ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ดร.มัลลิกา “ตั้งทีมสุดจัด” รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย ประกาศชัด ถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งงานได้

30 พค 69 เมื่อเวลา 9.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ตอบข้อซักถามต่อกรณีถนนบางเส้นของกรุงเทพกลายเป็นมณฑลของประเทศอื่นเพราะมีทุนเทามาตั้งรกรากใช้ระบบ 0 เหรียญและต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยจนทำให้ประชาชนทนไม่ไหวนั้น 

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 89 และ พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ พ.ศ.2542 ผู้ว่าฯ มีฐานอำนาจเต็มมือในการ ‘จัดระเบียบเมือง’ และ ‘รักษาความสงบเรียบร้อย และยังไม่นับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกันกับผู้ว่าแต่ละจังหวัดก็เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตัวเองเช่นกัน 

“ถ้า ดร.มัลลิกา เป็นผู้ว่าฯ ดิฉันจะไม่ยอมให้คำว่า ‘ไม่มีอำนาจ’ มาเป็นข้ออ้างบดบังความไร้ประสิทธิภาพเด็ดขาด เรามีกฎหมายและทีมงานที่พร้อมลุยทันทีและถ้าประเทศนี้มีทีมสุดซอยเราก็จะตั้งทีมสุดจัด โดยใช้ศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่มีความสุจริตโปร่งใสแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยได้แล้ว เราจะปล่อยกรุงเทพให้เป็นเหมือนเกาะพะงันที่เต็มไปด้วยยิวไม่ได้“  

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า มีฮาวทู รองรับและเป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีในเรื่องนี้อยู่ที่ใจถ้าไม่ใจเสาะอ่อนข้อให้ผลประโยชน์ทุนเทา ทุกอย่างก็ไม่เกินความสามารถผู้นำ เราทำอย่างเป็นระบบ คือ อย่างน้อย 3 เรื่อง เช่น 

1.เจอแรงงานเถื่อนแย่งอาชีพคนไทย เราส่งเทศกิจลุยตรวจกวาดล้างหาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย ตลาดเถื่อน ยึดคืนทางเท้าคืนให้คนกรุงเทพฯ ทันที!

2. เจอแหล่งพักพิงหรือหอพักเถื่อน เรางัดกฎหมายควบคุมอาคารและการสาธารณสุข สั่งตรวจระบบสุขาภิบาล สั่งปิดตึกแออัด และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด 

3. เจอจุดเสี่ยงอาชญากรรมในชุมชน เราตั้งศูนย์เฉพาะกิจ บูรณาการร่วมกับตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว ใช้ฐานข้อมูลเมืองไล่บี้พื้นที่เสี่ยง 

“ผู้นำเมืองหลวงที่ดีนั้นต้องไม่ใช่คนที่เก่งแต่ท่องกฎหมายเพื่อหาข้อแก้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย แต่คือคนที่เก่งในการใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อปกป้องสิทธิการทำมาหากินและความปลอดภัยของประชาชน คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องการคำอธิบายว่าทำไมปัญหาถึงแก้ไม่ได้ แต่เขาต้องการผู้บริหารที่กล้าชนแทนเขาและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ” ดร.มัลลิกา กล่าว

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป ‘นกกระซิบ’ ยกระดับความรู้ธุรกิจ

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป 'นกกระซิบ' ยกระดับความรู้ธุรกิจ

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป ‘นกกระซิบ’ ยกระดับความรู้ธุรกิจ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

“ไทยช่วยไทย พลัส” ปิดลงทะเบียนวันสุดท้าย 5 วัน ทำยอดกว่า 26 ล้านราย ชวนร้านค้าร่วมโครงการ มีแอพ “นกกระซิบ” ยกระดับความรู้ธุรกิจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ณ เวลา 22.05 น. ภายหลังปิดระบบลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” มีประชาชนลงทะเบียน 26.04 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

สาวรัชดา ธนาดิเรก

ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และผ่านการอนุมัติแล้ว สามารถกดรับข้อตกลงและเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

ปกรณ์ ชี้กฎหมายอำนวยความสะดวกใหม่ ช่วยประชาชนติดต่อรัฐง่ายขึ้น ธุรกิจเริ่มได้เร็ว ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ใช้ดิจิทัลปิดช่องทุจริต เพิ่มแต้มต่อแข่งขันประเทศ

วันที่ 30 พ.ค.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับใหม่ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับต่อไป โดยกฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่เพียงเข้ามาแก้ขั้นตอนงานเอกสารเท่านั้น แต่เป็นการปรับวิธีคิดของระบบราชการ จากรัฐที่คอยควบคุมและกำหนดเงื่อนไขจำนวนมาก ไปสู่รัฐที่อำนวยความสะดวก สนับสนุนประชาชน และช่วยให้ผู้ประกอบการเดินธุรกิจได้เร็วขึ้น

ปกรณ์ นิลประพันธ์

นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์กับประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระประชาชน เพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ และลดช่องว่างการทุจริตในระบบอนุญาตของรัฐ เพราะเมื่อขั้นตอนน้อยลง ข้อมูลเชื่อมกันมากขึ้น และการตรวจสอบทำผ่านระบบดิจิทัลได้ การใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็นก็จะลดลงตามไปด้วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือระบบ Super License หรือ ใบอนุญาตพ่วง ที่จะทำให้การขออนุญาตหลักครอบคลุมใบอนุญาตย่อยที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการเดินขอหลายหน่วยงานเหมือนเดิม เช่น ธุรกิจโรงแรมที่มีใบอนุญาตย่อยจำนวนมาก หรือร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่ต้องใช้ใบอนุญาตหลายใบ ระบบใหม่จะช่วยให้เริ่มกิจการได้เร็วขึ้นและลดต้นทุนแฝง

นอกจากนี้ เรื่องที่ประชาชนจะเห็นชัด คือการลดการเรียกเอกสารซ้ำจากหน่วยงานรัฐ โดยรัฐบาลเดินหน้ากฎหมายเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลต้องส่งและใช้ข้อมูลร่วมกัน ประชาชนจึงไม่ควรถูกขอเอกสารเดิมซ้ำหลายรอบ ทั้งที่ข้อมูลอยู่ในระบบราชการอยู่แล้ว  หลังกฎหมายมีผลบังคับระบบข้อมูลของรัฐจะถูกปรับจากเอกสารแบบเดิม ไปสู่ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านและประมวลผลได้ หรือ Machine Readable Format เพื่อให้บริการเร็วขึ้น ตรวจสอบง่ายขึ้น และนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติได้ เช่น กรณีนอมินี การสวมสิทธิ หรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

นายปกรณ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนจากการตรวจสอบก่อนอนุญาตทุกเรื่อง ไปสู่การอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเวลารอโดยไม่จำเป็น ขณะที่รัฐยังมีอำนาจตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้เต็มที่

“กฎหมายฉบับนี้จะทำให้รัฐทำงานเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และเป็นมิตรกับประชาชนมากขึ้น เป้าหมายคือให้คนติดต่อราชการง่าย ธุรกิจเดินหน้าเร็ว และประเทศมีสภาพแวดล้อมที่พร้อมแข่งขันมากกว่าเดิม” นายปกรณ์ กล่าว

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

จับพิรุธ! แชทไลน์ ‘ปจ.ภูเก็ต’ กล่าวหา ‘อธิบดีปค.’ ช่วยน้ำเงินด้วย เทียบรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ตรงประกาศจริงของ ‘กกต.’

30 พ.ค.2569 จากกรณีประเด็นร้อนทางการเมือง หลังนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต  ออกมาเปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชตกลุ่มไลน์ปริศนา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแชตของ “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา  พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมตามมา

แชทไลน์

มีรายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย  เปิดเผยผลการตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ที่ปรากฏในภาพแชตไลน์หลุดดังกล่าว เปรียบเทียบกับประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับประกาศจริงหลายจุด

จากการตรวจสอบพบว่า ในหลายกรณีมีการระบุชื่อบุคคลที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจริง บางรายยังดำรงตำแหน่งราชการ หรือเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 พบความผิดปกติในหมายเลข 2 โดยในแชตไลน์ระบุชื่อ นายวิสุทธิ์ โรจินทร์ พรรค รทสช. แต่ประกาศ กกต. ตัวจริงคือ นายศุภชัย ศิลปะรัศมี พรรคเศรษฐกิจ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายวิสุทธิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอาวุโสอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ไม่ได้ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัคร สส. แต่อย่างใด

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 พบข้อมูลไม่ตรงกับประกาศ กกต. ถึง 4 รายชื่อ ได้แก่ หมายเลข 2 ในไลน์ระบุ น.ส.นวลจันทร์ สามารถ พรรค รทสช. แต่ตัวจริงคือ นายอินทร์ เพชรหิน พรรคเศรษฐกิจ

หมายเลข 4 ในไลน์ระบุชื่อ นายนิพนธ์ เอกวานิช พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ นางณัฐพร ผาณิตพิเชฐวงศ์ พรรคเพื่อไทย โดยนายนิพนธ์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้

ขณะที่หมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายอาวุธ หนูเชต พรรคเพื่อไทย แต่ประกาศจริงคือ นายสมชาติ สมนาม พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหมายเลข 7 ในไลน์ระบุชื่อ นายวงศกร ชนะกิจ พรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่พบรายชื่อดังกล่าวอยู่ในประกาศผู้สมัครของ กกต.

เช่นเดียวกับเขตเลือกตั้งที่ 3 พบข้อมูลคลาดเคลื่อนอีกหลายรายการ โดยหมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายชัยยศ ปัญญาไวย พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ น.ส.สิริเกศ ฉั่วสกุล พรรคประชาธิปัตย์

หมายเลข 6 ในไลน์ระบุ ว่าที่ ร.ต.ไวพจน์ บรมหนุ่ม พรรค รทสช. แต่ประกาศจริงคือ ด.ต.เดชาวัตร อุ่นสอน พรรคเศรษฐกิจ และหมายเลข 7 ในไลน์ระบุ นายนัทธี ถิ่นสาคู พรรคพลังประชารัฐ แต่ประกาศจริงคือ นายเกษม กาหรีมการ พรรคไทยภักดี

รายงานข่าวฯแจ้งด้วยว่า ความคลาดเคลื่อนจำนวนมากในเอกสารที่ปรากฏในแชตไลน์หลุด ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสังเกตตามมาว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ออกมาเพื่อดิสเครดิส และเบี่ยงประเด็น ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายราย หลัง ผู้ประกอบการสถานบันเทิงในหาดป่าตอง เรียกร้องให้รัฐบาล จัดการ ผู้มีอิทธิพล เครือข่ายธุรกิจสีเทา ที่เก็บส่วย และบุกรุกพื้นที่ สาธารณะ

รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.
รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.
รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

“สรวุฒิ ”เผย “สุริยะ ” สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน ลดใช้ปุ๋ยเคมี  ลดต้นทุนการผลิต ระบุฤดูกาลผลิตข้าวนาปี ปุ๋ยมีเพียงพอ

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.69) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีที่ สตง.มีข้อสังเกตถึงการจัดทำคำขอใช้งบกลางฯของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวนกว่า 6000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดหาปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ ช่วยเหลือเกษตรกรเร่งด่วนในช่วงที่สถานการณ์ด้านปัจจัยการผลิตมีความผันผวน โดย สตง.ชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์ การใช้งบฯฉุกเฉินในกรณีจำเป็นเร่งด่วนนั้น ทางกระทรวงฯ ได้รับทราบ และเข้าใจข้อท้วงติง ดังกล่าวที่ สตง.มองอาจยังไม่สอดคล้องกับการใช้งบกลาง ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งกระทรวงฯจะยังสามารถใช้กลไกงบประมาณปกติ ในการเดินหน้าต่อได้ 

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

อย่างไรก็ตามในส่วนแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรนี้ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นและกำชับให้หน่วยงานในสังกัดส่งเสริม และสร้างการรับรู้ของเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ด้วยแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานคือ ปรับลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงโดยใช้ปุ๋ยเคมีร้อยละ 70 ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ ร้อยละ 30 เพื่อแก้ปัญหาราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดินและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารของพืช เพราะจากการศึกษาและทดลองในบางพื้นที่พบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงกว่าร้อยละ 30 ด้วยและน่าจะเป็นแนวทางที่ดีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน ล่าสุดทราบว่าสถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อฤดูกาลผลิตนี้ แต่ราคามีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง รวมถึงจะต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากสภาวะสงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาในอนาคต ซึ่งจะต้องมีการติดตาม และประเมินสถาการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการในการตรึงราคาปุ๋ยในช่วงที่สถานการณ์โลกและสงครามในต่างประเทศยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้า เพื่อประคับประคองให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นฤดูกาลผลิตนี้ไปได้ ซึ่งทเชื่อมั่นว่าหากเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 ได้ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในอนาคตต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

 รัฐบาล กำชับ อ.ส.ค. เร่งส่งนมให้กับพื้นที่ที่ตกค้าง ยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า จบดรามา “นมโรงเรียน” 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องการจัดส่งนมโรงเรียนล่าช้าในบางพื้นที่หลังเปิดภาคเรียนใหม่ว่า ในเรื่องนี้ ทางรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้รับคำชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การจัดสรรสิทธิโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนในภาพรวมนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเรียบร้อยแล้ว ทั้งในกลุ่มพื้นที่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 ทั้งหมดได้รับการจัดสรรสิทธิเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มที่จัดสรรสิทธิล่าช้าคือ พื้นที่ 1 (จังหวัดสระบุรี) เพิ่งจัดสรรสิทธิเสร็จเมื่อวาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับสาเหตุที่ยังมีบางโรงเรียนไม่ได้รับนมโรงเรียน ก็เนื่องจากโรงเรียนบางแห่งในแต่พื้นที่ ยังรอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม เพราะยังไม่มีคู่สัญญา ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าไปจัดส่งนมให้แก่โรงเรียนทุกแห่งก่อนเป็นการชั่วคราวในช่วง 20 วันแรก เพื่อรับประกันว่าเด็กนักเรียนจะมีนมดื่มอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดช่วง ส่วนกรณีที่ที่หน่วยจัดซื้อ อปท. บางแห่งยังไม่ได้จัดทำสัญญา และกำลังรอตัวเลขนักเรียนย้ายเข้า-ออกให้ชัดเจนก่อนนั้น ในเรื่องนี้ได้แจ้งให้ อ.ส.ค. ประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมรายย่อย เพื่อจัดส่งนมให้แก่นักเรียนไปก่อนล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าจะอยู่ระหว่างการปรับปรุงยอดจำนวนนักเรียนก็ตาม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ในทุกกลุ่มพื้นที่ มียืนยันการจัดสรรสิทธิจากอนุกรรมการฯ พื้นที่ มีการรายงานผลการจัดสรรสิทธิให้คณะกรรมการอาหารเสริมนมโรงเรียน และประกาศลงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้โรงเรียนที่รอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม  คณะกรรมการฯ ได้สั่งการให้ อ.ส.ค. เข้าไปส่งนมในพื้นที่ที่รอการจัดสรรเพิ่มเติม และพื้นที่ที่มีการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์แล้ว คาดว่าจะสามารถจัดส่งนมโรงเรียนได้ครบถ้วนทุกเขตพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้านี้ โดยรัฐบาลยืนยันว่า กระบวนการจัดสรรสิทธิและส่งนมโรงเรียนจะเป็นไปอย่างโปร่งใสตามหลักเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นอันดับแรก  และให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่าเด็กนักเรียนจะได้ดื่มนมครบ 260 วัน ตามโครงการอย่างแน่นอน

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก”  1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค  ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว” 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Ebola

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ ดัน MRT 4 สาย เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” รัฐช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 ผ่านแอป “เป๋าตัง”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัด

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนชำระเอง 40% วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิ์สามารถใช้สิทธิ์ซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

รถไฟฟ้า

ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก MRT Purple Line

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้  และ  วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีบทความเรื่อง “ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก” ว่าประเทศไทยได้เตรียมการมาหลายสิบปี ที่จะทำ“ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” หรือ Southern Economic Corridor (SEC) ขนาดเวนคืนที่ดินไว้แล้ว ทำถนนเขตทางกว้าง 200 เมตรไว้แล้ว สร้างถนนขนาด 4 เลน ไว้แล้ว เพื่อเชื่อมทะเลอันดามันฝั่งตะวันตก กับสุราษฎร์ธานีฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน สองข้างทางจะได้เป็นที่พัฒนาภาคใต้ให้เป็นท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งมหาสมุทร เป็นโรงกลั่นน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพื่อส่งไปยังญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน เขมร มีคลังน้ำมันดิบ คลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว และมีโรงงานอุตสาหกรรมที่จีน ญี่ปุ่น จะส่งทางเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน บังกลาเทศ) และตะวันออกกลาง มาตั้งอยู่ และในทางตรงกันข้าม ก็มีคลังสินค้าของอินเดียที่ส่งไปประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก มาตั้งและเป็นฐานส่งออกทางทะเลต่อไป

โดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบมะละกาอันคับแคบและเสี่ยงภัยต่ออุบัติเหตุ โจรสลัด และความคับคั่งในการเดินเรือ

เรามีแผนการมาเกือบ 40 ปีแล้ว เตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้มากมายแล้ว แต่โครงการก็ยังไม่สัมฤทธิผล เพราะระบบการเมืองของไทยขาดเสถียรภาพ เปิดโอกาสให้นักธุรกิจการเมือง ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน เข้ามาบริหารประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา จึงทำโครงการอย่างเดียวกันบ้าง จะแล้วเสร็จและใช้งานได้ต้นปี 2570 นี้แล้ว

ถึงแม้ระบบการเมืองไทย จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่างๆ นานา เช่น รัฐบาลขาดเสถียรภาพ คนเก่งคนดีไม่ยอมนำตนเข้ามาอยู่ในวงจรอันค่อนข้างสกปรกนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังนึกไม่ออกว่า ข้าราชการสภาพัฒน์ กรมทางหลวง และผู้บริหารการรถไฟในสมัยนั้น ที่ร่วมกันริเริ่มโครงการไว้ด้วยกัน หายไปไหนกันหมด ทำไมไม่ทำโครงการ “ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” จากสุราษฎร์ธานีฝั่งแปซิฟิก ไปยังพังงาและกระบี่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ให้แล้วเสร็จ หรือว่าเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แล้วเขาสั่งให้ทิ้ง เพราะเขากว้านซื้อที่ดิน สองฝั่งทางหลวงสาย 44 (จากอำเภอขนอม มาจนถึงพังงาและกระบี่) ไม่ทัน หรืออาจจะกลัวชายทะเลแถวจังหวัดตรังจะเจริญเร็วไปด้วย จึงขอให้หน่วยราชการทั้งสามได้ช่วยชี้แจงด้วย

ตอนท้ายของบทความดังกล่าว นอกจากเสนอแนะให้เลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และ เลิกความคิดที่จะมาถ่ายคอนเทนเนอร์เสีย แล้วหันมาพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสียใหม่โดยรีบด่วนแล้ว ยังเสนอให้แก้ไขการเข้าสู่อำนาจบริหารของประเทศไทยเสียใหม่ โดยให้มีองค์กรเลือกตั้ง(Electoral Body) ของอำนาจบริหาร (Executive Power หรือ นรม. และ ครม.) ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีโอกาสได้เลือกคนเก่ง มืออาชีพ (Professional Executive) จากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชากิจ เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศอย่างมืออาชีพ และให้เขาผู้มีคุณวุฒิเหล่านี้ เป็น องค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) กันเอง เพื่อเลือกคนดี มีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มาบริหารประเทศ

เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว จึงขอยกวาทะของผู้นำประเทศ ที่พาประเทศไปสู่ความสำเร็จ พลเมืองพ้นจากความยากจน ประเทศมีรายได้สูง เทคโนโลยีก้าวหน้า และติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่เจริญแล้วของโลก ประเทศแรกได้แก่ วาทะของลีกวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ประเทศเล็กปลายแหลมมลายู ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ท่านผู้นี้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ลูกชายของท่าน และผู้ที่เป็นผู้นำคนต่อๆ มา ก็ได้ยึดถือแนวทางเดียวกัน

ส่วนประเทศไทยเรา คนดีมีความสามารถถอยหมด เพราะกลไกทางการเมืองของประเทศ (รัฐธรรมนูญ) เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ไม่ดี เข้ามาบริหารประเทศได้ คนดีจึงต้องถอยออกไป

ส่วนวาทะของผู้นำคนที่สอง จากประเทศที่เคยแสนจะยากจน มีพลเมืองนับพันล้าน พลเมืองต้องอพยพหลบหนีความยากแค้น ออกไปอยู่นอกประเทศทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทย วาทะของผู้นำปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ทรัมป์เองยังต้องบินมาหา กล่าวไว้ว่า

_______________________

ขณะนี้ ประเทศดังกล่าว ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ประเทศกลายเป็นมหาอำนาจของโลก เพราะแก้ไขปัญหาระบบการเมืองภายในประเทศได้แล้ว

เราคนไทยในยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาวาทะของสองผู้นำข้างต้นแล้ว จึงต้องหาวิธีปิดช่องทาง ที่เปิดให้นักการเมือง ใช้เงินภาษีของเราบ้าง และใช้เงินที่ได้มาโดยมิชอบจากตำแหน่งหน้าที่การเมืองบ้าง ซื้อประชาชนที่ยังไม่ฉลาดพอ พาตนเองให้มาเป็นผู้บริหารประเทศเช่นในระบบปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

_______________________

เมื่อประเทศได้คนดี ที่มีความสามารถ เข้ามาเป็นผู้นำหรือเป็นผู้บริหารประเทศ ได้แล้ว ความน่าอับอายเช่นที่เกิดมากับโครงการพัฒนาภาคใต้ของเรา ก็จะได้หมดไปเสียที และจะนำพาประเทศ ไปเคียงบ่าเคียงไหล่ กับประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้

ศิริภูมิ

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ตามคาด! เสียงข้างมากในสภา 266 ต่อ 174 ขวางตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แค่ส่งข้อเสนอไปให้ “ครม.” พิจารณา ด้าน “อภิสิทธิ์” ท้วงติงหนักๆ ระวังลามกระทบมั่นคง ถ้าไม่ศึกษาข้อมูลให้ชัด

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส.เสนอรวม 5 ญัตติ ต่อเนื่อง เป็นวันที่2 ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ได้ให้ผู้เสนอญัตติอภิปรายสรุป

ทั้งนี้ สส.และผู้เสนอญัตติในฟากฝั่งของสส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย อภิปราย และสรุปญัตติไปในแนวทางเดียวกัน คือ ควรส่งข้อเสนอ หรือข้อคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความคิดเห็นแตกต่างไปในเชิงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเห็นควรให้มีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปญัตติตอนหนึ่งว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นมายาคติที่คิดว่าจะได้แต่กลับไม่ได้อะไร ทั้งกรณีเรือขนส่งสินค้า ส่วนที่มองว่าหากไม่มีโครงการดังกล่าว คนพื้นที่ภาคใต้จะลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะพื้นที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้า จะมีคนได้ประโยชน์ผู้รับเหมาและผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากจะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้สามารถพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น พัฒนาท่าเรือ สร้างระบบที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่า

“ภาคใต้ต้องพัฒนา และเจริญกว่านี้ โดยทรัพยากรที่มี ใช่เป็นทางผ่านของชาวต่างชาติ หากดึงดันทำโครงการไม่มีคนใช้ สิ่งที่ถูกทิ้งค้างเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือ การตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าหากคิดจะทำโครงการดังกล่าวบนความไม่คุ้มค่ามีสิ่งที่น่ากลัว คือ ปัญหาความมั่นคง หากดันให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนพูดถึงคลองสุเอซ คลองปานามา และปัจจุบันพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ หากดูประวัติศาสตร์กลายเป็นสมรภูมิการรบ และหากให้โครงการดังกล่าวทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์ปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจที่ คือสหรัฐอเมริกา และจีน มีความขัดแย้ง และพื้นที่ที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงขัดแย้ง คือ ทะเลจีนใต้ หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนได้ เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาจมายึดตั้งแต่ทำ พีพีพี เพราะมีข่าวต่างประเทศ ระบุว่า สหรัฐ และ จีน ขัดข้อเรื่องคลองปานามา เพราะบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ จนมีความขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด

“ทั้งนี้ผมสับสน กับคนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นฮอร์มุช ทรัพยากรที่ใช้ เช่น อิหร่าน หากอิหร่านยืนยันจะเก็บเงินการต่อสู้ ความขัดแย้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นมีมหาศาล ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นหรือ ทั้งนี้ผมมองว่าควรตั้งหลักใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวใต้ การปฏิเสธตั้งกมธ. เท่ากับตอกย้ำความพิรุธ ความไม่ชอบาพากล ความพยายามรวบรัด โดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวอ้างการศึกษาเดียวดันเรื่องนี้ จะให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อให้คนที่เกี่ยวข้องและคนที่เตรียมการแสวงหาประโยชน์ ทังที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุน และทรัพยากรรวมถึงโอกาสของคนใต้ และสุ่มเสี่ยงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อยากให้ผู้แทนประชาชนทุกคนมีโอกาสศึกษาและติดตาม ตั้งกมธ.วิสามัญ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายปิดญัตติ ตอนหนึ่งว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ และตนขอเสนอให้ใช้การพัฒนาพื้นที่ผ่านระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ เป็นฐานและกรอบการพัฒนา ทั้งยกระดับเกษตรกให้มีความมั่นคง และลงทุนพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่รับใช้ชีวิต เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4%ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้นขอสภาฯ ได้ตั้งกมธ.วิสามัญ ศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างการเสนอให้ตั้งกมธ.วิสามัญฯ กับส่งข้อคิดเห็นไปให้ ครม.พิจารณา นายโสภณ ประธานการประชุมจึงให้มีการลงมติ ผลพบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม. พิจารณา ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง