ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบร้องเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.06 น.

ปลัด กทม. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งบางกะปิ ย้ำภาพรวมเรียบร้อย ยังไม่พบข้อร้องเรียน พร้อมรับมือปัญหาจราจร

1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณโครงการตลาดนัดตะวันนา  นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่เขตบางกะปิ เพื่อติดตามความเรียบร้อยของการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยระบุว่า ในช่วงเช้าได้เดินทางไปตรวจการลงคะแนนที่สำนักงานเขตคลองสามวา ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 16 พบว่ามีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก

นายณรงค์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปัญหาด้านการจราจรบริเวณโดยรอบหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากเส้นทางเข้า – ออกเป็นทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดสภาพคอขวดในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับผู้อำนวยการเขตแต่ละเขตให้มีการประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และปรับแผนการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยภาพรวมสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิ์ของประชาชน

ทั้งนี้ หน่วยเลือกตั้งได้จัดการให้บริการประชาชนตามจุดต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เป็นไปตามแนวทางและขั้นตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครกำหนดไว้ มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงสถานที่อย่างครบถ้วน โดยกรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีรายงานปัญหาในพื้นที่ จะประสานกับผู้อำนวยการเขตในแต่ละเขต และรายงานเข้าสู่ศูนย์ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า อย่างต่อเนื่อง

สำหรับเขตบางกะปิ ถือเป็นเขตพื้นที่ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร โดยกรุงเทพมหานครได้ให้ความสำคัญในการดูแลสถานที่ การจัดระเบียบการจราจร การดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน รวมถึงการกำหนดแนวทางและขั้นตอนการใช้สิทธิ์ในแต่ละจุดอย่างชัดเจน ซึ่งได้มีการซักซ้อมการปฏิบัติงานมาในระดับหนึ่งแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขล่วงหน้า รวมถึงการจัดพื้นที่จอดรถ โดยได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า

นายณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้ยังไม่พบปัญหาหรือข้อร้องเรียนใด ๆ การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดไว้ โดยกรุงเทพมหานครจะดำเนินการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในวันนี้พื้นที่กรุงเทพมหานครมีสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ในระดับสูง ปลัดกรุงเทพมหานครจึงขอฝากถึงประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้ง ให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองดังกล่าว

อ.เจษฎ์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ฝากผู้มีสิทธิ จำเลขผู้สมัครให้แม่น

อ.เจษฎ์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ฝากผู้มีสิทธิ จำเลขผู้สมัครให้แม่น

อ.เจษฎ์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ฝากผู้มีสิทธิ จำเลขผู้สมัครให้แม่น

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง ที่สำนักงานเขตราชเทวี โดยระบุว่า กระบวนการลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประชาชนมาใช้สิทธิจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่จัดระบบการบริการค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่การให้ผู้มาใช้สิทธิสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อทราบจุดที่ต้องไป และกำหนดทิศทางการเดินภายในพื้นที่ไว้เป็นลำดับ ทำให้การเข้าคูหาเป็นระเบียบ

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ผู้มีสิทธิสามารถตรวจดูเอกสารบริเวณด้านหน้าคูหา เพื่อทบทวนว่ามีรายชื่อพรรคหรือผู้สมัครในเขตของตนเป็นใครบ้าง โดยมองว่าขั้นตอนโดยรวมทำให้ผู้มาใช้สิทธิเข้าแถวและลงคะแนนได้อย่างราบรื่น

นายเจษฎ์ ระบุว่า ผู้มีสิทธิควรจำชื่อพรรค หมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัครในเขตให้ชัดเจน โดยการลงคะแนนครั้งนี้ใช้บัตร 2 ใบ คือบัตรสีเขียว สำหรับลงคะแนนเลือก สส.เขต และบัตรสีชมพู สำหรับลงคะแนนเลือก สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งบัตรสีชมพูจะเป็นบัตรของพรรค มีการระบุชื่อพรรคไว้ด้วย ขณะที่บัตรสีเขียวจะมีเฉพาะหมายเลข

นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่า หากผู้มีสิทธิจำหมายเลขพรรคไม่ได้ แต่จำชื่อพรรคได้ ก็ยังสามารถลงคะแนนในบัตรสีชมพูได้ถูกต้อง แต่สำหรับบัตรสีเขียวจำเป็นต้องจำหมายเลขผู้สมัครในเขต เนื่องจากในบัตรไม่ได้ใส่ชื่อพรรคหรือชื่อผู้สมัครไว้ อีกทั้งหมายเลขผู้สมัครในเขตและหมายเลขพรรคเป็นคนละเลขกัน

นายเจษฎ์ ฝากถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ก่อนเข้าคูหาให้ตรวจดูว่าผู้สมัครของพรรคที่ต้องการเลือกในบัตรสีเขียวเป็นหมายเลขใดและจดจำหมายเลขนั้นไว้เป็นหลัก ส่วนบัตรสีชมพูสามารถใช้ทั้งการจำชื่อพรรคหรือจำหมายเลขพรรคได้ เพราะมีข้อมูลช่วยจำมากกว่า

“ผมคิดว่าบัตรสีชมพูเนี่ย ความสับสนจะน้อยมาก เพราะว่าจำชื่อพรรคเอาก็ได้ จำเลขพรรคเอาก็ได้นะครับ สัญลักษณ์ก็มี แต่ในบัตรที่เป็นบัตรสีเขียวนี่แหละ จะต้องจำเลขอย่างเดียวเลยนะครับ ก็อาจจะมีความขลุกขลัก ก็ต้องฝากพี่น้องผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านนะครับว่า บัตรสีเขียวเนี่ย ท่านต้องไปดูว่าพรรคไหนเลขอะไร แล้วก็จำเลขที่ท่านจะไปเลือกเป็นหลักนะครับ” นายเจษฎ์ กล่าว

ในช่วงท้าย นายเจษฎ์ กล่าวถึงบรรยากาศการลงคะแนนที่เขตราชเทวี ว่า เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้มีสิทธิมาใช้สิทธิจำนวนหนาแน่น โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตแจ้งว่าครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนมาใช้สิทธิที่จุดดังกล่าวมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และได้ระดมกำลังอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ทั้งการกระจายเจ้าหน้าที่คอยแนะนำจุดเข้าคูหาตามชุดจังหวัดเพื่อความรวดเร็ว การติดตั้งลำโพงประชาสัมพันธ์ และการจัดเก้าอี้สำหรับพักคอยเพิ่มเติม

เลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อยดี! กกต.ยันลุยสอบคนโพสต์ปั่นซื้อเสียง 7 พัน

เลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อยดี! กกต.ยันลุยสอบคนโพสต์ปั่นซื้อเสียง 7 พัน

เลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อยดี! กกต.ยันลุยสอบคนโพสต์ปั่นซื้อเสียง 7 พัน

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.45 น.

กกต.เผยภาพรวมเปิดหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า เรียบร้อยดี แจงปมเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครลำปางล่องหนที่ชลบุรี เป็นความผิดพลาด ไม่ใช่กลั่นแกล้ง พร้อมลุยสอบคนโพสต์ปั่นซื้อเสียง 7 พันบาท ยืนยันไม่มีเจ้าหน้าที่ กปน.ทำตัวเป็นหัวคะแนน เดินหน้าตรวจสอบเหตุ อสม.ศรีสะเกษ แฉบิ๊ก สธ.ใช้อำนาจสั่งช่วยพรรคการเมืองหาเสียง

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.แถลงภาพรวมของการเปิดการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในและนอกเขตเลือกตั้งว่าลงทะเบียนล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง 8,610 คน ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง 2,206,138 คน และลงทะเบียนสำหรับผู้พิการทุพพลภาพผู้สูงอายุ 1,666 คน โดยมีหน่วยเลือกตั้งในเขต 521 แห่ง นอกเขตเลือกตั้ง 524 แห่ง สำหรับผู้พิการผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ 22 แห่ง ภาพรวมตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่เปิดให้มีการลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  มีผู้การออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาก มากที่สุดคือเขตบางกะปิ จำนวน 5.8 หมื่นคน มีบางหน่วยที่สถานที่อาจจะไม่พอกับจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ หรือบางพื้นที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่น ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานเขตบางกะปิ จตุจักร เชียงใหม่ โดยมีการลงทะเบียนมากกว่า 5 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังสามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเรียบร้อย แต่มีที่บางเขต กทม.มีผู้ลงทะเบียนกว่า 1 หมื่นคน อาจจมีปัญหาการจราจรบ้าง แต่ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแก้ไขปัญหาได้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถเข้าไปยังหน่วยเลือกตั้งได้รวดรวดเร็ว

ทั้งนี้ มีบางพื้นที่อาจจะมีบางเหตุการณ์ที่ไม่เรียบร้อย คือ หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าที่จังหวัดชลบุรี ที่มีปัญหาในส่วนเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของผู้สมัครลำปางที่ติดหน้าหน่วย ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของพรรคประชาชน หมายเลข 8 เนื่องจากเกิดความผิดพลาด โดยจังหวัดลำปางส่งเอกสารแนะนำตัวผู้หมายเลข 6 มาซ้ำ 2 ใบ แต่ไม่มีหมายเลข 8 ย้ำว่า เป็นความผิดพลาดในการจัดส่ง ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทางชลบุรีได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์อื่นๆ ขณะนี้ได้รับรายงานว่า มีประชาชนบางคนเมื่อใช้สิทธิแล้ว ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าตนเองเลือกใคร กาหมายเลขอะไรบ้าง ตรงนี้อยากให้ระมัดระวัง เพราะอาจจะนำไปสู่การร้องเรียน ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยเจตนาว่ามีทำไปเพราะอะไร ซึ่งอาจจะถูกร้องเรียนว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ได้

เมื่อถามถึงการซื้อเสียงหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงาน กกต.การบริหารจัดการไปถึงวันที่ 8 ก.พ.มี 2 เรื่อง 1.ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยดี ให้มีการหาเสียงด้วยถ้อยคำที่ดี ไม่ใส่ร้าย 2.ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม ไม่มีการซื้อเสียง ซึ่งจากการรายงานของจังหวัดที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เรามีชุดเคลื่อนที่เร็วที่ใช้ตำรวจเกือบครึ่งประเทศ ชุดป้องกัน ป้องปรามในการหาข่าวไม่ให้ซื้อเสียงได้ โดยในการข่าวเราพบว่ามีการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้น ผู้สมัครยังดำเนินการไม่ได้ นี่เป็นผลจากการที่เราเน้นเรื่องการป้องกัน ซึ่งกระบวนการคือ 1.จับตอนการดำเนินการ 2.คือจับการซื้อเสียง 3.การหาคนไปเป็นพยาน เรารู้ปัญหานี้ดี จึงได้เน้นการหาข่าวแล้วป้องกันไม่ให้มีการซื้อเสียงได้ ส่วนการซื้อเสียงตอนนี้ยังไม่มีประเด็น แต่มีเรื่องการร้องเรียนการหาเสียงทางโซเชียลมากกว่า

นายแสวง ยังได้ชี้แจงกรณีที่เคยให้ข่าวก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเงินได้ แต่อย่าซื้อเสียงว่าตามกฎหมายแล้ว มาตรา 73 ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียม หรือการไปซื้อเสียง เป็นความผิดทั้ง 2 อย่าง เมื่อวาน (31 ม.ค.) ตนอาจจะพูดเร็วไป ตนต้องการสื่อสารว่า การเตรียมการนั้นอยู่ในที่ลับ การจะจับก็ทำได้ยาก จึงต้องเน้นไปที่การป้องปราม ช่วงเตรียมการเราจึงเน้นเรื่องการหาข่าว หรืออย่างเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งข้อมูลมาก็จะประกับการสอบสวนว่าคนไปเบิกเงินนั้นมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือไม่ เป็นผู้ช่วยหาเสียงหรือไม่ เบิกเงินมาเพื่ออะไร และได้นำเงินไปใช้อะไรบ้าง ทั้งนี้ ตอนนี้เป็นขั้นตอนจังหวัดในการดำเนินการป้องปราม ซึ่งทางจังหวัดจะมีบัญชีหัวคะแนนอยู่ เขาจะประเมินพื้นที่ว่าเป็นพื้นที่สีแดง แข่งขันเข้มข้น การทำงานในพื้นที่ก็จะร่วมกับหลยหน่วยทั้งตำรวจ ผู้ตรวจการเลือกตั้งและภาคประชาชน ดังนั้นตอนนี้อยู่ในช่วงการกดดัน ป้องกัน ความตั้งใจเราคือไม่อยากให้มีการใช้เงินออกมาซื้อเสียง

“ผมเชื่อว่าคนมีตังค์ แต่การจะไปจับคนช่วยเตรียมการนั้นยากกว่าการป้องกัน ซึ่งการเตรียมการผิดอยู่แล้ว แต่เวลาเราสงสัยเราไม่สามารถไปค้นได้ทันที ต้องมีหมายค้น ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ต่างจากการซื้อเสียง ซื้อแล้วจะมีหลักฐานพอสมควร แต่เรื่องการเตรียมการนั้นการข่าวเราต้องดี และต้องมีหลักฐานสามารถออกหมายจับ ล็อคตัวได้เลย” เลขาธิการ กกต.กล่าว

ต่อกรณีปรากฏมีผู้โพสต์ว่ามีการซื้อเสียงหัวละ 7 พันบาท ที่ภาคอีสาน โดยนำภาพที่แม่ค้าโพสต์ลงโซเชียลฯมาเผยแพร่แล้วระบุว่า เป็นเงินซื้อเสียงนั้น นายแสวง กล่าวว่า มีการตรวจสอบแล้ว ที่จริงไม่ใช่เงินซื้อเสียง แต่บุคคลดังกล่าวขายของในตลาดแล้วโพสต์ลงในอิสตราแกรม แล้วมีคนไปแคปหน้าเพจของแม่ค้ารายนั้นเพื่อไปทำคอนเทนต์ว่ามีการซื้อเสียง ซึ่งทาง กกต.ก็รู้ตัวคนแคปและคนโพสต์แล้ว ซึ่งเรากำลังไปสอบทั้ง 3 คน อยู่

เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งมีพฤติกรรมเหมือนหัวคะแนน จะมีการตรวจสอบหรือดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เจ้าหน้าที่ไปเป็นหัวคะแนนไม่มี เพราะขนาดญาติผู้สมัครหรือผู้ช่วยหาเสียง เราจะไม่ตั้ง ถ้าไปเป็นหัวคะแนนยิ่งไม่ใช่เลย และก่อนตั้งเราได้มีการตรวจสอบแล้ว

เมื่อถามต่อว่า มีการรายงานข่าวว่าอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ออกมาแฉว่ามีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุม อสม.พูดจาโน้มน้าวเพื่อให้ลงคะแนนและหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.เขต 3 ศรีสะเกษ นั้น นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอไปตรวจสอบดูหลักฐานก่อน เราเป็นกรรมการ เราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้

มือถือสาก ปากถือศีล! ดร.กิตติธัช ฟาดแสบ อดีตนักการเมือง-นักเล่าข่าวชื่อดัง

มือถือสาก ปากถือศีล! ดร.กิตติธัช ฟาดแสบ อดีตนักการเมือง-นักเล่าข่าวชื่อดัง

มือถือสาก ปากถือศีล! ดร.กิตติธัช ฟาดแสบ อดีตนักการเมือง-นักเล่าข่าวชื่อดัง

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.32 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith ระบุว่า ความแปลกประหลาดใหม่ในการเมืองยุคนี้ เมื่ออดีตนักการเมืองพรรคหนึ่ง (ที่มักจะชอบอ้างเรื่องความสุจริต) ออกมาพูดว่าครอบครัวของตนรับไม่ได้กับการซื้อเสียง

แต่ข้อเท็จจริงคือนักการเมืองคนนี้และน้องชายโดนจับติดคุก 2 ปีกรณีทุจริตการเลือกตั้งซื้อหัวคะแนนให้เป็นนอมินีไปซื้อเสียงอีกที

แล้วเพิ่งออกจากคุกมาได้แค่ 2 ปีกว่าก็มาพูดอะไรแบบนี้แล้ว หรือว่าเขาคิดว่าคนจะจำไม่ได้แล้วว่าเขาและครอบครัวติดคุกจากเรื่องอะไร?

ส่วนอีกกรณีก็คือนักเล่าข่าวชื่อดังที่ทุจริตเงินที่ต้องนำส่งให้ภาครัฐ จนต้องติดคุกติดตาราง แต่วันนี้มาโพนทะนานตัวต่อสู้กับการทุจริต…

หลายคนไม่ได้มือสะอาดอะไรหรอกพอเข้าใจได้ แต่คนจำนวนมากที่รู้ว่าตนเองมือไม่สะอาดนั้นมักจะเลิกอยู่เงียบๆ เพราะเข้าใจว่าที่มาของตน

แต่ความน่ากลัวคือ พวกที่ทุจริตเองแต่ดันชูตัวเองเป็นนักต่อสู้เพื่อความสุจริตนี่แหละ

การกระทำแบบนี้เรียกว่าพวกมือถือสากปากถือศีล ( Hypocrisy) ครับ

แก้ม พัชรนันท์ รีวิวปราศรัยใหญ่กทม. ย้ำภท. ปกป้องอธิปไตย ขอเสียงกาทั้ง2ใบ

แก้ม พัชรนันท์ รีวิวปราศรัยใหญ่กทม. ย้ำภท. ปกป้องอธิปไตย ขอเสียงกาทั้ง2ใบ

แก้ม พัชรนันท์ รีวิวปราศรัยใหญ่กทม. ย้ำภท. ปกป้องอธิปไตย ขอเสียงกาทั้ง2ใบ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.26 น.

“พัชรนันท์” โพสต์ย้อนเวทีปราศรัยใหญ่ กทม.  ย้ำ “อนุทิน-ทีมงาน “ พูดแล้วทำได้จริง!   วางหมากปกป้องอธิปไตย คุมเสถียรภาพประเทศ ผนึกนโยบายเศรษฐกิจ–การศึกษา–สาธารณสุข ขอคะแนนไม่แตก พร้อมชวนเลือกภท.ทั้งเขตทั้งพรรค

1 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส. พัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์ (น้องแก้ม) ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความถึงบรรยากาศการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นต่อประชาชนว่าจะยืนหยัดรักษาอธิปไตยและอาณาจักรไทย ไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงประเทศ

ขณะที่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” และ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ”ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ยืนยันความพร้อมในการผลักดันเศรษฐกิจ เจรจาการค้า และวางแผนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นโยบายของพรรคเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ส่วน “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ” มีการกล่าวถึงนโยบายการศึกษา โดยมุ่งเน้นการเรียนฟรีออนไลน์ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ขณะที่ “พัฒนา พร้อมพัฒน์ ” ชูนโยบายกำหนดเพดานกำไรสูงสุดค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ขณะเดียวกัน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ทีมงานคนสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ย้ำจุดยืนปราบปรามทุนเทา ไม่เอาคาสิโน และสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว ส่วน ศุภมาส อิศรภักดี ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเลือกอย่างมีกลยุทธ์ ไม่ให้คะแนนเสียงแตก พร้อมเชิญชวนเลือกพรรคภูมิใจไทยทั้งสองใบ

พรรคภูมิใจไทยมีความตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่จับต้องได้ พูดแล้วทำได้จริง ช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย พร้อมเดินหน้า Reskill–Upskill ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจใหม่

ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา ยังได้ร่วมกิจกรรมเก็บขยะหลังจบเวทีปราศรัย สะท้อนแนวคิดรักษ์โลก ก่อนที่ นายกฯ อนุทิน ร่วมช่วยเก็บเก้าอี้ ปิดท้ายกิจกรรมอย่างเป็นกันเอง

ทั้งนี้ น.ส.พัชรนันท์ ยังได้ส่งกำลังใจให้ผู้สมัคร สส. เขต พรรคภูมิใจไทยทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ พร้อมฝากประชาชนสนับสนุนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย

คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.19 น.

“สุดารัตน์”ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดบางกะปิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ปล่อยคาราวานบำนาญ 3,000 บาท เดินหน้าลุยขอคะแนนร่วมกับทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อตอกย้ำนโยบายหลักและหมายเลข 48 ของพรรคไทยสร้างไทย ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยบรรยากาศการเปิดตัวขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังนโยบาย ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้มีความมั่นคงและมีเกียรติมากขึ้น ขบวนรถคาราวานจะกระจายตัวออกไปตามแหล่งชุมชนเพื่อสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมชูจุดเด่นการสร้างนโยบายที่มั่นคงจับต้องได้จริงเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาทนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ย้ำถึงหลัการสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพพื้นฐาน ลดภาระพึ่งพิงลูกหลานและแก้ไขปัญหาความยากจนในวัยเกษียณ นโยบายนี้ไม่ได้เพียงแค่การแจกเงินแต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับการสนับสนุนต้องเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและลดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถกลับมาช่วยขับเคลื่อนสังคมได้อีกครั้ง ถือเป็นกลไกการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่า นโยบายบำนาญ 3,000 บาท จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งจากระดับฐานราก เนื่องจากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศจะก่อให้เกิดกำลังซื้อทันทีในทุกชุมชนและทุกพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการแจกเงินที่หวังเพียงคะแนนนิยมระยะสั้น เงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าและตลาดใกล้บ้าน สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาคึกคักและฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

– 006

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.30 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 และ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่ตลาดเสาร์ – อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นรถแห่และเดินพบปะพี่น้องประชาชนชาวนครศรีฯ เพื่อแนะนำนโยบายและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ทีมพรรครักชาติขึ้นรถแห่แนะนำตัว พร้อมเปิดเพลง “รักชาติ 35” ที่ดัดแปลงมาจากเพลง “เชฟบ๊ะ” สร้างความสนุกสนานคึกคักได้ตลอดเส้นทาง หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ายามเช้า ซึ่งประชาชนต่างเข้ามาให้กำลังใจ ขอถ่ายรูป และเต้นเพลง รักชาติ 35 พร้อมสะท้อนถึงการเลือกตั้งในพื้นที่ว่า “ตอนนี้ ทุกพรรคมีการซื้อเสียงกันหนักมาก ไม่ว่าพรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคเก่า หรือพรรคใหม่ ซึ่งถือเป็นความดำมืดของการเมืองในพื้นที่  เทาทุกพรรค แต่ชื่นชมทีมพรรครักชาติ มีแต่คนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจจริงในอุดมการณ์ “ใช้น้ำดี ไล่น้ำเสีย” เข้าใจว่าต้องใช้เวลา แค่อยากเป็นกำลังใจให้” ซึ่งในระหว่างเดินตลาด แม่ค้า และคนส่วนใหญ่ต่างชื่นชมว่า พรรคนี้ทำไมมีแต่คนหล่อคนหน้าตาดี หล่อมาก และเชื่อแล้วว่ารุ่นใหม่ คนใหม่จริงๆ”

ขณะเดียวกันมีเด็กชายฝาแฝด “น้องไข่ตุ๋น น้องไข่ต้ม” ซึ่งเคยถ่ายรูปกับนายชัยวุฒิ เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรี DE และจำได้ จึงเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยอีกครั้ง หลังจากนั้นนายชัยวุฒิ ได้พาทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ประกอบพิธีบวงสรวง เพื่อเสริมสิริมงคล ให้ราบรื่น ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ว่า อยากตั้งคำถามไปยังพรรคการเมืองที่มักนำเสนอแนวคิดหรือขายฝันให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่คนรุ่นใหม่ติดตามและชื่นชอบ ว่าจะมีแนวทางปลูกฝังค่านิยมเรื่องความรักชาติ รักบ้านเมือง และความเสียสละเพื่อผืนแผ่นดินให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร พร้อมชวนให้ทุกพรรคช่วยกัน เพราะมองว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ในอนาคตต้องเติบโตขึ้นมาเป็นคนไทยที่ร่วมดูแลชาติบ้านเมือง และการปลูกฝังค่านิยมรักชาติเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองทุกพรรค

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยยังไม่เกิดขึ้นอย่างที่ควร แต่กลับมีการไปด้อยค่าหรือทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกมองในทางลบ ทั้งที่ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปลูกฝังในจิตสำนึกและความคิดของคนไทย เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และให้ความรักชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจ พร้อมระบุว่า กลุ่มที่ตนเรียกว่า “ด้อม” “ไอโอ” และ “อินฟลูเอนเซอร์” ควรหยุดการกระทำลักษณะดังกล่าว

นายชัยวุฒิ ยังยกกรณีที่มีการโจมตี รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ จากกิจกรรมรำดาบบวงสรวงวีรชนชาวบ้านบางระจัน ที่ จ.สิงห์บุรี โดยเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่จะชื่นชม กลับถูกโจมตี ทั้งที่ควรถูกมองว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และเป็นการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของวีรชนที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างของความรักชาติที่ตนอยากให้ทุกคนมีอยู่ในหัวใจ แต่เมื่อถูกโจมตีด้วยการกล่าวหาว่าไม่ดีในด้านต่างๆ ย่อมนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคมไทย และสร้างการแบ่งฝ่าย โดยเฉพาะความแบ่งแยกระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ซึ่งมองว่าไม่ควรเกิดขึ้น

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังกล่าวถึงประเด็นด้านความมั่นคงว่า หากเกิดสงครามหรือเกิดปัญหาขึ้นจริง ใครจะออกมาช่วยปกป้องผืนแผ่นดินไทย และใครจะออกมาดูแลชาติบ้านเมือง โดยมองว่าก็ต้องเป็นประชาชนทุกคน จึงเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า กลุ่มด้อม ไอโอ และอินฟลูเอนเซอร์ ควรทำความเข้าใจและช่วยกันสร้างความรู้สึกรักชาติในหัวใจคนไทยทุกคน ไม่ใช่ไปสร้างความแตกแยกทางการเมือง

นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมอีกด้วยว่า ต้องมองภาพให้ชัด หากเกิดสงครามขึ้นจริง ประเทศจะเผชิญปัญหาและประชาชนอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างประเทศ เช่น ยูเครน และ เวเนซุเอลา ว่าเมื่อประเทศมีปัญหา ประชาชนย่อมเดือดร้อนอย่างแน่นอน และในสถานการณ์เช่นนั้นไม่อาจพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อย่างปกติ เพราะจะมีแต่ปัญหาและความเดือดร้อนตามมา จึงสรุปว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือความมั่นคงของชาติที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

นายชัยวุฒิ ยังย้ำด้วยว่า สงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ใกล้เข้ามาและจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังจะส่งมอบอนาคตให้คนรุ่นใหม่ คนรุ่นหลัง แต่คนรุ่นใหม่กำลังถูกยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ไม่รักชาติ และไม่สามัคคีกัน ซึ่งตนตั้งคำถามว่าหากเป็นเช่นนี้ คนรุ่นต่อไปจะมาดูแลบ้านเมืองและปกป้องผืนแผ่นดินไทยได้หรือไม่ โดยเห็นว่าสังคมพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพ แต่ไม่พูดถึง หน้าที่ ความรักชาติ และการร่วมกันดูแลบ้านเมือง

“ถ้าไม่มีแผ่นดิน ไม่มีชาติ ไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพหรอกครับ มันไม่มีหรอกครับ และเราจะเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า “คนรุ่นของตนและอีกหลายคนกำลังจะหมดหน้าที่หมดเวลาไป และจำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน แต่พรรคการเมืองที่ตนมองว่า ขายฝัน หรือขายชาติ รวมถึงกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้อม ไอโอ ต้องมาช่วยกันสร้างค่านิยมและอุดมการณ์รักชาติ รักบ้านเมืองให้เกิดกับคนรุ่นใหม่ หากคนรุ่นหลังทุกคนไม่ใช่ช่วยกัน และสร้างความแตกแยกอย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการเมืองในลักษณะนี้ และหยุดการกระทำดังกล่าว ก่อนที่ประเทศจะไม่เหลือแผ่นดินให้ยืนอยู่”

– 006

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ , นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคฯ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่ตลาดทุ่งสง เพื่อช่วย นายธนภัทร รัตนพันธ์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 ทุ่งสง-นาบอน (ยกเว้น ต.ทุ่งสง) โดยทันทีที่นายอภิสิทธิ์ และคณะมาถึง ได้มีประชาชนที่คอยต้อนรับเข้าไปกอด และขอถ่ายรูป โดยมีเด็กมาขอเซลฟี่ ขอลายเซ็น ให้เซ็นบนหมวกและเสื้อ นอกจากนั้น ยังมีประชาชนร้องเพลงปักษ์ใต้บ้านเรา ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์​ จะขึ้นบนรถแห่และกล่าวปราศรัยย่อย​ ทักทายประชาชน​ เป็นภาษาใต้ว่า​ “ว่าพรือ” พร้อมขอบคุณที่มาให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ ตนมาวันนี้เพื่อมาย้ำเตือน ทราบดีว่าพี่น้องกับเราผูกพันกันมาเป็นเวลานาน ในทุ่งสงนี้ก็มีอดีต สส.คือ นายประกอบ รัตนพันธ์ ทำงานกับตนมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัครในเขตเลือกตั้ง เลยต้องเอาคนอายุใกล้ๆ กันมาลง ใกล้กับตนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว คือนายธนภัทร ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ พร้อมแล้วที่จะมาช่วยตนและพรรคฯ เพราะเที่ยวนี้เราบอกได้ว่าจะมาทำให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ ได้ถามชาวบ้านว่า จำได้หรือไม่ว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเราดูแลเอาใจใส่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และภาคใต้และอื่นๆเราดูแลได้เป็นอย่างดี ตอต้นเป็นนายกฯ ยางราคา 100 กว่าบาท แต่ตอนนี้ 50 กว่าบาท ก็ไม่เป็นไรเที่ยวนี้เรามีประกันภัยได้อย่างน้อยได้ 60 บาท แต่เราทำระบบเศรษฐกิจที่จะมีการเอานักลงทุน มาซื้อยางเพื่อผลิตสินค้าราคาแพง ซึ่งทำให้ตนมั่นใจว่าราคายางต้องเกิน 80 บาทแน่นอน

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวถึงนโยบาย “หวยจังหวัด” ซื้อสลาก 50 บาท ให้ซื้อได้แค่ 100,000 คน โดยในนี้ที่ซื้อ 50 บาท จะมีคนนครศรีธรรมราช ได้รางวัล 1 ล้านบาททุกเดือน ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำเงิน 40 บาท ไปใส่ในบัญชีเงินออมให้ทุกคน ยืนยันว่า นโยบายใหม่ๆ ของพรรคฯ จะทยอยออกมา รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาท การทำฟันใหักับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นนโยบายเดิม แต่จะเป็นการต่อเติมให้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีนโยบายใหม่ เช่น สนับสนุนให้คนไทยมีบุตร เพราะสถานการณ์การเกิดในประเทศไทยน้อยมาก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ดังนั้น พรรคฯ ต้องทำให้เด็กเกิดมามีคุณภาพ โดยจะมีเงินช่วยคุณแม่ดูแลเด็ก คุณแม่คลอดลูกจะได้รับเงินทันที 5,000 บาท หลังจากนั้นปีแรกให้เดือนละ 5,000 บาท ทั้งปีคุณแม่จะได้เงิน 65,000 บาท ไว้คอยดูแลลูกน้อย

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวในช่วงท้ายว่า​ เขาพูดกันว่าคนใต้รักพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอื่นที่มาหาเสียงก็จะมาขอแบ่ง แต่คนใต้ใจเดียว ให้เลือกประชาธิปัตย์ 2 ใบ​ เพราะอาทิตย์หน้าทุนเทาจะแปลงร่างเป็นแบงก์เทา​ และเริ่มมีการจดชื่อแล้ว​ พร้อมถามชาวบ้าน เอาไหมเอา ซึ่งชาวบ้านตะโกนว่าเอา​ นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวกับชาวบ้านว่าเอาได้แต่ไม่เลือก​ แน่ใจหรือไม่​ ถ้าไม่เลือก ตนจะได้กลับมาเยี่ยมเยียน ผู้แทนฯ กลับมาดูแลพี่น้อง​ ทำให้บ้านเมืองสุจริต​ เศรษฐกิจ​ดีขึ้น​ และไทยหายจน

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.44 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เมื่อผู้เฒ่าคนหนึ่งที่มั่งคั่งประกาศจะเลือกพรรคส้ม

มีผู้เฒ่าคนหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาจะเลือกพรรคส้มทั้งสองใบ พร้อมเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศที่ฟังดูสวยงามในเชิงอุดมการณ์

ชีวิตของเขามักใช้เวลาว่างในชีวิตที่มั่งคั่ง บินไปดูกีฬาระดับโลก นั่งชมเทนนิสแกรนด์สแลมได้ครบทุกสนาม เชื้อเชิญคนหนุ่มสาวที่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันมาร่วมโต๊ะสนทนา เพื่อสะท้อนภาพว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่เปิดกว้างและทันสมัยทางความคิด แต่คำถามคือ ภาพลักษณ์นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความเป็นจริงของโครงสร้างการเมืองไทย

ความจริงข้อแรกคือ ประเทศนี้แทบไม่มีทางเกิดรัฐบาลพรรคเดียวได้อยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนนำ สุดท้ายต้องเป็นรัฐบาลผสม การตัดสินใจบนสมมติฐานว่าพรรคใดพรรคหนึ่งจะสามารถผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างได้เต็มรูปแบบ จึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางอำนาจ เพราะพรรคการเมืองจำนวนมาก—รวมไปถึงพรรคที่เขาคาดหวัง—มีแนวโน้มสูงที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคส้ม นั่นหมายความว่า ต่อให้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้อำนาจบริหารแบบไร้แรงต้าน เพราะหลักสำคัญของระบบรัฐสภาคือ พรรคไหนที่รวมเสียงข้างมากได้จะได้เป็นรัฐบาล

ความจริงข้อที่สอง คือการเปิดตัวทีม “The Professionals” อาจสร้างความรู้สึกว่ามีความพร้อม แต่เมื่อพิจารณาให้ลึก หลายคนยังเป็นมือกลางที่ไม่ได้มีประวัติความสำเร็จเชิงบริหารประเทศในระดับสูงอย่างเด่นชัด การบริหารรัฐไม่ใช่เวทีนำเสนอแนวคิด แต่คือการจัดการระบบราชการ งบประมาณ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อน ความต่างระหว่าง “พูดได้ดี” กับ “ทำได้จริง” คือระยะห่างที่ประเทศทั้งประเทศต้องรับความเสี่ยงร่วมกัน

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่ถูกเสนออย่างเร้าใจ อาจเป็นเรื่องที่คนมีหลักประกันชีวิตพร้อมยอมรับได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ที่จะต้องแบกรับแรงสั่นสะเทือนจริง หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสถาบันหลักของชาติ

ผมไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ผมปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่าการรื้อแทบทุกโครงสร้างคือคำตอบเดียว เพราะประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกสอนเราว่า การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและสุดโต่งมักสร้างรอยร้าวลึกกว่าความก้าวหน้าที่ยั่งยืน

ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อในคำชี้นำของคนที่มีชีวิตมั่นคงอยู่แล้ว ควรถามตัวเองให้รอบคอบว่า มีทางเลือกที่พัฒนาประเทศได้โดยไม่ผลักสังคมเข้าสู่ความแตกแยกรุนแรงกว่านี้หรือไม่ เพราะประเทศไม่ใช่ห้องทดลองอุดมการณ์ และต้นทุนของความผันผวนไม่ได้ตกอยู่กับคนที่พูดเสียงดังที่สุด แต่อยู่กับคนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลลัพธ์นั้นจริงๆ

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.54 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ขี่จักรยานไปสังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ที่ เขตราชเทวี เวลา 8.30 น.

บรรยากาศทั่วไป : คนทยอยมาใช้สิทธิ ต่างคนต่างมา เป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดน่าจะเป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงาน กทม. ยังไม่ถึงหนาแน่น

สิ่งที่ทำได้ดี : ป้ายต่าง ๆ เพื่อชี้แจงการใช้สิทธิ ทำได้ชัดเจน มีแบ่งพื้นที่ใช้สิทธิของผู้ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ มี QR code ให้ Scan เพื่อตรวจสอบสิทธิ แต่ยังมีขนาดเล็ก น้อยจุด มีโต๊ะพร้อม จนท. และโน้ตบุ๊ค อำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ไม่ต้องการตรวจด้วยตัวเอง มี จนท. ถือโทรโข่งประชาสัมพันธ์ เป็นจุด ๆ

สิ่งที่ต้องแก้ไข : ในบริเวณใกล้ที่เลือกตั้งยังเห็นป้ายของพรรคการเมือง และผู้สมัคร ที่ติดไว้ก่อนหน้า ซึ่งเขตควรเอาออกในช่วงการลงคะแนน

โดยรวมให้ 9 เต็ม 10