นายกฯสั่งทอ.เตรียมเครื่องบิน อพยพคนไทย อยู่ในพื้นที่เสี่ยง7หมื่นคน

นายกฯสั่งทอ.เตรียมเครื่องบิน  อพยพคนไทย  อยู่ในพื้นที่เสี่ยง7หมื่นคน

นายกฯสั่งทอ.เตรียมเครื่องบิน อพยพคนไทย อยู่ในพื้นที่เสี่ยง7หมื่นคน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯสั่งทอ.เตรียมเครื่องบิน อพยพคนไทย อยู่ในพื้นที่เสี่ยง7หมื่นคน เรียกสมช.ประชุมรับมือด่วน

นายกฯเร่งทำทุกวิถีทาง ช่วยคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอล กลับมาตุภูมิโดยเร็วที่สุด สั่งกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ด้านกรมการกงสุล เตือนคนไทยในตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารใกล้ชิด ย้ำดูแลคนไทยเต็มที่ ส่วน ‘สุวรรณภูมิ’ วุ่น ยกเลิกเที่ยวบินอื้อ

เมื่อวันที่ 1มีนาคมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง จากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ว่านับตั้งแต่คืนที่ผ่านมา เมื่อได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ จึงสั่งการให้เตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีการสู้รบในช่วงนี้ ขณะเดียวกันได้ประสานกับกองทัพอากาศและหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมอากาศยานที่จะใช้รองรับพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน เพื่อหาช่องทางนำประชาชนเดินทางกลับมาได้อย่างไร

นายกฯเล็งใช้เครื่องบินเหมาลำ

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับตัวอากาศยานไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่การใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันหลายที่ จึงให้พิจารณาช่องทางอื่น เช่น การเช่าเหมาลำ เพื่อให้สามารถนำประชาชนกลับมาได้เร็วที่สุด ตอนนี้จะต้องไปเช็กน่านฟ้า เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้ต้องมีการอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สาม และหาวิธีการรับตัวกลับมา ส่วนตัวเลขคนไทยที่ได้ในตะวันออกกลางนั้น มีทั้งในส่วนของอิหร่านและดูไบ รวมกว่า 70,000 คน ในส่วนของคนไทยในอิหร่านมีประมาณ 7,700 คน ขอให้คนไทย ติดตามรายละเอียดจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

สั่ง‘เอกนิติ’รับมือผลกระทบ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เตรียมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ เพราะอย่างไรก็ได้รับผลกระทบในด้านค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน รวมถึงต้นทุนพลังงานต่างๆ ฉะนั้นต้องหาวิธีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุดโดยตนจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่ง (สมช.) ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ เวลา 10.00 น.จากนั้นจะประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน ธนาคาร หอการค้า ต้องดูแลในเรื่องการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมถึงมาตรการตรึงราคา เพื่อไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

ยันทอ.พร้อมรับคนไทยกลับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์ว่าเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยจะสามารถเดินทางได้เมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า ส่วนสำคัญคือประเทศปลายทาง เนื่องจากเรามีความพร้อมตลอดเวลา ยิ่งใช้เครื่องบินจากกองทัพอากาศไปรับก็ยิ่งมีความพร้อม เพราะได้เตรียมไว้หลายลำ ซึ่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ อยากให้เกิดความสะดวกให้เร็วที่สุด จึงหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม อาจจะใช้โค้ดการบินของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องเติมน้ำมันและให้บินตรงว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้พี่น้องคนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากประสงค์จะกลับมาเมืองไทยก็เตรียมพร้อมที่จะไปรับ

ชี้ต้องให้รับผลกระทบน้อยที่สุด

เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์ว่าจะบานปลายหรือไม่ เพราะมีประเทศมหาอำนาจหนุนหลังอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องเตรียมตัว อย่าให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่รุนแรง และหากจะมีผลกระทบขอให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เราต้องเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน

นายกฯโพสต์เฟซบุ๊กห่วงใย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายกฯ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้ แต่เราก็มีพี่น้องประชาชนของเราหลายหมื่นคนที่ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศต่างๆในแถบนี้

รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยและได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ผมได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อเตรียมอากาศยานของเราไปรับพี่น้องชาวไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านให้ออกมาก่อนเป็นลำดับแรก

สั่งก.ต่างประเทศตั้งวอร์รูม

กระทรวงต่างประเทศ โดยท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ และตัวผมเองก็ได้รับทราบรายงานและติดตามความเป็นไปของสถานการณ์จากหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย พร้อมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจนี้ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลจะเตรียมการทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัวเช่นนี้ ผมและทีมงานจะติดตามสถานการณ์และเร่งดำเนินการทุกอย่างที่จะพลิกวิกฤติการณ์ในตะวันออกกลางมาเป็นโอกาสแก่ประเทศไทยให้มากที่สุด

ให้คำมั่นรบ.พร้อมช่วยคนไทย

ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันกราบอาราธนาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชาของพวกเรา ตลอดจนพระสยามเทวาธิราชและพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงดลบันดาลประทานพรและปกป้องคุ้มครองให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบอยู่ในขณะนี้ ให้มีความปลอดภัย แคล้วคลาดจากภยันตรายทุกสิ่ง ไม่ให้พวกเขาได้รับผลกระทบใดๆจากสถานการณ์ที่กำลังอุบัติขึ้นในขณะนี้ ผมขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ภารกิจในการให้ความช่วยเหลือดูแลพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลางในขณะนี้ได้สำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุดครับ

กรมการกงสุลประกาศฉบับ3

ด้านกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ออกประกาศเตือนคนไทยในตะวันออกกลางฉบับที่ 3 หลังจากเกิดความวุ่นวายในภูมิภาคจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ความว่าประกาศฉบับ 3 แนะคนไทยในตะวันออกกลาง ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัย ติดตามข่าวสารประกาศแจ้งเตือนของทางการอย่างใกล้ชิด

ประกาศคำแนะนำสำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ตามที่มีสถานการณ์ความตึงเครียดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่เสี่ยงนั้นกระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่านและพื้นที่เสี่ยงที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัย ติดตามข่าวสาร ประกาศแจ้งเตือนของทางการท้องถิ่นและสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

ให้หลีกเลี่ยงเดินทางพื้นที่เสี่ยง

ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ในกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ หรือสอบถามสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง และ Hotline กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล สายด่วนกองคุ้มครอง 096-216-1837, 096-183-6736 และ 064-564-7573

‘สีหศักดิ์’ประสานทูตทั้งภูมิภาค

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการต่างๆ ดังนี้ ได้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยทุกแห่งในภูมิภาค อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ และแจ้งพัฒนาการแก่คนไทยในพื้นที่เสมอมา โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ออกประกาศเตือนและให้คำแนะนำคนไทยตั้งแต่ช่วงต้นของสถานการณ์ และได้มี hotline ของสถานเอกอัครราชทูตฯ สำหรับคนไทยด้วยแล้ว

ประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด

ในวันเดียวกันนี้ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในพื้นที่ แนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอลเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ รวมถึงขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นพิจารณาทบทวนการเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

แจ้งติดต่อสายด่วนได้24ชม.

สถานเอกอัครราชทูตของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน (Call Center กรมการกงสุลหมายเลข 0-2572-8442) กระทรวงจะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อให้ความคุ้มครองคนไทยในพื้นที่อย่างเต็มที่ รวมถึงประสานกับสมาคมคนไทยในประเทศต่างๆ เพื่อรับทราบสถานการณ์แต่ละแห่ง และให้การช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างใกล้ชิดต่อไป

ผดส.สนามบินสุวรรณภูมิวุ่น!

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ว่าได้เกิดความวุ่นวายขึ้นหลังจากสายการบินพาณิชย์หลายแห่งประกาศยกเลิกเที่ยวบิน และหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากการที่อิสราเอล และสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน และเกิดการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธไปยังหลายพื้นที่ในหลายประเทศของภูมิภาคดังกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับสายการบินEmirates ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X แจ้งระงับเที่ยวบินไป–กลับนครดูไบเป็นการชั่วคราว ภายหลังหลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่ทวีความรุนแรง พร้อมขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินผ่านเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางไปสนามบิน ยืนยันการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อเพื่อเปลี่ยนเที่ยวบิน ขอคืนเงิน หรือจัดการเดินทางทางเลือกได้ ทั้งนี้ ทางสายการบินฯ ย้ำว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

สายการบินแห่ยกเลิกเที่ยวบิน

ด้านสายการบินLufthansa ประกาศระงับเที่ยวบินไป–กลับนครเทลอาวีฟของอิสราเอล กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน และประเทศโอมาน จนถึงวันที่ 7 มีนาคมนี้ รวมถึงระงับเที่ยวบินไป–กลับนครดูไบ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์–1 มีนาคมที่ผ่านมา

