ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

ธรรมนัส สั่ง สศก. ถกด่วน! ประเมินส่งออกเกษตรรับศึกตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีสงครามชาติตะวันออกกลางว่า ล่าสุดได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ ส.ศ.ก. สรุปข้อมูลสินค้านำเข้าและส่งออกทั้งหมด เพื่อประเมินสถานการณ์ ผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

สำหรับสินค้าที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือปุ๋ย เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตมีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าว ส่วนกรณีการส่งออก ได้สั่งให้มีการสรุปข้อมูลทั้งหมด เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าสินค้าอะไรมีผลกระทบบ้าง และจะมีการสรุปอีกครั้งในวันพุธที่ 4 มีนาคมที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะวางแผนในการแก้ปัญหาต่อไป 

ธรรมนัส

ขณะที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุมด่วน กรณีเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในประเทศตะวันออกกลาง ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังตะวันออกกลางมีจำนวนหลายหมื่นล้านบาท สินค้าหลัก เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง และสินค้าเกษตรประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทั้งในด้านปริมาณและราคาสินค้าที่ส่งออก แต่การวิเคราะห์จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ไทยส่งสินค้าไปยังประเทศใดบ้างในภูมิภาคดังกล่าว เพราะพื้นที่ความขัดแย้งอยู่ใกล้กับเมืองท่าหลักที่ใช้ในการขนส่งสินค้า

โดยเบื้องต้นได้หารือร่วมกับหน่วยงานด้านการเกษตรและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลกระทบในแต่ละภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ยอมรับว่าอาจได้รับผลกระทบบ้าง และจะส่งผลต่อเกษตรกรในประเทศ จึงต้องติดตามตัวเลขอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตอื่น ส่งผลต่อต้นทุนของเกษตรกร

ธรรมนัส

นายวิณะโรจน์ บอกอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการดูแล ทั้งการหาตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่น การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามแรงงานในภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการลดรายจ่ายหรือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร จำเป็นต้องย้อนดูข้อมูลผ่านผู้ส่งออกก่อนว่า เกษตรกรในพื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบจากการส่งสินค้าไปยังประเทศเหล่านั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด โดยจะมีการประเมินผลกระทบเป็นรายไตรมาสต่อไป ด้วย

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ ‘กลาโหม-มหาดไทย’

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ 'กลาโหม-มหาดไทย'

อนุทิน ลั่นเป็นนายกฯ คุมความมั่นคงอยู่แล้ว ปัดตอบควบ ‘กลาโหม-มหาดไทย’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“อนุทิน” ไม่ตอบ ควบ รมว.กลาโหม หรือ รมว.มหาดไทย บอก รอรับรอง สส.-เลือก ปธ.สภา- เลือกนายกฯ ก่อน ชี้ สัมมนา ภท.ไม่เกี่ยวตั้ง รบ.

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความสนใจจะมานั่งควบ รมว. กลาโหมหรือไม่ เพื่อคุมกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงเองว่า ตำแหน่งนายกฯ คุมอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ถ้าได้นั่ง รมว.กลาโหม จะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ต่อให้ไม่ได้นั่งก็คุม รมว.กลาโหมอยู่แล้ว กำกับดูแลอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า จะควบ รมว.มหาดไทยเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน คำตอบเดิม คือรอรับรอง สส.ให้เรียบร้อย รอเลือกประธานรัฐสภา รอเลือกนายกฯ ให้เรียบร้อย ตอนนี้จะไปพูดเรื่องตำแหน่งอะไรก็ไม่ได้ ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการโปรดเกล้าฯ ไปพูดอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่อำนาจของนายกฯ เพราะนายกฯ มีอำนาจเพียงทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระปรมาภิไธย เราจะไปพูดอะไรก่อนไม่ได้เป็นอันขาด

เมื่อถามว่า การสัมมนาพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 มี.ค. ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะรู้เลยใช่หรือไม่ว่า พรรคไหนร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน รีบสวนทันทีว่า ไม่เกี่ยวกันเลย อันนั้นเป็นการปฐมนิเทศ สส. เพราะเรามี สส.เพิ่มจาก 70 คนเป็น 192 คน เราก็ต้องมาปฐมนิเทศให้เขารู้จักกัน ทำให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน รู้จักอุปนิสัยกัน ก็มีทั้งการพูดคุยรูปแบบวิชาการ แล้วก็จะมีคนมานำเต้นไก่ย่างถูกเผา 

เมื่อถามว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประสาน นัดวันเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกประธานสภาแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รอก่อน

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

อนุทิน ไม่แคร์แรงกระเพื่อมทางการเมือง หลังแกนนำบางพรรคโยง เบน สมิธ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

นายกฯ แจง หมายจับ “เบน สมิธ” ทำตามกฎหมาย-ไม่มีอิทธิพล ย้ำ รัฐบาลไม่เข้าข้างคนผิด ยัน ไม่เคยก้าวก่าย ชี้ ไม่มีแรงกระเพื่อม 

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 2 มี.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับ นายเบน สมิธ และภรรยา ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง สมคบร่วมกันฟอกเงินหลังพบพยานหลักฐานว่า ตนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ เงินไม่ถูกกฎหมายและการฟอกเงินต่างๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันนโยบายและหลักการของตน ที่เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่รู้หรอกว่าใครไปทำอะไร แต่ถ้ามีเหตุอะไรขึ้นมาและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้คนในประเทศ และสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องโดน

เมื่อถามว่า ตำรวจรับปากหรือไม่ว่า การจับตัวนายเบน สมิธได้นั้น ต้องประสานอินเตอร์โพลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ถามรายละเอียดขนาดนั้น ซึ่งเราไม่ต้องให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ ในรัฐบาลที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เราได้ให้นโยบายการปฎิบัติงานอย่างชัดเจน เราเข้ามาท่ามกลางความเสียหายของเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงอย่างมากมาย ฉะนั้นเราต้องไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ช่วงหลังๆ ประชาชนมีความเดือดร้อนเพราะสแกมเมอร์ การหลอกลวง การฟอกเงิน และคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ เราต้องไปแก้ไขที่ต้นเหตุ

เมื่อถามว่า ตอนนี้สแกมเมอร์ตัวจี๊ดๆ โดนดำเนินคดีไปหมดหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการลงข่าวไปแล้ว ที่ศาลมีการพิพากษาอายัดทรัพย์ ผู้ที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งคนต่างชาติและคนไทย ที่ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปดำเนินการมา  อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ อย่าง ปปง. มีความมั่นใจ ดำเนินการปราบปรามธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยที่ไม่มีความกังวล เขามีความชัดเจนว่า การดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่ปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้รับการยอมรับ ได้รับความยุติธรรม ได้ยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด และต้องเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการพิสูจน์ให้ชัดว่า ไม่มีอิทธิพลใดๆ อยู่เหนือกฎหมายได้ อันนี้เป็นการชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลไม่เคยเข้าข้างคนทำผิดกฎหมาย มีแต่เข้าข้างผู้ที่ปราบปรามป้องกัน และรักษากฎหมาย 

เมื่อถามว่า การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันปราบปรามสแกมเมอร์ มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า รายละเอียด ตนเชื่อว่าหน่วยงานที่ทำการป้องกันและปราบปรามเรื่องนี้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งปปง. ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เราทำงานกันเป็นทีม อย่าง ปปง. จะดำเนินการอะไรต่างๆ ก็ต้องมีคณะกรรมการทางธุรกรรมในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยราชการ ทั้งจากกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ สรรพากร บูรณาการข้อมูลร่วมกัน

เมื่อถามว่า  มีรายงานหรือไม่ว่ามีนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่เคยก้าวก่ายใดๆ เลย จะรายงานมาที่ตนก็ต่อเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ตนไม่ต้องการทราบว่าใครอยู่ในข่าย ทั้งเฝ้าระวัง ติดตาม หรือสอบสวนพฤติกรรม ถ้าตนมารู้ เดี๋ยวจะมีข่าว เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ตนไปเกี่ยวข้อง ก้าวก่าย สั่งการ ฉะนั้นการทำงานของตนอาจจะไม่เหมือนกับคนอื่น ตนให้อำนาจผู้ปฏิบัติไปดำเนินการเต็มที่ ข้อสั่งการก็คือใครทำผิดกฏหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร

เมื่อถามว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง หรือไม่ เพราะมีแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค เชื่อมโยงกับนาย เบน สมิธ  นายกฯ กล่าวว่า “ ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ กระเพื่อมของอะไร ตำแหน่งของผมเหรอ“ ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า แรงกระเพื่อมทางการเมืองทั้งหมด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาล บางทีคดีนี้อาจไปล็อกคอแกนนำบางพรรค นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศชาติมีความสำคัญกว่า เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง  หรือผู้มีอิทธิพลคนไหนไม่มีความหมายเลยตรงนี้

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

กกต. ตั้งกรรมการสอบ เอาผิด กปน. 2 หน่วยเลือกตั้ง เมืองสุพรรณฯ พฤติกรรมเข้าข่ายประพฤติมิชอบ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

กกต.ลุยเอาผิด กปน.เขตเลือกตั้ง 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ชี้น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังผลนับคะแนนใหม่แตกต่างจากครั้งแรก

วันที่ 2 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (กกต.สุพรรณบุรี) เผยแพร่ข้อมูลกรณีเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา การนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรีใหม่ และการดำเนินการกับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

1. สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี พบภาพและคลิปทางโชเชียลมีเดียที่ปรากฎภาพเหตุการณ์กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) นับคะแนนเลือกตั้งไม่ถูกต้อง โดยไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เห็นเครื่องหมายการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งและขีดคะแนนเลือกตั้งในลักษณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถมองเห็นการขีดคะแนนได้ สำนักงานกกต.สุพรรณบุรี จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเสนอความเห็นต่อกกต.เพื่อพิจารณาสั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง ใหม่

2.กกต.ได้มีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 ก.พ.2569 สั่งให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งสส.จังหวัดสุพรรมบุรี ใหม่ ดังนี้ (2.1) สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ,หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

(2.2) สส.แบบบัญชีรายชื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ,หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

3. กกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 และ 2 ได้ประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่นับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใหม่ ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 โดยผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ใหม่ พบว่า (3.1) การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2

(3.2) ผลการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ มีความแตกต่างจากผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 จนน่าเชื่อว่ากปน.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ, หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

4. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ได้สั่งรับกรณีตามข้อ (3.2) เป็นสำนวนการสืบสวน และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป

อนุทิน ห่วงคนไทยใน อิหร่าน เป็นพิเศษ สีหศักดิ์ เผย มีคนไทยแจ้งขอกลับ 40 กว่าคน

อนุทิน ห่วงคนไทยใน อิหร่าน เป็นพิเศษ สีหศักดิ์ เผย มีคนไทยแจ้งขอกลับ 40 กว่าคน

อนุทิน ห่วงคนไทยใน อิหร่าน เป็นพิเศษ สีหศักดิ์ เผย มีคนไทยแจ้งขอกลับ 40 กว่าคน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

“สีหศักดิ์” ลั่น อยากเห็นการแก้ไขความตึงเครียดตะวันออกกลาง ด้วยสันติวิธี-เจรจาทางการทูต เผย นายกฯ “อนุทิน” ห่วงคนไทยในอิหร่านมาก หลังมีการโจมตีหนักจากสหรัฐฯ-อิสราเอล  

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 15.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงว่า มีความห่วงใยสถานการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้ ที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก รวมถึงเศรษฐกิจของโลก ซึ่งสิ่งที่เราต้องการ คืออยากเห็นการแก้ไขโดยสันติวิธี การเจรจาทางการทูต และอยากเห็นความสงบของประเทศในภูมิภาค 

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาค ซึ่งมีอยู่ประมาณ 100,000 กว่าคน โดยมีแผนการดูแลเรื่องความปลอดภัย การช่วยเหลือคนไทยให้กลับมาประเทศไทย และการอพยพคนไทยจากสถานที่ต่างๆ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยเรื่องนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากมีการโจมตีหนัก ไม่ว่าจะจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล โดยมีคนไทยอยู่ประมาณ 200- 300 คน

นายสีหศักดิ์  กล่าวว่าการประสานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยที่อยู่อิหร่าน ที่มีความประสงค์ให้สถานทูตและกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกเดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนนี้มีประมาณ 40 กว่าคน แต่การเดินทางอาจลำบากเพราะต้องเดินทางทางบกมายังชายแดนประเทศตุรกี ซึ่งเรามีศูนย์ปฏิบัติการบริเวณชายแดนอิหร่าน – ตุรกี และมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไปประจำการเพิ่มเติม หากเดินทางกลับจำนวนไม่มากสามารถจองที่นั่งสายการบินพาณิชย์ได้ แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถจัดเที่ยวบินพิเศษ ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ก็มีแผนการเตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นเดียวกัน

‘นรเศรษฐ์’ มึน! แผ่น CD ประกันสังคม ผลรับฟังความเห็น ‘ไอซ์’ โผล่แชร์

‘นรเศรษฐ์’ มึน! ปแผ่น CD ประกันสังคม  ผลรับฟังความเห็น ‘ไอซ์’ โผล่แชร์

‘นรเศรษฐ์’ มึน! ปแผ่น CD ประกันสังคม ผลรับฟังความเห็น ‘ไอซ์’ โผล่แชร์

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

วันนี้ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 กลายเป็นประเด็นขำไม่ออกบอกไม่ถูกบนโลกออนไลน์ เมื่อ นาย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยให้เห็นแผ่น CD-R ที่ได้รับจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งระบุหน้าแผ่นว่า “ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นระเบียบฯ การเลือกตั้งสำนักงานประกันสังคม” โดยเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความระบว่า “ขอบคุณสปส.ที่ส่งผลการรับฟังความคิดเห็นระเบียบการเลือกตั้งมาให้ แต่ปัญหาคือผมจะไปหาเครื่องอ่านCDจากไหนครับเนี้ย”

สว.นรเศรษฐ์

ความพีคยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อนักการเมืองคนดังอย่าง ไอซ์ รัชนก ได้เห็นโพสต์ดังกล่าวและทำการแชร์ต่อทันที พร้อมทิ้งท้ายข้อความสั้น ๆ แต่สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างว่า “หึ”

 ไอซ์ รัชนก

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยส่วนใหญ่ตั้งคำถามถึงความทันสมัยของหน่วยงานรัฐในการจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลในยุคดิจิทัล เช่น:

“น่าจะโยนข้อมูลใส่คลาวด์ หรือไม่ก็ USB drive”

“เปิดงบ cd หน่อยค่ะ”

“What ยังมีcd อีกหรอ 55555 ไหนดูสิใช้งบเท่าไร”

“คอมสำนักงานประกันสังคมยังใช้ CD อยู่หรือนี่”

“พรี่ๆรู้จัก E-mail หรือ GG Drive ไหมคร้บ”

“สู้มา ต้องสู้กลับครับ external CD drive ตอนนี้ราคาเหลือหลักร้อยเท่านั้น”

สว.นรเศรษฐ์
สว.นรเศรษฐ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นรเศรษฐ์ ปรัชญากร – Norasate Prachyakorn, เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork

วันนี้ สส.รายงานตัวสภา 14 คน พรรคส้ม โผล่แล้ว 1 ภท.-พท. ตบเท้ามาต่อเนื่องรวม 13 คน

วันนี้ สส.รายงานตัวสภา 14 คน พรรคส้ม โผล่แล้ว 1 ภท.-พท. ตบเท้ามาต่อเนื่องรวม 13 คน

วันนี้ สส.รายงานตัวสภา 14 คน พรรคส้ม โผล่แล้ว 1 ภท.-พท. ตบเท้ามาต่อเนื่องรวม 13 คน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

ยอดผู้แทนฯรายงานตัวต่อสภาฯวันนี้ 14คน ’พรรคส้ม‘ โผล่แล้ว1คน ขณะที่ ’ภท.-พท‘ ตบเท้ามาต่อเนื่องรวม 13 คน สรุปรวม5วันมีผู้แทนฯมารายงานตัวทั้งสิ้น115คน จาก ‘8พรรคการเมือง’ คงเหลือ281คน

2มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการเปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้(2มี.ค.) ซึ่งเปิดให้รายงานตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา08.30น. จนถึงเวลาปิดรับรายงานตัว 16.30น. มี สส.จากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน เดินทางมารายงานตัวทั้งสิ้น 14 คน ดังนี้ 1.นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์  สส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย 2.น.ส.นันทวัน วิเชียร สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย 3.นายสุพล จุลใส  สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย 4.น.ส.ตวงทิพย์ จินตะเวช  สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย 5.นายชยุต ภุมมะกาญจนะ  สส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย 6.น.ส.พรพิมล ธรรมสาร สส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย
 
7.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พรรคภูมิใจไทย 8.น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย 9.นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย 10.นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ สส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย 11.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย 12.นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน 13.นายพิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย และ14.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร พรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ ตลอด 5 วัน มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งสิ้น 115 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ ยังเหลืออีก 281 คน ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขต 396 คน 

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยังคงเปิดรับรายงานตัว สส. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ที่บริเวณห้องโถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา

ศุภจี ชู 6 หมัดเด็ด! รับมือศึกตะวันออกกลาง สกัดฉวยโอกาสขึ้นราคา-หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง

ศุภจี ชู 6 หมัดเด็ด! รับมือศึกตะวันออกกลาง สกัดฉวยโอกาสขึ้นราคา-หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง

ศุภจี ชู 6 หมัดเด็ด! รับมือศึกตะวันออกกลาง สกัดฉวยโอกาสขึ้นราคา-หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“ศุภจี” งัด 6 มาตรการ รับมือผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ดูแลการค้า-ส่งออก-ปัจจัยผลิตสำรอง ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ด้าน “ตรีนุช” เผย แรงงานไทยในอิราเอล-อิหร่าน ขอกลับน้อย ย้ำ ทูตแรงงาน ประสานดูแลความปลอดภัย 

เมื่อเวลา 15.40 น.วันที่ 2 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงผลประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า กลุ่มประเทศขัดแย้งโดยตรงทั้งอิสราเอลและอิหร่าน ยังมีผลกระทบอยู่ในระดับที่จำกัดเพราะสัดส่วนรายได้ที่เกิดจากการค้าขายทั้งนำเข้าและส่งออก ยังมีปริมาณไม่มากโดยอิสราเอล อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของจำนวนการส่งออก ขณะที่อิหร่าน อยู่ที่ร้อยละ 0.02 จึงไม่ได้กระทบโดยตรงกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องพึงระวังและมีมาตรการในการเฝ้าระวังเรื่องนี้ คือ ภูมิภาคโดยรวมของตะวันออกกลาง ที่มีตลาดการค้าร่วมกัน ประมาณ4-5 %แม้จะไม่มากแต่ต้องระวังผลกระทบทางอ้อม คือ ภูมิภาคอื่นที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยเฉพาะยุโรป ที่อาจจะมีค่าระวางเรือเพิ่มเติมมากขึ้น รวมถึงระยะทางที่ต้องอ้อมจุดที่มีการปิด 

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า  กระทรวงพาณิชย์ จะมีประมาณ 6 มาตรการใหญ่ ในการดูแลและติดตามสถานการณ์ในช่วงเวลานี้ คือ

1.การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

2.ต้องจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยผลิตสำรอง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่มาจากตะวันออกกลาง โดยต้องทำงานร่วมกับเอกชนในการหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง

3.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ รับข้อชี้แนะและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการที่ต้องการทำการค้าและการส่งออก โดยสามารถติดต่อได้ที่ 1169 ตลอดเวลา

4.บริหารจัดการ การขนส่ง การประสานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ

5.การทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงให้ติดตามอย่างใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์การค้าเพื่อให้จัดการได้ทันท่วงที

6.ให้ช่วยกันวิเคราะห์ผลกระทบอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกันกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

เอกนิติ กางแผนรับมือ ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ยํ้าน้ำมันสำรองพอ 60 วัน

เอกนิติ กางแผนรับมือ ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ยํ้าน้ำมันสำรองพอ 60 วัน

เอกนิติ กางแผนรับมือ ผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ยํ้าน้ำมันสำรองพอ 60 วัน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

เอกนิติเผย นายกฯ สั่งหากลยุทธ์ -แสวงหาโอกาส- ตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจ สงครามตะวันออกกลาง มีพลังงานสำรอง 60 วัน สกัดผลกระทบประชาชน 

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทันธ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรองรับผลกระทบ รวมถึงแนวทางการปรับตัวต่อความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งออกเป็นมาตรการ 5 ด้าน ดังนี้ 

ด้านพลังงาน ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือด้านพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 5–10% จากระดับเดิม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไว้แล้ว

ประเทศไทยมีกลไกสำคัญในการดูแลผลกระทบระยะสั้น โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 60 วัน มาตรการระยะสั้นจะมุ่งดูแลไม่ให้ผลกระทบส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง และมีเวลาเพียงพอในการบริหารจัดการสถานการณ์ด้านพลังงาน

ด้านการค้า ผลกระทบทางตรงด้านการค้ามีไม่มาก โดยไทยส่งออกไปยังตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดจากค่าระวางเรือและค่าพรีเมียมประกันภัยที่สูงขึ้นในช่วงสถานการณ์สงคราม ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ

ด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงด้านการท่องเที่ยวมีไม่มากเช่นกัน นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 4% ขณะเดียวกัน อาจเป็นโอกาสในด้านการบิน โดยผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงคมนาคมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าสามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสในการขยายตลาดได้

ด้านตลาดเงินและตลาดทุน โดยทั่วไป เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักเคลื่อนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 17% ลดลง ประมาณ 2% ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพที่ยังอยู่ในระดับดี นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดทุนระยะหนึ่ง

ด้านแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทย

นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้หารือร่วมกับภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทำกลยุทธ์รับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะในมิติด้านการลงทุน

นายกฯ ชี้ ยังรับมือได้ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง มั่นใจความมั่นคงพลังงานคุมได้

นายกฯ ชี้ ยังรับมือได้ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง มั่นใจความมั่นคงพลังงานคุมได้

นายกฯ ชี้ ยังรับมือได้ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง มั่นใจความมั่นคงพลังงานคุมได้

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายกฯยอมรับไทยได้รับผลกระทบ สงครามตะวันออกกลางขอใช้วิกฤติเป็นโอกาส เผยราคาน้ำมันสูงแต่ไม่มากนัก ชี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไรแน่นอน ยังรับมือได้  ยันความมั่นคงทางพลังงานควบคุมได้-สำรองน้ำมัน-พลังเชื้อเพลิงไว้แล้ว

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงผลการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า  ตนได้มอบหมายให้รมว.คลังเชิญประชุมในส่วนกระทรวงและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อจะให้ทุกฝ่ายได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รับทราบถึงแนวทางปัญหาในการรับมือ ซึ่งวันนี้เราได้ใช้เวลาประชุมกันพอสมควรและรับทราบมาว่าและขณะนี้ผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นประเทศไทยของเรามีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือและแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีความรุนแรง ก็จะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาส สำหรับประเทศไทยในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เราพยายามจะสร้างโอกาสเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด

ซึ่งตนได้แจ้งให้ตัวแทนภาคเอกชนประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสภาหอการค้าไทย ประธานสมาคมธนาคารไทยรับทราบถึงสถานการณ์และได้รับฟังความคิดเห็นข้อชี้แนะและแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการสนับสนุน เพราะฉะนั้นในภาพรวมตนได้หารือกับทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)และกระทรวงการคลังก่อนที่จะประชุมว่า เราได้มีการประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันต้องถือว่ายังมีความไม่แน่นอน และถ้ามันเป็นเช่นนี้ มันก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆรวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้าและในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกมันมีอยู่สูง ฉะนั้นในเรื่องราคาน่าจะมีผลกระทบ แต่ไม่มากนักและเราก็ได้รับทราบมาว่ากลุ่มผลิตน้ำมันองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก(โอเปก)ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของไทยในเรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองในเรื่องของพลังงานต่างๆไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนและไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแรงงานไทยทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานมอบหมายให้สถานทูตฯในแต่ละประเทศได้อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ให้มีความปลอดภัยให้สามารถดำรงชีวิตต่อได้ ถ้าเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย แต่ถ้าเขามีความประสงค์เราก็จะดำเนินการให้การช่วยเหลือในทุกวิถีทาง ซึ่งทางรัฐบาลเองได้ประสานกับกระทรวงคมนาคมและฝ่ายกองทัพว่าถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดอากาศยานไปรับตัวพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอีหร่านกลับมาสู่ประเทศไทยเราได้เตรียมการไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว