ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ  บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

ทักษิณ ยิ้มแย้มรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ทักทายสื่อ บอกสุขภาพดีตามประสาคนแก่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

“ทักษิณ”ยิ้มแย้ม รายงานตัวพักโทษคุมประพฤติครั้งแรก หลังเลื่อนนัดจาก 25 พ.ค. ยังคงติดกำไล EM ข้อเท้าซ้าย พร้อมทักทายสื่อ บอกไม่มีอะไร ดีๆ ก่อนใช้เวลารายงานตัว 10 นาที พบ “รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ” เผยความรู้สึกหลังรายงานตัวเสร็จ “ตามประสาคนแก่ วันนี้ถือเป็น Formality“ 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.09 น. ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 e (เมอร์เซเดส-มายบัค) สีทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้พักโทษคุมประพฤติไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีแรก นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.69 แต่ได้มีการแจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อนายทักษิณมาถึง นายทักษิณสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้สื่อมวลชน โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เดินทางมาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตด้วยว่าที่บริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของนายทักษิณยังคงมีการสวมกำไล EM ดังเดิม

และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดี ๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติได้เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯ

ต่อมาเวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ ได้เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นนายทักษิณได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติสั้น ๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน โดยนายทักษิณได้ยิ้มและตอบว่า ตามประสาคนแก่ แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรกเป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณได้ตอบว่า วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ 

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

ผู้ว่าฯ สตง. แจงสภาฯ คืบหน้าปม ตึก สตง.ถล่ม ศาลนัดสืบพยานปากแรก 2 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

‘ผู้ว่า สตง.’ แจงคืบหน้าสภาฯ  2 มิ.ย.นี้ ศาลนัดสืบพยานปากแรกคดี ’ตึก สตง.ถล่ม‘ 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปี 2569 โดยนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ชี้แจงต่อสภาฯวาระหลังจากที่มี สส.อภิปรายซักถามต่อประเด็นตึกสตง.ถล่ม ว่า หลังเหตุการณ์ตึกถล่มเกิดขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ  และแถลงผลการตรวจสอบ เมื่อ 30 มิ.ย. 68 ว่าเหตุที่ตึกถล่มเพราะการออกแบบที่ผิดพลาด และบริษัทที่ก่อสร้างนั้นก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบ จากนั้นได้ส่งเรื่องให้พนักงานสืบสวนดำเนินการไต่สวน และส่งอัยการส่งฟ้องบริษัทออกแบบ บริษัทก่อสร้าง และบริษัทจ้างควบคุมงาน รวม 23 ราย เมื่อ7 ส.ค. 68 แล้ว และศาลได้นัดสืบพยานปากแรกในวันที่ 2 มิ.ย.นี้  จึงเป็นความคืบหน้าของกรณีดังกล่าว 

‘สุจินต์’รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

'สุจินต์'รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

‘สุจินต์’รับสนองฯ เป็นผู้ตรวจการฯคนใหม่ ดันแก้ระบบร้องทุกข์รูปแบบเดียวทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ เน้นย้ำการทำงานร่วมกัน เตรียมดันแก้ระบบร้องทุกข์เป็นรูปแบบเดียวทั่วประเทศ และเตรียมหารือหน่วยงานรัฐ นำเรื่องร้องเรียน 5,000 เรื่อง มาวิเคราะห์ทำ Quick Win แก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารข้าราชการสำนักงานผู้ตรวจการประเด็นเข้าร่วมพิธี

นางสาวคมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญพระบรมราชโองการวางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายเมธี มั่นคง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อ่านประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง จากนั้นนายสุจินต์ เปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะ และถวายบังคมต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเดินทางเข้าสักการะพระพรหมเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าทำงาน