ขณะที่สายการบินQatar Airways ระงับเที่ยวบินชั่วคราวเนื่องจากการปิดน่านฟ้า ส่วนสายการบินNorwegian Air Shuttle ประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดไป–กลับนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่นเดียวกับสายการบินTurkish Airlines ที่ประกาศยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางไปประเทศกาตาร์ คูเวต บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน

การท่าฯเร่งอำนวยความสะดวก

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สั่งระดมเจ้าหน้าที่ตั้งจุดให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน จัดเตรียมน้ำดื่มและพื้นที่พักคอยชั่วคราว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลและดูแลสภาพจิตใจเพื่อลดความตึงเครียด

มีรายงานว่า เที่ยวบินถูกยกเลิกแล้ว 19 เที่ยวบิน ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่ทยอยเดินทางกลับที่พัก และสายการบินได้จัดหาที่พักสำรองให้ ทั้งนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานสายการบินรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือผู้ที่จะเดินทางไปตะวันออกกลาง ตรวจสอบข้อมูลกับสายการบินโดยตรงก่อนเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกค้างที่สนามบิน

‘กรวีร์’ ชูหัวใจหลักของ ‘ผู้แทนฯ’ ต้องไม่ทิ้งพื้นที่ หนุนคนรุ่นใหม่เข้าการเมือง

‘กรวีร์’ ชูหัวใจหลักของ ‘ผู้แทนฯ’ ต้องไม่ทิ้งพื้นที่ หนุนคนรุ่นใหม่เข้าการเมือง

‘กรวีร์’ ชูหัวใจหลักของ ‘ผู้แทนฯ’ ต้องไม่ทิ้งพื้นที่ หนุนคนรุ่นใหม่เข้าการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.46 น.

‘กรวีร์’ ชูหัวใจหลักของ ‘ผู้แทนฯ’ ต้องไม่ทิ้งพื้นที่ หนุนคนรุ่นใหม่เข้าการเมือง ผนึกช่วยสานพลังขับเคลื่อนประเทศ ยันพร้อมเป็น ‘ตัวเชื่อม’ ชาวบ้าน-ระบบรัฐ เน้นโปร่งใส สื่อสารง่าย ลดขัดแย้งในสังคม เชื่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ประชาชนได้ประโยชน์จริง

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ สส. และมุมมองการเป็นนักการเมืองในยุคปัจจุบันว่า การเป็น สส. วันนี้ ไม่ใช่แค่การยกมือ หรือการประชุมในสภาฯ แต่คือการเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนกับระบบรัฐ ถ้าผู้แทนของประชาชนใกล้ชิดเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ จะสามารถนำปัญหาของประชาชนที่สะท้อนผ่าน สส.ไปสู่การแก้ ไขปัญหา ถือเป็นการใช้กลไกรัฐได้อย่างตรงจุด ตรงความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยุคนี้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรวดเร็ว ตรวจสอบได้ทันที นักการเมืองจึงต้องโปร่งใส ทำงานจริง และสื่อสารให้เข้าใจง่าย 

“สำหรับผม ความมุ่งมั่นไม่ใช่คำพูด แต่คือการลงพื้นที่สม่ำเสมอ รับฟังปัญหา และลงมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้” นายกรวีร์ กล่าว

เมื่อถามว่า ช่วงการลงพื้นที่หาเสียง สิ่งที่ประชาชนสะท้อน อยากให้สส.ช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร นายกรวีร์ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนสะท้อนมากที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปากท้องซึ่งหลายคนอยากเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการ คนละครึ่ง หรือรูปแบบ “คนละครึ่งพลัส” กลับมา เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระดับฐานราก เงินหมุนในชุมชน ร้านค้าเล็ก ๆ ได้ประโยชน์ อีกเรื่องสำคัญคือปัญหาราคาข้าว เกษตรกรต้องการเห็นการแก้ไขที่ชัดเจนและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่แก้เฉพาะหน้า ที่สำคัญสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นอันดับต้น ๆ คือรัฐบาลสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้เขาได้จริง เพราะเมื่อปากท้องดี ปัญหาสังคมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สิน ความเครียด หรือความขัดแย้งในครอบครัว ก็จะลดลงและแก้ไขได้ง่ายขึ้น

เมื่อถามว่านายสมศักดิ์ ปริศนานันทสกุล บิดา ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาหลายสมัย ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างไรบนเส้นทางการเมือง นายกรวีร์ กล่าวว่า “บทเรียนจากคุณพ่อ ไม่ได้สอนผมด้วยคำพูดมากนัก แต่สอนด้วยการกระทำผมเห็นท่านลงพื้นที่สม่ำเสมอ เห็นความใกล้ชิดกับประชาชน และท่านย้ำเสมอว่า ในชีวิตผู้แทน ไม่มีอะไรทดแทนการลงพื้นที่ได้ ความสม่ำเสมอโดยเสมอต้น เสมอปลาย คือหัวใจสำคัญอย่าคิดว่าเราเป็นนักการเมือง แต่ให้คิดว่าประชาชนคือคนในบ้านเดียวกับเรา เขามีสุข เราก็ร่วมสุข เขามีทุกข์ เราต้องไม่ทิ้ง”

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายสูงสุดของการเป็นนักการเมืองนั้น สำหรับตนไม่ใช่ตำแหน่งที่ใหญ่โต แต่คือการเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริง เราต้องแก้ปัญหาให้เขาได้ สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ และทำให้ปากท้องของพวกเขาดีขึ้นได้

“การเมืองที่ดีคือการเมืองที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากผู้แทนของเขา ไม่ใช่การเมืองที่มีไว้เพื่ออำนาจของใครคนใดคนหนึ่ง”
นายกรวีร์ กล่าว 

เมื่อถามว่า มองการเมือง ในปัจจุบัน เป็นอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า การเมืองปัจจุบันมีความเข้มข้นมากขึ้น มีการแบ่งสีชัดเจน แต่ละพรรคมีแนวทางที่ชัดขึ้น แข่งขันด้วยนโยบายมากขึ้น ซึ่งมองว่าการเมืองคือการผลักดันนโยบายว่าสิ่งที่พูดไว้สามารถทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกัน การตรวจสอบก็เข้มข้นขึ้น ทั้งจากฝ่ายการเมืองและภาคประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ความแตกต่างทางความคิด กลายเป็นความแตกแยกของสังคม

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่คนรุ่นใหม่ กระโดดเข้าสู่เส้นทางการเมือง กันเยอะมากขึ้น นายกรวีร์ กล่าวว่า การที่คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองมากขึ้น เป็นเรื่องที่ดีมาก ขอย้ำว่า ดีมากๆ เขามีพลัง มีแนวคิดใหม่ และกล้าทำในสิ่งที่คนรุ่นเก่าอาจไม่กล้าทำแต่เราก็ต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการเมืองไม่ใช่แค่การนำเสนอไอเดียที่ฟังดูน่าตื่นเต้น หรืออุดมการณ์ที่สวยงาม แต่คือการเข้าใจระบบ และรู้วิธีผลักดันให้เกิดผลจริง ถ้าคนรุ่นใหม่ใช้พลังและแนวคิดใหม่ ประสานกับประสบการณ์ของรุ่นเก่าได้ ประเทศจะพัฒนาเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า ฝันอยากเห็นการเมือง ในอนาคต ควรไปในทิศทางใด เพื่อที่จะทำให้ประเทศก้าวไปสู่จุด ที่การเมืองไม่น่าเบื่อ สำหรับสังคมไทย
นายกรวีร์ กล่าวว่า อยากเห็นการเมืองที่ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของอำนาจ และมีความหวังกับการเมืองได้จริง
อยากเห็นการแข่งขันกันด้วยนโยบาย ไม่ใช่แค่การสร้างวาทกรรม ที่หวือหวาแต่ไม่สร้างคุณค่า 

“สิ่งสำคัญ อยากเห็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านได้จริง ทำการเมืองให้ไม่น่าเบื่อ ทำการเมืองให้เป็นความหวังและทำการเมืองให้เป็นโอกาสของประเทศได้จริง” นายกรวีร์ กล่าว

นายกฯ เผยอาการพลทหารเดชศักดิ์ ปลอดภัยดี แจงเลื่อนยศมีขั้นตอนอยู่แล้ว

นายกฯ เผยอาการพลทหารเดชศักดิ์ ปลอดภัยดี แจงเลื่อนยศมีขั้นตอนอยู่แล้ว

นายกฯ เผยอาการพลทหารเดชศักดิ์ ปลอดภัยดี แจงเลื่อนยศมีขั้นตอนอยู่แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.44 น.

