ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

27 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาพูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ตนไม่ทราบว่าเขาหมายถึงระบอบอะไร แต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น เป็นระบอบที่คนไทยปลูกฝังกันมา ไม่รู้ใครไปเรียกระบอบอะไร ตนไม่เข้าใจ

เมื่อถามว่า มีการใช้วาทกรรมโจมตีกัน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ส่วนจะต้องชี้แจงไปยังพรรคประชาชน หรือไม่นั้น มันไม่เกี่ยวกัน เราต้องไปชี้แจงอะไร และทำไมเราถึงต้องไปชี้แจง

เมื่อถามว่า แต่สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า “ว่ากันไปเอง” เมื่อถามว่า การออกมาพูดเช่นนี้จะกลายเป็นการปลุกปั่นคนไทยและสร้างความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไปตอบแทนคนที่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่บ้านเราเป็นประเทศที่สงบสุขมาตลอด เราก็ต้องรักษากันไว้ต่อไป

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อท.95/2567 คดีแดง อท.60/2569 ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการไม่ปฏิบัติตามตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

รายชื่อจำเลยทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

โดยศาลฯ พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตทั้งสองมีประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี ตีราคาประกันวงเงินคนละ 400,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

(อ่านข่าวประกอบ : ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม)

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“อรรถวิชช์”จี้รัฐบาลยกเลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ย้ำข้อมูลชัด น้ำมันไม่ได้ล้นโรงกลั่น ซ้ำอยู่ในภาวะสงคราม ต้นทุนพลังงานสูง แฉข้าราชการ ก.พลังงาน สวมหมวก 2 ใบ นั่งบอร์ดบริษัท ให้ข้อมูลไม่ครบ-ไม่ถูกต้อง เข้า สมช.เคาะส่งออกน้ำมัน นายทุนโกยเงินเข้ากระเป๋า คนไทยเสียประโยชน์ เตือนหยุดพฤติกรรมก่อนแฉหมดเปลือก

27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงข่าวคัดค้านมาตรการการส่งออกน้ำมัน แถลงข่าวคัดค้านการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประกาศส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 อ้างว่า คลังน้ำมันล้นเก็บน้ำมันประเภทนี้ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เราขอให้ยุติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุชยังปิด วันนี้ JET A 1 จะกลั่นน้ำมันได้หลายประเภท ตั้งแต่ ดีเซล เบนซิน น้ำมันก๊าด จนกระทั่งน้ำมันเครื่องบิน ขณะนี้หลายโรงกันในประเทศไทยมีการปรับสูตรน้ำมันไปแล้ว แต่ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานชี้แจง ให้ข้อมูลต่อ สมช.ไม่ครบถ้วนและไม่จริง

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ประการแรกที่บอกว่าคลังน้ำมันล้น ข้อเท็จจริงคือบริษัท ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ชื่อ BAF เป็นคลังน้ำมันที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่มีคลังน้ำมันที่สุวรรณภูมิและดอนเมือง ปัจจุบันยังเก็บน้ำมันได้เกือบครึ่ง และน้ำมัน Jet A1 ไม่ได้ล้นประเทศจริง ประการที่ 2 ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันในหอก่อนที่กลั่นออกมาได้หลายประเภทนั้นได้มีการปรับสูตรไปแล้วในหลายโรงกลั่น ซึ่งมีต้นทุนในการปรับสูตร คือลดปริมาณการได้น้ำมันเครื่องบินลงแล้วกลายเป็นน้ำมันดีเซล ทำให้โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านไม่รายงานต่อสมช.และพูดไม่หมด

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมาคือการอนุมัติให้มีการส่งออกนั้นเพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้เอาไว้ใช้ในประเทศไม่ว่าจะรูปแบบใด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยเจรจากับสายการบินในประเทศ ซึ่งเขายินดีจะลดค่าตั๋วลง ถ้าลดราคาน้ำมันลง โดยคิดว่าเลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ และทุบราคาหน้าโรงกลั่นลงก็จะทำให้น้ำมันมีราคาถูกลง เมื่อตั๋วเครื่องบินถูกลงก็จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นด้วย แต่กลับกันกลับพบความพยายามในการขายน้ำมันเครื่องยินนี้ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งการท่องเที่ยวของไทย เอาจุดแข็งของไทยที่มีความมั่นคงทางพลังงานไปให้กับเวียดนามที่มีปัญหาพลังงาน ไฟติดๆ ดับๆ การท่องเที่ยว การลงทุนของเขาจึงยังน้อยกว่าเขา วันนี้กลับนำจุดแข็งไปให้เขา ดังนั้นขอให้รัฐบาลทบทวนการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 ไปยัง 2 ประเทศคือเวียดนามและประเทศฟิลิปปินส์ และขอให้ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ

ทั้งนี้ ตนได้โทรศัพท์คุยกับรมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะออกเรื่องนี้แล้วว่า จริงๆ แล้ว ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน ผมก็บอกเขาว่าให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องบินลงมาดีกว่า เพราะเห็นท่านกล้าทุบราคาหน้าโรงกลั่น ตนจึงบอกท่านว่าทำไมไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วเอาไปให้กับสายการบินในประเทศ ก็เรียนท่านแล้ว ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเข้า สมช. กลับกลายเป็นนำเสนอให้ส่งออกได้ เท่ากับว่าโดนหลายเด้ง กำไรรวมกันกำไรหลายเด้ง ได้ทั้งเด้งคือการปรับสูตร ค่าปรับสูตรยังไม่ต้องจ่าย กลั่นธรรมดา แถมเอาไปขายได้ในราคาตลาดโลกที่แพง ว่านี่ไม่แฟร์เป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่น้ำมันยังขาดแคลน

“คิดว่าท่านรัฐมนตรตรีก็ทำสุดความสามารถ แต่เราเคยบริหารกระทรวงนี้มาก่อน ที่น่ากลัวที่สุดของกระทรวงพลังงานคือ ข้าราชการเขาสวมหมวก 2 ใบ ใบหนึ่ง เป็นฝ่ายกำกับตรวจสอบระบบราชการ แต่อีกใบนึงเขานั่งเป็นบอร์ดบริษัทรวมกัน การตัดสินใจคราวนี้ให้ส่งออก Jet A1 ได้คือทำให้โรงกลั่นกำไร ไม่กำไรได้ไง เมื่อลดราคาค่าปรับสูตร แล้วก็แถมเอาไปขายในต่างประเทศได้ที่เขาต้องการในราคาสูงขนาดนี้ และยังขายขายคู่แข่งทางการท่องเที่ยวของเรา คือเวียดนาม มันต้องมองหลายมิติ ผมคิดว่าการส่งข้อมูลแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้วข้อมูลมาไม่ครบครับ” นายอรรวิชช์ กล่าว และว่า ทั้งนี้ ตนเคยเสนอให้เก็บภาษีลาภลอย เพราะตอนนี้คนไทยต้องร่วมกันแพบรับราคาพลังงานสูงมาก ซึ่งไม่แฟร์ และขอเตือนข้าราชการประจำ ถ้าท่านไม่ยกเลิกเรื่องนี้ เราจะตรวจสอบต่อไป และเปิดเผยว่าใครนั่งบอร์ดไหน เสนอเรื่องใดบ้าง

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

‘ฝ่ายค้าน’ จี้ทบทวนเปลี่ยน ‘ญัตติตั้งกมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน’ เป็นเรื่องด่วน หลังรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินทำโครงการ 1 มิ.ย.นี้ ไม่หยุดรอฟังคำวินิจฉัย ’ศาลรธน.‘ ด้าน ’ปธ.สภาฯ‘ แนะ ‘วิป2ฝ่าย’ หารือร่วมกัน ยันทำตามขั้นตอน ไม่ได้ใช้อำนาจสั่ง ชี้หากรัฐบาลเดินหน้าแล้วพลาด ต้องรับผล

27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือเพื่อขอให้ประธานสภาฯ ทบทวนการวินิจฉัยให้ญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ไม่เป็นเรื่องด่วน

โดยกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะกู้เงินที่จะใช้จ่ายในโครงการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งรัฐบาลเองไม่หยุดการทำงานเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็น ก่อนหน้านี้สภาฯ ได้พิจารณาในญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ซึ่งได้วินิจฉัยให้เป็นญัตติด่วน ดังนั้นขอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

ประธานสภาฯ ชี้แจงว่า การพิจารณาญัตติใดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ตนไม่ได้ใช่ดุลยพินิจแต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่มีคณะกรรมการส่วนของข้าราชการที่พิจารณาและเสนอมาให้ตนบรรจุวาระ ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเป็นเพราะวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ทั้งนี้การบรรจุญัตติในวาระหากจะเลื่อนพิจารณานั้นขอให้วิปทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือร่วมกัน และประธานสภาฯ พร้อมดำเนินการ  ส่วนกรณีที่ตนไม่ใช้อำนาจวินิจฉัยเอง อาจถูกมองตัดสินเข้าข้างฝ่ายใด และ ฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจ ดังนั้นจึงใช้วิธีปฏิบัติตามหลักราชการ ไม่ได้ใช้อำนาจตรงของประธานสภาฯ โดยมอบให้กรรมการเสนอเรื่องพิจารณา เมื่อเสนอมาแบบใดตนต้องบรรจุตามนั้น อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานแต่ละฝ่าย บทบาทต่างกัน แต่ทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งตนเคารพทุกฝ่ายในสภา

“ผมขอสมมติว่าเป็นญัตติด่วน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย ผมไม่มีความประสงค์ใช้มติโดยเกินความจำเป็น หากปรึกษาหารือไม่ได้ จำเป็นต้องใช้มติ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย กรรมาธิการคงไม่เกิด ดีที่สุดควรพูดคุยผ่านวิป และผมไม่ขัดข้อง” นายโสภณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวแทนของวิปฝ่ายค้าน ได้ลุกหารือเพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนให้ญัตติตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่สภาฯต้องเร่งพิจารณา พร้อมกับถามหาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกว่าญัตติใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ 

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนแล้วรัฐบาลควรหยุดกู้เงิน เพราะหากชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้ววกฎหมายนั้น จะใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่หยุด และขณะนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไปของให้กรรมการของสภาฯ ทบทวนการวินิจฉัย

ทำให้ นายโสภณ ชี้แจงว่า “กระบวนการของฝ่ายบริหาร ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อฝ่ายบริหารดำเนินการไป หากผิดพลาด บกพร่อง ฝ่ายบริหารต้องรับว่ากระบวนการนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบแน่นอนไม่ว่าช่องทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นขอให้วิปไปเจรจา ซึ่งมีวาระประชุมนัดพิเศษอยู่ ผมพร้อมจะปฏิบัติตาม”

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

ด่วน!ศาลอาญาคดีทุจริตฯสั่งจำคุกคนละ 3 ปี อดีต 2 ป.ป.ช. วัชรพล-สุภา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่เปิดเผยข้อมูลการยืมนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดส่วนที่เหลือยกฟ้อง

27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อท.95/2567 คดีแดง อท.60/2569 ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการไม่ปฏิบัติตามตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

โจทก์ฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เมื่อระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท

การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ทั้งนี้ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… มีอำนาจฟ้อง…” ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปีไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

– 006

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เสรีพิศุทธ์ เคือง สส.ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว เล็งเปลี่ยนช่องทางยื่นผ่าน กกต. ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดแทน พ่วงยื่น ป.ป.ช. สอบฟัน นายกฯ พร้อมพวก ผิด ม.157 ไม่เพิกถอนที่ดิน เขากระโดง

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงถึงความคืบหน้าการล่าชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขาดคุณสมบัติสส.และรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีการครอบครองพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีสส.ฝ่ายค้านร่วมลงชื่อในคำร้องดังกล่าว ยกเว้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เพียงคนเดียว ทั้งพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทรวมพลัง ไม่มีใครลงชื่อให้ แม้จะไปยื่นเอกสารให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเฉย ไม่ลงชื่อให้ อยากรอร่วมรัฐบาลอย่างเดียว

ดังนั้นจะเปลี่ยนช่องทางถอดถอนไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทน เพื่อวินิจฉัยส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยไม่ต้องใช้รายชื่อ สส.ประกอบคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 จะไปยื่นในวันที่ 28 พ.ค. แม้ความหวังจะลดลง แต่เชื่อมั่นในพยานหลักฐานหนักแน่นชัดเจน ถ้ากกต.เบี้ยวไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จะยื่นฟ้อง กกต. ด้วย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในช่วงบ่ายวันนี้ (27พ.ค.) จะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายอนุทิน นายไชยชนก รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083ไร่ ที่มีคำพิพากษายืนยันว่า อยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่ยังไม่มีการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว จึงขอให้ป.ป.ช.ไต่สวน 

รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

“รองโฆษกรัฐบาล”โต้คลิป”รักชนก” ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย

27 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก เผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “TH AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “รหัส ATM กดเงิน” และโยงกับยุค “งบทำแอป” ในอดีต ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อบทบาทของเทคโนโลยี AI ในเศรษฐกิจยุคใหม่

รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การนำ AI ไปเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยี เพราะ Generative AI ไม่ใช่ “แอปพลิเคชันเฉพาะกิจ” แต่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่ (General Purpose Technology) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต

“AI ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นหรือกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากคนไทยเข้าไม่ถึง AI ก็เท่ากับเสียโอกาสในการแข่งขันทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และธุรกิจ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า โครงการ TH AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่รวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกไว้ในจุดเดียว สอดคล้องกับแนวทาง National Super App ของรัฐบาล ที่มุ่งลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชน ไม่ใช่การสร้างแอปใหม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต

ในส่วนข้อวิจารณ์เรื่อง “ลดค่าครองชีพไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงดีอี” รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า ปัจจุบันค่าบริการ AI ระดับสูงมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 700–1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงเป็นการลด “ต้นทุนทางดิจิทัล” และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่การ “แจกฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” แต่เป็นระบบ “Learn to Earn” ที่ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องผ่านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro พร้อมมีระบบหมุนเวียนสิทธิ์อัตโนมัติสำหรับผู้ที่ไม่ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศทั่วโลก ต่างมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึง AI และยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน เพราะมองว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีทั่วไป

ในด้านความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า หากประชาชน 5 ล้านคนต้องซื้อบริการ AI ระดับ Pro ด้วยตนเอง จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึงประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลใช้กลไกการจัดซื้อรวมระดับประเทศ ทำให้สามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1,600 ล้าน ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพของการรวมอำนาจต่อรองในระดับรัฐ

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกโครงการ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อเทคโนโลยีและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะหากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียง ‘แอป’ เหมือนในอดีต ประเทศก็อาจเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขันระดับโลก” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทยอย่างจริงจัง และจะเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนเศรษฐกิจ AI ของโลก

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

“อนุทิน”ลุยปารีส รุกกลับกัมพูชา พร้อมจับมือฝรั่งเศส Reposition ประเทศไทย ถ่วงดุลโลกใหม่ วางเกมไทยสู่ OECD

27 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และการวาง Positioning ใหม่ของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

อาจารย์เชษฐา ระบุว่า การเดินทางเยือนกรุงปารีสครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชามาอย่างยาวนาน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปพบประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง จึงสะท้อนว่า ไทยกำลังใช้การทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่วงดุลในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

อีกจุดที่ถูกมองว่าเป็น หมากสำคัญ คือ การแต่งตั้ง นายนิกรเดช พลางกูร ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและชี้แจงสถานการณ์ไทยต่อประชาคมโลกในช่วงวิกฤตความขัดแย้งกับกัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการส่งคนที่ใช่ ไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ผศ.ดร.เชษฐา ยังชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศจากฝรั่งเศสอย่างชัดเจนว่า ไทยจะไม่เปิดด่านให้กัมพูชาในเวลานี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและความมั่นคง ที่ส่งสารไปยังนานาชาติว่า ไทยยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างหนักแน่น

ขณะเดียวกัน ภารกิจหารือกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ก็ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปพลังงานของไทย โดยเฉพาะแนวคิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอนาคต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแผนการใช้เม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นักวิชาการผู้นี้ยังมองว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาลไทยในการผลักดันประเทศเข้าสู่ OECD ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในสมาชิกหลัก การสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศสจึงอาจเป็น กุญแจสำคัญ ในการสร้างพันธมิตรและแรงสนับสนุนต่อการยกระดับไทยสู่มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ประเทศขนาดกลางถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องการผูกติดกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้าง เครือข่ายพันธมิตรของประเทศขนาดกลาง เพื่อรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ด้านผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีทั้งการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการผลักดัน FTA ไทย – EU รวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด AI Data Center อวกาศ การบิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง ยังเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ไปสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ผ่านกรอบความร่วมมือ Joint Action Plan 2026 – 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีในระยะยาว

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่า การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทางทางการทูตทั่วไป แต่คือการวางหมากทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างพื้นที่ยืนใหม่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทของไทยบนเวทีโลก

เปิดใจ ‘บิ๊กเล็ก’ กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

เปิดใจ 'บิ๊กเล็ก' กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

เปิดใจ ‘บิ๊กเล็ก’ กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “พี่เล็ก” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าภาพของบุคคลสำคัญด้านความมั่นคงผู้นี้ได้ค่อยๆ หายไปจากหน้าสื่อ ล่าสุด พล.อ.ณัฐพล ได้ปรากฏตัวอีกครั้งและเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษแบบเจาะลึกผ่านรายการ “SAP Talk” ใน Episode ที่ 6 เมื่อเร็วๆ นี้ การสัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการถอดบทเรียนครั้งสำคัญตลอดระยะเวลา 12 ปีของการทำงานรับใช้บ้านเมือง พร้อมเปิดเผยมุมมองเชิงลึกด้านความมั่นคง การจัดการความเครียด และการเตรียมพร้อมรับมือโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยสงครามข้อมูลข่าวสาร

12 ปีบนเส้นทางความมั่นคง และบทเรียนจาก 3 วิกฤตใหญ่

พล.อ.ณัฐพล เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางการทำงานในรัฐบาลตั้งแต่ปี 2557 ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยท่านเริ่มต้นจากบทบาทฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล คณะที่ 5 ซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ผลงานในช่วงแรกนั้นครอบคลุมตั้งแต่การเข้าไปแก้ปัญหาแฟลตดินแดง ปัญหามาตรฐานการบิน ICAO ไปจนถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU

ทว่าในช่วง 5 ปีหลังสุด (ตั้งแต่ปี 2564-2569) ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบขีดความสามารถอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับ 3 วิกฤตใหญ่ของประเทศ ได้แก่ การแพร่ระบาดของโควิด-19, มหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี 2567, และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์ใดรับมือได้ยากที่สุด อดีต รมว.กลาโหม ยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยที่แม่สายนั้น “เบาที่สุด” ในแง่ของความกดดันทางจิตใจ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดีและไม่มีเสียงตำหนิติเตียน แม้สภาพพื้นที่ตอนนั้นจะไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้และต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงและวัดต่างๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน วิกฤตโควิด-19 และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กลับเป็นความท้าทายที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาล พล.อ.ณัฐพล เล่าว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 การตัดสินใจล็อกดาวน์ในช่วงแรกทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าตัดหนทางทำมาหากินของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี 2563 ถึง 2564 และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการ รัฐบาลกลับถูกประชาชนอีกกลุ่มตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มีความยากลำบากในมิติของการสื่อสารมวลชน

“ผมเองไม่สามารถที่จะชี้แจงอะไรได้ทุกเรื่องนะครับ เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความมั่นคงเนี่ย บางเรื่องถ้าพูดไปมันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของน้องๆ ทหารตามแนวชายแดน” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พร้อมขยายความว่า “บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการทหารระหว่างประเทศ บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เราก็ไม่สามารถที่จะพูดได้นะครับ อันนั้นคือความยากของการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา”

ทหารผู้มีหัวใจรากหญ้า และมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องยุทโธปกรณ์

เมื่อตั้งคำถามว่า เหตุใดนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ณัฐพล จึงมักมีวิธีคิดแบบผ่อนปรนและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ท่านให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ประสบการณ์การทำงานในหลากหลายมิติเป็นตัวหล่อหลอมวิสัยทัศน์ หลังจากรับราชการทหารจนถึงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ในช่วง 5 ปีสุดท้ายท่านได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นอกจากนี้ยังเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่สำคัญคือในช่วงปี 2562-2563 ท่านได้มีโอกาสเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทเอกชนที่กำลังประสบภาวะขาดทุน ซึ่งประสบการณ์จากทั้ง 5 สายงานนี้ ทำให้ท่านเห็นภาพรวมของประเทศมากกว่าแค่มิติทางการทหาร

ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตมาจากครอบครัวชาวสวน ไม่ใช่ลูกนายพลหรือคหบดีใหญ่โต ทำให้ท่านมีความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับรากหญ้า “เวลาที่ประชาชนเดือดร้อนเนี่ย ผมก็จะห่วง” พล.อ.ณัฐพล ระบุ พร้อมเปิดเผยว่าแม้จะขึ้นเป็น รมว.กลาโหม แล้ว แต่ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกับกลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร และกลุ่ม P-move มาตั้งแต่สมัย คสช. จนถึงปัจจุบัน

ฝากถึงกองทัพ ปรับโครงสร้าง เลิกยึดติดคำว่า “บิ๊ก” และดูแลชั้นผู้น้อย

เมื่อก้าวลงจากตำแหน่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ 2 ประการไปยังผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประการแรก คือการเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ โดยต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพงบประมาณของประเทศและกองทัพที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างเคร่งครัด

ประการที่สอง คือการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยเน้นย้ำไปที่การอุดหนุนและพัฒนาขีดความสามารถของ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต โดยไม่ต้องรอการส่งมอบยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสวัสดิการของ “กำลังพลชั้นผู้น้อย” โดยเสนอให้นำรายได้จากกิจการสวัสดิการของกองทัพมาจัดสรรดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาข้อครหาจากสังคมได้อีกหลายประเด็น

และสำหรับคำนำหน้าชื่ออย่างคำว่า “บิ๊ก” ที่สื่อมวลชนมักใช้เรียกนายทหารชั้นผู้ใหญ่นั้น พล.อ.ณัฐพล มองว่าไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ

 “จริงๆ แล้วคำว่าบิ๊กเนี่ย มันเป็นการเรียกชื่อนำหน้า มันไม่ได้แสดงความที่มีอำนาจ ไม่ได้แสดงความที่ใหญ่โตกว่านะครับ มันคล้ายๆ กับคำว่าที่ภาคเอกชนเรียก เสี่ยเกม มาดามป่าน… ผมไม่ได้ให้ความสำคัญ จะเรียกก็ได้ จะไม่เรียกก็ได้ เราอย่าไปให้ความสำคัญกับคำนี้ครับ”

