แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.20 น.

“แสวง”สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้ ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า ย้ำทุกหน่วยต้องติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ยกเหตุเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่องทำภาพลักษณ์ สนง.เสียหาย

4 กุมภาพันธ์  2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวานนี้ (3 ก.พ.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ได้ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด กำชับให้ดูแลกระบวนการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

หลังเกิดข้อบกพร่องในเรื่องของการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงาน กกต.รวมถึงกระทบสิทธิของประชาชนและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุช้ำขึ้นอีกในการเลือกตั้งทั่วไป จึงขอให้มีการตรวจสอบทุกหน่วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.ทุกคนในหน่วยเลือกตั้งทุกเขต เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้รายงานกลับมาที่ด้านบริหารงานเลือกตั้ง โดยจะให้ด้านบริหารงานเลือกตั้งทำหนังสือสั่งเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ โดยสำนักงานจะแถลงความพร้อมการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ก.พ.

“ท่าน ผอ.ครับ ด้วยมีข้อบกพร่องในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.69 ทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สนง.และอาจกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกในวันที่ 8 ก.พ.69 ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในวันจัดหน่วยเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าในทุกหน่วยเลือกตั้งได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้งนั้นเรียบร้อยแล้ว และให้รายงานและยืนยันมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ภายในวัน และเวลาที่ด้านบริหารเลือกตั้ง (ดบล) กำหนด ทั้งนี้ จะให้ ดบล.มีหนังสือสั่งการไปอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ แล้ววัน สนง.แถลงข่าวความพร้อมเย็นวันที่ 7 ก.พ.69 จะแถลงเรื่องนี้ว่าได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนของทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งเรียบร้อยก่อนวันเลือกตั้งแล้ว” เลขาธิการ กกต.

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

ชีวิตเรา...ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.49 น.

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! “พีระพันธุ์”เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ ปลุกคนไทยกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง อย่าหลงวาทกรรม”เลือกเชิงยุทธศาสตร์” ย้ำกาเบอร์ 6 “รวมไทยสร้างชาติ”ทั้งประเทศ

เมื่อค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยแกนนำและผู้บริหารพรรค อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค , นายวิทยา แก้วภราดัย , นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนผู้บริหาร ผู้สมัคร สส.และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายพีระพันธุ์ ขึ้นเวทีประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง” ย้ำชัดว่า การเลือกตั้งไม่ควรตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองแบบเดิมๆ ที่ใช้ความกลัวและยุทธศาสตร์ทางการเมืองมาชี้นำประชาชน

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองบางกลุ่มมักอ้างคำว่า “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” เพื่อบีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกตามเกมการเมืองที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นนักการเมืองที่ได้อำนาจ ได้ตำแหน่งและงบประมาณ ขณะที่ชีวิตของประชาชนยังเหมือนเดิม พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงการเมืองแบบเลือกตามสี โดยชี้ว่าสุดท้ายสีที่ถูกชูขึ้นมาก็ถูกผสมจนกลายเป็นสีเดียวกัน และตั้งคำถามว่าสีที่อ้างความดีงามนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง “สีย้อมผ้า” หรือไม่ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันจุดยืนชัดว่าเป็น “สีขาว” ที่ไม่สามารถย้อมด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์ ยึดมั่นในหลักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่จำเป็นต้องโหนกระแสหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรกที่กล้าพูดถึงนโยบายปากท้องของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการลดค่าไฟ ลดค่าครองชีพ และการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อนที่นโยบายเหล่านี้จะถูกพรรคอื่นนำไปใช้ตาม แต่กลับหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นสำคัญอย่างการลดราคาน้ำมันและค่าแก๊ส ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในชีวิตประจำวันของประชาชน

นายพีระพันธุ์ ได้ยกตัวอย่างช่วงการทำงานที่ผ่านมา ที่สามารถตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ได้ แม้ต้นทุนจะสูง แต่ไม่เคยผลักภาระให้ประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหลังจากพ้นตำแหน่งว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง และย้ำว่า “ยุทธศาสตร์ของประชาชน” คือการเลือกแล้วต้องเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากภาษีที่จ่ายไป ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของใครบางคน

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าหลายพรรคเพิ่งหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในช่วงการเลือกตั้ง ทั้งที่ในอดีตไม่เคยให้ความสำคัญกับทหารหรือสถานการณ์ชายแดน พร้อมยืนยันว่า รวมไทยสร้างชาติไม่จำเป็นต้องโหนประเด็นนี้ เพราะได้ทำงานเคียงข้างทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงนโยบายพลังงานของพรรค โดยย้ำว่านโยบายทั้งหมดเกิดจากประสบการณ์ทำงานทางการเมืองมากกว่า 30 ปี และการคลุกคลีกับปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าเข้าใจหัวอกของประชาชนที่ต้องทำงานหนัก โดยย้ำว่า หากได้รับโอกาส จะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก 50 สตางค์ ให้เหลือเพียง 3.30 บาทต่อหน่วยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี นโยบายพลังงานของพรรคจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังประกาศเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบการศึกษาไทย เพื่อคืนอนาคตให้บุตรหลาน ภายใต้นโยบาย “อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันที่สะสมมายาวนานในสังคมไทย โดยระบุว่า ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาในปัจจุบันคือการสอบเข้า ซึ่งกลายเป็นภาระหนักของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาเพื่อแข่งขันกับผู้อื่น นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้ ยกเลิกระบบสอบเข้า เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจได้โดยตรง ลดความเครียด ลดการเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า แนวคิดใหม่ของพรรคคือ เรียนกี่ปีก็ได้ จบเมื่อพร้อม เพื่อให้สามารถเรียนไปพร้อมกับการช่วยครอบครัวทำมาหากินโดยไม่ถูกตัดสิทธิ์ โดยย้ำว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การเร่งจบตามเกณฑ์เวลา แต่คือการมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์  ประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่เล่นเกมการเมือง ไม่ขายอุดมการณ์ และจะยืนหยัดทำการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง ประชาชนไม่ใช่หมากบนกระดานการเมือง”

ด้าน นายอรรถวิชช์ ได้กล่าวถึงผลงานพลังงานของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า แม้นายพีระพันธุ์จะเป็นนักกฎหมาย แต่สามารถ “เปลี่ยนกติกา” ระบบไฟฟ้าไทยจนลดค่าไฟจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท หรือลดลง 76 สตางค์ (16%) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 270,000 ล้านบาท

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ระบบเครดิตบูโรไทยเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันเสรี ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสูงกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท ต่างจากต่างประเทศที่ใช้ระบบคะแนนเครดิตซึ่งเป็นธรรมกว่า ส่วนปัญหาปุ๋ยแพงคือผลของทุนผูกขาด โดยยอมรับว่าการสู้กับกลุ่มทุนทำให้จำนวน สส. ของพรรคลดลง แต่ยังยืนหยัดเพื่อประชาชน พร้อมย้ำว่าผู้สมัครทั่วประเทศแม้ทุนไม่หนาแต่มี “หัวใจเต็มร้อย” พร้อมเดินหน้าชนโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างไม่ถอย

นายอรรถวิชช์ กล่าวแสดงจุดยืนต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันไม่เห็นด้วยกับการใช้งบประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจของผู้ผลักดัน โดยระบุว่าการแก้ไขสามารถทำได้ตามกระบวนการ แต่การฉีกทิ้งทั้งฉบับจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ใช้วิธีปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยไม่เคยฉีกทั้งฉบับ ซึ่งสะท้อนความมั่นคงทางกฎหมายและระบบการเมือง ทั้งนี้รัฐธรรมนูญต้องได้รับการแก้ไขผ่านวิวัฒนาการโดยนักการเมืองที่เข้มแข็งและไม่ฉาบฉวย การแก้ไขทำได้แต่ต้องไม่ใช่การล้มล้างทั้งระบบ

ด้าน นายนราพัฒน์ กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตร โดยระบุว่า เกษตรกรไทยยังยากจนจากต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่พึ่งพาการนำเข้าและผันผวนตามตลาดโลก จึงเสนอใช้ทรัพยากรในประเทศอย่าง “โพแทสเซียม” ให้เกิดประโยชน์ ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ยไม่เกิน 500 บาท พร้อมชี้ว่าไทยมีก๊าซธรรมชาติสามารถผลิตยูเรียได้เอง ลดภาระต้นทุนเกษตรกร ขณะที่ ด้านข้าว เสนอพลิกจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสาร โดยรัฐสนับสนุนการ อบ สี บรรจุ และแพลตฟอร์มจำหน่ายทั่วประเทศ คาดดันราคาข้าวเปลือกคำนวณย้อนกลับได้ถึง 15,000 บาทต่อตัน เป็นการลงทุนตั้งต้นให้ระบบเดินได้เอง ลดการอุดหนุนซ้ำซ้อน นอกจากนี้ เสนอจัดทำโซนนิ่งการผลิต ใช้ Big Data เชื่อมข้อมูลพาณิชย์-เกษตร หนุน Young Smart Farmer เข้าถึงตลาดโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง และยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรอย่างยั่งยืน

– 006

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง…ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง...ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง…ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.40 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชำแหละ สันดานนักการเมือง

จะขออนุญาตพูดถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองของนักการเมืองในยุคนี้ ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง ต่างฝ่ายต่างหวังจะเอาชัยชนะ และเป็นการเลือกตั้งที่มีกลุ่มทุนสีเทา กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากที่สุด จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์หรือภาพลักษณ์ของนักการเมืองเปลี่ยนไป จนหลายคนกล่าวถึงตัวนักการเมืองยุคนี้ว่า ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ไม่ใช่นักการเมืองที่แท้จริง แต่เป็นนักเลือกตั้งต่างหาก ที่ฉวยโอกาสทางการเมืองในฤดูกาลการเลือกตั้ง จึงทำให้เห็นภาพของนักการเมือง หรือนักเลือกตั้งใน 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มนักการเมือง หรือที่เรียกกันว่านักเลือกตั้ง เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ได้คิดถึงอุดมการณ์ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไปสมัครสังกัดพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง มีความพร้อมทั้งกระสุนดินดำและอำนาจรัฐ ก็อยากจะลงสมัครในนามพรรคนั้น แต่เมื่อที่นั่งของผู้สมัครเต็ม หรือพรรคนั้นไม่ต้องการ หรือมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมกว่า นักการเมืองกลุ่มนี้ก็ไปหาพรรคการเมืองอื่นอีก ซึ่งอาจจะอยู่ในกลุ่มการเมืองขั้วเดียวกัน หรือกลุ่มการเมืองคนละขั้ว คนละอุดมการณ์ก็ไม่เกี่ยง ขอให้ตัวเองได้ลงสมัคร จึงเห็นนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเร่หาพรรคลงสมัคร จากพรรคนี้ไปพรรคนั้น แล้วก็ไปพรรคโน้นทในที่สุดจนหาพรรคที่สังกัดจนได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเห็นนักการเมืองบางคน เปลี่ยน3-4พรรค ก่อนจะถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง แบบนี้เขาจะไม่เรียกว่านักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ เป็นได้แค่นักเลือกตั้งเท่านั้น

2.กลุ่มนักการเมืองที่ไม่คิดถึงอุดมการณ์ คิดถึงแต่โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เท่านั้น นักการเมืองกลุ่มนี้หรือนักเลือกตั้งกลุ่มนี้ จะหาพรรคสังกัดที่มีเงินทุนสูง ถ้ามีเงินทุนมากก็จะไปสมัครในนามพรรคนั้น เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้มีการใช้เงินที่สูงมาก ตั้งแต่เรื่องการซื้อคะแนนเสียง จนมาถึงการบริหารจัดการพื้นที่ หรือรวมไปถึงการจัดเวทีปราศรัยล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทุนทั้งนั้น การจัดเวทีปราศรัยต้องใช้เงินทุนครั้งละไม่ต่ำกว่า1ล้านบาทถึง3ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหาเสียงด้วยซ้ำไป การจัดพิธีปราศรัยฟอร์มใหญ่1ครั้ง ใช้เงินสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ได้ใช้ จึงทำให้นักการเมืองกลุ่มนี้เร่หาพรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุนหรือซัพพอร์ตเงินทุน และจะใช้ทุนเป็นหลักในการหาเสียง

3.กลุ่มนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตส.ส.ที่ต้องการย้ายพรรค นักการเมืองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีมูลค่ามีค่าตัวราคาสูง สามารถเล่นตัวโก่งค่าตัวได้ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ ย้ายพรรคจากพรรคเล็กไปพรรคใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเรื่องอุดมการณ์ ไม่เคยเห็นนักการเมืองที่ย้ายจากพรรคใหญ่ไปพรรคเล็กเลย หรือย้ายจากพรรคที่มีทุนสนับสนุนจำนวนมากไปอยู่พรรคเล็กที่เน้นอุดมการณ์ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ เป็นนักการเมืองที่ได้มาโดยการใช้ทุน ใช้เงินจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนในการเลือกตั้งให้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา และจะหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับหมาล่าเนื้อ เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้เคยใช้เงินเป็นบันไดไปสู่ตำแหน่งส.ส. จำเป็นต้องใช้ต่อ หยุดไม่ได้ เมื่อเคยใช้แล้วถ้าหยุดใช้เงิน กลับมาเน้นเรื่องอุดมการณ์ ประชาชนจะตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาเคยซื้อเสียง แต่ทำไมครั้งนี้ไม่ซื้อเสียง ในที่สุดก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง

จากภาพลักษณ์ของนักการเมือง 3 กลุ่มนี้ เป็นภาพของนักการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า เป็นนักเลือกตั้ง ไม่สามารถเรียกว่า “นักการเมืองมืออาชีพ” หรือ “นักการเมืองอุดมการณ์”ได้ และตราบใดที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด และกลุ่มทุนสีเทาเข้ามามีบทบาททางการเมือง เราจะหานักการเมืองอุดมการณ์ นักการเมืองที่ต่อสู้ด้วยจุดยืนทางการเมือง ปราศจากเงินทุนไม่ได้เลย และประเทศไทยก็จะมีแค่นักเลือกตั้ง จะไม่มีนักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองอุดมการณ์อีกต่อไป

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.27 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสตืข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความกังวลใจเกี่ยวกับวันการเลือกตั้งจริง 8 ก.พ. 2569

มีสิ่งที่เป็นไปได้ 2 เรื่อง ที่อาจนำไปสู่การร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่ง กกต.สามารถป้องกันแก้ไขได้

1. คำร้องว่า การเลือกตั้งของประชาชนไม่เป็นความลับ

เนื่องจาก คิวของการออกเสียงประชามติ (คิวรับบัตรสีเหลือง) อยู่ในหน่วยเลือกตั้ง หากผู้คนมีจำนวนมาก วุ่นวาย อยู่ใกล้คูหาลงคะแนน อาจทำให้การจัดการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า การเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

2. คำร้องว่า เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม

ด้วยเหตุการตั้งหีบบัตรเลือกตั้งในจุดที่ไม่สามารถเห็นชัดเจนจากภายนอก อาจเกิดการทุจริตในการเลือกตั้งจากการกระทำของคณะกรรมการประจำหน่วยได้ อาจเป็นเหตุให้มีผู้ร้องว่า เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) ที่ กกต. ไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ทางแก้

1. ให้เข้าคิวรอบเดียว และแจกบัตร 3 ใบ เพื่อไม่ต้องมีคิวที่สองในหน่วยเลือกตั้ง ลดการแออัด วุ่นวายในหน่วย และความเสี่ยงประเด็นเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

2. ให้นำหีบบัตรทั้ง 3 ใบ กลับมาวางไว้กลางหน่วยเลือกตั้ง และหันหน้าออกให้ประชาชน เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตัดโอกาสในการร้องว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต

เตือนครั้งที่ 1,000 ครับ

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

'ดร.มานะ'เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว 'โกงเลือกตั้ง' ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.26 น.

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์บ้านเมืองเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ทำไมคนกลัว “โกงเลือกตั้ง” ครั้งนี้มาก

1. เกิดการซื้อเสียงหนักมากในการเลือกตั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ที่เพิ่งผ่านมา แม้ตกเป็นข่าวฉาวรับรู้กันทั่วประเทศ แต่ กกต. และหน่วยงานรัฐต่างทำอะไรไม่ได้

2. มีการโยกย้ายข้าราชการจำนวนมากในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะที่มหาดไทย ทำให้เกรงว่าจะเกิดเรื่องตุกติกจากการใช้ทรัพยากรและอำนาจรัฐในทางมิชอบ

3. ก่อนการเลือกตั้งมีการย้ายพรรคของนักการเมืองจำนวนมาก บวกกับข่าวการซื้อตัว ส.ส. ด้วยราคาแพงและการแข่งขันเลือกตั้งรุนแรง ทำให้เชื่อว่า ภายใต้การเมืองแบบไทยๆ ผู้สมัครที่กระแสเป็นรองจะเลือกใช้เงินสร้างโอกาสแห่งชัยชนะ

4. ปัญหาและความบกพร่องในหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าหลายแห่ง โดยปรากฏเป็นข่าวว่า เหยื่อคือผู้สมัครจากฝ่ายค้านเท่านั้น…จริงหรือไม่?

5. กกต. ทำหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ประชาชนคาดหวัง ถูกชี้ความผิดพลาดหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการลงประชามติและใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า

ที่น่าเป็นห่วงคือ บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ กกต. แสดงพฤติกรรมเหมือนข่มขู่ขัดขวางผู้เห็นต่าง ด้วยการอ้างข้อกฎหมายเพื่อปฏิเสธหรือตอบโต้คนที่คิดและพูดไม่เหมือนตน

วันนี้ คนไทยกลัวการทุ่มเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง ส.ส. แล้วทำให้เราได้รัฐบาลภายใต้อิทธิพลของสแกมเมอร์ ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และพวกโกงบ้านกินเมือง

น่าแปลกใจว่า แม้เกิดเรื่องน่ากังขาอย่างต่อเนื่องแต่กลุ่มคนที่มีอำนาจสูงสุดขององค์กร คือ “คณะกรรมการ กกต.” ทั้ง 7 คน กลับไม่เคยออกมาสื่อสารให้สังคมเชื่อมั่นเลย

หวังว่า กกต. จะพิสูจน์ได้ว่าตนสุจริต เป็นธรรม ตรงไปตรงมา ยึดเอาประโยชน์บ้านเมืองเหนืออื่นใด

ในการเลือกตั้งที่ควรเป็นวาระประชาธิปไตยของประชาชน ไม่อยากเห็นใครโกงความรับผิดชอบ โกงความคาดหวังของประชาชน และ “โกงอนาคตประเทศไทย” ครับ”

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน  เหรียญกล้าหาญ  เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร นายกฯร่วมบรรจุอัฐิ42วีรชน ทหารไทยพลีชีพในสนามรบ

นายกฯเป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิ 42 วีรชนทหารกล้าป้องอธิปไตยไทย เนื่องในวัน “ทหารผ่านศึก“ ชี้ปชช.ทุกคนซาบซึ้งความเสียสละและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทหารทุกนาย พร้อมดูแลครอบครัวจนกว่าใช้ชีวิตได้ปกติติดตามเงินเยียวยาให้ถึงมือ ย้ำถ้าได้กลับเข้ามาทำงานอีก จะเร่งแก้ปัญหาเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกต่อเดือน ยันคำสัญญากับปชช.ยังไม่เปิดด่านไทย-เขมร ด้านผบ.ทบ.สั่งเตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนเหตุปะทะไทย-เขมร

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานเนื่องใน ”วันทหารผ่านศึก“ เป็นวันครบรอบวันสถาปนา “องค์การทหารผ่านศึก” รำลึกถึงความเสียสละ และเชิดชูเกียรติความกล้าหาญของวีรบุรุษทหารไทย ที่เสียชีวิตในสมรภูมิรบต่าง ๆ เพื่อรักษาสันติภาพของโลก และปกป้องธิปไตยของชาติไทย

นายกฯปธ.บรรจุอัฐิ42วีรชนทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานปีนี้ต่างจากการทุกปีที่ผ่านมา หลังประเทศไทย เกิดปะทะตามแนวชายแดนกับกับกัมพูชา 2 ครั้ง ส่งผลให้ทหารกล้าเสียสละชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไปถึง 46 นาย คือ เสียชีวิตจากการสู้รบ 42 นาย เสียชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่ 4 นาย (เสียชีวิตทางอ้อม) รวมเป็น 46 นาย ซึ่งมีพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบพิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 42 นาย ที่โถงบรรจุอัฐิในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกยังได้มอบเงินบำรุงขวัญแก่ครอบครัวทหารที่เสียชีวิต 42 นาย ที่ห้องเกียรติศักดิ์ อาคาร 1 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกด้วย

โดยเวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิต 42 นาย พร้อมพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์การทหารผ่านศึก และครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละเข้าร่วมพิธี ซึ่งการบรรจุอัฐิจะเรียงตามตัวอักษรไทย 41 นาย ส่วนอีก 1 นาย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามไม่ได้บรรจุอัฐิ แต่ติดชื่อร่วมกับทหารนายอื่นด้วย

นายกฯยังกล่าวสดุดีทหารผ่านศึกที่สละชีพเพื่อชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่บ้านเมือง ทำให้ธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่านจะเป็นเครื่องเตือนใจ และจารึกอยู่ในหัวใจชาวไทยตลอดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จพิธีนายกฯได้ทักทายญาติทหารผู้เสียชีวิต และทหารผ่านศึก ซึ่งมีประชาชนกล่าวกับนายกฯว่า“ไม่ให้เปิดด่าน ขอให้คิดถึงทหารที่เสียชีวิตทั้ง 42 นาย“ นอกจากนี้ยังมีทหารผ่านศึกบางคนขอบคุณนายกฯที่ทำหน้าที่ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาเต็มที่ พร้อมเป็นกำลังใจให้ และอวยพรให้เป็นนายกฯอีกสมัย รวมถึงขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และยังมีทหารผ่านศึกบางคน ขอให้นายกฯ สั่งลุยเลย

ยันดูแลครอบครัวทหารจนใช้ชีวิตปกติ

นายกฯให้สัมภาษณ์หลังร่วมพิธีว่าเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมทหารผ่านศึก รวมถึงกรณีทหารสละชีพ 42 นายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนยันว่าประชาชนทุกคนซาบซึ้งถึงความเสียสละ ของทหารทุกนายและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทหารทุกคนที่สละชีวิตปกป้องบ้านเมืองส่วนการช่วยเหลือดูแลทหารผ่านศึกได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เยียวยาครอบครัวทหารที่สละชีพ 42 นาย ทั้งการช่วยเหลือเรื่องเงินและสิทธิต่างๆที่ครอบคลุม ทั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชามาตลอด เพื่อให้เงินไปถึงมือครอบครัว จากการพูดคุยกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย เข้าใจกันดี ยืนยันรัฐบาลจะดูแลทุกคนจนกว่าจะมั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เมื่อขาดหัวหน้าครอบครัว

ยันถ้าได้กลับมาจะดูแลเงินช่วยเหลือ

“ยอมรับว่าทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นยังต้องช่วยเหลือกันต่อไป เพราะมองว่า เงินช่วยเหลือ 600 บาท ต่อเดือนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ เพราะหลังเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชาทำให้ได้ใกล้ชิดทหารมากขึ้น และเห็นว่า สิ่งที่ทหารประสบเหตุบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะกังวลมากที่สุดคือการใช้ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล เพราะทหารเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานมาดูแลต่อ อยากมีอาชีพการงานและหากได้กลับเข้ามาทำงานต่อจะดูแลเรื่องนี้”นายกฯกล่าว และว่า ดีใจที่เห็นทหารผ่านศึกหลายสมรภูมิยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่บางคนไม่มีครอบครัวและถูกทอดทิ้ง บางคนเป็นทหารอาสาสมัครไม่ใช่ทหารประจำการจึงไม่มีบำเหน็จบำนาญ ต้องได้รับการดูแลสวัสดิการถ้ายื่นรายชื่อและประวัติมาก็พร้อมดูแลเต็มที่ โดยมอบให้พลโทอดุลย์บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหมดูแลเรื่องนี้ และหากมีโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีกจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งกรณีทหารที่เสียชีวิตไปแล้วและทหารที่ยังทำหน้าที่อยู่

ให้สัญญาปชช.ยังไม่เปิดด่าน

ส่วนการพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึก นายกฯกล่าวว่า ยังไม่ขอพูดถึงเรื่องงบประมาณ เพราะอยู่ช่วงเลือกตั้ง ขอย้ำว่าตั้งใจตอบแทนทหารผ่านศึก รวมทั้งทหารปัจจุบันที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนขอนายกฯไม่ให้เปิดด่านชายแดน นายกฯกล่าวว่าถึงขณะนี้ไทยยังไม่เปิดด่าน

ถามย้ำว่าเป็นคำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ใช่ เพราะพูดมาหลายครั้งแล้ว

ปัดไทยรุกเขมร-ยันยึดข้อตกลงหยุด

ที่ทำเนียบฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เตรียมประท้วงไทยโดยอ้างไทยรุกรานดินแดนกัมพูชาว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เรายืนยันว่าเราอยู่บนอธิปไตยของเราเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศติดตามข่าวสารอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรมาก็มีหน้าที่ไปชี้แจงต่อองค์กรที่มีข้อสงสัยจริงๆ ตนเคยบอกไปแล้วว่าขณะนี้เรามีข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกับกัมพูชา เงื่อนไขข้อปฏิบัติต่างๆอยู่ในบันทึกข้อตกลง ไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนเขมรพยายามสร้างเงื่อนไข ทำให้เกิดสถานการณ์เกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราอย่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลง ซึ่งเราดำรงตนตรงนี้มาตลอด เราถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆให้เป็นที่พึงพอใจของเราได้

กต.บอกเขมรคิดให้ดีจะฟ้องที่ไหน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เราคิดว่าเป็นการปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การรุกรานใคร ส่วนเรื่องที่กัมพูชาจะไปฟ้องก็ควรจะพิจารณาว่าจะไปฟ้องที่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีฮุนมาเนต เหมือนไม่เคารพข้อตกลงที่มีกับไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เขาจะพูดอะไรไป เราก็พร้อม และยึดมั่นท่าทีประเทศไทยว่าเราไม่ได้รุกราน แต่เป็นการปกป้องอธิปไตย ซึ่งบางครั้งเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องในประเทศของกัมพูชาหรือไม่อาจมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง แต่กัมพูชาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างเป็นทางการ

เตรียมขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญ

มีความเคลื่อนไหวจากกองทัพบก หลังเหตุสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา 2 ครั้ง เมื่อเดินกรกฎาคม 2568 และเดือนธันวาคม 2568 ทั้งยุทธการยุทธบดินทร์และยุทธการศตวรรษ กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทุ่มเทกำลังกายและใจปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลและครอบครัว

ความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส.  ฟันเพิ่ม28ราย  ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’ คดีอาญาโทษจำคุกสูงสุด10ปี หัวหน้าพรรคหนาวส่อโดนด้วย

มติ กกต.ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.อีก 28 ราย เหตุอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง เล็งเอาผิดอาญา ทั้งผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค “อนุทิน”ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อนไม่มีใครแย่ง หากถูกชวน ต้องดูรับเงื่อนไขได้หรือไม่ รับ MOA-MOU พรรคส้มเข้าท่าจะได้ไม่โดนเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชายตอนหลัง ลั่นไม่ปิดประตูจับมือ“น้ำเงิน-แดง”ชี้ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ไม่คิดแก้แค้น เหตุไร้ประโยชน์ ไม่หวั่นถูกเช็กบิลเขากระโดงด้าน’เท้ง-ณัฐพงษ์’มั่นใจปชน.จะได้กวาด สส.ทั้งแบบเขต-บัญชีรายชื่อรวมกันเกิน200ที่นั่ง พร้อมเชื่อจะได้ทะลุ20ล้านเสียงย้ำจุดยืนชัด ถ้าได้อันดับ2 ขอเป็นฝ่ายค้านทันที จะไม่จับมือพรรคอันดับ 3 หรือ 4 จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะที่ปชป.ยกทัพหาเสียงตรัง‘อภิสิทธิ์’ปลุกขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต ย้ำอย่าให้เงินมาครอบงำ

เมื่อเวลา11.35น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุพรรคภท.จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่งและสส.บัญชีรายชื่อ 20ที่นั่งว่าตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่าพ่อก็หมา แม่ก็หมาลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรค ภท.จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อนเพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอนุทินร้องโอ้ยพร้อมระบุว่าเอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ

‘หนู’ลั่นรักษาระบบรัฐสภาให้มากสุด

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุพรรคภท.จะเป็นที่1ในขั้วหมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

เมื่อถามว่าหลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.

ชี้พรรคอันดับ1จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่มีแย่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ1ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัดมันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่

เมื่อถามอีกว่าหากพรรคประชาชนเป็นพรรคอันดับ 1พรรคภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคอันดับที่1สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทยเป็นแกน ส่วนปี 69“ก็”จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน พรรค ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย

ถ้าปชน.จัดรบ.ได้ใครจะไปลอยแพ

เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคปชน.มาเป็นอันดับ1อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและลอยแพพรรคปชน.นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น

เมื่อถามว่าในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ

หากถูกปชน.ชวนต้องดูเงื่อนไข

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องรอให้พรรคอันดับ1ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่าหากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า“เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะและหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้

“พรรคปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรคปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคปชน.มาเชิญร่วมรัฐบาลพรรคภท.จะมี MOA กำกับเขาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออกเพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้น ไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับตนการที่ไปพูดอะไรก่อนเท่ากับไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือไม่ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ตนก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ ผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อยเดี๋ยวเผลอ

อุบตอบมาอันดับ1จัดรบ.ง่ายเร็ว

เมื่อถามว่าหากพรรคภท.มาเป็นอันดับ1ทุกอย่างจะง่ายและเร็วใช่หรือไม่ นายอนุทินร้องหึพร้อมกับยิ้ม และไม่ตอบถาม เมื่อถามย้ำมีพรรคในใจที่จะจับมือร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่นายอนุทินหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามว่าถ้าพรรคภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกัน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันจะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ

เมื่อถามอีกว่าการทำMOAจะเป็นการย้อนเกล็ดกับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่ามันคนละเรื่องกัน เพราะMOAนั้นเป็นการบอกกับเขาว่าอย่างไร เราก็อยู่ 4 เดือน แต่พอถึง 2เดือนกว่า เขามีเงินเงื่อนไขที่อยู่นอก MOAมา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นให้เรายุบสภาไป ตนก็ยุบสภา เพราะมีคนบอกให้ตนยุบสภา เราเป็นเสียงข้างน้อย

ไม่ปิดประตู‘น้ำเงินจับมือแดง’

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ หลังการเลือกตั้งพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็กลับไปคำตอบเดิม ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน ยังมีเวลา รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดภายในคืนวันที่ 8 ก.พ.หรือในสัปดาห์แรก ครั้งที่แล้วปี 66 ใช้เวลาการจัดตั้งรัฐบาล เกือบ2เดือนกว่าจะมีรัฐบาล เมื่อถามว่าจะให้คำมั่นกับพรรคกล้าธรรมอย่างไรหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากหลายพรรคประกาศไม่เอาพรรคกธ.นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การเลือกตั้งดำเนินไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน ทุกพรรคควรจะใช้เวลา บริหารจัดการพรรคตัวเอง ให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุด

ย้ำไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

เมื่อถามว่ากับพรรคพท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัย คือคนที่ทำอะไรดีไว้ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆลืมง่ายเพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ

เมื่อถามอีกว่าคำว่าการเมืองไม่มี มิตรแท้และศัตรูที่ถาวรใช้ได้กับนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่ตนจะแสดงออกหรือเปล่า แล้วมันมีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯมา 4 เดือน มีไหมก็มีอำนาจมีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็คบิลอะไรใคร ก็สามารถทำได้หมด แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือ คิดแต่เรื่องดีๆ ทุกคนก็มีเรื่องดีๆ ต่อกัน ไอ้เรื่องที่ไม่ดีอย่างไรก็ไม่ลืม ก็อย่าไปเอามันขึ้นมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่าพรรคพท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า“อุ้ย ทำไมต้องง้อ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ลงพื้นที่อ่านใจประชาชนได้หรือไม่ว่าประชาชนจะให้ผ่านโปรหรือไม่ในการทำงานช่วง 3-4เดือนที่ผ่านมา นายอนุทินกล่าวว่าตนก็ถามทุกเวทีจะให้ผ่านโปรหรือเปล่าซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตบมือและส่งเสียงกรี๊ด ให้กับตนและตนก็ยังเสียงแหบอยู่ตอนนี้

ยันกาบัตรที่บุรีรัมย์ก่อนตะเวน3จว.

เมื่อถามว่าวันเลือกตั้งจะมีวอร์รูมที่ไหนหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่าจะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนเดินทางไปหาลูกบ้านบ่อยอยู่แล้ว พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม เพราะอาจจะกลับกรุงเทพฯเมื่อถามว่าจะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯหรืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่จ.บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่าถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่จ.บุรีรัมย์ใช่หรือไม่นายอนุทินไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ

เมื่อถามย้ำว่าแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากต้องรักษาการตำแหน่งนายกฯด้วยจะรู้สึกกดดันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะนายกฯก็ทำหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

ไม่ห่วงโดนเช็คบิลปมที่เขากระโดง

เมื่อถามว่าหากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบกังวลหรือไม่ว่าจะถูกเช็คบินเรื่องทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้วสว.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเขากระโดงการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นหน้าที่ของการรถไฟฯถ้าเขาคิดว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเขา แล้วเขาคิดว่าถ้ามีใครมาบุกรุก เขาก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการรถไฟฯได้ส่งเรื่องมาที่กระทรวงมหาดไทยแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีคำสั่งศาลสั่งมา ต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อย กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถที่จะไปเพิกถอนที่ดินของใครได้ถ้าไม่มีคำสั่งศาล มาเมื่อไหร่ เขาก็ดำเนินการทันทีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย

เดินตลาดเช้าพระนั่งเกล้านนทบุรี

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมในตรี พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงตลาดนัดเช้าพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 1เขต 2 เขต 3และเขต8 พรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยเดินทักทายพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของในตลาดและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงเช้า ซึ่งตลอดทางบรรดาพ่อค้าแม่ค้าสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งนายอนุทินกล่าวว่า“100 เปอร์เซ็นต์”ช่วงหนึ่งนายอนุทินได้สอบถามแม่ค้าว่า“ได้คนละครึ่งพลัสไหม” แม่ค้าจึง บอกว่า“ได้รับแล้ว”นายอนุทินจึงกล่าวว่า“ให้รอเฟส 2”

โต้‘ธนาธร’คนสั่งการเมืองมีแต่ปชช.

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยอมให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ และไม่ทราบว่า ใบสั่งจะมาจากใคร ใบสั่งใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็น สส.มาจากประชาชน ไม่มีใครสั่งได้ ตอนเลือกตั้งใครจะเดินเข้าสภาฯคือประชาชนสั่งอย่างเดียว โหวตเตอร์สั่งอย่างเดียว

“ดังนั้น ในเมื่อมาจากประชาชนก็ไม่ต้องเกรงกลัวใบสั่งอะไรทั้งสิ้น และจริงๆแล้ว คำถามและคำตอบจบในตัวเอง คนที่เลือกสส.มาคือใคร คือประชาชนหรือเปล่า ดังนั้น สส. ที่ถูกเลือกมาโดยประชาชนก็ต้องฟังประชาชน นี่คือใบสั่ง อย่าไปกังวลครับ ไม่มีหรอกใบสั่ง ตนเล่นการเมืองมา 22-23 ปีแล้วไม่เคยเจอใบสั่งสักใบ”นายอนุทิน ย้ำ

‘ศุภมาส’ย้ำเลือก‘หนู’ได้ทีมไทยแลนด์

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม่ทัพทีมกทม.พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทยว่าตอนนี้ลงพื้นที่ไปทุกอย่างก็ดูดีไปหมด ภูมิใจไทยเราก็มีความมั่นใจว่าเราจะปักธงที่กรุงเทพฯได้รวมไปถึงพื้นที่ทั่วประเทศว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สัปดาห์นี้คงจะเน้นย้ำว่านโยบายที่เราได้พูดไปใครจะเป็นคนมาทำ

“พรรคเราได้พูดแล้วว่าถ้าเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกฯก็จะมีทีมไทยแลนด์ทั้ง3คนมาเป็นรัฐมนตรีด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำหน้าที่ถือไม้เรียวกำกับการเงินการคลัง ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้ไปประชุมเวทีโลกเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประเทศไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบด้านอธิปไตยและนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ที่เป็นศุภจีฟีเวอร์ทำหน้าที่เป็นเซลล์ขายผลิตภัณฑ์การเกษตร”

ชี้มืออาชีพกลับมาทำงานได้ทันที

นางศุภมาสกล่าวอีกว่าพรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้ยื่นปลาให้กับประชาชนแต่เรายื่นเบ็ดให้เพื่อให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ซึ่งนโยบายต่างๆไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายที่เราพยายามจะสอนให้มีวินัยในการใช้เงิน และหาเงินเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีกินดีอยู่ดีเราเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และที่นายสีหศักดิ์ไปประชุมมา ภูมิใจไทยเราจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกลบออกจากแผนที่โลกในด้านเศรษฐกิจ และเราจะไม่ให้ใครทิ้งประเทศไทยไว้ข้างหลัง และเมื่อพรรคเราได้กลับเข้ามาเราเป็นมืออาชีพเราจะสามารถกลับเข้าไปทำงานได้อย่างต่อเนื่องทันที

‘เท้ง’โต้ลั่นไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง

วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาณ์ผ่านรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรณีถูกมองว่าพรรคปลุกความแตกแยกให้กับสังคมว่าที่ผ่านมาพรรคไม่เคยปลุกปั่นใครให้มีการความแตกแยกสิ่งที่เรานำเสนอคือพยายามเสนอว่าสังคมไทยที่อยากเห็นเป็นยังไง คนเท่าเทียมกัน เรื่องการศึกษา การรักษาที่ดีกว่า หลายคนอาจกลัวว่าพรรคนี้เข้ามาเน้นการปฏิรูปรื้อโครงสร้าง เราไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งดีก็เก็บไว้ อะไรไม่ถูกต้องก็แก้ไข

ชูเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นว่าคนที่อยู่ในฝั่งอนุรักษนิยม เริ่มออกมาแสดงตัวมากขึ้นว่าอยากกาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอยากกาให้พรรคประชาชนทั้ง2ใบเหตุผลเพราะเขาไม่อยากอยู่กับการเมืองแบบเก่าคิดว่าเป็นบริบทที่เปลี่ยนไป มั่นใจว่าครั้งนี้ถ้าทุกคนเชื่อแบบนี้เหมือนกัน

“ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว เข้าไปแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ประเทศไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราทำแล้วล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก”นายณัฐพงษ์ กล่าว

มั่นใจปชน.ได้ทะลุ20ล้านเสียง

ส่วนกรณีโค้งสุดท้ายมีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคปชน.เน้นให้กา2ใบนายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในการเลือกตั้ง ปี 2566 คะแนนพรรคก้าวไกล คะแนนบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับ1โดยจังหวัดสุพรรณบุรี บุรีรัมย์ กระบี่ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ยังกาให้เราแค่ครึ่งใจ จนมาวันนี้ผมเจอคนๆหนึ่งเดินมาบอกว่าบัตรบัญชีรายชื่อเดี๋ยวกาให้เลยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่เขตขอไว้นะ คนในพื้นที่เขาขอไว้ มีความเกรงใจต่อกันซึ่งความคิดแบบนี้อาจไม่ถูกมากนัก

เมื่อถามว่ามีคนประเมินว่าการเลือกตั้งรอบนี้ ยากกว่ารอบที่แล้วเพราะเขารวมตัวกันเป็นส่วนใหญ่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าถูกต้อง เราเติบมาโดยตลอด 6 ล้านเสียง 14 ล้านเสียง เป้าหมายครั้งนี้มั่นใจว่าเราไปถึง 20ล้านเสียงบัญชีรายชื่อได้ โดยดูแนวโน้มการเติบโตในอดีต รวมสิ่งที่พวกเราสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทุกคนกา 2 ใบ ถึง 20 ล้านเสียง รัฐบาลประชาชนมาแน่นอน

โวกวาดสส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์เกิน200

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า มั่นใจการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ สส.มากกว่า 200 ที่นั่งแน่นอน จากทั้งระบบ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ขั้นต่ำ 2 ระบบรวมกันได้ 200 ขึ้นแน่นอน อันนี้จากการคำนวณ นี่ไม่ใช่เป้าหมายเกินเหตุ แต่เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้ใครปฏิเสธเราอีก

ถ้าได้ที่2เป็นฝ่ายค้านไม่แข่งจัดรบ.

เมื่อถามอีกว่าไม่ใช่การตั้งเป้าเกินเหตุใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ ที่จะไม่ให้ใครปฏิเสธเราได้อีก ซึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่าพรรคส้มชนะสิ่งที่เขาต้องการปฏิเสธ ถ้าเราได้คะแนนเกินครึ่ง แปลว่าคนเกินครึ่งหนึ่งที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมอบความไว้วางใจให้การเมืองประชาชน รัฐบาลประชาชน แม้ สส.เขต จะได้ไม่เกินครึ่งสภา ที่สุดท้ายปฏิเสธยากจริง หากคะแนนถาโถมขนาดนี้ เป้าหมายไม่ไกลเกินเอื้อม

“แต่ถ้าได้ที่ 2 จะเป็นฝ่ายค้านเลย ไม่ไปจับกับที่ 3-4 เพื่อแข่งจัดตั้งรัฐบาล เราวางบทบาทเป็นฝ่ายค้านเต็มที่ดีกว่า เพราะถ้าไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ สร้างการเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

ปชป.ยกทัพหาเสียงกันตรัง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลุยหาเสียงที่ เทศบาลเมืองกันตรัง จ.ตรัง เพื่อช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 ขอคะแนนเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนมารอต้อนรับ พร้อมมอบดอกไม้ พวงมาลัยให้กับคณะของนายอภิสิทธิ์อย่างคับคั่งโดย นายสาทิตย์ กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงตอนหนึ่งว่า ขอให้ประชาชนที่มาวันนี้ส่งเสียงดังๆไปให้ถึงจังหวัดบุรีรัมย์เลย

‘อภิสิทธิ์’ปลุกอย่าให้เงินครอบงำ

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ขึ้นปราศรัยกับชาวกันตัง ตอนหนึ่งว่าการเมืองสุจริต เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องเริ่มจากกระบวนการเลือกตั้ง ที่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกกับชาวตรังมาโดยตลอดว่าหากปล่อยให้เรื่องของเงินมาครอบงำทางการเมืองแล้วบ้านเมืองจะมีปัญหาแบบที่เป็นอยู่

“หลาย10ปีที่ตนเองอยู่การเมือง ประชาชนเคียงข้างกับประชาธิปัตย์ในการต่อสู้เรื่องดังกล่าวมาตลอด ครั้งนี้เราต่อสู้เพื่อให้กลับมาสู่บ้านเมืองที่มีคนทำงาน ไม่มีผลประโยชน์ เป็นคนทำงานที่ทุ่มเทให้กับประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า หากไม่มีปัญหาสีเทา การทุจริต ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยน่ากลัว การท่องเที่ยวก็จะกลับมาอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องช่วยกันทำ ให้เศรษฐกิจดี แต่ตนเองรู้ว่าทำให้เศรษฐกิจดีในพริบตาทำไม่ได้ ดังนั้น ประชาธิปัตย์เราไม่มาหลอก

ภายหลังนายอภิสิทธิ์ปราศรัยเสร็จสิ้น ประชาชนยังคงแห่มาขอถ่ายรูป พร้อมนำเสื้อแจ็กเก็ต ปักคำว่า “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” มาให้นายอภิสิทธิ์เซ็น ขณะเดียวกันยังมีประชาชน มอบเงินบริจาค ช่วยพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง จำนวน 3,000 บาท ด้วย

ปลุกชาวย่านตาขาวต้านทุนเทา

ต่อมานายอภิสิทธิ์และคณะเดินทางมายังตลาดย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 2มีประชาชนมารอให้การต้อนรับจำนวนมากจนล้นตลาดที่กำลังสร้างใหม่ ประชาชนต่างพากันมอบดอกไม้ให้กำลังใจรวมไปถึงนำรูปนายอภิสิทธิ์และนายชวน หลีกภัย มาถือต้อนรับและมีแม่ค้าร้านผลไม้นำกล้วยหอมมามอบให้ พร้อมกับบอกนายอภิสิทธิ์ว่าขอไมค์ได้หรือไม่อยากบอกความในใจและกล่าวว่า “20 ปีมาแล้วก็มีสิทธิ์ใช้เสียง ตั้งแต่พ.ศ.2552 เลือกอภิสิทธิ์ตลอดเลย”พร้อมยกป้ายเชียร์พรรคเก่าแก่ ยินดีต้อนรับประชาธิปัตย์ ที่เขียนด้วยลายมือบนกระดาษลังทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณที่ประชาชนมาต้อนรับกันอย่างล้นหลามเพราะประชาชนอาจจะอึดอัดกับการเมืองที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีทุนผลประโยชน์และอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะ จ. ตรัง ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องพร้อมย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมือง การซื้อเสียง ซึ่งเราต้องสู้กับธุรกิจการเมืองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยมีการพูดถึงทุนเทาที่ได้เงินมาจากการทุจริต และไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย และครั้งนี้เขาก็สงสัยกันมากว่าทุนเทากำลังจะมาครอบงำการเมือง

ปูดตัวเลขย้ายพรรค1คน50ล้าน

“ผมรู้เพราะว่าช่วงที่ผมกลับเข้ามาใหม่ๆ เขาบอกผมว่ามันมีตัวเลขน่ากลัวมาก เวลาย้ายพรรคเขาบอกว่ามีตัวเลข 30 50 70 ซึ่งไม่ใช่ 30 50 70 บาท เขาพูดกัน 30 50 70ล้านบาท พี่น้องนึกภาพดู ถ้าสส.1คน มีราคา 50ล้านบาท สส.400คน เฉพาะพรรคเดียว ถ้า 2พรรค3พรรค เขาไปเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินที่ผิดกฎหมาย หรือเงินที่โกงกินไปจากพี่น้องประชาชน เราจะทนต่อไปหรือไม่ ต้องไม่ทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องช่วยกันเพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นการเมืองเพื่อพี่น้องทุกคน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

‘ยศชนัน’ยกทัพใหญ่พท.บุกอุบลฯ

สำหรับวันที่2ของพรรคเพื่อไทยในการออนทัวร์ภาคอีสาน ยกทัพใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงเขตเลือกตั้งที่ 7จ.อุบลราชธานี บริเวณที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานีนำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคร่วมลงพื้นที่ด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยต้องการรักษาพื้นที่ให้ได้ หลังจากน.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยส่งนายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ มาลงในเขตเลือกตั้งนี้แทน

ทันทีที่นายยศชนันเดินทางถึงเวทีปราศรัยมีประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมีประชาชนมอบดอกไม้ผูกผ้าขาวม้า หอมแก้มรวมถึงมอบพวงมาลัยซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งกระติ๊บข้าวเหนียว ปลาเค็ม ก๋วยจั๊บ เม็ดมะขามคั่ว หวดนึ่งข้าวเหนียว

ซัดทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณ

จากนั้นนายยศชนันกล่าวปราศรัยว่าวันนี้ยศชนันมา กราบคารวะพี่น้องถึงที่ การที่เราการเมืองเป็นนักการเมือง สิ่งสำคัญที่สุดในหัวใจ คือความกตัญญูรู้คุณ และนี่คือสิ่งที่ตนมาในวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อแม่พี่น้องทุกคน ก็ไม่มีเพื่อไทยวันนี้ ขอกราบขอบคุณพี่น้องด้วยความกตัญญูวันนี้ตนมาเพื่อเน้นย้ำว่า ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เป็นคนที่จะสามารถส่งมอบนโยบายทุกอย่างของพรรคได้ต้องเป็นตี๋เล็กคนเดียวเท่านั้น

โค้งสุดท้าย เน้นสื่อสารปชช.

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงอีสานช่วงโค้งสุดท้ายว่า ลงพื้นที่มาตลอดและสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเรื่องนโยบาย วันนี้มาเน้นย้ำนโยบายหลายเรื่อง ทั้งคนไทยไร้จนเรื่องประกันกำไรและการช่วยเหลือต่างๆยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยช่วงโค้งสุดท้ายอีก4วัน จะเน้นหนักที่การสื่อสารและเน้นว่าวันนี้กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเราจะสรุปภาพรวมนโยบายต่างๆรวมถึงสื่อสารในเวทีย่อย ๆ ควบคู่กันไป รวมถึงผู้สมัครก็ลงพื้นที่ พบปะกับพี่น้องประชาชนต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงการปราศรัยที่ว่านักการเมืองหรือการทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณต้องการสื่อสารไปยังคนที่ย้ายพรรคหรือไม่ และการยกทัพใหญ่มาทั้งผู้ใหญ่ในพรรค ตั้งเป้าต้องชนะพื้นที่นี้ ต้องยึดพื้นที่นี้ให้ได้ใช่หรือไม่

นายยศชนัน กล่าวว่าตนพูดทุกที่อยู่ในเรื่องนี้ว่า การที่เราเป็นพรรคการเมือง สิ่งสำคัญคือพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราก็ต้องดำเนินนโยบายเพื่อพี่น้องประชาชน เรามีการดูแลกันมาตลอด และครั้งนี้มั่นใจว่าตัวนโยบายเองและผู้สมัครสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง

ย้ำเรื่องชาติคือ‘ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน’

เมื่อถามว่า จะแก้เกมอย่างไรกับเรื่องชาตินิยมที่ฝั่งน้ำเงินพยายามปลุกในช่วงโค้งสุดท้ายซึ่งกระทบภาพรวมของพรรคเพื่อไทยด้วย นายยศชนัน กล่าวว่า ตรงนี้ไม่มีผล เพราะเราสื่อสารตลอดว่า เรื่องของชาติ คือ เรื่องที่ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้เกิดกับการเมืองครั้งนี้ ประเทศไทยต้องไปข้างหน้าจริง ๆ แล้ว เราไม่มีเวลาที่จะมาแตกแยกอีก เรื่องนี้ประชาชนน่าจะเป็นคนตัดสินว่า การเมืองแบบนี้ หรือการเมืองแบบไปข้างหน้า จะให้โอกาสใคร

เย็นวันเดียวกัน มีรายงานว่าในการประชุม กกต.สัปดาห์นี้ได้มีมติตามที่สำนักงาน กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัครสส.จะพรรคการเมืองต่างๆ อีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเราไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 35 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯ เร่งยกร่างคำวินิจฉัยก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

ทั้งนี้ ตามกฎหมายหากยื่นต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลฯ มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง ก็จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คน เป็นผู้สมัคร ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาเข้า กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัคร ฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปีปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค
การเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา มีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 7 ราย ใน 7 จังหวัด เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า คำสั่งศาลฎีกาเป็นไปตาม มาตรา 52 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตตรวจพบผู้สมัคร สส.มีคุณสมบัติต้องห้าม โดยผู้สมัคร สส.ที่ถูกถอนชื่อประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 3 ราย (นครราชสีมา ชัยภูมิ ภูเก็ต) พรรคเพื่อไทย 2 ราย จากราชบุรี นครศรีธรรมราช พรรคประชาชน 1 ราย (ตาก) พรรคพลังประชารัฐ 1 ราย (ระยอง)

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน. ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต.  ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน.  ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน. ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต. แถลงการณ์ส่งกำลังใจถึง กปน. หลังเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักในการจัดเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมขอ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อย่าหมดพลัง เชื่ออาสามาร่วมมือขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้า ขณะที่ คปท.เข้ายื่นหนังสือถึงกกต. ตั้งข้อสังเกตุปมไอลอว์พยายามชี้นำประชาชนเห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่ หวั่นนักโทษการเมืองได้นิรโทษกรรม นัดประชุมใหญ่ 5 กุมภาพันธ์ หารือทิศทางหลังจากนี้

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออกแถลงการณ์เรื่องส่งกำลังใจให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และผู้ปฏิบัติงานจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันที่ 8 ก.พ.69 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ประกอบกับสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศกำหนดให้เป็นวันออกเสียงประชามติด้วยนั้น

ในการจัดการเลือกตั้ง สส.เป็นการล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้วิจารณ์และกล่าวหาการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสส.ล่วงหน้าของ กปน. และการทำงานของ กกต.ไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความผิดพลาด บกพร่อง และอาจส่อไปในทางทุจริตซึ่งในส่วนของ กปน. เป็นผู้ปฏิบัติที่ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 20,000 คน อาจรู้สึกท้อถอยและหมดกำลังใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกกต.ทราบดีว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้มีจิตอาสา ที่เข้ามาช่วยปฏิบัติงานให้แก่ กกต. โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจ เสียสละ เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สส.ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน เพื่อให้ภารกิจจัดการการเลือกตั้ง สส.สำเร็จ

กกต.ตระหนักถึงความทุ่มเท แรงกดดันที่ กปน.และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายต้องเผชิญ และเข้าใจว่า กปน. และผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติงานในวันที่ 1 ก.พ.จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตีในวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะรวมเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้นประมาณ 1,500,000 คน โดย กกต.มั่นใจว่าในการดำเนินการ เลือกตั้งในวันที่ 1 ก.พ. และวันที่ 8 ก.พ.จะไม่มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กกต.มีความเข้าใจว่าในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อาจจะมีข้อบกพร่อง หรือความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นขึ้นได้บ้าง กกต.ขอขอบคุณ กปน. และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 1 ก.พ. และขอส่งกำลังใจให้ กปน.และผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่จะร่วมปฏิบัติงานในวันที่ 8 ก.พ.นี้ กกต.มีความมั่นใจว่าพลังความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ของพวกเราคือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเที่ยงธรรม ทุกความเสียสละของทุกท่านในวันนี้ คือการทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินที่ทรงเกียรติและเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย และประโยชน์สูงสุดของประเทศ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อท้วงติงกรณีที่มีบางองค์กรพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดย นายพิชิต กล่าวว่า คปท. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติ โดยเฉพาะองค์กรอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่พยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการทำประชามติจะต้องไม่มีการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง โดยประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบคอร์รัปชันหรือความผิดด้านจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม การชี้นำโดยไม่มีเนื้อหา และชี้นำไปในทางเห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติและมีการแก้ไขในส่วนของการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ซึ่งกกต. ควรมีการชี้แจงข้อห่วงใยอย่างละเอียด และทำความเข้าใจในเบื้องต้นด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ให้รอวันที่ 5 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมของ คปท. เพื่อหารือถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการสังเกตการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิชิต กล่าวว่า นี่เป็น ความไม่พร้อมของ กกต. ซึ่งเป็นข้อกังวลของเรา เพราะแค่การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังเห็นความไม่พร้อมในหลายพื้นที่ ทั้งเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่ได้โปร่งใส และเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง พวกเราจึงมีความห่วงใยในการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า จะดำเนินการเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่สามารถทำประชามติล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปได้นั้น นายพิชิต มองว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเราจะต้องกลับไปหารือและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

สปส.โวถูกระเบียบ ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่ อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

สปส.โวถูกระเบียบ  ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่  อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

สปส.โวถูกระเบียบ ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่ อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สปส.ยันซื้อที่ดินชลบุรี 84 ล้าน เพื่อสร้างอาคาร สปส.แห่งใหม่ ทำถูกต้องตามระเบียบ พร้อมเปิดขั้นตอนการคัดเลือก ย้ำไม่แพงเมื่อเทียบราคาตลาด ส่วนสาเหตุที่ดำเนินการล่าช้าเพราะเพิ่งได้รับแบบแปลนก่อสร้าง

จากกรณี นายสหัสวัต คุ้มคง ผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.)ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม ได้ซื้อที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีแห่งใหม่ โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานเดิมมีพื้นที่คับแคบ ขนาดเล็ก ไม่เพียงพอในการให้บริการประชาชน โดยจัดซื้อที่ดินใหม่ในราคา 84ล้านบาท แต่กลับถูกปล่อยให้รกร้าง จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์นั้น

เมื่อวันที่ 3กุมภาพันธ์2569 นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีดังกล่าวผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า สปส.ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ที่สามารถจัดซื้อที่ดินด้วยวิธีเจาะจงได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สปส.จะซื้อที่ดินของเอกชน ได้ดำเนินการตามระเบียบของส่วนราชการ คือ ไปสอบถามหน่วยงานราชการว่า มีที่ดินราชพัสดุพอที่จะแบ่งบันจัดสรรได้หรือไม่ โดยหน่วยงานได้สอบถาม ธนารักษ์พื้นที่ชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางธนารักษ์พื้นที่ชลบุรี เสนอที่ดินแปลงหนึ่งมาให้ แต่เมื่อมาเทียบแล้วพบว่าที่ดินดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในที่ชุมชน อาจไม่สะดวกในการให้บริการและที่ดินอาจไม่เพียงพอเพราะได้เพิ่มจากสำนักงานเดิมนิดเดียวจึงเป็นที่มาในการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งตามระเบียบสามารถทำได้

นางนิยดา กล่าวว่า ซึ่งกระบวนการก่อนที่จะได้ที่ดินนี้มา ทางสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรี รายงานว่า มีคณะกรรมการสรรหาโดยตั้งเกณฑ์ว่า 1.ต้องไม่ห่างจากสำนักงานเดิมมากนัก 2.มีรถสาธารณะ หรือมีรถประจำทาง เดินทางสะดวก โดยได้ที่ดินมา 11 แห่งด้วยกัน ก่อนที่จะคัดเหลือ 3 ราย ต่อมาได้เทียบราคา โดยทางระเบียบระบุว่าต้องสอบราคาที่ดินใกล้เคียงย้อนหลังไป 3 ปี ว่าราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ที่ดินแปลงนี้แม้จะไม่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท เดินเข้ามาประมาณ 200 เมตร ห่างจากสำนักงานเดิม 800 เมตร และอยู่ในแหล่งชุมชน ซึ่งพอที่สร้างความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อ ถ้าซื้อที่ดินติดถนนใหญ่จะหาซื้อยาก และราคาที่ดินแพงมาก ดังนั้นเมื่อดูความเหมาะสมแล้ว มองว่าสามารถดำเนินการได้

ส่วนจะดำเนินการก่อสร้างเมื่อไหร่นั้น นางนิยดา กล่าวว่า สปส.ได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการออกแบบแล้ว ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ร่างแบบแปลนอาคารสำนักงานและส่งมาที่ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสปส.เพิ่งได้รับมา ทำให้เป็นสาเหตุที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าร่างแบบแปลนอาคารเหมาะกับการใช้งาน และให้บริการหรือไม่ อยากให้มีการปรับปรุงอีกหรือไม่ เมื่อจัดทำรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว ถึงจะไปกำหนดราคากลาง และขออนุมัติงานในการก่อสร้างต่อไป

นางนิยดา กล่าวว่า เรื่องงบประมาณในการก่อสร้าง ต้องรอทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ประมาณการให้ เพราะขณะนี้ สปส.ได้มาแต่ร่างแบบอาคารเท่านั้น ส่วนใช้งบก่อสร้างไหน โดยปกติ สามารถจัดตั้งคำของบประมาณแผ่นดินได้ ถ้าไม่ได้รับงบประมาณแผ่นดิน ต้องมาพิจารณาเงินบริหารกองทุน เพราะที่ผ่านมาเวลาตั้งคำของบประมาณไป ทางสำนักงบ อาจจะพิจารณาว่า สปส.มีงบบริหารกองทุนส่วนหนึ่งที่สามารถใช้ดำเนินการได้อยู่แล้ว

สำหรับค่าซื้อที่ดิน 84 ล้านบาท ใช้งบบริหารกองทุนประกันสังคมในการซื้อมา ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าร้องเรื่องดังกล่าวไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ทราบว่าร้องเรียนไปยังหน่วยงานไหนบ้าง แต่เบื้องต้นทราบว่าหน่วยงานนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้ ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปว่าเมื่อถูกสอบสวนประเด็นนี้แล้ว จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ส่วนราคาที่ดินแพงไปหรือไม่ ราคาที่ดิน กับราคาประเมินนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่ง สปส.ได้ดำเนินการตามกติกา คือ ดำเนินการสอบที่ดินใกล้เคียงย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีไปสอบถามแล้ว พบว่าราคาที่ดินมีการตั้งราคาดุเอาการ เมื่อประเมินแล้ว ราคาที่ซื้อครั้งนี้เฉลี่ยไร่ละ 16 ล้าน เมื่อเทียบกับราคาที่ดินติดถนนสุขุมวิท บางจุดอาจจะขึ้นไปถึง 50 ล้านบาทต่อไร่

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การซื้อที่ดินแห่งนี้ราคาเกินไปหรือไม่ ทางจังหวัดมีการสอบถามที่ดินแถวนั้นอยู่แล้ว มีข้อมูลครบถ้วน มีการเทียบเคียงตามระเบียบกำหนดอย่างไร มีข้อมูลให้ครบถ้วน หากหน่วยงานขอตรวจสอบก็พร้อมให้ข้อมูล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โดยทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมร่วมงานกับทุกพรรคที่เห็นว่าทำประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเงื่อนไขเราจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้สถาบันสั่นคลอน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราประกาศมาโดยตลอด”

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม