บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จับพิรุธล่าซื้อรางวัลที่ 1 ในราคาสูงเกินจริง ใช้เป็นแหล่งฟอกเงินดำเป็นเงินสะอาด พร้อมเร่งรัดแก้ปัญหา ควบคุมลอตเตอรีให้ขายราคา 80 บาท 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร แถลงเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งปราบสแกมเมอร์ที่เข้ามาตั้งล้งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินว่า ขณะนี้กลุ่มสแกมเมอร์มีการตั้งล้งสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาทำมาหากินในรูปแบบการตั้งบริษัทผ่านแพลตฟอร์มการขายสลากออนไลน์ ใช้วิธีกว้านซื้อสลากจากยี่ปั๊วในราคา 90 กว่าบาท  มาขายผ่านออนไลน์ราคา 80 บาท แม้จะขายในราคาขาดทุน แต่ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่โกงมา แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มีหลายกลุ่ม

โดยเฉพาะเครือข่ายก๊ก อาน ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินีค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำกันหลายรูปแบบ เช่น ล่าซื้อรางวัลที่1 จากเอเยนต์ในราคาที่สูงกว่ารางวัลจริง แม้จะไปขึ้นรางวัลได้แค่ 6ล้านบาท แต่ใช้ฟอกเงินดำเป็นเงินขาว จากนั้นไปเปิดแพลตฟอร์มฝากเงินสกุลดอลลาร์ สกุลเงินดิจิทัล เป็นคลิปโต ผ่านบล็อกเชน โอนเงินข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบยาก ส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย อย่างที่เคยได้ยินช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตรวจพบเงินปริศนา 398,087ล้านบาท เข้ามาในประเทศไทย เป็นที่สงสัยว่า นำมาใช้ทำธุรกรรมการเลือกตั้ง เพื่อซื้อเสียงหรือไม่ เพราะมีการซื้อเสียงสูงมาก อยากเรียนรัฐบาลให้เร่งปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ในประเทศไทยให้เด็ดขาด เพราะมีบริษัทนอมินีแก๊งสแกมเมอร์เป็นร้อย เป็นพันบริษัทที่ทำมาหากินผ่านช่องทางการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล

นายบุญรวี กล่าวว่า ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา 80บาท ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภค และผู้ซื้อสลากจำนวนมาก รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ราคาสลากอยู่ที่ 80บาท แม้ทุกรัฐบาลพยายามแก้ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุให้ครบวงจร สามารถทำได้ โดยกมธ.คุ้มครองผู้บริโภคจะไปคุยกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผลักดันให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมซื้อสลากราคา 80บาท รวมถึงการผลักดันเพิ่มรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อไป

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิด ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และการจัดหาวัคซีน

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาชนอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยว่า คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 85.9 ยืนยันจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน ขณะที่สวนดุสิตโพลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 78.03 มีความเชื่อมั่นว่ากรุงเทพฯ จะ “ดีขึ้น” หลังได้ผู้ว่าฯ คนใหม่

ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ จะยึดโยงจากสวนดุสิตโพล ในหัวข้อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 2) และบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายท่านมารวมกัน โดยยึดหลัก “คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม.” ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันจากสวนดุสิตโพล มาเป็นแกนมาตรวัดผู้ท้าชิงแต่ละราย

อันดับ 1 มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที (ร้อยละ 36.39): สะท้อนความต้องการผู้บริหารที่สร้างผลลัพธ์เชิงปฏิบัติได้จริง ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่

อันดับ 2 คนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ (ร้อยละ 21.37): สะท้อนกลุ่มที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและมุมมองการบริหารเมืองที่ทันสมัย

อันดับ 3 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ร้อยละ 16.12): สะท้อนความต้องการมืออาชีพในการแก้ปัญหาเฉพาะทาง เช่น ผังเมืองหรือความปลอดภัย

อันดับ 4 นักบริหารมืออาชีพ (ร้อยละ 13.23): เน้นย้ำความคาดหวังด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง

อันดับ 5 ผู้นำในภาวะวิกฤต (ร้อยละ 8.31): สะท้อนมุมมองที่เห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนและต้องการผู้นำที่เด็ดขาด

 

วิเคราะห์ผู้ท้าชิง หมัดต่อหมัด

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ผู้สมัครอิสระ) – แชมป์เก่าผู้กุมความได้เปรียบ

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 1 (ร้อยละ 57.68)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ทำงานทันที) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 2 คือ กลุ่มผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยภาพลักษณ์ความเป็นอิสระของนายชัชชาติช่วยเกื้อหนุนและดึงคะแนนเสียงจากโหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการผูกติดกับพรรคการเมือง ให้หันมาเลือก ส.ก. กลุ่มอิสระที่พร้อมทำงานตอบสนองนโยบายของผู้ว่าฯ ได้อย่างคล่องตัว

ความได้เปรียบ ชัชชาติมีความได้เปรียบสูงสุดจากการตอบโจทย์ความต้องการอันดับ 1 ของคนกรุงเทพฯ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าคะแนนนิยมที่ทิ้งห่าง แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติ สอดคล้องกับนิด้าโพลที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 77 พอใจการทำงานของเขา โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “เส้นเลือดฝอย” เช่น การเข้าถึงชีวิตประจำวัน และการลงสมัครในนาม “อิสระ” ยังช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง

ความท้าทาย การดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ต้องรับมือกับการตรวจสอบนโยบายที่ยังไม่สำเร็จ เช่น โครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน รวมถึงความเสี่ยงที่โหวตเตอร์อาจชะล่าใจไม่ออกมาใช้สิทธิเพราะเชื่อว่าชนะแน่นอน

2. ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) – ตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 2 (ร้อยละ 17.90)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 1 คือ พรรคประชาชน (ร้อยละ 35.20) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคในระดับสภาเมืองหลวงนำลิ่วอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชนใช้กลยุทธ์ส่ง ดร.ชัยวัฒน์ ลงชิงผู้ว่าฯ เพื่อช่วยบิลต์บรรยากาศและรักษากระแสของพรรคเอาไว้ โดยหวังผลสูงสุดในการกวาดเก้าอี้เพื่อ “ยึดเสียงข้างมากในสภา กทม.” เป็นหลัก

ความได้เปรียบ ดร.ชัยวัฒน์ เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของโหวตเตอร์ที่ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ชูแคมเปญ “กรุงเทพง่าย ๆ” และดึงเทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบทุจริตแบบถอนรากถอนโคน ข้อได้เปรียบสำคัญคือฐานเสียงพรรคประชาชนที่เคยกวาด ส.ส. กรุงเทพฯ 33 เขต พร้อมแรงหนุนจากอดีตผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล ที่เชื่อมั่นในกระบวนการคิดแบบวิศวกรที่มุ่งสร้างระบบใหม่ แทนการซ่อมแซมปัญหาเดิม

ความท้าทาย การเปิดตัวที่ล่าช้าและการเป็นอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทำให้คนกรุงเทพฯ ยังไม่คุ้นเคยผลงานในพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประเมินว่ากระแสคนรุ่นใหม่อาจพ่ายแพ้ต่อผู้ที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีในสมรภูมิท้องถิ่นนี้

3. ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ผู้สมัครอิสระ) – มวยเก๋าเกมพื้นที่

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 3 (ร้อยละ 4.75)

การตอบโจทย์ มุ่งเป้าเจาะกลุ่ม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์ส่วนแบ่งคะแนนจากกลุ่มอันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) ด้วยฐานคิดที่ว่า ดร.คมสัน เป็นอดีต ส.ก. ที่มีฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่แน่นหนา กลยุทธ์ของเขาจึงเป็นการดึงคะแนนจากคนที่เลือก ส.ก. อิสระสายย้ำพื้นที่ ให้โหวตสนับสนุนตัวเขาในฐานะผู้ว่าฯ สายปฏิบัติการไปพร้อมกัน

ความได้เปรียบ ดร.คมสัน ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการคนทำงานจริงด้วยประสบการณ์การเมืองกว่า 20 ปี ทั้งในฐานะอดีต ส.ก. เขตบางพลัด และที่ปรึกษาระดับกระทรวง ทำให้เขาเข้าใจกลไกการทำงานของข้าราชการ กทม. และการจัดสรรงบประมาณอย่างลึกซึ้ง ชูสโลแกน “กรุงเทพฯ ต้อง Move on” โดยเน้นกลยุทธ์ “ซุ่มลงพื้นที่” เพื่อแก้ปัญหาจริงให้ชุมชน มากกว่าการสร้างกระแสบนหน้าสื่อ

ความท้าทาย การลงสมัครอิสระโดยขาดกลไกสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้กระแสความนิยมระดับมหภาคยังคงเป็นรองอย่างมีนัยสำคัญ

4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ผู้สมัครอิสระ) – นวัตกรรมสายโซเชียล

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 4 (ร้อยละ 2.70)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งเจาะฐานเสียงกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่เบื่อหน่ายระบบพรรคการเมืองแบบเดิม ให้หันมาเลือกทั้งตัวเธอและทีม ส.ก. อิสระที่เป็นเครือข่ายคนทำงานนวัตกรรมร่วมกัน

ความได้เปรียบ ดร.มัลลิกา เสนอวิสัยทัศน์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ความต้องการนวัตกรรมเมือง ภายใต้แคมเปญ “Human Innovation” เช่น การใช้ระบบ AI Traffic จัดการจราจร เตือนภัยน้ำท่วมด้วยเรดาร์ และผลักดันเศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีประวัติการบริหารธุรกิจและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี จุดเด่นคือการใช้สื่อโซเชียลอย่าง TikTok และ Facebook ที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน เป็นอาวุธหลักในการสื่อสารตรงถึงประชาชน

ความท้าทาย ต้องแปลงยอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นคะแนนโหวตในคูหาให้ได้ เนื่องจากผู้ติดตามออนไลน์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร

5. อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) – นักบริหารมืออาชีพ

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 5 (ร้อยละ 1.87)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ) และฐานของ อันดับ 1 (มีประสบการณ์)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 4 คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 6.45) แม้คะแนนนิยมในตัวผู้ว่าฯ จะยังเป็นรอง แต่ ดร.เชษฐา วิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ก. สายจัดตั้งที่ฝังรากลึกและคุ้นเคยกับชาวบ้านอยู่แล้วหลายเขต ทำให้นายอนุชาสามารถอาศัยฐานกลไก ส.ก. เหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนและดึงคะแนนนิยมกลับมาผูกโยงเข้าหาพรรคได้ในโค้งสุดท้าย

ความได้เปรียบ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการนักบริหารอย่างตรงจุด จากโปรไฟล์อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ 3 สมัย และอดีตโฆษกรัฐบาลที่เคยผลักดันนโยบายระดับชาติ นำเสนอแคมเปญ “เมืองฟ้าอมร and more” เน้นความยั่งยืน การจัดการฝุ่น PM 2.5 และความสะอาด มีข้อได้เปรียบจากโครงสร้าง ส.ก. และฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่

ความท้าทาย การประกาศตัวช้าส่งผลกระทบต่อการสร้างกระแสในภาพกว้าง นักวิชาการมองว่า แม้จะมีพรรคหนุน แต่ความนิยมส่วนตัวมีความสำคัญสูงสุดในสนามผู้ว่าฯ ซึ่งขณะนี้ยังต้องเร่งเครื่องดึงคะแนน

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ผู้สมัครอิสระ) – แม่ทัพฝ่าวิกฤตเมือง

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 6 (ร้อยละ 1.53)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 5 (ผู้นำในภาวะวิกฤต) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์คะแนนจากกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเดิมเปิดทางให้เขาลงสมัครในนามอิสระและไม่มีการส่ง ส.ก. ในนามพรรค ยุทธศาสตร์ของหม่อมกรจึงเน้นชูความเหนือกว่าในแง่วิสัยทัศน์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดึงดูดให้โหวตเตอร์ที่เลือก ส.ก. อิสระในแต่ละเขต หันมาเลือกเขาเป็น “แม่ทัพ” ในการบริหารโครงสร้างใหญ่ของเมือง

ความได้เปรียบ วางตำแหน่งการตลาดแตกต่างอย่างชัดเจนด้วยการประกาศตัวเป็น “แม่ทัพ ไม่ใช่แม่บ้าน” เพื่อเจาะกลุ่มโหวตเตอร์ที่มองว่าเมืองกำลังเผชิญวิกฤต มาพร้อม 6 ยุทธศาสตร์ “SAVE BKK – BKK SAFE” ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมและพลังงาน ชูนโยบายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลป้องกันการล้วงข้อมูล การจัดการขยะเพื่อสร้างรายได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี

ความท้าทาย คะแนนในโพลเบื้องต้นยังรั้งท้าย และแม้จะลงสมัครอิสระ แต่ต้องใช้เวลาสร้างภาพจำใหม่จากการเป็นอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อซื้อใจโหวตเตอร์สายอิสระ

สนาม ส.ก. – เสียงเงียบ ตัวแปรชี้ชะตา

มิติที่น่าสนใจที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “ความย้อนแย้งทางการเมือง” ในขณะที่คนกรุงเทพฯ เทใจให้ผู้ว่าฯ อิสระอย่างนายชัชชาติ แต่ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โพลกลับระบุว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 35.20 ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ชี้ว่า นี่คือแนวโน้มของคนเมืองที่ยังต้องการการเมืองแนวใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสภา

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า ประชาชนร้อยละ 26.4 ต้องการ ส.ก. ที่ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการสังกัดพรรคเพียงร้อยละ 3.4 ชี้ให้เห็นว่าสนาม ส.ก. ยังเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครที่ขยันลงพื้นที่และเข้าใจบริบทชุมชนอย่างแท้จริง

บทสรุป

ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาสมรภูมิเมืองหลวงครั้งนี้ คือกลุ่มพลังเงียบที่ “ยังไม่ตัดสินใจ” ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 13.57 ในส่วนของผู้ว่าฯ และร้อยละ 22.82 ในส่วนของ ส.ก. ฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนสูง ท้ายที่สุด ผู้สมัครที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองมี “คุณลักษณะ” ตรงตามที่คนกรุงเทพฯ กำลังมองหา และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นทางออกที่จับต้องได้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถกำชัยชนะในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ได้

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

27 พฤษภาคม 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อสอบสวนในคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 พ.ค.นั้น ล่าสุด ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเหตุผล ดังนี้

1.เจตนารมณ์ของความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในระหว่างเปิดสมัยประชุม มิให้ถูกกระบวนการใดๆ มาขัดขวางหรือเหนี่ยวรั้งการปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ

2.หลักการป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง บทบัญญัติเรื่องความคุ้มกันนี้ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือบุคคลใดใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือสร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างเปิดสมัยประชุม จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือองค์กรอื่นใดได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในกรณีนี้ พรรคเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรดำเนินไปตามปกติเพื่อความโปร่งใส

ทั้งนี้ พรรคประชาชน เห็นว่า เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งใน 10 สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพาดพิงกลุ่มสีน้ำเงิน

นายนพรุจ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ดูคำสั่งของศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ที่ศาลกำชับไว้ว่าห้ามกลุ่ม 10 สส.กระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมามีการโพสต์ข้อความของพรรคปชน.วันที่ 21 พฤษภาคม เกี่ยวกับการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ที่พูดว่าขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้ ข้อความล่าสุดที่นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ตนมองว่ามันเลยเถิดไปแล้ว และไม่ได้บอกว่าพรรคภูมิใจไทยคือระบอบสีน้ำเงินเพราะไปพูดว่าระบอบสีน้ำเงินที่ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนจึงอยากถามไปว่าหมายถึงอะไร เมื่อกลับมาดูคำสั่งศาลแล้วนายณัฐพงษ์ไม่ได้เคารพคำสั่งศาลใด ๆ เลย และตนเชื่อว่าคงไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกล ถ้าตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่พูดในสิ่งที่ศาลห้ามแน่นอน 

นายนพรุจ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย แต่บอกว่าพรรคเป็นด่านหน้าคนหนึ่ง และอยากบอกไปถึงนายอนุทินในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายความมั่นคงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายของแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกทางความคิด บางอย่างก็คิดผิด บางอย่่างก็คิดถูก ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ปชน.ก็ออกมาเรียกร้องให้คน 21 ล้านคนออกมาสู้ระบอบสีน้ำเงิน วันนี้จึงนำหลักฐานทั้งหมดในวันที่ 19 พฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน และสิทธิตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญเข้ามาร้องเรียนต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาพิจารณาหยุดการกระทำเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันธ์ทุกองค์กร

“เมื่อศาลเมตตาให้ 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ไปทำประโยชน์ต่าง ๆ แต่ไม่ใช่นายณัฐพงษ์ ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนเลย เมื่อมีคำสั่งออกมาแบบนั้นก็ควรที่จะพอได้แล้ว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รับเอกสารคำร้องของนายนพรุจไว้และดำเนินการให้ผู้พิพากษาพิจารณามีคำสั่งต่อไป

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ศธ.ลดภาระงานครู ให้ครูมีเวลาดูแลเด็กดูแลตัวเอง พร้อมยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาวแต่ไม่ลดความเข้มข้นดูแลปัญหายาเสพติด

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

ศธ.

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ของตน และ รมช.ศธ.พบว่าครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

“วันนี้ กระทรวงศึกษาฯ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าแนวทาง “Work Smart” เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและคืนเวลาให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลนักเรียน ผมขอย้ำว่า เราไม่ได้ลดเป้าหมายของการพัฒนาเด็กตามหลักการ แต่เราจะลด “วิธีทำงานที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น”

ศธ.

รมว.ศธ. กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่าง ๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)ที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่น ๆ กระทรวงศึกษาธิการจะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ศธ.

“ผมขอยืนยันว่า การลดภาระครูไม่ใช่เพียงการลดงานเอกสาร แต่คือการปรับวิธีคิด และวิธีทำงานของระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนมีอิสระมากขึ้น และผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างแท้จริง“

ด้านนายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย 

ศธ.

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

27 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ จิตวิทยาคนเนรคุณ: เมื่อคำขอบคุณถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อโยนบาป ]

………………………………

ก่อนจะชวนกันเปิดตำราจิตวิทยา ผมขอเล่าเรื่องสมมติสั้นๆ เรื่องหนึ่งก่อนนะครับ ตัวละครทั้งหมดเป็นนามสมมติ แต่พฤติกรรมแบบนี้ เราอาจพบได้ในชีวิตจริงมากกว่าที่คิด เรื่องมันมีอยู่ว่า …

ภูมิ เป็นผู้รับเหมาที่กำลังว่างงานอยู่ ไม่มีคนจ้าง ชีวิตกำลังเดือดร้อน ประชา ที่พอจะรู้จัก ภูมิ อยู่บ้าง จึงให้โอกาส ภูมิ และชวนให้ ภูมิ มาทำงานรีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านที่ตัวเองเป็นนิติบุคคลฯ อยู่ ซึ่ง ภูมิ ก็รับปากอย่างดิบดีว่า จะรีโนเวทให้เป็นอย่างดี เสร็จตามกำหนด แต่ปรากฏว่า พอ ภูมิ ทำๆ ไป อยู่ดีๆ ก็ทิ้งงานไปดื้อๆ แถมงานที่ทำออกมาก็อยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะ ทำให้ ประชา ต้องถูกลูกบ้านตำหนิว่า เอา ภูมิ มารับเหมาทำอาคารสโมสรหมู่บ้านได้ยังไง ส่วน ภูมิ ก็เอาเงินค่างวดที่ได้ไปสองงวดแรก ไปทำทุนรับเหมางานอื่นที่ใหญ่กว่าเดิม

เวลาที่ ภูมิ ถูกใครด่าทอต่อว่าที่ทิ้งงานสโมสรหมู่บ้าน ภูมิ ก็มักจะตอบว่า “ผมต้องขอบคุณ ประชา นะ ที่ให้โอกาสผม ไม่อย่างนั้นผมจะมีเงินที่ไหนมาทำทุนรับเหมาที่โครงการใหญ่ขึ้นได้ และถ้าผมทำงานไม่ดีอย่างที่ถูกด่า ผมจะมารับเหมาโครงการที่ใหญ่ขึ้นได้ยังไง”

จากเรื่องเล่าสนุกๆ นี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านเปิดตำราจิตวิทยา แล้วแหวกเข้าไปในหัวใจของ ภูมิ กันครับ

ในทางจิตวิทยา ภูมิ มีพฤติกรรมหลอกใช้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง (Exploitation) และจงใจใช้คำขอบคุณที่ถูกทำให้เป็นอาวุธทางจิตใจ (Weaponized gratitude) เพื่อสร้างบาดแผลทางศีลธรรม (Moral injury) ให้กับ ประชา เพื่อผลักให้ ประชา กลายเป็นแพะรับบาปทางสังคม

การที่ ภูมิ พูดขอบคุณ ประชา ในลักษณะนี้ ภูมิ ไม่ได้รู้สึกสำนึกบุญคุณอะไร ประชา เลย แต่มันสะท้อนว่า ในจิตใต้สำนึก ภูมิ ก็รู้ดีว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายลงไป แต่ ภูมิ ไม่ได้มีความสำนึกผิดนะครับ เพราะคนเราถ้าสำนึกผิด ก็จะต้องยอมรับผิด แต่ ภูมิ แค่รับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นความชั่วร้าย และต้องการที่จะหาทางบิดเบือน เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความรับผิดเท่านั้นเอง

พฤติกรรมของ ภูมิ ในทางจิตวิทยา เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า การโยนความผิด (Blame Shifting) และการปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด (Guilt Tripping)

การโยนความผิด หรือ Blame Shifting คือ การที่ ภูมิ โยนความรับผิดในความเลวร้ายที่ตนก่อไปให้กับ ประชา เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด โดย ภูมิ พยายามจะบอกกับลูกบ้านในหมู่บ้านว่า ถ้าสิ่งที่ฉันทำมันชั่ว ก็ ประชา นั่นแหละคือคนที่เปิดประตูให้ฉันทำความชั่ว ถ้าอยากจะด่าก็ไปด่า ประชา สิ มาด่าอะไรฉัน เป็นการผลักความรับผิดไปให้กับ ประชา ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคนก่อเรื่องชั่วๆ ทั้งสิ้น

การปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด หรือ Guilt Tripping คือ การที่ ภูมิ จงใจใช้คำว่า “ขอบคุณ” ปั่นหัวให้ ประชา รู้สึกละอายใจว่า ตัว ประชา เองนี่แหละที่พาคนชั่วๆ อย่าง ภูมิ เข้ามาในหมู่บ้าน โดยมุ่งหวังที่จะปิดปาก ประชา ให้จมอยู่กับความรู้สึกผิด จนไม่กล้าโต้แย้งอะไร

ต้องยอมรับว่า ภูมิ มี Spectrum ของการเป็นคนในกลุ่มบุคลิกด้านมืด (Dark Triad) และมีความ Toxic มากพอสมควร เบื้องต้นเลยคือ ภูมิ มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย Machiavellianism ที่ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมบงการ และหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ และ ภูมิ ยังเข้าข่ายการมีอุปนิสัยหลงตัวเอง หรือที่เรียกว่า Narcissistic traits อีกด้วย เพราะการที่ ภูมิ มักจะพูดขอบคุณ ประชา ว่า “ต้องขอบคุณที่ ประชา ให้โอกาส ก็เลยมีวันนี้” นั้น เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Narcissistic Defense คือ แทนที่ ภูมิ จะยอมเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าละอายว่า ตนเองเป็นคนเนรคุณ ที่เอาความไว้วางใจของคนอื่นไปทำเรื่องชั่วๆ ภูมิ กลับปฏิเสธ และบิดเบือนความจริง โดยโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับ ประชา เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง

ภูมิ เป็นคนที่รู้ดีถึง “จุดอ่อนทางศีลธรรม” ของคนว่าอยู่ตรงไหน และรู้ว่าจะกดปุ่มความรู้สึกผิดของ ประชา ได้อย่างไร ภูมิ รู้ดีครับว่า ประชา ต้องแบกความละอายมากขนาดไหน ที่เป็นคนพา ภูมิ ให้เข้ามาทำงานก่อสร้างที่หมู่บ้าน แล้วงานที่ทำออกมาดันเป็นงานที่ด้อยคุณภาพ แถมยังถูก ภูมิ ที่เป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน ถ้า ภูมิ เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ภูมิ ควรเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แต่ ภูมิ กลับสามารถพูดโยนความผิดให้กับ ประชา ได้ทุกวี่ทุกวัน โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความละอายใจใดๆ ในประเด็นนี้ล่ะครับ ที่พอจะสันนิษฐานได้ว่า ภูมิ เป็นคนที่มีภาวะไซโคพาธ (Psychopathy)

สิ่งที่ ประชา ต้องทำ เพื่อให้ตัวเองหลุดจากความ Toxic ของ ภูมิ และกลับมาทำหน้าที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม ก็คือ

ประชา ต้องกำหนดกรอบแนวคิดให้ชัดๆ ครับว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ ถือเป็นความรับผิดชอบของ ประชา แต่การทรยศต่อโอกาสนั้นเป็นความรับผิดชอบของ ภูมิ ประชา ควรคิดด้วยซ้ำว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ นั้นเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีต่อหมู่บ้าน คนที่หักหลังต่อเจตนาที่ดีนั้น ก็คือ ภูมิ แต่เพียงผู้เดียว

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านนั้น มาจากการตัดสินใจของ ภูมิ ประชา ไม่ได้เป็นคนบอกให้ ภูมิ ทำงานห่วยๆ ไม่ได้บอกให้ ภูมิ ทิ้งงาน

ความผิดของ ประชา คือ “ความผิดพลาดในการไว้ใจ” ไม่ใช่ “ความผิดในการไปสมรู้ร่วมคิดทำความเลวร่วมกันกับ ภูมิ”

ประชา ควรยอมรับว่าการตัดสินใจในการให้งานกับ ภูมิ นั้นส่งผลกระทบต่อลูกบ้าน ขอโทษลูกบ้าน พร้อมกับอธิบายว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลที่มี ณ เวลานั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำอันเลวร้ายของ ภูมิ และในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้าน ก็ควรจะเร่งคัดเลือกผู้รับเหมารายใหม่ ให้มารีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้านให้เสร็จโดยเร็ว ดำเนินกระบวนการคัดเลือกให้โปร่งใส เปิดให้ลูกบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม และวางกลไกในการตรวจสอบคุณภาพงาน และป้องกันไม่ให้ผู้รับเหมารายใหม่ทิ้งงานอีก ตลอดจนจะต้องเร่งหารือกับทนายความ เพื่อฟ้องร้องให้ ภูมิ กลับมารับผิดชอบในทางแพ่งต่อความเสียหายของหมู่บ้านอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ลูกบ้านมั่นใจว่า ประชา ไม่ได้หลงเหลือความเกรงอกเกรงใจกับ ภูมิ อีกแล้ว

ที่สำคัญ เวลาที่ ภูมิ ใช้คำขอบคุณจอมปลอม มาเป็นอาวุธในการทิ่มแทง ประชา ประชา ไม่ต้องรู้สึกละอายใจอะไร และควรตอบโต้ ภูมิ ไปในทันทีว่า “ไม่ต้องมาขอบคุณผมหรอก ไปขอโทษลูกบ้าน แล้วก็ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยๆ และการทิ้งงานของคุณดีกว่า” หรือ

“ถ้าคุณมีความสำนึกบุญคุณจริง ไม่ต้องมาขอบคุณ กลับมาตอบแทนพระคุณด้วยการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยแตกที่คุณก่อไว้ดีกว่า และผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณคุณนะ เพราะคุณทำให้ทั้งตัวผม และสังคมได้รับรู้ว่า คนอย่างคุณไม่ควรได้รับโอกาสใดๆ จากสังคมอีก”

Chin up and move on ครับ ประชา! อย่างน้อยก็ได้ทำให้ลูกบ้านทั้งหมู่บ้านรู้ว่า ภูมิ เป็นคนยังไง เพื่อจะได้ไม่เผลอไปหลงเชื่อ และให้โอกาสคนแบบนี้อีก

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน แต่ขอคุย เพื่อนสมาชิก-ฝ่ายกม. เล็งเอาผิดกล่าวหา ฉ้อฉล ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร ยัน ไทย มีระบอบเดียว เชื่อไม่ขัดแย้งลามลง สภาล่าง แค่ความเห็นส่วนตัว 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิวภา) กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองเป็นระบอบสีน้ำเงิน และ 89 สว.ได้แถลงข่าวให้มีการขอโทษภายใน 3 วันว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่านายณัฐพงษ์จะมาขอโทษ แต่หลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว. และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย 

เมื่อถามถึงการเชื่อมโยงวาทกรรมเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่า นายณัฐพงษ์ บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และตนก็ไม่ทราบว่า ระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือ ชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่า หมายถึงใคร ซึ่งตนฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า หมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้สว.89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ

“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป“ นายพิสิษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูง กับสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว สว. ไม่ได้มองว่า นายณัฐพงษ์ ทำในฐานะของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำในฐานะส่วนตัว ตนยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน 

เมื่อถามต่อว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่า นายณัฐพงษ์ แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว แต่ทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องของงาน ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่า อันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา 

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำประเทศไทยมีแค่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ชี้ ห้ามคนคิดไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนออกมาพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน ว่า ตนไม่ทราบว่าเขาหมายถึงระบอบอะไร แต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เป็นระบอบที่คนไทยปลูกฝังกันมา ไม่รู้ใครไปเรียกระบอบอะไรตนไม่เข้าใจ 

เมื่อถามว่ามีการใช้วาทกรรมโจมตีกัน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ส่วนจะต้องชี้แจงไปยังพรรคประชาชนหรือไม่นั้น มันไม่เกี่ยวกัน เราต้องไปชี้แจงอะไร และทำไมเราถึงต้องไปชี้แจง 

เมื่อถามว่าแต่สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ว่ากันไปเอง เมื่อถามว่าการออกมาพูดเช่นนี้จะกลายเป็นการปลุกปั่นคนไทยและสร้างความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไปตอบแทนคนที่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่บ้านเราเป็นประเทศที่สงบสุขมาตลอด เราก็ต้องรักษากันไว้ต่อไป 

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

กทม.ซักซ้อมเสมือนจริง เตรียมพร้อมก่อนเปิดรับสมัคร ผู้ว่าฯ กทม. / ส.ก. 28 พ.ค.นี้ ย้ำโปร่งใส เป็นกลาง อำนวยความสะดวกทุกฝ่าย 
 

27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. (ดินแดง) นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร นายขจิต ชัชวานิชย์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ กกต.ทถ.กทม. และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ โถงชั้น 1 อาคารไอราวัตพัฒนา

โดยนายณรงค์ กล่าวว่า การจัดเลือกตั้งในครั้งนี้ ยึดมั่นในการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรมและถูกต้องตามข้อกฎหมายต่างๆ หากมีข้อกฎหมายใดๆ ที่ต้องหารือในการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร และ กกต.ทถ.กทม. คอยดูแล และที่ผ่านมาเราได้มีการเตรียมความพร้อมซักซ้อมข้าราชการ บุคลากร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องของเจ้าหน้าที่รับสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่บุคลากรที่ดูแลเรื่องของการอำนวยความสะดวกต่างๆ  ทั้งการสัญจรและความปลอดภัยในทุก มิติ รวมถึงการดูแลสื่อมวลชนที่เข้ามาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆในการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม. กำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1  มิ.ย.  เวลา 08.30 – 16.30 น. ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา โดยเปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนแสดงตนตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกและเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและขั้นตอนการสมัคร  หากท่านใดมาก่อนเวลารับสมัครก็จะมีการดำเนิยขั้นตอนให้จับรายชื่อ เพื่อจับฉลากรับหมายเลขต่อไป

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้มาสมัครวันแรก ใช้การทบทวนบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมาปี 65 มีผู้มาสมัครประมาณ 31 ท่าน  โดยมีการประสานงาน กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สน. ดินแดง ที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจจับวัตถุระเบิด และ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเข้ามาภายในอาคาร ซึ่งสถานที่รับสมัคา ห้องบางกอก ชั้น B2 สามารถบรรจุได้ 1,000 กว่าคน  ในปีนี้สามารถทำให้การเลือกตั้งต่างๆ สะดวกและรวดเร็ว เพราะกทม. สามารถที่จะมอบให้คณะอนุกรรมการประจำเขต  ทั้ง 50 เขต ไปดำเนินการรับสมัครคัดเลือกได้ด้วย

ปลัดกทม. กล่าวอีกว่า ได้มีการหารือร่วมกันในการจัดระเบียบความเรียบร้อยของเส้นทางการจราจรของกองเชียร์ที่เข้ามาในพื้นที่รับสมัครต่างๆ รวมถึงรับส่งออกจากพื้นที่ไป ซึ่งได้มีการจัดพื้นที่พักคอยไว้ในด้านทิศตะวันออกของอาคารไอราวัตพัฒนา ถนนประชาสงเคราะห์ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลขเรียบร้อยแล้ว ก็ให้กลับไปด้านเดียวกัน

นอกจากนี้ได้มีการแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ในห้วงของฤดูฝน มีการเตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ให้ดีที่สุด สำหรับหน่วยเลือกตั้งมีทั้งหมด 6,629 หน่วย ส่วนที่อยู่กลางแจ้งมีประมาณ 60% หรือ 4,270 หน่วย ได้มีการประชุมให้ทางเขตหาทางรับมือปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำขังหรือปัญหาที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์ไม่สะดวก เส้นทางเดินเข้าไม่ถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงหน่วยได้ ส่วนการใช้เครื่องขยายเสียงก็สามารถใช้ได้แต่ต้องใช้ให้มีความเหมาะสม 

“อยากให้ประชาชนมาเลือกตั้ง เพราะเป็นวันสำคัญอยากให้คนกรุงเทพฯ มาเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาแก้ปัญหา ตั้งเป้าว่าให้มามากกว่าครั้งที่แล้วซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์ร้อยละ 60.73 สำหรับงบประมาณในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใช้งบไม่เกิน 49 ล้านบาท ส่วนสก. ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ซึ่งพื้นที่น้อยก็ใช้น้อยพื้นที่มากก็ใช้มาก อยู่ระหว่าง 820,000 ถึง 1,150,000 บาท ส่วนผู้ช่วยหาเสียงไม่จำกัดจำนวนคน  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กทม. ได้มีศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร อยู่ที่อาคารศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า มีเจ้าหน้าที่บุคลากรรับเรื่องต่างๆซึ่งจะต้องมาวินิจฉัยเป็นเรื่อง ๆ” ปลัดกทม. กล่าว 

ด้านนายขจิตต์ ชัชวานิชย์ ประธาน กกต.ทถ.กทม. กล่าวว่า สำหรับการแจ้งเรื่องร้องเรียนหากประชาชนพบเห็นการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้สามารถร้องเรียนไปได้ที่กกต.กลางหรือสำนักงาน กกต.กทม. และที่ชั้น 5 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของศาลาว่าการกทม. เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วทางคณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลมาวินิจฉัยก่อนจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องของความเที่ยงธรรม สุจริต และโปร่งใสพร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้ได้คนที่ตนเองต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนพัฒนา กรุงเทพฯ ของเรา

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว ได้มีการซักซ้อมเสมือนจริงระบบการรับสมัคร ตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน การตรวจสอบเอกสาร การจัดคิว การจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สมัคร สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรม และกระบวนการรับสมัครทุกขั้นตอนถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามกฎหมาย