สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

สธ. เพิ่มช่องทางปรึกษาสุขภาพกาย-จิต ให้คนไทยในประเทศเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

โฆษก สธ. เพิ่มช่องทางออนไลน์ ปรึกษาสุขภาพจิต-สุขภาพกายคนไทย ในพื้นที่เสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง ย้ำเตรียมมาตรการคัดกรอง 3 มิติ พร้อมจัดทีมแพทย์- จนท. ไว้รองรับ ติดตามอาการถึงบ้าน ยัน มีความพร้อมทั้งบุคลากร-เวชภัณฑ์

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 11.05 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน  โดย นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้มีการเตรียมพร้อมดูแลสุขภาพของแรงงานไทยที่มีอยู่กว่า 1 แสนคนในประเทศที่มีความเสี่ยง ทั้งในมิติทางกายและมิติทางใจอย่างรอบด้าน ใน 3 ส่วน คือ  1.จัดช่องทางการดูแลสุขภาพคนไทยเพิ่มขึ้นในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดเตรียมไว้ โดยในด้านสุขภาพกาย สามารถรับคำปรึกษาและดูแลสุขภาพผ่านทางช่องทางระบบการแพทย์ทางไกล โดยใช้ หมอพร้อม Super App ซึ่งให้บริการตั้งแต่การนัดหมายแพทย์ออนไลน์ ตรวจรักษาทางไกล ไปจนถึงการจัดเก็บเอกสารสุขภาพดิจิทัลอย่างปลอดภัย หรือใช้ช่องทางไลน์  OA “คู่ใจสุขภาพแรงงานไทยในต่างประเทศ” โดยพิมพ์ข้อความขอคำปรึกษาทางการแพทย์เข้ามาในระบบ จะสามารถเข้าถึงบริการการประเมินอาการเบื้องต้นได้ และได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพจากบุคลากรทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา ในด้านสุขภาพใจ กรมสุขภาพจิตได้เปิดช่องทางพิเศษเพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวลสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถติดต่อได้โดยเพิ่มเพื่อนทางไลน์ ไอดี @1323middle.east หรือสแกน QR Code จากสื่อที่เห็น

นพ.วรตม์ กล่าวว่า 2. มีมาตรการคัดกรอง 3 มิติ ณ จุดเข้าประเทศ โดยได้จัดเตรียมทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ประจำ เพื่อรองรับกระบวนการคัดกรอง มิติแรกเป็นมิติเชิงรุก ซึ่งกรมควบคุมโรคจะคัดกรองกลุ่มอาการสำคัญ เช่น มีอาการไข้ ไอ อาการทางระบบทางเดินหายใจ และผื่นผิวหนัง หากพบกรณีเหล่านี้ หรือสงสัยว่ามีปัญหา จะเข้าสู่เส้นทางการแยกกัก และส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่กำหนดในทันที ส่วนมิติที่สอง ทางกรมการแพทย์จะคัดกรองโรคประจำตัว รวมถึงการบาดเจ็บต่างๆกรณีที่จะต้องได้รับการรักษา จะส่งต่อไปยังเครือข่ายในโรงพยาบาล ซึ่งเตรียมความพร้อมไว้ขณะนี้เรียบร้อยแล้วทั่วประเทศ และอีกมิติ คือ มิติสุขภาพจิต โดยทางกรมสุขภาพจิตและทีม MCATT จะประเมินภาวะสุขภาพจิตเบื้องต้น หากพบอาการนอนไม่หลับตื่นตระหนกหรือภาวะเครียดที่รุนแรงจะได้รับการเยียวยาจิตใจในทันที 

นพ.วรตม์ กล่าวว่า 3. กระทรวงสาธารณสุข ยังติดตามและดูแลประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะส่งต่อความห่วงใยไปถึงที่บ้านของทุกคน โดยในระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมถึงโรงพยาบาลตามภูมิลำเนาจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมบ้านและติดตามอาการทางโทรศัพท์ ในส่วนความต่อเนื่องของการรักษาหากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการโรคเรื้อรัง หรือต้องการการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขจะอำนวยความสะดวกให้สามารถเข้าถึงบริการแพทย์ในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางกลับคือ หากเดินทางกลับมาแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ หอบเหนื่อย หรือมีความเครียดสะสม ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ณ จุดคัดกรอง เพื่อทีมแพทย์จะได้นำเข้าสู่กระบวนการการรักษาตามมาตรฐานได้อย่างทันท่วงที 

นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีแผนสำรองสำหรับความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พยายามใช้ชีวิตอย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามหากิจกรรมคลายเครียด รวมถึงติดต่อคนที่ท่านรักอย่างสม่ำเสมอ และสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้เมื่อต้องการ ไม่ต้องลังเล ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากรและเวชภัณฑ์ต่างๆ ในการดูแลชาวไทยทุกคน

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย​ เชิญทูตอิหร่านชี้แจง ลั่นไม่มีเรือไทยในพื้นที่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“ศบก.” เผย กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย เชิญทูตอิหร่านหารือขอเท็จจริงแล้ว “สีหศักดิ์” ยกหูหา  รมว.กต.โอมาน ประสานขอบคุณ หลังเข้าช่วยลูกเรือ ปัดข่าว 2 ใน 3 ชีวิต ขอให้รอฟังทางการ จ่อประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียน หาแนวทางรับมือตะวันออกกลาง

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เวลา 11.00 น ตามเวลาของประเทศไทย เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มยุรี นารี ที่มีลูกเรือไทยจำนวน 23 คน ประสบเหตุและได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือขณะเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเดินทางออกเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา ในเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)  ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันทีและต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย ซึ่งทางกองทัพเรือโอมานสามารถให้การช่วยเหลือลูกเรือไทยได้จำนวน 20 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ  ประเทศโอมาน โดยจากการตรวจสอบไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ยังคงต้องดูแลสภาพจิตใจ โดยผู้แทนท้องถิ่นบริษัทเจ้าของเรือได้พาไปพักที่โรงแรมและจัดให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์ และยังอยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต อยู่ระหว่างการประสานเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทางรถยนต์ เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ห้ามบิน เพื่อเยี่ยมเยียนให้การดูแลลูกเรือไทย พร้อมอำนวยความสะดวกในการพากลับประเทศไทย

นายปาณิดล  กล่าวว่า กรมเจ้าท่ารายงานว่า ปัจจุบันเรือสัญชาติไทยได้เดินทางออกจาก บริเวณช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว และไม่มีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานการค้นหาและให้ความช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อย้ำความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาค ซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคาม ร้ายแรง ต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในภูมิภาค และยังมีผลต่อประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงคนไทย อย่างเช่นกรณีลูกเรือไทยที่ประสบเหตุ ทั้งนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด พร้อมลดระดับความตึงเครียดในทันทีและกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก

“กระทรวงการต่างประเทศขอประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเรือพาณิชย์ และแสดงความกังวลในเรื่องนี้ โดยในช่วงเช้าวันนี้ (12 มี.ค.) กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทย มาพบเพื่อหารือข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และในช่วงเย็นวันนี้ รมว.ต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์กับ รมว.ต่างประเทศของโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมาน ที่ให้ความช่วยเหลือ และติดตามความคืบหน้าของลูกเหลืออีก 3 คน”

นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ส่วนพัฒนาสถานการณ์ของตะวันออกกลางยังมีความรุนแรง และยังไม่แน่นอน ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องบางฝ่ายถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ยังมาพร้อมกับเงื่อนไขโดยฝ่ายอิหร่านได้ระบุเงื่อนไขหลัก 3 ข้อ ได้แก่ การยอมรับสิทธิ์อันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ความเสียหาย การให้หลักประกันให้ชัดเจนจากประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่เกิดการรุกรานอิหร่านขึ้นอีกในอนาคต 

นายปาณิดล เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางต่ออาเซียนและแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือและเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาว โดยการประชุมนี้จะเป็นโอกาสการตอกย้ำความเป็นเอกภาพของอาเซียนและการเป็นแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค

นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน ตามที่ได้มีการรายงานไปแล้วว่า คนไทยที่ชุดที่ 2 อพยพออกจากอิหร่านถึงตุรกีแล้ว และจะเดินทางกลับถึงไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมากลุ่มแรกจำนวน 34 คนได้เดินทางกลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน อีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 13 มี.ค. ย้ำว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ช่วยความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย เนื่องจากความปลอดภัยของชาวไทยในตะวันออกกลางตอนนี้คือ สิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

เมื่อถามถึงกรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายงานว่า ก่อนการโจมตีมีการแจ้งเตือนแล้ว นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งสาเหตุที่เชิญทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทยมาพบ เพราะอยากตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า จะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ขอย้ำอีกครั้งหลังจากได้รับรายงานเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตของไทยติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศของโอมานทันที ซึ่งให้ความอนุเคราะห์ด้วยดีในการประสานกองทัพเรือโอมานเพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือ ส่วนความชัดเจนในการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ตกค้างอยู่ คงต้องรอฟังการดำเนินการของกองทัพเรือโอมาน ซึ่งจะมีการประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต แต่เท่าที่ทราบการเข้าช่วยเหลือมีอุปสรรคเนื่องจากเรือมีขนาดใหญ่มาก และข้างในมืดมาก แต่กองทัพเรือโอมานก็จะพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เรือพาณิชย์ของไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธประเภทใด ทราบเพียงว่า ถูกโจมตีด้านท้ายเรือ ซึ่งบังเอิญว่า ลูกเรือไทยทั้ง 3 คนอยู่ใกล้กับห้องดังกล่าว ส่วนที่มีสื่อไทยรายงานข่าวว่า ลูกเรือ 2 ใน 3 คนเสียชีวิตแล้วนั้น ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ข่าวสารในช่วงนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ อยากให้รับฟังจากช่องทางทางการเท่านั้น ขอย้ำว่าความปลอดภัยของลูกเรือทั้ง 3 คน เป็นสิ่งที่เรากังวลที่สุด ทุกคนเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันการโจมตีเรือพาณิชย์ของไทยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องนี้กองทัพเรือดูแลอยู่แล้ว และได้มีการออกแถลงเตือนเรือที่แล่นอยู่ในพื้นที่ว่า ควรปฏิบัติอย่างไรและมีแผนประเมินความเสี่ยงอย่างไร จึงจะต้องขอให้เรือปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นที่ทราบมีการแจ้งเตือนไปแล้ว 5 ครั้ง แต่ขอย้ำว่าขณะนี้เรือพาณิชย์ของไทยได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวหมดแล้ว

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

มาร์ค-กรณ์ จี้ รัฐบาล ผันค่าการกลั่น เข้ากองทุนน้ำมัน แก้วิกฤตพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

“อภิสิทธิ์-กรณ์” จี้ “รัฐบาล” ผันค่าการกลั่นอุดหนุนที่จ่ายให้เอกชน เติมในกองทุนน้ำมัน หลังพบใช้เงินกองทุน ตรึงราคาดีเซลสูง 16 บาทต่อลิตร หวั่นเป็นภาระของประชาชน พร้อมจี้ให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน-ก๊าซ-ไฟฟ้า

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิปผ่านเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินส่วนต่างที่เพิ่มจากค่าโรงกลั่นแก้ปัญหาวิกฤติราคาพลังงาน เพราะปัจจุบันนพบว่าค่าการกลั่นมีราคาสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ควรนนำค่าการกลั่นดังกล่าวจ่ายให้กับกองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล  โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน  ที่ลิตรละเกือบ 16 บาท เป็นตัวเลขที่สูงมาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และในภาวะวิกฤติพลังงานปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นทบทวนเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด ไม่เฉพาะ น้ำมัน แต่ยังรวมถึงก๊าซ และไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน และไม่มีใครที่แสวงหากำไร หรือ ผลตอบแทนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊คในประเด็นเดียวกัน โดยระบุว่า ประชาชนนอาจไม่ทราบว่าเหตุที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการยังนิ่ง เพราะกองทุนนน้ำมันใช้เงินในกองทุนชดเชย โดยวานนี้ (11 มี.ค.) ชดเชยดีเซลถึงลิตรละ 16.97 บาท  ส่วนแก๊ซโซฮอล  91 และ 95 ชดเชยลิตรละ 7.41 บาท ทั้งนี้รัฐบาลประกาศว่าจะตรึงดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งจะครบวันที่ 17 มี.ค. จากนั้นหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายคงต้องปรับราคาสูงขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนนํ้ามัน และเพื่อให้กลไกตลาดช่วยทำให้เกิดการประหยัดการใช้มากกว่าปัจจุบัน

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ควรมองข้าม นั่นคือค่าการกลั่น ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา จากลิตรละ 2 บาทเป็น 6 บาท หมายความว่า เรากำลังใช้เงินของประชาชนไปจ่ายกำไรเพิ่มขึ้นให้กับเหล่าบริษัทกลั่นนํ้ามันหากทางกระทรวงพาณิชย์คุมให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับปกติคือ 2 บาท ราคานํ้ามันจะถูกลงได้ถึง 4 บาทต่อลิตรทันที” นายกรณ์ กล่าว

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

ทวีค้านแยก ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หวั่นทำลายพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.37 น.

ทวี ค้านแยกการท่องเที่ยว-กีฬา ชี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำเงินมหาศาล ติง วัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าประดับตู้โชว์ เพื่อดึงดูดเงินตรา ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  แยก“ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด

ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง

2. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  อาทิ

รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

3. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

4. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

สภาสูง สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ ขานรับมาตรการประหยัดพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

“วิปวุฒิสภา” สั่ง สว. งด-เลื่อน เดินทางเยือนต่างประเทศ หนุนมาตรการรัฐบาล รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมนัดประชุม 16 – 17 มี.ค. 

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้นัดประชุมวิปวุฒิสภา เมื่อ 11 มี.ค. เพื่อพิจารณาการบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 16 -17 มี.ค.    โดยมีวาระพิจารณาสำคัญ คือ ในวันที่ 16 มี.ค. พิจารณาเรื่องด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาฝ่ายวุฒิสภาในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.)  แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 คน ขณะที่การประชุมวันที่ 17 มี.ค. จะพิจารณาเรื่องที่กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ 4 เรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมวิปวุฒิสภา ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ และเห็นควรให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยขอความร่วมมือ กมธ.ปรับเปลี่ยนการประชุมเป็นการประชุมออนไลน์เพื่อลดการเดินทางมาประชุมที่อาคารรัฐสภา และให้งดหรือเลื่อนการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและไปเยือนต่างประเทศในช่วงนี้ออกไปก่อน ในส่วนของบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาให้พิจารณาทำงานจากที่บ้าน ตามความจำเป็นและเหมาะสม

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

สมชัย นำทัพบุกกองปราบ! จี้ถาม ปม กกต. แจ้งจับ อั้งยี่-ม.116 หลังโชว์เจาะระบบบาร์โค้ดเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“สมชัย-ดร.เรือบิน-ข้าวโพด” รุกถามกองปราบฯ ปม กกต. แจ้งความดำเนินคดี “อั้งยี่-ขัดขวางหน้าที่” หลังพบชื่อว่าถูก กกต.แจ้งความจับ

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.  ดร.ธรรม์ธีร์ (เรือบิน) สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data, Fintech และ Digital Transformation  นายทรงพล เรืองสมุทร (ข้าวโพด) หัวหน้าช่างภาพ สื่อออนไลน์ SPACEBAR  นัดหมายกันเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามความคัดเจนกรณี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญา ต่อมามีข่าวว่าให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 6 ราย ในข้อหาความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” หรือซ่องโจร , ข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ , ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. , กระทำการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ (ม.116)

ซึ่ง นายสมชัย และ ดร.เรือบิน เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต้องการความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 

1.ยืนยันตัวตนและข้อกล่าวหา ต้องการทราบว่าบุคคลทั้ง 6 ที่ปรากฏในข่าว (ซึ่งรวมถึงพวกตน) ถูกแจ้งความจริงหรือไม่ และข้อหาคืออะไร พร้อมขอคัดสำเนาคำร้องเพื่อเตรียมต่อสู้คดี

2.ตรวจสอบที่มาของข้อมูลหลุด เนื่องจาก กกต. ไม่เคยแถลงชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ แต่กลับมีรายชื่อหลุดไปยังสื่อมวลชนหลายสำนักตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ จึงต้องการคำยืนยันจากกองปราบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลมาจากพนักงานสอบสวน

ซึ่ง นายสมชัย ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจำลองการเลือกตั้งเป็นไปเพื่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบบบาร์โค้ดที่อาจทำให้ความลับของประชาชนรั่วไหล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ได้เป็นการเปิดเผยว่าใครเลือกใคร

“เราไม่มีนิสัยทำอะไรแล้วไม่กล้ารับ และต้องการทราบว่าใครเป็นคนฟ้อง การปล่อยชื่อออกมาสู่สาธารณะโดยไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างมาก” นายสมชัยระบุ

ทั้งนี้  6 ประชาชน ที่ถูก กกต. เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดี เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 โดยมีข้อกล่าวหาที่ครอบคลุมความผิดหลายฐาน โดยหลักคือความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 66 วรรคสอง ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา อาทิ มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี รวมถึงมาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ หรือเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท (หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันวิชิต กับ 2 คำถามค้างคาใจ? อิหร่านยิงเรือมยุรีนารี เตือนล่วงหน้าหรือยัง ชี้ไม่ควรมีลำไหนต้องรับเคราะห์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เอาดีๆ ตกลงยังไงกันแน่ ไม่อยากให้มีการโบ้ย ว่าเรือมยุรี ติดธงไทย หรือเจ้าของเป็นอินเดีย เพื่อจะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน ประมาณว่าเขาเข้าใจผิด หรือเขาจะรู้มั้ยว่าเรือนี้ชาติใด เป็นเจ้าของ ความชัดเจน การประสานพูดจากันต่างหาก ที่คนไทยอยากรู้ว่า

1. อิหร่านได้เตือนมาทางเรือมยุรีแล้วรึยัง

2. ถ้าเตือนแล้ว เรือไทยเราตอบกลับ ประสานเขาไปว่าอย่างไร 

สำคัญที่สุด การยิงเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ควรมีเรือลำไหนต้องโดนยิง  นะครับ

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

ดร.อานนท์ มองอีกมุม ปมเรือมยุรีนารี ถูกอิหร่านยิงถล่ม ไม่ใช่เพราะติดธงไทย?

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  เรือขนสินค้าแบบเทกอง ที่โดนยิงจมนั้นชื่อ มยุรีนารี โดยที่ IRGC หรือกองทัพความมั่นคงของอิหร่านออกมาแถลงว่าเป็นคนยิงโจมตีเรือสินค้าไทย

ผมก็แปลกใจ

เพราะไทยกับอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีกันมายาวนานกว่า 420 ปี นับแต่รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม 

เฉกอะหมัด เจ้าพระยาบวรราชนายก ต้นสกุลบุนนาค เป็นสมุหนายกและจุฬานราชมนตรี เป็นคนเปอร์เซียหรืออิหร่าน

การที่ IRGC แถลงแสดงความรับผิดชอบ และอ้างว่าปรามแล้ว เตือนแล้วแต่เรือไทยก็ยังฝืนแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซระหว่างโอมานกับอิหร่าน ย่อมมีนัยยะทางการเมือง

เมื่ออ่านข้อมูลจากครูนก ศาสตราจารย์ ดร.กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ ครูของผมที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพาณิชย์นาวี จึงได้เข้าใจถ่องแท้ว่า

เรือมยุรีนารี นั้นเป็นเรือที่ติดธงไทย แต่แท้จริงแล้วเป็นเรือของบริษัทอินเดีย ต่อมาจากอินเดีย Precious shipping ไม่ใช่ของคนไทยเลยครับ เป็นของคนอินเดีย จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเฉย ๆ 

และมุ่งหน้าไป ท่าเรือ Kandla  ประเทศอินเดีย ไม่ได้มาไทยนะครับ

(หมายเหตุ อีกสองลำ ที่ถูกยิง ในเวลาใกล้เคียงกัน เป็นเรือของญี่ปุ่น ติดธง Liberia) 

อิหร่านขายน้ำมันให้อินเดียมาเนิ่นนาน โดยใช้เงินรูปีของอินเดีย ไม่ได้ใช้เงินดอลลาร์นะครับ แต่ คำถามคือ นายกรัฐมนตรีโมดิ ของอินเดีย ไปกอดผู้นำอิสราเอลหรือไม่

เรือรบอิหร่านที่ไม่มีอาวุธ ไปร่วมงานสวนสนามในอินเดีย แล้วออกมาถูกเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกายิงทำลายจนจม มีทหารเรืออิหร่านเสียชีวิตมากมายนั้น 

อินเดียมีส่วนรู้เห็นหรือไม่

ข่าวแจ้งว่าอินเดียนิ่งเฉย ไม่ยอมช่วยเหลือเรืออิหร่านที่กำลังจะจม กลายเป็นเรือของศรีลังกาไม่ดูดายและเข้าไปช่วย

พฤติกรรมของอินเดียและโมดิ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ก็อาจจะทำให้อิหร่าน ไม่พอใจ เมื่อเรือของอินเดีย แค่ติดธงไทย แต่ไม่ใช่เรือของไทย จะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจึงไม่ยอม 

แต่เมื่อจะยังฝืนแล่นต่อไป เพราะคิดว่าเรือติดธงไทย

IRGC ก็เลยต้องยิงเพื่อปราม ไม่ให้ห่ามมากเกินไป

ในวงการพาณิชย์นาวี การติดธงชาติว่าเป็นเรือสัญชาติใด กับประเทศที่เป็นเจ้าของเรือที่แท้จริง เป็นคนละเรื่องกันนะครับ 

ข้อนี้ผมพยายามมองอีกมุม เพื่อ empathy และเข้าใจฝั่งอิหร่านบ้าง ที่เรือมยุรีนารี ถูกยิงนั้น ไม่ใช่เพราะติดธงไทย แต่อาจจะเป็นเพราะเป็นเรือของบริษัทอินเดีย ครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เรือไทยหรือเรืออินเดีย? เปิดข้อมูลเชิงลึก เคลียร์ชัดปมดรามาสัญชาติ เรือมยุรีนารี

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

อนุทิน คุย ทูตออสเตรเลีย ถกปัญหานำเข้านมผง ปัดหารือเรื่องน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

‘อนุทิน’โพสต์เฟซบุ๊กโต้คุย‘ทูตออสเตรเลีย’ ซื้อขายน้ำมัน ช่วงสงครามตะวันออกกลาง แจงหารือสถานการณ์การค้า-การลงทุน -ปัญหานำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงฯ

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 07.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นข้อความภาษาอังกฤษ พร้อมภาพน.ส. แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ภายหลังจากเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าได้พูดคุยหารือถึงเรื่องการซื้อขายน้ำมัน ในช่วงที่มีการสู้รบในตะวันออกกลาง บนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล  โดยแปลเป็นข้อความภาษาไทยว่า 

วันที่ได้ให้การต้อนรับน.ส.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ณ ที่ทำงานของตน เพื่อหารือกันระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งครอบคลุมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน การค้า การลงทุน และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ เช่น ปัญหาการนำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย-ไทย ไม่มีการหารือเรื่องการซื้อน้ำมันตามที่ปรากฏในสื่อ.

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

พรรคส้มไม่สนไฟสงคราม เพ้อหารัฐธรรมนูญ ในวันที่ต้องรับมือวิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

ขณะที่สถนการณ์ความตึงเครียดจากสงคราม ระหว่าง สหรัฐ และ อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับ ผู้คนทั้งโลก ว่ามันจะลุกลาม และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน 

ภาครัฐ ซึ่งแม้จะอยู่ในสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์  ที่รอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย ก็พยายามประคองสถานการณ์ ด้วยการออกมาตรการต่างๆมารองรับ และบรรเทาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 แต่ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน กลับมองเห็นความสำคัญ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องเร่งด่วนคอขาดบาดตายกว่าสิ่งใด  ถึงขนาด รีบออกมาดักคอรัฐบาลใหม่ ที่ยังจัดตั้งไม่เสร็จ ทำนองว่าห้ามลืมเด็ดขาด

โดยเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตอกย้ำหลังการประกาศผลประชามติในราชกิจจานุเบกษาว่า มีประชาชนถึง 21 ล้านเสียงที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเคารพเสียงมหาชนนี้

 การรีบออกมาทวงถามเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยอ้างเรื่องผลการทำประชามติ ในสถานการณ์ที่ผุ้คนกำลังกังวลเรื่อง ราคาน้ำมัน และผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายนั้น  เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนอีกครั้งว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ ไร้เดียงสาเพียงใด  การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะต้องทำเร่งด่วน

 อะไรรอเวลาได้ ในสถานการณ์เช่นนี้

ในขณะที่พรรคประชาชนหมกมุ่นอยู่กับ การจัดทำรัฐธรรมนูญที่พวกเขาคิดว่าเป็นยาวิเศษ  แต่โลกภายนอกกลับกำลังเผชิญกับสัญญาณอันตรายจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจขยายวงกว้าง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วโลกเตือนว่าหากสงครามปะทุรุนแรงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโรงกลั่น และคลังน้ำมันยังดำเนินต่อไป

ราคาน้ำมันดิบ: มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 120 – 150 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล  หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะกดดันให้เงินเฟ้อในไทยพุ่งสูงขึ้นทันที 3-5%

และเมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจนกระทบต้นทุนสินค้าทุกชนิด ประชาชนที่ส่งเสียง 21 ล้านเสียงเหล่านั้น อาจจะพบว่า รัฐธรรมนูญใหม่” ที่พรรคประชาชนพยายามหยิบยื่นให้  ไม่สามารถช่วยบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดได้แม้แต่น้อย

ยิ่งเมื่อหันไปดู ตัวเลข “หนี้ครัวเรือน”  ของไทย: ที่ยัง “สูงติดเพดาน” อยู่ในระดับเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

สภาวะ เช่นนี้ ทำให้ประชาชนไม่มี “เกราะป้องกัน” เหลือพอจะรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซ้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย

การที่พรรคประชาชนยังคงลำดับความสำคัญ ไปที่การทำประชามติและการเลือกตั้ง สสร.  ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและเวลาอีกนับปี แทนที่จะเสนอ “โรดแมปกู้ชีพเศรษฐกิจ” อย่างเป็นรูปธรรม

สะท้อนถึงการแยกไม่ออกระหว่าง “ความต้องการทางการเมือง”ของตัวเอง  และ “ความจำเป็นทางการดำรงชีวิต” ของประชาชน

การที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม ออกมาแสดงท่าทีเชิงรุกในประเด็นรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลใหม่  ในหมู่ด้อมส้มอาจมองว่าเป็นการเดินเกมชิงพื้นที่ความชอบธรรมที่ชาญฉลาด  แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว   นี่คือการเปลือยให้เห็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น “นักทฤษฎีในหอคอยงาช้าง” ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆในยามบ้านเมืองวิกฤต

หากเกิดวิกฤตพลังงานโลกขึ้นจริง แล้วพรรคประชาชนยังคงใช้เวลาในสภาถกเถียงเรื่องการกระจายอำนาจ หรือที่มาขององค์กรอิสระ  ฯลฯ พวกเขาอาจพบว่าศรัทธาจากมวลชนจะเริ่มสั่นคลอน เพราะความมั่นคงทางปากท้องคือรากฐานเดียวที่รองรับระบอบประชาธิปไตยให้ยืนหยัดอยู่ได้

“พรรคประชาชนต้องเลือกว่าจะเป็น “สถาปนิกที่นั่งแก้แบบบ้าน “ ในขณะที่พายุกำลังมา

 หรือ จะ ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยกันนำพาประชาชนฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปให้ได้ก่อน  แล้วค่อยกลับมา ผลักดัน พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น เรื่องที่รอได้ และไม่มีใครต้องตาย ถ้ามันจะช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง