ผมคลั่งชาติ! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ พรรคใดยอมตามข้อเรียกร้องต่างชาติ​ มันคือทรยศต่อแผ่นดิน

ผมคลั่งชาติ! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ พรรคใดยอมตามข้อเรียกร้องต่างชาติ​ มันคือทรยศต่อแผ่นดิน

ผมคลั่งชาติ! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ พรรคใดยอมตามข้อเรียกร้องต่างชาติ​ มันคือทรยศต่อแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.26 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมคลั่งชาติ
แผ่นดินไทยนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าและบรรพบุรุษได้ช่วยกันรักษาแผ่นดินนี้ให้กับพวกเราได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข ถ้าไม่รักชาติไทย​ ไม่คลั่งชาติไทย​ จะให้ไปรักชาติอื่นนั้นอย่าหมาย

หากไม่มี​ ร.1 เราก็เป็นขี้ข้าพม่า​ หากไม่มี​ ร.3 ที่ทรงสะสมเงินถุงแดงไว้​ ร.5 คงไม่มีเงินไถ่ประเทศจากฝรั่งเศส​ หากไม่ใช่พระปรีชาสามารถของ​ ร.​5 ไทยคงต้องถูกแบ่งประเทศให้เจ้าอาณานิคมอังกฤษ​ ฝรั่งเศส ที่จะรุมทิ้งไทย จะไม่ให้รักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์เจ้าได้อย่างไร

ไทยต้องเสียดินแดนจำนวนมาก​ ทั้งกลันตัน​ ตรังกานู​ ไทรบุรี​ ปาลิสให้อังกฤษ​ และเสียลาวฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำโขง​ เสียมราช​ พระตะบอง​ ศรีโสภณ​ และเกาะกงให้ฝรั่งเศส​ เราต้องไม่ยอมเสียดินแดนให้ใครอีกแล้ว

ใครที่ว่าไทยคลั่งชาติ​ ดินแดนไทยถูกรุกล้ำ​ แต่ยังไม่เสียดินแดน​ ต้องถามคนพวกนั้น​ ยอมเสียที่ดินของตนเองให้คนอื่นยึดครองไหม​ เปิดรั้วบ้าน​ เปิดประตูบ้านให้คนอื่นเข้าอยู่ได้ไหม​ หากยังทำไม่ได้​ อย่าเห่าหอน​ หุบปากได้แล้ว พรรคใดยอมตามข้อเรียกร้องของต่างชาติ​ มันคือทรยศต่อแผ่นดินเกิด

ปชป.มั่นใจ10เขตกรุงเทพฯจ่อเข้าวิน ระดมดึงเสียงฝ่ายอนุรักษ์ฯช่วย

ปชป.มั่นใจ10เขตกรุงเทพฯจ่อเข้าวิน ระดมดึงเสียงฝ่ายอนุรักษ์ฯช่วย

ปชป.มั่นใจ10เขตกรุงเทพฯจ่อเข้าวิน ระดมดึงเสียงฝ่ายอนุรักษ์ฯช่วย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.24 น.

โค้งสุดท้ายประชาธิปัตย์ประเมินโอกาสยึด 10 เขต กรุงเทพ ระดมกำลังดึงคะแนนฝ่ายอนุรักษ์นิยมช่วยโหวต

รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ว่า ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้ประเมินความเป็นได้ที่จะได้ที่นั่ง สส.ในกรุงเทพฯ พบว่า มี 10 เขต ที่คะแนนสูสีกับคู่แข่ง และมีโอกาสชนะสูงมาก หากได้รับเสียงโหวตเพิ่มขึ้นจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม

โดย 10 เขต ดังกล่าว ประกอบด้วย

เขต 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี หมายเลข 9

เขต 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร หมายเลข 11

เขต 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช หมายเลข 3

เขต 4 นายพงศกร ขวัญเมือง หมายเลข 1

เขต 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร หมายเลข 5

เขต 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์ หมายเลข 1

เขต 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล หมายเลข 14

เขต 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ หมายเลข 17

เขต 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ หมายเลข13

เขต 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร หมายเลข 8

แหล่งข่าวระบุว่า ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ระดมแกนนำลงไปช่วยผู้สมัครทั้ง 10 เขตหาเสียงอย่างเต็มที่โดยเชื่อว่าถ้าสามารถดึงฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้มาลงคะแนนให้ได้ จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาทั้ง 10 เขต นอกเหนือจากคะแนนบัญชีรายชื่อที่จะได้เพิ่มขึ้นแน่นอน

