นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“นายกฯ” เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ สั่ง มทภ.4-เลขา ศอ.บต.-ผู้ว่าฯ ดูแลครอบครัวแล้ว

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุอุกฉกรรจ์ โดยคนร้าย 4 คนยิงภรรยาตำรวจเสียชีวิต ขณะอุ้มลูกน้อย จ.ปัตตานี ว่า ได้รับรายงานแล้ว และให้แม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ไปดูแลครอบครัวตำรวจอย่างเต็มที่ เพราะมีลูกน้อยที่แม่เสียชีวิตไป 

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“อนุทิน” เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไม่มีผลต่อไทย ยึด 1ต่อ50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน  ยัน ไม่ได้ร้องขอ ยูเนสโก มาดูฝั่งไทยแต่ ถ้าทำรายงานสาธารณะ ต้องดูพื้นที่สองฝ่าย ชี้เจรจาต้อง จริงจังและมีผลลัพธ์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องสถานการณ์ไทยกับกัมพูชาด้วย ท่าทีของ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นอย่างไร ว่า ดีครับ เรามีการหารือกันอธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาชาติสงสัย ไม่ใช่แค่ตัวประธานาธิบดีมาครงเพียงอย่างเดียว เราได้ไปชี้แจงยูเนสโก และหารือกับเขา ในหลายประเด็น

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอแผนที่จากฝรั่งเศสไทยได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะขอจากใครไม่มีความหมายอะไร เรามีข้อตกลง มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง ที่เราจะยึดถือ ถ้าตรงไหน 1 ต่อ 50,000 ไม่ได้ 1 ต่อ 200,000 ไม่มีแล้ว ถ้ายังใช้ 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย 1 ต่อ 50,000 ใช้ได้บางจุด ถ้าตรงไหนเป็นที่สงสัยก็ลิปดา 

เมื่อถามว่าเราได้ยืนยันเรื่องแผนที่อย่างไรนายอนุทินกล่าวว่า อย่าถามรายละเอียด ต้องเอาหลักการไว้ก่อน รายละเอียดต้องมานั่งแถลงกัน

ส่วนเรื่องมรดกโลกที่ทางยูเนสโกได้ให้ข้อมูล หรือรายละเอียดอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า เราได้ชี้แจงเขาไป และให้ข้อเสนอไปว่า ไหนๆมาแล้วก็มาดูทั้ง2 ประเทศเลย ว่ามันห่างกันอยู่ไม่กี่กิโลเมตร พร้อมที่จะจัดให้มีการสำรวจ เพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย

เมื่อถามว่า ยูเนสโกตอบรับมาดู ความเสียหายในพื้นที่ฝั่งไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า consider (กำลังพิจารณา) เรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขออะไร แต่มีคู่กรณีเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ เขาก็บอกว่าจะไปดูและมี Report (รายงาน) การที่จะมีรายงาน จะต้องมาดูทั้งสองฝั่ง รับฟัง แม้ว่าขั้นตอนรายงานจะถูกขอจากคู่กรณี แต่ในฐานะที่เขาเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ก็ ควรต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว ในสถานะของเขา ถ้าไม่ Report เก็บไว้เฉยๆก็แล้วไปเราไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามี Report ออกมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ เราก็แจ้งว่าต้องมา ให้โอกาสได้ชี้แจงด้วย

เมื่อถามว่ามีทหารเข้ามานั่งในคณะกรรมการเจบีซีจะทำให้เกิดความตึงเครียดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไรครับ คนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส และจากเจนเวทีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการเริ่มพูดคุยเจรจาเมื่อใด นายอนุทินกล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศและทหาร มีการเตรียมการของเขาอยู่ เจรจาแปลว่าอะไร คือการต้องพูดคุยกันทั้งสองฝั่ง การเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ตนให้ไป คือการเจรจา แล้วต้องได้ผลกลับมา 

“ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ ให้เขาได้เตรียมตัวกันนิดนึง มันเป็นรูปแบบใหม่ ผมคิดว่าการจะไปเจรจา ต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง และเจรจาแล้วต้องช่วยกันด้วย ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้ว อาหารก็ไม่กิน กลัวเขาใส่ยาพิษ ก็ไม่ต้องคุยกัน ก็มาคุยกันให้รู้เรื่อง มาที่เราครั้งหนึ่ง2ครั้ง 3 ครั้ง แล้วกลับไปที่เขาบ้าง แบบนี้ถึงจะคุยได้ ถ้ามาแบบข้ามมา นัด 8.00น.มา 10.00 น. เที่ยงกลับไปมาอีกที 15.00 น. เสียเวลา” นายอนุทิน กล่าว

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

นายกฯ บอกเลิกพูดเรื่องมาเฟีย ‘ฝ่ายปกครอง-ตำรวจ’ รู้ธงรัฐบาลดี ยันเห็นผลเร็วๆนี้กวาดล้างผู้มีอิทธิพล – มาเฟีย แหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ เดินหน้าเอาผิดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล และมาเฟียในสถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ว่า เราก็อยู่ระหว่างกวาดล้าง ซึ่งเมื่อครู่นี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานให้ตนทราบ ซึ่งเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากที่ภูเก็ต แม้กระทั่งฝ่ายราชการ เราก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ข้อเท็จจริง และจะเห็นผลในเร็ววันนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“เลิกพูดได้แล้วเรื่องมาเฟีย ผมคิดว่าทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ เขาทราบธงของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างดี และธงนี้ก็ปักใกล้ๆ ไม่ใช่ไปปักไกลๆ ต้องให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว และดำเนินคดีกับทุกๆ ฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย เป็นหลักง่ายๆ แค่นี้เอง“ นายกรัฐมนตรี กล่าว.

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน ยันภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน  แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯ ให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว มายืนตรงนี้ได้เพราะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 16.25 น. ที่อิมแพ็ก เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ระบอบสีน้ำเงินว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเจนท์ แต่เป็น Manufacturer และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ระบอบสีน้ำเงิน หากจะกล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องรวมถึงความเป็นประเทศ หากเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็คือประเทศไทย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมองท่าทีของนายณัฐพงษ์ที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจ”

ส่วนกรณีที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ไม่ควรมีองคมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อย ติดหนี้บุญคุณประชาชนเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าขอบคุณ แต่ไม่ได้ติดหนี้ และก็แล้วกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่าให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก และต่อมาหัวหน้าพรรคประชาชนก็ได้ร้องขอให้ตนยุบสภา ระหว่างการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ซึ่งตนก็ยุบสภาให้แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วตรงนั้น และที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้ ก็มาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มี สส. ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนตนสักคนเดียว ดังนั้น ตนไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไร

เมื่อถามว่า การเดินเกมครั้งนี้ของพรรคประชาชนถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “พอแล้วๆ”

เมื่อถามว่า มองกรณีนายณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษตามข้อเรียกร้องของ 89 กลุ่ม สว. ที่กล่าวหาว่า สว. อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้เขามาขอโทษ เรื่องเป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งตนไม่ใช่คู่กรณี

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน ก่อนเดินชม-ชิมชิลๆตามบูธต่างๆ แวะบูธขายข้าวสาร ‘เจ้าของ’โอดราคาข้าวสูงขึ้น -ผลผลิตออกน้อย หลังเข้าสู่ฤดูแล้ง 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.19 น. พ.ค.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ระหว่างวันที่ 26–30 พ.ค.นี้ พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

โดยนายกฯกล่าวว่า อนุทิน คล้ายกับชื่อ Anuga ซึ่ง Anuga เป็นแบรนด์ระดับโลก งานนี้ไม่เพียงเป็นหนึ่งในนิทรรศการแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานอย่าง APAC และ Anuga Asia จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะเป็นเวทีที่รวบรวมภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตร นวัตกรรม นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงร่วมกันกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของเรา ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่ได้อยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน เราก็กำลังลงทุนเพื่ออนาคต รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหาร ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องอย่างเต็มที่กับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญของเรา ในด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสำหรับภูมิภาคและของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับงาน Thaifex Anuga Asia ในปีนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพื้นที่จัดแสดงครอบคลุมถึง 12 ฮอลล์ และมีบริษัทผู้แสดงสินค้ามากกว่า 3,600 บริษัทจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ฮอลล์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ แนวคิดที่ก้าวล้ำ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตรุ่นใหม่ ไม่เพียงสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารอยู่ ณ จุดใดในปัจจุบัน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังมุ่งไปในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแข็งแกร่ง ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกมีต่อประเทศไทย และต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย เรากำลังตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลก พันธมิตรทางการค้า และผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายธุรกิจที่มีพลวัต และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศชั้นนำ โดยเหนือสิ่งอื่นใด คนไทยรักอาหารอย่างแท้จริง และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อาหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับของเรา เราให้ความสำคัญอย่างลึกซึ้งกับคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้อื่น ผมเชื่อว่าความหลงใหลนี้ คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก ผมมั่นใจว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากงานนี้ จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆภายในงาน พูดคุยกับผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และนักธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพอาหารและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร  โดยระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธนายกได้แวะบูธกาแฟโดยได้สั่งอเมริกาโน่ร้อนไม่หวาน โดยนายกฯได้หยิบเงินจ่ายเอง ก่อนจะเดินเยี่ยมชมและชิมผลิตภัณฑ์ตามบูธต่างๆ พร้อมบอกด้วยว่า “อิ่มมากแล้ว เดี๋ยวจะแอบมาเดิน”

ขณะเดียวกันนายกฯยังเดินมายังบูธขายข้าวสารโดยสนใจสอบถามราคาข้าวสาร ซึ่งทางเจ้าของบูธบอกว่า ขณะนี้ราคาข้าวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย และส่วนหนึ่ง เพราะเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้ราคาข้าวชนิดต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธได้มี ผู้ที่มาร่วมงาน ได้ตะโกนเรียกนายกฯด้วยว่า”ลุงหนู“ 

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“จักรภพ–สุไพรพล” ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พ.ค. เดินหน้าส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ชี้ไทยก้าวหน้าแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อสังคมเปิดกว้าง ยังต้องเดินต่อ

27 พฤษภาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุไพรพล เพ็ญแข คู่สมรส ออกแถงการณ์ เชิญชวนประชาชนผู้สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ร่วมกิจกรรมเดินพาเหรด “เพื่ออนาคตของทุกคน” ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยจะเริ่มต้นขบวนบริเวณหน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 15.00 น.

จักรภพ เพ็ญแข

โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านกฎหมายและความเข้าใจของสังคมต่อความหลากหลายทางเพศ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อสร้างสังคมที่ “สดใส ก้าวหน้า และน่าอยู่ยิ่งขึ้น”

แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนจุดยืนสนับสนุนความเท่าเทียมในทุกมิติ พร้อมเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันออกมามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อส่งเสียงสนับสนุนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

“การร่วมต่อสู้ของท่าน จึงมีความหมายต่อเราทั้งสองคน และต่อพรรคการเมืองที่เราสังกัด“ นายจักรภพ และนายสุไพรพล ระบุ 

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเฉลิมฉลอง Pride Month ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา

จักรภพ เพ็ญแข

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

”เสมา1“ สั่งการ เลขาฯสช.ดูแลเยียวยาครอบครัว “ครูฟาตีเม๊าะ” เหยื่อคนร้ายรอบยิง        

จากกรณีสะเทือนขวัญ คนร้ายสวมชุดฮิญาบ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง ขณะขับรถ และกระสุนปืนสาดถูกนางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ภรรยา ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเสียชีวิต  ขณะกำลังอุ้มลูกที่ยังแบเบาะอยู่ในรถคันดังกล่าว โดยเหตุเกิดขึ้นใกล้โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

วันนี้ 27 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้หารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว โดยตนได้สั่งการให้ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายมณฑล ภาคสุวรรณ์) ดำเนินการช่วยเหลือในนามกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเยียวยาเป็นเงินจำนวน 4 ล้านบาท และให้ทุนการศึกษาแก่บุตรของคุณครูที่เสียชีวิตจนจบปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทราบเพียงว่าคุณครูเดินทางไปกับสามีซึ่งเป็นตำรวจ แต่เหตุการดังกล่าวก็ไม่ควรเกิดขึ้น ตนยังไม่อยากสรุปเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเด็นอาจจะมีความซับซ้อน จึงขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลในเรื่องนี้ 

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (26 พ.ค.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ ๑/๒๕๖๘ หมายเลขแดงที่ ๒/๒๕๖๙ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กับนายเอกราช ช่างเหลา ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ตนดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางการกระทำของตนโดยร่วมกันปลอมสมุดบัญชี เงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้หลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือ ตามที่ระบุในสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวถือได้ว่า เป็นความผิดทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งและเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม และได้ดำรงตำแหน่งมาจนถึงวันยื่นคำร้อง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ได้ถอนเงินของสหกรณ์ ๓๙๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้าน จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ผู้คัดค้านกับพวกนำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๐, ๑๘๐๑, ๘๐๑๐, ๘๘๓๓ และ ๑๐๖๓๐ รวมเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๓๔.๙ ตารางวา ในราคา ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้คัดค้านใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว แล้วนำที่ดิน ๓ แปลง มาจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์ เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดีซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ทั้งยังปรากฏว่ายังคงมีเงินที่เป็นส่วนต่างของการซื้อที่ดินอีกเป็นเงิน ๒๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหายและเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง จากนั้นตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์โดยตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๒ ให้สมาชิกสหกรณ์เข้าใจว่ามีเงินคงเหลือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ ๗๐,๐๐บาท จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยมีการกระทำครั้งสุดท้ายด้วยการแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินในบัญชีคงเหลือ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ จำนวน ๔๓๑,๙๔๑,๙๘๔.๕๙ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือ ๗๙,๗๑๔.๑๖ บาท ต่อมาผู้คัดค้านจึงส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ ภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้บังคับแล้ว ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงฟังได้แล้วว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม และไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและมีความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง (๑) วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๗ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา

– 006

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“เท้ง”ยืนกรานไม่ขอโทษ”สว.” กล่าวหายัด”ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี เมินโต้”พรรคน้ำเงิน”ทวงสำนึกบุญคุณ”ส้ม”แค่คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง ถามกลับเคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากผมหรือไม่ ซัดมีแต่ทำ”นิติสงคราม”

27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดยรัฐธรรมนูญปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือกได้มาซึ่งสว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่เรายังต้องมานั่งกังวลว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่ ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่าสุดท้ายแล้วในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี

“จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน จะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดร ระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ ภายใต้ผลการเลือกตั้งและบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ ตนและพรรคประชาชนรวมถึงประชาชนคนไทย เราจะสร้างทางออกของประเทศอย่างไร พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างทางออกของประเทศให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า สว.ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมด ก็เป็นข้อเท็จจริง และผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผม ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”

เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส.กับ สว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ตนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดาในประเทศนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ในขณะที่กลุ่ม สว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้น ตนอยากบอกว่าสิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์โยงการที่พรรคประชาชนพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะวิเคราะห์กันไปได้ ซึ่งตนคิดว่าการตัดสินใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศ อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง ซึ่งหากดูการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจของประชาชนอาจจะไม่ได้เหมือนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวตนมั่นใจในทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน รวมถึง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่แพ้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เป็นโอกาสที่ดีของชาวกรุงเทพฯ ที่จะได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดเข้าไปบริหาร

เมื่อถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาโดย ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชน และใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและสส.ของพรรค ฟ้องร้องการยุบพรรค ฉะนั้น หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม ไปเช่นก็อยากให้ถามกลับไปเช่นเดียวกันว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่”

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

27 พฤษภาคม 2569 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ ผมได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพ ความเข้าใจ และความปรารถนาดีต่อกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ทั้งในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการทำงานในฝ่ายบริหาร

ผมขอขอบคุณพรรคเพื่อไทย ผู้ใหญ่ทุกท่าน เพื่อนร่วมงาน และพี่น้องประชาชนทุกคนที่สนับสนุนและเดินร่วมกันมา ทุกช่วงเวลาคือประสบการณ์ที่มีคุณค่า และผมจะจดจำด้วยความเคารพและความรู้สึกที่ดีเสมอ

จากนี้ไป ผมจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของ “กลุ่มคนทำงาน” อย่างเต็มที่

“กลุ่มคนทำงาน” เป็นการรวมตัวของคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

ผมเชื่อว่าการทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความเข้าใจพื้นที่ และความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

จากวันนี้ ผมจะยังคงลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และทำหน้าที่ของ “คนทำงาน” อย่างเต็มกำลังเหมือนเดิม

ขอบคุณทุกกำลังใจครับ