นายสุจินต์ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานในหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะยึดประชาชนเป็นกลางกลาง มีความเที่ยงธรรม เป็นกลางและโปร่งใสขับเคลื่อนการทำงานในเชิงระบบและทำงานเชิงรุกและบูรณาการร่วมกัน เพราะความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและกฎหมายเป็นงานหลักของผู้ตรวจฯ การแก้ปัญหาจะต้องใช้การทำงานเป็นทีมของผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คน และสำนักงานต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการแก้ไขความเดือดร้อน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนช่องทางหรือกลไกร้องทุกข์ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย หน่วยงานรัฐเข้าใจ มีการใช้เอไอเข้ามาช่วยให้รูปแบบการร้องเรียนเป็นแบบเดียวกัน

ขณะที่การแก้ไขปัญหาจะต้องแก้เชิงระบบ โดยจะต้องนำอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ และเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์แยกปัญหา สามารถทำให้ปัญหาลดลงได้ ตนในฐานะที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่อาศัยบ้านจัดสรรส่วนมาก คือโรงจอดรถทรุด เพราะไม่ตอกเสาเข็ม เป็นภาระให้ประชาชนต้องจ่ายค่าซ่อมแซมสูง จึงได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายควบคุมบังคับให้บริษัทรับสร้างบ้านทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ทั้งนี้ปัญหาเชิงระบบจะต้องนำเรื่องร้องเรียนกว่า 5,000 เรื่องมาวิเคราะห์ว่าเรื่องใดจะสามารถทำเป็น Quick Win โดยผู้ตรวจการแผ่นดินที่ดูแลเรื่องกฎระเบียบสามารถพูดคุยกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและวางแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน จากนี้ก็จะหารือการทำงานร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก 2 คน

ส่วนอีกหนึ่งปัญหาโครงสร้างเชิงระบบคือนอมินีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินและพื้นที่การเกษตร มีแนวคิดในการผลักดันเรื่องนี้อย่างไร นายสุจินต์กล่าวว่า ปัญหานอมินีเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กรณีการได้สัญชาติ หรือการถือครองที่ดิน เมื่อวานที่ผ่านมาก็ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานมหาดไทย เมื่อตรวจสอบเรื่องของการถือครองที่ดิน ก็พบว่ามีการแปลงสัญชาติมาอย่างถูกต้อง ได้รับสัญชาติ ดังนั้น จึงจะต้องไปดูกระบวนการหรือกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ หากไปดูต้นทางของปัญหาจริงๆ ว่ากระบวนการเป็นอย่างไรต้องเป็นความร่วมมือของหลายๆหน่วยงาน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่ประสานส่วนราชการ รวมถึงปัญหาที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์ และเสนอแนะให้แก้กฎหมายในเชิงระบบเพื่อป้องกันการถือครองหรือการเป็นนอมินีไม่สามารถทำได้ง่าย เพื่อไม่ให้ต้องมาแก้ไขปัญหาในภายหลัง

ในฐานะที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น รับทราบถึงปัญหาจะมีการประสานเพื่อปิดช่องว่างอย่างไร นายสุจินต์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องดูคือการได้มาซึ่งสัญชาติ ต้องกลับไปดูที่สำนักทะเบียน ซึ่งมีกฎระเบียบบังคับอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่ากฎหมายเป็นจุดอ่อนหรือไม่ เพราะเมื่อได้รับสัญชาติก็จะมีในเรื่องของการถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถทำได้หมด หรืออาจจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องของการสมรส โดยเรื่องนี้ไม่ถือว่าซับซ้อนแต่ต้องดูรายละเอียดและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบต่อประเทศไทยมาก โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรทั่วโลกและเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ย้ำว่าจำเป็นต้องหาข้อสรุปให้ได้เร็วๆรวมถึงการปรับปรุงระเบียบกฎหมายเพื่อให้การถือครองลดลงให้ได้

ส่วนการประสานความร่วมมือกับรัฐบาลนั้นเชื่อว่าเมื่อได้มีการประสานและได้ทำความเข้าใจกัน ซึ่งรัฐบาลก็มีเรื่องดีๆในการดูแลประชาชน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะเสริมเติมเต็มและหารือกัน และทำให้รัฐบาลมองเห็นภาพการร้องทุกข์ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เติมพลังใจ! ‘รอมฎอน’ แชะภาพคู่ ส่งกำลังใจให้ ‘ฐปณีย์’ ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพคู่กับ แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย พร้อมข้อความ ระบุว่า  เติมกำลังพลังใจให้กันและกันครับ แต่ละคนมีบทบาทและหน้าที่ต่างกัน เราต่างรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรและเพื่ออะไรอยู่ เชื่อมั่นในการทำงานที่ซื่อตรงของพี่แยมเสมอมาครับ 

บันทึกไว้หน่อยหลังวงประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่พิจารณาเรื่อง #ไอโอ #ปฏิบัติการข่าวสาร และการเผยแพร่ #ความเกลียดชัง อำนาจรัฐต้องไม่บ่อนทำลายประชาชน (และผู้บังคับบัญชา) ของตนเอง!

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!นายกฯสั่งถอนวาระ ตั้ง หมอคดีชั้น 14 นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

28 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ 

ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ 

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

อนึ่ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

ร้องสอบ‘อธิบดีปกครอง’ เผยแชทไลน์อ้างเชื่อมโยงอุ้ม‘พรรคสีน้ำเงิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋นบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ระบุว่า วันนี้เดินทางมาเป็นตัวแทนของ 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มของปลัดจังหวัดภูเก็ต และกลุ่มข้าราชการน้ำดีจากภาคใต้ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ หลังเกิดกรณีคำสั่งย้าย 5 เสือฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย 1.นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต 2.นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต 3.นางวิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง 4.นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ และ 5.ดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สังคมรับรู้ผ่านกระแสข่าวว่า การย้ายข้าราชการระดับสูงของจังหวัดภูเก็ตอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต รับส่วย หรือรับสินบน แต่เมื่อได้ตรวจสอบคำสั่งย้ายอย่างละเอียดกลับพบว่า ในเอกสารคำสั่งไม่ได้ระบุถึงการทุจริตหรือการกระทำผิดใดๆ เพียงแต่ใช้ข้อความว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุจากเรื่องทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มหรือไม่  ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการโยกย้ายปลัดจังหวัดกว่า 40 จังหวัด จากทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงมีการย้ายนายอำเภอกว่า 203 อำเภอ จาก 787 อำเภอ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ทั้งการทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง การควบคุมหน่วยเลือกตั้ง การดูแลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และการบริหารกลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายครั้งใหญ่ดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อควบคุมกลไกการเลือกตั้งหรือไม่

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งพิมพ์โดยโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ซึ่งครั้งล่าสุดคือปี 2544 ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการทั้งหมด และมองว่าประเด็นสำคัญในวันนี้คือการตรวจสอบว่า มี เครือข่ายสีน้ำเงิน ใช้กลไกของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ซึ่งตนมีหลักฐานเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเมื่อทดลองค้นหาหมายเลขโทรศัพท์พบชื่อของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก่อนย้ายมาเป็นอธิบดีกรมการปกครองในช่วงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการสื่อสารระหว่างอธิบดีกรมการปกครองกับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่พึ่งถูกย้ายไปช่วยราชการยังกรมการปกครอง โดยเป็นการสนทนาในช่วงก่อนการเลือกตั้งประมาณ 10 วัน ซึ่งในบทสนทนามีการรายงานข้อมูลผลโพลการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ว่าพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมเท่าใด รวมถึงมีข้อความที่อ้างว่าอธิบดีกรมการปกครองขอให้ช่วยพรรคการเมืองสีน้ำเงินด้วย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า หากข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเป็นการสั่งการให้ข้าราชการเข้าไปช่วยเหลือพรรคการเมือง ทั้งที่ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง พร้อมตั้งคำถามว่า คิดได้อย่างไร ที่จะให้ฝ่ายปกครองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง โดยนายรุ่งเรืองตอบรับในลักษณะเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในจังหวัดภูเก็ตกลับไม่มีผู้สมัครจากพรรคสีน้ำเงินได้รับเลือกตั้ง มีเพียงผู้แทนจากพรรคสีส้มและพรรคสีเขียวเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบย้อนหลังและการโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตหลังการเลือกตั้งหรือไม่ โดยบุคคลที่มีอำนาจกำกับดูแลฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง คืออธิบดีกรมการปกครอง ดังนั้นหากมีการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นายภัทรพงศ์ กล้าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนเตรียมนำข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอให้ตรวจสอบและวินิจฉัยการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงตรวจสอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยในวันนี้จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อขอให้บรรจุเรื่องเข้าสู่วาระเร่งด่วน และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ร้องเรียน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มข้าราชการจากจังหวัดภูเก็ต ข้าราชการในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมารับเรื่องร้องเรียนจาก นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองอีก 5 คน ประกอบด้วย นายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกะทู้ นายอำเภอถลาง และปลัดฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ที่ถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่หาดบางเทา หาดฟรีดอม และหาดนุ้ย ซึ่งมีประเด็นเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง ผู้มีอิทธิพล และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตบางราย โดยมองว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบอบสีน้ำเงินที่มีการใช้อำนาจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศ ทัเงนี้โครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลัดจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด นายอำเภอ 887 อำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านกว่า 7,255 ตำบล และผู้ใหญ่บ้านกว่า 75,668 หมู่บ้าน หากมีการสั่งการทางการเมืองจริง จะถือเป็นเรื่องอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะข้าราชการควรต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าราชการคนใดที่ไม่ปฏิบัติตามระบบของ สีน้ำเงิน อาจถูกโยกย้ายหรือถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการและประชาชน รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลังการใช้อิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

สส.ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือประชาชน หมอวรงค์ หนุนสภาฯโหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

วันนี้ 28พ.ค.2569 เมื่อเวลา14.30น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึงจุดยืนของพรรคไทยภักดีต่อกรณีการขอมติสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่า เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 แม้จะคุ้มครอง สส.ที่อยู่ในช่วงสมัยประชุมสภา ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ดังนั้นการที่ดีเอสไอจะเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบปากคำ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ หรือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมของดีเอสไอ ตนเชื่อว่าทุกคนและสื่อมวลชนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้คือเหตุผลอะไร 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองประกาศชัดเจน ว่าจะต่อต้านทุนเทา ดังนั้นตนขอถามไปยังเพื่อนสมาชิกที่ต้องตัดสินใจ ว่าการที่เพื่อนสส.คนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นต้องถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุนเทาหรือไม่ หาก สส.ตัดสินใจผิดพลาด ประชาชนก็จะตั้งคำถามว่าปกป้องทุนเทาหรือไม่  และหากนายชนนพัฒฐ์ไม่ใช่สส. มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนไม่ไปรายงานตัวต่อดีเอสไอหรือไม่ หากเราปล่อยให้สส.ใช้เอกสิทธิ์อย่างไม่เหมาะสม ประชาชนอาจจะมองว่าสส.ใช้เอกสิทธิ์มากเกินไป

วรงค์ เดชกิจวิกรม

“จุดยืนของพรรคไทยภักดียืนหยัดถึงความถูกต้องและยืนหยัดถึงความการต้องทำลายระบบเอกสิทธิ์ของ สส.ที่มากเกินกว่าประชาชน  และพรรคไทยภักดียังต้องการให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน  จึงอยากจะเรียกร้องไปยังเพื่อนสมาชิกทุกคนในการตัดสินใจว่าพรรคไทยภักดีมีจุดยืนที่หากจะมีการโหวตควรโหวตและมีบทสรุปให้ดีเอสไอสามารถออกหนังสือเชิญตัวนายชนนพัฒฐ์ไปให้ปากคำได้” นพ.วรงค์ กล่าว

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

เช็กที่นี่!!! สรุปหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

28 พฤษภาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงพื้นที่สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา ในการดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ระบบการรับสมัคร และการดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อให้กระบวนการรับสมัครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน)

ทั้งนี้ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ในวันนี้มี 3 คน ประกอบไปด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากกลุ่มเรารักพัทยา , นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากพรรคประชาชน และ นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา จากกลุ่มพัทยา 2030

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาการจับหมายเลขผู้สมัคร ในเวลา 08.30 น.เจ้าหน้าที่จับสลากเพื่อจัดลำดับคิวการจับหมายเลข เนื่องจากผู้สมัครมาก่อนเวลา 08.30 น.ตามระเบียบถือว่ามาพร้อมกัน เมื่อตกลงกันไม่ได้ จึงต้องจับสลากจัดลำดับคิว โดยนายอิทธิวัฒน์ ได้คิวจับหมายเลขผู้สมัครเป็นคนแรก ส่วนคนที่ 2 เป็นคิวของนายศักดิ์ชัย และนายปรเมศวร์ ได้จับหมายเลขเป็นคนสุดท้าย

สำหรับผลการจับหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ดังนี้

– นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร หมายเลข 1

– นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หมายเลข 2

– นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ หมายเลข 3

ทั้งนี้ การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดรับสมัครระหว่างวันนี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น.และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69

– 006

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง’ ‘ม้า อรนภา’ 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า ‘แส่เอง’

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง' 'ม้า อรนภา' 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า 'แส่เอง'

เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง’ ‘ม้า อรนภา’ 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า ‘แส่เอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี นางสาวกนกวรรณ สร้อยสน หญิงสาวนักธุรกิจ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกัน ต่อ นายอรนภา กฤษฎี (ม้า อรนภา) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและการทำละเมิด พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1,000,000 บาท

จุดเริ่มต้น หลังปิดหีบเลือกตั้งชลบุรี เขต 1

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุการณ์ตึงเครียดหลังจากการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 เมื่อประชาชนบางส่วนได้แสดงความไม่พอใจและตั้งข้อสงสัยต่อผลคะแนนการเลือกตั้งที่มองว่าอาจไม่สมเหตุสมผล สถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบเลือกตั้งในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่อย่างมาก และถูกเผยแพร่กระจายไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

กระแสบนโซเชียลมีเดียร้อนแรงขึ้นทันที โดยแฮชแท็ก #ชลบุรีเขต1 และ #นับใหม่ทั่วประเทศ พุ่งติดเทรนด์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ภายในเวลาอันสั้น

“หญิงสาวชุดขาว” ผู้ทวงถามความโปร่งใส และการถูกเปิดประวัติ

ท่ามกลางสถานการณ์นั้นสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารจำนวนมากได้โฟกัสไปที่ “หญิงสาวในชุดสีขาว” ซึ่งปรากฏตัวเกาะติดการทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด มีรายงานว่าเธอได้เฝ้าสังเกตการณ์การนับคะแนนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ด้วยท่าทีที่จริงจังและมักจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต สื่อหลายสำนักได้นำเสนอภาพและบทบาทของเธอในฐานะ “ตัวแทนภาคประชาชน” ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความโปร่งใส

จนกระทั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของหญิงสาวคนดังกล่าว โดยระบุชื่อของเธอ พร้อมบรรยายถึงบทบาทการสนับสนุนทางการเมือง ความสนใจที่จะทำงานการเมืองในอนาคต รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเรื่องภูมิลำเนา การข้ามเขตเลือกตั้งมาสังเกตการณ์ และธุรกิจส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเงินผ่อนและให้กู้ยืมเงินลงทุน โดยเพจระบุว่าเจ้าตัวยินดีรับความเสี่ยงเอง เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดได้รับผลกระทบจากข้อกังขา

ชนวนขัดแย้ง เมื่อ “ม้า อรนภา” ร่วมคอมเมนต์

การเปิดเผยประวัติส่วนตัวดังกล่าว ทำให้ชีวิตของเธอนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “พลกฤษณ์ วงศ์อินทร์” ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ปรากฏใบหน้าของนางสาวกนกวรรณอย่างชัดเจน โดยในคลิปเธอได้สะท้อนความรู้สึกพร้อมปาดน้ำตา และตั้งคำถามว่า “การขุดเรื่องส่วนตัวหนูมาแขวนให้โดนด่า มันถูกต้องกับคนๆ หนึ่งที่ออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนแล้วหรือคะ”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้นเมื่อ บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Ornapa Krisadee” ซึ่งเป็นของ ม้า อรนภา ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น (Comment) ใต้โพสต์วิดีโอดังกล่าว โดยระบุข้อความสั้นๆ แต่รุนแรงว่า “แส่เอง รับงาน รับเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” ซึ่งข้อความนี้ถูกตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้มีผู้เข้ามากดถูกใจความเห็นดังกล่าวกว่า 3,500 คน และมีผู้แชร์โพสต์นี้ออกไปถึง 517 ครั้ง

สาระสำคัญของคำฟ้อง

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวกนกวรรณ (โจทก์) ได้ตัดสินใจยื่นฟ้อง ม้า อรนภา (จำเลย) ต่อศาลจังหวัดชลบุรี โดยในคำฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์ความผิดไว้อย่างละเอียดว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโฆษณาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง

โจทก์ได้ชี้แจงในคำฟ้องถึงนัยยะของถ้อยคำที่จำเลยใช้ว่า เป็นการร้อยเรียงคำพูดที่แฝงไปด้วยเจตนาทำลายเกียรติยศอย่างชัดเจน

คำว่า “แส่” เป็นการสาดโคลนใส่เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของพลเมืองที่ต้องการตรวจสอบความโปร่งใส บิดเบือนภาพลักษณ์จากพลเมืองผู้ตื่นรู้ให้กลายเป็นผู้ที่วุ่นวายในกิจการของผู้อื่น

คำว่า “รับงาน รับเงิน” เป็นข้อความที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือ โดยการยัดเยียดสถานะว่าโจทก์เคลื่อนไหวเพราะรับเงินจ้างวาน ไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอุดมการณ์ที่แท้จริง ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัย

วลี “ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” สะท้อนถึงทัศนคติที่กดขี่ เหยียดหยาม ลดทอนวุฒิภาวะของโจทก์ให้ดูต่ำต้อย และสร้างตรรกะที่ผิดเพี้ยนว่า เมื่อกล้าใช้สิทธิก็ต้องทนรับการถูกด่าทอ

มรสุมคดีสองทาง! ผลกระทบที่ลุกลามสู่ชีวิตและธุรกิจ

นางสาวกนกวรรณระบุเพิ่มเติมในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการละเมิดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของเธอ โจทก์ประกอบธุรกิจส่วนตัว มีลูกค้าและคนรู้จักเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก การถูกกล่าวหาเช่นนี้ทำให้เธอเสื่อมเสียเกียรติคุณ กระทบต่อความเจริญในการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลทั่วไปและลูกค้าเข้าใจผิดจนอาจไม่อยากคบค้าสมาคมหรือซื้อสินค้าด้วย รวมถึงสร้างความเสื่อมเสียไปถึงวงศ์ตระกูล

ขณะที่ “เฟิร์น” เดินหน้าฟ้องร้อง ตัวเธอและพวกรวม 3 คน กลับถูก กกต.ชลบุรี เขต 1 แจ้งความเอาผิดเมื่อ 11 ก.พ. 2569 จากปมชุมนุมเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ในข้อหาบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงาน, นำเอกสารราชการไป และผิด พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ กรณีเปิดหีบบัตร (โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี)

ต่อมา 12 ก.พ. เฟิร์นพร้อมทนายความเข้าแจ้งความกลับ กกต. โดยแย้งว่าการชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเจตนาขัดขวาง และหีบเลือกตั้งไม่ได้ถูกปิดผนึกอย่างถูกต้องแต่แรก จึงไม่ผิดฐานเปิดหีบ ล่าสุด ทั้ง 3 คนได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองชลบุรี แล้วเมื่อ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา (ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าตำรวจจะสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป)

4 คำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและบรรทัดฐานสังคม

ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างประเมินค่าได้ยาก ทั้งทางด้านชื่อเสียงและสภาพจิตใจ โจทก์จึงได้ยื่นคำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาบังคับจำเลยใน 4 ประการ

ชดใช้ค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

โฆษณาคำพิพากษา ให้จำเลยลงประกาศคำพิพากษาฉบับเต็มในหน้าแรกสุดของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง 6 ฉบับ (ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, คมชัดลึก, ข่าวสด และ กรุงเทพธุรกิจ) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน โดยจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โพสต์ขอโทษต่อสาธารณะ ให้จำเลยโพสต์ข้อความขอโทษโจทก์พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงลงบนเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้กระทำความผิด โดยต้องตั้งค่าเป็นสาธารณะ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันต่อเนื่องกัน

ชดใช้ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

ปธ.กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน รายงาน-เฝ้าระวังรับมือ ไวรัสฮันตา-อีโบลา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“สกลธี”ประธาน กมธ.สธ.เรียก 3 หน่วยงาน กรมควบคุมโรค-WHO-ตรวจคนเข้าเมือง“ รายงานและเฝ้าระวังรับมือ“ไวรัสฮันตา-อีโบลา” และย้ำจะนำเรื่องงบประมาณ-ค่าเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ไปผลักดันต่อ ด้านกรมควบคุมโรค ยันยกระดับคุมเข้มหน้าด่านขั้นสูงสุด ด้าน WHO เสนอให้ไทยลงทุนระบบรับมือโรคระบาดเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอนาคต

28 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข ได้เรียก นายแพทย์วิชาญ บุญกิติกร ตัวแทนจากกรมควบคุมโรค , ดร.ริชชาร์ด บราวน์ (Dr Richard Brown ) ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ตัวแทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าชี้แจงสถานการณ์และมาตรการรับมือโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาและอีโบลาต่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุข

โดย นายแพทย์วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา รายงานว่า สำหรับไวรัสฮันตา มีความเสี่ยงระบาดต่ำ แต่สำหรับอีโบลานั้น กำลังเผชิญกับสายพันธุ์ใหม่ที่มีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ปัจจุบันไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่ได้ยกระดับคุมเข้มหน้าด่านอย่างสูงสุด โดยผู้ที่มีความเสี่ยงจะถูกส่งเข้าศูนย์กักกันทันที

ทั้งนี้ ทางกรมฯ พบอุปสรรคสำคัญคือ ผู้เดินทางเข้าประเทศมีการย้ายโรงแรมที่พักด้วยตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาติดตามตัวพอสมควร พร้อมกันนี้ได้ฝากประเด็นให้กรรมาธิการช่วยสนับสนุนเรื่องงบประมาณและเพิ่มความชัดเจนเรื่องค่าตอบแทนความเสี่ยงของบุคลากรด่านหน้า

ขณะที่ ดร.ริชชาร์ด บราวน์ ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคอีโบลามีระยะฟักตัวสั้นกว่าฮันตาที่อาจใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์ ทำให้ตรวจพบได้เร็วกว่า พร้อมกันนี้ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่มีระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตามได้เสนอแนะให้ไทยลงทุนระบบรับมือโรคระบาดเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอนาคต เนื่องจากอาจมีความถี่สูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่ามาตรการต่างๆ ต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการค้ามากเกินไป

ขณะที่ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ตัวแทนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รายงานยืนยันว่าทางหน่วยงานมีมาตรการปฏิบัติที่รัดกุมและเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีบุคคลที่อยู่ในการจับตาเฝ้าระวังจำนวน 1 ราย ซึ่งอยู่ในการดูแลควบคุมที่สถาบันบำราศนราดูร

ในช่วงท้ายของการประชุม นายสกลธี ประธานกมธ.สาธารณสุข ได้สอบถามเกณฑ์การปรับลดวันกักตัวจาก 21 วัน ซึ่งได้รับการชี้แจงว่า อาจมีการนำข้อมูลทางวิชาการและบริบทสังคมมาพิจารณาปรับรูปแบบใหม่

“ทางกรรมาธิการมีความอุ่นใจที่ได้เห็นมาตรการป้องกันที่รัดกุมของทุกหน่วยงาน และจะนำประเด็นเรื่องงบประมาณรวมถึงค่าเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการผลักดันต่อตามที่ได้ฝากไว้” นายสกลธี กล่าวในช่วงท้ายการประชุม