พิชิต-นัสเซอร์ รอดคุก ศาลให้ประกันคนละ 1 หมื่น-ไม่กำหนดเงื่อนไข

พิชิต-นัสเซอร์ รอดคุก ศาลให้ประกันคนละ 1 หมื่น-ไม่กำหนดเงื่อนไข

พิชิต-นัสเซอร์ รอดคุก ศาลให้ประกันคนละ 1 หมื่น-ไม่กำหนดเงื่อนไข

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.13 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ387/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) หรือหัวหน้าการ์ด คปค.และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท.ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 – 2 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 เดือน และเมื่อพิจารณาจากประวัติและสภาพความผิดที่จำเลยทั้งสองได้เคยกระทำในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ตามรายงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากร จึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67)

ต่อมา ทนายความของจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองมีประกันตัวไประหว่างอุธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 10,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ

ดร.เอ้ ยันให้ความสำคัญดันยกระดับอาชีวะไทย ไม่ให้เป็นเพียงทางเลือกที่สอง

ดร.เอ้ ยันให้ความสำคัญดันยกระดับอาชีวะไทย ไม่ให้เป็นเพียงทางเลือกที่สอง

ดร.เอ้ ยันให้ความสำคัญดันยกระดับอาชีวะไทย ไม่ให้เป็นเพียงทางเลือกที่สอง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.05 น.

‘หัวหน้าเอ้’ นำทีมไทยก้าวใหม่เยือน ‘เทคนิคดอนเมือง’ ยันให้ความสำคัญ ดันยกระดับ ‘อาชีวะไทย’ ไม่ให้เป็นเพียงทางเลือกที่สอง เชื่อคือหัวใจของการศึกษา-ใบเบิกทางสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ชูโมเดล ‘KOSEN’ พลิกโฉมสู่สถาบันวิชาชีพชั้นสูง ปั้นยุววิศวกร เงินเดือนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ยันทุกคนมีโอกาสไปได้ไกลเท่าความฝัน 

4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน-นักศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง โดยนายสุชัชวีร์ กล่าวกับนักศึกษาว่า ตนเองเติบโตมาในครอบครัวครู พ่อเป็นครูช่างยนต์ แม่เป็นครูคหกรรม และเกิดในบ้านพักครูของวิทยาลัยเทคนิคระยอง จึงมีความเข้าใจและผูกพันกับอาชีวะมาตั้งแต่เด็ก จึงขอให้กำลังใจนักเรียนอาชีวศึกษา ไม่ว่าศึกษาอยู่แผนกใด ขอให้ตั้งใจเรียน เพราะทุกคนมีโอกาสไปได้ไกลเท่าความฝัน เช่นเดียวกับตนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก จนกลับมาตอบแทนคุณแผ่นดินในทุกวันนี้ ได้เป็น ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมการก่อสร้างใต้ดินคนแรก และเป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

“สิ่งหนึ่งที่พี่เอ้ภาคภูมิใจ คือการนำระบบอาชีวะญี่ปุ่นอย่าง “KOSEN” (โคเซ็น) หรือสถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ที่เปิดรับนักเรียนจบชั้น ม.3 เข้ามาเรียนต่อในหลักสูตร 5 ปี เพื่อปั้นให้เป็น ยุววิศวกร เพื่อให้ผู้เรียนจบออกมาเป็นกำลังหลักช่วยภาคอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้น โดยในสมัยที่พี่เอ้เป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้นำโมเดลนี้มาเปิดในไทยเป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับ KOSEN Maizuru ของญี่ปุ่น และนำไปสู่การก่อตั้ง สถาบัน KOSEN-KMITLแห่งแรกของประเทศไทย และได้สร้าง ยุววิศวกรไทย สไตล์ญี่ปุ่น ที่จบออกมาแล้วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศได้จริง” นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของ KOSEN ไม่ใช่เพียงโรงเรียนอาชีวศึกษา แต่คือสถาบันวิชาชีพขั้นสูงที่ผู้เรียนจบมาได้รับเงินเดือนสูงไม่แพ้ปริญญาตรีเพราะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรือหากต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็สามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับปริญญาเอก  ที่สำคัญตนดีใจมากที่ได้มาพบกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนานกว่า 40 ปี ดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของทุกคนที่มาจากจุดเริ่มต้นการเป็นเด็กช่างด้วยกัน หลายๆ คนเติบโตมาเป็นช่างฝีมือ วิศวกรเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเป็น คนทำงานตัวจริงที่สังคมขาดไม่ได้ และเป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่าระบบอาชีวศึกษาสามารถสร้างบุคลากรคุณภาพระดับประเทศได้จริง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคขั้นสูง เช่น ช่างระบบอัตโนมัติ ช่างอากาศยาน หรือวิศวกรเทคนิค AI และหุ่นยนต์ หากมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลก สามารถสร้างรายได้สูงถึงหลักแสนบาท และในบางสาขาอาจพุ่งแตะระดับ 600,000 บาทต่อเดือน

ต่อมานายสุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในต่างประเทศ เด็กอาชีวะไม่ใช่ ทางเลือกที่สองแต่คือ ทางลัดสู่ตลาดแรงงานคุณภาพสูงที่ได้ฝึกงานจริง มีรายได้เริ่มต้นสูง และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องผลักดันยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจังไม่ปล่อยให้องคาพยพที่สำคัญของชาติถูกมองข้ามไป และเสียโอกาสในการให้อาชีวะสร้างชาติ สร้างงาน และสร้างคนคุณภาพให้กับสังคม 

“ผมขออาสามาผลักดันนโยบายด้านการศึกษาที่ทำได้จริง และทำได้เลยให้กับการศึกษาทั้งสายสามัญ และสายอาชีพให้กับประเทศไทย โดยผู้มีประสบการณ์ที่ผ่านการบริหารด้านการศึกษามาจริง โดยขอโอกาสให้กับพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49 เข้ามาทำงานรับใช้ประชาชน”นายสุชัชวีร์ กล่าว

สว.แนะ 5 ข้อไล่บี้ กกต. เร่งพิสูจน์คลิปเสียงฉาว

สว.แนะ 5 ข้อไล่บี้ กกต. เร่งพิสูจน์คลิปเสียงฉาว

สว.แนะ 5 ข้อไล่บี้ กกต. เร่งพิสูจน์คลิปเสียงฉาว

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

“สว.”แนะ 5 ข้อไล่บี้”กกต.” เร่งพิสูจน์”คลิปเสียงฉาว” อ้างอำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สร้างความเชื่อมั่นการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์

4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมด้วย นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สว.ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “คลิปเสียงกล่าวอ้างเบื้องสูง และกล่าวอ้างอำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง” โดย นายปริญญา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์คลิปเสียงดังกล่าวว่าเป็นเสียงของใคร และมีใครอยู่ในคลิปเสียงนี้บ้างซึ่งสิ่งสำคัญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นคลิปเสียงจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคลิปเสียงด้วยเทคโนโลยีพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ 2.ตรวจสอบคลิปเสียงว่ามีบุคคลใดบ้าง 3.ตรวจสอบแหล่งที่มาของคลิปเสียงว่ามาจากที่ใด และบุคคลใดเป็นผู้ผลิต 4.เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในคลิปเสียงทุกฝ่ายมาให้ข้อมูลอย่างจริงจัง และ 5.ตรวจสอบการโยกย้ายหน่วยงานราชการต่างๆ ในพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง

“ขอฝากไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ต้องเป็นกลางทางการเมือง และต้องทำงานภายใต้กฎหมาย หลักคุณธรรม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของประเทศ เพื่อให้การเลือกตั้งของไทยเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม” นายปริญญา กล่าว

อนุทิน ลั่น วินาทีนี้ ไม่มีใครเหนือผม เข้าใจคนชายแดน เหน็บไม่เคยถามทหารมีไว้ทำไม

อนุทิน ลั่น วินาทีนี้ ไม่มีใครเหนือผม เข้าใจคนชายแดน เหน็บไม่เคยถามทหารมีไว้ทำไม

อนุทิน ลั่น วินาทีนี้ ไม่มีใครเหนือผม เข้าใจคนชายแดน เหน็บไม่เคยถามทหารมีไว้ทำไม

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

‘อนุทิน’ หาเสียงต่อปรางค์กู่ ศรีสะเกษ ลั่น ณ วินาทีนี้ ไม่มีใครเหนือผม เข้าใจหัวใจคนชายแดน โวไม่ได้คุย เหน็บไม่เคยถามทหารมีไว้ทำไม อ้อนขอเป็นรัฐบาล 4 ปี ถ้า 1 ปีทดลองไม่ผ่านไปทันที ขอเลือก ภท. ยกจังหวัดทำงานไม่ขัดแข้งขัดขาเหมือนในอดีต อ้อนฮักคนศรีสะเกษ อย่าตั๋วกัน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 ก.พ.2569 ที่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายวิสุทธิ์ชาติ ปัญญาทรงรุจิ เขต 7 หาเสียง นายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า พ่อแม่พี่น้องรู้จักเฮาก่อ ก่อนประชาชนตอบว่าอนุทิน   จากนั้นนายอนุทิน กล่าวต่อว่า คุ้นหน้าคุ้นตากันดีใช่ไหม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข 20 ปีก่อนเข้าศรีสะเกษครั้งแรกที่อำเภอปรางค์กู่ และมีความผูกพันกับชาวศรีสะเกษมาโดยตลอด จังหวัดศรีสะเกษได้ให้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสขยายให้เป็นพรรคการเมืองที่เพิ่มจำนวนสส. ขึ้นมาได้อีกมากทำให้สามารถเติบโตในเขตอีสานใต้และจนถึงอีสานเหนือ แม้ปัจจุบันศรีสะเกษไม่ได้ทำคลอด คลอดที่บุรีรัมย์ มาเริ่มตั้งไข่ที่สุรินทร์แล้วมาดูดนมที่ศรีสะเกษ มาศรีสะเกษกี่ครั้งที่น้องชาวศรีสะเกษก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ศึกศรีสะเกษแต่ละครั้ง มันหนักขนาดหนักแท้ แต่ไม่ว่าจะหนักขนาดไหน รุกขนาดไหนสุดท้ายพี่น้องศรีสะเกษให้พรรคภูมิใจไทยประกาศชัยชนะทุกที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งสุดท้ายลุ้นแล้วลุ้นอีก ตั้งแต่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)นายพิชิต ไตรสรณกุล ก็กลัวว่าพี่น้องศรีสะเกษไม่ได้รักกันจริง แต่พอถึงเวลาเลือก 2 แสนกว่าคะแนน จะให้ตนบ่ฮัก ได้จะได๋ ตนก็ต้องตอบแทนคนศรีสะเกษ เพราะถึงแม้ว่าศรีสะเกษยังไม่ได้สส. กับพรรคภูมิใจไทยเต็มจังหวัด

“อาจจะมีข้อสงสัยอยู่บ้างว่าไอ้หนุ่มหล่อคนนี่มันเข้ามาตั๋วหรือเปล่า ผมใช้เวลา 5-6 ปีเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องชาวศรีสะเกษได้มีความมั่นใจว่าบ่ตั๋ว ผมก็เลยเอาสาวศรีสะเกษมาเป็นเลขา อีนั่นเป็นได้อีนี่ ก็เป็นได้ อีนี่ยังบ่ได้เป็นสส. เป็นแค่เลขานายกฯก่อน แต่ไอ้นี่เป็นได้แน่นอน เขาทำงานให้กับผมในฐานะลูกศรีสะเกษเป็นเลขานายกฯก็เหมือนเป็นนายกน้อย ทำงานทุกอย่างได้รับความไว้วางใจ มีเวลาสุดสัปดาห์เมื่อไหร่ต้องกลับมาศรีสะเกษก่อน ถ้าเป็นสส.ยกจังหวัดที่ศรีสะเกษจะทำให้พรรคภูมิใจไทยจะทำให้พลังของสส. มีเสียงดังขึ้นมายิ่งกว่าเสียงปืนใหญ่ที่มาถล่มบ้านเราอีก ยังจำเสียงปืนใหญ่ได้ไหม ณ วินาทีนี้คนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลเข้าใจหัวจิต หัวใจพี่น้องประชาชน ไม่ได้คุย ไม่มีใครเหนือผมแน่นอน ผมมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ ผมมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเป็นฝ่ายค้านที่อยู่นอกรัฐบาลก็มาดูแลพี่น้องตั้งแต่บุรีรัมย์ ยันอุบลราชธานี เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดการเผชิญหน้ากันอีกเมื่อไหร่ เราห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เรามั่นใจคือเราไม่เคยเป็นรุกรานเขาก่อน เราทำหน้าที่เพียงแต่ว่าอย่ามายุ่งบ้านของเรา แต่ถ้าเกิดมันเกิดเหตุที่มันจะต้องประเชิญหน้ากัน พี่น้องต้องการคนที่มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องตัดสินใจในเรื่องของการสู้รบการรับมือ ที่เข้าใจหรือต้องมานั่งฝึกงานใหม่ ฉะนั้นถ้าเกิดผมได้อยู่เป็นรัฐบาล ถ้ามีการเผชิญหน้าพี่น้องสบายใจได้ว่าเผชิญหน้าเมื่อไหร่ชนะแน่นอน คำว่าแพ้ไม่มี”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มันก็จะทำให้เกิดการต่อเนื่อง พี่น้องอยากจะทำอะไรก็ทำต่อไปขอให้อย่าให้มีการเผชิญหน้าระบบการดูแลระบบการรับมือกับสถานการณ์ระบบการสร้างความปลอดภัยให้กับพ่อแม่พี่น้องมันได้ถูกจัดวางไว้แล้ว แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ วันนี้ไม่ได้รบมาเดือนกว่าแล้วแต่สิ่งของอาวุธที่เราได้ใช้ไปในการป้องกันประเทศในการป้องกันชายแดนของเรา เติมเต็มกลับมาหมดแล้ว ขอให้พี่น้องมั่นใจว่าประเทศของเราจะปลอดภัย ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวศรีสะเกษจะได้ทำงานเป็นทีมใหญ่พี่น้องชาวศรีสะเกษเลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัด  ตนกลัวว่าพี่น้องชาวศรีสะเกษยังรู้สึกว่าไล่หนู ตีงูเห่า ไล่หนูไปไหน ไอ้กวางยังอยู่นี่และไอ้หนูไปไหนส้มเกลี้ยงยังอยู่นี่ และไอ้หนูไปไหน ไอ้แนนยังอยู่นี่ ไอ้โต้งยังอยู่นี่และที่สำคัญต้อย ยังอยู่ ขอเถอะศรีสะเกษนานๆขอกาเบอร์ 37 และถ้าทำไม่ได้ตนให้พี่น้องพิพากษาตน  3 เดือนที่ผ่านมากับพี่น้องเห็นแล้วทำได้ขนาดนี้ ขออีก 4 ปีเท่านั้นแล้วหมด 1 ปีจะให้พี่น้องมาดูว่าผ่านทดลองงานหรือเปล่า ถ้าพี่น้องบอกไม่ผ่าน ตนก็ไป ตนไม่อยู่หรอก อยู่แล้วไม่ได้รับความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยเป็นพรรคที่คนที่เราสู้รบอยู่ไม่อยากให้เป็นรัฐบาล พี่น้องจะให้พรรคที่เขาอยากให้เป็นรัฐบาลหรือ เขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลมาดูแลประเทศให้พี่น้องวันนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยถามว่าทหารมีไว้ทำไม พรรคภูมิใจไทย มีแต่บอกว่าเชื่อมั่นในฝีมือทหารสนับสนุนทหารเต็มที่ เพราะทหารไทยจะนำชัยชนะกลับมาให้กับประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่น  ดังนั้นพี่น้องคิดเอาก็แล้วกัน นโยบายอื่นๆตรงนี้ปล่อยเป็นหน้าที่พวกตน พี่น้องไม่ต้องกังวล ตนต้องเข้าไปทำอยู่แล้ว เพราะมันปรากฏในนโยบายที่เราต้องปฏิบัติในช่วงที่เราดำเนินการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่พี่น้องช่วยตัดสินใจให้กับพวกตน คือ คนที่จะมาเป็นคนบริหารประเทศ ตนมั่นใจว่าพวกตนทำได้หมด ศรีสะเกษตนไม่ค่อยหวงมาบ่อยและมีคนใกล้ชิดคอยดูแลอีกชั้นหนึ่งอยู่แล้ว ขอให้พี่น้องได้มั่นใจและมอบความไว้วางใจให้กับพวกเรา เลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดจะได้ไม่มีการขัดแข้งขัดขากันเหมือนเมื่อก่อน จะได้ช่วยกันทำงานเพื่อศรีสะเกษ เพื่ออีสานใต้และเพื่อประเทศไทย 

‘เจษฎ์’ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

'เจษฎ์'ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

‘เจษฎ์’ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘เจษฎ์’ซัดพรรคประชาชนสร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย ชี้จุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

นายเจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายเจษฎ์ กล่าวว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม ถ้าใครสักคนลุกขึ้นมาบอกจะล้มเจ้า เราก็จะยอมบอกว่าเราจะโหนเจ้า แต่เราไม่ใช่ครับ เราต้องการบอกให้พี่น้องประชาชนรับรู้ว่าในบ้านนี้เมืองนี้มีอะไร นี่คือหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมือง และหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนครับ”
นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่า แกนนำของพรรคประชาชนต้องการจะสื่อสารอะไร ควรจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจน หากมีอุดมการณ์แบบไหนก็ควรบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมือง และของประชาชนคนไทยทุกคน คือทำให้ประชาชนรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง 

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

'ป.ป.ช.'ชี้มูล'ชัยทิพย์' ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.36 น.

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีตสส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกกล่าวหาลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในห้องทำงาน สส. (อาคารรัฐสภา)อันเป็นความผิดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง

สำหรับจากการไต่สวนพยาน 2 ราย ในกรณีนี้พบว่าบ่ายวันที่ 11 ม.ค. 2566 พยานเดินกลับมาที่ห้องทำงาน (ห้อง5083 ชั้นห้า อาคารรัฐสภา)เเละเปิดประตูเจอนายขัยทิพย์กับพวกรวมสี่คนนั่งล้อมวงในโต๊ะสี่เหลี่ยมในมือมีไพ่ถืออยู่เเละมีชิปวางบนโต๊ะ และเป็นช่วงเวลราชการ

รายงานข่าว เเจ้งว่า พยานที่มาให้การนั้น ไม่ปรากฏว่าพยานโกรธเคืองกับนายชัยทิพย์มาก่อนเเละยังให้การสอดรับภาพเคลื่อนไหวจากคลิปวิดิทัศน์ ส่วนพยานอีกคนหนึ่งให้การทำนองเดียวกันว่าเคยเจอนายชัยทิพย์กับพวกเล่นไพ่ในห้องนี้ สนับสนุนคำให้การของพยานรายเเรกมีน้ำหนักขึ้น เจือสมกับที่นายชัยทิพย์ให้การเป็นเอกสารว่า วันเวลาในที่เกิดเหตุ ตนได้เล่นไพ่สามกองจริง 

โดยสรุปข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 ม.ค.2566 เวลา 13.35 – 16.00 น.นายชัยทิพย์กับพวกร่วมกันเล่นไพ่ในสถานที่ข้างต้น โดยไพ่สามกองใข้ชิปสำหรับการเล่นพนันเเละเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีลิ้นชักเป็นอุปกรณ์เล่นพนันโดยเฉพาะ โดยปกติชิปใข้เเพร่หลายเเละยอมรับในสากลว่าชิปเป็นสิ่งใช้เเทนเงิน ทรัพย์สิน ตามบ่อนพนัน คาสิโน พฤติการณ์ที่เตรียมโต๊ะเเละชิปเข้าใจได้ว่ามีการใช้ชิปกำหนดมูลค่าเงิน ทรัพย์สินกัน น่าเชื่อว่าการเล่นไพ่ดังกล่าวเป็นการพนันเอาทรัพย์สินกัน เเละตามพ.ร.บ.พนัน มาตรา5 ระบุว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงิน ทรัพย์สินเเก่กัน สันนิษฐานว่าผู้นั้นพนันเอาเงิน ทรัพย์สิน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.35 น.

อนุทิน’เดินสาย ศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือก‘ภูมิใจไทย’ ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน แต่เลือกพรรคอื่นเปิดด่าน-คืนดินแดน  ลั่นประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ขอเชื่อมือให้เป็นนายกฯ ปกป้องกันดินแดนจากเขมร

4 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดศรีสะเกษตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น โดยลงพื้นที่ช่วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัคร สส.เขต 1 และนายศุภกิจ สีหาภาค ผู้สมัคร สส.เขต 2 หาเสียง โดยศรีสะเกษมีผู้สมัคร สส.ทั้งหมด 9 เขต ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ เขต 1 นายศุภกิจ เขต 2 นายธนา กิจไพบูลย์ชัย เขต 3 นายชิตพล ไตรสรณกุล เขต 4 น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล เขต 5 นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ เขต 6 นายวิสุทธิ์ชาติ ปัญญาทรงรุจิ เขต 7 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เขต 8 และนายวิทวัส ไตรสรณกุล เขต 9

นายอนุทิน ปราศรัยว่า ถ้าคนที่มาฟังการปราศรัยแล้วกลับไปกาผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ก็ไม่ต้องหาเสียงแล้ว เตรียมตัวเข้าสภาฯได้เลย เพราะมากันเยอะมาก นายสิริพงศ์ ทำงานรับใช้ และทำชื่อเสียงให้กับชาวศรีสะเกษอย่างมากมาย ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทย เราเริ่มจากจ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์และตามด้วยจ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ตนเป็น รมว.สาธารณสุข มหาดไทย และนายกฯ คนที่เป็นเลขาฯตนและไว้ใจที่สุดคือน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ เราไม่ได้ห่างไกลกันมีความใกล้ชิดกันมาก วันนี้มาขอพี่น้อง ตอนที่เรามีสงคราม ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่เราเป็นห่วงมากที่สุด ตนมาดูการอพยพดูความยากลำบาก ดูวิธีการดูแลประชาชน ได้เห็นวิธีจัดการหากมีปัญหากับกัมพูชา พอเป็นนายกฯแปปเดียว สิ่งที่เราศูนย์เสียไปกลับมาหมด

“สิ่งที่ได้เป็นฉันทานุมัติจากคนไทยทั้งประเทศ คือห้ามเปิดด่าน ถือเป็นคำสั่งที่ประชาชนให้กับตน ดังนั้นเรื่องเปิดด่านเลิกคิดได้เลย และตั้งแต่ปิดด่านมา ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง มะม่วง และอ้อย ราคาขึ้นแล้วจะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก การไม่เปิดด่านทำให้ความรักคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน เคยไปถามหลายพื้นที่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าเปิดด่านจะปรบมือให้ ถ้าเปิดด่านจะตบตีนให้ มันถือเป็นความชัดเจนขออย่ากังวล” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเรามีความรู้สึกร่วมกัน ตนมาอยู่ตรงนี้ตลอด ความรู้สึกแค้น ทำไมคนของเราถูกรังแกอยู่ในหัวใจของตน ดังนั้นในวันที่ 8 ก.พ. พ่อแม่พี่น้องคิดได้หรือยังจะให้ใครเข้าไปเป็นนายกฯ เบอร์ 37 ใช่หรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เพราะไม่ได้อะไรไปแน่นอน ถ้าเป็นพรรคอื่นอาจเปิดด่าน คืนดินแดน เจรจาอะไรมากมาย ชัดเจนแค่นี้ ตนไม่ต้องไปพูดนโยบายเรื่องอื่นๆเช่นคนละครึ่งพลัส หน้าที่คนอื่น หน้าที่ตนมาบอกแค่ว่าอยากให้เป็นอย่างนี้อยู่ ไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ยังไม่ต้องการให้เปิดด่านให้อนุทินเป็นนายกฯใช่หรือไม่ ขอให้เลือกเบอร์ 37 อนุทิน และเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไปทำงานด้วย พี่น้องจะได้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำงานให้

“เรื่องชายแดนขอให้มั่นใจวันนี้ปลอดภัยแล้วไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายอีก ถ้าเชื่อมือพรรคภูมิใจไทย เชื่อมือผมให้เป็นนายกฯ ในการป้องกันดินแดนจากกัมพูชาก็ขอให้เลือกอนุทินไปเป็นนายกฯอีกครั้ง ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร หากตัดสินใจผิดแค่หนึ่งวินาทีอนาคตประเทศเปลี่ยน ภูมิใจไทยเข้ามา 2 เดือนกว่า ตัดสินใจถูก อธิปไตยอยู่ครบ ได้กลับบ้านตรงเวลา การเยียวยาตรงทั้งหมด เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยหมดความเสี่ยง”นายอนุทิน กล่าว. 

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนกำลังตัดสินว่าพรรคการเมืองใดจะได้อำนาจบริหารประเทศจริง ๆ ไม่ใช่แค่เลือกตัวแทนเข้าสภา แต่คือการเลือกว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล คุมฝ่ายบริหาร และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศในระยะต่อไป

อำนาจแบบนี้เป็นอำนาจที่ใช้กำหนดงบประมาณ กำหนดกฎหมาย และกำหนดทิศทางประเทศในสถานการณ์สำคัญ การหย่อนบัตรเลือกตั้งจึงเป็นการตัดสินใจที่มีผลจริง และไม่ใช่พื้นที่ให้ลองผิดลองถูก

ในวันเดียวกันนั้น ประชาชนยังต้องตัดสินใจอีกเรื่องที่มีผลยาวไกลไม่แพ้กัน คือการลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้หมายถึงการเปิดทางให้กติกาหลักของประเทศถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งชุด

สองการตัดสินใจนี้ให้ผลต่างกันอย่างมาก แต่กลับถูกจัดให้อยู่ในวันเดียวกัน ถูกพูดในบรรยากาศเดียวกัน และถูกชวนให้คิดไปพร้อมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลของมันไม่เท่ากันเลย

การได้อำนาจบริหารประเทศอย่างเดียวก็เป็นภาระหนักอยู่แล้ว แต่หากอำนาจนั้นเดินมาพร้อมไฟเขียวให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่การคุมรัฐบาล แต่คืออำนาจกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว

ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคการเมืองที่มีแนวคิดต้องการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐย่อมได้เปรียบ หากสามารถครองอำนาจได้ทั้งจากการเลือกตั้งและจากประชามติไปพร้อมกัน และพรรคที่เดินเกมลักษณะนี้ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”

การสื่อสารของพรรคส้มไม่แยกให้เห็นชัดว่า การเลือกผู้สมัครเพื่อเข้าไปบริหารประเทศกับการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนละเรื่อง แต่ผูกทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันภายใต้คำว่า “เปลี่ยน” และ “เริ่มใหม่” ทำให้การตัดสินใจทั้งสองเรื่องไหลไปในอารมณ์เดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยน แต่อยู่ที่การพูดถึงการเปลี่ยนโดยไม่ต้องรับภาระคำอธิบาย เปลี่ยนไปสู่อะไร เปลี่ยนโครงสร้างแบบไหน และใครเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย คำว่าเปลี่ยนจึงถูกใช้เหมือนคำตอบสำเร็จ ทั้งที่ยังไม่มีภาพปลายทางให้จับต้องได้

เมื่อไม่มีรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนตัดสินใจล่วงหน้า สิ่งที่ถูกขอจึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือความไว้วางใจเต็มรูปแบบ และเป็นความไว้วางใจที่ผูกเข้ากับอำนาจบริหารประเทศโดยตรง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับปี 2560 ไม่ใช่กติกาที่แก้ไม่ได้ และในความเป็นจริงก็เคยมีการแก้ไขมาแล้ว ประเทศไม่ได้หยุดเดิน และไม่ได้เกิดภาวะสูญญากาศอย่างที่บางฝ่ายพยายามทำให้เห็น

คำถามที่ยังค้างอยู่คือ หากยังสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ เหตุใดต้องรื้อทั้งฉบับ และหากจะรื้อจริง เหตุใดประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดว่ากติกาใหม่จะพาไปทางไหน

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือค่าใช้จ่าย หากประชามติเห็นชอบ เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงประชามติเพิ่มอีก สองครั้ง รวมกับครั้งนี้เป็น สามครั้งตลอดกระบวนการ เงินระดับหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขเล็ก และเป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีของประชาชนโดยตรง

ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังสูง รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม และงบประมาณรัฐยังมีภาระรออยู่จำนวนมาก การตัดสินใจเปิดทางให้กระบวนการที่ใช้เงินสูงเดินต่อ โดยยังไม่รู้ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามให้หนักขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเงินคือความไม่แน่นอนของเนื้อหา ไม่มีหลักประกันที่จับต้องได้ว่าโครงสร้างสำคัญของประเทศจะไม่ถูกนำมาจัดใหม่ และไม่มีคำตอบที่ชัดว่าหากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินไปไกลกว่าที่สังคมรับได้ จะถอยกลับกันอย่างไร

เมื่อพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของพรรคส้มที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมแทบทุกด้าน รัฐธรรมนูญใหม่จึงถูกมองเป็นช่องทางจัดระเบียบอำนาจใหม่ทั้งระบบ ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่จะถืออำนาจกำหนดเนื้อหาเหล่านั้น

หากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเช่นนี้ได้อำนาจบริหารประเทศจากการเลือกตั้ง และได้ความชอบธรรมจากประชามติไปพร้อมกัน การเคลื่อนไหวในสภา การตัดสินใจของรัฐบาล และทิศทางของรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมเดินไปในแนวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ภาพที่ควรถูกพิจารณาคือสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งในแง่การบริหารและการจัดทำกติกาหลัก เมื่ออำนาจบริหาร เสียงในสภา และความชอบธรรมจากประชามติเดินไปพร้อมกัน พื้นที่ให้คัดง้าง ทบทวน หรือชะลอ ย่อมแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะหน้าตาอย่างไร แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้เขียน ใครเป็นผู้กำหนดเนื้อหา และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกติกาชุดใหม่ การเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่แล้วเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และผลลัพธ์มักผูกอยู่กับผู้ถืออำนาจมากกว่าภาพรวมของประเทศ

พรรคส้มวาดภาพอนาคตด้วยถ้อยคำที่ฟังดูสวยงาม เต็มไปด้วยความหวัง และชวนให้เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อไม่มีรายละเอียด เลี่ยงคำถามยาก และไม่พูดถึงผลที่จะตามมา ความหวังนั้นอาจกลายเป็นต้นทุนของความปั่นป่วนในระยะยาว

การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตัดสินใจว่าจะยอมให้พรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล พร้อมกับถือเสียงในสภาเพื่อกำหนดทิศทางประเทศในทุกมิติหรือไม่ ไม่ใช่แค่การคุมฝ่ายบริหาร แต่หมายถึงการคุมเกมการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบาย งบประมาณ กฎหมาย ไปจนถึงการชี้นำการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดที่ชัดเจน

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่าอะไรในอนาคต แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่วินาทีที่บัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงไป อำนาจบริหาร เสียงข้างมากในสภา และทิศทางของกติกาหลักของประเทศ จะถูกรวมอยู่ในมือกลุ่มเดียวทันที

และเมื่ออำนาจถูกรวมในระดับนี้ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเปลี่ยนตามคำโฆษณา แต่คือการบังคับให้ทั้งประเทศต้องเดินตามแนวคิดของผู้ถืออำนาจ โดยแทบไม่มีช่องให้คัดง้าง แก้ไข หรือหยุดได้อีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์