นายกฯ เผยอาการพลทหารเดชศักดิ์ ปลอดภัยดี แจงเลื่อนยศมีขั้นตอนอยู่แล้ว รัฐบาลเร่งผลักดันสวัสดิการช่วยเหลือสูงสุด ลั่นไทยมีความพร้อมแนวชายแดนตลอดเวลา 

เมื่อเวลา 17.20 น.วันที่ 1 มี.ค.2569 ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมและอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าเยี่ยมพลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ ผู้บาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิด ว่า จากการฟังรายงานทีมแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ ทราบว่าอาการปลอดภัยดี พ้นขีดอันตราย แต่ว่าสูญเสียขาข้างขวาไป เราจึงต้องเดินทางมาให้กำลังใจ และสร้างความมั่นใจ ให้กับเขา ว่าหลังจากนี้ เขาถูกทอดทิ้งแน่นอน ต้องมีงานและมีมาตรการช่วยเหลือรองรับ หลังจากที่พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับพลทหาร เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมถึงได้รับพระราชทานขาเทียมด้วย ซึ่งจะเป็นขาเทียมที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูง ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะถือเป็นโชคไม่ดีของพลทหาร 

เมื่อถามถึงกรณีการช่วยเหลือในการเลื่อนยศ ของพลทหารเดชศักดิ์  นายกฯกล่าวว่า ในส่วนนี้มีขั้นตอนอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เราดีใจมากที่สุด ก็คือการที่เขาไม่เสียชีวิต ตนคิดว่าเขาเองคงสามารถกลับมารับใช้ชาติได้ ในรูปแบบอื่นๆ เพราะอย่าลืมว่าพลทหารเดชศักด์ เป็นผู้สมัครใจ ในการสมัครเป็นทหารรับใช้ชาติ ซึ่งยังอยู่ในช่วงวัยของการเรียนหนังสืออยู่เลย ส่วนสวัสดิการครอบครัวของพลทหาร รัฐบาลพยายามผลักดันให้ได้รับการช่วยเหลือสูงสุด เพราะถือว่าเกิดอุบัติเหตุในขณะที่ยังปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติ และอยู่ในพื้นที่การเฝ้าระวัง

เมื่อถามต่อถึง ความกังวลใจในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่ามีเรื่องอะไรต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในขณะนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรามีความพร้อมตลอดเวลา ภายใต้ข้อตกลง ฝ่ายไหนอยู่ตรงไหนให้หยุดตรงนั้น จุดไหนที่ประเทศไทยถูกยึด และเราสามารถครอบครองกลับมาได้ ก็มีการสถาปนาฐานที่มั่น ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมีการวางทุ่นระเบิด ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีการสั่งการให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่เขาก็มีการเคลียร์พื้นที่อยู่แล้ว พอมีปริมาณฝนตกลงมาในพื้นที่ หน้าดินก็เปิด ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลก็ทราบว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุ ก็มีพลทหารคนอื่น 2-3 คน เดินไปบริเวณจุดนี้ก็ไม่มีใครเป็นอะไร แต่คาดว่าพลทหารฯ มีรูปร่างค่อนข้างตัวใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เพิ่มแรงกดทับระเบิด อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการเร่งดำเนินการเก็บกู้และเก็บกวาดทุ่นระเบิดให้หมดจากพื้นที่.

อนุทิน ไปต่อ! ดูจุดเพลิงไหม้ ตชด.21 ตรวจซากคลังสรรพาวุธ ย้ำจนท.เคลียร์พื้นที่ปลอดภัย

อนุทิน ไปต่อ! ดูจุดเพลิงไหม้ ตชด.21 ตรวจซากคลังสรรพาวุธ ย้ำจนท.เคลียร์พื้นที่ปลอดภัย

อนุทิน ไปต่อ! ดูจุดเพลิงไหม้ ตชด.21 ตรวจซากคลังสรรพาวุธ ย้ำจนท.เคลียร์พื้นที่ปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.55 น.

อนุทิน ไปต่อ! ดูจุดเพลิงไหม้ ตชด.21 ตรวจซากคลังสรรพาวุธหลังเหตุไฟไหม้ปะทุ ย้ำเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่ระเบิดตกค้างปลอดภัย พร้อมสั่งรายงานความเสียหายละเอียด 

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 1 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ไปยังคลังสรรพาวุธ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 เพื่อตรวจสอบร่องรอยความเสียหายหลังเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ภายในคลังสรรพาวุธ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

โดยทันทีที่มาถึง นายอนุทิน พร้อมคณะ ได้เข้าไปบริเวณพื้นที่ชั้นใน ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ ตชด.21 พร้อม ชุดปฏิบัติการเก็บกู้ และทำลายวัตถุระเบิด ตชด.21 พาเข้าพื้นที่ พร้อมกับให้ข้อมูลถึงความคืบหน้า ซึ่งจุดที่เข้าไปนั้น เป็นจุดที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เคลียร์พื้นที่ และเคลียร์วัตถุระเบิดตกค้างเรียบร้อยแล้ว แต่ในวันนี้ยังคงเหลือร่องรอยของการเผาไหม้ และเศษชิ้นส่วนวัสดุต่างๆ หลงเหลืออยู่ในพื้นที่

นายกฯ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บจากเหยียบกับระเบิด ยันรัฐบาล-กองทัพดูแลเต็มที่

นายกฯ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บจากเหยียบกับระเบิด ยันรัฐบาล-กองทัพดูแลเต็มที่

นายกฯ เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บจากเหยียบกับระเบิด ยันรัฐบาล-กองทัพดูแลเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

นายกฯ นำคณะเดินทางเข้าเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากกรณีเหยียบกับระเบิด ยืนยันรัฐบาลและกองทัพดูแลกำลังพลอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามอาการผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด และให้การดูแลช่วยเหลือตามสิทธิและสวัสดิการอย่างครบถ้วน

เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 1 มี.ค.2569 ที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมและอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และคณะ เข้าเยี่ยมอาการพร้อมมอบกระเช้าบำรุงขวัญและพูดคุยให้กำลังใจ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ กำลังพลสังกัดค่ายวีรวัฒน์โยธิน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทำให้ขาขวาขาดจากแรงระเบิด ขาซ้ายมีแผลเปิดขนาดใหญ่และมีกระดูกขาซ้ายแตกหักบางส่วน ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณภายในเขตควบคุมของหน่วยฐานปฏิบัติการเอราวัณ ช่องระยี พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา โดยได้ทำการส่งตัวกำลังพลจากโรงพยาบาลกาบเชิงเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งคณะแพทย์ได้ทำการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้อาการโดยรวมดีขึ้นตามลำดับ โดยบรรยากาศในขณะเข้าเยี่ยมอาการ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ และครอบครัว ต่างดีใจ ตื้นตันและมีรอยยิ้มจากการได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นกันเองและใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานแก่ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ และภายหลังจากคณะแพทย์ได้มีความเห็นว่าร่างกายมีความสมบูรณ์พร้อม จะได้ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานขาเทียมต่อไป ทั้งนี้ ทรงรับกำลังพลที่รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

“ตอนนี้ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ อาการพ้นขีดอันตรายและปลอดภัยแล้ว แต่โชคร้ายต้องสูญเสียขาข้างขวา เราก็ต้องมาให้กำลังใจเขา ให้ความมั่นใจว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน มีงาน มีอัตราอะไรต่าง ๆ ก็ให้บรรจุเขาเมื่อเขาหายแล้ว โดยในกรณีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในเรื่องของอวัยวะเทียมขาเทียมที่ได้รับพระราชทานเป็นขาเทียมที่มีคุณภาพสูง ในด้านการช่วยเหลือเยียวยาอื่น ๆ ก็เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบกฎหมาย ทั้งนี้ เราดีใจ คือ เขาไม่เสียชีวิต และตอนนี้เขาพ้นขีดอันตราย และสามารถที่จะกลับมารับใช้ชาติในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป และต้องขอชื่นชมน้องที่เขาตั้งใจสมัครเป็นทหาร ในขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โดยเราพยายามให้สิทธิทุกอย่าง ดูแลเขาอย่างเต็มที่ กรณีนี้เปรียบเสมือนว่าบาดเจ็บจากการสู้รบ เพราะว่าเกิดในพื้นที่ที่ยังอยู่ในการเฝ้าระวัง และสำหรับในด้านการตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้เรายังมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ภายใต้ข้อตกลง ก็คือ ฝ่ายไหนอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ดังนั้น ก็อาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะเราไปครอบครองพื้นที่ที่เราเคยถูกรุกรานเข้ามา และเราก็เข้าไปกระชับพื้นที่ เข้าไปสถาปนาความมั่นคง ซึ่งอาจทำให้ต้องประสบกับระเบิดที่ถูกฝังไว้ ซึ่งตนได้รับรายงานจากแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าได้สั่งการให้ระดมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มากที่สุด โดยใช้อุปกรณ์ ใช้เครื่องมือในการหา ซึ่งตอนนี้กองทัพเคลียร์พื้นที่อยู่ตลอดเวลา เราต้องเร่งเก็บกู้เก็บกวาดให้หมด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุทิน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด และให้การดูแลช่วยเหลือตามสิทธิและสวัสดิการอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งดำเนินเรื่องการปูนบำเหน็จตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเน้นย้ำถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลให้เพิ่มความระมัดระวังในการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเอง ทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 

อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

อนุทิน ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้าน คึกคักสุดในรอบ 7 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

‘อนุทิน’ปลื้มโมโตจีพี 2026 เงินสะพัดทะลุ 5,000 ล้านหลายจังหวัด คึกคักสุดในรอบ 7 ปี ทำไทยดังทั่วโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมแน่นสนามช้าง 

เมื่อเวลา 15.20 น.วันที่ 1 มี.ค.ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงาน โมโตจีพี 2026 ว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เรา break a record (ทำลายสถิติ) กว่าทุกปี เพราะมีผู้เข้ามาร่วมแข่งขันจากทั่วโลกมากมาย และมีผู้สนใจเข้าชมจำนวนมาก บัตรทุกที่นั่งขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว และมีการออกร้านนำสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของผู้ผลิตจักรยานยนต์มา มองว่ามีความคึกคักมาก คาดการณ์ว่าในช่วง 3-4 วัน ที่มีการแข่งขันโมโตจีพี น่าจะมีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะนำไปต่อยอดอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำมา 7 ปี และเป็นเรื่องที่รัฐบาล โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด ไม่ใช่เป็นเอกชนอย่างที่เป็นข่าว เราลงทุนไม่เท่าไหร่แต่สิ่งที่ได้กลับมา นอกจากเรื่องของการท่องเที่ยว การที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลก เมื่อมีการถ่ายทอดสดทั่วโลกมีคนจบเป็น 1,000,000 วิว ในเรื่องของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พ่อค้าแม่ขาย โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ทำให้มีเงินสะพัดไม่ใช่แค่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงด้วย เพราะคนที่มาที่นี่เขาก็แวะจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ อาทิ สระบุรี นครราชสีมา มาเที่ยวที่นี่เสร็จก็ไปเที่ยวต่อที่จังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษ เป็นต้น

เมื่อถามต่อว่าในปีนี้นี้เสียงตอบรับจากชาวต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่ตนเจอบอกว่าโชคดีในวันนี้ ถ้าจัดหลังจากนี้แล้วมีเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางก็คงต้องเลื่อน ตอนนี้ทราบว่าอีเว้นท์ระดับโลกต่างๆ ที่อยู่ในยุโรป ได้ถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไปหมดแล้ว ถือว่าเราโชคดีที่ได้ตัดก่อนเวลา ทำให้นักท่องเที่ยว คนต่างประเทศที่เข้ามาชม มาถึงประเทศไทยก่อน เราก็ต้องไปดูแลพวกเขาด้วย ภายหลังจากการแข่งขันคนต่างประเทศทั้ง ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ นักแข่ง ผู้จัด ผู้ชม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มา เนื่องจากขณะนี้ตั๋วเครื่องบินหายากมากที่จะกลับไปยังประเทศของเขา เราก็ต้องหาวิธีอำนวยความสะดวก เนื่องจากโรงแรมในพื้นที่จัดงานก็เต็มหมด

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

อนุทิน ไม่รีบฟอร์มรัฐบาล บอกชุดปัจจุบันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว เมินโพลหนุนจับมือแค่พท.

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

อนุทิน ไม่รีบ! ระบุข้าราชการไม่ได้รู้สึกต้องรอ รบ.ใหม่ ย้ำรัฐบาลปัจจุบันก็แก้ไขปัญหาอยู่แล้ว แค่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยืนยันไม่มีสะดุด เมินผล นิด้าโพล คนเชียร์ให้จับแค่ เพื่อไทย ไม่ขอออกตัว รอความชัดเจนตัวเลข สส.ก่อน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 เวลา 15.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพล ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไฟเขียวให้จับมือแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ว่า ไม่เป็นไร เรื่องนี้เรารับฟังทุกฝ่าย และยังมีเวลาในการดำเนินการ 

“สำหรับตัวผมเองในขณะนี้ จะดำเนินการใดๆ ยังต้องมีความชัดเจนและความแน่นอนก่อน สัปดาห์ที่แล้วก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง มีการรับรอง สส.แบบเขต 396 คน คาดว่าสัปดาห์นี้ ไม่ทราบว่าวันไหน แต่ก็คงมีการทยอยรับรองส่วนที่เหลือ โดยเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ จะว่าไป ตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็น สส. เพราะยังไม่ได้รับการรับรอง เพราะฉะนั้นการจะไปดำเนินการเรื่องอื่นก่อน ก็จะเป็นการลัดขั้นตอน และเราไม่ทราบว่าเราจะมีจำนวน สส.เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เราต้องทำตามขั้นตอน เป็นสิ่งที่ที่ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่าช่วงนี้เป็นช่วงอ่อนไหว จำเป็นต้องรีบฟอร์มรัฐบาลเพื่อทำงานให้ประชาชนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันก็แก้ไขปัญหาประเทศอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่เราคาดหวังว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดการสะดุด หากสถานการณ์ต่างๆมา เราก็มีความพร้อมตลอดเวลา ภาคส่วนราชการ ทุกภาคส่วนก็ยังให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ในการดำเนินการบริหารงานต่างๆ แก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นช่วงที่เขาจะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาใดๆ เลย ต้องถือว่าไม่มีการสะดุดหรือไม่มีการชะงักงันใดๆ

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง เหตุสู้รบตะวันออกกลาง สั่ง 6 กระทรวงเตรียมแผนช่วยคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

นายกฯ ย้ำไทยวางตัวเป็นกลางสถานการณ์ตะวันออกกลาง วิงวอนทุกฝ่ายใช้เจรจาทางการทูตยุติความขัดแย้ง พร้อมสั่ง 6 กระทรวงออกมาตรการอุ้มประชาชน ลดผลกระทบเศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง ประกาศกร้าว! ไทย-กัมพูชา ไม่มีเจรจา-เปิดด่านทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 1 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง  ว่า จับตาสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในประเทศที่มีปัญหา โดยพรุ่งนี้ (2 มี.ค. 69) จะมีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องการอพยพทุกคน กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผอ.ทอ.) ท่านรายงานตนตลอดเวลาถึงความพร้อม ตอนนี้อยู่ที่ว่าเราจะต้องเร่งประสานงานให้ได้จำนวนคนไทยให้ครบหรือมากที่สุดก่อน แล้วต้องประสานงานให้ไปรับเขาในจุดที่ปลอดภัย ซึ่งมีการร่วมงานกันกับกระทรวงต่างประเทศด้วย รัฐบาลด้วยรวมทั้งกองทัพร่วมมือกันอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าประเทศไทยควรวางตัวแบบไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็ต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะเรามีพี่น้องของเราอยู่ในประเทศนั้นด้วย 

“เราก็วิงวอนของทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ  นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าโดนผลกระทบแน่นอน แต่เราต้องมีมาตรการในการทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือ ประคับประคอง ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน รวมทั้งราคาพลังงานต่างๆ ตนได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หามาตรการเหล่านี้มารองรับ กองทุนน้ำมันต้องนำมาตรการมาใช้เพื่อให้เกิดผลต่อประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปะทะตอนนี้ยังไม่มีอะไร ซึ่งตนจะแวะไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บเหยียบกับระเบิดที่จังหวัดสุรินทร์ ไปให้กำลังใจ เพราะวันนี้เราก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งจะได้เห็นสภาพบริเวณชายแดน ความเป็นไปต่างๆ แต่ในภาพรวมตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ แต่มาตรการทั้งหลายก็ยังเหมือนเดิม เรายังไม่มีแนวคิดที่จะเปิดด่าน เรายังไม่มีแนวคิดที่จะทำการใดๆ เรื่องการเจรจา

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือศก.

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

อภิสิทธิ์ โพสต์หนุนท่าที นายกฯ ต่อเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยึดความปลอดภัยคนไทย เตรียมรับมือทางเศรษฐกิจ หวังอาเซียนผนึกกำลัง ป้องกันไม่ให้ถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระบุว่า “สนับสนุนท่าทีของนายกฯ อนุทิน ต่อกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทย การเตรียมมาตรการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น เพื่อมิให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายออกไป

อยากเห็นการผนึกกำลังกันในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะช่วยกันป้องกันมิให้ประเทศสมาชิกถูกกดดัน หรือลากเข้าไปสู่ความขัดแย้ง”

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

เงียบเหงา! สรุปยอดเปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก7พรรคการเมือง คงเหลือ295คน

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

เงียบเหงา! สรุปยอดสภาฯ เปิดรับรายงานตัวสส. 4 วัน รวม 101 คน จาก ’7พรรคการเมือง‘ คงเหลือ295คน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผูัแทนราษฎร ในวันนี้(1มี.ค.) ซึ่งเปิดให้รายงานตัวเป็นวันที่4 ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากเป็นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีสส.เข้ารายงานตัวจนถึงเวลา 16.30 น. เพียง 4 คน

ประกอบด้วย นายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย นายสุริยา แป้นสุจา สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย นายวิโรจน์ สาระวงศ์ สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ สส.หนองคาย พรรคภูมิใจไทย ตลอดทั้ง 4 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้ว 101 คน จาก7พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ ยังเหลืออีก 295 คน ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขต 396 คน 

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเปิดรับรายงานตัว สส. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ที่บริเวณห้องโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา