เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

25 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมเยียน และให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลคูเมือง ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า วันนี้ได้เข้าพบผู้ที่รับการบำบัดรักษาฟื้นฟูจากยาเสพติด โดยได้สอบถามถึงสาเหตุการใช้ยาเสพติดพบว่า บางส่วนเป็นเพราะสภาพแวดล้อม แม้จะเข้ารับการบำบัดรักษาฟื้นฟู แต่เมื่อออกไปใช้ชีวิตในสังคมเดิมกลับพบว่าไปใช้ยาเสพติดเช่นเดิม

โดยตนได้ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นายอำเภอคูเมือง สาธารณสุขนิเทศ จังหวัดบุรีรัมย์ หน่วยงานด้านการแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูเมือง 

จากการหารือพบว่า ยังมีผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดรักษา เกินกว่าหนึ่งครั้งเป็นจํานวนมาก ซึ่งแนวทางแก้ไขอาจมีความจำเป็นที่ต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และให้การปราบปราม การบำบัดรักษา ฟื้นฟูเป็นไปด้วยความเข้มงวด รวมทั้งให้ผู้ที่เสพยาเสพติดเกิดความเกรงกลัว โดยหากยังกลับไปใช้ยาเสพติด อาจจะไม่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แต่จะต้องรับโทษเข้าสู่เรือนจำ 

นายโสภณ กล่าวอีกว่า จากการหารือ ผมจะนำเข้าสู่กระบวนการการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด เข้าหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งผลสุดท้ายอาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม ฟื้นฟู บำบัดรักษายาเสพติด

แนน บุณย์ธิดา ซัด เท้ง ยันไร้ระบอบสีน้ำเงิน อย่าหาเรื่องกลบข่าวในพรรคตัวเอง

แนน บุณย์ธิดา ซัด เท้ง ยันไร้ระบอบสีน้ำเงิน อย่าหาเรื่องกลบข่าวในพรรคตัวเอง

แนน บุณย์ธิดา ซัด เท้ง ยันไร้ระบอบสีน้ำเงิน อย่าหาเรื่องกลบข่าวในพรรคตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

โฆษกภูมิใจไทย ออกโรงโต้ เท้ง ยันไร้ระบอบสีน้ำเงิน ซัดกลับหวังกลบเกลื่อนปัญหาในพรรคส้ม เลยมาฟาดพรรคอื่นแทนในช่วงเวลานี้

25 พ.ค.2569 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่แถลงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุ สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเจนต์ในระบอบดังกล่าวว่า ขอยืนยันว่าเราไม่มีระบอบสีน้ำเงิน ตามที่ผู้นำฝ่ายค้านออกมาพูดพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย แต่ก็เป็นอันรู้กันว่าพรรคภูมิใจไทยก็ใช้สัญลักษณ์และโลโก้พรรคเป็นสีน้ำเงิน เพราะฉะนั้นจะให้คิดว่า เป็นระบอบสีน้ำเงินหรือเป็นเอเจนต์หรือเป็นองค์กรลี้ลับ ก็คงไม่ใช่ เพราะเราเป็นพรรคการเมือง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองอื่นๆในประเทศไทย ก็อยู่ภายใต้ระบอบเดียวกันคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้น การมาพาดพิงแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่เสียหาย มีเจตนาอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประชาชน เกิดความรู้สึกไขว้เขวได้

เมื่อถามว่า การออกมาพูดในช่วงนี้เพื่อกลบเกลื่อนกระแสพรรคประชาชน ที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การออกมาพูดในเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องกระแสพรรคตกต่ำ แต่ไม่แน่ใจว่าการออกมาพูดในตอนนี้ เพราะต้องการเบี่ยงเบนประเด็นหรือกลบกระแสข่าวของตัวเองภายในพรรคหรือไม่ จึงต้องไปฟาดพรรคการเมืองอื่นแทน

คนไทย-ร้านค้า มั่นใจโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส แห่ลงทะเบียนวันแรกทะลุ 23.7 ล้านคน

คนไทย-ร้านค้า มั่นใจโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส แห่ลงทะเบียนวันแรกทะลุ 23.7 ล้านคน

คนไทย-ร้านค้า มั่นใจโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส แห่ลงทะเบียนวันแรกทะลุ 23.7 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

25 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพิ่มกำลังซื้อ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 23,755,197 คน โดยเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,012,406 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 5,742,791 คน

ในจำนวนผู้ลงทะเบียนใหม่มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว 5,357,641 คน คิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของผู้สมัครใหม่ทั้งหมด ขณะที่ผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ที่ 385,150 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 384,975 คน และมีผู้เคยทำผิดเงื่อนไขในโครงการคนละครึ่ง จำนวน 175 คน

ด้านการลงทะเบียนร้านค้า พบว่า มีร้านค้า Whitelist จากโครงการคนละครึ่ง พลัส เดิม จำนวน 977,296 ราย โดยในจำนวนนี้ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 449,087 ราย และอยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 528,209 ราย

ขณะเดียวกัน มีร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มเติมอีก 12,117 ราย โดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 5,245 ราย แบ่งเป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งาน 4,524 ราย และอยู่ระหว่างยอมรับเงื่อนไข 721 ราย

ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วรวมทั้งสิ้น 982,541 ราย แบ่งเป็นร้านค้าที่พร้อมใช้งานแล้ว 453,611 ราย และอยู่ระหว่างยอมรับเงื่อนไข 528,930 ราย

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของทั้งประชาชนและผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบสมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดากล่าว

‘สุริยะ’สู้ตาย! ฝ่าอาการป่วย ลุยตรวจ’พืชสวนโลกอุดรฯ 2569’ ก่อนกลับมาพบแพทย์อย่างใกล้ชิด

'สุริยะ'สู้ตาย! ฝ่าอาการป่วย ลุยตรวจ'พืชสวนโลกอุดรฯ 2569' ก่อนกลับมาพบแพทย์อย่างใกล้ชิด

‘สุริยะ’สู้ตาย! ฝ่าอาการป่วย ลุยตรวจ’พืชสวนโลกอุดรฯ 2569’ ก่อนกลับมาพบแพทย์อย่างใกล้ชิด

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

 “สุริยะ” เสร็จสิ้นภารกิจตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี หลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและความพร้อมจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก​ แม้โดยรวมอาการ​ดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังไม่ยืนยันว่า​ จะเข้าร่วมประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้หรือไม่ เนื่องจาก​หลังเดินทางกลับถึงกทม.​ ยังคงอ่อนเพลียจากการปฏิบัติภารกิจตลอดทั้งวัน จึงอาจลาประชุม และอาจเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ว่า ขณะนี้อาการโดยรวมดีขึ้นแล้ว หลังเกิดอาการอ่อนเพลียและหมดสติเมื่อคืนที่ผ่านมา จนต้องเข้ารับการดูแลจากแพทย์

ทั้งนึ้ เดิมตั้งใจจะเข้าร่วมประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ตามกำหนดปกติ เพื่อนำผลจากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ความคืบหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 รวมถึงข้อเสนอและปัญหาที่ได้รับจากประชาชนในพื้นที่ รายงานต่อที่ประชุม ครม.

อย่างไรก็ตาม หลังเดินทางกลับถึกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีอาการอ่อนเพลียจากการปฏิบัติภารกิจตลอดทั้งวัน จึงยังไม่มั่นใจว่า​ จะสามารถเข้าร่วมประชุม ครม. ได้หรือไม่ และอาจเดินทางเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติมอีกครั้ง

ทั้งนี้ ระหว่างลงพื้นที่ใน จ.อุดรธานี นายสุริยะได้ติดตามสถานการณ์บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชน ก่อนเดินทางต่อไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานจัด “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” หรือ “Udon Thani International Horticultural Expo 2026”

นายสุริยะ กล่าวว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ถือเป็นงานสำคัญระดับนานาชาติ และเป็นครั้งแรกของโลกที่จัดขึ้นบนพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ Wetland อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยว และเกษตรมูลค่าสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงาน ขณะนี้ภาพรวมงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 77.47 โดยอยู่ระหว่างเร่งดำเนินงานในส่วนที่เหลือ เพื่อให้พร้อมเปิดงานตามกำหนดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570

“แม้งานจะมีความคืบหน้าแล้วกว่า 70% แต่ช่วงเวลาที่เหลือถือว่าสำคัญมาก ทุกส่วนต้องเสร็จทันเวลา มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ และใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้” นายสุริยะกล่าว

ศุภมาส สั่งฟัน ผู้รับเหมา บ้านน็อกดาวน์เก๊ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท

ศุภมาส สั่งฟัน ผู้รับเหมา บ้านน็อกดาวน์เก๊ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท

ศุภมาส สั่งฟัน ผู้รับเหมา บ้านน็อกดาวน์เก๊ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“ศุภมาส” สั่งฟัน ผู้รับเหมา “บ้านน็อกดาวน์เก๊” ของไม่ตรงปก-ผิดสัญญา ผู้เสียหายกว่า 50 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท เบื้องต้นส่งทีม สคบ. ตรวจสอบ ดำเนินคดีด่วน 

วันนี้ 25 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้รับรายงานจาก สคบ. ถึงกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการสั่งซื้อบ้านน็อคดาวน์จากผู้ประกอบการรายหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์แล้วไม่ได้ตามมาตรฐานที่โฆษณาไว้  โดยผู้เสียหายมีการโอนเงินกว่า 2.4 แสนบาทให้ทางผู้ประกอบการ แต่เมื่อใกล้ครบสัญญากลับได้เพียงโครงบ้าน โดยผู้เสียหายเปิดเผยว่าได้เห็นเพจโฆษณาบ้านทรงไทยประยุกต์สวยงาม มีการโพสต์สร้างความน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจสั่งทำบ้านน๊อคดาวน์ ตกลงราคาหลังละ 1.7 แสนบาท รวม 2 หลัง ก่อนทยอยโอนเงินตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน งานแทบไม่คืบหน้า และเริ่มติดต่อเพจไม่ได้ อีกทั้งยังพบผู้เสียหายในกรณีเดียวกันอีกมากกว่า 50 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท

ศุภมาส อิศรภักดี

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ทันทีที่ทราบเรื่องตนได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายให้ทาง สคบ. โดย นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภค 3  ซึ่งดูแลงานด้านสัญญาโดยตรง  เร่งตรวจสอบและติดตามให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายทันที ซึ่งหากเป็นกรณีที่ผู้บริโภคจ้างผู้รับเหมาสร้างบ้านขึ้นใหม่บนที่ดินของผู้บริโภคเอง จะอยู่ภายใต้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559 ผู้ประกอบการต้องจัดทำสัญญาให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนในกรณีบ้านน็อคดาวน์เป็นการซื้อบ้านสำเร็จรูปที่ผู้ขายตกลงเคลื่อนย้ายบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้วไปติดตั้งยังพื้นที่อื่น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป ไม่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการสัญญาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี สคบ. ยังยืนยันในการช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างเต็มที่ โดยการใช้อำนาจดำเนินคดีแทน ตามมาตรา 39 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 

“สำหรับในเคสที่ประชาชนเดือดร้อนจากการซื้อบ้านน็อคดาวน์ แล้วไม่ได้บ้านตามสัญญา หรือสินค้าไม่ตรงปกเช่นนี้ สคบ. จะเข้ามาช่วยเหลือได้ทั้งนี้ 3 แนวทาง คือ 1) รับเรื่องร้องทุกข์และไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีเจรจากัน 2) หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ สคบ. ดำเนินคดีแพ่งแทนผู้บริโภคให้ฟรี ผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องสู้คดีคนเดียว และ 3) สคบ. มีบทบาทในการกำกับให้สัญญาเป็นธรรมในกรณีจ้างก่อสร้าง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2565  สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับบ้านน็อคดาวน์และบ้านสำเร็จรูปมาแล้วจำนวน 99 เรื่อง ได้ช่วยเหลือและยุติแล้ว 68 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 31 เรื่อง รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอยืนยันว่าจะเป็นที่พึ่งให้ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคทุกคน ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ หรือถูกหลอกลวงทุกรูปแบบ“ นางสาวศุภมาส กล่าว 

ศุภมาส อิศรภักดี

กรณีบ้านน็อคดาวน์ ผู้ประกอบการต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ประกอบด้วย โครงสร้าง แบบบ้าน วัสดุที่ใช้ สัญญาซื้อขาย การรับประกัน งวดการชำระเงิน กำหนดส่งมอบ ขณะที่ผู้บริโภคต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญา คุณภาพของวัสดุให้ตรงตามที่โฆษณา เป็นต้น หากไม่เป็นไปตามที่สัญญาระบุไว้หรือประชาชนได้รับความเดือดร้อน สามารถร้องทุกข์ได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอป OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี
ศุภมาส อิศรภักดี

เคาะแล้ว กกต. ประกาศวันเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. – นายกเมืองพัทยา

เคาะแล้ว กกต. ประกาศวันเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. - นายกเมืองพัทยา

เคาะแล้ว กกต. ประกาศวันเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. – นายกเมืองพัทยา

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ผอ.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศวันเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.  ส.ก. และ นายกเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยาแล้ว เลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน  และรับสมัครระหว่าง 28 พฤษภาคมถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้

วันนี้ 25 พ.ค. 2569  สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง ได้เผยแพร่ประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เรื่องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 และรับสมัคร ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 

พัทยา

ทั้งนี้ ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องตรวจสอบตนเองว่า มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด หากผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา
พัทยา

ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจความก้าวหน้า การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจความก้าวหน้า การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจความก้าวหน้า การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.06 น.

ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจความก้าวหน้า การเตรียมความพร้อม ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันนี้ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 0800  น. พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกกำลังพลที่ทำหน้าที่เป็นฝีพายเรือพระราชพิธี รวมถึงตรวจการเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย  กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ และ พลเรือโท รัตนะ  เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะ ประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี ให้การต้อนรับ

ปลัดกระทรวงกลาโหม

การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมความพร้อมกำลังพลในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค   โดยก่อนหน้านี้ กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ รูปแบบการพายและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ผู้ทำหน้าที่นายเรือพระราชพิธี 58 นาย ผู้ทำหน้าที่นายท้าย เรือพระราชพิธี 104 นาย  ซึ่งเมื่อการฝึกเสร็จสิ้น จะได้รับหน้าที่เป็นครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีของหน่วยรับเรือที่ตนสังกัด 

ปัจุบันการฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี อยู่ในขั้นตอนของการฝึกพายเรือบนบก หรือเรียกอีกแบบว่า การฝึกพายบนเขียงฝึก เพื่อให้ฝีพายคุ้นเคยกับน้ำหนักของพาย  ลักษณะ ท่าทาง  ความพร้อมเพรียง  ต่อด้วยการฝึกพายเรือในน้ำ เพื่อให้มีทักษะการบังคับเรือในน้ำโดยแยกตามหน่วยฝึกในพื้นที่ต่างๆ   จากนั้นจะเป็นการฝึกฝีพายในหน่วยในเรือในน้ำ   ก่อนที่จะมีการฝึกจัดรูปกระบวนในแม่น้ำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ในโอกาสต่อไป จากนั้นปลัดกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปตรวจการซ่อมแซม เรือพระราชพิธีในส่วนของเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์    ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี

ปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปฏิบัติงานการเตรียมความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ของกองทัพเรือ มีการเตรียมความพร้อมหลัก ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล การฝึกซ้อมฝีพาย การซ่อมแซมเรือพระราชพิธี และการเตรียมท่าเทียบเรือ โดย ในการซ่อมแซมเรือพระราชพิธีนั้น อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์  ด้วยวิธีศิลปะภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน การตอกหมันเรือ ซึ่งนำด้ายดิบมาตอกเข้าไป บริเวณร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเรือ จากนั้นจึงได้ชันยาเรือผสมกับน้ำมันยางยาแนวในร่องและทาทั่วทั้งบริเวณนอกลำเรือเพื่อป้องกันเพรียงกินไม้ที่จะทำให้เรือผุเร็ว ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบให้ กรมศิลปากร ดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือตามแผนปฏิบัติงานการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค    ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จจะได้จัดให้มีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำเพื่อเตรียมการในส่วนของการฝึกซ้อมฝีพายในขั้นตอนต่อไป  

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ ซึ่งแบ่งจัดขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และในขบวนเรือพระราชพิธี ประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ปลัดกระทรวงกลาโหม

1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย

1.1 เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงประทับ

1.2 เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

1.3 เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

1.4 เรือกลองใน – เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย

– เรือกลองใน คือ เรือเรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ 

– เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับ รองผู้บัญชาการขบวนเรือ 

– เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1 – 3 ซึ่งเป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่เป็นองครักษ์

1.5 เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์ 

ปลัดกระทรวงกลาโหม

2. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย

2.1 เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน

2.2 เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ

2.3 เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด

2.4 เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นเร็วขึ้น เป็นต้น

ปลัดกระทรวงกลาโหม

3. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย

3.1 เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1 – 22 เป็นเรือป้องกันหน้าขบวนเรือ

3.2 เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1 – 6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์

ปลัดกระทรวงกลาโหม
ปลัดกระทรวงกลาโหม
ปลัดกระทรวงกลาโหม
ปลัดกระทรวงกลาโหม
ปลัดกระทรวงกลาโหม

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จ ฯ บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จ ฯ บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จ ฯ บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ
กรมสมเด็จพระเทพฯ

ชวนฝรั่งเศสลงทุนไทย นายกฯ ถกสมาคมนายจ้าง ผลักดันหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ชวนฝรั่งเศสลงทุนไทย นายกฯ ถกสมาคมนายจ้าง ผลักดันหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ชวนฝรั่งเศสลงทุนไทย นายกฯ ถกสมาคมนายจ้าง ผลักดันหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.36 น.

นายกฯ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนฝรั่งเศส ประกาศไทยคือ “ช่วงเวลาแห่งการลงทุน” ชูศักยภาพประตูสู่อาเซียน ดึงลงทุน EEC–พลังงานสะอาด–AI

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมกล่าวปาฐกถาในกิจกรรม Exclusive Meeting with the Prime Minister of Thailand โดยมี นายฟรองซัวส์ กอร์แบง (Mr. François Corbin) รองประธาน MEDEF International และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส–ไทย พร้อมผู้แทนภาคเอกชนจาก MEDEF International เข้าร่วมกว่า 38 บริษัท  

อนุทิน ชาญวีรกูล

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรียินดีที่ บริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสจำนวนมาก ให้ความสนใจเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย  ซึ่งโอกาสนี้ ยัง
เป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น “ช่วงเวลาต่อการเข้าการลงทุนในไทย” (Moment to invest in Thailand)  รวมทั้งศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญสู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกไทยมีความศักยภาพ

ทั้งนี้  ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร  ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร   

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเด็นสำคัญที่นายกฯ ได้กล่าวต่อนักลงทุน ดังนี้

1.เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง

2.สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต

3.ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์  ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย

4.การผลักดันความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตราฐานกฏหมายไทยให้เป็นสากลในทุกๆด้าน

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียินดีและพร้อมต้อนรับคณะผู้แทนจาก MEDEF International มีกำหนดเยือนไทยในเดือนมิถุนายนนี้ โดยจะได้มีการติดตามการพูดคุยและความร่วมมือในวันนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ยังให้ความสนใจสอบถามนโยบายและแนวทางสำคัญของรัฐบาล อาทิ การพัฒนาคมนาคม  การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสะอาด การส่งเสริมทักษะกำลังคน  รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี ชั้นสูงในการดูแลรักษาโบราณสถานและส่งเสริมวัฒนธรรม

อนึ่ง คณะบุคคลร่วมในการสนทนาระหว่างอาหารเช้า อาทิ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ   รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชน์  นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวชวัฒนธรรมและเลขาสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ชนนพัฒฐ์ ลั่น พร้อมให้ความร่วม DSI หลัง พนง. สอบสวนทำเรื่องขอตัวจากสภา

ชนนพัฒฐ์ ลั่น พร้อมให้ความร่วม DSI หลัง พนง. สอบสวนทำเรื่องขอตัวจากสภา

ชนนพัฒฐ์ ลั่น พร้อมให้ความร่วม DSI หลัง พนง. สอบสวนทำเรื่องขอตัวจากสภา

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ ดีเอสไอ ทำหนังสือถึงประธานสภา ขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา ๑๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ล่าสุดวันนี้ 25 พฤษภาคม 2569 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า “เรียนพี่น้องประชาชน

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

ตามที่มีข่าวปรากฏเกี่ยวกับกรณีที่ (DSI) ได้ทำหนังสือขออนุญาตต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัวผมเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย นั้น ผมขอเรียนด้วยความจริงใจว่า ตั้งแต่ต้น ผมมีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างถูกต้อง และได้เข้าไปให้ข้อมูลกับ DSI ด้วยตนเอง เพราะผมเชื่อมั่นว่า เมื่อสังคมมีข้อสงสัย ผู้แทนราษฎรยิ่งต้องพร้อมให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใสตามกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของ DSI เอง ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังเปิดสมัยประชุม จึงต้องมีการขอมติจากสภาเพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามหลักนิติรัฐ และไม่เกิดข้อบกพร่องในกระบวนการภายหลังสำหรับผม เรื่องนี้คือโอกาสในการพิสูจน์ตนเองผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา และผมพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ผมยังคงทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง เพื่อพี่น้องประชาชน การเดินเข้าสู่กระบวนการนั้น หากปิดสมัยประชุม ตัวผมเองก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการ ผมยินดีที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้กับสภาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้แต่หวังว่าหากมีผู้ใด ที่ถูกตั้งข้อสงสัย หลังจากนี้ก็ขอให้บรรทัดฐานนี้ เป็นบรรทัดฐานที่ประเทศไทยจะใช้กันไปตลอด ขออย่าให้ท่านประธานสภาเลือกปฏิบัติ กับตัวข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชน และขอยืนยันว่า ผมพร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตามกฎหมายด้วยความบริสุทธิ์ใจ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไปอย่างเต็มความสามารถ

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา”

หลังจากที่โพสต์ของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว  เผยแพร่ออกไป ได้มีประชาชนและผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจอย่างล้นหลาม เช่น

“ขอให้ทุกเรื่องผ่านพ้นไปด้วยดีนะครับท่าน เป็นกำลังใจให้ครับ”

“ให้กำลังใจคับบอส”

“เป็นกำลังใจให้เสมอนะครับผู้แทนคนทำงาน”

“สุดยอดครับ ลูกพี่”

“เป็นกำลังให้ครับพี่”

“สู้ๆนะคับ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคับ”

“เป็นกำลังให้ค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้คะ”

“ชนอย่างเดียว คับ สส สู้ไปคับ”

“สู้สู้นะครับผมค่อยให้กําลังใจท่านเสมอมา”

“สู้ นะคะ เป็นกำลังใจให้คะ”

“สู้สู้ค่ะ”

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว
ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว
ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Chonnaput Naksua