แปดริ้วส่งสัญญาณเบื่อวาทกรรม ปลุกกระแส ‘เอาคนทำงานจริง’ จ่าเอกยศสิงห์ ประกาศ ‘กล้าทำ–กล้าชน-การเมืองแตะต้องได้’

แปดริ้วส่งสัญญาณเบื่อวาทกรรม ปลุกกระแส 'เอาคนทำงานจริง' จ่าเอกยศสิงห์ ประกาศ 'กล้าทำ–กล้าชน-การเมืองแตะต้องได้'

แปดริ้วส่งสัญญาณเบื่อวาทกรรม ปลุกกระแส ‘เอาคนทำงานจริง’ จ่าเอกยศสิงห์ ประกาศ ‘กล้าทำ–กล้าชน-การเมืองแตะต้องได้’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

ฉะเชิงเทรา – บรรยากาศการเมืองเมืองแปดริ้วร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อพรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ ตลาดสนามชัยเขต ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต ท่ามกลางประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมฟังอย่างคึกคัก สะท้อนกระแส “เบื่อแล้วการเมืองวาทกรรม” และต้องการ “คนทำงานจริง” ที่ประชาชนเข้าถึงได้ จับต้องได้ และใช้งานได้ในชีวิตจริงทุกวัน

เวทีครั้งนี้แกนนำพรรคขึ้นครบทีม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคฝ่ายสังคม ร่วมประกาศจุดยืนการเมืองที่ย้ำ “ลงพื้นที่ ฟังปัญหาที่หน้างาน และต้องบริหารจัดการให้จบ”

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การปราศรัยของ “จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ” ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 หมายเลข 4 พรรคกล้าธรรม ที่ขึ้นเวทีพร้อมข้อความชัดเจนว่า ตัดสินใจร่วมพรรคเพราะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของแกนนำพรรคว่าจะ “ผลักดันแปดริ้วให้ก้าวหน้าแบบจับต้องได้” พร้อมตอกย้ำภาพพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้าถึงง่าย “ผู้บริหารพบง่าย แตะต้องได้ ไม่ปิดบ้าน ไม่ปิดหัวใจ” และต้องเป็นการเมืองที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ยืนอยู่บนเวทีกับเเค่คำพูดสวยหรู

“คะแนนเสียงทุกคะแนนมีความหมายเท่ากัน” จ่าเอกยศสิงห์กล่าว พร้อมขอแรงสนับสนุนจากชาวฉะเชิงเทราทั้งจังหวัดให้ร่วมกันส่งผู้สมัครของพรรคเข้าสภาฯ เพื่อเป็น “กระบอกเสียงของประชาชน” อย่างแท้จริง โดยชูนโยบายหลัก “กล้าทำ” และประกาศเพิ่มจุดยืนส่วนตัวเป็นคำที่ชาวบ้านได้ยินแล้วปรบมือกึกก้องคือ “กล้าชน” — ชนปัญหา ชนความไม่เป็นธรรม ชนระบบที่ทำให้คนตัวเล็กถูกละเลย ภายใต้กรอบกฎหมาย และยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

พร้อมกันนี้ จ่าเอกยศสิงห์ยังประกาศแนวคิด “กล้าชน สู้ทุกปัญหา ไม่หวั่นต่อทุนใด” โดยระบุว่า การพัฒนาจังหวัดต้องไม่ติดเพดาน “อิทธิพล–ผลประโยชน์–ทุนสีเทา” และนักการเมืองยุคใหม่ต้องกล้ายืนข้างคนทำมาหากินจริง กล้าปกป้องคนตัวเล็ก กล้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล และกล้าผลักดันทางออกที่ทำได้จริงในระดับพื้นที่

ด้านประสบการณ์ทำงาน จ่าเอกยศสิงห์ย้ำความมั่นใจต่อประชาชนว่า ผ่านงานท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน กว่า 20 ปี ทั้งบทบาทนายกเทศมนตรี รวมถึงประสบการณ์ด้านการเมืองและการรับราชการทหารเรือ ซึ่งหล่อหลอมให้ “ทำงานเป็นระบบ มีวินัย และไม่ทอดทิ้งประชาชน” พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวัง และหากได้รับความไว้วางใจเข้าสภาฯ จะนำประสบการณ์ทั้งหมดไป “แก้ปัญหาชีวิตจริง” ให้คนแปดริ้ว ตั้งแต่เรื่องปากท้อง ความเดือดร้อนในชุมชน ไปจนถึงการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่

เวทีปราศรัยครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การประกาศเบอร์หรือสโลแกน หากเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่า เมืองแปดริ้วกำลัง “ขานรับคนทำงาน” และกำลังส่งเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ประเทศนี้ต้องการนักการเมืองที่ พึ่งพาได้—เข้าถึงง่าย ทำงานจริง เสียสละจริง และพร้อม “กล้าชน” เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

บิ๊กโจ๊ก ปรากฎตัวท่ามกลางข่าวสะพัดหนีออกนอกประเทศ ลั่นยังสู้คดีสินบนทอง อัดเจ้าหน้าที่ทำคดีมิชอบ

บิ๊กโจ๊ก ปรากฎตัวท่ามกลางข่าวสะพัดหนีออกนอกประเทศ ลั่นยังสู้คดีสินบนทอง อัดเจ้าหน้าที่ทำคดีมิชอบ

บิ๊กโจ๊ก ปรากฎตัวท่ามกลางข่าวสะพัดหนีออกนอกประเทศ ลั่นยังสู้คดีสินบนทอง อัดเจ้าหน้าที่ทำคดีมิชอบ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

วันที่ 31 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้ไลฟ์สดขณะอออกกำลังกายด้วยการตีเทนนิสที่คอร์ดของโรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดี หลังจากที่เจ้าตัวหายไปจากหน้าสื่อ

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อดีต รอง ผบ.ตร.ได้กล่าวอวยพรปีใหม่กับประชาชนและแฟนเพจที่ติดตามให้กำลังใจในการต่อสู้คดีต่างๆมาตลอด 

ก่อนเปิดเผยถึงการต่อสู้คดีว่า มีบุคคลพยายามสร้างกระแสว่าตนหลบหนีออกไปต่างประเทศ ต้องฝากไปถึงบุคคลท่านนั้นด้วยว่าผมไม่ได้หนีไปไหน อย่าพยายามสร้างกระแสเลย ผมยังใช้ชีวิตปกติยังมีประชาชนหลายท่านที่พบเห็นผมอยู่ ขอถ่ายรูปต่างๆ ผมใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวเอง ผมไม่เคยหยุดพัฒนา เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องๆและหลานๆว่าการพัฒนาเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในราชการเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา

อย่างวันนี้ตนก็มาเล่นเทนนิสปกติ ทราบไหมครับว่าผมเล่นเทนนิสทุกวัน ในปลายปีนี้จะไปแข่งเทนนิสประเทศไทยรุ่นอายุ 55 ปี เดิมจะไปแข่งตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวมานานกว่า 8 เดือนเพิ่งรักษาหาย ได้เล่นเทนนิสอย่างต่อเนื่องทำให้สุขภาพเราดี สิ่งที่ผมคำนึงมากที่สุดคือสุขภาพ ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้ ไม่สามารถทำงานเพื่อแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน เราต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง สุขภาพจะแข็งแรงได้ต้องออกกำลังกาย ผมตรวจร่างกายทุก 3-4 เดือนหมอบอกว่าร่างกายปกติเพื่อจะได้เอามันสมองไปทำงานเพื่อส่วนรวมได้ นี่อาจเป็นความคิดของผมที่อาจไม่เหมือนใคร

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าวันนี้ผมไม่ได้หนีไปไหน ใช้ชีวิตปกติส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯเป็นหลักอยู่บ้านหลังเดิมที่ถูกค้น เพราะมีบ้านอยู่หลังเดียวหรือก็กลับไปที่สงขลาบ้าง

อดีตรอง ผบ.ตรได้กล่าวถึงคดีว่า วันนี้ในการต่อสู้คดีประชาชนหลายท่านอาจจะถามว่าตนไม่ออกมาพูดเหมือนปีที่แล้ว ต้องขอกราบเรียนว่าปีที่แล้วผมพูดทั้งปีแต่ผมก็เศร้าใจว่าประเทศไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ การปราบปรามอาชญากรรม ประชาชนยังเดือดร้อนเหมือนเดิม สแกมเมอร์ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ประชาชนยังถูกหลอกอยู่เหมือนเดิมก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม เพราะพูดไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับประเทศไทยใน

ส่วนเรื่องของคดีความของผมที่ผมไม่พูดอะไรเลยไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ต่อสู้ แต่ผมเบื่อหน่าย คดีเรื่องสิบบนทองคำต่างๆ ในเมื่อบุคคลที่รักษากฎหมายยังทำกระบวนการกฎหมายไม่ชอบไม่ถูกต้อง ผมไม่รู้จะพูดไปทำไมใน เมื่อท่านยังทำไม่ชอบไม่ถูกต้องเลย นี่ขนาดผมเป็นข้าราชการเก่านะ ถ้าเป็นประชาชนตายเลยเมื่อผู้รักษากฎหมายกระทำไม่ชอบ กระทำไม่ถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายไม่รู้ผมจะพูดทำไม

จึงฝากถึงพี่น้องเมื่อไหร่ถ้าเขาทำถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายผมจะออกมาให้ข้อเท็จจริงให้ฟัง ในเมื่อขณะนี้ข้อกฎหมายท่านยังทำไม่ถูกแล้วผมจะมาพูดข้อเท็จจริงมันไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอบอกว่าผมไม่ได้หยุดต่อสู้ ผมต่อสู้ตามปกติและได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการผู้แทน ผมยืนยันว่าผมไม่ได้หลบหนีไปไหนอยู่เหมือนเดิม อยู่บ้านหลังเดิม ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวเมื่อไหร่ผมพร้อมไปทันที ขอให้หยุดสร้างกระแสไม่มีประโยชน์อะไร การดำเนินคดีกับผมขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องต่อสู้

ฝากพ่อแม่พี่น้องคือฝากถึงทุกท่านขอให้รักษาสุขภาพในปีนี้น่าจะเป็นปีที่สาหัสสากรรจ์ในเรื่องเศรษฐกิจขอให้รู้จักการออมใช้เงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์ รวมถึงข้าราชการต่างๆผมรู้ว่าข้าราชการเงินเดือนนิดเดียว ถ้าใช้เงินมากก็ต้องไปแสวงหาสิ่งที่อยู่นอกระบบมาแล้วทำให้ท่านต้องเสี่ยงเพราะ ฉะนั้นต้องกราบเรียนว่านี่เป็นแนวทางของผมในส่วนของผมก็ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลาก็ให้มาหาได้ที่บอร์ดเทนนิสก็ยินดีขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้มา

เมื่อมีโอกาสได้ทำงานในสถานะใดก็ตามผมไม่ลืมที่จะทดแทนบุญคุณแผ่นดินประเทศชาติราชบัลลังก์ รวมถึงดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนเหมือนเดิมที่ผมเคยทำอยู่ ผมเล่นกีฬาทุกวันเราเป็นอดีตข้าราชการก็เหมือนคนเกษียณแล้ว ตอนนี้ผมใช้ชีวิตเหมือนคุณเกษียณเราต้องเตรียมตัวเกษียณตั้งแต่วันนี้ ส่วนจะได้กลับหรือไม่ได้กลับเป็นเรื่องของวาสนาบุญวาสนา แต่เราต้องเตรียมตัวเกษียณ แต่ถ้าเรามีโอกาสวาสนาได้ไปทำงานให้ประเทศชาติอีกครั้งก็ว่ากันไป แต่วันนี้การต่อสู้คดีต้องว่ากันไป พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

‘ซาบีดา’ ควง ‘มัลลิกา’ ลุยหาเสียงเมืองลพบุรี ชูผลงาน ‘พูดแล้วทำพลัส’ ขอโอกาส ‘ภท.’ กลับมาสานต่อ

'ซาบีดา' ควง 'มัลลิกา' ลุยหาเสียงเมืองลพบุรี ชูผลงาน 'พูดแล้วทำพลัส' ขอโอกาส 'ภท.' กลับมาสานต่อ

‘ซาบีดา’ ควง ‘มัลลิกา’ ลุยหาเสียงเมืองลพบุรี ชูผลงาน ‘พูดแล้วทำพลัส’ ขอโอกาส ‘ภท.’ กลับมาสานต่อ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ช่วยผู้สมัครสส. ของพรรคหาเสียง ประกอบด้วย นายนรินทร์ คลังผา ผู้สมัคร สส. ลพบุรี เขต 1 ที่ลงพื้นที่บริเวณตลาดอำเภอโคกสำโรง  นางกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช ผู้สมัคร สส. ลพบุรี เขต 3 ซึ่งลงพื้นที่ บริเวณตลาดวัดศุกร์ และเขตเทศบาลตำบลหนองม่วง และตลาดบ.ข.ส. บ้านหมี่ เทศบาลบ้านหมี่

นอกจากนี้นางสาวซาบีดา พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ผู้สมัคร สส. จังหวัดลพบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย เดินหาเสียง สลับกับการขึ้นหลังรถกระบะ ที่ติดตั้งเครื่องขยายเสียงปราศรัยหาเสียง ตระเวนลงพื้นที่ ทั่วจังหวัดลพบุรี ตลอดทั้งวัน มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้า นำดอกไม้มามอบให้ รวมถึงขอถ่ายรูปกับนางซาบีดา เป็นจำนวนมาก 

นางสาวซาบีดา เน้นย้ำระหว่างลงพื้นที่ ถึงผลการทำงานของรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พูดแล้วทำพลัส และเห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอคะแนนให้กับผู้สมัครของพรรคทั้งสส. เขตและสส.บัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง สานต่อนโยบายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ ปากท้อง การศึกษา ความมั่นคง อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส 

ศาลฎีกามีคำสั่งถอนรายชื่อ 7 ผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมือง หมดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ศาลฎีกามีคำสั่งถอนรายชื่อ 7 ผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมือง หมดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ศาลฎีกามีคำสั่งถอนรายชื่อ 7 ผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมือง หมดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

ศาลฎีกามีคำสั่งถอนรายชื่อ 7ผู้สมัคร สส.เขต 7 จว. เหตุมีคุณสมบัติต้องห้าม กกต.ย้ำห้ามลงคะเนนเลือก เพราะจะกลายเป็นบัตรเสีย

วันที่ 31 มกราคม  2569 ที่สำนักงานคณะกรรมกานการเลือกตั้ง (กกต.)ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า ในวันที่ 1ก.พ.2569  เป็นวันออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าขอชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องของผู้สมัคร สส.แบบเขตที่ถูกถอด ถอนชื่อการรับสมัครเลือกตั้ง สส.ตามมาตรา 52 ของ พ.ร.ป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  

จากข้อมูลล่าสุดนั้น ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามที่ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง พบว่าผู้สมัครใดขาดคุณสม บัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

1.นายฉลอง แสงราษฎร์เมขินทร์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต13 หมายเลข3 พรรคกล้าธรรม 

2.น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส.ราชบุรี เขต3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย 

3.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต2 หมายเลข6 พรรคประชาชน

4.นายพสิษฐ์ คำชัย ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ เขต2 หมายเลข7 พรรคกล้าธรรม

5.นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เขต2 หมายเลข1 พรรคกล้าธรรม 

6.น.ส.วันใหม่ ทรงศิลสอาด ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต4 หมายเลข4 พรรคพลังประชารัฐ 

 7.นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต3 หมายเลข4 พรรคกล้าธรรม   

ดังนั้น ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงในเขตเลือกตั้งดังกล่าว หากลงคะแนนให้ผู้สมัครที่มีรายชื่อข้างต้น ตามเขตเลือกตั้งเหล่านี้ จะทำให้บัตรเลือกตั้งกลายเป็นบัตรเสียได้ 

พรรครักชาติ แถลงจุดยืน รักชาติ ไม่ใช่วาทกรรม ซัดพรรคการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน

พรรครักชาติ แถลงจุดยืน รักชาติ ไม่ใช่วาทกรรม ซัดพรรคการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน

พรรครักชาติ แถลงจุดยืน รักชาติ ไม่ใช่วาทกรรม ซัดพรรคการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

“พรรครักชาติ” แถลงจุดยืน “รักชาติ ไม่ใช่วาทกรรม” ซัดพรรคการเมืองมัวแต่ทะเลาะกัน ระวัง “จักรวรรดินิยม สหรัฐฯ” จะรุกคืบดินแดนไทย

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 นำคณะพรรครักชาติ วางดอกไม้ และยืนไว้อาลัย บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ด้วยความสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงเหล่าทหารกล้า ที่เสียสละชีวิต และเลือดเนื้อปกป้องบ้านเมืองจากสงคราม ก่อนที่จะถึงวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ นี้  ซึ่งระหว่างที่ทีมพรรครักชาติ กำลังวางดอกไม้ ได้มีกลุ่มแฟนคลับ ที่ขับรถผ่านบริเวรวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้เปิดกระจกทักทาย พร้อมตะโกนให้กำลังใจทีมพรรครักชาติ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเริ่มจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการจัดงานวันทหารผ่านศึก กันอย่างแข็งขัน

นายเจษฎ์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โลกและพรรคการเมืองคู่แข่ง ระบุว่า ไทยกำลังเดินหน้าสู่หายนะจากภัยคุกคาม “ลัทธิจักรวรรดินิยม” และกลุ่ม “จ้องล้มสถาบัน” โดยภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามาคือ “ลัทธิจักรวรรดินิยม” นำโดยสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มจากสงครามเศรษฐกิจ ภาษี และกำลังลามสู่การรุกคืบดินแดน 

นายเจษฎ์ กล่าวว่าส่วนพวกจ้องล้มเจ้า ถ้ากลุ่มพวกท่านยอมรับว่าต้องการ ‘ล้มเจ้า’ พรรครักชาติก็จะยอมรับหน้าชื่นตาบานเลยว่าเรา ‘โหนเจ้า’ เพื่อปกป้อง และหากฝ่ายตรงข้ามยังดึงดันด้วยอุดมการณ์วิบัติ พรรครักชาติก็พร้อมจะสู้จนถึงที่สุด เพื่อไม่ให้บ้านเมืองพินาศ วันนี้พรรคการเมืองใหญ่กำลังทำพฤติกรรมเดิม คือสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง

“ขอหยุดเป็นเหยื่อของการเสี้ยมสอน  ความสามัคคีคือทางรอดเดียว พรรครักชาติไม่ได้ชวนคนมาแบ่งฝ่าย แต่ชวนมารวมพลังต้านภัยคุกคาม ก่อนที่ไทยจะสิ้นชาติเพราะศึกนอกกระหน่ำ ศึกในกระซวกร่าง 

ขณะที่นายชัยวุฒิ ได้ตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองหลายพรรคที่หยิบยกคำว่า “รักชาติ” มาใช้เป็นวาทกรรมในช่วงหาเสียง พร้อมเตือนสติประชาชนอย่าหลงเชื่อกลุ่มที่ใช้ความรักชาติมาแบ่งแยกผู้คนหรือหวังเพียงผลประโยชน์ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า ปัจจุบันมีกระแสการเคลื่อนไหวที่สร้างความไม่มั่นคงและแตกแยกในบ้านเมือง ซึ่งทางพรรคตั้งใจจะเข้ามาต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ด้วยความรักและความสามัคคีที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง

“มันไม่ใช่วาทกรรมที่เอามาใช้หาเสียง เอามาแบ่งฝ่าย เอามาโจมตีกัน  อันนี้รักชาติ อันนี้ไม่รักชาติ อย่าไปเลือก  ไม่ใช่แนวคิดของเรานะครับ เราไม่อยากสร้างความแตกแยกแบบนั้นในทางการเมือง และสุดท้ายพรรคการเมืองที่พูดเรื่องเหล่านี้ พอผลประโยชน์ลงตัว ก็จะไปจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน  เค้าไม่ได้ขัดแย้งกันจริงหรอกครับ มันไม่มีอุดมการณ์ แต่พรรครักชาติของพวกเราคืออุดมการณ์แท้จริง พวกเราสร้างพรรครักชาติขึ้นมาเพื่อเป็นอุดมการณ์ ไม่ได้สร้างเพื่อเป็นวาทกรรมทางการเมือง” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว

ธนกร ชู อนุทิน นั่งนายกฯ สานต่อนโยบายเพื่อประชาชน ชี้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศเวลานี้มากที่สุด

ธนกร ชู อนุทิน นั่งนายกฯ สานต่อนโยบายเพื่อประชาชน ชี้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศเวลานี้มากที่สุด

ธนกร ชู อนุทิน นั่งนายกฯ สานต่อนโยบายเพื่อประชาชน ชี้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศเวลานี้มากที่สุด

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

“ธนกร” ชู “อนุทิน” นั่งนายกฯ สานต่อนโยบายเพื่อประชาชน ชี้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศเวลานี้มากที่สุด แจงทุกนโยบายเน้นทำได้จริง และตอบโจทย์แก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน ลั่นแก้ รธน.ต้องไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และมาตรา 112 เด็ดขาด

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์ “เลือกแบบยุทธศาสตร์” ว่า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือว่ามีความเหมาะสมที่สุดในการเป็นผู้นำประเทศท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน เพราะเป็นนักบริหารมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว และยังมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง รวมถึงมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจด้วย ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทยทั้งคนและพรรค เพื่อสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสานต่อนโยบายดีๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วต่อไป

นายธนกร กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีผลงานในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ จนสามารถยึดทรัพย์ได้หลายหมื่นล้านบาท สำหรับด้านอุตสาหกรรม รัฐบาลได้สั่งปิดโรงงานเถื่อนไปแล้วกว่า 20-30 แห่ง และแก้ปัญหาเหมืองทองอัคราได้สำเร็จ รวมถึง upskill & Reskill สร้างอาชีพเศรษฐกิจให้กับชุมชน ส่วนด้านเศรษฐกิจและปากท้องนั้น รัฐบาลมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หากพรรคฃูมิใจไทยเป็นรัฐบาลจะสานต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างแน่นอน เพราะพิสูจน์แล้วว่านโยบายเหล่านี้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวประเทศไทยให้ได้อย่างน้อย 40 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ผ่านการรักษาสัมพันธไมตรี คาดว่าจะสามารถดึงเงินเข้าประเทศได้กว่า 2.7 ล้านล้านบาท

“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเราเน้นที่สามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าหลายนโยบายเราแก้ไขได้แม่นยำและตรงจุด พรรคภูมิใจไทยจะเน้นที่การให้เบ็ดตกปลา ไม่ได้ให้ปลากับประชาชนเพียงอย่างเดียว เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลเราจะทำต่อไปแน่นอนนั้น พรรคภูมิใจไทยจะให้เบ็ดตกปลาเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินหน้าไปต่อได้อย่างยั่งยืน ทุกนโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงเน้นที่ทำได้จริง และตอบโจทย์แก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น นายกฯ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในเวลานี้มากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล” นายธนกร กล่าว

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย นายธนกร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันในหลักการว่า จะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงจะไม่มีการแก้ไขมาตรา 112 โดยเด็ดขาด เพราะตนมองว่าปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนในเวลานี้สำคัญกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากฎหมายบางอย่างก็ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่กระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

อนุทิน ลุยสมุทรปราการ เดินตลาดครุใน แม่ค้าอวยพร ‘ใครมาครุในได้หมดทุกคน’

อนุทิน ลุยสมุทรปราการ เดินตลาดครุใน แม่ค้าอวยพร  ‘ใครมาครุในได้หมดทุกคน’

อนุทิน ลุยสมุทรปราการ เดินตลาดครุใน แม่ค้าอวยพร ‘ใครมาครุในได้หมดทุกคน’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.21 น.

“หัวหน้าหนู’ลุยสมุทรปราการต่อ เดินตลาดครุใน แม่ค้าอวยพรบอก ‘ใครมาครุในได้หมดทุกคน’ FC ตะโกนให้กำลังใจ ขอให้เป็นนายกฯอีกสมัย แฟนคลับรอถ่ายรูปคึกคัก ก่อนไหว้หลวงพ่อโสธรองค์จำลอง เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นเวลา 13.38 น. วันที่ 31 ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางต่อมายังตลาดครุใน อ.พระประแดงจ.สมุทรปราการ

โดยเมื่อเดินทางถึงตลาด นายอนุทิน เดินทักทายแม่ค้าภายในตลาด โดยแม่ค้าร้านขายผัก บอกว่า“ตัวจริงเสียงจริง ใครมาตลาดครุในได้ทุกคน” พร้อมบอกว่า “รอคนละครึ่งพลัส” ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า “มีแน่นอน” โดยแม่ค้าได้มอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองและดอกกุหลาบ ให้พร้อมบอกว่าขอจับมือหน่อย นายอนุทิน ตอบกลับว่าฝากอนุทินด้วย

ขณะที่แม่ค้า อีกร้านบอกว่า ช่วยเต็มที่ขอให้ได้เป็นนายกฯอีกสมัย  นายอนุทิน ตอบกลับว่า ฝากเบอร์ 37 ด้วย  ทั้งนี้ ประชาชนยังฝาก เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งนายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ลืม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทางภายในตลาดมีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาซื้อของภายในตลาด ยืนรอเข้าแถวถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน พร้อมตะโกนว่าเบอร์ 37 และบอกว่า รอคนละครึ่งพลัสด้วย  ขณะที่นายอนุทิน  ตลอดทางเดินได้บอกกับประชาชนว่าฝากเบอร์37 และเบอร์ 4 ซึ่งเป็นเบอร์ของผู้สมัครสส. สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทยด้วย พร้อมกันนี้ยังมีกองเชียร์ตะโกนให้กำลังใจตลอดทาง

ก่อนที่นายอนุทิน จะเดินเข้ามายังวัดครุใน เพื่อไหว้หลวงพ่อโสธรองค์จำลอง ที่อายุมากกว่า 100 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคล ภายหลังไหว้เสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าขอพรอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ขอพรมาสวดมนต์ พรอยู่ในมนต์

อนุทิน จวก ณัฐวุฒิ ตลกหน้าม่าน ชอบสร้างวาทกรรม การันตี ศุภจี-เอกนิติ มือสะอาดทุกคน

อนุทิน จวก ณัฐวุฒิ ตลกหน้าม่าน ชอบสร้างวาทกรรม การันตี ศุภจี-เอกนิติ มือสะอาดทุกคน

อนุทิน จวก ณัฐวุฒิ ตลกหน้าม่าน ชอบสร้างวาทกรรม การันตี ศุภจี-เอกนิติ มือสะอาดทุกคน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

“อนุทิน” โวโพลนำลิ่ว ตอก “ณัฐวุฒิ” อย่าตลกหน้าม่าน หลังภท.ประกาศจุดยืนป้อง ม.112 ยืนกรานหาเสียงแบบออร์แกนิก การันตี ”ศุภจี-เอกนิติ“ มือสะอาดทุกคน ใครจ้องตีแสดงว่าสิ้นท่าหมดรูปแล้วพร้อมปฏิเสธแทรกแซง ปมที่ดินเขากระโดง ยันไม่ดองคดี ดำเนินตาม กม. มองหยิบยกมาพูดช่วงนี้แค่วาทกรรม หา “จุดอ่อน” ทางการเมือง หวังโจมตี ภท. ลั่นพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริง ไม่ละเว้นแม้คนในพรรค ญาติ หรือเพื่อน

วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี ซึ่งมองกันว่าเป็นการปราศรัยที่ดุเดือด ว่า ก็เป็นการปราศรัยปกติ ในจุดที่เป็นเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยที่จะปักธงให้ได้ ซึ่งจากนี้คงต้องเดินทางไปอีกหลายจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ เมื่อถามว่าในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาชน ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ออร์แกนิกนี่แหละ เดินขอเสียงพี่น้องประชาชนรับฟังปัญหาของเขาว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าแคมเปญน้ำเงินทั้งแผ่นดินจะช่วยให้คว้าชัยได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้สมัครทุกคนของพรรคภูมิใจไทยก็ทุ่มเท ขยันเดินทางหาประชาชน เมื่อถามว่า การปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ดูเหมือนโจมตีไปที่พรรคที่คิดจะแก้มาตรา112 นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้โจมตี

เมื่อถามว่า การจับมือจะยากหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหาและไม่เกี่ยวกับเรื่องจับมือ ทุกวันนี้ต่างคนก็ต่างฝ่ายอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ เมื่อถามว่า กรณี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาระบุว่าวิ่งราวชาติ พร้อมบอกว่าไม่ได้ฟังแดดดี้ แต่ฟังครูใหญ่ นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกล่าวว่า นั่นคือวาทกรรม แต่ว่าชวนคนเผาบ้านเผาเมืองนี่มันชัดเจน แล้ว บอกว่าผมรับผิดชอบเองๆ ถ้ารับผิดชอบเองป่านนี้ก็คงไม่ได้ไปอยู่บนเวทีแล้ว

เมื่อถามว่า นายณัฐวุฒิพยายามเหน็บว่านายอนุทิน ฟังแต่ครูใหญ่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนวงนอกจริงๆ ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเที่ยวไปฟังคนโน้นคนนี้ได้อย่างไร

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าทีมเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยเอามาช่วยหาเสียงอาจจะมีคนไปดิสเครดิตหรือถูกโจมตีในภายหลัง นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย มือสะอาดทุกคน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เขาไปที่ไหนก็ไปสร้างแต่คุณงามความดี คนที่คอยจะไปหาสิ่งมาโจมตี แสดงว่าตัวเองสิ้นท่าหมดรูปแล้ว ตนคิดว่าควรเอาเวลานี้ไปทำความดี ไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนต่อสังคม ขึ้นเวทีไปก็ต้องพูดแต่เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่สร้างวาทกรรมเป็นตลกหน้าม่านแบบนี้ไม่ได้ 

เมื่อถามว่า เป็นเพราะว่าไปแตะของดวงใจที่เป็นแดดดี้ของเขาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย พวกนี้เขาก็ต้องทำใจ วัฒนธรรมแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน เขาชอบคิดว่าพรรคอื่นจะเป็นเหมือนพรรคนี้ แต่พวกตนไม่มีเวลาไปทำแบบนั้น เพราะตนไม่จำเป็นต้องไปทำหรือไปเอาใจใคร เพื่อให้ตัวเองได้พื้นที่ ที่คิดว่าจะมีโอกาสได้รับแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งอะไร นั่นคือวัฒนธรรมของพวกเขา แต่วัฒนธรรมของพวกตนคนละอย่างกัน พวกตนทำงานไม่มีตำแหน่งก็ทำงานได้เยอะแยะไปหมด

เมื่อถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าทำ ไปออกรายการแล้วระบุว่าตอนแรกนายกฯจะให้ตำแหน่ง รมว.กลาโหม นายอนุทิน กล่าวว่า สุดท้ายเราต้องดูความเหมาะสมและสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส ก็บอกว่าขอไปดูกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ไหม ไม่ใช่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา สื่อเสนอข่าวผิดนะ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้พูดคุยตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และสุดท้ายก็บอกว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯเหมาะกว่า ดูจากบุคลากรและความถนัดของงาน และร.อ.ธรรมนัส อยากทำงานต่อเนื่องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ซึ่งการคุยทางการเมืองมันต้องคุยหลายรอบ อย่างสมัย ก่อนที่ตนจะเป็นรมว.มหาดไทย ตนได้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็เหมือนกันกับกรณีนี้  เป็นเรื่องปกติไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจอะไร

เมื่อถามว่านายกฯผ่านมาแล้วหลายกระทรวง ถ้าครั้งหน้าได้กลับมาเป็นนายกฯอีกอยากได้กระทรวงไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นนายกฯแล้วจะไปเอากระทรวงอะไรเล่า ส่วนถ้าจะควบก็รอให้พ้นการเลือกตั้งไปก่อนตอนนี้ยังไม่รู้หมู่หรือจ่าเลย

เมื่อถามว่าตอนนี้โค้งสุดท้ายแล้วคะแนนของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนดูเหมือนจะสูสีกันจะต้องมีการเร่งในช่วงปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าไม่สูสีนะ เพราะโพลของผมนำตลอด ซึ่งมีการประเมินจากหลายที่ เมื่อถามว่า ถ้าดีดลูกคิดกันจริงๆ ประเมินไว้ที่เท่าไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตกข่าวเหรอจ๊ะ ข่าวน้อยหรอวีคเอนด์ ไปถามพรรคอื่นบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้มีความพยายามทวงถามความคืบหน้าที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ยื่นฟ้องศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายที่พยายามจะบอกว่ายึดมาแล้วยึดเมื่อไหร่ มีแต่สั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกอย่างไม่มีการแทรกแซง ทุกวันนี้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 
ตนยังไม่รู้จักเลยว่าเป็นใครวันนั้นยังปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ้มจะให้เขาลาออกทั้งๆที่ยังไม่มีผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เลย 

“ผมคิดว่าเป็นวาทกรรมและเป็นสิ่งที่ผู้ที่คิดว่าจุดนี้จะเป็นจุดอ่อน ซึ่งไม่ใช่หรอก อะไรที่เป็นไปตามกฎหมาย เราก็ต้องดำเนินการตามนั้น ถ้าสมมุติว่ามีการกระทำความผิดดำเนินคดีแล้วมีการพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิด ก็ไม่มีการละเว้นไม่ว่าจะอยู่ในพรรคเดียวกันเป็นญาติเป็นโยมเป็นเพื่อนเป็นฝูงผมแสดงให้เห็นชัดเจนมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่ามีความพยายามเล่นในแง่ของการดองคดี ดองเรื่องเอาไว้ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ไม่มีหรอก ดูสิ ขนาดตนบอกขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ทำงานไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งตนก็ต้องไล่จี้ทุกวันๆ มีแต่เร่งไม่มีดอง

ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

เปิดอีกปมเหตุ อ.ก.พ.สธ.ปลด “หมอสุภัทร” อ้างจัดซื้อเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115 แต่ไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบ ตามระเบียบ

แนวหน้าออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวไปแล้วว่า ปมประเด็นสำคัญหนึ่งทำให้ข้อสรุปการสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา มีข้อสรุปด้วยมติ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขเสียงข้างมากให้ปลดจากราชการคือ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะจะอ้างว่าไม่ทราบยอดที่จะต้องใช้ก็ฟังไม่ได้ เนื่องจากมีการเบิก ATK จากบริษัทมาใช้ก่อน แล้วจึงจัดซื่้อภายหลังย่อมต้องมียอดแน่นอนอยู่แล้ว

ต่อมาจากเอกสารสรุปการตรวจสอบฯ ยังพบประเด็นสำคัญอีก คือ ประเด็นการตรวจรับพัสดุ และการไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (เพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม)

รายงานการตรวจสอบระบุว่า ข้อเท็จจริงโดยสรุป ภายหลังการจัดซื้อย้อนหลังทั้ง 5 รายการ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อและคณะกรรมการตรวจรับ และมีเอกสารตรวจรับตามวันที่ส่งมอบในแต่ละรอบ อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาในสำนวนเห็นว่า คณะกรรมการตรวจรับตามคำสั่งดังกล่าว “ไม่ได้ร่วมปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ” และเมื่อเป็นการซื้อย้อนหลังภายหลังใช้พัสดุไปแล้ว จึงไม่มีกระบวนการตรวจนับ/ตรวจสอบพัสดุโดยแท้จริง บุคลากร ที่ไปร่วมปฏิบัติการแม้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ ATK แต่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการตรวจรับตามที่แต่งตั้งไว้ จึงทำให้คำชี้แจงเรื่อง “มีการตรวจรับ” รับฟังไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง แม้กรณีโควิดจะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115/27 มี.ค. 2563 ที่ให้ดำเนินการไปก่อนได้ แต่ต้อง “รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” ตามระเบียบฯ ข้อ 79 วรรคสอง เพื่อให้ถือเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ซึ่งในสำนวนวินิจฉัยเห็นว่า เมื่อวงเงินรวมอยู่ในอำนาจหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (นพ.สสจ.สงขลา) โรงพยาบาลต้องรายงานขอความเห็นชอบต่อผู้มีอำนาจดังกล่าว มิใช่แบ่งซื้อให้ตนมีอำนาจอนุมัติเองแล้วอ้างว่ารายงานครบถ้วน

สรุป ไม่มีการตรวจรับและไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

‘มหาดไทย’ แจ้งทุกจังหวัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 ให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของจังหวัด และอำเภอ องค์ประกอบจากการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยปฏิบัติงานของคณะกรรมการอำนวยการฯ ของจังหวัด/อำเภอ สามารถพิจารณาแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม อาทิ คณะกรรมการฝ่ายพิธีการ ฝ่ายจัดสถานที่ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์  

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ให้จังหวัดพิจารณาคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัด อำเภอ อาทิวัดประจำจังหวัด อำเภอหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดที่สามารถรองรับจำนวนประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ได้เพียงพอ เพื่อเป็นที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัด และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอ (ยกเว้นอำเภอเมืองและอำเภอพระนครศรีอยุธยาดำเนินการร่วมกับจังหวัด) สำหรับให้ประชาชนร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยกระทรวงมหาดไทยจะได้แจ้งรูปแบบ ขนาด และรายละเอียดต่าง ๆ ในการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์เมื่อได้รับแจ้งแนวทางการปฏิบัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องต่อไป