วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“วิทยา”เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด ชู รทสช.”โรบินฮู้ดของคนจน” เลิกอุ้มนายทุน รื้อโครงสร้างพลังงาน หั่นค่าไฟ-น้ำมัน

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” โดยกล่าวถึงเส้นทางการเมืองและการตัดสินใจร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า หลังทราบข่าวว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เตรียมก่อตั้งพรรคเมื่อราว 3 ปีก่อน ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเข้าไปสอบถามความชัดเจน และตัดสินใจร่วมเดินทางทางการเมืองนับแต่นั้น

นายวิทยา ระบุว่า แม้ตนจะเป็น สส. ภาคใต้มาถึง 9 สมัย แต่ได้รับมอบหมายภารกิจที่ยากที่สุดคือการดูแลพื้นที่ภาคอีสาน โดยอาศัยประสบการณ์การปราศรัยในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ยึดหลักยุติความขัดแย้ง ยืนหยัดในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำการเมืองด้วยความซื่อสัตย์

นายวิทยา กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยระบุว่า ได้เริ่มต้นจากการเข้าพบประธานกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี เพื่อเปิดใจพูดคุย แม้ตนจะเคยเป็นแกนนำ กปปส. และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในอดีต โดยใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 2 ชั่วโมง จนกลุ่มเสื้อแดงดังกล่าวตัดสินใจร่วมทำงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และสนับสนุนแนวทางของนายพีระพันธุ์

นายวิทยา ระบุว่า ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานคลี่คลายลง เห็นได้จากการที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่และได้รับการต้อนรับจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างอบอุ่น

อย่างไรก็ตาม นายวิทยาได้ตั้งข้อสังเกตถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่พยายามผูกขาดความรักชาติผ่านยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง โดยย้ำว่าความรักชาติเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง พร้อมชี้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้เข้าร่วมรัฐบาล และนายพีระพันธุ์เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าไม่เคยปรับขึ้น

สำหรับนโยบายพลังงานในอนาคต  นายวิทยา ระบุว่า ตั้งเป้าผลักดันโซลาร์เสรี ให้ประชาชนสามารถผลิตไฟใช้เองได้ ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย ควบคู่กับนโยบายลดราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลให้เหลือลิตรละ 25 บาท โดยย้ำว่า การลดราคาพลังงานจะไม่ใช่การนำภาษีประชาชนมาอุดหนุน แต่เป็นการดึงผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุนพลังงานกลับคืนสู่ประชาชน พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นการทำหน้าที่ “โรบินฮู้ดของคนจน” เพื่อลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

“คุณหญิงกัลยา” ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ ชูนโยบาย “การศึกษาไม่มีเพดาน” เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ดันสถานศึกษาสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียน พร้อมแสดงความเสียใจเหตุครูเชียงใหม่เสียชีวิตจากภาระงานธุรการ ย้ำต้องปฏิรูปการศึกษา ปลดงานธุรการออกจากครูทั้งหมด


4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.30 น. ที่หนองจอก กทม. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หนองจอก ช่วย น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 17 (หนองจอก ยกเว้นแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี แขวงลำต้อยติ่ง และคลองสามวาเฉพาะแขวงสามวาตะวันออก แขวงทรายกองดินใต้) หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

โดยจุดแรกคุณหญิงกัลยา พร้อมด้วย น.ส.ณัฐิดา เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด 100 ปี หนองจอก ซึ่งเป็นตลาดของชุมชนชาวไทย 3 ศาสนา พุทธ คริสต์ และอิสลาม บรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าหลายรายทักทายจำได้ พร้อมแซวว่า “ตัวจริงทั้งสวยและน่ารัก” หลายคนให้กำลังใจและขอถ่ายรูป

