รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.15 น.

“รทสช.” เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง” ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง” ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม. 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลาน อเวนิว โซน A ศูนย์การค้า MBK Center ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนที่หลั่งไหลเข้าฟังวิสัยทัศน์จนเต็มพื้นที่ 

ซึ่งการปราศรัย นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ผนึกกำลังขุนพลผู้มากประสบการณ์ อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2, นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 และนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างคับคั่ง เพื่อยืนยันอุดมการณ์ในการอาสาเข้ารับใช้และแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนคนไทย

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.08 น.

“อภิสิทธิ์” ปลุกคนตรังฟื้น “การเมืองสุจริต” ตัดวงจรทุนเทาซื้อ สส. – ฟาด! ภท.แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู ภท.เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไ่ม่ – ขย้ำซ้ำ! คุม “คมนาคม-ท่องเที่ยว” ตั้งนานเอาแต่เปิดอีเวนท์แต่ก็ไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โว ปชป.มืออาชีพ พร้อมวางปรับโครงสร้างปักษ์ใต้ให้แข็งแรง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.20 น. ที่หน้าศาลากลางเก่าจังหวัดตรัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ”ชาวตรัง..ใจเดียว: ฟ้าทั้งใจ ฟ้าทั้งใต้” ที่สนามหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยระบุว่า ใครที่ปรามาสพรรคประชาธิปัตย์หมดอนาคต กำลังจะสูญพันธุ์แล้ว ให้มาดูประชาชนที่มามการปราศรัยพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ (3 ก.พ.) ก่อน พร้อมย้ำว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ที่ตนออกไปจากทางการเมือง มีผู้มาถามตนว่า จะมีโอกาสกลับมาทางการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ตนยืนยันว่า ถ้าตนจะกลับมา จะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เพราะตนมีพรรคเดียว มีภรรยาคนเดียวไม่ต้องเปรียบเทียบใด ๆ เหมือนคนใต้ที่มีใจเดียว 

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ตนกลับมาด้ยภารกิจที่หนักหน่วงในการฟื้นฟูพรรค และช่วยบ้านเมือง เพราะประชาชนทนการเมือง และบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่ไหวแล้ว และตนโชคดีที่การฟื้นฟูพรรคฯ มีผู้อาวุโสในพรรคฯ ที่หนักแน่นอยู่กับพรรคฯ จนปัจจุบัน โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคฯ และผู้ที่เคยทำงานกับตน ก็กลับมาทำงานกับตน และตนก็ยืนยันว่า อุดมการณ์และหลักการความซื่อสัตย์ของพรรคฯ จะต้องไม่เปลี่ยน แม้โลกจะเปลี่ยนไป ตนก็ต้องดึงคนรุ่นใหม่มาทำงาน ซึ่งบ่งบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนประชาชนคนใต้บอกว่าเป็น “สมบัติของพ่อเฒ่า” จนถูกพรรคฝ่ายตรงข้ามกระแนะกระแหนว่า พูดถึงแต่เรื่องเก่า ซึ่งอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สมบัติของพ่อเฒ่าถ้าไม่มีค่า ไม่มีใครเก็บไว และตนก็จะดูรอดูว่า พรรคฝ่ายตรงข้ามเมื่อเป็นผู้เฒ่าแล้ว จะเหลืออะไรหรือไม่ 

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า ก่อนที่ตนจะกลับมาทางการเมือง หลายตนเตือนตนว่า อย่ากลับมา เพราะการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว อดีตภาคใต้ ไม่มีการซื้อเสียง ปฏิเสธการทุจริต แต่ปัจจุบัน กลับมีการซื้อเสียงหนักที่สุด และ สส.มีราคาแพงที่สุด เปิดปราศรัยก็ต้องจ้างมา แกนนำพรรคคนสำคัญขึ้นพูดก็เหลือแต่เก้าอี้ แต่ตนไม่เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ บางช่วงที่ตกต่ำ หรือก้าวพลาด แต่ค่านิยมพื้นฐานของพรรคฯ ต้องอยู่คู่ประเทศไทย เช่นเดียวกับ การเมืองที่สับสนวุ่นวาย ประชาชนอาจไขว้เขว แต่สุดท้าย ประชาชนต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับความถูกต้อง และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้มีการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรอง และการทุจริต จนประชาชนไม่มีอะไรดีขึ้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงยังมีการซื้อตัว สส.30-70 ล้าน กับ สส. 400 คน จะมีธุรกิจใดที่สามารถซื้อ สส.ได้ถึงขนาดนี้ และอย่าแปลกใจที่ขบวนการสแกมเมอร์ ตั้งอยู่รอบ ๆ ประเทศไทย เมื่อหลอกเงินประชาชน ค้ามนุษย์ได้ ก็ส่งเข้ามาที่การเมืองไทย หรือนำมาฟอกเงินในประเทศไทย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องกลับมาทำบ้านเมืองสุจริต เพราะถ้าปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ ประชาชนก็จะหวังพึ่งอะไรไม่ได้ และต้องรอโครงการรัฐบาลมากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว อย่างคนละครึ่ง แต่เมื่อโครงการจบเศรษฐกิจก็ซบเซา จึงไม่มีทางให้รัฐบาลจัดให้มีคนละครึ่งตลอดเวลา แต่อดีตที่ยางราคา 180 บาท ประชาชนไม่ต้องรอพึ่งรัฐบาล เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า จากปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ ตนกลับมาทางการเมืองครั้งนี้ ได้ดึงนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาด้วย เพราะเคยรับผิดชอบวิกฤตเศรษฐกิจโลก และยังมีนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึงคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มาช่วย เพื่อให้ประชาชน มีรายได้ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งพรรคฯ มีแผนแล้วสำหรับเกษตรกร และผู้ประกอบการในภาคใต้ เช่น มอเตอร์เวย์ภาคใต้ และรถไฟรางคู่ไปถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย สามารถเชื่อมถึงสิงคโปร์ และสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทารถไฟ สปป.ลาว-จีนได้ แต่ก็ยังมีพรรคการเมืองอื่นมาใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส.มากว่า 30 ปี ซึ่งหน้าที่ สส.มีหน้าที่นำปัญหาบอกรัฐบาล และผู้อนุมัติโครงการคือรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ คุมกระทรวงคมนาคมเพียง 2 ปีแต่ก็มีโครงการต่าง ๆ ทั้งถนน 4 เลนส์ รถไฟทางคู่ และสนามบิน แต่พรรคที่มาด่าพรรคประชาธิปัตย์ นั่งคุมกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยาวนานกว่าใคร แต่กลับไม่ทำอะไรให้ประชาชน และมาขู่ประชาชน ถ้าเลือกพรรคการเมืองอื่นจะไม่มีโครงการเกิดขึ้น คงรู้จักประชาชนคนใต้น้อยไปที่ข่มขู่ไม่ได้ และตนเพิ่งกลับมาจากพัทลุง กลับมีคนบอกว่า มีโอท็อปส่งออกมือปืน ซึ่งคนพัทลุงมีอะไรมากกว่านั้นมาก แต่ตอนที่เป็นพัทลุง ก็ได้แต่จัดอีเวนท์ ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้คนทั้งโลกรู้ว่า พัทลุงมีของดีมากมาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จะทำ เพราะเป็นมืออาชีพ และกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว และวางพื้นฐานประเทศให้แข็งแรง พร้อมยังย้ำนโยบายต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ 10,000 บาทถ้วนหน้า, หวยจังหวัด, เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง, การหางานให้กับผู้ที่ติดหนี้ กยศ. และอื่น ๆ เป็นต้น 

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า นโยบายต่าง ๆ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ อยู่คู่ประชาชน และคิดตลอดว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองไปได้ เศรษฐกิจดี และชีวิตประชาชนมีความมั่นคง จึงมีเป้าหมาย ไทยหายจน ไม่จนปัญญา จนตรอก จนมุม และจนใจ ซึ่งทั้งหมดจะทำได้ การเมืองต้องสุจริต และให้โอกาสพรรคฯ ไปเป็นรัฐบาล ซึ่งการจะเป็นรัฐบาลได้ ก็ต้องอยู่ที่ประชาชน ที่นอกจากจะต้องเลือก สส.บัญชีรายชื่อแล้ว ยังจะต้องเลือก สส.เขตของพรรคฯ เพื่อให้เพียงพอเป็นรัฐบาลได้ และจะต้องเลือกพรรคประชาชนธิปัตย์ ทั้งบัตร 2 ใบไม่แบ่งใคร เพราะคนใต้ใจเดียว ให้พรรคมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชน 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า 5 วันสุดท้ายของการเลือกตั้ง ทุนเทาต่าง ๆ จะแปลงร่างเป็นแบงก์เทา คนใต้อาจถูกจดชื่อไปแล้ว แต่ถ้าแบงก์เทามาให้ถ่ายภาพเซลฟี่คู่กับตนแล้วบอกว่า 1 ใบไม่พอ ถ้า 2 ใบตนจะมาปราศรัยอีกจะได้ 3 ใบ แต่ไม่ว่าจะได้ 1 ใบ 2 ใบหรือ 3 ใบ แต่คนตรังอย่าเลือก เพราะ 4 ปีกับเงิน 1,000 บาทไม่คุ้มกับการให้นักการเมืองเข้าไปโกงกินกว่าแสนล้าน ทำลายโอกาสลูกหลาน และประเทศ และต้องรออีก 4 ปี ดังนั้น จะต้องหยุด และกลับไปคิด 30 ปีที่ผ่านมา หรือ 50 ปี ที่คนใต้กับพรรคประชาธิปัตย์ เคียงคู่ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ครั้งนี้จะต้องชัดเจนกว่า 8 กุมภาพันธ์ จะต้องไล่คนซื้อเสียงออกจากตรัง และภาคใต้ให้หมด ไม่จำนวนต่อเรื่องเงิน หรือทุนไม่ว่าสีใด แต่จะต้องร่วมกันสร้างบ้านเมืองสุจริต ทำเศรษฐกิจให้ดี ชีวิตประชาชนจะมั่นคง และไทยจะได้หายจนด้วยการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งบัตร 2 ใบ 

สำหรับ บรรยากาศการปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ”ชาวตรัง..ใจเดียว: ฟ้าทั้งใจ ฟ้าทั้งใต้” ที่สนามหน้าศาลากลางหลังเก่านั้น มีประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนชาวตรัง เข้าร่วมรับฟังจำนวนมากจนจำนวนผู้ที่มารับฟังการปราศรัยล้นมาบริเวณหลังเวที และยังมีประชาชนส่วนหนึ่ง ยอมเกาะรั้วฟัง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้บอกว่า กระแสพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2554 ว่าดีแล้ว แต่ก็ยังไม่เท่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.04 น.

‘ภูมิใจไทย’ ลุยหาเสียงตลาดท่าทองใหม่ สุราษฎร์ฯ ขอให้เชื่อมั่น – เชื่อใจ ทำนโยบายดีๆ หวังสร้างเศรษฐกิจดี – ปากท้องดี ก่อน ‘พิพัฒน์’ นำขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนนเลือกทั้งพรรค – เลือกทั้งคน เผยความคืบหน้ารถไฟทางคู่สร้างถึงชุมพรแล้ว จ่อขอทำงบปี 2570 ทำยาวถึงปาดังเบซาร์ คาดไม่เกิน 3 ปีทำจบ ชี้ สะพานข้ามเกาะสมุย คาดภายใน 3 ปีได้ประมูล ด้าน ‘ศุภจี’ อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้องหลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ ‘คนครึ่งพลัส’ กลับมา
       
3ก.พ.2569 เมื่อเวลา17.50น. ที่ตลาดท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสันติ ปิยะทัต ผู้ช่วยหาเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นช่วยผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ทั้ง 7 เขต พรรคภูมิใจไทย หาเสียง ประกอบด้วย น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นายพิพิธ รัตนรักษ์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 , นายวัชรพล ประกายแก้วสกุล ผูัสมัคร สส.เขต 3 , นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน ผู้สมัคร สส.เขต 4 , นายบรรจง จันทร์ช่วง ผู้สมัคร สส.เขต 5 , นายพิชัย ชมภูพล ผู้สมัคร สส.เขต 6 และ นายธานินท์ นวลวัฒน์ ผู้สมัคร สส.เขต 7 
     
โดยเมื่อนายพิพัฒน์ และนางศุภจี เดินทางถึงบริเวณตลาดท่าทองใหม่ มีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับจำนวนมาก พร้อมกับมอบพวงมาลัยดาวเรือง ดอกกุหลาบ และตะโกนเรียกชื่อศุภจี รวมถึงหมายเลข 37 ของพรรคภูมิใจไทย
     
จากนั้น นางศุภจีขึ้นท้ายรถหาเสียงกลางตลาดเป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า วันนี้มาเพื่อให้ความเชื่อมั่น เชื่อใจ ว่าพวกเราตั้งใจเอานโยบายดีๆมาให้ เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องของพวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดี


     
ขณะที่ นายพิพัฒน์ กล่าวสั้นๆว่า พิพัฒน์หยัดได้ ขอให้พี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี เลือกภูมิใจไทย ทั้งคนทั้งพรรค
     
จากนั้น นายสันติ กล่าวว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยกล้าตัดสินใจที่จะทำหลายเรื่อง แต่รัฐบาลนี้ทำงานมา 2 เดือนกว่าๆ ทำประโยชน์แล้วหลายเรื่องให้พี่น้องประชาชน ดังนั้น วันที่ 8 ก.พ.นี้ อย่าลืมพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่นายพิพัฒน์ จะนำนางศุภจี และคณะ เดินตลาดศาลเจ้า ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนพากันมอบดอกไม้ และขอถ่ายรูปกับนางศุภจีตลอดเส้นทาง 
     
ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเวทีนายพิพัฒน์ พร้อมด้วยนางศุภจี และคณะ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ภายในวัดกลางเก่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี 
    
ต่อมา เวลา 19.30 น. นายพิพัฒน์ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า ภาคใต้ขาดโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมา 30 กว่าปี จึงขอกำลังใจจากพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี ว่าถ้าเราต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆ ขอให้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 7 เขต รวมถึงเลือกพรรคด้วย ในส่วนของรถไฟทางคู่ขณะนี้สร้างมาถึง จ.ชุมพร แล้ว ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 จะมีการขอทำงบประมาณครั้งเดียวตลอดสายจากชุมพรถึงสุราษฎร์ธานี จากสุราษฎร์ธานีถึง อ.หาดใหญ่ และจาก อ.หาดใหญ่ไปถึงปาดังเบซาร์ คาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะทำสำเร็จ เพื่อบรรเทาความแออัดบนพื้นผิวจราจร และเพื่อให้ทัดเทียมภาคเหนือ และภาคอีสานต่อไป
     
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนคือการทำ โครงการสะพานข้ามเกาะสมุยระยะทาง 25 กม. เพื่อบรรจบที่ฝั่ง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งช่วงและอีกหนึ่งช่วงที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะเป็นผู้ดำเนินการในการก่อสร้าง ขณะนี้การทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วตามที่ กทพ. รายงานให้ตนทราบ และได้มีการลงนามเอ็มโอยู 4 หน่วยงาน ซึ่งคาดว่า โครงการดังกล่าวจะมีการประมูลภายใน 3 ปี 


     
จากนั้น นางศุภจี กล่าวช่วงแรกบนเวทีปราศรัย โดยทักทายเป็นภาษาใต้ ว่า “คิดถึงหม้าย วันนี้ดีใจที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้“ ก่อนกล่าวต่อว่า เราจะก้าวข้ามความท้าทายไปพร้อมกัน พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ตั้งใจที่จะมาดูแลชาวสุราษฎร์ธานีแค่ช่วงเลือกตั้ง แต่เราอยากจะมาดูแลชีวิตปากท้องเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งด้วยเช่นกัน
    
นางศุภจี กล่าวว่า นายพิพัฒน์ได้กล่าวคำขวัญจังหวัดสุราษฎร์ ซึ่งบ้านเมืองเราเป็นเมืองร้อยเกาะ มีเงาะอร่อย แต่เงาะตอนนี้น้อยไป กลายเป็นพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น ดังนั้น จะต้องพัฒนาทุเรียนในเกาะสมุยให้เป็นทุเรียนจีไอเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ส่วนยางพาราพรรคภูมิใจไทยจะพยายามพัฒนาเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคามีเสถียรภาพโดยต้องช่วยกันทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และควบคุมผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด
     
นอกจากนี้ ในคำขวัญยังมีการโชว์เรื่องของแหล่งธรรมะ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเรามีทุกอย่าง ดังนั้น อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากคำขวัญของจังหวัดที่จะทำอย่างไรให้คนที่มา จ.สุราษฎร์ธานีไม่ใช่เพียงข้ามไปเที่ยวที่เกาะต่างๆ แต่ยังเที่ยวอยู่ในตัวจังหวัด เพื่อทำเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาให้อยู่นานขึ้น
    
นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยืนยันว่า หากได้กลับมาบริหารงานจะนำกลับมาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจปากท้อง โดยต้องมีการเพิ่มทักษะให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้ตรงกับคำว่า “พลัส“ เพื่อให้มีทักษะขายของได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงนโยบายในเรื่องอื่นๆอีกด้วย

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.13 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นาย นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา อดีตนักศึกษาเกาหลี และผู้ประกอบการส่งออกปลาสวยงาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipat Bhandhumachinda ระบุว่า “ในวันทหารผ่านศึก ที่เรารำลึกถึงบุญคุณของทหาร ตำรวจ ไทยทุกๆท่านที่เสียสละชีวิตและสวัสดิภาพของตนเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติและประชาชนนั้น ก็มีความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของผมว่า ในวันที่ ๗ สิงหาคม พศ. ๒๕๖๔ มีคนไทยบางคนได้ไปชุมนุมในบริเวณอนุสาวรีย์ฯที่ทรงเกียรติที่สุดของชาติที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับทหารตำรวจผู้เสียชีวิต และนี่คือความน่ารังเกียจที่สุดที่เขาได้ร่วมกระทำกันต่อวีรบุรุษของชาติ

ผมคงไม่ฟันธงว่าคนเหล่านี้นิยมชื่นชมพรรคการเมืองไหน และคงไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้ไปกล่าวชี้นำเพื่อนๆว่ามีใครที่อาจจะอยู่เบื้องหลังการชุมนุมที่ต่ำทรามเยี่ยงนี้ แต่ผมก็มีความเชื่อของผม มีความนึกคิดที่แน่วแน่เป็นการส่วนตัวเช่นกันว่า หากยังมีคนไทยประเภทนี้อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยร่วมกันกับผม ผมก็ขอเลือกพรรคการเมืองที่ผมเองสามารถจะแน่ใจที่สุดได้ว่าจะปกป้องประเทศและความสุขสงบของประเทศจากความก้าวร้าวที่จะฮึกเหิมไปถึงไหนๆก็ได้ของคนไทยประเภทดังกล่าวนี้นั้น อย่างถึงที่สุดครับ”

นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา

ทำเอาชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากสำหรับโพสต์ของ นาย นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา อดีตนักศึกษาเกาหลี เช่น

“เห็นแบบนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าตัดสินใจเลือกสีน้ำเงินถูกต้องที่สุด”

“เลววว”

“หลักฐานระบุชัดเจนว่าคือกลุ่มไหน สิ่งที่เค้าทำล้วนออกมาต่ำตมจากใจ ดูถูกเหยียดหยามการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของวีรชนเเละเหยียบย่ำความรู้สึกทางจิตใจของครอบครัววีรชน สัตว์หยาบช้าเท่านั้นที่ทำเเบบนี้ได้”

“ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้นไปอีกครับว่าต้องเบอร์ 37 เท่านั้น”

“ไอ้พวกเลว”

“ธง REDEM ชัดเจนครับว่าฝูงไหน”

“เราไม่ลืมความระยำ ของพรรคการเมืองนี้หรอก เอ่ยก็ได้ปัจจุบันคือพรรคประชาชน ที่ล้วนแล้วแต่มีความคิดไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างมนุษย์สติดีๆก็พึงมีกัน”

นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา
นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา
นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Nitipat Bhandhumachinda

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

3 ก.พ. 2569 ที่ จ.ตรัง นายชวน หลีกภัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีปราศรัยที่จ.ตรัง ว่ามีเรื่องที่ตนต้องเล่าให้ฟังในฐานะเป็นเจ้าของพรรค ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์มีความขัดแย้งรุนแรง ตอนลงมติโหวต นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ทั้งนี้มีการฝืนมติพรรค มี สส. 19 คนลงคะแนนสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทั้งที่มติพรรคไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเสีย ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และได้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคตกต่ำของพรรค และมีแกนนำพรรคหลายคนลาออก เหลือแต่ตน แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปล คือ นายเฉลิมชัย ลาออก จึงเป็นที่มาที่นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค และแกนนำที่ลาออกไปได้กลับมา 

“ตอนนี้นายอภิสิทธิ์กลับมา ทำให้ยกระดับจากพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง จากที่ผู้บบริหารยุคก่อนนั้นมีวัตถุประสงค์จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเหมือนพรรคชาติไทย เป็นพรรคครอบครัว ได้สส. ไม่กี่คน แต่หัวหน้าพรรคร่วมเป็นรัฐมนตรีทุกครั้ง แต่ตอนนี้ยกะระดับแล้ว ผมมองว่านายอภิสิทธิ์เหมาะสมจะเป็นผู้นำ ขอให้ประชาชนช่วยทำตามที่ขอร้อง เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และขอสนับสนุนผู้เลือกตั้ง สส.เขต” นายชวน กล่าว

ชวน หลีกภัย

นายชวน กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีเงินออกมาแล้ว เริ่มต้น 500 บาท ตนจึงไปเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ไม่เจอพบแต่นายอำเภอ และผู้กำกับ เพื่อขอร้องให้ช่วยตรวจสอบและปรามผู้ซื้อเสียง แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็น รมว.มหาดไทย ทำให้ข้าราชการกลัวไม่กล้าทำอะไร แต่ตนขอชื่นชม พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ที่กล้าเตือนว่าอย่าเป็นเครื่องมือคนซื้อเสียง นอกจากนั้นได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย แม้รู้ว่าเป็นคนของนายอนุทิน แต่พ่อของปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นคนจ.ตรัง ตนจึงเขียนหนังสือด้วยความเป็นกัลยาณมิตร แจ้งถึงพฤติกรรมการเมืองของบางงพรรค ซื้อเสียง ที่ระบาดไปถึงจ.ตรัง  และขอปลัดกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนภารกิจเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีเกียรติ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขอให้กำชับบุคลากรส่วนกลางและท้องถิ่น ทำงานด้วยความเป็นธรรม  สร้างสรรค์ความถูกต้องชอบธรรมให้กับประเทศ สอดคล้องกับการปกครองในระบอบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายชวน กล่าวด้วยว่านอกจากนั้นแล้วมีบางพรรคใช้ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ซื้อเสียง มีคนบอกว่าไม่อยากทำ แต่จะถูกมองเป็นหมาหัวเน่า ตนเห็นใจทำหนังสือปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของ อสม. “อสม. 1 คน คุม 25 ครอบครัว เขาจะให้เงินไว้ 25,000 บาท เพื่อจ่ายให้ครอบครัวละ 1,000 บาท และจะให้รางวัล อสม. อีก 10,000 บาท รวมถึงเงินรางวัลอีก 200 บาท ทำให้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง ผมจึงทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าว” นายชวน กล่าว

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก  ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

“อนุทิน” หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ชาวบ้านตะโกนอยากได้เป็นนายกฯ ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ “ศุภจี” เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง รั้วของชาติ–ทหารอาสามีเงินเดือน แก้น้ำท่วมต้องสร้างระบบ ไม่ใช่จ่ายเยียวยา

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บึงตะเครง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนมารอให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น โดยผู้สมัคร ส.ส. ประกอบด้วย นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร เขต 1, น.ส.ปรานอม หลิมประเสริฐ เขต 2, นายพงษ์มนู ทองหนัก เขต 3, นายนิยม ช่างพินิจ เขต 4 และ นายจุติ ไกรฤกษ์ เขต 5 ระหว่างที่นายอนุทินขึ้นเวทีปราศรัย มีเสียงประชาชนตะโกนขึ้นว่า “อยากได้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี” ทำให้นายอนุทินยิ้ม พร้อมชูนิ้วโป้งทักทาย ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง

นายอนุทิน กล่าวถึงความผูกพันกับจังหวัดพิษณุโลกว่า ตนเดินทางมากราบสักการะสมเด็จพระพุทธชินราชอยู่เสมอ และพกพระสมเด็จพระพุทธชินราช ใบเสมา ติดตัวเป็นประจำ ย้ำว่าพิษณุโลกไม่ใช่เมืองผ่าน แต่เป็นเมืองแห่งศักยภาพ สามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อภาคเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคอีสานได้ หากมีการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมอย่างจริงจัง

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงนโยบายด้านสาธารณสุข โดยย้ำว่าการฟอกไตฟรีในทุกระบบ ตนนำกลับมาให้แล้ว หลังจากมีคนนำออกไป ไม่รู้ว่าหัวใจทำด้วยอะไร เรื่องสุขภาพ ตนย้ำมาตลอด ว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำๆ หยุดๆ เพราะเข้าใจดีถึงความทุกข์ของผู้ป่วยโรคไต ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมค่าเดินทางสูงถึงเดือนละ1-2 หมื่นบาท และจากนี้ ได้มองไปถึงการสร้างศูนย์ฟอกไตในทุกตำบล ก็ขอให้พี่น้องไว้ใจ ให้มีโอกาสได้ทำงาน นายอนุทิน ยังชื่นชมบทบาท อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญดูแลสุขภาพประชาชน และตั้งเป้าปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมมากขึ้น โดยเปิดเผยว่า สมัยขึ้นค่าตอบแทนให้เป็น 2,000 บาท ยุคนั้น มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ส่วนตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้นายจุติ มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถือว่าเป็นคนทำงานเป็น หากมีโอกาส ก็เชื่อว่า จะทำได้สำเร็จอีกครั้ง

ด้านความมั่นคง นายอนุทิน ระบุว่า ประเทศต้องเสริมความเข้มแข็งของกองทัพ เพื่อไม่ให้ใครมารุกราน พร้อมผลักดันนโยบาย “รั้วของชาติ” และโครงการทหารอาสา ที่จะมีเงินเดือน ได้รับการฝึกวินัยทหาร ควบคู่การฝึกวิชาชีพ เพื่อให้สามารถนำทักษะไปประกอบอาชีพได้หลังปลดประจำการ

ส่วนปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดพิษณุโลก นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงเวลาเลิกคิดแบบเดิมที่น้ำท่วมแล้วจ่ายเงินเยียวยาทุกปี แต่ต้องนำงบประมาณไปสร้างระบบระบายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำ และฟลัดเวย์อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถบูรณาการการทำงานทุกกระทรวงได้เต็มที่ แก้ปัญหาได้จริง ไม่ติดขัดเหมือนที่ผ่านมา

ในประเด็นราคาข้าว นายอนุทิน ระบุว่า ชาวพิษณุโลกจำนวนมากเป็นชาวนา พรรคภูมิใจไทยต้องการให้ราคาข้าวสูงขึ้นอย่างเป็นธรรม โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ช่วยผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก เพราะประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปราะบาง พร้อมย้ำว่าผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคคือกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงชาวนาและขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันว่า นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะเดินหน้าทันทีหากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล โดยจะไม่ใช่การแจกเงินเปล่า แต่เป็นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคัก  มีประชาชนจากหลายหมู่บ้านในอำเภอบางระกำและพื้นที่ใกล้เคียงทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง บางส่วนสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย ถือป้ายให้กำลังใจ และโบกธงพรรคต้อนรับคณะหาเสียงอย่างอบอุ่น ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ต่างเข้ามาทักทาย จับมือ และขอถ่ายภาพเซลฟี่กับนายอนุทินอย่างเป็นกันเอง สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในพื้นที่

โดยมีประชาชนตะโกนส่งเสียงเชียร์ ขอให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความคาดหวัง หลายครอบครัวพาบุตรหลานมาร่วมฟังการปราศรัย ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและเกษตรกรต่างยืนปักหลักรับฟังนโยบายอย่างตั้งใจ

ตลอดการปราศรัย ประชาชนมีปฏิกิริยาตอบรับเป็นระยะ ทั้งเสียงปรบมือ เสียงโห่ร้องเห็นด้วย และเสียงตะโกนสนับสนุนนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นราคาข้าว การแก้ปัญหาน้ำท่วม และนโยบายคนละครึ่งพลัส สะท้อนว่าประเด็นปากท้องและคุณภาพชีวิตยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจ บรรยากาศโดยรวมจึงเป็นไปด้วยความคึกคัก อบอุ่น 

คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.59 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล  นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีตาไม่ดู มีหูไม่ฟัง ใช้แต่ปาก”

ประเทศนั้นเจริญ ประเทศโน้นก็เจริญกว่าไทย กรูถามเมิงหน่อย คนไทยเสียภาษีกี่คน? รายได้อื่นของรัฐมีเท่าไหร่? นักการเมือง+ข้าราชการโกงไปแค่ไหน ? 

และใครเลือกนักการเมือง?

ก่อนจะด้อยค่าประเทศตัวเอง เมิงต้องรู้ว่าประเทศไทยมีงบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่ ไม่ใช่สักว่ามีปากอยากพูดอะไรพล่ามไป ให้ฟินกันในขบวนการส้ม

หลายปีที่โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างถนนที่สร้างกระจายกันทั่วประเทศนั้น ของเก่าขยายเพิ่มกี่เลน? ของใหม่สร้างเท่าไหร่ เมิงเห็นไหม?

มีคนบอกกรูและมีคลิปที่บอกว่า ถนนที่สร้างมากจนผิดหูผิดตานั้น ในหลวงให้ เงิน 3 แสนล้านบาทสมัยพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จริงหรือไม่กรูไม่รู้ แต่ความเจริญด้านวัตถุอย่างถนนนั้นเห็นอยู่ตำตา และยังสร้างไม่หยุด สนามบินก็เพิ่มและปรับปรุงใหม่

ประเทศเจริญไม่ได้หมายความว่ามีแต่ความเจริญด้านวัตถุ มีแต่ตึกรามบ้านช่อง ห้าง แหล่งบันเทิงหรู รถ ฯลฯ 

สิ่งที่เป็นความเจริญอย่างแท้จริงของประเทศชาติคือ “คุณภาพคน” คนที่มีหัวคิด คนที่มีปัญญา อย่างน้อยก็รู้ว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไร มีศักยภาพแค่ไหน และเพราะเหตุใด.

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.21 น.

กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง พบนโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จำนวน 51 พรรคการเมือง ภายใต้กรอบอำนาจ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57  โดยชี้ปัญหาหลักคือหลายนโยบายหาเสียงยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องวงเงินที่ใช้ และ แหล่งที่มาของเงิน ซึ่งอาจกระทบความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ 

ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ กกต. แนะนำให้พรรคการเมืองปรับปรุง 1. ชื่อนโยบายควรตรงกับที่ประกาศโฆษณาในที่สาธารณะหรือช่องทางต่าง ๆ เพื่อความชัดเจน  2.วงเงินและระยะเวลา ควรระบุให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น รายปี หรือรวม 4 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบระหว่างพรรคได้ง่าย และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง  3.แหล่งที่มาของเงินจะต้องระบุชัดเจน เช่น จากงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้ตามกฎหมาย การใช้มาตรา 28 วินัยการเงินการคลัง กองทุนต่างๆ หรืออื่นๆ พร้อมอธิบายวิธีการจัดการความเสี่ยง และความสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ  

นอกจากนี้ กกต.เน้นย้ำว่าพรรคการเมืองควรวิเคราะห์นโยบายอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงหลักงบประมาณ การเงินการคลังเพื่อความเป็นไปได้และยั่งยืน ไม่ก่อภาระหนี้สินเกินกรอบกฎหมาย รวมถึงระบุรายละเอียด เช่น ปีงบประมาณที่จะเริ่มใช้ วิธีบริหารหากงบไม่พอ หรือผลกระทบจากการลด/ยกเว้นภาษี ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนศึกษาความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายแต่ละพรรค ก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 

โดยกกต. เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเพิ่มเติมจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของ 51 พรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ชี้ว่าหลายนโยบายหาเสียงยังขาดความชัดเจนและเสี่ยงกระทบวินัยการคลังระยะยาว โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งมีประเด็นหลักที่ กกต. เตือนและแนะนำปรับปรุง ได้แก่ วงเงินและแหล่งที่มาเงินควรแจกแจงชัดเจน สอดคล้องกันทั้งรายนโยบายและภาพรวม หลายพรรคยังคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเป็นไปได้จริงได้เต็มที่

ส่วนความคุ้มค่าและประโยชน์นั้น บางนโยบาย เช่น พัก/ปลดหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข  อาจดีระยะสั้น แต่สร้างmoral hazard หรือ ลดวินัยการเงิน ลดแรงจูงใจแก้ปัญหาที่ต้นตอ ควรทำควบคู่ยกระดับทักษะ/รายได้ และทุกนโยบายควรมี Cost-Benefit Analysis ที่ชัดเจน อยู่ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง

สำหรับผลกระทบและความเสี่ยงนั้น ส่วนใหญ่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เน้นรายจ่ายประจำ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ค่าไฟ/ค่าโดยสารถูก อุดหนุนผู้สูงอายุ/เด็ก มากกว่ารายจ่ายลงทุน ทำให้ภาระงบประจำพุ่ง ซึ่งปัจจุบัน 70% ของงบรายจ่าย ส่วนการลด/ยกเว้นภาษีอาจทำให้รายได้รัฐลด กดดันขาดดุลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2570–2573 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDPคาดเพิ่มเป็น 69.36% (ปี2570) และ69.78% (ปี2571) ใกล้เพดาน 70% หากนโยบายใช้งบสูงต่อเนื่อง รัฐแทบไม่มีพื้นที่ขาดดุลเพิ่ม อาจเกินกรอบวินัยการเงินการคลัง เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต ส่งผลต้นทุนกู้สูงขึ้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนลด ค่าเงินผันผวน

ทั้งนี้ กกต.ย้ำว่าพรรคการเมืองควรตรวจสอบนโยบายให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศ พิจารณาผลกระทบรอบด้าน เพื่อความยั่งยืนทางการคลังและไม่ก่อภาระเกินควร พร้อมแนะโครงการใหญ่งบประมาณมากกว่า 500 ล้าน ต้องประเมินความเสี่ยงทุจริตตามแนวทาง ป.ป.ช. ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนเปรียบเทียบและตัดสินใจลงคะแนนอย่างรอบคอบมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ ฯ เป็นการให้ความเห็นภาพรวมในนโยบายของทั้ง 51 พรรค เนื่องจากเห็นว่า ถ้าให้ความเห็นรายนโยบายหรือรายพรรค อาจทำให้ ทำให้เกิดประเด็นหาเสียงโจมตีระหว่างพรรคการเมืองได้ รวมทั้ง อาจมีผลต่อหน้าที่การงานของกรรมการที่มาจากหน่วยงานรัฐ

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว’จ่าศตวรรษ’ วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว'จ่าศตวรรษ' วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว’จ่าศตวรรษ’ วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.52 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพส์ภาพบรรยากาศ งานวันทหารผ่านศึกที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับน้องมีสุข ลูกสาวคนโตของ “จ่าเพียว” พล.ต.ศตวรรษ สุจริต วีรบุรุษทหารกล้า

 พร้อม ข้อความ ระบุว่า รูปนี้ดูแล้วเกินล้านความหมาย น้องมีสุข ลูกสาว ”จ่าศตวรรษ“ วิ่งฝ่าฝูงนักข่าว มาหานายกรัฐมนตรี น้องยิ้มแย้มสดใส อย่างดีใจครับ

ภายหลังยุทธการยุทธบดินทร์  แนวคิดของนายกฯได้ผลักดัน การสร้างหลักประกันการดูแลทหารชั้นผู้น้อย อย่างสิทธิกำลังพล ค่ารักษาพยาบาลบิดา-มารดา ของทหารที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ในทุกชั้นยศ ไปจนถึงสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของ พ่อแม่ กำลังพล ครอบคลุมขยายไปไปถึงครอบครัวของน้องพลทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่  ซึ่งที่ผ่านมา พ่อแม่ของพลทหารไม่เคยได้รับการพิจารณาดูแล บัดนี้ได้ผ่านเป็นมติ ครม. เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณภาพ คลิป : Wassana Nanuam

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.37 น.

วันนี้ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเรื่องแผนกินรวบประกันสังคมบอร์ดประกันสังคม โดยมีข้อความทั้งหมดระบุ ว่า “แผนกินรวบประกันสังคมบอร์ดประกันสังคมมี 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐ มีงบประมาณมหาศาลภายในประกันสังคม ถูกนำมาใช้หาเสียงโดย “ไอซ์“ แม่มดสาวรุ่นใหม่ ปราศรัยหาเสียงเรียก “คุณพี่ คุณพี่“ เสียงแจ๋วๆ ขยี้ “งบประกันสังคม” ทุกวี่ทุกวัน บอร์ดประกันสังคมฝ่าย “ผู้ประกันตน” มี ”ทีมประกันสังคมก้าวหน้า“ ของพรรคส้มได้รับเลือกมา 6 คน จากทั้งหมด 7 คน โดยการเลือกตั้งจากผู้ประกันตนเพียง 100,000 กว่าคน จาก 20 กว่าล้านคน เรียกว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1% ด้วยงบประมาณจัดการเลือกตั้งเกือบ 300 ล้านบาท เป็นครั้งแรกที่ใช้การเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน เมื่อพลพรรคส้มเทคโอเวอร์ฝ่ายลูกจ้างในบอร์ดประกันสังคมได้แล้วนี่เป็นเอกสารแสดงให้เห็นว่า

ต่อมาในการประชุมบอร์ดประกันสังคม มีการเสนอชื่อ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้าเป็นคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด โดยสำนักงานประกันสังคมมีกฎสำคัญ คือ “ไม่นำเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในบอร์ด“ แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่มีพรรคส้มอยู่เบื้องหลัง ได้พยายามผลักดันเสนอชื่อ “ธนาธร” ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ผ่านการอนุมัติให้เป็นอนุกรรมการ ถามว่า มีความพยายามดันก้นคนชื่อ “ธนาธร“ เข้าสู่บอร์ดประกันสังคมเพื่ออะไร? ในเมื่อทุกคนทราบดีว่าธนาธรเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม” เกี่ยวข้องกับการเมือง ของแท้แน่นอน นอกจากนั้นทีมประกันสังคมก้าวหน้า และอนุกรรมการที่เสนอชื่อเข้าไป ยังเกี่ยวข้องกับพรรคส้มแบบรัวๆ ไล่เรียงตัวตั้งแต่

ชูวิทย์

– ธีระชาติ ก่อตระกูล อนุกรรมการไอที ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

– อนุสรณ์ ธรรมใจ ลงสมัคร สส.พรรคประชาชน เขตตลิ่งชัน

– ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์และการลงทุนประกันสังคม เป็นอดีตนิสิตที่เดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ร.5 ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

– ธนพร วิจันทร์ อดีตผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า ผู้ชูธงให้คนต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม

– ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โทรโข่งพรรคส้ม ก็เคยเป็นอนุกรรมการบอร์ดในประกันสังคม

– และโดยเฉพาะ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ปี 2561

ชูวิทย์

แค่เห็นความเป็นมาก็รู้ไปถึงตับไตไส้พุงแล้วว่า “ส้มแท้ไม่มีสีอื่นปะปน” เมื่อนำ “การเมือง“ เข้าไปในบอร์ดประกันสังคม โดยมีธนาธรเป็นศาสดาจะเกิดอะไรขึ้น ทำไปทำไม? เหตุเพราะงบประมาณที่ “ไอซ์” พร่ำบนเวที เห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงแต่เป็นเพราะพรรคส้มต้องการ “กินรวบประกันสังคม” ที่มีงบประมาณมหาศาลต่างหาก โดยธนาธรมีต้นกำเนิดจากครอบครัวกลุ่มไทยซัมมิท ที่เป็น “นายทุน” และธนาธรเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ในสถานะ “นอมินี“ พรรคส้ม จึงให้ไอซ์ผลิต “น้ำแข็ง” เข้าโจมตีการใช้เงินงบประมาณของประกันสังคม

ทั้งๆ ที่ทุกงาน ทุกงบ ทุกการลงทุนแม้แต่ที่ดินชลบุรี ที่พูดปาวๆ ว่าประกันสังคมอีลุ่ยฉุยแฉกนั้นเป็นการอนุมัติผ่าน ”บอร์ดประกันสังคม“ อันมีทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า“ ที่พรรคส้มสนับสนุนนั่งกันอยู่เต็มบอร์ดโดยทั้งสิ้นเป็นการวางแผนให้คนหนึ่งตีประตูหน้า อีกคนหนึ่งแอบแทรกเข้าประตูหลัง เอาดีใส่ตัว เที่ยวด่าประจานการใช้งบฉอดๆ คร่ำครวญแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน ทั้งที่พวกตัวเองนั่งยกมืออนุมัติให้เต็มบอร์ด เห็นหรือยังว่าเมื่อ ”น้ำแข็ง” ละลายลง ความจริงมันปรากฏชัด

ชูวิทย์

ต้องพิจารณาเอาดีกว่าว่า “แผนซ้อนแผน“ นี้ใครวางเกม? ที่ว่า ”ทำการเมืองแบบซื่อๆ“ แท้จริงกลับเล่นสอดไส้ตีเนียนกันแบบนี้นี่เอง หากธนาธรได้เข้าไปนั่งอยู่ใน “คณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด“ บงการทิศทางในการลงทุนของประกันสังคมตามความเห็นของบอร์ดพรรคส้มที่พูดว่า “เอาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของธนาธรมาใช้” ก็อาจมองได้ว่าจะมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เกิดขึ้น และมั่นใจไม่ได้ว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้อง หรือไม่? ดูเอาจาก “คดีน้องชายธนาธร“ ที่ “จ่ายใต้โต๊ะ” เพื่อให้ได้สิทธิ์เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนเพลินจิต ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญามาแล้วคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด ที่มีอำนาจอนุมัติการลงทุนมูลค่ามหาศาล จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อนายธนาธรเข้าไปนั่งอยู่ แต่เมื่อเสนอไปครั้งแรกไม่ผ่าน กลับยังดันทุรังเสนอครั้งที่ 2 อีก โดยมีฝั่งคนของพรรคส้มสนับสนุนหมด ผู้ประกันตนคงจะได้ “โรงงานส้มแช่แข็ง“ มาลงทุนเพิ่มในพอร์ตเสียมากกว่า

โดยมี พม่า ลาว เขมร เต็มโรงงาน ตามนโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้าตอนไอซ์ปราศรัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ยัดชื่อธนาธรเข้าไป 2 ครั้งแล้ว แต่เขาไม่ให้เป็น“ เพราะอะไร?ขนาดเป็น “ฝ่ายค้าน” ยังเก่งขนาดนี้ ไม่ต้องเป็น “รัฐบาล” หรอกครับ ไม่งั้นเดี๋ยวก็ยัดชื่อ “ธนาธร” เข้าไปนั่งสารพัดบอร์ดอีก โถ.. การเมืองใหม่ของพรรคส้มมันต่างกับการเมืองเก่าตรงไหน? ใครขึ้นมาก็จ้องจะ “กินรวบประเทศไทย“ เหมือนกันหมด จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็โกหกได้เป็นวรรคเป็นเวร แล้วตีเนียนว่าตัวเองเป็นการเมืองใหม่”

ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายกับโพสต์ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เช่น

“กระจ่างมาก ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ”

“ลุงเบิกเนตร ประชาชนจะได้รู้ได้เห็น ข้อมูลความจริงรอบด้าน เปิดด้านมืดออกมาครับลุง”

“ขอบคุณสำหรับข่าวสารครับ ลุงชู ผู้เชี่ยวชาญ”

“ขอบคุณที่ตีแผ่อีกมุมมองครับพี่ชูวิทย์”

“ไม่น่าเชื่อว่าลุงจะเป็นคนแบบนี้ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ”

ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์