ขอบคุณภาพจาก SAP News

“สงครามข้อมูลข่าวสาร” ภัยคุกคามแห่งโลกยุค 2569

สำหรับวิสัยทัศน์ในโลกยุคปัจจุบัน พล.อ.ณัฐพล แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหา “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ทั้งปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวโคมลอยที่ไม่มีมูลความจริง ท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้กำลังทหาร แต่รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร ดังเช่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมไปถึงแก๊งสแกมเมอร์ในชีวิตประจำวันที่หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม พล.อ.ณัฐพล มักสอดแทรกแนวคิดนี้ในการสอนนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ที่เขาชนไก่กว่า 2 แสนคนต่อปีเสมอ โดยท่านได้ยกนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “หินถล่มใส่รถโดยสาร” มาเป็นกรณีศึกษา นิทานเล่าถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ลงจากรถโดยสารก่อนถึงจุดหมายเพียงเล็กน้อย จากนั้นรถคันดังกล่าวได้ขับต่อไปอีก 50 เมตรและถูกหินถล่มทับจนตกเขา สามีภรรยาคู่นั้นคิดว่าตนเองโชคดีที่ลงจากรถก่อน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้กระตุกต่อมความคิดของเยาวชนว่า หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้ารถคันนั้นไม่จอดให้สองสามีภรรยาลง รถก็อาจจะขับผ่านจุดนั้นไปแล้วก่อนที่หินจะถล่มลงมาก็ได้ นี่คือการสอนให้เยาวชนหัดคิดวิเคราะห์ข้อมูลจากสองด้านเสมอเพื่อรับมือกับสงครามข่าวสารในอนาคต ทั้งนี้ ท่านยังแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสื่อมวลชนไทยว่าจะเป็นที่พึ่งทางข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับสังคมได้

ชีวิตหลังสลัดหัวโขน ธรรมะ ครอบครัว

ตลอด 12 ปีที่แบกรับความกดดัน พล.อ.ณัฐพล มีวิธีจัดการความเครียดที่เด็ดขาด นั่นคือการ “ไม่นำเรื่องเครียดกลับมาคุยที่บ้าน” ท่านใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย สวดมนต์ นั่งสมาธิ และมักเดินทางไปทำบุญตามวัดเก่าแก่ในต่างจังหวัด เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ช่วยปกป้องแผ่นดินไทยไว้ ซึ่งช่วยให้จิตใจของท่านเข้มแข็งขึ้น

เมื่อถูกถามถึงแผนการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ อดีต รมว.กลาโหม ในวัย 66 ปี ยอมรับว่าเคยรวบรวมข้อมูลไว้บ้างในช่วงโควิด-19 แต่ในช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา การรับมือกับสงครามข่าวสารทำให้ท่านรู้สึก “บอบช้ำ” ไปไม่น้อย จึงขอเวลาเก็บตัวเงียบๆ และขอพักเรื่องการเขียนหนังสือไว้ก่อน ตอนนี้ขอโฟกัสที่การดูแลสุขภาพตามวัย และใช้เวลาชดเชยให้กับภรรยาและลูกๆ หลังจากที่ทุ่มเทให้งานจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2557

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เข้ามาทักทายและให้กำลังใจตามสถานที่สาธารณะต่างๆ 

“สิ่งที่ผมทำเนี่ย ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็มีความเข้าใจแล้วก็ให้กำลังใจ… ผมก็ยอมรับคำตำหนิติติงที่ผ่านมาครับ ทีนี้พอจบภารกิจก็อยากที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แบบประชาชนคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ” พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย ปิดฉากบทบาทขุนพลฝ่ายความมั่นคง พร้อมก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของ “ประชาชนธรรมดา” อย่างเต็มตัว 

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีต สส.พรรคก้าวไกล และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เนรคุณ โกหก ซื้อเสียง หน้าด้าน คอรัปชั่น เลีย โลภ จองหองและกวนตีน”