ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

ธนกร ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจ ปชช.เชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“ธนกร”ให้กำลังใจศาลยุติธรรม มั่นใจประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา เหน็บกลุ่มการเมืองจ้องแต่ดิสเครดิต หนุนพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง แนะนำดิจิตอลมาใช้ ระบบ one stop legal service เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส

28 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายถึงประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยว่า บทบาทของศาลยุติธรรม ถือเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สำคัญที่สุดของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการธำรงหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเจอกับความท้าทายต่อระบบยุติธรรมในหลายเรื่อง ทั้งปัญหาคดีล่าช้า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ความซับซ้อนของกฎหมาย รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง อย่างไรก็ตาม ศาลยุติธรรมไทยพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทันสมัย โปร่งใส และเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ปัจจุบัน ศาลยุติธรรมไทยกำลังก้าวจากระบบเอกสารแบบเดิม ไปสู่ “Digital Justice” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาระบบ e-Filing และ CIOS ที่ช่วยให้ประชาชนและทนายความสามารถยื่นคำร้อง ติดตามคดี และคัดถ่ายเอกสารออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการเดินทาง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ศาลยุติธรรมยังพัฒนาระบบพิจารณาคดีผ่านระบบประชุมทางไกล รวมถึงระบบยื่นคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวออนไลน์ การเชื่อมระบบยืนยันตัวตนกับ ThaID และการตรวจสอบเอกสารผ่าน QR Code เพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ และ AI มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการคดี การค้นข้อมูลกฎหมาย และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมยังผลักดันระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ (ODR) เพื่อช่วยลดจำนวนคดี ลดต้นทุนของประชาชน และส่งเสริมการระงับข้อพิพาทอย่างรวดเร็วและสันติ

“สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพัฒนาการที่ควรได้รับคำชื่นชม เพราะสะท้อนให้เห็นว่า ศาลยุติธรรมไทยกำลังพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล และพยายามทำให้ความยุติธรรมเข้าถึงประชาชนได้จริง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพัฒนาการที่ดี แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรเร่งพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ทุกกลุ่ม ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อาทิ ความล่าช้าของกระบวนการพิจารณาคดีในหลายกรณี ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในยุคที่สังคมมีความคาดหวังต่อความโปร่งใสสูงขึ้น ศาลยุติธรรมควรเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติที่ไม่กระทบต่อรูปคดี และพัฒนาระบบติดตามคดีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของประเทศ ประชาชนเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม คือประเทศที่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และลดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น งบประมาณด้านศาลยุติธรรมจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงงบประมาณของหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการลงทุนในหลักนิติธรรม และความยุติธรรมของประชาชน ดังนั้น หวังว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการเข้าถึงของประชาชน เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม รวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

อนุชา ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“อนุชา”นำทีมผู้สมัคร ส.ก.ประชาธิปัตย์ ไหว้ศาลหลักเมือง ชูเบอร์ 5 ตรง 5 นโยบายหลัก เตรียมลงพื้นที่เข้ม 30 วัน มุ่งทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่โจมตีใคร

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลหลักเมือง กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นําทีมผู้สมัคร ส.ก. สักการะองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมเปิดเผยถึงแผนการหาเสียงพื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯภาย หลังจากเสร็จสิ้นการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นายอนุชา เปิดเผยว่า จากนี้ไปจะเน้นการนำเสนอ 5 นโยบายหลักเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตัวเลขหมายเลข 5 ที่จับสลากได้มานั้น ถือว่าประจวบเหมาะและสอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของพรรคพอดี

“คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวแทนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องการโอกาสและความหวัง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งผู้บริหารเมืองและ ส.ก.ทั้ง 50 เขต โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดมืดเพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก” นายอนุชา กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแข่งขันครั้งนี้ โดยเฉพาะกับอดีตผู้ว่าฯ นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจ และการลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อตำหนิ หรือโจมตีใคร แต่มาเพื่อเสนอทางเลือกที่สร้างสรรค์ให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำว่าที่ผ่านมาแม้ตัวแทนของพรรคจะไม่ได้รับการเลือกตั้งในบางช่วง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานรับใช้คนกรุงเทพฯ มาโดยตลอดอย่างไร้รอยต่อ

นายอนุชา ยังกล่าวถึงแนวทางการสื่อสารในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า เนื่องจากบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้มี 2 ใบ โดยใบสีเขียวเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งตนเองได้หมายเลข 5 ส่วนผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคในแต่ละเขตจะได้หมายเลขที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ทีมงานและผู้สมัครทุกคนจะต้องเร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการลงคะแนน และขอความไว้วางใจจากพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์กลับเข้ามาบริหารเมืองอีกครั้ง

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

มัลลิกา เบอร์ 14 ไม่ทน! ลั่นพร้อมทำงานช่วยคนกรุงทันทีไม่ต้องรอ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่า มีความมั่นใจ 100% เตรียมการ เตรียมความพร้อมทั้ง 12 ยุทธศาสตร์ มีการประขุมระดมสมองกันหลายรอบ เพราะทุกแผนของตนมีแผนรองรับที่จะทำงานทันที ส่วนเรื่องเบอร์สำหรับหาเสียงนั้น หากได้เบอร์ที่ประชาชนกาได้ง่ายๆ ก็จะดี เบอร์ไหนก็ได้ที่เป็นเบอร์ชนะ และได้เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.ช่วยประชาชนทำงานโดยไม่ต้องรอ เริ่มทำงานได้ทันที

ส่วนปัญหาหลักของกรุงเทพฯ ที่มองมา 4 ปี แล้วทนไม่ได้ จนอยากเข้ามาแก้ไข นางมัลลิกา กล่าวว่า จุดพีกที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาของ PM 2.5 ทำให้พื้นที่เมืองไม่สามารถทัดเทียมคนอื่นได้ ในปี 2568 มีมลพิษอันดับ 1 ของโลก แม้คนอื่นทนได้ แต่ตนและทีมงานไม่ขอทน ซึ่งเรามีแผนจัดการเรื่องฝุ่น โดยการใช้ AI นวัตกรรม และตั้งเป้าจะทำ MOU ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าว่าการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย จะทำให้สามารถทำให้ชัดเจน มีความรวดเร็ว ดังนั้น คุณภาพชีวิตของพลเมืองใน กทม.จะต้องดีขึ้น ยืนยันว่า กรุงเทพฯ มีหน้าที่ในการฟอกอากาศสะอาดให้กับประชาชน และเรื่องนี้เราจะปฏิบัติการได้ในทันที และนี่คือจุดพีกที่ทำให้ตนตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายด้าน AI ช่วยแก้ปัญหาการจราจร , วางแผนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และสร้างตำแหน่งงานรองรับคนกรุงเทพฯ กว่า 2 – 3 แสนตำแหน่ง ส่วนด้านความปลอดภัย ต้องการผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม ทุนสีเทา และอบายมุขต่างๆ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สาธารณะทั้ง 50 เขต และยกระดับสถานอนามัยของ กทม.ให้รองรับการดูแลสุขภาพประชาชนได้มากขึ้น

สำหรับเรื่องกระแสนิยมของผู้สมัคร ที่ตอนนี้ยังมีหลายคนคะแนนนิยมสูงกว่านั้น นางมัลลิกา กล่าวว่า พร้อมรับฟังทุกผลสำรวจ แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนยังเปลี่ยนแปลงได้ หากประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริง และความสามารถในการทำงานทันที โดยย้ำว่าประสบการณ์การทำงานร่วมกับหลายกระทรวง และการลงพื้นที่ทั้ง 50 เขต มานานหลายปี จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหากรุงเทพฯ ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ยื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา 08.30 น.ทำให้ไม่ได้ขึ้นจับสลากหมายเลข จึงได้หมายเลข 14 โดยอัตโนมัติ

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เวียดนาม เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“ไทย-เวียดนาม”ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต “อนุทิน”ย้ำหลักการไม่อนุญาตบุคคลใช้ดินแดนของแต่ละฝั่งเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่”ปธน.เวียดนาม”ชื่นชมไทย-กัมพูชา ทำตามข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นเจรจากันใหม่

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.40 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถ่ายภาพร่วมกันที่บริเวณบันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้นเวลา 09.50 น.ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก

ต่อมาเวลา 10.20 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายหารือ ประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกรม และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป ด้าน ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก

จากนั้นเวลา 11.35 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 – 2574 2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเวียตเจ็ท และ 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากนั้นนายกฯ และประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค. 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายกฯ กล่าว รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลของตนเอง จึงถือเป็นเกียรติ​อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลอง โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยเวียดนามในปีนี้ และได้มีพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการเติมโตสูง การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ให้ปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนยุทธศาสตร์​รอบด้าน ของ 2 ประเทศ ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกัน อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะ ออนไลน์สแกมรายการป้องกันและปราบปรามดารทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังใช้โอกาสนี้ ย้ำหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝั่ง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบของอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจ 2 ประเทศเห็นพ้องที่ไทยและเวียดนาม จะต้องร่วมมือใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเร็ว ขณะนี้ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  เป้าหมายไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และมีความตั้งใจการหารือกัน จะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้น และเมื่อสักครู่ เวียตเจ็ทแอร์กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ของไทย ได้ลงนามความร่วมมือในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC ของประเทศด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้เสนอกับเวียดนามว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงสามารถที่จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อน พัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้ ตนเชื่อว่าการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทยเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

จากนั้น ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอขอบคุณการต้อนรับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และอบอุ่นที่ผู้นำประเทศไทย นายกฯ และภริยา ได้มอบให้แก่ตน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ของทั้ง 2 ประเทศ แสดงถึงให้เห็นความไว้เชื่อใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็เป็นสมาชิกของอาเซียนด้วย

ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวด้วยว่า ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ตนและนายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผลสำคัญในรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม
โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำให้ความเชื่อใจแนบแน่นมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเป็นไปมาหาสู่ในทางระดับสูง และทุกหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง และส่งเสริมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะไม่ให้บุคคนใดบุคคลหนึ่งใช้พื้นที่ต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง

ประธานาธิบดีเวียดนาม ยังกล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของรัฐบาลไทยและคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างประชาชน ในการรับมือสถานการณ์ และต่างๆ ในภูมิภาคทั่วโลก พร้อมยืนยันบทบาทที่สำคัญในการดำรงความสามัคคี และศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่างๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชาที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง

ไทย-เวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

ไทย-เวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

ไทย-เวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ไทย-เวียดนาม ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต อนุทิน ย้ำหลักการไม่อนุญาตบุคคลใช้ดินแดนของแต่ละฝั่งเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ ปธน.เวียดนาม ชื่นชมไทย-กัมพูชา ทำตามข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นเจรจากันใหม่

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  และภริยา ถ่ายภาพร่วมกันที่บริเวณบันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า  จากนั้นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

จากนั้นเวลา 09.50 น.  ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า  นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก

ต่อมาเวลา 10.20 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์  นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายหารือ ประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกรม และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป ด้าน ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก

จากนั้นเวลา 11.35 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574  ,2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)และ เวียตเจ็ท และ 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากนั้นนายกฯและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค. 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายกฯ กล่าว รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลของตนเอง จึงถือเป็นเกียรติ​อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลอง โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยเวียดนามในปีนี้ และได้มีพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการเติมโตสูง การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ให้ปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนยุทธศาสตร์​รอบด้าน ของ 2 ประเทศ 
ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกัน อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะ ออนไลน์สแกมรายการป้องกันและปราบปรามดารทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังใช้โอกาสนี้ ย้ำหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝั่ง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบของอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจ 2 ประเทศเห็นพ้องที่ไทยและเวียดนาม จะต้องร่วมมือใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเร็ว ขณะนี้ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  เป้าหมายไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และมีความตั้งใจการหารือกัน จะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้น และเมื่อสักครู่ เวียตเจ็ทแอร์กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ของไทย ได้ลงนามความร่วมมือในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC ของประเทศด้วย

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้ได้เสนอกับเวียดนามว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงสามารถที่จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อน พัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้ ตนเชื่อว่าการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทยเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ 

จากนั้นประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอขอบคุณการต้อนรับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และอบอุ่นที่ผู้นำประเทศไทย นายกฯและภริยา ได้มอบให้แก่ตน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีของทั้ง 2 ประเทศ แสดงถึงให้เห็นความไว้เชื่อใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็เป็นสมาชิกของอาเซียนด้วย

ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวด้วยว่า ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ตนและนายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผลสำคัญในรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม
โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำให้ความเชื่อใจแนบแน่นมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเป็นไปมาหาสู่ในทางระดับสูง และทุกหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง และส่งเสริมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะไม่ให้บุคคนใดบุคคลหนึ่งใช้พื้นที่ต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง

ประธานาธิบดีเวียดนาม ยังกล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของรัฐบาลไทยและคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างประชาชน ในการรับมือสถานการณ์ และต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วโลก พร้อมยืนยันบทบาทที่สำคัญในการดำรงความสามัคคี และศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก  และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชาที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง

สุจินต์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

สุจินต์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

สุจินต์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.08 น.

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์”เน้นหลักการทำงาน 5 ข้อ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 ทั้งนี้ เป็นการโปรดเกล้าฯ แทนการดำรงตำแหน่งของ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ที่พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.09 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งในพิธี นางสาวคมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญพระบรมราชโองการวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ นายเมธี มั่นคง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อ่านประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง จากนั้น นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะ และถวายบังคมต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับประวัติ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 65 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาเอก สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และสำเร็จการศึกษาอบรมเพิ่มเติมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 56 หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 1 หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) รุ่นที่ 3 หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และหลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 47

โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งปลัดอำเภอ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จากนั้นดำรงตำแหน่งในสายงานการปกครองเรื่อยมา ทั้งนายอำเภอ ผู้ตรวจราชการ ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เน้นย้ำถึงหลักการทำงานในหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า

1.ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง : มุ่งเน้นการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมของประชาชนอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่าย โดยนำประสบการณ์จากการทำงานภาคสนามในต่างจังหวัดมาปรับใช้ เพื่อให้กลไกของพิสูจน์ความจริงและการเยียวยาตอบสนองต่อความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน

2.เที่ยงธรรม เป็นกลาง และโปร่งใส : ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วยความรอบคอบ ยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นแกนกลางที่สร้างความสมดุลและความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน

3.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ : ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี แต่จะใช้แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เพื่อแสวงหาต้นตอของปัญหา นำไปสู่การเสนอแนะแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ล้าสมัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดิน

4.ทำงานเชิงรุกและบูรณาการร่วมกัน : เน้นย้ำการทำงานเชิงรุกในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาที่อาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

5.ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ : สนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนมีความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

– 006

ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

ศาลยกฟ้อง”ธนาธร”ปมวัคซีนพระราชทาน ชี้เป็นการวิจารณ์”นายกฯตู่”โดยตรง พร้อมสู้หากอัยการยื่นอุทธรณ์

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณภายหลังศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี ปมวัคซีนพระราชทาน ว่า วันนี้ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้อง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยศาลพิเคราะห์แล้วว่าไม่มีเนื้อหาส่วนไหน ล่วงละเมิดสถาบัน แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นั้นเป็นใจความหลักของการพิพากษาของศาลในวันนี้

ส่วนกรณีบริษัท สยามไบโอไซเอน ก็ไม่มีอะไร เหมือนสิ่งที่กล่าวไป วันนี้ส่วนตัวก็โล่งใจ แต่ยังมีนักโทษการเมืองจำนวนมากที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว บางคนติดคุก พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ฆ่าใคร แค่มีความคิดและพูดเห็นต่างเท่านั้น จำเป็นต้องมีคนต่อสู้เพื่อให้เป็นธรรมกับคนเหล่านี้ ตนมองว่าการพิจารณาของศาลวันนี้ สอดคล้องกับที่ประธานศาลฎีกา ได้ออกมามอบนโยบายเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง คดีการฟ้องปิดปาก ให้ยกฟ้องทั้งหมด เพราะประเทศไทยเสียทรัพยากรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเวลาของผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ศาล อัยการ ตำรวจ ตนขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องกับบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด อย่าเอาใจฝ่ายการเมือง ให้ยืนยันในหลักการอย่างหนักแน่น ให้ไปใช้เวลากับคดีที่ต้องการความเร่งรัดคดีอื่นดีกว่า ดังนั้น ตนคิดว่าเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิเสรีภาพได้อย่างแท้จริง หลังจากนี้หากเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น ตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านนั้น ตนก็พร้อมจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อ

ส่วนกรณีที่อัยการจะมีอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเป็นหน้าที่อัยการ สามารถดำเนินการได้เลย ยืนยัน วันนี้ไม่ได้เสียขวัญ ตื่นมาด้วยจิตใจแจ่มใสเบิกบานและสงบ ขวัญกำลังใจดี ขอบคุณทนายที่ร่วมสู้กันมาหลายปี และประชาชนเข้ามาให้กำลังใจกันในช่วงที่สังคมมืดมิด

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน)

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว



จับตาโครงการบิ๊กโปรเจกต์คมนาคมไทย ล่าสุด รัสเซีย ขยับตัวครั้งใหญ่ส่งสัญญาณพร้อมโดดร่วมวง ประมูลรถไฟไทย หวังขนเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยปฏิวัติระบบราง หลังยกคณะเข้าพบ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ด้านกระทรวงคมนาคมขานรับเตรียมเซ็น MOI ยกระดับการขนส่งและเดินหน้า โลจิสติกส์สีเขียว ร่วมกัน

โดยวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่กระทรวงคมนาคม นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าพบหารือร่วมกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัสเซียและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือทวิภาคีด้านการขนส่งของทั้งสองประเทศ

ไฮไลต์สำคัญของการหารือพุ่งเป้าไปที่การเตรียมความพร้อมเพื่อลงนามใน บันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่ง ซึ่งจะเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการทำงานร่วมกันในเชิงปฏิบัติจริง ทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงาน และการร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านคมนาคมแบบลงลึก

เตรียมลงนาม MOI ความร่วมมือคมนาคมขนส่งไทยและรัสเซีย

นาทีนี้ฝ่ายรัสเซียแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยมในศักยภาพ โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียฯ เปิดเผยว่า รัสเซียมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมการประมูลโครงการเพื่อปรับปรุงและพัฒนาเครือข่ายการรถไฟของไทย นอกจากระบบรางแล้ว ยังได้ขยับไปหารือลึกถึงความร่วมมือใน โครงสร้างพื้นฐานทางการบิน และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในภาคการคมนาคมขนส่ง

ทิ้งท้ายด้วยแผนสอดรับเทรนด์โลก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็นร่วมกันในการพัฒนา การขนส่งทางน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์สีเขียว ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นการมุ่งลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม

ไทยและรัสเซียร่วมมือพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งทางน้ำ
รัสเซียหารือเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟไทย

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

28 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษคดี ม.112 ของ “เก็ท โสภณ” กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง จำคุก 6 เดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า คดีนี้มีอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565

ในศาลชั้นต้น ศาลลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยลงโทษในข้อหา ม.112 จำคุก 3 ปี และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้อุทธรณ์ต่อสู้คดีในทั้งสองข้อหา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนข้อหา ม.112 เห็นว่าข้อความปราศรัยของจำเลยแม้จะด่าทอตำรวจจริง แต่ก็มีการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินี อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

แต่ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเกินเลยไปกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาแก้เป็นให้ปรับเป็นพินัยจำเลย 200 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจากศาลชั้นต้น จากจำคุก 3 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี ปรับพินัย 200 บาท

ย้อนอ่านคดีนี้ https://tlhr2014.com/archives/83778

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมบริหาร และผู้สมัคร สก. ขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1 

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้นำทีมบริหารผู้ว่าฯ และผู้สมัคร สก. ขึ้นรถแห่ จาก กทม.2 ไปยังศาลาว่าการ กทม.1 โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ, นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม , นายวรภพ วิริยะโรจน์, ดร.เดชรัตน์  สุขกำเนิด และผู้สมัคร สก.50 เขต ขึ้นรถแห่จาก กทม.2 ผ่านไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงข้ามราชวิถี กระทรวงการต่างประเทศ ยมราช สนามหลวง และเข้ากทม.1  เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครทันที และขอให้ไปลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และเลือก สก.ของพรรคประชาชน 50 เขต ในวันที่ 28 มิ.ย.2569 นี้