ต่อมาเวลา 08.00 น. คุณหญิงกัลยา และคณะ หารือกับคณาจารย์จากโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้บ้านสวน และโรงเรียนอนุบาลบ้านสวนหมาก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งพัฒนาเด็กรอบด้าน เน้นการสร้างสมาธิ ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ในบรรยากาศร่มรื่น พร้อมรับชมกิจกรรมการอ่านอัลกุรอาน

คุณหญิงกัลยา กล่าวขอบคุณครูที่ทุ่มเทดูแลนักเรียน พร้อมย้ำว่าโรงเรียนก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชน และเด็กควรได้มาเรียนอย่างสนุกและมีความสุข โดยเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตนเองมาจากบ้านนอก อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เริ่มต้นจากการเรียนที่ศาลาวัด ไม่มีอุปกรณ์หรือสภาพแวดล้อมพร้อมเหมือนปัจจุบัน กระทั่งเรียนจบถึงปริญญาเอกจึงยิ่งเห็นชัดว่า “การศึกษาช่วยเปลี่ยนชีวิตคนได้” เด็กทุกคนจึงควรได้เรียนฟรี เพื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องแบกรับภาระทางการเงิน

คุณหญิงกัลยา ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ และต้องการส่งเสริมให้เด็กเรียนได้สูงที่สุดเท่าที่จะเรียนไหว ไม่ว่าจะฝันอยากเป็นอะไรต้องมีโอกาสไปให้ถึง เพราะการศึกษาคือคำตอบของชีวิต ทั้งเรื่องงาน รายได้ และคุณภาพชีวิต หากมีการศึกษาจะมีงานดี เงินดี เศรษฐกิจก็จะดีตาม และช่วยให้คนไทยแข่งขันกับโลกได้

ภายหลังลงพื้นที่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบาย “การศึกษาไม่มีเพดาน” โดยจะสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบสูงสุดเท่าที่จะเรียนไหว พร้อมย้ำว่า “การศึกษาไม่ควรเป็นภาระให้ผู้ปกครองอีกต่อไป” อย่างไรก็ตาม การเรียนฟรีต้องมาพร้อมคุณภาพ พรรคไทยก้าวใหม่จึงเสนอให้พัฒนาการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เรียนชีวิต เรียนอาชีพ ควบคู่การเรียนในห้อง พร้อมผลักดันให้ทุกสถาบันสร้างนิเวศแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนสนุก ลงมือทำระหว่างเรียน และสามารถมีรายได้ เมื่อจบแล้วทำงานได้เลี้ยงชีพได้ โดยครูเองก็ต้องได้รับการดูแลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีศักดิ์ศรี

คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า “การศึกษาคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ การศึกษาคือเศรษฐกิจ การศึกษาคือยาแก้จน การศึกษาคือปากท้อง”

คุณหญิงกัลยา ได้แสดงความเสียใจต่อกรณีครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตจากภาระงานธุรการ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่คือการ “ปลดล็อก” ให้ครูกลับไปทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานอื่น โดยเฉพาะงานธุรการด้านการเงิน เพื่อให้ครูสอนอย่างมีศักดิ์ศรี

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า หากพรรคไทยก้าวใหม่ได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันมาตรการแก้ปัญหาภาระงานครู ได้แก่ 1) เอางานธุรการออกจากครูทั้งหมด ยกเลิกการให้ครูทำบัญชี จัดซื้อจัดจ้าง หรือเอกสารธุรการที่ซ้ำซ้อน 2) เลิกงบประมาณรายหัว เปลี่ยนเป็นจัดสรรงบตามความจำเป็นจริง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้มีเงินจ้างเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน และ 3) เลิกวิทยฐานะที่ไร้ประโยชน์ เปลี่ยนการประเมินจาก “เล่มรายงาน” เป็นการวัดผลที่ “ตัวผู้เรียน” พร้อมเสนอการนำระบบ AI และบัญชีออนไลน์มาช่วยจัดการงานเอกสารและงบประมาณ ลดขั้นตอนที่มนุษย์ต้องทำ เพื่อไม่ให้สูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพไปอีก

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น 'ส้มสีเลือด' ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.14 น.

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหารแต่ห่วง ‘ส้ม-แดง’ จับมือกันกลายเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย กระทบสถาบันหลักของชาติ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยประชาชนในพื้นที่ตลาดกิมหยง ต่างให้การต้อนรับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนส่วนใหญ่ เข้ามาทักทาย เพราะจำ “พี่โอ๋ ชัยวุฒิ” ได้ สมัยรัฐบาล “ลุงตู่” และนายเจษฎ์ รวมถึงทีมพรรครักชาติ หล่อทุกคน ชื่นชมที่แม้จะเป็นพรรคเล็ก  แต่มีความตั้งใจจริง 

นายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้นำทีมพรรครักชาติลงพื้นที่หาเสียงที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้รับการต้อนรับจากชาวหาดใหญ่เป็นอย่างดี พร้อมขอบคุณประชาชนที่ยังจำได้ว่าเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชื่นชมที่ตนยังยืนหยัดในหลักการ ยังอยู่ขั้วเดิมไม่เปลี่ยนฝ่าย รวมทั้ง แนวทางของพรรครักชาติชัดเจนคือสนับสนุนการ “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แก้ไข” รัฐธรรมนูญปราบโกงของ “ลุงตู่” ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคลิปเสียง ที่พูดในลักษณะว่า “ถ้าเลือกส้มแล้วจะมีการปฏิวัติ” นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่พูดคุยกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กลัวการปฏิวัติ และไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะตอนนี้กำลัง ทหารเขาไปทำหน้าที่ โดยเฉพาะไปปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีปัญหากันอยู่

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลมากกว่า คือกลัวส้มกับแดงจะมารวมกัน “ส้มสีเลือด ”หลังเลือกตั้ง เพราะมองว่าแนวคิดใกล้เคียงกัน และอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งช่วงที่พรรคส้ม เป็นฝ่ายค้านในขณะที่พรรคแดง เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งต้นตอความขัดแย้งมาจากกรณีที่ “นายกอุ๊งอิ๊ง” โทรศัพท์หา “ฮุน เซน” จนทำให้เกิดเหตุขัดแย้งและมีความสูญเสีย ซึ่งฝ่ายค้านไม่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้เลย แถมยังออกหน้าช่วยเหลือตอนที่ “นายกอุ๊งอิ๊ง” ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า เชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งจะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง “ส้ม” และ “แดง”  ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวาย และความไม่ไว้วางใจต่อการรวมขั้วดังกล่าวอาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เลือกตั้งเสร็จไม่มีปฏิวัติรัฐประหารหรอกครับ มีแต่ส้มสีเลือด ส้มกับแดงผสมกันเป็นรัฐบาล เพราะเป็นพวกพ้องเดียวกัน กลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน ไม่ได้แก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นหรอก มีแต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นแน่นอน และนี่แหละครับที่ทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจ มันจะกระทบกับสถาบันหลักของชาติ” นายชัยวุฒิ  กล่าว

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.17 น.

“ชัชวาลล์”เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู”พีระพันธุ์”คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ ยันเดินหน้า”รื้อทุนผูกขาด-ลดค่าครองชีพ”ดับเครื่องชนปัญหายาเสพติด

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดปราศรัยใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค นายวิทยา แก้วภราดัย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ผู้บริหารพรรค  ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายชัชวาลล์ กล่าวเปิดเวทีปราศรัยถึงเหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า เป็นเพราะเห็นความตั้งใจจริงและความตรงไปตรงมาของ นายพีระพันธุ์ ซึ่งไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนตน และยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านพลังงานที่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

นายชัชวาลล์ ระบุว่า ผลงานด้านการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ผ่านมาเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าสามารถทำได้จริง ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อ แม้การดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และนำมาซึ่งการโจมตีในหลากหลายรูปแบบ แต่ตนไม่รู้สึกหวั่นไหว เนื่องจากผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้มาตลอดชีวิต และพร้อมยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อปกป้องประชาชนที่ถูกเอาเปรียบ

“สิ่งที่หัวหน้าพรรคทำไปกระทบกับกลุ่มนายทุนที่เสียผลประโยชน์ ผมจึงตัดสินใจมายืนสู้ร่วมกับท่าน เพราะเห็นว่าคนไทยถูกเอาเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การศึกษา และยาเสพติด หากสามารถลดค่าพลังงานลงได้ เศรษฐกิจในครอบครัวจะดีขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชน” นายชัชวาลล์กล่าว

นายชัชวาลล์ ยังกล่าวถึงการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดว่า โดยระบุว่า เริ่มต้นต่อสู้กับปัญหานี้ตั้งแต่อายุ 19 ปี ในพื้นที่รับผิดชอบกว่า 3,000 – 4,000 หลังคาเรือน ซึ่งสามารถดูแลให้ชุมชนปลอดจากปัญหายาเสพติดและการลักขโมย ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มีความไว้วางใจ และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นายชัชวาลล์ ยังระบุว่า ตนให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนหลายล้านบาทเพื่อจัดตั้งตลาดให้ประชาชนเข้ามาค้าขายโดยไม่คิดค่าเช่า หรือเก็บเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและมีรายได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ  นายชัชวาลล์ ยืนยันว่า เป็นไปเพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก พร้อมเดินหน้ารื้อโครงสร้างพลังงาน ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบและสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.03 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ พันเอก รัฐเขต แจ้งจำรัส (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ผู้ถูกร้อง) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOA (Memorandum of Agreement) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 มาตรา 144 มาตรา 164 และมาตรา 185 เป็นการประพฤติมิชอบและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกร้อง ข้อกล่าวอ้างเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนเกี่ยวกับป้ญหาของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

ส่วนที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้พ้นสมาชิกภาพ สส.ศาลเห็นว่า เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องของผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรค 3 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ศาลมีมติเป็นเอกสารมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘อภิสิทธิ์’แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

'อภิสิทธิ์'แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

‘อภิสิทธิ์’แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.44 น.

‘อภิสิทธิ์’ แจงปมงบนโยบาย ปชป. สูงเกินจริง ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม-ไม่กระทบการคลัง พร้อมจี้ กกต. เข้มงวดพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ที่เขตคลองเตย กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ว่างบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีวงเงินค่อนข้างสูง โดยระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏเป็นการสื่อสารตามระเบียบของ กกต. ซึ่งต้องมองในมิติของระยะเวลาและโครงสร้างงบประมาณเดิมประกอบด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า งบประมาณที่ทางพรรคเสนอต่อ กกต. นั้น เป็นตัวเลขงบประมาณผูกพันในระยะเวลา 4 ปี ไม่ใช่การเบิกจ่ายในปีเดียว และที่สำคัญคือต้องพิจารณาว่าในหลายนโยบายเป็นการนำ “งบประมาณเดิม” ที่รัฐบาลจ่ายอยู่แล้วมารวมคำนวณด้วย นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการวิเคราะห์เรื่องนโยบายค่าไฟฟ้า โดยยืนยันว่านโยบายของพรรคในส่วนนี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการปรับโครงสร้างราคาและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและวินัยการคลัง

“อยากจะชี้แจงเพิ่มเติมว่างบที่เราส่ง กกต. ผมยกตัวอย่างเช่น กรณีเบี้ยยังชีพ เราจะต้องส่งงบเนี่ยทั้งโครงการ ทีนี้ปัจจุบัน จ่ายอยู่นะครับ 600 700 800   เราส่งไปว่า 1,000  จริงๆ ก็คือเรารวมที่จ่ายอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่อาจจะเกิดความเข้าใจกัน เพราะว่าทุกโครงการจะเป็นอย่างนี้ กับที่ TDRI ตั้งข้อสังเกตนั้นเราก็สงสัยนิดหน่อย เพราะว่าในกรณีของเรื่องค่าไฟ เราไม่ได้ใช้งบเลย คือยืนยันว่าเราได้ดูหมดแล้ว ว่าแต่ละปีงบที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูไปถึงเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างที่ยังมีอยู่ ที่สามารถที่จะกู้เงินกรณีการขาดดุลได้ เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ยังกล่าวถึงภาพรวมการวิจารณ์ของ TDRI ว่าเป็นการวิจารณ์ทุกพรรคบนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคใหญ่อื่น ๆ เช่น พรรคประชาชน จะพบว่าตัวเลขงบประมาณไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และในบางนโยบายพรรคประชาชนอาจมียอดงบประมาณสูงกว่าด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำในการให้ข้อมูลของแต่ละพรรคการเมืองนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีหลายพรรคที่นำเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่กลับไม่เขียนระบุงบประมาณ ในเอกสารที่ส่งให้ กกต.

เมื่อถามว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนที่กำลังดูเรื่องนโยบายของแต่ละพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริง TDRI  วิจารณ์ทุกพรรค เพราะว่าทุกพรรคก็มีตัวเลขไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างกรณีพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ต่างกัน จริงๆ พรรคประชาชนจะเยอะกว่า ในส่วนของพรรคอื่นๆ ความจริงที่น่าสงสัยก็คือหลายพรรคเขียนโครงการแต่ไม่เขียนงบประมาณ ซึ่งตรงนี้อยากให้ กกต. ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้

จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.09 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ387/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) หรือหัวหน้าการ์ด คปค.และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท.ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 – 2 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการชุมนุมและจำเลยทั้งสองเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะ จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย แต่ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งวางเต็นท์เพิงพักลงบนพื้นผิวการจราจร 2 ช่องทาง บนถ.พิษณุโลก และผู้ชุมนุมนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถทั้งหมดอีก 2 ช่องทางที่เหลือ และนำกรวยมาวางกีดกั้นบนทางสาธารณะเป็นเหตุให้ผู้ใช้ทางขับรถเฉี่ยวชนรถยนต์โดยสารดังกล่าว เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมายมีหนังสือแจ้งประกาศของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะให้แก้ไขการชุมนุมสาธารณะ 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองกับพวกเพิกเฉย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15 (4), 31

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผกก.สน.นางเลิ้ง ระหว่างการชุมนุมกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งวางเต็นท์เพิงพักลงบนพื้นผิวการจราจร 2 ช่องทาง บน ถ.พิษณุโลก และในเวลากลางคืนกลุ่มผู้ชุมนุมนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถดังกล่าวอีก 2 ช่องทางที่เหลือ และนำกรวยมาวางกีดกั้นบนทางสาธารณะ และมีรถขับมาชนกับรถโดยสารที่กลุ่มผู้ชุมนุมจอดปิดกั้น เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะมีหนังสือแจ้งประกาศให้แก้ไขการชุมนุมสาธารณะรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองไม่แก้ไข

ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะภายใน 7 วัน ผู้ชุมนุมจึงเคลื่อนย้ายออกจากที่ชุมนุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองเบิกความรับกันว่าผู้ชุมนุมตั้งเต็นท์ ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ติดตั้งโซล่าเซลล์ ทำป้ายรถเมล์ชั่วคราว จอดรถในช่องเดินรถที่ 3 และที่ 4 เล่นดนตรี จอดรถส่งอาหารบริเวณประตูเข้า-ออกมหาวิทยาลัย ตั้งเวทีปราศรัย โดยโจทก์มีประชาชนบริเวณดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานถึงผลกระทบของการชุมนุม

จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ทำนองว่า การจัดการชุมนุมสาธารณะโดยใช้พื้นที่ตามฟ้องเป็นเหตุสมควรแล้ว และไม่สามารถจัดการชุมนุมบริเวณอื่น เห็นว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งจากเจ้าพนักงานให้แก้ไขการชุมนุมแล้ว แต่ไม่แก้ไข และแม้ประชาชนยังสามารถสัญจรไปมาบนท้องถนนในเวลากลางวันและกลางคืนตรงพื้นที่การชุมนุมได้บ้าง แต่พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่า การชุมนุมของผู้ชุมนุมทำให้การจราจรติดขัดสะสม ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน พยานโจทก์ปากผู้ชุมนุมยังเบิกความตรงกันว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ขับชนรถซึ่งผู้ชุมนุมนำมาจอดขวางถนน และอาจารย์มหาวิทยาลัย พยานโจทก์เบิกความว่าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ถนนถูกปิด นักศึกษาต้องเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้เข้าเรียนสายและในบางรายไม่สามารถเข้าเรียนได้ โดยมีนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบกว่า 700 คน ลงลายมือชื่อไว้ในสำเนารายชื่อนักศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน และการที่ผู้ชุมนุมย้ายป้ายรถเมล์ชั่วคราวไปตั้งอยู่ใกล้ทางโค้งเป็นจุดอันตราย อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ผู้ชุมนุมยังนำรถมาจอดรถขวางประตูทางเข้า-ออกมหาวิทยาลัยเพื่อเอาของขึ้นลง รถไม่สามารถเข้า – ออกประตูมหาวิทยาลัยได้ เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่มุ่งหมายให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะโดยทั่วไปตามสามัญสำนึกของวิญญูชนเป็นเกณฑ์แล้ว

การที่จำเลยทั้งสองจัดให้มีการชุมนุม แต่กลับปล่อยปละละเลยการชุมนุมจนกระทั่งผู้ชุมนุมนำเต็นท์พักแรมตั้งบนพื้นผิวจราจรซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นศูนย์รวมสถานที่สำคัญ อาทิ ทำเนียบรัฐบาล มหาวิทยาลัย และโรงเรียน ซึ่งมีประชาชนจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความจากทางนำสืบของคู่ความทั้งสองว่า มีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถของกลุ่มกองทัพธรรมที่เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งนำมาจอดขวางถนนไว้ ย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนมากกว่าปกติในการใช้ชีวิตตามปกติสุขของประชาชนโดยทั่วไป และเป็นการคำนึงถึงสิทธิขั้น พื้นฐานของตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพท้องถนนก่อนที่จะมีการชุมนุมแล้ว หากไม่มีการวางเต็นท์หรือจอดรถขวางกั้นบนช่องเดินรถ รถก็ควรจะสามารถแล่นไปตามช่องเดินรถของถนนได้ตามทางตรงปกติ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็น ผู้จัดการชุมนุมที่มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามประกาศคำสั่งเจ้าพนักงานในการดูแลและแก้ไขการชุมนุมสาธารณะ จึงเป็นการกระทำโดยฝ่า ฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการดูแลการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชน ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ไม่สามารถไปจัดการชุมนุมบริเวณอื่น และศาลแพ่งเคยยกคำร้องกรณีมีคำสั่งให้เลิกการชุมนุมถึง 4 ครั้ง และให้เลิกการชุมนุม ในครั้งที่ 5 ก็มิใช่เหตุผลอันสมควรที่จำเลยทั้งสองจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานในการดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยปราศจากอาวุธและไม่ให้ขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะโดยกระทำโดยการฝ่าฝืนประกาศของเจ้าพนักงานตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15(4) ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15(4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือนและเมื่อพิจารณาจากประวัติและสภาพความผิดที่จำเลยทั้งสองได้เคยกระทำในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ตามรายงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากรจึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง

‘เรืองไกร’ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

'เรืองไกร'ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

‘เรืองไกร’ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.08 น.

‘เรืองไกร’ ร้องศาลปกครอง สั่งเพิกถอนการทำประชามติวันที่ 8 ก.พ.นี้อ้างคำถามไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 นายเรืองไกร  ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นฟ้องกกต.ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ และสั่งให้กกต.ส่งเรื่องการจัดทำประชามติคืนให้รัฐสภาเพื่อแก้ไขมติให้ถูกต้องตรงกับคำบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี รวมทั้งมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้กกต.ระงับการจัดทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.ไว้ทั้งหมดทั่วประเทศ

คำฟ้องของนายเรืองไกร ระบุเหตุผลของการยื่นฟ้องคดีว่า จากที่ได้ตรวจดูคำวินิจ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568เกี่ยวกับการจะแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นว่ารัฐสภาจะต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” แต่มติของรัฐสภาตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/13808 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เรื่องการออกเสียงประชา มติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่าในหนังสือดังกล่าวระบุว่า “โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้ส่งญัตติด่วนทั้ง 5 ฉบับ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วยไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยใช้ประเด็นคำถามตามญัตติด่วนของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ ในประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จึงเห็นได้ชัดว่า มติของรัฐสภาใช้คำว่า “เห็นด้วย” ไม่ได้ใช้คำว่า “เห็นชอบ” จึงไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่มีการแก้มติดังกล่าวแต่อย่างใด 

ดังนั้น คำถามประชามติของผู้ถูกร้องจึงไม่ใช่คำถามตามมติของรัฐสภา  ซึ่งการที่กกต.แจ้งให้ตนไปใช้สิทธิออกเสียงประชา มติ จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นตามความ ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ตนจึง เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการงดเว้นการ กระทำของกกต.จึงขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ

'เอ็ดดี้'ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง'จำนำข้าว'เงียบกริบ

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.55 น.

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ สะท้อนหลักฐานเป็นพวกเดียวกัน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพคอมลัมน์ข่าวของเปลว สีเงิน เรื่องคุณยายขายเสียง โดยผักกาดหอม พร้อมข้อความ ระบุว่า “ส้ม Clean จริงมั้ย?

เห็น“ผักกาดหอม” เปิดประเด็นนี้มาน่าสนใจ เรื่องที่พรรคส้มมีนโยบายรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน “Clean”

แต่ทำไมก่อนหน้านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชันอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว แต่พรรคส้ม ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ยัน ประชาชน ไม่เคยพูดถึงการคอร์รัปชันมโหฬารของรัฐบาลที่ว่าเลย เงียบกริบ!

ผมขอมาเสริมประเด็นนี้ว่า การที่พรรคชูธงเรื่องความโปร่งใส แต่กลับเลือกที่จะ “ละไว้ในฐานที่เข้าใจ” กับความเสียหายมหาศาลของโครงการจำนำข้าว ทำให้คนที่เกลียดการโกง รู้สึกว่าพรรคส้มเลือกปฏิบัติ “ถ้าเป็นพวกฉัน…ฉันเงียบ แต่ถ้าเป็นพวกเธอ…ฉันแฉ”

พฤติกรรมนี้บ่งบอกว่า พรรคส้มอาจจะเป็นเพียงร่างทรง หรือเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะหลับตาข้างหนึ่งให้กับพรรคเพื่อไทย หรือไม่?

พรรคส้มชอบป่าวประกาศว่าตัวเองมีมาตรฐานจริยธรรมสูงส่งกว่านักการเมืองรุ่นเก่า เรียกร้องความโปร่งใส และการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่พอเป็นเรื่องความเสียหายระดับประเทศที่เกิดจากพันธมิตรทางการเมืองของตัวเอง (พรรคเพื่อไทย) กลับปิดปากเงียบ

ฝ่ายนี้มองว่าพรรคส้มไม่ได้เกลียดการโกงจริง แต่เกลียดเฉพาะคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม (ทหาร/ลุง) ถ้าการโกงนั้นทำโดยคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย พรรคส้มก็พร้อมจะทำเป็นมองไม่เห็น นี่ไม่ใช่มาตรฐานใหม่ แต่คือ “การเลือกปฏิบัติ” (Double Standard) อย่างน่ารังเกียจ

นี่คือการบิดเบือนประเด็นเพื่อปกป้องคนผิด การอ้างว่าศาลหรือองค์กรอิสระกลั่นแกล้ง คือการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมเพื่อช่วยพวกพ้อง การที่ศาลตัดสินว่ามีความผิด มีหลักฐานการทุจริตชัดเจน (เช่น จีทูจีเก๊) แต่พรรคส้มไม่ยอมรับและไม่พูดถึง พฤติกรรมนี้เท่ากับ “สมรู้ร่วมคิดในการฟอกขาว” ให้ระบอบทักษิณกลับมามีความชอบธรรมอีกครั้ง

การไม่ด่าจำนำข้าว แสดงให้เห็นธาตุแท้ว่า พรรคส้มยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับ “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” เพื่อแลกกับการมีพวกมาร่วมล้มโครงสร้างอำนาจเดิม

พรรคส้มอันตรายยิ่งกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยโกงเงิน แต่พรรคส้มกำลังจะ “โกงความมั่นคงและรากฐานของประเทศ” โดยใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐานเสียง

การเมืองใหม่ที่แท้จริงต้องกล้าวิจารณ์ทุกคนที่ทำผิด ไม่ว่าจะฝั่งไหน แต่การที่เงียบกริบเรื่องจำนำข้าว พิสูจน์แล้วว่าพรรคส้มก็เล่นเกมการเมืองแบบเก่า คือ “ถนอมน้ำใจพรรคร่วม ดีกว่ารักษาผลประโยชน์ชาติ” ดังนั้น คำว่า “Clean” หรือ “ไร้คอร์รัปชัน” จึงเป็นแค่สโลแกนโฆษณาชวนเชื่อที่เชื่อถือไม่ได้

ความเงียบของพรรคส้มต่อคดีจำนำข้าว คือหลักฐานมัดตัวว่า “ส้มกับแดงคือพวกเดียวกัน” หรืออย่างน้อยก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำลายฝ่ายอนุรักษนิยม พรรคส้มจึงไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่พยายามจะรื้อฟื้นระบอบที่ฝ่ายตรงข้ามเคยมองว่าเป็น “ระบอบทรราช” ให้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง”

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.27 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 ก.พ.) พล.ท.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ขึ้นเล่าภารกิจของทหารแนวหน้า บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในงานแสดงแสงสีเสียง เกียรติยศทหารกล้า เชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก รวมพลังศิลปินสดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องในวันทหารผ่านศึก ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาเหตุการณ์การปะทะแนวชายแดนของน้องๆ ทหารพราน ทหารตระเวนชายแดน หรือตำรวจ สามารถจับทหารของกัมพูชาเป็นเชลยศึกถึง 18 คน ซึ่งแสดงถึงความห้าวหาญของทหารไทย ต้องบอกว่าภูมะเขือก่อนหน้านั้นที่ยังยึดมาไม่ได้ ไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะสามารถยึดกับคืนมาได้

“ตนเองในหน้าที่ทหารก็ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน สุดท้ายไม่ว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นนายหรือเป็นนาง หรือว่ามียศอะไร พวกตนก็ทำงานรับใช้ เพราะฉะนั้นจึงอย่าด้อยค่ากัน” พล.ท.วันชนะ กล่าว

พล.ท.วันชนะ กล่าวต่อว่า วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า ตลอดระยะเวลาของพวกเราทหาร เราเตรียมกำลัง เราทำ 2 อย่าง คือ 1.การเตรียมกำลัง 2.การใช้กำลัง นั่นหมายความว่า ตอนเราใช้กำลัง เราก็ใช้กำลังตามอย่างที่เราเคยเตรียมมา แล้ววันนี้เราก็สามารถล้มได้ เพราะเรามีการเตรียมพร้อมไว้เป็นอย่างดี ประชาชนไว้วางใจได้ว่า ทหารทุกคนได้รับการฝึกอย่างเป็นมืออาชีพ ดังนั้น อย่ามาด้อยค่าทหารของผม