กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ได้เสนอเรื่องการถอนเงินสดผิดปกติเป็นจำนวนมากให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา ว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการถอนเงินสดเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติ และถอนเฉพาะที่เป็นแบงก์ 500 หรือแบงก์ 100 ในช่วงเวลาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเป็นการถอนไปเพื่อกระทำการอันเป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ให้เรียกเอกสารจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาเพื่อประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเห็นตามที่เสนอ โดยสำนักงานจะมอบหมายให้รองเลขาธิการ ด้านสืบสวนเดินทางพร้อมหนังสืบสวนเข้าไปรับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.)

กกต.ยังมีนโยบายหลังจากนี้จะทำบันทึกข้อตกลง (mou) กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว โดยไม่ต้องมีหนังสือขอเป็นคราวๆ ไป เพื่อมาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมอบให้ สนง.ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ มาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย กกต.อาจขอให้มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (2) เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แจ้งรายงานการทำธุรกรรมของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือผู้สมัครตามที่คณะกรรมการแจ้งให้ทราบ หรือให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแจ้งให้ทราบถึงการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการร้องขอ ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดและไม่ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ 5 หน่วยงานใดเปิดเผยข้อมูลในความครอบครองมาใช้บังคับแก่การแจ้งข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“สีหศักดิ์” เผยไทยพร้อมสนุนการทำงานประธานอาเซียน ให้สามารถสานต่อนโยบายสำคัญได้อย่างต่อเนื่องรับมือเหตุฉุกเฉินในภูมิภาคได้อย่างทันการณ์และมีประสิทธิภาพ 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN Foreign Ministers’ Meeting: AMM Retreat) ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งแรกของปี ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ ภายใต้แนวคิดหลัก “Navigating our Future, Together”
 
       ที่ประชุมได้แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนวาระสำคัญของประธานอาเซียนในปีนี้ ซึ่งมีเป้าหมายที่มุ่งจะพัฒนาความร่วมมือของอาเซียนเพื่อตอบสนองความท้าทายสำคัญของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของการเมืองและเศรษฐกิจโลก บรรลุผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดาและลงนามความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ในปีนี้ ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค เสริมสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศโดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ
 
       โดยไทยเน้นย้ำการความสำคัญของการยึดมั่นในระบบภูมิภาคนิยมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งและคงไว้ซึ่งความสำคัญของอาเซียน เสนอแนวคิดการสนับสนุนการทำงานของประธานอาเซียนให้สามารถสานต่อนโยบายสำคัญได้อย่างต่อเนื่องและรับมือกับประเด็นฉุกเฉินในภูมิภาคได้อย่างทันการณ์และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยืนยันความมุ่งมั่นของไทยต่อการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง  โดยเสนอให้นำผลลัพธ์จากการประชุมนานาชาติที่ไทยจัดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ไปดำเนินการต่อให้เกิดประโยชน์ตามกลไกและกระบวนการของอาเซียน
 
       ในประเด็นเมียนมา ไทยได้ย้ำความจำเป็นที่อาเซียนจะต้องปรับแนวทางการดำเนินการและปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังการเลือกตั้งในเมียนมา รวมถึงยืนยันความพร้อมของไทยที่จะสนับสนุนให้ตำแหน่งผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้เกิดการหารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของเมียนมาต่อไป 

       นอกจากนี้ ที่ประชุมยินดีกับพัฒนาการไทย-กัมพูชา หลังจากที่ได้มีข้อตกลงหยุดยิงและการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และหวังจะเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

‘สุรเดช’บอก บางพรรคให้เลือก’รักชาติ-ไม่รักชาติ’หรือ’ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

'สุรเดช'บอก บางพรรคให้เลือก'รักชาติ-ไม่รักชาติ'หรือ'ไม่เลือกเรา เขามาแน่' แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

‘สุรเดช’บอก บางพรรคให้เลือก’รักชาติ-ไม่รักชาติ’หรือ’ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

“สุรเดช”บอก บางพรรคการเมืองให้เลือก”พรรครักชาติ-ไม่รักชาติ”หรือ”ไม่เลือกเรา เขามาแน่” แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ชี้มีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องไม่แตกแยก แนะทุกพรรควัดกันที่นโยบาย-ผลงาน-ปาร์ตี้ลิสต์โดดเด่น ชี้ประชาชน เข้าชื่อลงโทษได้ หากไม่สามารถทำตามที่หาเสียงไว้

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีพรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้ประชาชน ตัดสินใจให้ดี จะเลือกพรรคการเมืองที่รักชาติ หรือพรรคการเมืองที่ไม่รักชาติว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงของพรรคการเมืองดังกล่าวมากกว่า ถือเป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นฝักเป็นฝ่าย ที่จะทำให้ทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันหรือทำร้ายชาติบ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่าทุกคนเป็นคนไทย ต้องสามัคคีกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างหรือเห็นต่าง แต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดลักษณะเช่นนี้ หรือที่ปล่อยคำพูดออกมาว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” มองว่าเป็นการหาเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า ที่บอกไม่เลือกเราเขามาแน่นั้น เขาจะเข้ามาทำอะไร จะมายึดประเทศ หรือจะเข้ามาเปลี่ยนระบบการปกครอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะการเมืองปัจจุบันควรให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง นำเสนอกันที่นโยบายของแต่ละพรรคดีกว่า เพราะเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีมานานแล้ว

นายสุรเดช กล่าวว่าเรื่องของการหาเสียง พรรคการเมืองต่างๆ ควรจะ present ในเรื่องของนโยบายของแต่ละพรรค ที่จับต้องได้ รวมถึงผลงานในอดีตมีหรือไม่ และต้อง present ปาร์ตี้ลิสต์ เด่นๆในพรรคของตัวเองว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิที่เก่งกาจมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนอย่างไร มีชื่อเสียงหรือไม่ ดังนั้นควรจะแข่งกันที่ผลงานของพรรคและนโยบายของพรรคมากกว่า

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ นโยบายที่แต่ละพรรคได้หาเสียงไว้กับประชาชน ก็ต้องการันตีให้ได้ด้วยว่าสามารถทำได้จริง ไม่หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในช่วงที่มาหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น และถ้าทำไม่ได้จริงตามที่พูด ประชาชนก็ควรที่จะมีสิทธิ์บอยคอร์ดหรือ สามารถเข้าชื่อเพื่อลงโทษพรรคการเมืองนั้นได้ รวมถึงผู้ที่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ก็ควรจะมีมาตรการที่จะดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งกับพรรคการเมืองนั้นๆ ได้ด้วย

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

โฆษกกองทัพบก เผยยังไม่กังวลว่าจะมีการปะทะรอบใหม่ ยืนยันทหารมีแนวทางมองปฏิบัติการต่างๆ ว่าน่ากังวลเพียงใด

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มีอะไรจำเป็นต้องกังวล

ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องการปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่ โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพบกมีความพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา และทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียว หรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีการขุดคูสนามเพลาะ หรือ คูเลต และการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปราฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบ พร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศจะไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่างๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่างๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่างๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบก ไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชา ว่าจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศกัมพูชา อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่างๆ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจ เหตุอากาศยานแบบ AT-6 ประสบอุบัติเหตุตก ในพื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ส่งผลให้กำลังพลกองทัพอากาศ เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 2 นาย นับเป็นความสูญเสีย ที่สร้างความอาลัยยิ่งแก่กองทัพและประเทศชาติ

ในนามของกระทรวงกลาโหม ผมขอสดุดีในความเสียสละ ความกล้าหาญ และการอุทิศตนของกำลังพลทั้งสองนาย ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นสูงสุด จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ขณะนี้ กองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
ผมขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้บังคับบัญชา ตลอดจนกำลังพลกองทัพอากาศทุกนาย 

ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลและกระทรวงกลาโหมจะดูแลสิทธิ สวัสดิการ และเกียรติยศของผู้ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลได้รับเกียรติอย่างสูงสุด

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

กองทัพบกยืนยัน นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึกในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ หลังประเมินแล้วพบว่ามีนักศึกษาหลายหมื่นคน จึงเลือกงดฝึกทั้งวัน พร้อมปรับหลักสูตรและจัดกิจกรรมทดแทน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารในช่วงวันเลือกตั้ง ว่า กองทัพบกได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ 8 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้ง จะไม่มีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารในทุกกรณี เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของนักศึกษา

พลตรี วินธัย ระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นผลจากการหารือล่าสุดของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ นรด.โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า การเลื่อนวันฝึกออกไปไม่เหมาะสม เนื่องจากมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ารับการฝึกเป็นจำนวนหลายหมื่นคน หากเลื่อนจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการในภาพรวม

แนวทางแก้ไขจึงใช้วิธี ปรับลดจำนวนวันฝึกตามหลักสูตร เช่น ผู้ที่ต้องฝึก 5 วัน จะลดเหลือ 4 วัน และผู้ที่ฝึก 4 วัน หากตรงกับวันเลือกตั้ง จะลดเหลือ 3 วัน พร้อมจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน อาทิ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาวิชาทหารปฏิบัติอยู่แล้ว ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดวันเลือกตั้งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ตารางการฝึกนักศึกษาวิชาทหารถูกวางไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่สถานศึกษาส่วนใหญ่สามารถจัดการเรียนการฝึกได้สะดวก ก่อนเข้าสู่ช่วงสอบและปิดภาคเรียน ทำให้การบริหารจัดการต้องดำเนินควบคู่กับสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด

ในช่วงแรก เคยมีแนวคิดให้นักศึกษาวิชาทหารใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หรือจัดการเดินทางเป็นกลุ่ม แต่จากการประเมินพบว่าด้วยจำนวนผู้เข้ารับการฝึกที่มาก อาจก่อให้เกิดภาระด้านการเดินทางและงานธุรการสูง จึงสรุปให้งดการฝึกในวันเลือกตั้งทั้งหมด และจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน โดยไม่มีการเลื่อนวันฝึกไปวันอื่น

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวว่า ระหว่างขากลับจากเดินทางลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้พบป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรครักชาติหักล้ม เสียหาย ตามเส้นทางในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จึงได้หยุดซ่อมป้ายกันเอง พร้อมวอนคนทำลายป้ายว่า อย่าทำเลย พรรคเล็ก ๆ ไม่มีนายทุน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ งบประมาณมีไม่มาก ดังนั้น ขออย่าทำลายป้ายกันเลย เพราะต้องมาซ่อมกันเอง ทำให้เวลาที่จะได้เข้าไปพูดคุยกับประชาชนน้อยลง ขอให้ไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งงบประมาณในการจัดทำป้ายของเรามีอย่างจำกัด การที่ป้ายหาเสียงถูกทำลายทำให้ตนและทีมพรรครักชาติต้องสละเวลาลงมาซ่อมแซมด้วยตนเอง

“วันนี้มาซ่อมป้ายกันเองครับ พรรคเล็ก ๆ ไม่มีนายทุน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ งบประมาณก็มีไม่มาก อย่าทำลายป้ายกันเลยนะครับ เพราะว่าเราต้องมาซ่อมกันเอง” นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่า เวลาที่เสียไปกับการซ่อมแซมป้ายหาเสียงนั้น คือเวลาที่ควรจะได้นำไปใช้ในการลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่กระทำการดังกล่าวหยุดพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ และหันมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองแทน
เราต้องเกณฑ์น้องๆมาเวลาที่จะใช้กับพี่น้องประชาชน ไปคุยกับพี่น้องประชาชน มันก็น้อยลง อย่าให้เสียเวลามาทำสิ่งเหล่านี้เลยครับ วอนเถอะหยุดเถอะครับ ไปทำอะไรที่มันมีประโยชน์กับบ้านเมืองมากกว่านี้

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรม เดอะ เดวิส บางกอก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงพรรคประชาชน (ปชน.) โดยก่อนเริ่มการแถลง นายชูวิทย์นำโหลใส่ส้มที่มีข้อความว่า “สีเทา” แปะหน้าโหล แทนสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน กับที่คั้นน้ำส้ม พร้อมด้วยสตรอว์เบอร์รี แทนสัญลักษณ์พรรคเพื่อไทย (พท.) และบลูเบอร์รี่ แทนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำมาใส่จาน รวมถึงกระถางธูปปลอม 5 ดอก และเอกสารต่างๆ

นายชูวิทย์ กล่าวว่า หลังจากครั้งก่อนตนแถลงเกี่ยวกับพรรคส้ม แต่มีคนมากล่าวว่าตนไม่มีหลักฐาน วันนี้จึงนำหลักฐานมาประกอบ และข้อมูลที่ตนนำมาทั้งหมดวันนี้ได้มาจากคนภายในพรรคส้มส่งให้ ซึ่งครั้งที่แล้วตนได้พูดถึงการทำข้อตกลง ระหว่างบิ๊กตำรวจกับพรรคประชาชน ว่าหากทำให้พรรคได้ สส. 10 คน ในภาคใต้ได้ ต้องแลกกับการให้มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลเพื่อคุมตำรวจ

จากนั้น นายชูวิทย์ เปิดคลิปเสียงบางช่วงบางตอนที่มีลักษณะคล้ายเสียงของอดีตบิ๊กตำรวจ ระบุพาดพิงถึง “โรม” และ “ชัยธวัช” พร้อมกับกล่าวว่า สามารถเปิดได้เพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น เนื่องจากตนมีจรรยาบรรณ และตอนนี้อยู่ในระหว่างการหาเสียง

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังเปิดหลักฐานที่ได้จากการสุ่มหยิบส้มในโหล 1 ลูก ซึ่งได้หมายเลข 6 ที่เป็นตัวแทนภาคเหนือ หรือ จ.แพร่ ก่อนจะเปิดเผยภาพของ น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 จ.แพร่ หมายเลข 4 ที่เมื่อปี 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี และได้แต่งตั้ง น.ส.ขวัญรัตน์ ที่เป็นหลาน ให้เป็นรองนายกเทศมนตรี ขณะนั้น น.ส.ขวัญรัตน์ มีอายุเพียง 33 ปี ทำให้ขาดคุณสมบัติที่อายุต้องไม่ต่ำกว่า 35 ปี ทำให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 เดือน ก่อนจะถูกปลดออก พร้อมให้นำเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ มอบคืน

“ส่วนตัวมองว่าความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว แต่พรรคส้มกลับไม่ตรวจสอบและคัดสรรคุณสมบัติ ทำให้ น.ส.ขวัญรัตน์ มาลงสมัคร สส.อีก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พรรคส้มไม่มีจริยธรรมของนักการเมือง เรื่องนี้สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม” นายชูวิทย์ กล่าว และว่า การคัดสรรของพรรคส้มมีปัญหาอย่างรุนแรง ทั้งเทาเข้ม เทากลาง และกรณี น.ส.ขวัญรัตน์ นับเป็นเทาอ่อน แค่การคัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา นับประสาอะไรจะดูแลคนทั้งประเทศ ครั้งนี้พูดจากหลักฐานเอกสาร จะมากล่าวหาว่าตนไม่มีหลักฐานไม่ได้

นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ไปช่วยหาเสียงใน จ.แพร่ ก็เปล่าประโยชน์ และตนมาครั้งนี้ เพื่อมาสั่งสอนในฐานะรุ่นพี่ที่สถาบันเดียวกัน อยากให้พรรคประชาชนเลิกพฤติกรรมปราศรัยหาเสียงแบบปลุกระดม เพราะรูปแบบนี้ตนเคยผ่านมาแล้ว จะทำให้เกิดความแตกแยก เจ็บแค้นชิงชังในกลุ่มของประชาชนด้วยกัน เนื่องจากพรรคส้มมักพูดในเชิงว่าเป็นรัฐบาลไม่ได้ ทั้งที่ทำตัวเองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรอบที่ 1 และรอบ 2 ที่เล่นเรื่องสถาบัน ส่วนรอบที่ 3 มีโอกาส แต่ก็ไปยกดันนายอนุทินแทน อีกทั้งยังเรียกร้องเรื่องประกันสังคมให้นำออกจากระบบ ตนมองว่าหากทุกคนไม่จ่ายแล้วใครจะจ่าย สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

“พรรคส้มเป็นคนสมัยใหม่ที่มีความอันตรายจากการหาเสียงเช่นนี้ จึงอยากขอเตือน หากยังไม่หยุดก็จะหยิบหลักฐานที่มีอยู่ขึ้นมาเปิดเรื่อยๆ จนถึง 6 โมงเย็นของวันที่ 7 ก.พ.” นายชูวิทย์ ระบุ

จากนั้น นายชูวิทย์ ยังเปิดคลิปหนึ่งในผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน พื้นที่ กทม.แต่เบลอหน้า ภายในคลิปมีลักษณะผู้สมัครมีอาการมึนเมา จากนั้นมีคนถ่ายคลิปและกล่าวประมาณว่า “ให้ตำรวจเห็นไม่ได้ จะซวย และแนะนำให้ขึ้นไปก่อน” ซึ่งเรื่องนี้ขอยังไม่เปิดเผยตัวคลิปเต็ม เพราะไม่อยากโจมตีหรือทำลาย แต่อยากเตือนอย่างแรงกับรุ่นน้อง ในการที่มีผู้สมัคร สส.พฤติกรรมลักษณะนี้ ชี้ให้เห็นว่าไม่มีคุณสมบัติในการคัดสรรมากพอ แม้ว่าคลิปดังกล่าวยังไม่ได้เป็นคดีความ หรือเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน รวมถึงมีการตรวจสารเสพติดหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวจะบอกว่าตนขู่ก็ยอมรับ แต่ต้องการขู่เพื่อให้หยุดพฤติกรรมปราศรัยในลักษณะปลุกระดม แต่ถ้ายังไม่หยุดจะได้เห็นดีกัน โดยการแฉเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าเป็นใคร และขอย้ำว่า “เพราะรักถึงอยากสั่งสอน”

ขณะที่ล่าสุด นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคส้ม ไม่หยุดเทา

แถลงข่าววันนี้มีความปรารถนาดีถึงพรรคส้ม เพราะข้อมูลทั้งหมดมาจาก “เนื้อในส้ม“ โดยทั้งสิ้น

ส่งถึงมือ และตรวจสอบข้อมูลแล้ว

ผู้สมัคร สส. เขต 1 จ.แพร่ เบอร์ 4 น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ

เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ เมื่อปี 2566 ทั้งที่อายุแค่ 33 ปี (กฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งได้ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป)

แต่งตั้งโดย นายโชคชัย พนมขวัญ อาแท้ๆ ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแพร่

ขวัญรัตน์ได้เป็นรองนายกฯ กินเงินเดือนหลวงไปแล้ว 1 เดือน แถมเบิกงบไปอบรมอีก

ท้ายสุดมีคนร้องเรียนว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์

นายโชคชัยรีบสั่งปลดหลานตัวเองพ้นจากตำแหน่ง และให้คืนเงินเดือนพร้อมเงินที่เบิกไปอบรม

นี่ถ้าไม่มีคนทักท้วงคงอยู่ในอำนาจยาวๆ ตามสไตล์ “บ้านเล็ก” ท้องถิ่นเมืองแพร่

ความผิดมันสำเร็จแล้ว แม้จะปลดออกจากตำแหน่งในภายหลัง

ความพยายามเข้าสู่อำนาจยังไม่จบเท่านี้

พอมาถึงปี 2569 น.ส.ขวัญรัตน์ กลับมาลงเป็นผู้สมัคร สส. เขต 1 พรรคส้ม

ทั้งที่เข้าข่าย “เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98

“ห้ามบุคคลที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ”

แถมยังจงใจเข้ารับตำแหน่งทั้งที่รู้ว่าอายุไม่ถึงเกณฑ์ ไม่มีสิทธิ์กินเงินเดือนหลวง

ถือว่า “ขาดความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พรรคส้มคุยนักคุยหนาว่ามีกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครอย่างดี

แต่พบครบ เทาเข้ม เทากลาง และเทาอ่อน

เรื่องนี้ขนาดมีเอกสารราชการชัดเจนยังเอามาลงให้ประชาชนเลือก

มีผู้สมัครแค่ 500 คน ยังดูแลได้เลอะเทอะแบบนี้

แล้วจะมีปัญญาไปดูแล ”ผู้ประกันตน“ ถึง 20 กว่าล้านคน ที่จะเอาออกจากระบบได้ยังไง?

แบบนี้จะไว้ใจพรรคส้มได้หรือ?

กระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้าสู่อำนาจ คว้าใครได้ก็จับยัดมาลง

ข่าวรั่วมาจากภายในพรรคเอง สนิมเกิดจากเนื้อในส้มเองทั้งนั้น ไม่งั้นคนนอกจะรู้หรือว่า

“ภายในพรรคฟัดกันเละ”

คนนั้นเป็นเด็กคนนี้ได้ลง แต่ สส. เก่าที่ทุ่มเททำงานให้พรรคกลับถูกเขี่ยออก

เพราะเข้าไม่ถึงบรรดาแกนนำบน “หอคอยงาช้าง” ของพรรคส้ม

จากรายที่ 1 โดนฟอกเงิน รายที่ 2 โดนเจ้ามือเว็บพนัน

ส่วนรายนี้เป็นรายที่ 3 มีปัญหา “จริยธรรม“

ทำไปทำมาชี้พรรคโน้นพรรคนี้เทา แต่พรรคส้มกลับไม่หยุดเทาเกิดปัญหาซ้ำๆ ซากๆ

คนรักกันถึงเตือน ส่วนพวกเชียร์อย่างเดียวจะทำให้เหลิง

มีอีกหลายรายที่อยู่ในมือผม

อย่าหาว่าขู่ เพราะหลักฐานครบ

ผมจะไปได้หลักฐานแบบนี้ที่ไหน?

หากไม่ใช่คนในส่งให้ผมเอง

– 006

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ‘ยศชนัน’ ทำเจ้าตัวเกร็งคอแข็ง ลั่นพร้อมพาสินค้าเกษตรสู่สายตาโลก อ้อนเลือก ‘รวี เล็กอุทัย’ ให้ถล่มทลายทําลายสถิติพ่อ 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ปราศรัยช่วย น.ส.อัญชิสา ศุภรักษ์จินดา ผู้สมัคร สส. อุตรดิตถ์ เขต 1 เบอร์ 3 นายวารุจ ศิริวัฒน์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 เบอร์ 5 และนายรวี เล็กอุทัย ผู้สมัคร สส.จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 เบอร์ 1 หาเสียง ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ ทันทีที่นายยศชนันมาถึง ได้มีประชาชนต่างรุมกอดหอม ถ่ายรูป พร้อมมอบดอกไม้ มอบพวงมาลัยดาวเรือง พวงมาลัยหอมกระเทียม ลูกประคำ และพวงมาลัยทุเรียนหลิน-หลงลับแล เมืองอุตรดิตถ์ เมื่อนายยศชนัน ได้รับพวงมาลัยทุเรียน ถึงกับกล่าวว่าหาเสียงมายังไม่เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ทำตนคอแข็งเกร็ง เนื่องจากมีพวงมาลัยห้อยที่คอ

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า วันนี้จะทําให้ผลงานของอุตรดิตถ์ไปสู่สายตาคนทั้งโลก วันนี้ตนมากับผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งพี่น้องชาวอุตรดิตถ์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2544 – 2548 และ ปี 2550 สนับสนุนพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยก็เหมาทั้งจังหวัด แลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด ขอโอกาสอีกครั้งวันนี้จะทํางานเต็มที่เพื่อชาวอุตรดิตถ์ ซึ่งจังหวัดนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเลือก 3 จะได้อีก 2 เพราะมีผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในปี 2548 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ได้คะแนนทะลุ 64,000 ขอให้ครั้งนี้เลือก นายรวี ถล่มทลาย เพื่อทําลายสถิติได้หรือไม่ เนื่องจากพี่น้องชาวอุตรดิตถ์เคยเทใจให้พวกเรา วันนี้เราจะทํางานให้หนักขึ้นเพื่อพ่อแม่พี่น้อง เลือกเราทุกคนให้ถล่มทลายทําลายสถิติได้หรือไม่ วันนี้ตนจึงอยากสื่อสารให้กับพี่น้องทุกคนว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทยแล้วพี่น้องชาวอุตรดิตถ์จะได้อะไร คือการส่งมอบนโยบายให้พี่น้องชาวเกษตรมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการไม่มีหนี้ ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 อุตรดิตถ์นักท่องเที่ยวหายขาดรายได้ พรรคมีนโยบายจะสนับสนุนการปิดหนี้ทั้งระบบ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะมอบหมายให้นายสมศักดิ์เข้าไปดูแลเกษตรกรให้ราคาข้าว อ้อย ข้าวโพดดีขึ้น รวมถึงราคาทุเรียนที่แปรผันตามความต้องการ ซึ่งจะเก็บไว้อย่างเดียวไม่ได้ต้องนําสู่สายตาโลก ขณะเดียวกัน ราคาพืชผลเกษตร อาทิ หอมแดง ลางสาด ลองกอง ผลไม้ของอุตรดิตถ์ รวมถึงดูแลปัญหาเรื่องน้ำ เราจะดูแลให้ เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจคือชาวเกษตรกร

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนักหากพบใคร “อมเบี้ยเลี้ยง” ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า ติดขั้นตอนจัดทำงบประมาณเหตุใช้กำลังพลเพิ่มถึง  40,000 นาย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าควักงบสำรองจ่ายก่อน เฉลี่ยให้พลทหารก่อนนายสิบ รอรัฐบาลอนุมัติเบิกงบกลางคืน 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.40 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบ  พล.ต.วินทัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและ โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง ว่าทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้าสองถึง 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมากใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปีซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น ซึ่งพอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง แต่ในส่วนของเดือนตุลาคมทางกองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่จะนำส่งไปยังหน่วยต่างๆ

โดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นทางกองทัพบกได้แก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยงเพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้ งบไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียวโดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อนส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญเพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง

พล.ต.วินทัย กล่าวต่อว่า ประเด็นอื่นๆที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอนเพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างไรบ้าง พล.ต.วินทัย กล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ถ้าทางกองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษในอดีตยอมรับว่าน่าจะมีแต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควรแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์ อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติ กระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คนในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก