เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.43 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่สำนักงานเขตคลองสามวา ถนนเลียบคลองสอง และที่สำนักงานเขตบางซื่อ มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันอย่างคึกคัก โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ลูกเสืออาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนในการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งนี้

– 006

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.09 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จุดยืน ไม่เอาพรรคซื้อเสียง

ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ไม่เอาพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง ต่อต้านการซื้อเสียง เพราะรู้ดีว่าการซื้อเสียงเป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย ก่อให้เกิดธุรกิจการเมือง การถอนทุนคืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาครอบงำระบอบเศรษฐกิจของไทย จึงได้รณรงค์ต่อต้านมาโดยตลอด

แต่ก็รู้สึกโชคดี เมื่อมีสมาชิกในครอบครัว 2 คน ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคการเมือง ที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ คือ

1.ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ พี่ชายคนโต ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รณรงค์หาเสียงโดยใช้แนวทางตั้งเวทีปราศรัย เดินเคาะประตู ขึ้นรถแห่ เดินตลาดนัด ไม่ใช้การจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และหัวคะแนนส่วนใหญ่ก็เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือสมาชิกดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรค และเชื่อมั่นในตัวของนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเข้าต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ใช้แนวทางการซื้อเสียง แม้จะไม่มั่นใจว่า สามารถฝ่ากระแสเงินทุนสีเทาได้หรือไม่

2.ดร.จริยา เสนพงศ์ น้องสาวคนเล็ก ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในระบบบัญชีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียงเช่นกัน แต่ด้วยน้องสาวคนเล็ก เป็นเพื่อนกับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ร่วมเรียนหนังสือมาด้วยกันในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ซึมซับอุดมการณ์ทางการเมืองมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอมาตลอดครึ่งชีวิต จึงตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาชน และได้เดินหน้าหาเสียงตามแนวทางที่ตัวเองถนัด

แม้ว่าเราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแต่ในทางการเมืองก็เป็นอิสระต่อกัน เคารพความคิดและการตัดสินใจของกันและกัน ส่วนตัวไม่สามารถช่วยหาเสียงให้กับใครได้ นอกจากเป็นกำลังใจให้ในฐานะคนครอบครัวเดียวกัน แต่ที่สบายใจมากที่สุด ก็คือทั้งพี่ชายและน้องสาว ตัดสินใจทำการเมือง แบบการเมืองสีขาว การเมืองบริสุทธิ์ การเมืองสุจริต และการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง

ขอให้โชคดีในแนวทางการเมือง ที่ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.21 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ขณะดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ” ได้ดำเนินการจัดซื้อและได้สั่งอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ATK) ครั้งละวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท จำนวน 5 ครั้ง อันเป็น “การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ฝ่าฝืนระเบียบ/กฎหมายพัสดุ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่ง อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติเสียงข้างมากให้ “ปลดจากราชการ” ทั้งนี้ ล่าสุดได้ข้อสรุปการสอบวินัย นพ.สุภัทร โดยละเอียด ดังนี้

(1) ประเด็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง กรณีจัดซื้อ ATK ยี่ห้อ Standard Q จากบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวม 42,854 ชุด เป็นเงิน 9,856,420 บาท

ข้อเท็จจริงโดยสรุป โรงพยาบาลจะนะเข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง (ก.ค. – ส.ค.2564) และระหว่างปฏิบัติการได้ “ขอยืม” ATK ยี่ห้อ Standard Q ของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มาใช้ก่อน ต่อมาภายหลัง (ต.ค. – ธ.ค.2564) โรงพยาบาลจึงจัดทำเอกสารและดำเนินการ “จัดซื้อย้อนหลัง” รวม 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท โดยอ้างอำนาจตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 (ลงวันที่ 5 ต.ค.2564) มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท จึงดำเนินการออกเป็น 5 รายการ/5 ครั้ง (4 ครั้งๆ ละ 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท และ 1 ครั้ง 8,074 ชุด วงเงิน 1,857,020 บาท) ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง

นายสุภัทร ชี้แจงว่า การจัดซื้อหลายครั้งเป็นการบริหารสต็อกตามความไม่แน่นอนในภาวะฉุกเฉิน แต่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสำนวนวินิจฉัยว่า “วัตถุประสงค์ที่แท้จริง” ของการจัดซื้อดังกล่าวเป็นการซื้อย้อนหลังของพัสดุชนิดเดียวกัน จากผู้ขายรายเดียวกัน และสมควรต้องจัดซื้อ “ครั้งเดียว” เพื่อเสนอผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไป (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ) เนื่องจากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ การแยกเป็น 5 รายการ ให้แต่ละครั้งต่ำกว่า 2 ล้านบาท จึงเป็นการ “ลดวงเงินเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อเปลี่ยนแปลงไป” โดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือประโยชน์/ความคุ้มค่าเพิ่มเติม (ราคาต่อชุด 230 บาทเท่ากันทุกครั้ง) เข้าลักษณะการแบ่งซื้อที่ระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ.2560 ข้อ 20 ห้ามกระทำ ทำให้คำชี้แจง “รับฟังไม่ได้”

สรุป เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

(2) ประเด็นการตรวจรับพัสดุ และการไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (เพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม)

ข้อเท็จจริงโดยสรุป ภายหลังการจัดซื้อย้อนหลังทั้ง 5 รายการ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ และคณะกรรมการตรวจรับ และมีเอกสารตรวจรับตามวันที่ส่งมอบในแต่ละรอบ อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาในสำนวนเห็นว่า คณะกรรมการตรวจรับตามคำสั่งดังกล่าว “ไม่ได้ร่วมปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ” และเมื่อเป็นการซื้อย้อนหลังภายหลังใช้พัสดุไปแล้ว จึงไม่มีกระบวนการตรวจนับ/ตรวจสอบพัสดุโดยแท้จริง บุคลากร ที่ไปร่วมปฏิบัติการแม้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ ATK แต่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการตรวจรับตามที่แต่งตั้งไว้ จึงทำให้คำชี้แจงเรื่อง “มีการตรวจรับ” รับฟังไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง แม้กรณีโควิดจะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115/27 มี.ค.2563 ที่ให้ดำเนินการไปก่อนได้ แต่ต้อง “รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” ตามระเบียบฯ ข้อ 79 วรรคสอง เพื่อให้ถือเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ซึ่งในสำนวนวินิจฉัยเห็นว่า เมื่อวงเงินรวมอยู่ในอำนาจหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (นพ.สสจ.สงขลา) โรงพยาบาลต้องรายงานขอความเห็นชอบต่อผู้มีอำนาจดังกล่าว มิใช่แบ่งซื้อให้ตนมีอำนาจอนุมัติเองแล้วอ้างว่ารายงานครบถ้วน

สรุป ไม่มีการตรวจรับ และไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม

(3) ประเด็นการกำหนดราคากลาง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โรงพยาบาลจะนะได้ดำเนินการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) จำนวน 5 รายการ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2564 ในราคาชุดละ 230 บาท โดยไม่พบว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และไม่ปรากฏราคากลางที่เป็นทางการ แต่ใช้วิธีการโทรศัพท์สอบถามราคาจากโรงพยาบาลข้างเคียงเป็นแหล่งที่มาของราคา (ราคาอ้างอิง) แล้วนำมาใช้เป็นฐานราคาในการจัดซื้อเป็นคราวๆ อีกทั้งไม่พบว่ามีการเทียบราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณตามแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ซึ่งวางลำดับแหล่งที่มาของราคาไว้ก่อน – หลัง

นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชี้แจงว่า ATK เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่มีราคากลางตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการราคากลางกำหนด ไม่มีราคามาตรฐานจากสำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่น และไม่มีราคาย้อนหลังภายในสองปีงบประมาณเพื่อใช้อ้างอิง จึงใช้วิธีสอบถามราคาจากโรงพยาบาลที่ร่วมปฏิบัติการและทำการต่อรองราคาร่วมกับบริษัทจนได้ราคาชุดละ 230 บาท พร้อมอ้างว่าแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหนังสือกรมบัญชีกลาง (เช่น ที่ กค 0433.2/ว 120 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2563 และหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563) ซึ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินโควิดเปิดให้หน่วยงานของรัฐสามารถใช้วงเงินที่จัดซื้อจัดจ้างในแต่ละครั้งเป็นราคากลางได้ภายใต้หลักเกณฑ์ตามนัยมาตรา 4 ทั้งยังระบุว่าหนังสือแนวทางดังกล่าวมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 (โดยประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565) เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงว่าเป็นการจัดซื้อย้อนหลังในห้วงเวลาที่รัฐยังอยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ได้พัสดุป้องกันควบคุมหรือรักษาโรค คณะกรรมการจึงวินิจฉัยว่าโรงพยาบาลสามารถสอบถามราคาจากผู้ประกอบการโดยตรงเพื่อให้ได้พัสดุโดยเร็วและทันต่อการใช้ประโยชน์ได้ และคำชี้แจงของนายสุภัทรในประเด็นนี้สามารถรับฟังได้

สรุป เหตุผลในการกำหนดราคาซื้อโดยไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่มีราคากลางตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการราคากลางกำหนด ไม่มีราคามาตรฐานจากสำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่น และไม่มีราคาย้อนหลังภายในสองปีงบประมาณเพื่อใช้อ้างอิง จึงใช้วิธีสอบถามราคาจากโรงพยาบาลที่ร่วมปฏิบัติการและทำการต่อรองราคาร่วมกับบริษัทจนได้ราคาชุดละ 230 บาท และเป็นการจัดซื้อย้อนหลังในห้วงเวลาที่รัฐยังอยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ได้พัสดุป้องกันควบคุมหรือรักษาโรค สามารถรับฟังได้

(4) ประเด็นการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid-19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid-19 Ag test เป็นจำนวนมาก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า หากพิเคราะห์ถึงจำนวนผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลจะนะได้ออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งปรากฏข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มแพทย์ชนบท ลงปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2564 (จำนวน 3 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 19,871 ราย

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2564 (จำนวน 3 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 31,518 ราย

ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4 – 10 สิงหาคม 2564 (จำนวน 7 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 141,516 ราย

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มแพทย์ชนบท ลงปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 ครั้ง จึงใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 192,905 ราย ประกอบกับมีพยานบุคคลให้ข้อมูลว่าในแต่ละวันการออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครของเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลจะนะ สามารถตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อได้ไม่เกินวันละ 2,000 ราย แม้นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จะกล่าวอ้างว่า สาเหตุที่โรงพยาบาลจะนะมีจำนวนการใช้ Antigen Test Kit (ATK) น้อยกว่าจำนวนที่มีการจัดซื้อ ด้วยเหตุผลอันเนื่องมาจากการที่โรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้เป็นโรงพยาบาลแกนนำมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดซื้อ Antigen Test Kit (ATK) เพื่อนำมาใช้กับทุกโรงพยาบาลที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าว ไม่ได้นำมาใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลของตนเองเท่านั้น โดยในปฏิบัติการครั้งที่ 1 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 6 แห่ง ครั้งที่ 2 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 16 แห่ง และครั้งที่ 3 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 41 แห่ง และโรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้ซื้อ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 42,854 ชุด แบ่งเป็น 5 ครั้ง ดังต่อไปนี้

ครั้งที่วันที่ออกใบสั่งซื้อใช้ในปฏิบัติการครั้งที่จำนวน(ชิ้น)ราคา(บาท/ชิ้น)รวมเป็นเงิน (บาท)
1๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๔1๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
2๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔2๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
3๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔3๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
4๙ ธันวาคม ๒๕๖๔3๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
5๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔3๘,๐๗๔๒๓๐๑,๘๕๗,๐๒๐
รวม  ๔๒,๘๕๔๒๓๐๙,๘๕๖,๔๒๐

เมื่อภารกิจในการออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 3 ครั้ง เสร็จสิ้นลง นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พร้อมบุคลากรของโรงพยาบาลจะนะก็ได้เดินทางกลับมายังโรงพยาบาลจะนะ หากโรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้เป็นโรงพยาบาลแกนนำในการทำหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test ทั้ง 5 ครั้ง จำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) จริง ตามที่ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กล่าวอ้าง โรงพยาบาลจะนะจะต้องรีบดำเนินการจัดซื้อและรายงานขอความเห็นชอบต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาเพื่อใช้เป็นหลักฐานการตรวจรับ

ทั้งนี้ ตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 แต่โรงพยาบาลจะนะก็หาได้ดำเนินการไม่ ต่อมาในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2564 โรงพยาบาลจะนะจึงได้มาดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test ดังกล่าว และ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้สั่งให้อนุมัติจัดซื้อ โดยการแบ่งซื้อออกเป็นจำนวน 5 รายการ ในแต่ละครั้งที่มีวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) อันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 20 และข้อ 79 วรรคสอง และเมื่อการใช้เวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test จำนวน 42,854 ชุด ได้เกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อตามกระบวนการปกติได้ทัน ประกอบกับไม่มีกระบวนการตรวจรับพัสดุเกิดขึ้นและไม่สามารถตรวจสอบยอดการใช้พัสดุได้กรณีจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในการออกหน่วยเชิงรุกของโรงพยาบาลจะนะทั้ง 3 ครั้ง นั้น โรงพยาบาลจะนะได้มีการใช้ Antigen Test Kit (ATK) ไปเป็นจำนวนเท่าใด

และนอกจากนี้ คำชี้แจงของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในประเด็นดังกล่าวยังเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนจึงต้องพิจารณาจากศักยภาพการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่ที่จะกระทำได้ ซึ่งเห็นว่าสามารถตรวจได้ไม่เกินวันละ 1,000 – 2,000 ราย ประกอบกับรายงานผลการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงของโรงพยาบาลจะนะ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 ซึ่งระบุข้อมูลว่า ครั้งที่ 1 (วันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2564) ชมรมแพทย์ชนบทปฏิบัติการไป 19,871 ราย พบผลบวก 1,777 ราย หรือ 8.94% โรงพยาบาลจะนะ Swab ทั้งหมด 3,832 ราย ผลบวก 459 ราย ผลลบ 3,373 ราย ครั้งที่ 2 (วันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2564) ตรวจได้จำนวน 31,518 ราย ผลพบว่าเจอผู้ติดเชื้อโควิดถึง 5,086 คน หรือมีผลบวกถึง 16.14 % โรงพยาบาลจะนะ Swab ทั้งหมด 3,007 ราย ผลบวก 418 ราย ผลลบ 2,589 ราย รวม 2 ครั้ง ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงตรวจไปทั้งสิ้น 51,389 ราย พบผลบวก 6,863 ราย คิดเป็น 13.35 % โรงพยาบาลจะนะ Swab รวม 2 ครั้ง ทั้งหมด 6,839 ราย ผลบวก 877 ราย ผลลบ 5,962 ราย กรณี จึงทำให้เชื่อได้ว่าการที่โรงพยาบาลจะนะดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test จำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) จากบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มีจำนวนสูงเกินกว่าศักยภาพ การปฏิบัติงานโดยทั่วไปที่จะสามารถกระทำได้อย่างชัดเจน แม้ว่าต่อมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะส่งรายชื่อผู้เข้ารับบริการตรวจคัดกรองดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลของวันที่ 4 , 5 , 7 และ 8 สิงหาคม 2564 มาให้โรงพยาบาลจะนะเพื่อดำเนินการเบิกค่าใช้จ่ายในรายชื่อละ 450 บาท (สี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) จำนวน 39,659 รายชื่อ ซึ่งกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลจะนะได้ดำเนินการส่งเบิกค่ารักษาผู้ป่วยดังกล่าว ด้วยวิธีการคีย์ข้อมูลผ่านโปรแกรม e-Claim ไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประมาณ 39,211 รายชื่อ โดยเรียกเก็บเงินค่าตรวจ Antigen test Kit (ATK) ไม่ได้ประมาณ 361 รายชื่อ เนื่องจากเป็นบุคคลไร้สิทธิ ทำให้ได้รับเงินมาจำนวน 17,515,750 บาท (ปกติจะต้องได้เงินจำนวน 17,646,200 บาท แต่ได้ไม่ครบเนื่องจากมีการติด Verify หรือการปฏิเสธจ่ายเนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขการตรวจจำนวน 361 ราย) ซึ่งคิดเป็นค่าชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test เป็นเงินจำนวน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทั้งหมดแล้วโรงพยาบาลจะนะจึงได้กำไรจากการเรียกเก็บค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 7,600,610 บาท (เจ็ดล้านหกแสนหกร้อยสิบบาทถ้วน) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้โอนเงินดังกล่าวผ่านระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรม E-Budget เข้าเป็นรายได้ค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ ประเภทค่ารักษาพยาบาลเบิกชดเชยกรณี COVID – 19 ของโรงพยาบาลจะนะ บัญชีเงินฝากเลขที่ 014862708523 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรณีดังกล่าวก็ไม่เป็นเหตุให้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น คำชี้แจงของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในประเด็นนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้

คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 กำหนดให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างทุกวิธีทุกขั้นตอนและก่อหนี้ผูกพันเงินบำรุงของหน่วยบริการครั้งหนึ่งวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) ย่อมมีหน้าที่ในดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามขอบเขตของคำสั่งมอบอำนาจดังกล่าว โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของผู้มอบอำนาจเป็นสำคัญ

การที่ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ได้ดำเนินการจัดซื้อและสั่งอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) เป็นจำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) โดยมีเจตนาแบ่งซื้อออกเป็นจำนวน 5 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) อาศัยโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ลดวงเงินอนุมัติให้อยู่ในอำนาจของตนเอง โดยไม่ปรากฏเหตุผลหรือพยานหลักฐานใดที่จะสามารถยืนยันว่าเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อในคราวเดียวกัน เนื่องจากเป็นการจัดซื้อเวชภัณฑ์ชนิดเดียวกันจากผู้ขายรายเดียวกัน และไม่ปรากฏวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการที่จะได้รับเป็นพิเศษเพราะไม่ว่าจะจัดซื้อในครั้งเดียวหรือจะแบ่งซื้อเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK)
ในแต่ละครั้ง ทั้ง 5 ครั้ง อำนาจในการพิจารณาสั่งซื้อทุกกรณีดังกล่าว ต่างก็มีราคาชุดละ 230 บาท (สองร้อยสามสิบบาทถ้วน) เช่นเดียวกัน ไม่ปรากฏว่าเมื่อมีการแบ่งซื้อเป็นจำนวน 5 ครั้งแล้ว จะทำให้มีราคาถูกกว่าการจัดซื้อพร้อมกันทั้งหมดในครั้งเดียวและการสั่งซื้อทุกกรณีที่กล่าวมานั้นจะไม่มีความแตกต่างกัน กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นแก่ทางราชการและไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าแก่ทางราชการแต่อย่างใด

อีกทั้งยังปรากฏว่าการจัดซื้อดังกล่าวไม่มีกระบวนการตรวจรับพัสดุเกิดขึ้นและมีการจัดซื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อคิดคำนวณจากระยะเวลาประกอบกับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะนะที่จะสามารถกระทำได้จึงพบข้อพิรุธถึงจำนวนชุดตรวจ Antigen test Kit (ATK) ที่ใช้จริงในช่วงเวลานั้น ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กลับปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไปกว่าสองเดือน โดยไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับ กรณีจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ตลอดจนฝ่าฝืนต่อคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง พฤติการณ์มีลักษณะไม่โปร่งใสแสดงให้เห็นว่าจงใจหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ส่อไปในทางให้มีการอาศัยโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ควบคุม กำกับ ดูแล การบริหารงานภายในโรงพยาบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปโดยถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการไม่ว่าประการใดๆ อีกทั้ง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา จะต้องยึดมั่น ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบแบบแผนที่ทางราชการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไปแต่หาปฏิบัติเช่นนั้นไม่

ดังนั้น พฤติการณ์ของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการมติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา 82 (2) เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (7) และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เห็นควร ลงโทษปลดออกจากราชการ

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.23 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 วานนี้ (31 ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไปกันใหญ่ ขออภัยมา ณ ที่นี้ วันนี้ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องการป้องกันการซื้อเสียง อาจจะพูดสั้นไปหรือพูดเร็วไป หรือพูดไม่ได้ศัพท์ ทำให้มีคนเข้าใจบริบทที่พูดจากสิ่งที่ต้องการสื่อคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่จะสื่อออกไป โดยได้พูดก่อนหน้ามาว่า สำนักงานฯ มีมาตราการอย่างไรในการซื้อเสียง คือต้องซื้อไม่ได้และได้สั่งการไปแล้ว แม้จะเตรียมการการซื้อเสียงได้ แต่อย่าแจก

จริงๆ เป็นการพูดถึงพฤติการณ์คนที่จะทำการซื้อเสียง ไม่ได้อธิบายกฎหมาย กฎหมายได้กำหนดว่าแค่จัดเตรียมการซื้อเสียงก็เป็นความผิดแล้ว พฤติการณ์ผู้จะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเรื่องการซื้อเสียง พฤติการณ์ก่อนซื้อคือการจัดเตรียมแจกเงิน แต่การจัดเตรียมมันจับได้อยาก นั้นหมายความว่า เขามีโอกาสเลี่ยงกฎหมายได้ง่าย ถ้าหลักฐานไม่ชัดเจน จึงพูดกับสื่อว่าแม้จะจัดเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่ถ้าแจกคือแจกไม่ได้ เพราะเรามีมาตราการรองรับแบบเข้มข้น หรือถ้าแจกจับได้แน่

“ต้องขออภัยที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด ที่สื่อสารไม่ดีเอง”

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

ชายแดนศรีสะเกษเดือด! ทหารกัมพูชาละเมิด ข้อตกลงหยุดยิง ลอบข้ามแดนทำแฟลร์ส่องสว่างไทยทำงาน ก่อนเปิดฉากยิง M-79 ถล่มฐานปฏิบัติ การภูผาเหล็ก แถมเหิมเกริมใช้เลเซอร์ชี้เป้าเตรียมซ้ำ ทหารพรานไทยไม่ยอม ยิงเตือนโต้กลับจนปืนสงบ ผบ.ทั้งสองฝ่ายเร่งเคลียร์หวั่นสถานการณ์บานปลาย ด้าน “นายกฯอนุทิน” เผยเคลียร์จบแล้วปมเขมรเดินทะเล่อทะล่าสะดุดแฟลร์ไทยยิง M-79 ใส่ไทย ยันกองทัพไทยปึกแผ่น-เข้มแข็ง ไม่หวั่น

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2569 เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษว่า เมื่อเวลา 20.10 น.คืนวันที่ 30 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุสะดุด แฟร์ หรือ พลุสองสว่าง ซึ่งเป็นระบบป้องกันฐานปฏิบัติการทมอฉัตร ทำให้ระบบทำงานและเกิดแสงสว่างไปทั่วป่า หลังพบกลุ่มบุคคลคาดว่าเป็นทหารกัมพูชาลอบรุกล้ำเข้ามาในเส้นทางยุทธศาสตร์ของไทย

ต่อมาเวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.หรือ M79 ยิงเข้าใส่บริเวณทิศตะวันออกของฐานปฏิบัติการภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังจากนั้นทหารไทยยังตรวจพบการใช้แสงเลเซอร์ชี้เป้าส่องตรงมายังฐานปฏิบัติการ ทำให้ฝ่ายไทยต้องตัดสินใจยิงตอบโต้เพื่อแจ้งเตือนตามเหตุการณ์ จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มสงบลง หลังจากผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายได้มีการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า จึงคาดว่าเกิดจาการเสียวินัยของทหารกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานกำลังพลบาดเจ็บในพื้นที่ช่องอานม้า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าแห้งบริเวณหน้าแนวรั้วลวดหนาม จุดบ่อนไก่ ช่วงหน้าผา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการปะทะและมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ โดยรายงานระบุว่า เปลวเพลิงได้ส่งผลกระทบไปยังบริเวณที่คาดว่ามีวัตถุระเบิดตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นถูกกำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย

กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บคือ 1.จ.ส.อ.ธรรมรัตน์ คล้ายทิพย์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปืนเล็ก มีอาการ ถูกแรงอัดจากระเบิด หมดสติ สะเก็ดเข้าบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าข้างขวาแพทย์ทำการรักษา และดำเนินการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมตรวจ X-Ray แพทย์พิจารณาส่งการรักษาต่อไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยอากาศยาน 2. พลทหารวีระศักดิ์ กันหาเรือง ได้รับแรงอัดจนหมดสติ นำส่งที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์ทำการรักษาให้นอนดูอาการ

ขณะที่ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิดที่เกิดการระเบิด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากการสอบถามกำลังพลที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพบเพลิงไหม้ที่กอไผ่อยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนาม จึงเตรียมนำน้ำเข้าไปดับไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้น

อนุทินเผยปมเขมรยิง M79เคลียร์จบแล้ว

วันเดียวกันเมื่อเวลา 13.00 น.ที่ตลาดบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารกัมพูชายิงลูกระเบิด M79 มายังฝั่งประเทศไทย โดยระบุว่าได้รับรายงานแล้ว และทั้งหมดเป็นไปตามข่าวที่กองทัพได้เผยแพร่ ซึ่งเสนาธิการทหารบกได้รายงานให้ทราบเมื่อเช้าที่ผ่านมาว่าไม่มีอะไรน่ากังวล โดยเหตุแสงสว่างที่ชายแดนเกิดจากการเดินสะดุดแฟลร์ส่องสว่างที่เราวางไว้ตามแนวลาดตระเวน ก่อนจะบอกว่า “ก็อย่างที่ว่ามีที่ให้เดินตั้งเยอะไม่เดิน มาเดินตรงนี้”

พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการยิงเข้ามาแบบต่อเนื่อง อีกทั้งในสัญญาหยุดยิง หากเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาสองฝ่ายหาทางออกร่วมกัน เมื่อตกลงได้ก็ถือเป็นการยุติ แต่ไม่ควรเกิดขึ้นบ่อย ซึ่งผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ได้มีข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องถึงระดับที่สูงขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลกับเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยถึงเรื่องชายแดน นายกรัฐมนตรี ไม่กังวลเลย และไม่เกี่ยวข้องกัน ทิ้งท้ายว่ากองทัพของเราเข้มแข็ง

ทร.รวบยกแก๊งสแกมเมอร์จีน

ทางด้านกองทัพเรือ โดยพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงความสำเร็จของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) ในการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมชายชาวจีนเครือข่าย “Cyber Scam” รวม 7 ราย ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือเกือบ 100 เครื่อง ซิมการ์ด และสคริปต์หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ออกแถลงการณ์เชิงรุก เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาเข้มงวดและจริงใจในการปราบปรามแหล่งซ่องสุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ของตน โดยย้ำชัดว่าประเทศไทยจะไม่ยอมเป็นทางผ่านหรือแหล่งพักพิงให้กับขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

แฉรังใหม่จีนเทาโผล่กลางเขมร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลังจากเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “Army Military Force” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 5.45 นาที ซึ่งอ้างว่าเป็นบรรยากาศการก่อสร้างฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ของกลุ่มทุนจีนสีเทาในพื้นที่ภาคกลางของประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าเป็นการบันทึกภาพโดยแรงงานชาวกัมพูชาในพื้นที่ แต่คลิปดังกล่าวถูกลบออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากโพสต์ได้เพียง 8 นาที

ภายในคลิปปรากฏภาพการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และแรงงานจำนวนมาก เร่งก่อสร้างอาคารที่มีลักษณะพิมพ์นิยมเดียวกันหลายสิบหลัง บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 100 ไร่ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอาณาจักร Cyber Scam หรือรังสแกมเมอร์ที่จะใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อในภูมิภาค โดยจุดก่อสร้างดังกล่าวอยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกและสนามบินแห่งใหม่ ทำให้การเดินทางของกลุ่มทุนจีนสะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องผ่านประเทศไทย

ทันทีที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้มีชาวเน็ตไทยเข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความจริงใจของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หลายความเห็นระบุว่าการประกาศปราบปรามก่อนหน้านี้เป็นเพียงคำลวงโลก เนื่องจากพฤติกรรมในพื้นที่สวนทางกับนโยบาย ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตถึง DNA บรรพบุรุษแตงหวาน ที่เก่งกาจเรื่องงานก่อสร้างแต่กลับใช้ในทางที่สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการส่งออกวัสดุก่อสร้างไปยังพื้นที่เสี่ยง เพื่อตัดตอนการขยายตัวของกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ พร้อมทั้งเตือนให้เฝ้าระวังผลกระทบที่จะตามมาหลังโครงการนี้เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นฐานทัพไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน

กกต.เตรียมพร้อม1ก.พ. เลือกตั้งล่วงหน้า ยอดขอใช้สิทธิ์2.4ล้านคน จับตา42จว.แข่งขันกันดุ สอบ6ไอ้โม่งถอนเงินสด

กกต.เตรียมพร้อม1ก.พ. เลือกตั้งล่วงหน้า ยอดขอใช้สิทธิ์2.4ล้านคน จับตา42จว.แข่งขันกันดุ สอบ6ไอ้โม่งถอนเงินสด

กกต.เตรียมพร้อม1ก.พ. เลือกตั้งล่วงหน้า ยอดขอใช้สิทธิ์2.4ล้านคน จับตา42จว.แข่งขันกันดุ สอบ6ไอ้โม่งถอนเงินสด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.เตรียมพร้อม1ก.พ. เลือกตั้งล่วงหน้า ยอดขอใช้สิทธิ์2.4ล้านคน จับตา42จว.แข่งขันกันดุ สอบ6ไอ้โม่งถอนเงินสด

กกต.ประกาศความพร้อมเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์นี้ กําชับผู้มีสิทธิ์กว่า 2.4 ล้านคน ต้องเลือกตั้งตามวันที่ลงทะเบียนเปลี่ยนวันไม่ได้ “แสวง” สั่งจับตาพื้นที่ 42 จังหวัด แข่งขันหาเสียงดุ เจอแล้ว ลูกค้าธ.พาณิชย์ 6 ราย เบิกเงิน 250 ล้านบาท หลังธปท.ส่งข้อมูลให้ อาจเป็นเรื่องธุรกิจ ต้องให้ความป็นธรรม ชี้สืบไม่ยากโยงการเมืองหรือไม่

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่าผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแบ่งเป็นการใช้สิทธิในเขต 8,610 คน นอกเขต 2,261,384 คน ผู้พิการทุพลภาพ 1,666 คน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 138,810 คน

โดยได้จัดหน่วยเลือกตั้งกลางรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งในเขต 521 แห่ง นอกเขต 524 แห่ง ผู้พิการ 22 แห่ง และนอกราชอาณาจักร 95 แห่ง ใน 64 ประเทศ กกต.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการการใช้สิทธิโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนจํานวนมากอาทิเขตบางกะปิและเขตจตุจักร พร้อมปรับปรุงสถานที่ให้สามารถรองรับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รองเลขาธิการ กกต.ย้ำว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะเป็นการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เท่านั้น ส่วนการออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่จะจัดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ในวันดังกล่าวได้ หากได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้แล้ว

ย้ำแจ้งเหตุจำเป็นหากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์

สําหรับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า หลังปิดหีบเวลา17.00น.บัตรในเขตจะส่งให้ กกต.เขตเก็บรักษา ส่วนบัตรนอกเขตและบัตรจากต่างประเทศจะนําส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย ซึ่งคาดว่าจะถึงประเทศไทยครบถ้วนภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เพื่อรอการนับคะแนนพร้อมกันหลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

“หากประชาชนไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ให้แจ้งเหตุจําเป็นต่อนายทะเบียนอําเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote ของ กกต. หรือช่องทางของสํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ภายใน 7 วันก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ถูกจํากัดสิทธิทางการเมือง”

ทั้งนี้ หากประชาชนพบความไม่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการเลือกตั้ง สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ณ หน่วยเลือกตั้ง กกต.เขต หรือสายด่วน 1444 ได้ทันที

‘แสวง’ตรวจหน่วยเลือกตั้งกลาง

เวลา 10.00น. ที่สำนักงานเขตบางกะปิ กทม.นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งลงพื้นที่สังเกตการณ์การส่งมอบบัตรเลือกและวัสดุอุปกรณ์ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางในเขต และนอกเขตเลือกตั้ง ณ สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยในวันนี้ มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือกปน.ทุกหน่วยเดินทางมาตรวจรับบัตรเลือกตั้งหีบบัตรเลือกตั้ง คูหา และลงชื่อในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะเริ่มระหว่างเวลา 08.00-15.00 นซึ่งเขตบางกะปิ มีประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจำนวน 58,728 คน โดยมี 86 ชุดหน่วยเลือกตั้ง รองรับประชาชนมาลงคะแนนออกเสียง

ทั้งนี้ ในระหว่างการตรวจเยี่ยมความพร้อมของกปน.นายแสวง ได้สวมใส่เสื้อที่พิมพ์ลักษณะบัตรดีและบัตรเสียด้วย โดยได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กปน.

บางกะปิคนลงทะเบียน5.8หมื่น

นายแสวง ให้สัมภาษณ์ว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งทั้ง 424 หน่วยอยู่ระหว่างการรับมอบวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเลือกตั้งที่จะใช้เลือกตั้งล่วงหน้าในวันพรุ่งนี้ ซึ่งภาพรวมน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยวันนี้มาดูการรับมอบอุปกรณ์เลือกตั้งที่เขตบางกะปิเนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ประมาณ 58,000 คน โดยเขตได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกทั้งด้านการจราจร ที่จอดรถ ส่วนการลงคะแนนคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาเนื่องจากได้มีการซักซ้อมขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว

มั่นใจเลือกล่วงหน้าจะเรียบร้อย

นายแสวงกล่าวว่า มีความมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งทุกจังหวัด แต่เฉพาะในพื้นที่กทม.จะมีความพิเศษ เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก ขณะที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการอ่านระเบียบก็สามารถเกิดความเข้าใจแต่กกต.ก็ได้มีการจัดทำคู่มือการทำหน้าที่สำหรับกรรมการประจำหน่วยเพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

“การเลือกตั้งล่วงหน้าในวันพรุ่งนี้ก็จะมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะสถานที่เลือกตั้งกลางจะเป็นการนำคนทั้ง 77 จังหวัด มาอยู่ในที่เดียวกัน เชื่อว่าจากการซักซ้อมเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับทราบล่วงหน้า น่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

กาบัตรแล้วเร่งส่งทั้ง400เขต

พร้อมกันนี้ก็ได้กำชับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าในวันพรุ่งนี้ผู้มีสิทธ์เลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเป็นบัตรแบบแบ่งเขตสีเขียว และแบบบัญชีรายชื่อสีชมพู รวมถึงซองใส่บัตรเลือกตั้งซึ่งจะนำเจตจำนงของประชาชนทุกคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไปยังเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตได้ โดยในซองใส่บัตรเลือกตั้งนั้นที่ด้านหน้าซองประชาชนไม่ต้องเขียนเองเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเป็นผู้กรอกรายละเอียดจังหวัดเขตเลือกตั้ง และรหัสเขตเลือกตั้ง 4 หลัก เมื่อประชาชนได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบพร้อมซอง ก็ให้ลงคะแนน พับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบส่งลงในซองยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบว่าผู้มีสิทธิ์ที่เลือกตั้งได้หย่อนบัตรครบทั้ง 2 ใบหรือไม่ ซึ่งจะมีรูอยู่ทั้ง 2 ด้านของซองใส่บัตรเลือกตั้ง เมื่อบัตรครบก็จะปิดซองพร้อมเซ็นชื่อกำกับไว้ด้านหลังจากนั้นก็จะส่งคืนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อนำไปหย่อนลงในหีบบัตรด้วยตัวเอง

สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเป็นจำนวนมากกกต.ก็จะเลือกสถานที่อำนวยความสะดวกให้อย่างดีที่สุดรวมถึงการเดินทางสะดวกและได้มีการออกแบบการลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสะดวกและใช้เวลาน้อยที่สุด บางสถานที่ก็อาจจะเกิดปัญหาจราจรบ้างเนื่องจากมีคนจำนวนมากมารวมกันซึ่งกกต.ก็จะพยายามดำเนินการให้ดีที่สุด

พร้อมติดป้ายสีแยกตามทั้ง 4 ภูมิภาค

จากนั้นได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่สังเกต การณ์จัดสถานที่เลือกตั้งกลางในเขตและนอกเขตเลือกตั้ง ณ โครงการตะวันนาบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานครซึ่งทางสำนักงานเขตทางสำนักงานเขตบางกะปิได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยเตรียมเจ้าหน้าที่เทศกิจรวมถึงป้ายประชาสัมพันธ์บอกเส้นทางมายังสถานที่ออกเสียงเลือกตั้งกลาง เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้ามาในพื้นที่เลือกตั้งกลาง โดยจะมีป้ายประชาสัมพันธ์หน่วยเลือกตั้ง ตามภูมิภาค 4 ภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคจะมีสีกำกับ โดยภาคเหนือ จะใช้สีเขียว ส่วนกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกจะใช้สีชมพู ส่วนภาคอีสานน้ำตาล และภาคใต้สีม่วง โดยจะมีธงสีแต่ละภูมิภาคนำทางเข้าไปยังหน่วยเลือกตั้งแต่ละภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีจุดประชาสัมพันธ์ 3 จุดในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ได้มีการจัดเตรียมทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมรถพยาบาลฉุกเฉิน ในการดูแลผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหากเกิดการเจ็บป่วย

กกต.จับตา42จว.แข่งขันหาเสียงดุ

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เปิดเผยถึงคำร้องเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงว่า กกต.ได้มีมาตรการแบ่งพื้นที่ โดยมี 35 จังหวัด ที่การแข่งขันเป็นปกติ แต่อีก 42 จังหวัด มีการแข่งขันกันรุนแรงในแต่ละเขต จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงโดยมีการใช้ตำรวจครึ่งประเทศมาเป็นชุดป้องกัน ป้องปรามเคลื่อนที่เร็ว เพื่อตรวจสอบในพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง และศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบล(ศส.ปชต.) คอยแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องจับตาเข้มงวด

เลขาธิการ กกต.ยอมรับว่าข่าวการซื้อเสียงมีมาตลอด แต่ในส่วนของการป้องกันก็ได้มีมาตรการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจรวมถึงรวมถึงกกต.เอง หากอยากจะเตรียมเงินไว้ซื้อเสียง สามารถทำได้ แต่อย่าแจก โดยธรรมชาติของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง น่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้มีรายงานที่เป็นรูปธรรม ที่มีรายงานมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่น ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้งก็คาดว่าอาจจะมีรายงานในเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียงนี้เข้ามา แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้

เจอแล้ว 6 รายเบิกเงิน 250 ล้าน

ส่วนความคืบหน้าการรายงานข้อมูลการเบิกเงินสด 250 ล้านบาท จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น นายแสวง บอกว่าเมื่อวานนี้ (30 ม.ค.)ช่วงเย็นธปท.ได้ส่งข้อมูลมาให้แล้วซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์และส่วนตัวบอกได้เพียงว่ามีลูกค้า 6 รายที่เบิกถอนเงินผิดปกติ จึงได้ส่งต่อให้งานด้านสืบสวนไปดูเรื่องความสัมพันธ์ว่ามีเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองอย่างไร ตลอดจนเบิกเงินมาทำอะไรซึ่งการเบิกเงินครั้งนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย แต่หากเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด ตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยวันที่ 2 ก.พ.นี้จะมีการเสนอเรื่องนี้ให้กับกกต.ได้รับทราบ

ส่วนเงินก้อนดังกล่าวจะเข้าข่ายหรือมีความสูงเสี่ยงจะนำไปใช้ซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่นั้น นายแสวงบอกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้แต่ไม่ว่าเงินจะมีจำนวนมากขนาดไหน หากหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ทำธุรกิจก็ได้ ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับ ปปง.ด้วยโดยจะดูเรื่องที่มาของเงิน

‘ยศชนัน’หาเสียงเชียงราย-พะเยา

วันเดียวกัน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย นำทีมลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.เชียงราย และพะเยาที่โรงเรียนปล้องวิทยาคม อ.เทิง จ.เชียงราย ช่วยผู้สมัคร สส. เชียงราย นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เขต 5 เบอร์ 1นายสง่า พรมเมือง เขต 7 เบอร์ 8 มีประชาชนมารอต้อนรับมอบพวงมาลัยดอกไม้และมาลัยจากชาวอ.เทิงให้กำลังใจ

โดยนายยศชนันปราศรัยอ้อนขอคะแนนเสียงในฐานะคนเมือง พร้อมชูวิสัยทัศน์นำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยตามแนวชายแดนเชื่อมโยงการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ โดยจัดการระบบให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องและอาสาสมัครทุกคน รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งทั้งระบบ

ประกาศล้างบางธุรกิจสีเทา

จากนั้นคณะเดินทางไปปราศรัย ที่ตลาดนัดบ้านหม้อหลังโรงพยาบาลเชียงคำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. พะเยา นายเกษียร ศรีจันทร์ เขต 2 เบอร์ 3 นายวิชัย ไชยมงคล เขต 1 เบอร์ 5 นายอำนาจ วิชัย เขต 3 เบอร์ 3 บรรยากาศคึกคักประชาชนแห่ฟังปราศรัยเนืองแน่นนับหมื่นคน

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยด้วยความอัดอั้นตันใจถึงประเด็นที่ชาวพะเยาถูกด้อยค่าว่า “วันนี้มีเรื่องที่ทำให้ตนรู้สึกเจ็บปวดแทนพี่น้องชาวพะเยาที่สุด คือการที่มีคนพยายามสร้างภาพจำและกล่าวหาว่าพื้นที่นี้เป็นเมืองของสแกมเมอร์ เรื่องนี้คือการรังแกและทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชน ผมยืนยันว่าจะลบคำสบประมาทนี้ด้วยการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย สร้างงานสร้างอาชีพที่สุจริต มั่นคง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าคนพะเยามีศักยภาพ ไม่ใช่เมืองสีเทาอย่างที่ถูกกล่าวหา”

เพื่อไทยลั่นไม่กลัวซื้อเสียงพะเยา

ช่วงหนึ่งนายจุลพันธ์ได้แนะนำ นายวิชัย ไชยมงคล ผู้สมัครสส.พะเยา เขต 1 เบอร์ 5 ว่า เคยทำงานในสำนักงานปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะกับจังหวัดพะเยาที่จะมาดูแลประชาชน และจัดการกลุ่มธุรกิจสีเทาและยาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่ การันตีด้วยผลงานการปราบยาเสพติดตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯดร.ทักษิณ ยังมีอีกหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะพาประชาชนเดินไปข้างหน้าอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นล้างหนี้ประชาชน, ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%, คนไทยไร้จน ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นายจุลพันธ์ยังประกาศว่าพรรคเพื่อไทยไม่กลัวการซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยาในครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาชนะการเลือกตั้งได้จากนโบบาย จากผู้สมัคร สส.ที่มีคุณภาพ และศ.ดร.ยศชนัน ว่าที่ผู้นำประเทศที่จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ทำได้

‘เต้น’เดือดซัด‘หนู’วิ่งราวชาติ

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นปราศรัยอย่างดุเดือดโจมตีรัฐบาลปัจจุบันว่าเป็น “รัฐบาลพิลึกที่สุด” หลังเกิดปรากฏการณ์หนูกินส้มแล้วยังต้มส้มซ้ำด้วยการยุบสภา ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญตามสัญญา และตอบโต้การปราศรัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พาดพิงอดีตผู้นำพรรคเพื่อไทยว่า “พรรคสีน้ำเงิน ใช้วิธีการหาเสียงแบบ“วิ่งราวชาติ”แล้วบอกว่า รักชาติอยู่พรรคเดียว ตนไม่เห็นด้วยกับการชี้หน้าด่าคนอื่นว่า ไม่รักชาติ ผมบอกท่านกี่ครั้งแล้วว่า คนไทยต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน อย่าผลักไสคนอื่นไปเป็นคนชาติอื่น การหาเสียงแบบนี้ คือ การหวังผลการเมืองแต่สร้างความแตกแยก ผมยังไม่เคยเอาเรื่องผู้นำอีกประเทศที่เคยทำนายว่าไทยจะเปลี่ยน นายกฯใน 3 เดือน แล้วก็เกิดขึ้นจริงจนกลายเป็น“รัฐบาลหนู”มาโจมตีเลย

นายณัฐวุฒิ ทิ้งท้ายเรื่องคดีความว่า“บอกให้ระวังโดนฟ้อง ผมจะกลัวทำไม ในเมื่อมีคดีรออยู่เพียบแต่ยืนยันว่า เพื่อไทยไม่เคยตอกลิ่มความขัดแย้งและศ.ดร.ยศชนันจะเป็นผู้นำที่พาคนไทยก้าวข้ามความขัดแย้งนี้”พร้อมชูนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”โดยนำเงินภาษีที่เก็บได้เพิ่มมาเป็นรางวัลจูงใจประชาชนในการสร้างฐานข้อมูล ไม่ใช่การแจกเงินหน้ามืด

‘อนุทิน’ลุยหาเสียงสมุทรปราการ

เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่หาเสียงอ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครสส.สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย 8 เขต ได้แก่เขต 1 น.ส.แพรวพรรณ พุกพิบูลย์ เขต 2 นายนกเขา ท้วมกลัด เขต 3 นางอภัสนันท์ ภัคนราธนเศรษฐ์ เขต 4 น.ส.พิมพ์พรรณ พึ่งบุญ เขต 5 นางยุคลฉัตร หลำวรรณะ เขต 6 นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เขต 7 น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ เขต 8 นายวิบูลย์ชัยขาวทองบริสุทธิ์

เมื่อนายอนุทินเดินทางถึงวัดบางน้ำผึ้งใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการเพื่อช่วยนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ผู้สมัครสส. สมุทรปราการเขต 6 หาเสียง ได้เข้าสักการะท้าวเวสสุวรรณ โดยพระครูปัญญาธีรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดบางน้ำผึ้งใน มอบพระพุทธรูปจำลอง“หลวงพ่อใหญ่”ให้นายอนุทินด้วย

ตะโกนเชียร์‘ขอให้เป็นนายกฯต่อ’

จากนั้นนายอนุทินเดินภายในตลาด มีประชาชนขอถ่ายภาพเซลฟี่ จับมือมอบพวงมาลัย และดอกกุหลาบให้พร้อมตะโกนว่า“รักนายกอนุทิน รักพรรคภูมิใจไทย รอคนละครึ่งพลัสอยู่”ซึ่งนายอนุทินตอบกลับว่า“ได้แน่นอน”และมีชาวบ้านบอกอีกว่า“ถ้านายกอนุทินได้เป็นนายกฯอีก พวกเราสบายแน่นอน”ทั้งนี้ ระหว่างเดินภายในตลาด มีประชาชนยืนรอ ถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน มีคุณตาอายุ 97 มากับญาติ บอกว่าเป็นแฟนคลับอยากมาเจอ นายกฯชอบหมายเลข 37 โดยนายอนุทินตอบว่าขอให้สุภาพแข็งแรง ช่วงหนึ่งแม่ค้าร้านตะลิงปลิง ถามนายอนุทินว่า เหนื่อยหรือไม่ซึ่งนายอนุทิน ตอบกลับว่าไม่เหนื่อย แต่ง่วงนิดหน่อย เพราะนอนน้อย แม่ค้าจึงหยิบตะลิงปลิงให้กิน โดยบอกว่า“กินจะได้ตื่นเลย”

จากนั้นนายอนุทินแวะซื้อร้านขายช้อนโดยแม่ค้ากล่าวว่าจะเก็บเงินที่นายอนุทินซื้อไว้เป็นขวัญถุง พร้อมฝากเรื่องถนนพระราม 2 โดยนายอนุทินกล่าวว่าฝากเบอร์ 37 ด้วย นอกจากนี้ แม่ค้าร้านขายกระเป๋า ยังได้มอบย่ามผ้าชาวเขาให้ด้วย ก่อนที่นายอนุทินแวะป้อนนมปลาคราฟโดยประชาชนบอกว่า“รบชนะเขมรอยู่แล้ว ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งระหว่างเดินในตลาด มีพ่อค้าร้านขายของ ตะโกนบอกนายอนุทิน ขอให้ได้เป็นนายกฯต่อ ซึ่งนายอนุทิน บอกว่ากาเบอร์ 37 จะมาทุกวันเลย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในตลาดรุมถ่ายภาพ และตื่นเต้นที่ได้พบกับนายกฯ

หนูชูปักธงกทม.ย้ำจุดยืนป้องม.112

เวลา 13.00 น. ที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินีซึ่งมองกันว่าเป็นการปราศรัยที่ดุเดือดว่าก็เป็นการปราศรัยปกติ ในจุดที่เป็นเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยที่จะปักธงให้ได้ จากนี้คงต้องเดินทางไปอีกหลายจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ เมื่อถามว่าในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาชนในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะมีกลยุทธ์ อย่างไรบ้างนายอนุทินกล่าวว่า“ออร์แกนิกนี่แหละ เดินขอเสียงพี่น้องประชาชนรับฟังปัญหาของเขาว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร”

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าแคมเปญ“น้ำเงินทั้งแผ่นดิน”จะช่วยให้คว้าชัยได้ นายอนุทินกล่าวว่าผู้สมัครทุกคนของพรรคภูมิใจไทยก็ทุ่มเท ขยันเดินทางหาประชาชน เมื่อถามว่า การปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ดูเหมือนโจมตีไปที่พรรคที่คิดจะแก้มาตรา 112 นายอนุทินกล่าวว่า”ไม่ได้โจมตี” เมื่อถามว่าการจับมือจะยากหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหาและไม่เกี่ยวกับเรื่องจับมือ ทุกวันนี้ต่างคนก็ต่างฝ่ายอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ

จวก’เต้น’ชอบสร้างวาทกรรม

เมื่อถามว่ากรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาระบุว่า วิ่งราวชาติพร้อมบอกว่า ไม่ได้ฟังแดดดี้ แต่ฟังครูใหญ่ นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “นั่นคือวาทกรรม แต่ว่าชวนคนเผาบ้าน เผาเมืองนี่มันชัดเจนแล้ว บอกว่าผมรับผิดชอบ
เองๆ ถ้ารับผิดชอบเองป่านนี้ก็คงไม่ได้ไปอยู่บนเวทีแล้ว”

เมื่อถามว่านายณัฐวุฒิพยายามเหน็บว่านายอนุทิน ฟังแต่ครูใหญ่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนวงนอกจริงๆไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเที่ยวไปฟังคนโน้นคนนี้ได้อย่างไร

การันตี’ศุภจี-เอกนิติ’มือสะอาด

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าทีมเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยเอามาช่วยหาเสียงอาจจะมีคนไปดิสเครดิตหรือถูกโจมตีในภายหลังนายอนุทินกล่าวว่า โอ้ย มือสะอาดทุกคน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เขาไปที่ไหนก็ไปสร้างแต่คุณงามความดี คนที่คอยจะไปหาสิ่งมาโจมตี แสดงว่า ตัวเองสิ้นท่าหมดรูปแล้ว ตนคิดว่าควรเอาเวลานี้ไปทำความดี ไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนต่อสังคม ขึ้นเวทีไปก็ต้องพูดแต่เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่สร้างวาทกรรมเป็นตลกหน้าม่านแบบนี้ไม่ได้

โวโพลภท.โค้งสุดท้ายนำลิ่วตลอด

เมื่อถามว่า เป็นเพราะว่าไปแตะของดวงใจที่เป็นแดดดี้ของเขาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าโอ้ย พวกนี้เขาก็ต้องทำใจวัฒนธรรมแต่ละพรรคไม่เหมือนกันเขาชอบคิดว่าพรรคอื่นจะเป็นเหมือนพรรคนี้แต่พวกตนไม่มีเวลาไปทำแบบนั้น เพราะตนไม่จำเป็นต้องไปทำ หรือไปเอาใจใคร เพื่อให้ตัวเองได้พื้นที่ ที่คิดว่าจะมีโอกาสได้รับแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งอะไร นั่นคือวัฒนธรรมของพวกเขา แต่วัฒนธรรมของพวกตนคนละอย่างกัน พวกตนทำงาน ไม่มีตำแหน่งก็ทำงานได้เยอะแยะไปหมด

เมื่อถามว่าตอนนี้โค้งสุดท้ายแล้วคะแนนของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนดูเหมือนจะสูสีกันจะต้องมีการเร่งในช่วงปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าไม่สูสีนะเพราะโพลของผมนำตลอด ซึ่งมีการประเมินจากหลายที่ เมื่อถามว่า ถ้าดีดลูกคิดกันจริงๆ ประเมินไว้ที่เท่าไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตกข่าวเหรอจ๊ะ ข่าวน้อยหรอ วีคเอนด์ ไปถามพรรคอื่นบ้าง

‘สุชาติ’ชี้ชลบุรีเชื่อปชช.ตัดสินใจแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสของประชาชนในจังหวัดชลบุรีช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งมีการประเมินอย่างไรหรือไม่ว่าการเลือกตั้งทุกจังหวัด ทุกคนทุกเขต ต้องมีการประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง จากการพูดคุยกับแกนนำและมวลชนที่เรามีรวมถึงโหวตเตอร์ต่างๆ เชื่อมั่นว่าประชาชนในจังหวัดชลบุรีมีข้อเปรียบเทียบโดยเฉพาะในช่วง ปี’54 ปี’62 และปี’66 ถ้าพรรคอื่นมาเป็นประชาชนจะเห็นว่าการจับต้อง หรือการพบเจอบรรยากาศมันต่างกัน เพราะประชาชนในจ.ชลบุรียังมีบริบทการเป็นพี่เป็นน้องเป็นครอบครัว สิ่งโชคดีอย่างหนึ่งของชาวชลบุรี คือ เรายังมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวและจับต้องได้คือท้องถิ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมาด้วยกันกับตนทั้งหมด ก็สามารถรับเรื่องแทนสส.ได้

“การตัดสินใจของประชาชนในสัปดาห์สุดท้าย ส่วนตัวคิดว่าประชาชนได้ตัดสินใจหมดแล้วว่าจะเลือกใคร ตนอยากให้สื่อมวลชนได้ดูหลังการเลือกตั้งวันที่8 ก.พ.ว่าจะเป็นอย่างที่ตนพูดหรือไม่และตนเชื่อมั่นว่าประชาชนต้องการสส.ที่มีหน้าที่และรับผิดชอบด้วย”นายสุชาติ กล่าว

ลั่นภท.กวาด10เขตชลบุรีไม่แบ่งใคร

เมื่อถามว่าในจังหวัดชลบุรี10เขตจะเหมาทั้งหมด ไม่แบ่งให้พรรคประชาชนเลยใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่าไม่แบ่งให้เลยซักที่หนึ่ง พรรคภูมิใจไทยทำงานกันเป็นทีม ซึ่งภาพรวมใหญ่ของชลบุรีเวลารวมตัวกันแล้ว ชาวชลบุรีจะมีความสุขที่เห็นเราสามัคคีกัน จะได้ทำงานให้ชาวชลบุรีเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายพรรคภูมิใจไทย จะต้องรณรงค์หาเสียงให้ชาวชลบุรีเลือกแบบยุทธศาสตร์ หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีภาคตะวันออกจบหมดแล้ว พรรคเอาสรรพกำลังไปตรงอื่นได้เลย ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทินชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรค หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคซึ่งเป็นทีมเศรษฐกิจไปในจุดที่เขามีความต้องการก่อนเลย

‘อภิสิทธิ์’แท็กทีมลุยตลาดยิ่งเจริญ

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 9 (บางเขน-จตุจักร-หลักสี่)ที่ตลาดยิ่งเจริญ เพื่อช่วยน.ส.วิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร สส. หาเสียง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักมีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูปฝากให้ช่วยดูแลผู้สูงอายุรวมถึงเรื่องของการศึกษาไทย ที่ประชาชนหลายคนให้ความสนใจในเรื่องของการศึกษาบุฟเฟ่ต์เรียนฟรี

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงภาพรวมในกรุงเทพฯว่าจากการลงพื้นที่ได้รับการตอบรับที่ดีจึงต้องทำงานให้หนักขึ้นและลงพื้นที่นำเสนอนโยบายให้มากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย นอกจากนี้น.ส.วิเวียนยังระบุว่า พร้อมสู้ในโค้งสุดท้ายไม่หวั่นต่อโพลใดๆ เชื่อมั่นว่าคนไทยต้องการคนทำงานเป็น ไม่ยอมแพ้ต่อการซื้อเสียง

‘ชวน’ลงตรังช่วย‘อู๊ด ธโนภาส’

ที่ตลาดเทศบาลนครตรัง (ตลาดเก่า) จ.ตรัง นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ นำนายธโนภาส สินไชย หรืออู๊ด ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 เบอร์ 6ของพรรคเดินเท้าพบปะประชาชนขอคะแนนเสียงแบบออร์แกนิกจากพี่น้องประชาชนที่มาจ่ายตลาดยามเช้า หลายคนเข้ามาทักทายบอกว่า เลือกแน่นอนไม่ลืม เพราะเป็น“พรรคสมบัติพ่อเฒ่า”ซึ่งเป็นวลีฮิตในการพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ภาคใต้ ที่หลายคนเลือกพรรคประชาธิปัตย์กันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าและฝากฝังกันมารุ่นต่อรุ่น(พ่อเฒ่าภาษาใต้หมายความว่า ตา/ปู่)

งัดศักดิ์ศรีชาวใต้ สู้ซื้อเสียงหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวนได้เดินหาเสียงด้วยไมโครโฟนกับลำโพงเล็กๆ ประชาสัมพันธ์ผลงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคตเพื่อชาวตรัง อีกทั้งยังรณรงค์ ปลุกศักดิ์ศรีชาวใต้ หลังข่าวแพร่สะพัดถึงการจ่ายเงินซื้อเสียงอย่างหนักของบางพรรคในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ ที่จ.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์จะเปิดปราศรัยใหญ่ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 หน้าศาลากลางหลังเก่า นำโดย นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายจูรี นุ่มแก้วและผู้สมัคร สส. ทั้ง 4 เขต จ.ตรัง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เลือกจากความเกลียดใคร แต่คือการเลือกด้วยเหตุผล วุฒิภาวะ และความรับผิดชอบร่วมกัน ว่าเราจะมอบอนาคตของประเทศไว้กับใคร และจะพาไทยไปต่ออย่างไรในวันที่โลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและรุนแรง”

นายสุริยะใส กตะศิลา

คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม

มหาวิทยาลัยรังสิต

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง สังกัดสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค 8 (แพร่) แต่เนื่องจากสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค 8 แพร่ ยังไม่ได้เปิดทำการ สำนักงานศาลปกครอง จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลปกครองกลาง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น ท้องที่กรุงเทพมหานคร จึงถือว่าเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกตามข้อ 3 ของระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. 2545

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามข้อ 7(3) ของระเบียบดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเมื่อคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ประโยชน์เป็นเงินแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ออกคำสั่งจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

โดยการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองกับประโยชน์สาธารณะประกอบกันว่า สมควรจะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นการให้ประโยชน์เป็นเงินแก่ผู้รับคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และหากต้องเพิกถอน สมควรจะต้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน และจะให้การเพิกถอนมีผลตั้งแต่เมื่อใด ตามนัยมาตรา 50 ประกอบกับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

“พิธา-ปิยบุตร” ขอชาวสกลนครปักธงส้มยกจังหวัด กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ส่งผู้แทนสกลนครโหวต “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลประชาชน ร่วมสร้างปรากฏการณ์ “ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว “ขั้วเดิม-ขั้วใหม่” 

วันที่ 31 มกราคม 2569 ที่ตลาดนัดหน้าค่าย บขส.สกลนคร พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัย นำโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โดย นายปิยบุตร กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นคาราวานประชาชนมี 8 เส้นทางทั่วประเทศไทย เราเชื่อเหลือเกินว่าวิธีการรณรงค์หาเสียงแบบนี้ที่ทำมาตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล ไม่มีพรรคไหนลอกเลียนแบบได้ เพราะเรามีแกนนำ ผู้ปราศรัย ผู้ช่วยหาเสียง ผู้สมัคร สส. จำนวนมากที่เป็นดาวฤกษ์ สามารถไปได้ทั่วประเทศพร้อมกัน นี่แหละคือผู้คนและการเดินทางของพรรคประชาชน

ตนมาที่สกลนครหลายครั้งตั้งแต่เริ่มต้นตั้งพรรคอนาคตใหม่ สร้างพรรคเมื่อปี 2561 ต่อมาเลือกตั้งปี 2562 พี่น้องให้ความไว้วางใจเราทั่วทั้งจังหวัดสกลนครประมาณ 84,000 คะแนน เราก็เดินหน้ารณรงค์อยากให้พี่น้องชาวสกลนครเปลี่ยนใจมาเลือกพวกเรามากขึ้น แล้วผลก็เป็นเช่นนั้น แม้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แม้แกนนำหลายคนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่เมื่อเป็นพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 คะแนนก็เพิ่มเกือบ 3 เท่าเป็น 200,000 คะแนน แต่น่าเสียดายที่เรายังแพ้ในระดับ สส.เขต บางเขตขาดไปแค่นิดเดียว พรรคเราจึงยังไม่มีผู้แทนที่สกลนคร ดังนั้นการเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขอได้หรือไม่ ขอให้ทะลุ 300,000 กว่าคะแนนทั่วทั้งจังหวัดสกลนครไปเลย และขอผู้แทนพรรคประชาชนทั้ง 7 คน 7 เขต 

การเลือกตั้งที่จะถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นวันกำหนดอนาคตประเทศไทย กำหนดอนาคตของพ่อแม่พี่น้อง และกำหนดอนาคตของลูกหลานของเรา โค้งสุดท้ายแบบนี้ไม่ต้องอธิบายความกันมาก ตัดสินกันอยู่เท่านี้ว่าเราต้องการรัฐบาลแบบไหน อยากให้ใครเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งสำหรับสกลนคร เราต้องการเปลี่ยนผู้แทนราษฎร ขอโอกาสผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนทั้ง 7 คนได้รับใช้พี่น้อง และทั้ง 7 คนนี้จะไปทำภารกิจสำคัญคือการตั้งรัฐบาลประชาชน ครั้งนี้มีเพียง สส. 500 คนจากการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะไปเลือกนายกฯ เราจึงจำเป็นต้องมี สส. ให้มากที่สุด มีคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศให้มากที่สุด 

ที่ตนบอกว่าพูดกันให้ชัดๆ ในช่วงโค้งสุดท้าย มันคืออะไร ตอนนี้นักวิเคราะห์ เกจิอาจารย์ อาวุโสทางการเมืองทั้งหลายมักจะบอกว่าการเมืองในยุคนี้เป็นการเมืองสามก๊ก เพราะมีพรรคใหญ่ 3 พรรคที่กำลังแย่งชิงคะแนนกัน ต้องชิงไหวชิงพริบกันไปกันมา และพอตั้งรัฐบาลก็ต้องมี 2 ใน 3 พรรคนี้ไปร่วมกัน ตนอยากชวนให้คิดอีกแบบว่าการเมืองสามก๊กเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะเป็นเพียงการดูว่ามีพรรคการเมืองใหญ่กี่พรรค ซึ่งทุกวันนี้ก็วิเคราะห์กันว่ามีส้ม น้ำเงิน และแดง แต่นี่เป็นการวิเคราะห์แบบหยาบเกินไป

ตนขอชวนให้คิดลึกกว่านั้น ว่าไม่ใช่สามก๊ก แต่เป็นการเมืองสองขั้วที่กำลังชิงชัยในการเป็นรัฐบาล ระหว่าง “ขั้วอดีต” ขั้วเดิมที่เคยสลับสับเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาลหมดแล้ว แม้อาจจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปบ้างแต่ก็เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน วันหนึ่งแตกออกมา วันหน้าก็อาจจะกลับไปรวมกันใหม่ นี่คือขั้วอดีตที่ทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คิดอ่านตั้งรัฐมนตรีโดยดูว่าใครเป็นหัวหน้ามุ้ง ใครพา สส. เข้ามาได้เยอะ ตอนนี้ตนได้ข่าวแว่วๆ ว่า สส.สกลนครบางคน หวังอยู่ว่างวดนี้ถ้าพาเข้าไปได้เยอะจะได้เป็นรัฐมนตรี 

“เขาคิดอ่านกันแบบนี้ ขั้วแบบเดิมๆ แม้ว่าวันนี้เขาจะอยู่กันคนละพรรคคนละมุ้ง แต่เขาโตมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน ตนให้ชื่อว่าเป็น ‘เผ่าพันธุ์นักการเมืองแบบเดิม’

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า กับอีกขั้วหนึ่งคือ “ขั้วใหม่” เป็นขั้วพลังทางการเมืองแบบใหม่ที่ต้องการเข้ามาทำงานการเมืองแบบใหม่ ขั้วนี้ยังไม่เคยเป็นรัฐบาล ยังไม่เคยมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือขั้วของพวกเราพรรคประชาชน ดังนั้นโค้งสุดท้าย พูดกันให้ชัด ไม่ต้องอธิบายความเรื่องสามก๊กหลายพรรคหลายสี เพราะสิ่งที่เป็นอยู่คือการเมืองสองขั้ว 

ดังนั้นขอแรงพี่น้องชาวสกลนครพิจารณาว่าต้องการรัฐบาลขั้วไหน ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ถ้าเห็นแล้วว่าปัญหาวิกฤตการณ์ต่างๆ กำลังรุมเร้าเข้ามา แก้ปัญหาได้ยากมากขึ้น ปัญหาดั้งเดิมที่มีมาแต่อดีตจนวันนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ  ประโยคเหล่านี้ตนได้ยินตั้งแต่เด็กจนวันนี้หลายเรื่องยังทำไม่สำเร็จ ไม่พักต้องพูดถึงปัญหาคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จนวันนี้ตนอายุ 46 ปีแล้ว ตรงกับเบอร์พรรคประชาชนพอดี ปัญหาเรื่องทุจริตยังพูดกันอยู่และมีแต่หนักขึ้น แถมมีพัฒนาการยิ่งกว่าเดิม เอาทุนเทาทุนผิดกฎหมายมาสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างๆ 

ดังนั้นถ้าพี่น้องเห็นว่าประเทศของเราไม่สามารถอยู่แบบนี้ได้อีกต่อไป ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เราไม่สามารถใช้พลังทางการเมืองแบบเดิม กลุ่มเดิมๆ ขั้วเดิมๆ พรรคเดิมๆ เข้ามาเปลี่ยนได้ เพราะถ้าเขาเปลี่ยนได้จริง เขาทำไปนานแล้วแล้ว 

“ตอนนี้เดินทางไปไหนมาไหนก็มีแผ่นป้าย ติดโฆษณารณรงค์หาเสียงกันเต็มไปหมด นโยบายดีแสนดี เช่น ปราบคอร์รัปชันทุนเทาสแกมเมอร์ แจกโฉนดที่ดินทำกิน เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ คำถามผมมีแค่นี้ คือหลังการเลือกตั้ง 2562 บรรดาพรรคต่างๆ เคยเข้าไปเป็นรัฐบาลกันหมด ขอถามว่าทำอะไรกันอยู่ หรือหลังการเลือกตั้ง 2566 แต่ละพรรคก็ไปเป็นรัฐบาลข้ามขั้วกันมั่วซั่วไปหมด แล้วทำอะไรกันอยู่ ไอ้ที่หาเสียงกันไว้ตอนปี 66 ทำสำเร็จกี่เรื่อง”

 “บอกว่าพี่น้องจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นไม้เด็ดในการหาเสียงช่วงท้าย โอ้โหอุตส่าห์ข้ามขั้วทั้งที ผมก็ภาวนาว่าข้ามขั้วทั้งทีช่วยทำให้สำเร็จเถอะ แต่จนแล้วจนรอดพี่น้องก็เห็น ว่าผ่านมาแล้วสองปีกว่า ยังวนเวียนอยู่แบบเดิม”

 “ดังนั้นถ้าความรู้สึกจิตใจของพี่น้องประชาชนบอกว่าต้องเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถปล่อยอำนาจและประเทศนี้ไปกับคนกลุ่มเดิมที่เคยเป็นรัฐบาล เพราะเขาทำกันมาหมดแล้ว และวันนี้เราก็ยังอยู่กับที่ จึงต้องขอโอกาสความเมตตาจากพี่น้องสกลนคร โปรดช่วยกันเลือกพวกเรา ให้โอกาสพวกเราไปรับใช้ท่าน และถ้าพวกเรามีโอกาส คุณณัฐพงศ์ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างดี เตรียมนโยบาย 200 นโยบาย เตรียมบุคลากรมาเป็นผู้บริหารและประกาศไทม์ไลน์ 100 วันแรกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างถ้าได้เป็นรัฐบาล ผ่านไป 1 ปีหรือ 4 ปี มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง พี่น้องติดไว้บนฝาบ้านเลย ถ้าเขาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้ พี่น้องลงโทษเขา  ไม่ต้องเลือกเขากลับมาอีก นี่คือพันธสัญญาที่เรามอบให้กับพี่น้องประชาชน”

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า เมื่อเราเห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ครั้งนี้ต้องขอโอกาสขอเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ถ้าเราได้ สส. ไปถึง 200-250 คน รับรองว่าพรรคอันดับ 2,3,4,5 จะมียางอายไม่กล้าขยับ เขาจะนั่งเฉยๆ รอเราไปชวนเองว่าเราจะให้ใครมาร่วม แต่ถ้าได้คะแนนคู่คี่กัน พวกเขาก็จะไปรวมหัวกัน แอบชิงจัดตั้งรัฐบาล พวกเขาคุยกันแป๊บเดียวรู้เรื่องเพราะใช้วิธีแบ่งกระทรวงกันแบบที่เขาคุ้นเคย 

เช่นเดียวกันคะแนนเสียงทั่วประเทศงวดที่แล้ว 14.4 ล้านเสียง เขายังขวางเราทุกวิถีทางไม่ให้เป็นรัฐบาล ครั้งนี้ขอไปให้ถึง 20 ล้านเสียง มีนัยสำคัญคือทำลายสถิติการเลือกตั้งในอดีตที่มีพรรคหนึ่งเคยทำได้สูงสุด 19 ล้านเสียง และ 20 ล้านเสียงนี้ยังเป็นการบอกว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของแผ่นดินไทย ต้องการเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล และถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครขวางเราได้ 

“ถ้าสกลนครได้ส้มยกจังหวัด จังหวัดข้างเคียงในภาคอีสานก็ได้ส้มยกจังหวัด คราวนี้ไปรวมกับจังหวัดอื่นทั่วทุกภาคทั่วทั้งแผ่นดิน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ส้มทั้งแผ่นดิน ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” 

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า พรรคของเราถูกยุบมา 2 ครั้ง มีคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจำนวนมาก และหลายคนยังมีคดีความ ช่วงนี้ข่าวสารอันเป็นเท็จโจมตีเราทุกวัน ทั้งหลายเหล่านี้ เราทราบดีว่าคือผลพวงของการต่อสู้ เรารู้ว่าบรรดาคณะบุคคลที่มีอำนาจ กำลังกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นและถ้าเปลี่ยนแปลงได้จริง เขาจะเสียประโยชน์เสียอำนาจเสียเงินทองที่กอบโกยไว้ เมื่อกลัวก็ต้องทำทุกวิถีทางในการสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลง

แล้วพวกตนจะสู้กับพวกเขาอย่างไร ตนไม่มีอำนาจเงิน อำนาจเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ หรืออำนาจรัฐแบบที่พวกเขามี แต่เรายืนยันว่าจะสู้กับเขาต่อไป เพราะเราเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนจะให้การสนับสนุนเราอยู่ พี่น้องยังคงมีความหวังว่าประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ ดังนั้นต่อให้จะกี่ยุบกี่ตัดกี่คดีกี่หมายศาล เหล่านี้คือเหรียญตราของการต่อสู้ของพวกเรา ตราบใดที่พี่น้องยังสนับสนุนเราอยู่ เราสู้ตายแน่นอน

“ครั้งที่แล้ว 14.4 ล้านเสียงยังไม่พอ ขอพี่น้องทั้ง 14.4 ล้านเสียงกลับมาเลือกเราอีกครั้ง อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจ และช่วยไปชวนพี่ชวนน้องมาอีกคนละหนึ่งรวมกันเป็น 28 ล้านเสียง คราวนี้รัฐบาลประชาชนเกิดได้แน่นอน” 

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นอกจากเปลี่ยนผู้แทน เปลี่ยนรัฐบาล เราจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญด้วยบัตรออกเสียงประชามติสีเหลือง ช่วยกันกาช่องเห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ถล่มทลาย ไปให้ถึง 30 ล้านเสียง คราวนี้ สว. ก็ขวางไม่ได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

จากนั้น นายพิธา กล่าวว่า ไม่มีครั้งไหนตั้งแต่เราทำการเมืองกันมา ที่เรามีโอกาสจะปักธง สส.เขตคนแรกของสกลนครได้เท่าครั้งนี้ มาที่สกลนครต้องบอกว่ามาถอนคำสาป ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกล เรามาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ สส.เขตเสียที แพ้ไป 2,000-3,000 คะแนน เพราะฉะนั้นมาสกลนครครั้งนี้เรียบง่ายมาก เป็นเขตยุทธศาสตร์ ถ้าพี่น้องออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันถล่มทลาย เราได้ว่าที่ สส.สกลนคร ของพรรคประชาชนแน่นอน เอาให้ครบ 7 คน 7 เขตเลยได้หรือไม่ 

ตนเป็นหนี้บุญคุณพี่น้องสกลนครเป็นอย่างสูง ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ คนแรกของพรรคส้มก็เพราะตอนนั้นมาที่สกลนคร เรียนรู้กับพี่น้องเกษตรกรว่าเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เมื่อเรียนรู้ตนจึงเห็นว่าชีวิตมันต่างกันแค่ไหน กลับเข้าสภาจึงไปอภิปรายเรื่องกระดุม 5 เมตร 

นายพิธา ทิ้งท้ายว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยน กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ เข้าคูหาส่งนายกเท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนสกลนครไปด้วยกัน

สำหรับผู้สมัคร สส.สกลนคร พรรคประชาชน ทั้ง 7 เขตประกอบด้วย

เขต 1 ตวงสิทธิ์ พงษ์พิศ เบอร์ 4
เขต 2 ภาสพล อุฬารกุล เบอร์ 2
เขต 3 สิริวุฒิ ศุภวุฒิ เบอร์ 3 
เขต 4 ปรานี วัฒนาประดิษฐชัย เบอร์ 7
เขต 5 บัญชา จันทศรี เบอร์ 3
เขต 6 ธนชาติ ไชยทองพันธ์ เบอร์ 6
เขต 7 อภิชิต ถาบุตร เบอร์ 4
 

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พัฒนาศักยภาพระบบการศึกษา-เศรษฐกิจ มั่นใจ นโยบายทำได้จริง

31 มกราคม 2569 ที่จ.ยะลา นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.ยะลา พรรคไทยก้าวใหม่ ประกอบด้วย นายสมภพ สุภนรานนท์ นายไซด์นอน แวหามะ และนายยุพราช เลิศลำยอง หาเสียงหลายพื้นที่ใน จ.ยะลา โดยในช่วงเช้าได้พูดคุยพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดพิมลชัย อ.เมือง โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี 

จากนั้นนายสุชัชวีร์ เดินหาเสียงต่อไปจนถึงสถานีรถไฟยะลา โดยย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากแม่ของตนเองบรรจุเป็นครูอนุบาลที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นที่แรกที่มาทำงาน จึงมีความผูกพัน และอยากขออุทิศตัวเข้ามาดูแลพัฒนาด้านการศึกษา และพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการทำรถไฟรางคู่เชื่อมหาดใหญ่ ยะลา และประเทศมาเลเซีย

นายสุชัชวีร์ ยังได้หารือร่วมกับแกนนำชุมชนจีน ประธานศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวยะลา ประธานศาลเจ้าแม่ทับทิมยะลา และประธานชมรมเชื้อสายจีนยะลา ถึงความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดยะลา โดยได้เสนอแนวคิดเชื่อมโยงเทคโนโลยีร่วมกับประเทศจีนเพื่อสร้างอุโมงค์เชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางจากเดิมที่ต้องอ้อมไป และทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่เติบโตขึ้น

ต่อมาในช่วงบ่ายนายสุชัชวีร์ เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พร้อมพูดคุยถึงนโยบายการพัฒนาระบบการศึกษาร่วมกับนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และคณาจารย์ โดยระบุว่า หากอยากเปลี่ยนแปลงวันนี้ต้องเริ่มที่รากฐานสำคัญคือการศึกษา ต้องทำให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และทั่วถึง ผ่านการพัฒนาโรงเรียนในชุมชนใกล้บ้าน รวมถึงได้เรียนฟรี ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพคน อยากเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เจริญ และสงบสุข

นายสุชัชวีร์ ลงพื้นที่ปั๊ม อ.บันนังสตา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียจากเหตุถูกลอบวาเพลิงช่วงที่ผ่านมา โดยได้ให้กำลังใจชาวบ้านที่มารอต้อนรับ พร้อมนั่งคุยรับฟังถึงปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเสนอนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ที่จะช่วยให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้พัฒนาขึ้น มั่นใจว่าสามารถทำได้จริง และให้คำมั่นว่าจะกลับมาดูแลพื้นที่นี้อีกอย่างแน่นอนในอนาคต เพื่อให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดีต่อไป