ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก'ด้อมส้ม' จาก 'ดิว'ถึง 'ซีเค' ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ในการเมืองร่วมสมัย คำว่า “ด้อมส้ม” มักถูกใช้เรียกกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ คำนี้กลายเป็นฉลากทางการเมืองที่บอกทั้งจุดยืน ตัวตน และเครือข่ายความคิดของผู้พูดโดยปริยาย

กลุ่มนี้มักถูกวางภาพให้เป็นตัวแทนของความฉลาด ความก้าวหน้า และความเข้าใจโลก พูดเรื่องอนาคตได้คล่อง พูดเรื่องโครงสร้างได้ถนัด พูดเรื่องประชาธิปไตยได้เหมือนเป็นภาษาที่ใช้ทุกวัน ภาพที่ถูกส่งออกไปคือ ประเทศควรฝากความหวังไว้กับคนแบบนี้ คนที่ดูพร้อม ดูรู้ ดูทัน และดูเหนือกว่าสังคมส่วนอื่น

แต่เมื่อมองให้ตรง คนรุ่นใหม่ที่ดังบนโลกการเมืองออนไลน์จำนวนหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบต้องคำนวณค่าใช้จ่ายรายวัน พวกเขามีต้นทุนตั้งแต่ต้น มีฐานะ มีการศึกษา มีเครือข่าย และมีพื้นที่พูดที่ไม่ต้องแย่งกับใคร

ความก้าวหน้าที่ถูกพูดถึงจึงมาพร้อมความมั่นใจที่ล้ำเส้น จนค่อย ๆ กลายเป็นท่าทีเหนือกว่า และเปิดช่องให้การเหยียดผู้อื่นถูกมองเป็นเรื่องปกติ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ซีเค เจิง นักธุรกิจลูกครึ่งไทย–จีน เติบโตต่างประเทศ ทำธุรกิจสำเร็จ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคส้มอย่างชัดเจน

ซีเคสื่อสารการเมืองจากฐานของคนที่มีต้นทุนครบ และคุ้นเคยกับการอธิบาย มากกว่าการฟัง เส้นแบ่งระหว่างความมั่นใจและความโอหังค่อย ๆ เลือนหายไปในกระบวนการสื่อสารแบบนี้

ท่าทีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันมาจากความสำเร็จที่ถูกยืนยันซ้ำ มาจากพื้นที่ที่เปิดให้พูดโดยไม่ต้องรอคิว และเมื่อท่าทีเดียวกันนี้ถูกนำเข้าสู่สนามการเมือง ความสำเร็จส่วนตัวก็ถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับการตัดสินผู้อื่นจากที่สูง

โพสต์ที่กลายเป็นชนวน ไม่ซับซ้อน ซีเคเล่าว่าเขาถามยายว่าจะเลือกใคร และอ้างคำตอบว่ายายรับเงินมาแล้ว 2,000 บาท เพื่อเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคส้ม เขาใช้ตัวอักษร “xxx” แทนชื่อพรรค แล้วโพสต์ข้อความนั้นออกมากลางช่วงเลือกตั้ง

ไม่มีคำบอกว่าเรื่องแต่ง ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม และไม่มีความรับผิดชอบใดตามมา

ข้อความลักษณะนี้ เมื่อออกมาจากคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมากและมีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ย่อมถูกแชร์ ถูกพูดต่อ และถูกนำไปใช้ตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องซื้อเสียงทันที โดยไม่ต้องมีหลักฐานหรือคำอธิบายประกอบเพิ่มเติม

คำถามที่ตามมาไม่ได้ซับซ้อน หากเรื่องนี้เป็นจริง คนที่อ้างว่ารู้ข้อมูลควรทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามนี้ไม่เคยได้คำตอบ

หากไม่จริง การหยิบคำว่ารับเงินเพื่อแลกเสียงมาใช้ในช่วงเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว โดยไม่ต้องระบุชื่อพรรคใดตรง ๆ และทิ้งร่องรอยการเหมารวมให้สังคมตีความต่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือการลบโพสต์ ความเงียบเข้ามาแทนคำชี้แจง วิธีนี้สะท้อนรูปแบบการสื่อสารที่พูดเมื่อได้เปรียบ และถอยเมื่อคำถามย้อนกลับมา โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ท่าทีเดียวกันปรากฏชัดในโพสต์ข้อความก่อนหน้าของซีเค เมื่อเขาเขียนว่าการที่แฟนคลับของพรรคใดพรรคหนึ่งจะพยายามเห็นต่างจากเขาเป็นเรื่องไม่ฉลาด เพราะเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก มีคนฟังอยู่ทุกวัยทุกอาชีพ

ข้อความนี้ไม่ได้ถกเถียงด้วยเหตุผล แต่กดน้ำหนักเสียงผู้อื่นลงไปกลาย ๆ ใต้ภาพความสำเร็จและความดังของตนเอง

จำนวนผู้ติดตามถูกใช้แทนเหตุผล ความดังถูกใช้แทนความถูกต้อง และความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเกราะกำบังคำพูด เมื่อการเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของอิทธิพล ความเห็นของคนที่ไม่มีต้นทุนก็ถูกลดคุณค่าลงอย่างเป็นระบบ

ในกลุ่มเดียวกันยังมี ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร ที่ใช้ถ้อยคำตรงกว่านั้น ดิวเรียกคนเห็นต่างว่าแก่ แล้วยังจน และตามด้วยคำว่าโง่

คำพูดเหล่านี้สะท้อนท่าทีเหยียดที่ออกมาจากความเชื่อว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นโครงสร้างความคิดที่ฝังอยู่ในภาษา

เมื่อวางซีเคกับดิวไว้ด้วยกัน รูปแบบเดียวกันก็ชัดเจน คนที่มีต้นทุน มีพื้นที่พูด และมีความมั่นใจสูง ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือวัดว่าใครควรถูกฟัง และใครไม่จำเป็นต้องถูกนับรวม

การเมืองคนรุ่นใหม่พรรคส้มในมือคนกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากัน แต่เป็นพื้นที่ที่สถานะส่วนตัวถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใครมีชีวิตพร้อมตั้งแต่ต้นย่อมพูดได้ดังกว่า ใครเคยลำบากย่อมถูกสั่งสอนจากข้างบน

ความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเครื่องแบ่งระดับ ใครมีมากกว่าถูกมองว่าเข้าใจมากกว่า ใครพูดได้คล่องกว่าถูกยกว่าเหมาะสมกว่า ใครไม่มีต้นทุนถูกมองว่ายังไม่รู้ ยังไม่ทัน และยังไม่ควรอยู่ระดับเดียวกัน

น้ำเสียงโอหังและการเหยียดค่อย ๆ แทรกอยู่ในท่าทีทางการเมืองแบบนี้

ภาพคนรุ่นใหม่ที่ถูกวางไว้สูงจึงไม่ใช่ภาพของการฟังเสียงที่หลากหลาย แต่เป็นภาพของการกำหนดว่าเสียงแบบไหนควรมีพื้นที่ และเสียงแบบไหนควรถูกมองข้าม ใต้ฉลากความก้าวหน้าเดียวกัน

กรณีของซีเคและดิวจึงเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมทางการเมืองที่ใช้คำสวยเป็นฉากหน้า แต่ซ่อนความโอหังและการเหยียดไว้ในวิธีพูดและท่าที ความเก่งถูกใช้เป็นเกราะ ความรวยถูกใช้เป็นความชอบธรรม ความดังถูกใช้แทนเหตุผล

การเมืองในโลกของด้อมส้มแบบนี้ คือการเมืองของความมั่นใจล้นเกิน ที่ทำให้การมองคนอื่นจากที่สูงถูกทำให้ดูปกติ การดูแคลนถูกทำให้ดูมีเหตุผล และทั้งหมดถูกห่อหุ้มไว้ใต้คำว่าความก้าวหน้า.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ฟาดหนัก ‘แสวง’ เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาด เหมือนนักมวยไม่ทันชกก็สะดุดล้ม จี้กกต.ถีบส่งเซ่นความล้มเหลวซ้ำซาก ดักคอ หากยังเอาไว้เพราะมีประโยชน์ เป็นคนรับจบ สวมบทลิงเก็บกล้วย อ่านแค่ไลน์คนอยู่เขากระโดง แอ่นอกรับปล่อยคลิปเสียงนักการเมือง บอกยังมีอีพี 2

3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท ที่ถูก กกต.สั่งลบคลิปวิดีโอเนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ไล่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เนื่องจากมีความบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมถึงข้อให้กกต.ตรวจสอบ กรณีคลิปเสียงการสนทนาการเมือง ที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวของ 

นายภัทรพงศ์ กล่าว เนื่องจากนายแสวง นายแสวง มาโดยสัญญาจ้างของ กกต. ทาง กกต.จึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่า เลขาฯ กกต.ต้องมีความรู้ ความสามรถ มีความเชี่ยวชาญ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตามที่ กกต.กำหนด แต่การจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2562 มาถึงปี 2566 ก็เกิดปัญหา รวมถึงการฮั้วเลือกสว.ก็ยังไม่คืบหน้า เรื่องการประชามติ การจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้านก็ผิดพลา และการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. ก็เกิดปัญหา นี่ถ้าเป็นนักมวยถือว่าแค่วอมก็สะดุดขาตัวเองล้ม ประชาชนในฐานะที่เสียภาษีเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับกกต. และนายสวง ยังจะเลี้ยงนายแสวงเอาไว้อยู่หรือ เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุก เราในฐานะที่เป็นเจ้าของข้าวสุก ไม่อนุญาตให้นายแสวง อยู่สถานที่แห่งนี้อีกแล้ว เรามีอำนาจในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของข้าวุก ไม่ต้องการเอาข้าวสุกให้นายแสวงอีกแล้ว 

“กกต.ลองไปพิจารณาดู กกต.ต้องเซ่นนายแสวง บุญมี ให้กับความผิดพลาดในการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา ถ้ายังเอาไว้ เราก็จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปอีกว่านายแสวง มีอะไรดี เพราะในสายตาประชาชน นายแสวง ไม่มีอะไรดีเลย แต่ในฐานะของกกต.นายแสวงอาจจะมีอะไรดี เช่น เรียกง่าย ใช้คล่อง เรียก รับ จบ ปิดจ๊อบ ถ้าเป็นลิงอาจเป็นลิงเก็บกล้วยเปล่า เก็บมะพร้าวให้เจ้าของหรือเปล่า กกต.ครับประชาชนรู้ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซับพอร์ตพวกคุณเป็นเหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก แต่วันนี้มันน่าเกลียด ถ้าคุณไม่ถีบนายแสวงออก พวกคุณจะมีปัญหาเสียเอง ฉะนั้นก่อนเลือกตั้ง 4 – 5 วัน อย่าให้มีชื่อนายแสวงเป็นเลขาธิการอีก และหลังการแถลงข่าวของพวกตน หวังว่านายแสวงจะมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง ด้วยการลาออกไปเสีย” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งประกาศเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครหาย การใส่รหัสเขตผิด ประชาชนหวังจะเลือกคนดีก็กลับได้คนชั่ว หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไปก็กลายเป็นบัญชีผู้สมัครเมื่อปี 2566 ตนมองว่า เป็นความจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยพรรคการเมืองใดหรือไม่ อยากจะบอกว่าองค์กรอิสระ แม้จะมีที่มาจากสว. แต่มีหมาสักตัวไหมจ่ายเงินเดือนให้พวกคุณ สว.เป็นคนเห็นชอบให้พวกคุณมีตำแหน่งก็จริง แต่เราเป็นคนให้เงินดือน สำนึกไว้บ้าง ไม่ใช่อ่านแต่ไลน์ แอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง อ่านแต่ไลน์คนที่อยู่แถวเขากระโดง ตาแหวงเอ้ย ประชาชนเป็นคนให้เงินคุณ ก่อนหน้านี้เปิดทรัพย์สินรวย 47 ล้าน ตอนนี้ตนเดาว่า คุณมี 300 ล้านบาท เพราะใคร เพราะประชาชน  

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับกรณีมีการล่ารายชื่อไล่กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนว่าเขาเอือมระอากับกกต.และองค์กรอิสระ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่เปิด และเราก็หวังว่ากกต.และนายแสวง จะมีสำนึก อย่างน้อยคนไทยไม่เห็นหน้านายแสวง หรือไม่ออกมาให้สัมภาษณ์พูดผิด พูดถูก เวลาพูดผิดออกมาขอโทษว่าตัวเองพูดผิดได้ แต่เวลาประชาชนทำคลิปนำเสนออาจจะมีถ้อยคำหมิ่นเหม่บ้าง แต่กลับไม่โอเค เล่นงานพวกเขา ก็แสดงว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเอือมระอา เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ปกป้องคนพวกนี้ไว้ ฉะนั้นช่วยกันโหวตเห็นชอบด้วย เพื่อเตะรัฐธรรมนูญนี้ทิ้งไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคลิปเสียงนั้น ตนยอมรับเลยว่า เป็นคนผู้ปล่อยคลิปเสียงสนทนาลงโซเชียลมีเดียเอง ซึ่งเป็นคลิปสนทนา และปล่อยคลิปออกมาวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา คนที่ได้ฟังก็วิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังต่อการเมืองไทย และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน มันคือการวางแผนให้ได้มาซึ่งอำนาจ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นการวางแผนอันชั่วร้ายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ วันนี้พูดจนเป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่กกต.ยังทำหน้านิ่งๆ  จิบกาแฟเดินหนีนักข่าว ยืนยันว่าไม่ใช้คลิปเสียงตัดต่อ หรือใช้ AI เพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่สำคัญ คลิปนี้เป็นคลิปวิดีโอการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่ชื่อ มีเบอร์ว่าใครโทรมาอย่างไร เข้าใจว่าเป็นการประชุม 3 สาย กับสจ. กับนายก และคนนู้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งในการสอเบเชื่อว่าไม่ยาก เพราะมีเบอร์ และหลังตนเปิดคลิปไปก็มีพี่น้องทางภาคตะวันออกส่งข้อมูลมาให้ บอกเลยว่าเป็นการนั่งประชุมในสถานที่ประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งค่อยว่ากันเป็นอีพี (ตอน) ต่อไป

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.32 น.

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่ หวั่นนักโทษการเมืองได้นิรโทษกรรม นัดประชุมใหญ่หารือทิศทางหลังจากนี้

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อท้วงติงกรณีที่มีบางองค์กรพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายพิชิต กล่าวว่า คปท. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติ โดยเฉพาะองค์กรอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่พยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการทำประชามติจะต้องไม่มีการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง โดยประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบคอร์รัปชันหรือความผิดด้านจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม การชี้นำโดยไม่มีเนื้อหา และชี้นำไปในทางเห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติและมีการแก้ไขในส่วนของการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ซึ่งกกต. ควรมีการชี้แจงข้อห่วงใยอย่างละเอียด และ ทำความเข้าใจในเบื้องต้นด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ให้รอวันที่ 5 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมของ คปท. เพื่อ หารือถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการสังเกตการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิชิต กล่าวว่า นี่เป็น ความไม่พร้อมของ กกต. ซึ่งเป็นข้อกังวลของเรา เพราะแค่การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังเห็นความไม่พร้อมในหลายพื้นที่ ทั้งเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่ได้โปร่งใส และเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง พวกเราจึงมีความห่วงใยในการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า จะดำเนินการเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่สามารถทำประชามติล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปได้นั้น นายพิชิต มองว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเราจะต้องกลับไปหารือและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.24 น.

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย 
 
3 กุมภาพันธ์ 2569 จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ  

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการเตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป 

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป  

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.22 น.

3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น.ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูลเพิ่ม หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร ว่ามีเหตุเพียงพอที่จะมีมติลงโทษเฉกเช่น 3 หมอที่มีมติลงโทษไปเมื่อ 8 พ.ค.68 ก่อนหน้านี้หรือไม่
     
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นร้องเรียนต่อแพทยสภาเมื่อ 24 ต.ค.2566 ให้สอบสวนเอาผิดแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษานายทักษิณ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 จนกระทั่งคณะกรรมการแพทยสภา มีการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 ได้มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน  โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน (แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์) และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน (แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ) ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

นอกจากแพทย์ 3 คนที่แพทยสภามีมติลงโทษไปแล้วนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ายังมีแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อีกอย่างน้อย 13 คน ซึ่งองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้ทำหนังสือให้แพทยสภาตรวจสอบเพื่อมีมติลงโทษให้ครบทุกคน ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แพทยสภาได้มีหนังสือขอข้อมูล 13 นายแพทย์ เพื่อประกอบการพิจารณามายังองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเพิ่ม เพื่อดำเนินการตามคำร้องต่อไป
     
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า วันนี้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงทำหนังสือมายื่นให้แพทยสภาเพื่อชี้ประเด็นและข้อมูลให้เห็นถึงพฤติการณ์และกระบวนการรักษาของแพทย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณว่าชอบตามหลักการประกอบวิชาชีพแพทย์หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่สั่งบังคับโทษนายทักษิณ ให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปีต่อไป

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.14 น.

บิ๊กเล็ก โยน กต.แจง หลัง ฮุนมาเนต อ้างไทยรุกรานกัมพูชา ด้านสีหศักดิ์ บอกเขมรคิดให้ดีจะฟ้องที่ไหน ยันไทยปกป้องอธิปไตยไม่ใช่รุกราน คาดออกมาพูดเพราะกำลังมีปัญหาภายใน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บอกว่าเตรียมจะประท้วงไทย พร้อมอ้างว่าไทยเข้ามารุกรานดินแดนของกัมพูชา ว่าเรื่องนี้ต้องไปสอบถามกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เราคิดว่าเป็นการปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การรุกรานใคร ส่วนเรื่องที่กัมพูชาจะไปฟ้องก็ควรจะพิจารณาว่าจะไปฟ้องที่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของนายฮุนมาเนต เหมือนไม่เคารพข้อตกลงที่มีกับประเทศไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาจะพูดอะไรไป เราก็พร้อม และยึดมั่นกับท่าทีของประเทศไทย ว่าเราไม่ได้รุกราน แต่เป็นการปกป้องอธิปไตย ซึ่งบางครั้งเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องภายในประเทศของกัมพูชาหรือเปล่า

เมื่อถามว่าเป็นเพราะนายฮุนมาเนตเสียคะแนนนิยมกับเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง แต่ทางกัมพูชาก็ไม่ได้มีการทำอะไรอย่างเป็นทางการ

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม จับได้ทุกพรรคหากไม่แตะหมวด 1-2 ทำให้สถาบันสั่นคลอน

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม จับได้ทุกพรรคหากไม่แตะหมวด 1-2 ทำให้สถาบันสั่นคลอน

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม จับได้ทุกพรรคหากไม่แตะหมวด 1-2 ทำให้สถาบันสั่นคลอน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.01 น.

อรรถกร ย้ำจุดยืนกล้าธรรม จับได้ทุกพรรคหากไม่แตะหมวด 1-2 ทำให้สถาบันสั่นคลอน โอ่ตั้งแต่ปี 62 ก๊กธรรมนัส เป็นตัวแปรร่วมรัฐบาลตลอด เหตุทำงานถึงลูกถึงคน มั่นใจ กวาดสส.ใกล้เคียงตัวเลข 70

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการหาเสียงของพรรค กธ.ว่า พรรค กธ.ชัดเจนมาตลอดตั้งแต่แรก มุ่งเน้นการทำงานแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษา พรรค กธ.ทำแล้วพูดมาโดยตลอดคือ 1.เราอาจไม่ได้นั่งในห้องแอร์เยอะ แต่ใช้การลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมแก้ไขปัญหาพร้อมกับภาคประชาชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การหาเสียงของพรรคสามารถพูดได้เต็มปากว่า เราเน้นการทำมากกว่าพูด ซึ่งตนรวมถึง ร.อ.ธรรมนัส อาจจะเป็นกรณีพิเศษ คือ ทำก็เยอะ พูดก็เยอะ เราเชื่อมั่นความจริงใจในการทำงานและเป็นที่ประจักษ์ในหลายครั้ง โดยเฉพาะการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ตนได้หยิบยกประเด็นที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมเราถึงมั่นใจจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ทั่วประเทศ เช่น กรณีการช่วยเหลือน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเข้าไปช่วยอพยพประชาชน และในเขตการเลือกตั้งของตนเอง ได้ยืนยันกับชาวบ้านว่า ตลอดเวลา 15 ปีที่ทำการเมืองมา เจตนารมณ์ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ตนไม่ได้มาเฉพาะตอนเลือกตั้ง แต่ช่วงเวลาปกติก็ไปร่วมงานเทศกาลกับประชาชน ซึ่งยังทำอย่างนั้นอยู่  

“ส่วนตัวการหาเสียงของผมค่อนข้างจะออร์แกนิค พบปะพูดคุยให้ความมั่นใจว่าเราสามารถทำงานได้ด้วยประสบการณ์และพรรคการเมือง ที่สนับสนุนการทำงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ขอยืนยันว่านโยบายของพรรค แม้จะไม่ได้หวือหวา แต่เชื่อมั่นว่าทำได้ และหลายส่วนเราทำมาแล้ว และจะผลักดันต่อไป ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มากขึ้นกว่าเดิม”นายอรรถกร กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองประกาศไม่จับมือกับพรรค กธ. ตรงนี้เสียกำลังใจอย่างไรหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ในกลุ่มการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศตั้งแต่ปี 62 ก็มีเราอยู่ในนั้นเสมอ เชื่อว่าพรรคที่เลือกว่าจะเอาใครเข้าร่วมรัฐบาลเห็นถึงศักยภาพ ทั้งในเรื่องการเมืองและการทำงานแบบถึงลูกถึงคน ซึ่งวันที่ 8 ก.พ.ทุกอย่างจะชัดเจน ตอนนี้จะได้เห็นการคาดการณ์ล่วงหน้า โดยทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งพรรค กธ.พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคที่เห็นว่าทำประโยชน์ ให้กับประเทศ โดยเงื่อนไขเราจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้สถาบันสั่นคลอน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราประกาศมาโดยตลอด

เมื่อถามว่า ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังมั่นใจว่าพรรค กธ.จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เรามั่นใจในศักยภาพของเรา และเชื่อว่า เราจะสามารถทำงานในส่วนของการเป็นพรรคร่วมที่ดีได้มาโดยตลอด

เมื่อถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส คาดการณ์ตัวเลข สส.ไว้ถึง 70 ที่นั่ง ถึงวันนี้แนวโน้มเป็นอย่างไร นายอรรถกร กล่าวว่า ที่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัสล่าสุด ตัวเลขก็ยังใกล้เคียง ตรงนั้นเป็นการประเมินของผู้ใหญ่ในพรรค ส่วนตนรับผิดชอบในเขตพื้นที่ของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้

ภราดร ปัดเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า อนุมัติทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว แต่มีปชช.แจ้งเพิ่ม

ภราดร ปัดเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า อนุมัติทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว แต่มีปชช.แจ้งเพิ่ม

ภราดร ปัดเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า อนุมัติทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว แต่มีปชช.แจ้งเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.55 น.

ภราดร ปัดเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า อนุมัติทั้งหมดก่อนยุบสภาแล้ว แต่มีประชาชนแจ้งเพิ่มเติม ขอ กกต.แล้วแต่ถูกปัดตก จ่อเสนอไปใหม่ รับถูกนำไปโจมตีทางการเมือง 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงงบเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่า เรื่องการเยียวยาน้ำท่วม มี 2-3 รอบ ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเงิน 9,000 บาท ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติยอดนี้ 2 รอบ จำนวนเงิน 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่หลังจากที่จ่ายเงินไปแล้ว มีส่วนที่มีการสำรวจเพิ่มเติมจากประชาชนที่ไปลงทะเบียนเพิ่มเติม ทำให้มีบางส่วนที่เงินขาดหายไป ในส่วนของเงินน้ำท่วมแบบขั้นบันไดในพื้นที่ภาคกลาง กับภาคเหนือตอนล่าง และมีส่วนเพิ่มในภาคใต้บางส่วน ก้อนนี้รวมแล้วประมาณ 2.1 พันล้านบาท เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีการหารือกันในที่ประชุม ครม. และครม.ได้อนุมัติยอดวงเงินนี้ไป พอดีอยู่ในช่วงของการยุบสภา ถ้าจะใช้งบกลางต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กกต.ได้พิจารณาเรื่องนี้และได้ข้อสรุปว่า กกต. ไม่อนุมัติ แล้ววันนี้น่าจะมีการหารือกันในที่ประชุม ครม. โดยแจ้งมติของ กกต.ให้ ครม.รับทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะมีแนวทางอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนแนวทางกำลังให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอเรื่องเข้ามาใหม่ และหลังจากที่ ครม.มีมติใหม่ จะให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอไปยัง กกต.อีกครั้ง โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการใหม่ เป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหาเยียวยาน้ำท่วม ซึ่ง ครม.ได้มีมติอนุมัติชัดเจนไปแล้ว ส่วนที่ขอไปนี้คือ วงเงินไม่เพียงพอกับการชดเชยเยียวยาให้กับประชาชน จึงได้ขอเพิ่มเติมเข้าไป 2 พันกว่าล้านบาท ไม่แน่ใจว่า กกต.เข้าใจวัตถุประสงค์ผิดหรือไม่ ฉะนั้น คิดว่าจะมีการหารือใน ครม.วันนี้ น่าจะมีการอนุมัติ เพราะจะเป็นมติ ครม.ใหม่ และทำเรื่องไปที่ กกต.อีกครั้ง และชี้แจง กกต.

เมื่อถามว่า กกต.ได้ให้เหตุผลหรือไม่ว่า ทำไมจึงไม่อนุมัติ นายภราดร กล่าวว่า กกต.ให้เหตุผลว่าให้ย้อนกลับไปทำใหม่  เมื่อถามอีกว่า การเยียวยาประชาชนที่ยังไม่ถึงมือประชาชน ทำให้พรรคการเมืองนำประเด็นนี้ไปปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ นายภราดร กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องบอกว่า ครม.เห็นถึงความสำคัญและเยียวยาเรื่องน้ำท่วมเต็มเม็ดเต็มหน่วย และปีนี้จะเห็นว่าเร็วมาก จะเห็นว่า 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ ก็ได้มีการอนุมัติไปแล้วก่อนที่จะมีการยุบสภา แต่หลังจากยุบสภาได้มีการสำรวจเพิ่มเติมเข้ามา แต่จำนวนเงินไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขออนุมัติเพิ่มเติม กรอบวงเงินอีก 2 พันกว่าล้านบาท หาก กกต.อนุมัติ ขั้นตอนของ ปภ.และจังหวัดได้ผ่านคณะกรรมการของจังหวัดเรียบร้อย เพียงแต่รอเงินก้อนนี้ ทางสำนักงบประมาณก็พร้อมแล้ว รอสัญญาณจาก กกต.เท่านั้น

เมื่อถามย้ำว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่า ประเด็นนี้อาจจะถูกหยิบยกไปโจมตีทางการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นายภราดร กล่าวว่า จริงๆ ก็มีคนนำไปเป็นประเด็นการเมือง แต่ยืนยันที่ผ่านมา ครม.ไม่ได้ช้าเลย ได้อนุมัติทั้งหมดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่มีปัญหาในช่วงของการยุบสภา บางคนก็บอกว่ายุบสภาหนี ถ้าไม่ยุบสภาก็สามารถที่จะอนุมัติได้ ความจริงเราอนุมัติไปก่อนแล้ว ก่อนที่จะมีการยุบสภาอีก เพียงแต่ที่มันขาดอยู่ในขณะนี้คือ ขาดในตัววงเงินเท่านั้น ซึ่งเป็นการขาดจากที่มีการสำรวจเพิ่มเติมหลังจากมีคนไปแจ้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการพิจารณาใน ครม. จะชัดเจนเมื่อไหร่ นายภราดร กล่าวว่า คิดว่าเป็นสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการแจ้งมติของ กกต. ครม.ก็อาจจะพิจารณาเรื่องนี้ทันที ทั้งนี้ คาดว่าจะมีมติ ครม.ในวันนี้ และจะเสนอไป กกต.ใหม่ และคิดว่า กกต.จะมีการประชุมวันจันทร์หรืออังคารหน้า 

นายภราดร กล่าวว่า อยากฝาก กกต.ในเรื่องการขออนุมัติใช้งบกลาง ซึ่งตนคิดว่าคงจะต้องทำความเข้าใจและไปดูแลในรายละเอียดมากขึ้น เพราะมันไม่ใช่ความเดือดร้อนของใคร แต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ โครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการใหม่ เป็นโครงการที่อนุมัติเดิมไว้แล้ว เพียงแต่วงเงินไม่เพียงพอ จึงจะขออนุมัติวงเงินเพิ่มเติมเท่านั้นเอง 

ถกครม.นัดส่งท้ายก่อนเลือกตั้ง รมต.แห่ลา 19 คน

ถกครม.นัดส่งท้ายก่อนเลือกตั้ง รมต.แห่ลา 19 คน

ถกครม.นัดส่งท้ายก่อนเลือกตั้ง รมต.แห่ลา 19 คน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.33 น.

นายกฯ บอกยังไม่คุย ศักดิ์ดา ปมคลิปเสียง ก่อนหัวเราะ รมต.ลา ครม. 19 คน 

เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังเป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหาร
ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยระหว่างที่นายกฯ เดินจากตึกไทยคู่ฟ้ามายังตึกบัญชาการ 1 นั้น นายกฯ ทำความเคารพและทักทายสื่อมวลชนด้วยการทำท่า วันทยหัตถ์ 

ทั้งนี้เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย กรณีคลิปเสียงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังเลย วันนี้มาหรือเปล่าไม่รู้ ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า วันนี้นายศักดิ์ดาลา นายกฯ กล่าวว่า เหรอ ผู้สื่อข่าวกล่าวต่อว่า วันนี้มีรัฐมนตรีลา ครม. 19 คน นายกฯ กล่าว “โอ้โห” พร้อมกับหัวเราะออกมา 

จากนั้นนางวาทินี พันธุ์งาม กรรมการมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าพบนายกฯ เพื่อมอบดอกไม้ที่ระลึก (ดอกป๊อปปี้) เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยนายกฯ ได้กล่าวว่า เมื่อเช้าก็ไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมา ก่อนจะส่งดอกป๊อปปี้ให้กับนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้มีรัฐมนตรีลาประชุม ครม.จำนวน 19 คน ประกอบ 1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม 2.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ  3. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์  4. นายสันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 5.นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 6. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย 7.นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

8.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์  9.นายนเรศ ธํารงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 10.นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข 11.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 12.นายอัครา พรหมเผ่า รมว. พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 13.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ 14.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว. อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 15.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน  16.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม  17.จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม 18.นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช. ศึกษาธิการ และ19.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อรรถกร เผยงบแข่งกีฬานานาชาติ ไม่เพียงพอส่งนักกีฬาเข้าร่วม หลังถูกตัดงบ

อรรถกร เผยงบแข่งกีฬานานาชาติ ไม่เพียงพอส่งนักกีฬาเข้าร่วม หลังถูกตัดงบ

อรรถกร เผยงบแข่งกีฬานานาชาติ ไม่เพียงพอส่งนักกีฬาเข้าร่วม หลังถูกตัดงบ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.32 น.

อรรถกร รับงบแข่งกีฬาระดับนานาชาติ ไม่เพียงพอส่งนักกีฬาเข้าร่วม หลังถูกตัดงบ จาก 2,000 กว่าล้าน เหลือ 1,200 ล้านบาท ลั่น พร้อมแก้ไขจัดงบส่งตรงถึงมือนักกีฬา โดยไม่ผ่านสมาคม หวังแก้ปัญหาได้ในระยะยาว

3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงกรณีที่วานนี้ (2ก.พ.69) มีตัวแทนจากโอลิมปิกมาบอกกับตนว่ามีการตัดงบประมาณ ซึ่งตนได้เตรียมเอกสารบางส่วนเพื่อเตรียมชี้แจงต่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมและรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการท่องเที่ยวและกีฬาหากต้องการสอบถามในประเด็นดังกล่าว และวานนี้ได้มีการออกข่าว ตนจึงไม่สบายใจและเป็นผู้ใหญ่ที่ตนเคารพและทำงานร่วมกับท่านมาหลายเดือน ซึ่งท่านบอกว่ามีการตัดงบประมาณในส่วนของการสนับสนุนนักกีฬาให้ไปแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ จาก 2,000 กว่าล้านบาท เหลือ 1,200 ล้านบาท 

ทั้งนี้ เอกสารที่ตนมีนั้น มีการวางแผนและมีกระบวนการขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนก่อน โดยคณะกรรมการได้วางกรอบไว้ในปี 2569 ประมาณ 4,100 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะมี 12 แผนงาน และ 1 ในแผนงานนั้นคือ ประเด็น 1,200 ล้านบาทในการส่งนักกีฬาไปแข่งขันกีฬาต่างๆ ฉะนั้นช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมามีการประชุม และขณะนั้นตนอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลายเดือนกันยายน 2568 มีการตอบรับจากกระทรวงการคลังว่า เห็นชอบกับสิ่งที่คณะกรรมการได้นำเสนอไป 

ดังนั้น กรอบที่ตัดออกไป ตนยืนยันว่าเท่าเดิม ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตนได้ทำงานร่วมกับผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทยมาโดยตลอดและยืนยันว่าพวกเราจำเป็นจะต้องแก้ไข แล้วต้องหาทางทำให้ประเทศไทยโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยและกองทุนสามารถส่งนักกีฬาไปแข่งได้ด้วยจำนวนเงินที่สมเหตุสมผล ย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไรและต้องขอบคุณโอลิมปิกที่เป็นห่วง ซึ่งทางโอลิมปิกก็เป็นหนึ่งในกรรมการในคณะที่เสนอ 1,200 ล้านด้วย 

ทั้งนี้ เมื่อตนเข้ามา อะไรที่สามารถแก้ไขทำให้ดีขึ้นได้ตนก็ยินดี / นอกจากนี้ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตนเป็นตัวแทนรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานในการประชุมบอร์ดกองทุนกีฬาในการมีความเห็นขอให้เราทำนำร่องการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาเพราะที่ผ่านมานั้นมีปัญหามาโดยตลอด เช่น กรณีที่นักกีฬาออกมาร้องเรียนว่าเงินช้าได้เงินไม่ถึง จึงอยากให้ดำเนินการจ่ายตรงไปที่นักกีฬาโดยไม่ผ่านสมาคม และเรามีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาไปได้ และอาจจะเป็นแนวทางที่หลายคนไม่คุ้นเคยแต่สุดท้ายแนวทางดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไปได้ และขอเชิญชวนผู้บริหารโอลิมปิกมาร่วมทำงานกันเพราะเราเชื่อว่าความโปร่งใสในการดูแลนักกีฬาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด

นายอรรถกร เปิดเผยอีกว่า ตนทำงานตามกรอบในเอกสารที่ตนมาสานงานต่อ ซึ่งวันที่ตนเข้ามารับในกรอบแผนงานดังกล่าวถูกอนุมัติมา 1,200 ล้านบาท แต่ความต้องการขณะนั้นขอมากว่า 10,000 ล้านบาท แต่การพิจารณาและการกลั่นกรองต่างๆที่ส่งไปยังกระทรวงการคลังอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท 

เมื่อถามว่าจะเพียงพอต่อการส่งนักกีฬาไปแข่งเอเชียนเกมส์หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าหากพูดตามตรงก็อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตนที่ยังรักษาการอยู่ที่จะหาทางทำให้ประเทศไทยสามารถส่งไปได้เพียงพอและมีความเหมาะสม