ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ มักถูกจดจำในฐานะขุนพลคู่ใจของตระกูลชิดชอบแห่งบุรีรัมย์ แต่ในวันนี้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์ส่งชื่อเขาสู้ศึกเลือกตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 นี้

นาย โสภณ ซารัมย์ หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า ตุ๋ง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เขาเป็นบุตรของ นายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนัน และนางละไม ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ

โสภณ ซารัมย์

ซึ่งชีวิตในวัยเรียนของโสภณไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงชีวิตนักศึกษานี่เองที่เป็นที่มาของฉายา โส ซาเล้ง เนื่องจากเขาต้องสู้ชีวิตถีบรถซาเล้งรับจ้างเพื่อหารายได้เสริมส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเรียนจบและเริ่มต้นอาชีพรับราชการครู หลังฝ่าฟันอุปสรรคจนเรียนจบครุศาสตร์ โสภณเลือกบรรจุเป็น ครูประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูประชาบาล เขาเลือกกลับมาทำงานในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารของบ้านเกิดอย่างลำปลายมาศ ในยุคที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงและถนนหนทางยังเป็นดินแดง สำหรับคนในพื้นที่ เขาคือ ครูตุ๋ง ครูบ้านนอกผู้ใช้เวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตราชการ คลุกคลีอยู่กับฝุ่นและแดดในโรงเรียนประถมขนาดเล็กที่ห่างไกลความเจริญ การเป็นครูของเขาในตอนนั้นจึงไม่ใช่แค่การยืนหน้ากระดานดำ แต่คือการเป็นนักพัฒนาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านสร้างโรงเรียน ขุดบ่อน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ลูกศิษย์ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเกษตรกรยากจน

ด้วยความเป็นคนใจกว้างและรักพวกพ้องตามสไตล์คนบุรีรัมย์ ครูโสภณในขณะนั้นจึงกลายเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้านในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องกฎหมายพื้นฐาน การเกษตร ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยปัญหาในชุมชน ความผูกพันที่เขามีต่อชาวบ้านไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบข้าราชการกับประชาชน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบญาติมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจริง ๆ ความเป็นครูที่เข้าถึงง่ายและไม่ลืมรากเหง้า นี้เองที่ทำให้บารมีของเขาสะสมมาตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง

โสภณ ซารัมย์

และประสบการณ์การเห็นเด็กขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา เห็นครูในชนบททำงานอย่างโดดเดี่ยว ทำให้เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สภาฯ เขาจึงมักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานด้านการศึกษาเสมอ ทั้งการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร หลายสมัย ซึ่งเขามักจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมของครูบ้านนอกและกองทุนการศึกษา เพราะเขารู้ดีว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตเด็กยากจนให้กลายเป็นรัฐมนตรีได้ เหมือนที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว

ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งในปี 2544 นายโสภณรับราชการครูอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากตำแหน่งครูตัวเล็ก ๆ ในโรงเรียนประถมถิ่นทุรกันดารที่อำเภอลำปลายมาศ จิตวิญญาณความเป็นครูบ้านนอกที่ต้องแบกรับทั้งภาระการสอนและงานพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านในยามลำบาก คือเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงรากหญ้าได้ลึกที่สุด การทำงานท่ามกลางปัญหาความยากจนมาตลอดชีวิตราชการครูคือต้นทุนชีวิตที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมบทบาทของเขาในสภาฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาและคุณภาพชีวิตครูอย่างไม่เคยเปลี่ยน

โสภณ ซารัมย์

โสภณ ซารัมย์ ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัวในปี 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ ครั้งแรกในนาม พรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายสู่ พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 และ พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 ตามลำดับ และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองและการยุบพรรคพลังประชาชน โสภณในฐานะคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายเข้าสังกัด พรรคภูมิใจไทย และกลายเป็นกำลังหลักของพรรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 เจ้าตัวก็ยังเคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว

ฉายา โส ซาเล้ง กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางในปี 2552 ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อถูกนักข่าวซักถามเรื่องรถไฟตกรางในภาคใต้ ซึ่งเขาตอบด้วยอารมณ์ขันและถ่อมตัวว่าเรื่องรถไฟอาจไม่สัดทัดเท่าเรื่องถีบซาเล้ง นอกจากนี้ เขายังเคยผ่านบทพิสูจน์สำคัญในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2553 กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเขาสามารถฝ่ามรสุมมาได้ด้วยคะแนนไว้วางใจ 234 เสียง

โสภณ ซารัมย์

บนเส้นทางถนนแห่งความรักของ โสภณ ซารัมย์ เขาได้สมรสกับ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ และสร้างรากฐานครอบครัวจนมีทายาทร่วมกัน 3 คน คือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง), น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ (ลูกตั๊ก) และ นายปวริศร์ ซารัมย์ (ลูกต้อ) ซึ่งดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างไม่คาดฝัน เมื่อข่าวคราวความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ซัดเข้าหาครอบครัวในปี 2560

และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการจากไปอย่างกะทันหันของบุตรชายคนโต นายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ สจ.เติ้ง ดาวรุ่งทางการเมืองของบุรีรัมย์ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ความโศกเศร้าในครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โสภณตัดสินใจเปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง ด้วยการก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) ขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นลูกชายให้คงอยู่ตลอดไป

โสภณ ซารัมย์

ในขณะที่พี่ชายคนโตล่วงลับไป ทายาทอีก 2 คนที่เหลืออยู่ก็ได้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนงานอย่างแข็งขันแทนพี่ชาย เพื่อประคับประคองทั้งงานราษฎร์และงานหลวงของตระกูลซารัมย์ โดยมี น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ หรือ ลูกตั๊ก บุตรสาวเพียงคนเดียวผู้เปรียบเสมือนลมใต้ปีกของบ้าน เธอคือทายาทหญิงที่เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการงานเบื้องหลังทั้งหมด แม้จะไม่ได้ก้าวลงสู่สนามเลือกตั้งท่ามกลางสปอตไลท์เหมือนคุณพ่อ แต่ลูกตั๊กคือคนดูแลความเรียบร้อยของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ อย่างใกล้ชิด พร้อมควบตำแหน่งบริหารธุรกิจของครอบครัว เธอจะปรากฏตัวเคียงข้างนายโสภณในทุกงานสังคมและกิจกรรมการกุศล ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และดูแลภาพลักษณ์ของตระกูลซารัมย์ให้สง่างามเสมอ ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานการเมืองระดับประเทศได้อย่างไร้กังวล

ส่วนน้องคนเล็กอย่าง นายปวริศร์ ซารัมย์ หรือ ลูกต้อ ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นเพื่อรับไม้ต่อและเดินตามรอยเท้าของพี่ชายที่จากไป ปัจจุบันลูกต้อดำรงตำแหน่ง สจ.บุรีรัมย์ เขตอำเภอลำปลายมาศ โดยใช้บทบาทนี้เป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน พร้อมกับเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ในระดับชุมชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มคนยากไร้และผู้เปราะบางตามความตั้งใจดั้งเดิมของครอบครัวซารัมย์อย่างแท้จริง

โสภณ ซารัมย์

หลังจากห่างหายจากตำแหน่งฝ่ายบริหารไปนาน ในวันที่ 19 กันยายน 2568 โสภณกลับมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่ล่าสุดในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเขาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาคนที่ 1

การสู้ศึกทางการเมืองของโสภณในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดตประธานสภาฯ จึงมีกำลังใจสำคัญมาจากทายาทที่เหลืออยู่ทั้งสองคน รวมถึงแรงผลักดันจากเจตนารมณ์ของบุตรชายคนโตที่ฝากไว้ผ่านงานมูลนิธิฯ ทำให้ก้าวย่างของ โสภณ ซารัมย์ ในวัย 67 ปี ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง

โสภณ ซารัมย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก bhumjaithai.com, เฟซบุ๊ก ครูโสภณ ซารัมย์, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์(ลูกเติ้ง)

‘ชนนพัฒฐ์’ ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

'ชนนพัฒฐ์' ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

‘ชนนพัฒฐ์’ ขอบคุณศาลให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง ลั่น ต้องเข็มแข็งสร้างความสง่างามคราบ สส.ต่อไป

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

สส.ชนนพัฒฐ์  ขอบคุณศาลที่ให้โอกาสได้ออกมาพิสูจน์ตัวเอง หลังจากนี้ปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ยอมรับต้องเข้มแข็ง และสร้างความสง่างามความเป็นสส.ต่อไป

ภายหลังได้รับการประกันตัวนายชนนพัฒฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อไม่ให้มีข้อครหาต่อสังคม หลังจากนี้ก็เป็นกระบวนการที่ตนจะต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ตนไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่ แต่การสู้ในชั้นศาลก็ทำให้มีความกังวลอยู่บ้าง ขณะที่ตนเองอยู่ที่ห้องเวรชี้ข้างล่างทำให้ตนเองได้คิดถึงความสง่างามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวออกมาก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าจะต้องอยู่บนความสง่างามของสังคม 

เมื่อถามว่ามองอย่างไรบ้างการที่ถูกออกหมายเรียกก่อนที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ระยะเวลาจริง ๆ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินเลย หลังจากขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่ศาลอยากให้ออกหมายเรียกมารายงานตัวภายใน 7 วัน จริง ๆ วันนี้ติดภารกิจหลายอย่าง แต่อยากพิสูจน์ตัวเองเพื่อสังคม จึงเดินทางเข้ามารายงานตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กลัวอย่างเดียวแค่คนในพื้นที่จะไม่สบายใจ ส่วนเรื่องคดีความปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน แต่เพื่อให้ปราศจากข้อสงสัยก็ต้องเข้าชี้แจงต่อหน่วยงาน เรื่องนี้ตนไม่โทษใคร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ตนได้รายงานต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอยากพิสูจน์ตัวเองให้สังคมไทยได้เห็น

เมื่อถามว่าระหว่างนี้จะมีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือคำร้องขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือการชี้แจง  ปล่อยให้ทางเราได้ชี้แจงทุกเรื่องรวมถึงเรื่องเส้นทางการเงินเมื่อปี 2562 ด้วย ตนมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงเรื่องทั้งหมดได้ 

เมื่อถามวว่ามีความกังวลใจไหมว่าในอนาคตจะมีการหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า เมื่อเป็นภาพให้เห็นไปจะต้องเข้มแข็งและอดทนไม่ว่าจะถูกหยิบมาเป็นประเด็นเพื่อซักถามในสภา ก็ต้องยอมรับในส่วนนี้ด้วย.

โผ’อนุทิน2’สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

โผ'อนุทิน2'สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

โผ’อนุทิน2’สะเด็ดน้ำ คอนเฟิร์ม บิ๊กดุลย์ รมว.กลาโหม-สรรเพชญ โผล่ รมช.คมนาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

เช็คเลย! คืบโผ ‘ครม.อนุทิน2’ ใกล้สะเด็ดน้ำ ขณะที่ ‘4 เก้าอี้’ ฟากฝั่ง’นิติบัญญัติ’ ลงตัว ‘โสภณ’ ปธ.สภาฯตามคาด ‘มัลลิกา’ รองฯ1 ขณะที่ ‘เลิศศักดิ์ เพื่อไทย’ รองฯ 2 ส่วน ‘กรวีร์’ ผงาด ‘ประธานวิปรัฐบาล’

12 มีนาคม 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับความคืบหน้า โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” เริ่มสะเด็ดน้ำ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้โควตา 14 กระทรวง 26 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย 4 คน คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรค ภท. ,นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ,นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา 

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ,นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ ซึ่งนางสุขสมรวย อาจโยกเป็น รมช.สาธารณสุข 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ ,นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และมีรายชื่อ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ซึ่งเป็นโควต้าภาคใต้ สอดแทรกเข้ามา 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงาน มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

กระทรวงวัฒนธรรม มีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 

กระทรวงสาธารณสุข มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีโควตา นายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  

ส่วนโควตาพรรคร่วม ได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 4 ตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาคนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงศึกษาธิการ ,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ,กระทรวงแรงงาน ,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

อย่างไรก็ตามสำหรับ รายชื่อ ครม.มีการเสนอให้นายกฯ มากกว่า 35 รายชื่อ เพื่อสำรองไว้แทนที่ หากมีบุคคลใดไม่ผ่านขั้นตอนตรวจคุณสมบัติของสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่จะส่งไปให้ 18 หน่วยงาน ตรวจสอบอย่างละเอียด

สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คือ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ส่วนรองประธานสภาฯคนที่ 2 คือ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ ตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือ วิปรัฐบาล คือนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

อัษฎางค์ ตอกหน้าพรรคส้ม พังเพราะตัวเอง เป็น วิกฤตความสามารถ ใช้แค่ความจริงใจแก้ไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

วันนี้ 12 มีนาคม 2569  กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองดิจิทัล เมื่อนักวิชาการอิสระชื่อดัง อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ โพสต์บทวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีพรรคประชาชนแถลงยอมรับว่าฐานข้อมูลสมาชิกพรรคถูกบุคคลภายนอกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจกระทบข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เหตุข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชนถูกเจาะ กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่? #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ว่ามีบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต และพรรคตรวจพบเหตุครั้งแรกตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนจะระบุภายหลังว่าเมื่อ 10 มีนาคมจึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “รายละเอียดและลักษณะของการละเมิด” ที่อาจกระทบสิทธิของเจ้าของข้อมูลนั้น

ทำให้ประเด็นนี้ไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเหตุขัดข้องทางเทคนิคธรรมดาได้อีกต่อไป เพราะพรรคเองยอมรับว่าข้อมูลในขั้นตอนสมัครสมาชิกบางส่วนอาจได้รับผลกระทบ เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด เบอร์โทร อีเมล และไฟล์เอกสารประกอบการสมัครในบางราย ขณะที่พรรคยืนยันว่าไม่กระทบระบบรหัสผ่าน ระบบร้องเรียน และระบบบริจาคทางการเงินของพรรค ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “มีการโจมตีเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เหตุการณ์นี้กำลังเปลี่ยนจากปัญหาเทคนิค ไปเป็นวิกฤตทางการเมืองหรือไม่” และคำตอบก็คือ มีแนวโน้มอย่างมากว่าจะใช่ เหตุผลแรกคือ นี่เป็นกรณีของ “คำเตือนที่กลายเป็นจริง” ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีการขอข้อมูล Laser ID (รหัสหลังบัตรประชาชนที่ใช้ยืนยันตัวตน) ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพและการยืนยันตัวตน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองมาตลอดว่าการขอข้อมูลระดับนี้มีความเสี่ยงสูง หากระบบจัดเก็บหรือกำกับดูแลไม่รัดกุมพอ

เอ็ดดี้

เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเกิดเหตุที่พรรคเองต้องออกมาแจ้งว่ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง แม้พรรคจะยังไม่ได้ระบุว่าความเสียหายปลายทางเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด แต่ในทางการเมือง “ความรู้สึกของสังคม” มักมาก่อนข้อสรุปทางนิติวิทยาศาสตร์เสมอ ภาพที่เกิดขึ้นในสายตาคนจำนวนมากจึงเป็นภาพของการ “เตือนแล้วไม่ฟัง” มากกว่าภาพขององค์กรที่ควบคุมความเสี่ยงได้ดี ตรงนี้เองที่ทำให้กรณีนี้ร้ายแรงกว่าข่าวข้อมูลรั่วทั่วไป เพราะมันไปชนกับทุนทางการเมืองของพรรคประชาชนโดยตรง พรรคนี้วางตัวเองมาโดยตลอดในฐานะพลังการเมืองของคนรุ่นใหม่ ของความทันสมัย ของรัฐดิจิทัล และของการบริหารแบบมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลขึ้น ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ความเชื่อใจ” แต่ลุกลามไปถึง “ภาพลักษณ์ด้านความสามารถ” หรือ สมรรถนะในการบริหารองค์กร ทันที วาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามจะใช้โจมตีจึงมีพลังมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ด่าทางการเมืองแบบเดิม ๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงสมรรถนะว่า หากแม้แต่ข้อมูลสมาชิกพรรคของตัวเองยังดูแลไม่ได้ แล้วสังคมจะฝากความหวังให้บริหารโครงสร้างข้อมูลระดับประเทศได้อย่างไร

นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ออกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตศรัทธา (crisis of trust) แต่เป็นวิกฤตความสามารถ (crisis of competence) ด้วย และในบางครั้ง วิกฤตแบบหลังน่ากลัวกว่า เพราะมันทำลาย “ความชอบธรรมในการอ้างตนว่าเหนือกว่าระบบเก่า” โดยตรง ในวรรณกรรมรัฐศาสตร์เรื่อง ความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) ของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ซึ่งแยกความชอบธรรมออกเป็นหลายแบบ ในกรณีนี้ พรรคประชาชนสร้างฐานความชอบธรรมด้วย ความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมาย (rational-legal legitimacy) ผ่านภาพลักษณ์ว่า “ทันสมัย มีระบบ มีประสิทธิภาพ” การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถจึงไปกระทบแกนกลางของฐานความชอบธรรมที่พรรคสร้างขึ้นเองพอดี วิกฤตศรัทธา หมายถึง คนยังเชื่อว่าคุณทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคุณ จะทำเพื่อพวกเขาหรือไม่ เช่น นักการเมืองที่คนสงสัยว่าโกง แต่ก็ยังยอมรับว่าเก่ง วิกฤตแบบนี้แก้ได้ด้วยการแสดงความโปร่งใสและความจริงใจ แต่วิกฤตความสามารถ หมายถึง คนเริ่มสงสัยว่าคุณทำได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ไม่ไว้วางใจ แต่ตั้งคำถามกับความสามารถขั้นพื้นฐานขององค์กร วิกฤตแบบนี้อันตรายกว่ามาก เพราะแก้ยากกว่า การแสดงความจริงใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ซึ่งต้องใช้เวลา

เอ็ดดี้

เมื่อนำมาใช้กับแนวคิดของเวเบอร์ จะเห็นว่า พรรคที่สร้างความชอบธรรมแบบเหตุผล-กฎหมายนั้น “ความสามารถ” ไม่ใช่แค่ข้อดีเสริม แต่คือตัวความชอบธรรมเอง กล่าวคือ ถ้าคุณบอกว่าฉันชอบธรรมเพราะฉันมีระบบที่ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า การโดนตั้งคำถามเรื่องความสามารถก็เท่ากับโดนตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมโดยตรงทันที เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าพระมหากษัตริย์ภายใต้ความชอบธรรมแบบจารีตประเพณี (traditional legitimacy) ทำผิดพลาดเรื่องเทคนิค คนก็อาจยังยอมรับอำนาจได้เพราะ “ท่านยังคือพระมหากษัตริย์” แต่ถ้าพรรคที่บอกว่า “เราคือองค์กรยุคใหม่ที่มีระบบดีกว่า” แล้วระบบล้มเหลว ฐานความชอบธรรมทั้งหมดก็สั่นคลอนพร้อมกัน เพราะ “ระบบที่ดีกว่า” คือเหตุผลหลักที่ใช้ยืนยันว่าตนเองมีความชอบธรรม ในแง่นี้ สิ่งที่พรรคกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ศึกจากภายนอก แต่เป็นบททดสอบว่าพรรคจะรักษาความสอดคล้องระหว่าง “คุณค่าที่ประกาศ” กับ “วิธีปฏิบัติจริง” ได้หรือไม่ พรรคที่เรียกร้องความโปร่งใสจากรัฐ ย่อมถูกเรียกร้องความโปร่งใสในระดับเดียวกัน พรรคที่สนับสนุนรัฐบาลดิจิทัล ย่อมถูกวัดจากมาตรฐานการดูแลข้อมูลดิจิทัลของตนเอง พรรคที่อ้างว่าการเมืองใหม่ต้องมีความรับผิดรับชอบสูงกว่าเดิม (accountability) ก็ไม่มีทางขอสิทธิพิเศษให้สังคมอ่อนข้อเวลาเกิดวิกฤตกับตัวเองได้

ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดเรื่อง ต้นทุนต่อสาธารณะจากการผิดคำพูดหรือทำไม่ได้ตามที่ประกาศ ซึ่งอธิบายว่า ผู้นำที่ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะแล้วทำไม่ได้ จะเสียต้นทุนทางการเมืองสูงกว่าผู้นำที่ไม่เคยประกาศอะไรเลย พรรคประชาชนมีต้นทุนลักษณะนี้สูงมากในกรณีนี้ เพราะเคยพูดเรื่องสิทธิทางดิจิทัล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างชัดเจน แต่ต้นทุนนี้ยังมีอีกมิติที่บทวิเคราะห์จำนวนมากมองข้ามไป คือ ต้นทุนของการ “เงียบ” ต่อสมาชิกพรรคที่อาจได้รับความเสียหายจริง เพราะถ้าสมาชิกรู้สึกว่าพรรคพยายามรักษาหน้าองค์กร มากกว่าดูแลพวกเขาอย่างจริงจัง มันอาจนำไปสู่ความแตกร้าวภายในพรรคได้ในระยะต่อไป สรุปให้สั้นที่สุด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเหตุด้านความมั่นคงไซเบอร์ แต่เป็นบททดสอบความชอบธรรมทางการเมือง อย่างเต็มรูปแบบ และสาระสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลหลุดอะไรบ้าง หากแต่อยู่ที่ว่า พรรคจะตอบคำถามสังคมได้หรือไม่ว่า เหตุใดจึงเก็บข้อมูลเช่นนั้น เก็บอย่างไร ใครเข้าถึงได้บ้าง รู้เมื่อไร แจ้งเมื่อไร และจะรับผิดอย่างไรต่อจากนี้”

เอ็ดดี้

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยมีทั้งการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของพรรค เช่น

“นึกอยู่ว่าหลุดแน่นอน คงจะกลัวเกิดคดีความแล้วถูกสาวมาถึงพรรคเลยรีบออกตัว แต่คงไม่ทันแล้วปานนี้ข้อมูลถึง DSI เรียบร้อย”

“ไม่มีใครเข้าไปยุ่งฐานข้อมูลของพรรคส้มน่าจะคนภายในเป็นคนปล่อยกันเองแต่ละคนในพรรคมีแต่ดีดีทั้งนั้น”

“บาร์โค้ต QR code เขาย้อนกลับไปหาว่าใครเลือกใครได้ซึ่งก็ได้พยายามสาธิตกัน ก็แค่ Hack ฐานข้อมูลมันจะยากอะไร #อะไรที่ว่าลับก็ไม่ควรเข้าไปทำให้ไม่ลับมันผิดกฎหมายครับ”

vแน่ใจหรอครับว่าโดนเจาะ น่าจะตรวจสอบรายได้อย่างละเอียดนะครับ”

“Spectre C ทำงาน”

“ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลมีความสำคัญที่สุดและต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด แต่พรรคส้มกลับเป็นตัวการในการเจาะข้อมูลของด้อม แล้วทำให้ความลับส่วนบุคคลไม่เป็นความลับอีกต่อไป คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในหมู่ด้อมส้มทั้งหลาย?
คิดว่าพวกเขาจะรู้สึกรู้สาอะไรในเรื่องนี้กันหรือไม่? พวกเขาจะยังคงมีความเชื่อมั่น มีความศรัทธา และให้ความไว้เนื้อเชื่อใจพรรคการเมืองที่ตัวเองชื่นชอบอีกต่อไปหรือไม่? แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดเหตุร้ายใดๆขึ้น แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าวันดีคืนดีข้อมูลของด้อมเหล่านี้จะไม่หลุดออกไปสู่มือของมิจฉาชีพ? ก็หวังว่าด้อมทั้งหลายจะหูตาสว่าง มองเห็นความเป็นจริงว่าความไว้เนื้อเชื่อใจของพวกคุณ กำลังจะย้อนกลับมาทำลายพวกคุณเอง #โชคดีนะด้อมส้ม #หวังว่าพวกคุณคงไม่เจอแจ็คพอตอะไรหรอกนะ”

“ด้อมส้มเขาไม่ว่า ไม่เดือดร้อนอะไรหรอกค่ะ เขารักของเขา ยอมทุกอย่าง”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

สยบ ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ไทย-ผนึกทูตออสเตรเลีย เปิดประชุม ค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

รองอัยการสูงสุด ร่วมกับทูตออสเตรเลีย จัดประชุมโครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (ASEAN-ACT) และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3 : “การขับเคลื่อนด้วยสังคม” (The 3rd Thailand’s Modern Slavery Conference: “Pursuing Whole-of-Society Approaches”) ผนึกกำลังสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในด้านการค้ามนุษย์ ป้องกันกลุ่มผู้เปราะบาง อ่อนด้อย และแรงงานข้ามชาติ       

เวลา 09.00 น.วันที่ 12 มีนาคม 2569  นางจตุพร แสงหิรัญ รองอัยการสูงสุด (รองอสส.)ร่วมกล่าวต้อนรับในพิธีเปิดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ครั้งที่ 3 : “การขับเคลื่อนด้วยสังคม” (The 3rd Thailand’s Modern Slavery Conference: “Pursuing Whole-of-Society Approaches”) โดยสำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย, โครงการอาเซียน-ออสเตรเลียเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ (ASEAN-ACT),  โครงการ Fast แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM), มูลนิธิเอ-ทเวนตี้วัน, มูลนิธิไอเจเอ็มประเทศไทย, สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 มีนาคม นี้โดยมี ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมแลนมาร์ค ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร  

ต่อต้านการค้ามนุษย์

นางจตุพร กล่าวว่า การจัดการประชุมว่าด้วยการค้าทาสยุคใหม่ ใน 2 ปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานด้วยดีมาตลอด โดยได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับรูปแบบของสาเหตุที่ทำให้คนต้องตกเป็นทาสยุคใหม่ ปัญหาต่างๆ แนวทางแก้ไข การคุ้มครองป้องกันผู้เสียหาย การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมถึงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางป้องกันปราบปรามการเอารัดเอาเปรียบของผู้อ่อนด้อย เปราะบาง รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ

ในรอบปีที่ผ่านมาปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจความเหลื่อมล้ำทางสังคม สภาพภูมิอากาศ สงครามทั้งในภูมิภาคและในตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ผู้คนต้องดิ้นรนหางานทำ หารายได้เพื่อยังชีพ บ้างต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ต้องตกเป็นเหยื่อในการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อยู่ในสถานะทาสยุคใหม่ รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มีการนำ AI มาใช้ ทำให้คนตกงานและคนร้ายยังได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉ้อโกงทางออนไลน์ การหลอกลวงผู้คนทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และในอีกด้านพวกองค์อาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ยังได้หลอกลวงผู้ต้องการทำงานให้ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อว่าจะได้ทำงานทำที่ดีมีรายได้สูงพร้อมสวัสดิการต่างๆ แต่กลับนำคนเหล่านี้ไปบังคับ ข่มขู่ ทำร้าย ให้ทำงานเป็นผู้หลอกลวงผู้อื่นเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

ต่อต้านการค้ามนุษย์

ในการประชุมในครั้งนี้ จะได้รับฟังรายงานจากหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่าให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองผู้เสียหายเหล่านี้เช่นไร รวมทั้งการทำแคมเปญต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป ส่วนงานหลักของผู้บังคับใช้กฎหมาย คือการติดตามจับผู้กระทำผิดและติดตามยึดทรัพย์สินที่คนร้ายได้จากการกระทำผิดยังมีปัญหาด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเกี่ยวพันกับในหลายประเทศ มีการใช้ AI ปิดบังตัวตนที่แท้จริง การจับกุมระดับผู้นำของกระบวนการทำได้ยาก

ส่วนการติดตามทรัพย์สินของประชาชนถูกหลอกลวงไป มีการนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายไปฟอกเงินในหลากหลายรูปแบบ นำไปซุกซ่อนอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โอนต่อกันไปหลายทอดโดยใช้บัญชีม้าอย่างรวดเร็ว นำไปซื้อทองคำ เงินดิจิตอล และยังพบว่ามาใช้ซื้อสินค้าทั่วไปเข้าไปปะปนอยู่กับการค้าขายที่ถูกต้องสุจริต ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมหัวข้อหนึ่ง เราจะแยกแยะและจะตามเส้นทางการเงินอย่างไร รวมทั้งจะป้องกันได้อย่างไร 

ต่อต้านการค้ามนุษย์

รองอัยการสูงสุด ยังกล่าวต่อไปอีกว่า อาชญากรรมไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กก็ถูกแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบบังคับใช้แรงงานและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบต่างๆ โดยมีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการหลอกล่อให้กระทำผิดและตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เราจะมีมาตรการในการคุ้มครองป้องกันลูกหลานของพวกเราอย่างไร และเมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติต่อเด็กอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งปีที่แล้วในการประชุมได้พูดถึงการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ในปีนี้ก็จะติดตามความคืบหน้าว่าไปถึงไหนแล้ว กฎหมายประเทศไทยผ่านหรือยัง การบังคับใช้ในยุโรปผลกระทบเป็นอย่างไร และมีหน่วยงานภาคธุรกิจได้นำเรื่อง HRDD ไปใช้บ้างหรือไม่

นอกจากนี้ในการประชุมยังได้มีการจัดกิจกรรมเครือข่ายสัมพันธ์ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายการประสานงานการทำงานร่วมกัน เป็นโอกาสอันดีที่ทุกหน่วยงานจะได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนข้อมูล และมีช่องทางติดต่อสื่อสารในการทำงานร่วมกัน.

ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์
ต่อต้านการค้ามนุษย์

จับตาดู! ‘พิพัฒน์’ เรียกถกด่วนพรุ่งนี้ ค่ากลั่นน้ำมันพุ่ง 4 บาท ลุ้นกองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา

จับตาดู! 'พิพัฒน์' เรียกถกด่วนพรุ่งนี้ ค่ากลั่นน้ำมันพุ่ง 4 บาท ลุ้นกองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา

จับตาดู! ‘พิพัฒน์’ เรียกถกด่วนพรุ่งนี้ ค่ากลั่นน้ำมันพุ่ง 4 บาท ลุ้นกองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

‘พิพัฒน์’ เตรียมเรียกประชุมรับมือราคาค่ากลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นมา 4 บาทพรุ่งนี้ พร้อมคุย ‘กองทุนน้ำมัน’ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ยันยังตรึงราคาน้ำมันถึง 16มี.ค.นี้ แจงเหตุระเบิด ‘เรือมยุรี นารี’ ยังอยู่ในขั้นตอนหาข้อมูล รับยากที่จะรู้สาเหตุได้ เผยไร้เรือไทยตกค้างในช่องแคบฮอร์มุชแล้ว

วันนี้ 12 มี.ค.2569 เมื่อเวลา 15.45 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) เผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในตะวันออกกลางระหว่าง อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน พ่วงด้วยประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง ที่ความรุนแรงยังไม่ลดน้อยถอยลง และเหตุการณ์เมื่อวาน (11มี.ค.) เรือสัญชาติไทยชื่อ มยุรีนารี ส่งสินค้าเสร็จเรียบร้อยที่ UAE ขณะเดินทางกลับถูกระเบิดเข้าที่ส่วนท้ายของเรือ ในเรือมีทั้งลูกเรือทั้งหมด 23 คน หน่วยนาวิกโยธินของโอมาน ได้ช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 20 คนเป็นที่เรียบร้อย ส่วน 3 คนน่าจะตกค้าง เมื่อคืนได้ข่าวว่ามีการลงไปค้นหาและช่วยเหลือแต่ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติมว่าเป็นอย่างไร 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาราคาน้ำมันเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ น้ำมันทั่วโลกก็จะขยับขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็ไต่ราคาขึ้นอีก ส่วนต่างๆ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากที่นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เราจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในราคา 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน จนถึงวันที่ 16 มีนาคม แล้ววันที่ 17 มีนาคม จะมีการประกาศราคาว่าจะขยับขึ้นอย่างไร สำหรับน้ำมันเบนซิน เราไม่ได้ตรึงราคาแต่ก็มีการขยับราคาเบนซิน E10 95 และ 91 ขึ้นลิตรละ 50 สตางค์  ส่วน E20 E85 เราลดราคาลงมา น้ำมันดีเซลราคาคงที่โดยเฉพาะน้ำมันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ต้องเข้ามาชดเชยวันละ 3,000 ล้านบาท จากที่เงินกองทุนบวกอยู่ 2,500 ล้านบาท แต่หลังจากชดเชยก็จะติดลบ ตนเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศและสื่อมวลชนกำลังตั้งคำถามกับกระทรวงพลังงาน และ ศบก. กับนายกรัฐมนตรี ว่าราคาค่ากลั่นทำไมจาก 2 บาทขึ้นไปถึง 6 บาท ตนจะมีการเชิญให้ผู้บริหารมาประชุมร่วมกันวันพรุ่งนี้ 13 มีนาคม เวลา 10.00 น. หารือว่าเขาใช้เหตุผลอะไรในการที่เพิ่มราคาเป็น 6 บาท เมื่อประชุมเสร็จน่าจะมีการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเที่ยง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการอย่างไรที่จะดูแล ผู้ประกอบการเบื้องต้น นทยพิพัฒน์ เผยว่า เราต้องฟังโรงกลั่นก่อนว่าใช้เหตุผลอะไรในการถ่างราคาเพิ่ม 4 บาท เมื่อหารือแล้วคงจะต้องหารือต่อว่าแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างไร อย่าโยนภาระทั้งหมดให้กับผู้ใช้ เพราะผู้ได้รับผลกระทบทันทีก็คือกองทุนน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้จะได้รับผลกระทบเมื่อราคามีการขยับลอยตัวขึ้นไปหลังจากครบ 15 วัน กองทุนคือเงินของพวกเรา แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบถูกลงราคาขายในประเทศสูงกว่า เราจะนำเงินที่มีส่วนต่างกลับเข้าไปในกองทุน ในภาวะปัจจุบันราคาน้ำมันดิบลอยตัวสูงขึ้นเราต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบทันทีทันใด ”เหตุการณ์ปัจจุบันพวกเราไม่อยากให้เกิด นายกฯ ก็ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เมื่อเกิดแล้วถึงแม้เราจะไม่ใช่คู่สงคราม แต่เราก็ได้รับผลกระทบจากสงคราม“

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีความมั่นใจและสามารถตอบได้ว่า น้ำมันนอกตลาดที่เราซื้ออยู่ในตลาดผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 50% ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานโดย ปตท. ยังสามารถซื้อได้ตามปกติ แต่ราคาก็ยังขึ้นกับตลาดกลางของแต่ละภูมิภาค การที่ผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นในประเทศไทยจะใช้ราคาเฉลี่ย 3 วันของราคาตลาดกลางมาตั้งราคา แต่ถ้าหากติดวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะใช้วันถัดไป

เมื่อถามว่า กองทุนน้ำมันจะเฟ้อขาดทุน 120,000 ล้านบาท เหมือนปี 65 หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันตอนนี้ไม่สามารถตอบได้ เพราะเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าสงครามจะยุติเมื่อไหร่ แต่เรื่องของกองทุนน้ำมัน นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าเราต้องพยายามดูแลและให้ความยุติธรรมทั้งผู้ใช้คนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ซื้อน้ำมันผ่านทางจ็อบเบอร์ หรือซื้อจากบริษัทขายส่ง ซึ่งไม่ได้ซื้อตรงจากบริษัทแม่ที่เหลืออยู่ 3 บริษัท ปตท บางจาก และคาลเท็กซ์ เป็นบริษัทใหญ่ขายส่ง มั่นใจว่า พีที ไม่มีแน่นอน เพราะตนได้ตรวจสอบมาแล้ว เราขายเฉพาะให้ลูกค้าแฟรนไชส์เท่านั้น ใครที่เป็นอุตสาหกรรมที่ซื้อจากจ็อบเบอร์ขอให้รวบรวมบิล แจ้งกับพลังงานจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ให้แจ้งที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ หรือต่างจังหวัดให้แจ้งที่สำนักงานจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงพลังงานได้มีการหารือไปยังบริษัทแม่ทั้งหมดแล้วว่าเมื่อรวบรวมบิลต้องมีหน้าที่ในการจ่ายน้ำมันให้กับจ็อบเบอร์รายนั้นให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เคยขาย ทั้งนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะเข้าไปช่วยดูแลในส่วนนี้เพราะราคาหน้าโรงกลั่น กับหน้าสถานีบริการต่างกันประมาณ 10 บาท ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร หรือบริษัทจะจะช่วยซัพพอร์ตได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ผู้ค้าต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะจ็อบเบอร์ขายถูกกว่าหน้าสถานีบริการ แต่ขณะนี้หน้าสถานีบริการถูกกว่าขายส่ง

เมื่อถามว่าการที่บริษัทมันมีกำไรหลายหมื่นล้าน แต่กองทุนติดลบ จะมีการช่วยประชาชนอีกทางหนึ่งอย่างไร รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นคนกลางในการดูราคา ในอดีตเคยติดลบแสนล้าน ปัจจุบันก็คงจะหลายพันล้าน ขอให้ช่วยภาวนาให้เหตุการณ์จบโดยเร็ววัน เพื่อจะได้ไม่ต้องให้กองทุนน้ำมันติดลบ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่อง เรือมยุรี นารี มีการพูดคุยกับเจ้าของเรือแล้วหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบให้ปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นผู้ประสานตลอดเวลา อธิบดีก็ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าว่าเป็นไปอย่างไร สำหรับสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่รู้ ไม่รู้มั่นใจว่าสาเหตุจะหามาจากไหน แต่ทราบแล้วว่าอิหร่านยอมรับว่าเขาเป็นผู้ยิงระเบิด แต่สาเหตุเกิดจากอะไรคงจะเป็นเรื่องยากที่จะทราบได้ เป็นความรุนแรงที่เขาได้ประกาศว่าถ้าใครจะขับไล่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลออกจากประเทศ เขาก็จะปล่อยให้เรือของประเทศนั้นผ่านช่องแคบ ตนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ประเทศไทยเราคงไม่สามารถที่จะยอมรับในการข่มขู่ลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่แค่เรือประเทศไทยประเทศเดียว ยังมีเรืออีกหลายลำหลายของประเทศที่เดินผ่านเข้าออก เพราะการขนส่งสินค้าไม่ว่าจะน้ำมัน น้ำมันดิบ แก๊ส หรือสินค้าอย่างอื่นก็ต้องผ่าน

เมื่อถามย้ำว่า ยังมีเรือลำอื่นสัญชาติไทยตกค้างในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า เรือสัญชาติไทยลำสุดท้าย เมื่อวานได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุชเรียบร้อยปลอดภัย ไม่มีเรือไทยหรือเรือที่ชักธงไทยอยู่แล้ว

รมว.ยุติธรรม ปัดกลั่นแกล้งทางการเมืองคดี ชนนพัฒฐ์ ชี้ทำตามหลักฐาน

รมว.ยุติธรรม ปัดกลั่นแกล้งทางการเมืองคดี ชนนพัฒฐ์ ชี้ทำตามหลักฐาน

รมว.ยุติธรรม ปัดกลั่นแกล้งทางการเมืองคดี ชนนพัฒฐ์ ชี้ทำตามหลักฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ ปัดกลั่นแกล้งทางการเมืองคดี ‘ชนนพัฒฐ์’ ชี้พยานหลักฐานปรากฎช่วงตรวจค้น เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลเพิ่มเติมแน่นอน

12 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ผู้ต้องหาในคดีเว็บพนันออนไลน์ และฟอกเงิน ไปฝากขังต่อศาลอาญา จะถือเป็นการกลั่นแกล้งโจมตีกันทางการเมืองหรือไม่ว่า คงไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานที่ปรากฎในช่วงที่มีการไปตรวจค้น หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะไปรวบรวมพยานพลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลในคดีอย่างแน่นอน

สะพัด! ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มติอนุชี้ขาด229 คน ไม่มีใครผิด

สะพัด! ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มติอนุชี้ขาด229 คน ไม่มีใครผิด

สะพัด! ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มติอนุชี้ขาด229 คน ไม่มีใครผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

สะพัด!อนุกรรมการชี้ขาดคดีฮั้ว สว. มีมติ 5 ต่อ 2 ปล่อยผีคดีฮั้วเลือกสว.ไม่มีมูลความผิดทั้ง 229 คน

วันที่ 12 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ที่มีร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่26 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่กกต.ร่วมเป็นกรรมการเสนอมา โดยมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่ามติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26ที่มีการกล่าวหาผู้กระทำผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 229 รายแบ่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง และผู้ร่วมเครือข่ายอีก 91 รายนั้นไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำความเห็นเพื่อเสนอต่อกกต.พิจารณา

คดีนี้เมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานได้มีมติเสนอให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรวม 229 ราย จากนั้นในวันที่ 16 กันยายน 68 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ในขณะนั้นได้แต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ซึ่งตลอดระยะเวลาการพิจารณาคดีดังกล่าวถูกจับตามองจากสังคมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะจากกลุ่มสว.สำรอง ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ก็ได้มีการมาเรียกร้องให้กกต.ถอดถอน ร.ต.อ.ปิยะ ออกจากการเป็นประธานคณะอนุวินิจฉัย คณะที่ 36 หลังปรากฏภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ยืนรอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยมองว่าการที่ร.ต.อ.ปิยะยกมือไหว้แสดงอากัปกิริยาเป็นพรรคพวกกันและแสดงความเป็นห่วงว่าท้ายที่สุดแล้วคดีฮั้วสว. กกต. จะยกคำร้อง

ชนนพัฒฐ์ ยังไม่หลุด สส. รธน.ระบุชัด ลักษณะต้องห้าม ต้องคำพิพากษาให้จำคุก

ชนนพัฒฐ์ ยังไม่หลุด สส. รธน.ระบุชัด ลักษณะต้องห้าม ต้องคำพิพากษาให้จำคุก

ชนนพัฒฐ์ ยังไม่หลุด สส. รธน.ระบุชัด ลักษณะต้องห้าม ต้องคำพิพากษาให้จำคุก

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณี นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.เขต 4 สงขลา พรรคกล้าธรรม ไม่ได้รับการประกันตัวกรณีดีเอสไอตั้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ว่า แม้จะไม่ได้รับการประกันตัว นายชนนพัฒฐ์ ก็ยังไม่พ้นจากความเป็น สส. เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ระบุว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ (6)มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

ขณะที่มาตรา 98 ระบุว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (6) ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ดังนั้นเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้จำคุกจึงไม่เข้าตามมาตรานี้ 

รศ.ดร.เจษฏ์ กล่าวอีกว่า กรณีนี้แตกต่างจากกรณีรัฐมนตรี ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 160 ว่า รัฐมนตรีต้อง (7) ไม่เป็นผู้ต้องคําพิพากษาให้จําคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้ มาตรา 125 วรรค 3 ระบุว่า ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ สส.ชนนพัฒน์ หากศาลไม่ให้ประกัน สิ้นสมาชิกภาพ ความเป็น สส.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ สส.ชนนพัฒน์ หากศาลไม่ให้ประกัน สิ้นสมาชิกภาพ ความเป็น สส.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ สส.ชนนพัฒน์ หากศาลไม่ให้ประกัน สิ้นสมาชิกภาพ ความเป็น สส.

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

12 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจาก สส.ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.พรรคกล้าธรรม จังหวัดสงขลา มาพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอโดยส่งศาลฝากขังนั้น 

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การฝากขังต่อศาลเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนและเป็นดุลพินิจของศาลในการปล่อยตัวชั่วคราว โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว โอกาสที่จะปล่อยตัวชั่วคราวน้อยมาก แม้จะเข้าพบ DSI ก็ตาม 

หากศาลอาญาไม่ปล่อยตัวชั่วคราว ย่อมมีผลต่อสถานะสมาชิกภาพความเป็น สส.เพราะหากถูกคุมขังโดยหมายของศาล ทำให้สมาชิกภาพ สส.สิ้นลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(6) 

ในแง่วางเกมในการต่อสู้คดีของทีมทนายความถือว่าเป็นเกมเสี่ยงวัดใจ DSI และศาล มองเกมไม่ขาด ประสบการณ์น้อยไปหน่อยหากเทียบกับข้อหาฟอดเงิน อัตราโทษร้ายแรง มีโอกาสสูงไม่ได้ประกันตัว เพราะมีช่องว่าง วันที่ 12-13 มีนาคม 2569 ต้องใช้เทคนิคขอเลือนคดีไปก่อน เพราะ พรฎ.เปิดประชุมสามัญครั้งที่ 1 ที่มี เวลา 120 วัน เริ่มนับแต่วันที่ 14 มีนาคม เป็นต้นไป ทำให้มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ห้ามพนักงานสอบสวนจับกุม คุณขังหรือหมายเรียกในระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่ขอนุญาตต่อประธานสภาโดยมติสภา หรือ กระทำผิดซึ่งหน้า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญ สส.ถูกดำเนินคดีอาญา คดีฟอกเงิน เว็บพนัน DSI ประกันตัว ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส สงขลาพรรคกล้าธรรม ดร.ณัฏฐ์ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม