่บอก ปัจจัยเยอะ คงไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ประกอบกันในหลาย ๆ สิ่ง รวมถึงในแต่ละพื้นที่ก็มีปัจจัยแต่ละอย่าง ก็อาจจะมีน้ำหนักมากน้อยแตกต่างกัน ตรงจุดนี้เราก็คงได้มีการพูดคุย แล้วก็จะลงไปดูในหลาย ๆ พื้นที่ เพื่อจะถอดบทเรียนในแต่ละจุด เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาอย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการตกลงจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เจรจากับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรืออาจารย์เชน เพื่อให้ยอมร่วมรัฐบาล โดยอาจจะส่งผลต่อการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการเดินทางกลับมาอยู่ประเทศไทย 

โดยระบุอีกว่า ทางด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร”อิ้งค์”และนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ”โอ๊ค”ได้แจ้งให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับทราบแล้ว 

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัดพท.ตกลงจับมือภท.ตั้งรัฐบาลแล้ว หลังอาปู-คุณหญิงพจมาน กล่อม อ.เชน เหตุอยากกลับไทย)