คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

คืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย! สุดารัตน์ ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.19 น.

“สุดารัตน์”ปล่อยคาราวาน เคลื่อนทัพบำนาญ 3,000 บาท วิ่งทั่วกรุง ประกาศคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัย คืนลมหายใจพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทุกชุมชนทั่วประเทศทันที เพราะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจของจริง

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดบางกะปิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ปล่อยคาราวานบำนาญ 3,000 บาท เดินหน้าลุยขอคะแนนร่วมกับทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อตอกย้ำนโยบายหลักและหมายเลข 48 ของพรรคไทยสร้างไทย ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยบรรยากาศการเปิดตัวขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังนโยบาย ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้มีความมั่นคงและมีเกียรติมากขึ้น ขบวนรถคาราวานจะกระจายตัวออกไปตามแหล่งชุมชนเพื่อสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมชูจุดเด่นการสร้างนโยบายที่มั่นคงจับต้องได้จริงเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาทนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ย้ำถึงหลัการสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพพื้นฐาน ลดภาระพึ่งพิงลูกหลานและแก้ไขปัญหาความยากจนในวัยเกษียณ นโยบายนี้ไม่ได้เพียงแค่การแจกเงินแต่มีเงื่อนไขให้ผู้รับการสนับสนุนต้องเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและลดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถกลับมาช่วยขับเคลื่อนสังคมได้อีกครั้ง ถือเป็นกลไกการสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่า นโยบายบำนาญ 3,000 บาท จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งจากระดับฐานราก เนื่องจากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่มือผู้สูงอายุทั่วประเทศจะก่อให้เกิดกำลังซื้อทันทีในทุกชุมชนและทุกพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการแจกเงินที่หวังเพียงคะแนนนิยมระยะสั้น เงินทุกบาทจะถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้าและตลาดใกล้บ้าน สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและกระตุ้นการผลิตในภาคส่วนต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซากลับมาคึกคักและฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

– 006

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

ชัยวุฒิ เยือนเมืองคอน วอนด้อม-อินฟูลฯหลายสี สร้างค่านิยมรักชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.30 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 และ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค ลงพื้นที่ตลาดเสาร์ – อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นรถแห่และเดินพบปะพี่น้องประชาชนชาวนครศรีฯ เพื่อแนะนำนโยบายและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ทีมพรรครักชาติขึ้นรถแห่แนะนำตัว พร้อมเปิดเพลง “รักชาติ 35” ที่ดัดแปลงมาจากเพลง “เชฟบ๊ะ” สร้างความสนุกสนานคึกคักได้ตลอดเส้นทาง หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ายามเช้า ซึ่งประชาชนต่างเข้ามาให้กำลังใจ ขอถ่ายรูป และเต้นเพลง รักชาติ 35 พร้อมสะท้อนถึงการเลือกตั้งในพื้นที่ว่า “ตอนนี้ ทุกพรรคมีการซื้อเสียงกันหนักมาก ไม่ว่าพรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคเก่า หรือพรรคใหม่ ซึ่งถือเป็นความดำมืดของการเมืองในพื้นที่  เทาทุกพรรค แต่ชื่นชมทีมพรรครักชาติ มีแต่คนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจจริงในอุดมการณ์ “ใช้น้ำดี ไล่น้ำเสีย” เข้าใจว่าต้องใช้เวลา แค่อยากเป็นกำลังใจให้” ซึ่งในระหว่างเดินตลาด แม่ค้า และคนส่วนใหญ่ต่างชื่นชมว่า พรรคนี้ทำไมมีแต่คนหล่อคนหน้าตาดี หล่อมาก และเชื่อแล้วว่ารุ่นใหม่ คนใหม่จริงๆ”

ขณะเดียวกันมีเด็กชายฝาแฝด “น้องไข่ตุ๋น น้องไข่ต้ม” ซึ่งเคยถ่ายรูปกับนายชัยวุฒิ เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรี DE และจำได้ จึงเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยอีกครั้ง หลังจากนั้นนายชัยวุฒิ ได้พาทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ประกอบพิธีบวงสรวง เพื่อเสริมสิริมงคล ให้ราบรื่น ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ว่า อยากตั้งคำถามไปยังพรรคการเมืองที่มักนำเสนอแนวคิดหรือขายฝันให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่คนรุ่นใหม่ติดตามและชื่นชอบ ว่าจะมีแนวทางปลูกฝังค่านิยมเรื่องความรักชาติ รักบ้านเมือง และความเสียสละเพื่อผืนแผ่นดินให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร พร้อมชวนให้ทุกพรรคช่วยกัน เพราะมองว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ในอนาคตต้องเติบโตขึ้นมาเป็นคนไทยที่ร่วมดูแลชาติบ้านเมือง และการปลูกฝังค่านิยมรักชาติเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองทุกพรรค

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยยังไม่เกิดขึ้นอย่างที่ควร แต่กลับมีการไปด้อยค่าหรือทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกมองในทางลบ ทั้งที่ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปลูกฝังในจิตสำนึกและความคิดของคนไทย เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และให้ความรักชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจ พร้อมระบุว่า กลุ่มที่ตนเรียกว่า “ด้อม” “ไอโอ” และ “อินฟลูเอนเซอร์” ควรหยุดการกระทำลักษณะดังกล่าว

นายชัยวุฒิ ยังยกกรณีที่มีการโจมตี รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ จากกิจกรรมรำดาบบวงสรวงวีรชนชาวบ้านบางระจัน ที่ จ.สิงห์บุรี โดยเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่จะชื่นชม กลับถูกโจมตี ทั้งที่ควรถูกมองว่าเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และเป็นการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของวีรชนที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างของความรักชาติที่ตนอยากให้ทุกคนมีอยู่ในหัวใจ แต่เมื่อถูกโจมตีด้วยการกล่าวหาว่าไม่ดีในด้านต่างๆ ย่อมนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคมไทย และสร้างการแบ่งฝ่าย โดยเฉพาะความแบ่งแยกระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ซึ่งมองว่าไม่ควรเกิดขึ้น

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังกล่าวถึงประเด็นด้านความมั่นคงว่า หากเกิดสงครามหรือเกิดปัญหาขึ้นจริง ใครจะออกมาช่วยปกป้องผืนแผ่นดินไทย และใครจะออกมาดูแลชาติบ้านเมือง โดยมองว่าก็ต้องเป็นประชาชนทุกคน จึงเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า กลุ่มด้อม ไอโอ และอินฟลูเอนเซอร์ ควรทำความเข้าใจและช่วยกันสร้างความรู้สึกรักชาติในหัวใจคนไทยทุกคน ไม่ใช่ไปสร้างความแตกแยกทางการเมือง

นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมอีกด้วยว่า ต้องมองภาพให้ชัด หากเกิดสงครามขึ้นจริง ประเทศจะเผชิญปัญหาและประชาชนอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างประเทศ เช่น ยูเครน และ เวเนซุเอลา ว่าเมื่อประเทศมีปัญหา ประชาชนย่อมเดือดร้อนอย่างแน่นอน และในสถานการณ์เช่นนั้นไม่อาจพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อย่างปกติ เพราะจะมีแต่ปัญหาและความเดือดร้อนตามมา จึงสรุปว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือความมั่นคงของชาติที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

นายชัยวุฒิ ยังย้ำด้วยว่า สงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ใกล้เข้ามาและจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังจะส่งมอบอนาคตให้คนรุ่นใหม่ คนรุ่นหลัง แต่คนรุ่นใหม่กำลังถูกยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ไม่รักชาติ และไม่สามัคคีกัน ซึ่งตนตั้งคำถามว่าหากเป็นเช่นนี้ คนรุ่นต่อไปจะมาดูแลบ้านเมืองและปกป้องผืนแผ่นดินไทยได้หรือไม่ โดยเห็นว่าสังคมพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพ แต่ไม่พูดถึง หน้าที่ ความรักชาติ และการร่วมกันดูแลบ้านเมือง

“ถ้าไม่มีแผ่นดิน ไม่มีชาติ ไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพหรอกครับ มันไม่มีหรอกครับ และเราจะเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า “คนรุ่นของตนและอีกหลายคนกำลังจะหมดหน้าที่หมดเวลาไป และจำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน แต่พรรคการเมืองที่ตนมองว่า ขายฝัน หรือขายชาติ รวมถึงกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้อม ไอโอ ต้องมาช่วยกันสร้างค่านิยมและอุดมการณ์รักชาติ รักบ้านเมืองให้เกิดกับคนรุ่นใหม่ หากคนรุ่นหลังทุกคนไม่ใช่ช่วยกัน และสร้างความแตกแยกอย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการเมืองในลักษณะนี้ และหยุดการกระทำดังกล่าว ก่อนที่ประเทศจะไม่เหลือแผ่นดินให้ยืนอยู่”

– 006

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

อภิสิทธิ์ ขนทัพลุยเมืองคอน ย้ำ!คนใต้ใจเดียวรักประชาธิปัตย์ อย่าแบ่งให้พรรคอื่น​

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ , นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคฯ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่ตลาดทุ่งสง เพื่อช่วย นายธนภัทร รัตนพันธ์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 ทุ่งสง-นาบอน (ยกเว้น ต.ทุ่งสง) โดยทันทีที่นายอภิสิทธิ์ และคณะมาถึง ได้มีประชาชนที่คอยต้อนรับเข้าไปกอด และขอถ่ายรูป โดยมีเด็กมาขอเซลฟี่ ขอลายเซ็น ให้เซ็นบนหมวกและเสื้อ นอกจากนั้น ยังมีประชาชนร้องเพลงปักษ์ใต้บ้านเรา ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์​ จะขึ้นบนรถแห่และกล่าวปราศรัยย่อย​ ทักทายประชาชน​ เป็นภาษาใต้ว่า​ “ว่าพรือ” พร้อมขอบคุณที่มาให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ ตนมาวันนี้เพื่อมาย้ำเตือน ทราบดีว่าพี่น้องกับเราผูกพันกันมาเป็นเวลานาน ในทุ่งสงนี้ก็มีอดีต สส.คือ นายประกอบ รัตนพันธ์ ทำงานกับตนมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัครในเขตเลือกตั้ง เลยต้องเอาคนอายุใกล้ๆ กันมาลง ใกล้กับตนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว คือนายธนภัทร ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ พร้อมแล้วที่จะมาช่วยตนและพรรคฯ เพราะเที่ยวนี้เราบอกได้ว่าจะมาทำให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ ได้ถามชาวบ้านว่า จำได้หรือไม่ว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเราดูแลเอาใจใส่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และภาคใต้และอื่นๆเราดูแลได้เป็นอย่างดี ตอต้นเป็นนายกฯ ยางราคา 100 กว่าบาท แต่ตอนนี้ 50 กว่าบาท ก็ไม่เป็นไรเที่ยวนี้เรามีประกันภัยได้อย่างน้อยได้ 60 บาท แต่เราทำระบบเศรษฐกิจที่จะมีการเอานักลงทุน มาซื้อยางเพื่อผลิตสินค้าราคาแพง ซึ่งทำให้ตนมั่นใจว่าราคายางต้องเกิน 80 บาทแน่นอน

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวถึงนโยบาย “หวยจังหวัด” ซื้อสลาก 50 บาท ให้ซื้อได้แค่ 100,000 คน โดยในนี้ที่ซื้อ 50 บาท จะมีคนนครศรีธรรมราช ได้รางวัล 1 ล้านบาททุกเดือน ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำเงิน 40 บาท ไปใส่ในบัญชีเงินออมให้ทุกคน ยืนยันว่า นโยบายใหม่ๆ ของพรรคฯ จะทยอยออกมา รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาท การทำฟันใหักับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นนโยบายเดิม แต่จะเป็นการต่อเติมให้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีนโยบายใหม่ เช่น สนับสนุนให้คนไทยมีบุตร เพราะสถานการณ์การเกิดในประเทศไทยน้อยมาก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ดังนั้น พรรคฯ ต้องทำให้เด็กเกิดมามีคุณภาพ โดยจะมีเงินช่วยคุณแม่ดูแลเด็ก คุณแม่คลอดลูกจะได้รับเงินทันที 5,000 บาท หลังจากนั้นปีแรกให้เดือนละ 5,000 บาท ทั้งปีคุณแม่จะได้เงิน 65,000 บาท ไว้คอยดูแลลูกน้อย

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวในช่วงท้ายว่า​ เขาพูดกันว่าคนใต้รักพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอื่นที่มาหาเสียงก็จะมาขอแบ่ง แต่คนใต้ใจเดียว ให้เลือกประชาธิปัตย์ 2 ใบ​ เพราะอาทิตย์หน้าทุนเทาจะแปลงร่างเป็นแบงก์เทา​ และเริ่มมีการจดชื่อแล้ว​ พร้อมถามชาวบ้าน เอาไหมเอา ซึ่งชาวบ้านตะโกนว่าเอา​ นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวกับชาวบ้านว่าเอาได้แต่ไม่เลือก​ แน่ใจหรือไม่​ ถ้าไม่เลือก ตนจะได้กลับมาเยี่ยมเยียน ผู้แทนฯ กลับมาดูแลพี่น้อง​ ทำให้บ้านเมืองสุจริต​ เศรษฐกิจ​ดีขึ้น​ และไทยหายจน

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

ถามตัวเองให้รอบคอบ? สุรวิชช์ เตือน!อย่าเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อคำชี้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.44 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #เมื่อผู้เฒ่าคนหนึ่งที่มั่งคั่งประกาศจะเลือกพรรคส้ม

มีผู้เฒ่าคนหนึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาจะเลือกพรรคส้มทั้งสองใบ พร้อมเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศที่ฟังดูสวยงามในเชิงอุดมการณ์

ชีวิตของเขามักใช้เวลาว่างในชีวิตที่มั่งคั่ง บินไปดูกีฬาระดับโลก นั่งชมเทนนิสแกรนด์สแลมได้ครบทุกสนาม เชื้อเชิญคนหนุ่มสาวที่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันมาร่วมโต๊ะสนทนา เพื่อสะท้อนภาพว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่เปิดกว้างและทันสมัยทางความคิด แต่คำถามคือ ภาพลักษณ์นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความเป็นจริงของโครงสร้างการเมืองไทย

ความจริงข้อแรกคือ ประเทศนี้แทบไม่มีทางเกิดรัฐบาลพรรคเดียวได้อยู่แล้ว ไม่ว่าพรรคไหนนำ สุดท้ายต้องเป็นรัฐบาลผสม การตัดสินใจบนสมมติฐานว่าพรรคใดพรรคหนึ่งจะสามารถผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างได้เต็มรูปแบบ จึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางอำนาจ เพราะพรรคการเมืองจำนวนมาก—รวมไปถึงพรรคที่เขาคาดหวัง—มีแนวโน้มสูงที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคส้ม นั่นหมายความว่า ต่อให้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้อำนาจบริหารแบบไร้แรงต้าน เพราะหลักสำคัญของระบบรัฐสภาคือ พรรคไหนที่รวมเสียงข้างมากได้จะได้เป็นรัฐบาล

ความจริงข้อที่สอง คือการเปิดตัวทีม “The Professionals” อาจสร้างความรู้สึกว่ามีความพร้อม แต่เมื่อพิจารณาให้ลึก หลายคนยังเป็นมือกลางที่ไม่ได้มีประวัติความสำเร็จเชิงบริหารประเทศในระดับสูงอย่างเด่นชัด การบริหารรัฐไม่ใช่เวทีนำเสนอแนวคิด แต่คือการจัดการระบบราชการ งบประมาณ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อน ความต่างระหว่าง “พูดได้ดี” กับ “ทำได้จริง” คือระยะห่างที่ประเทศทั้งประเทศต้องรับความเสี่ยงร่วมกัน

และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่ถูกเสนออย่างเร้าใจ อาจเป็นเรื่องที่คนมีหลักประกันชีวิตพร้อมยอมรับได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ที่จะต้องแบกรับแรงสั่นสะเทือนจริง หากความขัดแย้งทวีความรุนแรง ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสถาบันหลักของชาติ

ผมไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ผมปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่าการรื้อแทบทุกโครงสร้างคือคำตอบเดียว เพราะประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกสอนเราว่า การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและสุดโต่งมักสร้างรอยร้าวลึกกว่าความก้าวหน้าที่ยั่งยืน

ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะเลือกพรรคส้มเพราะเชื่อในคำชี้นำของคนที่มีชีวิตมั่นคงอยู่แล้ว ควรถามตัวเองให้รอบคอบว่า มีทางเลือกที่พัฒนาประเทศได้โดยไม่ผลักสังคมเข้าสู่ความแตกแยกรุนแรงกว่านี้หรือไม่ เพราะประเทศไม่ใช่ห้องทดลองอุดมการณ์ และต้นทุนของความผันผวนไม่ได้ตกอยู่กับคนที่พูดเสียงดังที่สุด แต่อยู่กับคนส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลลัพธ์นั้นจริงๆ

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

สิ่งที่ทำได้ดี-สิ่งที่ต้องแก้ไข สมชัย สังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ให้ 9 เต็ม 10

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.54 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ขี่จักรยานไปสังเกตการณ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ที่ เขตราชเทวี เวลา 8.30 น.

บรรยากาศทั่วไป : คนทยอยมาใช้สิทธิ ต่างคนต่างมา เป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดน่าจะเป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงาน กทม. ยังไม่ถึงหนาแน่น

สิ่งที่ทำได้ดี : ป้ายต่าง ๆ เพื่อชี้แจงการใช้สิทธิ ทำได้ชัดเจน มีแบ่งพื้นที่ใช้สิทธิของผู้ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ มี QR code ให้ Scan เพื่อตรวจสอบสิทธิ แต่ยังมีขนาดเล็ก น้อยจุด มีโต๊ะพร้อม จนท. และโน้ตบุ๊ค อำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ไม่ต้องการตรวจด้วยตัวเอง มี จนท. ถือโทรโข่งประชาสัมพันธ์ เป็นจุด ๆ

สิ่งที่ต้องแก้ไข : ในบริเวณใกล้ที่เลือกตั้งยังเห็นป้ายของพรรคการเมือง และผู้สมัคร ที่ติดไว้ก่อนหน้า ซึ่งเขตควรเอาออกในช่วงการลงคะแนน

โดยรวมให้ 9 เต็ม 10

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก! ปชช.แห่ใช้สิทธิ จนท.คอยอำนวยความสะดวก

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.43 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่สำนักงานเขตคลองสามวา ถนนเลียบคลองสอง และที่สำนักงานเขตบางซื่อ มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันอย่างคึกคัก โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ลูกเสืออาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนในการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งนี้

– 006

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.09 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จุดยืน ไม่เอาพรรคซื้อเสียง

ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ไม่เอาพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง ต่อต้านการซื้อเสียง เพราะรู้ดีว่าการซื้อเสียงเป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย ก่อให้เกิดธุรกิจการเมือง การถอนทุนคืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาครอบงำระบอบเศรษฐกิจของไทย จึงได้รณรงค์ต่อต้านมาโดยตลอด

แต่ก็รู้สึกโชคดี เมื่อมีสมาชิกในครอบครัว 2 คน ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคการเมือง ที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ คือ

1.ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ พี่ชายคนโต ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รณรงค์หาเสียงโดยใช้แนวทางตั้งเวทีปราศรัย เดินเคาะประตู ขึ้นรถแห่ เดินตลาดนัด ไม่ใช้การจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และหัวคะแนนส่วนใหญ่ก็เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือสมาชิกดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรค และเชื่อมั่นในตัวของนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเข้าต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ใช้แนวทางการซื้อเสียง แม้จะไม่มั่นใจว่า สามารถฝ่ากระแสเงินทุนสีเทาได้หรือไม่

2.ดร.จริยา เสนพงศ์ น้องสาวคนเล็ก ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในระบบบัญชีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียงเช่นกัน แต่ด้วยน้องสาวคนเล็ก เป็นเพื่อนกับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ร่วมเรียนหนังสือมาด้วยกันในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ซึมซับอุดมการณ์ทางการเมืองมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอมาตลอดครึ่งชีวิต จึงตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาชน และได้เดินหน้าหาเสียงตามแนวทางที่ตัวเองถนัด

แม้ว่าเราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแต่ในทางการเมืองก็เป็นอิสระต่อกัน เคารพความคิดและการตัดสินใจของกันและกัน ส่วนตัวไม่สามารถช่วยหาเสียงให้กับใครได้ นอกจากเป็นกำลังใจให้ในฐานะคนครอบครัวเดียวกัน แต่ที่สบายใจมากที่สุด ก็คือทั้งพี่ชายและน้องสาว ตัดสินใจทำการเมือง แบบการเมืองสีขาว การเมืองบริสุทธิ์ การเมืองสุจริต และการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง

ขอให้โชคดีในแนวทางการเมือง ที่ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

เปิดผลสอบละเอียดยิบ! ปม หมอสุภัทร จัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.21 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ขณะดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ” ได้ดำเนินการจัดซื้อและได้สั่งอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ATK) ครั้งละวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท จำนวน 5 ครั้ง อันเป็น “การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ฝ่าฝืนระเบียบ/กฎหมายพัสดุ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่ง อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติเสียงข้างมากให้ “ปลดจากราชการ” ทั้งนี้ ล่าสุดได้ข้อสรุปการสอบวินัย นพ.สุภัทร โดยละเอียด ดังนี้

(1) ประเด็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง กรณีจัดซื้อ ATK ยี่ห้อ Standard Q จากบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวม 42,854 ชุด เป็นเงิน 9,856,420 บาท

ข้อเท็จจริงโดยสรุป โรงพยาบาลจะนะเข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง (ก.ค. – ส.ค.2564) และระหว่างปฏิบัติการได้ “ขอยืม” ATK ยี่ห้อ Standard Q ของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มาใช้ก่อน ต่อมาภายหลัง (ต.ค. – ธ.ค.2564) โรงพยาบาลจึงจัดทำเอกสารและดำเนินการ “จัดซื้อย้อนหลัง” รวม 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท โดยอ้างอำนาจตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 (ลงวันที่ 5 ต.ค.2564) มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท จึงดำเนินการออกเป็น 5 รายการ/5 ครั้ง (4 ครั้งๆ ละ 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท และ 1 ครั้ง 8,074 ชุด วงเงิน 1,857,020 บาท) ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง

นายสุภัทร ชี้แจงว่า การจัดซื้อหลายครั้งเป็นการบริหารสต็อกตามความไม่แน่นอนในภาวะฉุกเฉิน แต่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสำนวนวินิจฉัยว่า “วัตถุประสงค์ที่แท้จริง” ของการจัดซื้อดังกล่าวเป็นการซื้อย้อนหลังของพัสดุชนิดเดียวกัน จากผู้ขายรายเดียวกัน และสมควรต้องจัดซื้อ “ครั้งเดียว” เพื่อเสนอผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไป (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ) เนื่องจากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ การแยกเป็น 5 รายการ ให้แต่ละครั้งต่ำกว่า 2 ล้านบาท จึงเป็นการ “ลดวงเงินเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อเปลี่ยนแปลงไป” โดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือประโยชน์/ความคุ้มค่าเพิ่มเติม (ราคาต่อชุด 230 บาทเท่ากันทุกครั้ง) เข้าลักษณะการแบ่งซื้อที่ระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ.2560 ข้อ 20 ห้ามกระทำ ทำให้คำชี้แจง “รับฟังไม่ได้”

สรุป เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

(2) ประเด็นการตรวจรับพัสดุ และการไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (เพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม)

ข้อเท็จจริงโดยสรุป ภายหลังการจัดซื้อย้อนหลังทั้ง 5 รายการ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ และคณะกรรมการตรวจรับ และมีเอกสารตรวจรับตามวันที่ส่งมอบในแต่ละรอบ อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาในสำนวนเห็นว่า คณะกรรมการตรวจรับตามคำสั่งดังกล่าว “ไม่ได้ร่วมปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ” และเมื่อเป็นการซื้อย้อนหลังภายหลังใช้พัสดุไปแล้ว จึงไม่มีกระบวนการตรวจนับ/ตรวจสอบพัสดุโดยแท้จริง บุคลากร ที่ไปร่วมปฏิบัติการแม้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ ATK แต่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการตรวจรับตามที่แต่งตั้งไว้ จึงทำให้คำชี้แจงเรื่อง “มีการตรวจรับ” รับฟังไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง แม้กรณีโควิดจะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115/27 มี.ค.2563 ที่ให้ดำเนินการไปก่อนได้ แต่ต้อง “รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” ตามระเบียบฯ ข้อ 79 วรรคสอง เพื่อให้ถือเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ซึ่งในสำนวนวินิจฉัยเห็นว่า เมื่อวงเงินรวมอยู่ในอำนาจหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (นพ.สสจ.สงขลา) โรงพยาบาลต้องรายงานขอความเห็นชอบต่อผู้มีอำนาจดังกล่าว มิใช่แบ่งซื้อให้ตนมีอำนาจอนุมัติเองแล้วอ้างว่ารายงานครบถ้วน

สรุป ไม่มีการตรวจรับ และไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม

(3) ประเด็นการกำหนดราคากลาง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โรงพยาบาลจะนะได้ดำเนินการจัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) จำนวน 5 รายการ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2564 ในราคาชุดละ 230 บาท โดยไม่พบว่ามีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และไม่ปรากฏราคากลางที่เป็นทางการ แต่ใช้วิธีการโทรศัพท์สอบถามราคาจากโรงพยาบาลข้างเคียงเป็นแหล่งที่มาของราคา (ราคาอ้างอิง) แล้วนำมาใช้เป็นฐานราคาในการจัดซื้อเป็นคราวๆ อีกทั้งไม่พบว่ามีการเทียบราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณตามแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ซึ่งวางลำดับแหล่งที่มาของราคาไว้ก่อน – หลัง

นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชี้แจงว่า ATK เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่มีราคากลางตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการราคากลางกำหนด ไม่มีราคามาตรฐานจากสำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่น และไม่มีราคาย้อนหลังภายในสองปีงบประมาณเพื่อใช้อ้างอิง จึงใช้วิธีสอบถามราคาจากโรงพยาบาลที่ร่วมปฏิบัติการและทำการต่อรองราคาร่วมกับบริษัทจนได้ราคาชุดละ 230 บาท พร้อมอ้างว่าแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหนังสือกรมบัญชีกลาง (เช่น ที่ กค 0433.2/ว 120 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2563 และหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563) ซึ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินโควิดเปิดให้หน่วยงานของรัฐสามารถใช้วงเงินที่จัดซื้อจัดจ้างในแต่ละครั้งเป็นราคากลางได้ภายใต้หลักเกณฑ์ตามนัยมาตรา 4 ทั้งยังระบุว่าหนังสือแนวทางดังกล่าวมีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 (โดยประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565) เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงว่าเป็นการจัดซื้อย้อนหลังในห้วงเวลาที่รัฐยังอยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ได้พัสดุป้องกันควบคุมหรือรักษาโรค คณะกรรมการจึงวินิจฉัยว่าโรงพยาบาลสามารถสอบถามราคาจากผู้ประกอบการโดยตรงเพื่อให้ได้พัสดุโดยเร็วและทันต่อการใช้ประโยชน์ได้ และคำชี้แจงของนายสุภัทรในประเด็นนี้สามารถรับฟังได้

สรุป เหตุผลในการกำหนดราคาซื้อโดยไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่มีราคากลางตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการราคากลางกำหนด ไม่มีราคามาตรฐานจากสำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่น และไม่มีราคาย้อนหลังภายในสองปีงบประมาณเพื่อใช้อ้างอิง จึงใช้วิธีสอบถามราคาจากโรงพยาบาลที่ร่วมปฏิบัติการและทำการต่อรองราคาร่วมกับบริษัทจนได้ราคาชุดละ 230 บาท และเป็นการจัดซื้อย้อนหลังในห้วงเวลาที่รัฐยังอยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ได้พัสดุป้องกันควบคุมหรือรักษาโรค สามารถรับฟังได้

(4) ประเด็นการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid-19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid-19 Ag test เป็นจำนวนมาก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายวินิจฉัยได้ว่า หากพิเคราะห์ถึงจำนวนผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองที่โรงพยาบาลจะนะได้ออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งปรากฏข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มแพทย์ชนบท ลงปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2564 (จำนวน 3 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 19,871 ราย

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2564 (จำนวน 3 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 31,518 ราย

ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4 – 10 สิงหาคม 2564 (จำนวน 7 วัน) ดำเนินการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 141,516 ราย

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกลุ่มแพทย์ชนบท ลงปฏิบัติงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 ครั้ง จึงใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 192,905 ราย ประกอบกับมีพยานบุคคลให้ข้อมูลว่าในแต่ละวันการออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครของเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลจะนะ สามารถตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อได้ไม่เกินวันละ 2,000 ราย แม้นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จะกล่าวอ้างว่า สาเหตุที่โรงพยาบาลจะนะมีจำนวนการใช้ Antigen Test Kit (ATK) น้อยกว่าจำนวนที่มีการจัดซื้อ ด้วยเหตุผลอันเนื่องมาจากการที่โรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้เป็นโรงพยาบาลแกนนำมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดซื้อ Antigen Test Kit (ATK) เพื่อนำมาใช้กับทุกโรงพยาบาลที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทั้ง 3 ครั้ง ดังกล่าว ไม่ได้นำมาใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลของตนเองเท่านั้น โดยในปฏิบัติการครั้งที่ 1 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 6 แห่ง ครั้งที่ 2 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 16 แห่ง และครั้งที่ 3 มีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมด จำนวน 41 แห่ง และโรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้ซื้อ Antigen Test Kit (ATK) จำนวน 42,854 ชุด แบ่งเป็น 5 ครั้ง ดังต่อไปนี้

ครั้งที่วันที่ออกใบสั่งซื้อใช้ในปฏิบัติการครั้งที่จำนวน(ชิ้น)ราคา(บาท/ชิ้น)รวมเป็นเงิน (บาท)
1๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๔1๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
2๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔2๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
3๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔3๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
4๙ ธันวาคม ๒๕๖๔3๘,๖๙๕๒๓๐๑,๙๙๙.๘๕๐
5๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔3๘,๐๗๔๒๓๐๑,๘๕๗,๐๒๐
รวม  ๔๒,๘๕๔๒๓๐๙,๘๕๖,๔๒๐

เมื่อภารกิจในการออกหน่วยเชิงรุกพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 3 ครั้ง เสร็จสิ้นลง นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พร้อมบุคลากรของโรงพยาบาลจะนะก็ได้เดินทางกลับมายังโรงพยาบาลจะนะ หากโรงพยาบาลจะนะได้รับมอบหมายให้เป็นโรงพยาบาลแกนนำในการทำหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test ทั้ง 5 ครั้ง จำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) จริง ตามที่ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กล่าวอ้าง โรงพยาบาลจะนะจะต้องรีบดำเนินการจัดซื้อและรายงานขอความเห็นชอบต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาเพื่อใช้เป็นหลักฐานการตรวจรับ

ทั้งนี้ ตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 แต่โรงพยาบาลจะนะก็หาได้ดำเนินการไม่ ต่อมาในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2564 โรงพยาบาลจะนะจึงได้มาดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test ดังกล่าว และ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้สั่งให้อนุมัติจัดซื้อ โดยการแบ่งซื้อออกเป็นจำนวน 5 รายการ ในแต่ละครั้งที่มีวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) อันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ข้อ 20 และข้อ 79 วรรคสอง และเมื่อการใช้เวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test จำนวน 42,854 ชุด ได้เกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อตามกระบวนการปกติได้ทัน ประกอบกับไม่มีกระบวนการตรวจรับพัสดุเกิดขึ้นและไม่สามารถตรวจสอบยอดการใช้พัสดุได้กรณีจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในการออกหน่วยเชิงรุกของโรงพยาบาลจะนะทั้ง 3 ครั้ง นั้น โรงพยาบาลจะนะได้มีการใช้ Antigen Test Kit (ATK) ไปเป็นจำนวนเท่าใด

และนอกจากนี้ คำชี้แจงของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในประเด็นดังกล่าวยังเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนจึงต้องพิจารณาจากศักยภาพการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของเจ้าหน้าที่ที่จะกระทำได้ ซึ่งเห็นว่าสามารถตรวจได้ไม่เกินวันละ 1,000 – 2,000 ราย ประกอบกับรายงานผลการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงของโรงพยาบาลจะนะ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 ซึ่งระบุข้อมูลว่า ครั้งที่ 1 (วันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2564) ชมรมแพทย์ชนบทปฏิบัติการไป 19,871 ราย พบผลบวก 1,777 ราย หรือ 8.94% โรงพยาบาลจะนะ Swab ทั้งหมด 3,832 ราย ผลบวก 459 ราย ผลลบ 3,373 ราย ครั้งที่ 2 (วันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2564) ตรวจได้จำนวน 31,518 ราย ผลพบว่าเจอผู้ติดเชื้อโควิดถึง 5,086 คน หรือมีผลบวกถึง 16.14 % โรงพยาบาลจะนะ Swab ทั้งหมด 3,007 ราย ผลบวก 418 ราย ผลลบ 2,589 ราย รวม 2 ครั้ง ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงตรวจไปทั้งสิ้น 51,389 ราย พบผลบวก 6,863 ราย คิดเป็น 13.35 % โรงพยาบาลจะนะ Swab รวม 2 ครั้ง ทั้งหมด 6,839 ราย ผลบวก 877 ราย ผลลบ 5,962 ราย กรณี จึงทำให้เชื่อได้ว่าการที่โรงพยาบาลจะนะดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ Antigen test Kit Covid – 19 ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test จำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) จากบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มีจำนวนสูงเกินกว่าศักยภาพ การปฏิบัติงานโดยทั่วไปที่จะสามารถกระทำได้อย่างชัดเจน แม้ว่าต่อมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะส่งรายชื่อผู้เข้ารับบริการตรวจคัดกรองดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลของวันที่ 4 , 5 , 7 และ 8 สิงหาคม 2564 มาให้โรงพยาบาลจะนะเพื่อดำเนินการเบิกค่าใช้จ่ายในรายชื่อละ 450 บาท (สี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) จำนวน 39,659 รายชื่อ ซึ่งกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลจะนะได้ดำเนินการส่งเบิกค่ารักษาผู้ป่วยดังกล่าว ด้วยวิธีการคีย์ข้อมูลผ่านโปรแกรม e-Claim ไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประมาณ 39,211 รายชื่อ โดยเรียกเก็บเงินค่าตรวจ Antigen test Kit (ATK) ไม่ได้ประมาณ 361 รายชื่อ เนื่องจากเป็นบุคคลไร้สิทธิ ทำให้ได้รับเงินมาจำนวน 17,515,750 บาท (ปกติจะต้องได้เงินจำนวน 17,646,200 บาท แต่ได้ไม่ครบเนื่องจากมีการติด Verify หรือการปฏิเสธจ่ายเนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขการตรวจจำนวน 361 ราย) ซึ่งคิดเป็นค่าชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) Antigen test Kit (ATK) ยี่ห้อ Standard Q Covid – 19 Ag test เป็นเงินจำนวน 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทั้งหมดแล้วโรงพยาบาลจะนะจึงได้กำไรจากการเรียกเก็บค่ารักษาเป็นเงินประมาณ 7,600,610 บาท (เจ็ดล้านหกแสนหกร้อยสิบบาทถ้วน) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้โอนเงินดังกล่าวผ่านระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรม E-Budget เข้าเป็นรายได้ค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ ประเภทค่ารักษาพยาบาลเบิกชดเชยกรณี COVID – 19 ของโรงพยาบาลจะนะ บัญชีเงินฝากเลขที่ 014862708523 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรณีดังกล่าวก็ไม่เป็นเหตุให้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น คำชี้แจงของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ในประเด็นนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้

คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 กำหนดให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างทุกวิธีทุกขั้นตอนและก่อหนี้ผูกพันเงินบำรุงของหน่วยบริการครั้งหนึ่งวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) ย่อมมีหน้าที่ในดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามขอบเขตของคำสั่งมอบอำนาจดังกล่าว โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของผู้มอบอำนาจเป็นสำคัญ

การที่ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ได้ดำเนินการจัดซื้อและสั่งอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายการเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK) เป็นจำนวน 42,854 ชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,856,420 บาท (เก้าล้านแปดแสนห้าหมื่นหกพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน) โดยมีเจตนาแบ่งซื้อออกเป็นจำนวน 5 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท (สองล้านบาทถ้วน) อาศัยโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ลดวงเงินอนุมัติให้อยู่ในอำนาจของตนเอง โดยไม่ปรากฏเหตุผลหรือพยานหลักฐานใดที่จะสามารถยืนยันว่าเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อในคราวเดียวกัน เนื่องจากเป็นการจัดซื้อเวชภัณฑ์ชนิดเดียวกันจากผู้ขายรายเดียวกัน และไม่ปรากฏวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการที่จะได้รับเป็นพิเศษเพราะไม่ว่าจะจัดซื้อในครั้งเดียวหรือจะแบ่งซื้อเวชภัณฑ์ชุดตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Antigen test Kit (ATK)
ในแต่ละครั้ง ทั้ง 5 ครั้ง อำนาจในการพิจารณาสั่งซื้อทุกกรณีดังกล่าว ต่างก็มีราคาชุดละ 230 บาท (สองร้อยสามสิบบาทถ้วน) เช่นเดียวกัน ไม่ปรากฏว่าเมื่อมีการแบ่งซื้อเป็นจำนวน 5 ครั้งแล้ว จะทำให้มีราคาถูกกว่าการจัดซื้อพร้อมกันทั้งหมดในครั้งเดียวและการสั่งซื้อทุกกรณีที่กล่าวมานั้นจะไม่มีความแตกต่างกัน กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นแก่ทางราชการและไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าแก่ทางราชการแต่อย่างใด

อีกทั้งยังปรากฏว่าการจัดซื้อดังกล่าวไม่มีกระบวนการตรวจรับพัสดุเกิดขึ้นและมีการจัดซื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อคิดคำนวณจากระยะเวลาประกอบกับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะนะที่จะสามารถกระทำได้จึงพบข้อพิรุธถึงจำนวนชุดตรวจ Antigen test Kit (ATK) ที่ใช้จริงในช่วงเวลานั้น ต่อมาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กลับปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไปกว่าสองเดือน โดยไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับ กรณีจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ตลอดจนฝ่าฝืนต่อคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง พฤติการณ์มีลักษณะไม่โปร่งใสแสดงให้เห็นว่าจงใจหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ส่อไปในทางให้มีการอาศัยโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ) ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ควบคุม กำกับ ดูแล การบริหารงานภายในโรงพยาบาลและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปโดยถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการไม่ว่าประการใดๆ อีกทั้ง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา จะต้องยึดมั่น ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบแบบแผนที่ทางราชการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไปแต่หาปฏิบัติเช่นนั้นไม่

ดังนั้น พฤติการณ์ของ นายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการมติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา 82 (2) เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (7) และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เห็นควร ลงโทษปลดออกจากราชการ

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

แค่เตรียมเงินซื้อเสียงก็ผิด! เลขา กกต.ชี้แต่หากยังไม่แจก ก็จับยาก หลักฐานไม่ชัด

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.23 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 วานนี้ (31 ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไปกันใหญ่ ขออภัยมา ณ ที่นี้ วันนี้ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องการป้องกันการซื้อเสียง อาจจะพูดสั้นไปหรือพูดเร็วไป หรือพูดไม่ได้ศัพท์ ทำให้มีคนเข้าใจบริบทที่พูดจากสิ่งที่ต้องการสื่อคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่จะสื่อออกไป โดยได้พูดก่อนหน้ามาว่า สำนักงานฯ มีมาตราการอย่างไรในการซื้อเสียง คือต้องซื้อไม่ได้และได้สั่งการไปแล้ว แม้จะเตรียมการการซื้อเสียงได้ แต่อย่าแจก

จริงๆ เป็นการพูดถึงพฤติการณ์คนที่จะทำการซื้อเสียง ไม่ได้อธิบายกฎหมาย กฎหมายได้กำหนดว่าแค่จัดเตรียมการซื้อเสียงก็เป็นความผิดแล้ว พฤติการณ์ผู้จะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเรื่องการซื้อเสียง พฤติการณ์ก่อนซื้อคือการจัดเตรียมแจกเงิน แต่การจัดเตรียมมันจับได้อยาก นั้นหมายความว่า เขามีโอกาสเลี่ยงกฎหมายได้ง่าย ถ้าหลักฐานไม่ชัดเจน จึงพูดกับสื่อว่าแม้จะจัดเตรียมการซื้อเสียงได้ แต่ถ้าแจกคือแจกไม่ได้ เพราะเรามีมาตราการรองรับแบบเข้มข้น หรือถ้าแจกจับได้แน่

“ต้องขออภัยที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด ที่สื่อสารไม่ดีเอง”

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เขมร’เล่นไม่ซื่อ ยิง M-79 ถล่มภูผาเหล็ก ทัพบกอัดกลับกระเจิง

ชายแดนศรีสะเกษเดือด! ทหารกัมพูชาละเมิด ข้อตกลงหยุดยิง ลอบข้ามแดนทำแฟลร์ส่องสว่างไทยทำงาน ก่อนเปิดฉากยิง M-79 ถล่มฐานปฏิบัติ การภูผาเหล็ก แถมเหิมเกริมใช้เลเซอร์ชี้เป้าเตรียมซ้ำ ทหารพรานไทยไม่ยอม ยิงเตือนโต้กลับจนปืนสงบ ผบ.ทั้งสองฝ่ายเร่งเคลียร์หวั่นสถานการณ์บานปลาย ด้าน “นายกฯอนุทิน” เผยเคลียร์จบแล้วปมเขมรเดินทะเล่อทะล่าสะดุดแฟลร์ไทยยิง M-79 ใส่ไทย ยันกองทัพไทยปึกแผ่น-เข้มแข็ง ไม่หวั่น

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2569 เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษว่า เมื่อเวลา 20.10 น.คืนวันที่ 30 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุสะดุด แฟร์ หรือ พลุสองสว่าง ซึ่งเป็นระบบป้องกันฐานปฏิบัติการทมอฉัตร ทำให้ระบบทำงานและเกิดแสงสว่างไปทั่วป่า หลังพบกลุ่มบุคคลคาดว่าเป็นทหารกัมพูชาลอบรุกล้ำเข้ามาในเส้นทางยุทธศาสตร์ของไทย

ต่อมาเวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.หรือ M79 ยิงเข้าใส่บริเวณทิศตะวันออกของฐานปฏิบัติการภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หลังจากนั้นทหารไทยยังตรวจพบการใช้แสงเลเซอร์ชี้เป้าส่องตรงมายังฐานปฏิบัติการ ทำให้ฝ่ายไทยต้องตัดสินใจยิงตอบโต้เพื่อแจ้งเตือนตามเหตุการณ์ จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มสงบลง หลังจากผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายได้มีการประสานงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า จึงคาดว่าเกิดจาการเสียวินัยของทหารกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานกำลังพลบาดเจ็บในพื้นที่ช่องอานม้า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าแห้งบริเวณหน้าแนวรั้วลวดหนาม จุดบ่อนไก่ ช่วงหน้าผา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการปะทะและมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ โดยรายงานระบุว่า เปลวเพลิงได้ส่งผลกระทบไปยังบริเวณที่คาดว่ามีวัตถุระเบิดตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นถูกกำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย

กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บคือ 1.จ.ส.อ.ธรรมรัตน์ คล้ายทิพย์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปืนเล็ก มีอาการ ถูกแรงอัดจากระเบิด หมดสติ สะเก็ดเข้าบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าข้างขวาแพทย์ทำการรักษา และดำเนินการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมตรวจ X-Ray แพทย์พิจารณาส่งการรักษาต่อไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยอากาศยาน 2. พลทหารวีระศักดิ์ กันหาเรือง ได้รับแรงอัดจนหมดสติ นำส่งที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์ทำการรักษาให้นอนดูอาการ

ขณะที่ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิดที่เกิดการระเบิด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากการสอบถามกำลังพลที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพบเพลิงไหม้ที่กอไผ่อยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนาม จึงเตรียมนำน้ำเข้าไปดับไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้น

อนุทินเผยปมเขมรยิง M79เคลียร์จบแล้ว

วันเดียวกันเมื่อเวลา 13.00 น.ที่ตลาดบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารกัมพูชายิงลูกระเบิด M79 มายังฝั่งประเทศไทย โดยระบุว่าได้รับรายงานแล้ว และทั้งหมดเป็นไปตามข่าวที่กองทัพได้เผยแพร่ ซึ่งเสนาธิการทหารบกได้รายงานให้ทราบเมื่อเช้าที่ผ่านมาว่าไม่มีอะไรน่ากังวล โดยเหตุแสงสว่างที่ชายแดนเกิดจากการเดินสะดุดแฟลร์ส่องสว่างที่เราวางไว้ตามแนวลาดตระเวน ก่อนจะบอกว่า “ก็อย่างที่ว่ามีที่ให้เดินตั้งเยอะไม่เดิน มาเดินตรงนี้”

พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการยิงเข้ามาแบบต่อเนื่อง อีกทั้งในสัญญาหยุดยิง หากเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาสองฝ่ายหาทางออกร่วมกัน เมื่อตกลงได้ก็ถือเป็นการยุติ แต่ไม่ควรเกิดขึ้นบ่อย ซึ่งผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ได้มีข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องถึงระดับที่สูงขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลกับเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยถึงเรื่องชายแดน นายกรัฐมนตรี ไม่กังวลเลย และไม่เกี่ยวข้องกัน ทิ้งท้ายว่ากองทัพของเราเข้มแข็ง

ทร.รวบยกแก๊งสแกมเมอร์จีน

ทางด้านกองทัพเรือ โดยพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงความสำเร็จของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) ในการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ โดยสามารถจับกุมชายชาวจีนเครือข่าย “Cyber Scam” รวม 7 ราย ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือเกือบ 100 เครื่อง ซิมการ์ด และสคริปต์หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ออกแถลงการณ์เชิงรุก เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาเข้มงวดและจริงใจในการปราบปรามแหล่งซ่องสุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ของตน โดยย้ำชัดว่าประเทศไทยจะไม่ยอมเป็นทางผ่านหรือแหล่งพักพิงให้กับขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

แฉรังใหม่จีนเทาโผล่กลางเขมร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลังจากเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “Army Military Force” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 5.45 นาที ซึ่งอ้างว่าเป็นบรรยากาศการก่อสร้างฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ของกลุ่มทุนจีนสีเทาในพื้นที่ภาคกลางของประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าเป็นการบันทึกภาพโดยแรงงานชาวกัมพูชาในพื้นที่ แต่คลิปดังกล่าวถูกลบออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากโพสต์ได้เพียง 8 นาที

ภายในคลิปปรากฏภาพการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และแรงงานจำนวนมาก เร่งก่อสร้างอาคารที่มีลักษณะพิมพ์นิยมเดียวกันหลายสิบหลัง บนเนื้อที่กว้างขวางกว่า 100 ไร่ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอาณาจักร Cyber Scam หรือรังสแกมเมอร์ที่จะใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อในภูมิภาค โดยจุดก่อสร้างดังกล่าวอยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกและสนามบินแห่งใหม่ ทำให้การเดินทางของกลุ่มทุนจีนสะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องผ่านประเทศไทย

ทันทีที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ได้มีชาวเน็ตไทยเข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน โดยส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความจริงใจของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หลายความเห็นระบุว่าการประกาศปราบปรามก่อนหน้านี้เป็นเพียงคำลวงโลก เนื่องจากพฤติกรรมในพื้นที่สวนทางกับนโยบาย ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตถึง DNA บรรพบุรุษแตงหวาน ที่เก่งกาจเรื่องงานก่อสร้างแต่กลับใช้ในทางที่สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการส่งออกวัสดุก่อสร้างไปยังพื้นที่เสี่ยง เพื่อตัดตอนการขยายตัวของกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ พร้อมทั้งเตือนให้เฝ้าระวังผลกระทบที่จะตามมาหลังโครงการนี้เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นฐานทัพไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน