อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

“อนุทิน“ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังคนโวยชื่อผีโผล่ในทะเบียนบ้าน วอนอย่าผูกเรื่องโยงลต. เผย ยังไม่พบเคลื่อนไหวผิดปกติ  ยัน แยกบทบาทส่วนตัว-การเมือง โยน “พิพัฒน์” แจงปม ยุปชช.เลือกฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ แนะ ระวังบทบาทช่วงลต.
    
เมื่อเวลา09.05น. วันที่ 29 ม.ค. ที่รร.วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการร้องเรียนชื่อบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้าน ในหลายพื้นที่ ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งการเลือก จะตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ ว่า ต้องมีอยู่แล้ว ตอนที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบก็ถูกกล่าวหาว่าตรวจสอบมากเกินไป และใช้เวลานานทำให้ประชาชนเดือดร้อน 
พอมีชื่อผีเข้ามาในทะเบียน ก็เรียกร้องว่าทำไมมหาดไทยไม่ตรวจสอบ ซึ่งเรามีไทม์ไลน์เรื่องนี้และมีรายชื่ออยู่แล้ว เช่น กรณีที่จะต้องจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ต้องตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมี 5% ที่ตกหล่นไปบ้าง หรือประเมินความเสียหายไม่เสร็จ โดยกระทรวงมหาดไทย ติดตามอยู่ตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชื่อผีที่เข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านคนอื่นอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการผูกเรื่องกันไปเองทั้งนั้น ตนทำงานในฐานะนายกฯและรมว.มหาดไทย แยกแยะเรื่องพวกนี้ได้ ไม่มีคำว่าเลือกตั้งหรือหาคะแนน ไม่มีคำว่าพวกเราหรือพวกเขา ตนไม่มีนับญาติ ใครเคยเห็นว่านับญาติกับใครบ้างไม่ว่าจะกับคนไทยหรือคนต่างชาติ เวลาทำงานตามหน้าที่

เมื่อถามว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พบมีเรื่องใด
ที่เคลื่อนไหว ผิดปกติหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ทุกคนทำตามหน้าที่และบทบาทของตัวเอง และการลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่28 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ลาราชการระหว่างเดินหาเสียงพบนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ยังทักทายกันดี ซึ่งทุกคนต้องทำตามบทบาทหน้าที่กันไป เรื่องส่วนตัวไม่มีอะไร และต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิไทย ดูแลการหาเสียงภาคใต้ เชิญชวนประชาชนให้เลือกพรรคที่รักชาติ เช่น พรรคภูมิใจไทย ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติไม่จำเป็นต้องเลือก  จะถูกทำให้มองว่าเป็นการแบ่งฝ่าย หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินอย่างนั้น ขอให้ถามจากนายพิพัฒน์ ที่อยู่ระหว่างไปช่วยหาเสียงในพื้นที่รับผิดชอบ จึงยังไม่ได้คุยกัน

เมื่อถามย้ำว่าจะกำชับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้ระวังการออกแคมเปญรณรงค์หาเสียงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนทราบกรอบกฎหมาย ไม่ใช่แค่การประชุมพรรค แต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ย้ำให้ทุกคนแยกบทบาทหน้าที่ให้ดี เพราะยังมีความเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ให้ดี จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ ส่วนรัฐมนตรี คนไหนจะไปหาเสียงเลือกตั้งในเวลาราชการต้องลาราชการให้ถูกต้อง ไม่ใช้ทรัพย์สินของราชการ ไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง รถนำขบวน ไม่นำข้าราชการประจำไปเพื่ออำนวยความสะดวกหรือประสานงาน

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกดิสเครดิตในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ตนคิดว่าถ้าเราไม่ใช่คู่แข่งที่มีศักยภาพ เหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 คงไม่โดนกระแสดิสเครดิตหรือต่อต้านจากฝ่ายตรงข้ามแรงขนาดนี้ เราทราบอยู่ว่ากำลังทำอะไรและต้องทำต่อไป ยอมรับว่ามีกังวลบ้างว่าสส.จะสอบผ่าน เพราะเวลาที่ไปปราศรัยช่วยผู้สมัครสส. หาเสียง แล้วประชาชนไม่รู้จัก แสดงว่าขยันไม่จริง หรือผู้สมัครยังลงพื้นที่ไม่เต็มที่ ต้องเรียกมากำชับให้ลงพื้นที่ให้ใกล้ชิดประชาชน มากขึ้น 

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“ชาดา” ควง “ซาบีดา” ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนทบุรี ช่วย “กัญญาพร” ลูกอสส. หาเสียง ชูนโยบายแก้น้ำท่วม – ลดค่าฮัจญ์ ย้ำ “พูดแล้วทำพลัส” อ้อนขอคำแนนโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.อุทัยธานี  พรรคภูมิใจไทยพร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่มัสยิดฮิดายะตุ้ลอุมมะฮ์ (มัสยิดตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ช่วยหาเสียง ให้นางสาวกัญญาพร แก้วทิพย์ หรือ ทราย ผู้สมัครสส.นนทบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สมัครคนดังกล่าว เป็นลูกสาว ของนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน  

ทั้งนี้นายชาดา ได้นำทีมพบปะพูดคุยกับผู้นำศาสนา และพี่น้องประชาชนในชุมชน พร้อมนำเสนอนโยบายของพรรค เพื่อคนมุสลิมในไทย 

จากนั้น นางสาวซาบีดา ได้เดินทางต่อไปยังมัสยิดดารุ้ลอิสลาม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นางสาวซาบีดา กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคให้ความสำคัญกับการเข้าพบชุมชนมุสลิมโดยตรง เพื่อรับฟังปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับการสะท้อนซ้ำซาก คือปัญหาน้ำท่วม จึงได้นำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมอัจฉริยะ ที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแจ้งเตือนภัยและบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังให้ความสำคัญกับกิจการศาสนาอิสลามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการพิธีฮัจญ์ ซึ่งที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพไว้ได้อย่างครบถ้วน สะท้อนถึงความจริงใจในการทำงานและการแก้ปัญหาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

ในด้านเศรษฐกิจ นางสาวซาบีดา ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากยังเรียกร้องให้มีโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยย้ำว่าโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นเสียงสะท้อนที่ได้รับจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ พรรคภูมิใจไทยยังชูนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4,600 ล้านบาท และช่วยยกระดับศักดิ์ศรีของประเทศในเวทีนานาชาติ

นางสาวซาบีดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคภูมิใจไทยขอความเชื่อมั่นจากประชาชนให้เลือกพรรคและผู้สมัครของพรรค เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคสามารถทำงานได้จริง แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสโลแกนของพรรค “พูดแล้วทำพลัส”

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ไขข้อสงสัย สหรัฐฯ ส่งเรือรบเยือน “ฐานทัพเรือเรียม” ชี้ สัญญาณถ่วงดุลอำนาจ ไม่ใช่ตั้งฐาน–ไม่เปลี่ยนขั้วพันธมิตร

วันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงกรณี ที่สหรัฐอเมริกาส่งเรือรบเข้าเยี่ยมฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมถึงนัยทางการทูตและความมั่นคงในระดับภูมิภาค ว่า การเยือนดังกล่าวเป็นกิจกรรมตามกรอบ “การทูตทางเรือ” (Naval Diplomacy) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิได้มีนัยถึงการเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ หรือการเข้าไปตั้งฐานทัพถาวรแต่อย่างใด

ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ การเยี่ยมฐานทัพเรียมของสหรัฐฯ มีความหมายสำคัญใน 3 ระดับหลัก ได้แก่

1.ระดับเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Level) 
-สะท้อนว่ากัมพูชายังคงเปิดพื้นที่-
-ทางการทูตต่อหลายฝ่าย ช่วยลดภาพว่าฐานทัพเรือเรียมอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายเดียว

2.ระดับการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling)
-สหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีบทบาทและติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
-เป็นการรักษาสมดุลอิทธิพลในภูมิภาค โดยไม่แสดงท่าทีเผชิญหน้าโดยตรง

3.ระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี (Bilateral Engagement)
-เป็นช่องทางในการคงหรือฟื้นการสื่อสารด้านทหาร–การทูต
-ช่วยสร้างความไว้วางใจขั้นต่ำระหว่างกัน (Confidence-Building Measure)

อย่างไรก็ตาม การเยือนท่าเรือดังกล่าวยังไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการ “ยอมรับ” ฐานทัพเรือเรียมในเชิงกฎหมายหรือยุทธศาสตร์ การเยือนเป็นเพียงการทูตเชิงปฏิบัติ เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสารและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่เท่านั้น

ในมุมมองของอาเซียน เหตุการณ์นี้สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจยังดำเนินไปภายใต้กรอบที่ไม่ทำให้ภูมิภาคตึงเครียดเกินไป และอาเซียนยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางทางการทูต

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังไม่ปรากฏผลกระทบด้านความมั่นคงหรือทางทหารโดยตรง แต่ในภาพรวม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าบทบาทและพื้นที่ของกองทัพกัมพูชายังคงอยู่ในความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศ และอาจเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การเยือนฐานทัพเรือเรียมของเรือรบสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการทูตทางทหารเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาค แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบการรักษาสมดุล ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วพันธมิตร และไม่ใช่การยกระดับสถานการณ์ทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ทภ.1 แจง ถก RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่บรรลุข้อตกลง ไร้การลงนาม รอหารือเพิ่มเติมประเด็นเห็นไม่ตรงกัน

วันที่ 29 มกราคม 2569 กองทัพภาคที่ 1 แจ้งผลการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 

ตามที่มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ณ ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568  โดยในวันที่ 27-28 มกราคม 2569 คณะกองเลขานุการฯ ซึ่งมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายไทยและรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้จัดประชุมหารือ  การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง ซึ่งหากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องตามร่างบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ก็จะลงนามร่วมกัน ในวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อยึดถือปฏิบัติต่อไปนั้น 

สำหรับผลการประชุมของคณะกองเลขานุการฯ ดังกล่าว ยังไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้บรรลุตามความมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายได้ โดยยังมีประเด็นที่จะต้องมีการหารือเพิ่มเติม จึงยังไม่มีการลงนามตามที่กำหนดไว้ โดยคณะกองเลขานุการ ฯ จะกำหนดการหารือ เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงให้บรรลุตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติ ณ ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 ยังคงปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตย  ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางกำลังดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ให้มีความสงบเรียบร้อย และประชาชนมีความปลอดภัยอย่างสูงสุดเช่นเดิม โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม(Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ปชป. ลุยบางบ่อ หนุน “ทนงศักดิ์” ชิง สส.สมุทรปราการ เขต 8 – รับพวงมาลัยปลาสลิด ของดีท้องถิ่น ก่อนขึ้นรถแห่ ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก–คุณภาพชีวิต 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ และนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ นายทนงศักดิ์ ปิ่นถาวร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 หมายเลข 10 ณ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ  ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนทักทายมอบดอกกุหลาบ พร้อมสวมกอดให้กำลังใจตลอดทาง

โดยกิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 16.00 น. ที่อำเภอบางบ่อ คณะผู้บริหารพรรคพร้อมด้วยผู้สมัครขึ้นรถแห่หาเสียง ไปที่ตลาดเตียกุ่ยฮวด ได้พบปะกับประชาชน พ่อค้าแม่ค้า โดยมีคนนำพวงมาลัยปลาสลิดที่ถือเป็นของขึ้นชื่อบางบ่อมาแขวนคอให้ เพื่อเป็นการต้อนรับสู่บางบ่อ

ต่อมาในเวลา 16.30 น. คณะผู้บริหารพรรคและผู้สมัครได้ขึ้นรถแห่หาเสียงจำนวน 3 คัน เคลื่อนขบวนจากตลาดเตียกุ่ยฮวด ผ่านตลาดเสริมสุข และพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอบางบ่อ ก่อนวนกลับมาจอดบริเวณหน้าตลาดเสริมสุข และเริ่มปราศรัยบนรถแห่ในเวลา 17.00 น.  โดยผู้บริหารพรรคและผู้สมัครได้นำเสนอนโยบาย มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อำเภอบางบ่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมย้ำจุดยืนการทำงานทางการเมืองด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยขอแรงสนับสนุนจากประชาชนให้ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

จากนั้นในเวลา 17.45 น. คณะได้ลงเดินภายในตลาดเสริมสุข เพื่อทักทายและพูดคุยกับประชาชนที่มาเดินจับจ่ายใช้สอย สร้างความเป็นกันเองและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างใกล้ชิด

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

“อนุทิน” ลั่นปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย เชื่อถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปโยงการเมือง ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจง ขรก. เชื่อไม่กระทบคะแนนเสียง 

วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 09.10 น.  ที่โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ ออกมาแนะนำนายกฯให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส. จ.สงขลา เขต 2 สังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงการเลือกตั้งเพราะจะมีผลเสียมากกว่าผลดีว่า ตนไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ นอกจากรับทราบจากทางข่าวสารและการพูดถึง ตนออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาหลายปีแล้ว และที่ตนได้พบกับรมว.สาธารณสุขในงานเมื่อคืนวันที่ 28 ม.ค.ตนได้สอบถาม

ซึ่งรัฐมนตรีบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการเมือง ตนคิดว่าอาจารย์ปริญญาที่บอกว่าให้เราถอยเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย อาจารย์ปริญญาก็เป็นอาจารย์ ก็น่าจะทราบและมีความรู้ทางด้านกฎหมายดีว่าตรงไหนที่ฝ่ายการเมืองทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐบาลยิ่งไปมีความเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้ใหญ่เลย ตนไม่เคยข้องแวะข้องเกี่ยวหรือไม่ได้ไปสั่งการใดๆในเรื่องของงานประจำ ที่ไม่ใช่นโยบายที่จะให้ปลดข้าราชการจำเพาะเจาะจง แบบนี้ให้ไม่ได้อยู่แล้วมันผิดอยู่แล้ว 

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายที่บอกว่าให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลตน ตนถึงได้ใช้คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ผู้สื่อข่าวต้องอย่าลืมด้วยตนดำเนินแนวทางนี้มาตลอด มันถึงสามารถดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดมีการจับกุมระดับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย ที่ไปมีส่วนร่วมกับการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมีรายงานมาตนก็รับทราบ ใครผิดใครถูกก็ดำเนินการเต็มที่

เมื่อถามว่านายกฯไม่ห่วงว่าจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยลดลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ตนจะไปห่วงได้อย่างไร มันเป็นความพยายามที่จะนำไปเกี่ยวโยงมากกว่า คนที่นำไปเกี่ยวโยงก็คือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวเลย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คุมกระทรวงสาธารณสุขมา2ปีกว่าแล้ว เพิ่งเข้าไปแค่3เดือน ถ้าจะว่าไปแล้วสืบสวนสอบสวนข้าราชการกระทำผิดอะไรใดๆ ที่จะต้องเข้าออกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกว่าจะเข้าออกได้ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นสมัยไหน ไม่ใช่ทำได้ภายใน 3-4 เดือน แล้วอยู่ดีๆจะมาบอกว่าคนที่จะต้องไปสั่งห้ามไม่ให้เข้าแล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า อย่าเอามานับญาติหรือข้องแวะอะไรกับตนเลย ตนแม้ว่าออกมาจากกระทรวง3เดือน ถามปลัดฯถามอธิบดีได้เลยว่าเคยเห็นหน้าตนไหม เคยต้องมารายงานหรือมาติดต่ออะไรกับตนไหม ไม่มีเลย ตนกลับมาอีกที3เดือนหลังจากนั้นตนก็มาทำหน้าที่ของตน โดยทำหน้าที่รมว.มหาดไทย สำหรับตนมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง ระบุว่า มึน!!! อนุทิน-กกต. ไม่รู้ว่ามีซื้อเสียง

ผมได้ฟังการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกระแสข่าวการซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตนยังได้ยินอะไร เมื่อนักข่าวถามว่า มีรายงานข่าวพบว่า ในช่วง2-3เดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติในการถอนเงินสดจากธนาคาร นายอนุทินก็กล่าวว่า ตนยังได้รับรายงาน

การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน สอดคล้องกับท่าทีของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.ได้พูดถึงกระแสข่าวซื้อเสียงอย่างหนักในหลายพื้นที่ว่า ยังไม่พบการซื้อเสียง ทั้งนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ และเลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ต่างออกมายืนยันว่า ไม่ได้ยินข่าว ไม่ทราบข่าว ไม่มีกระแสข่าวเรื่องนี้

แต่ในทางกลับกัน กระแสข่าวซื้อเสียงดังกระฉ่อนทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ ทุกเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคใต้ มีการซื้อเสียงกันอย่างรุนแรง และหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และเป็นภาคเดียวนักเลือกตั้งที่ต้องการซื้อเสียง จะไปเจาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับไม่ได้รับรายงาน และนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งไม่ทราบว่าการทำงานของข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด จนถึงนายอำเภอ ได้รับรู้เรื่องนี้และได้รายงานเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่

ในส่วนของกกต.ไม่ทราบว่า กกต.จังหวัดได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่หรือไม่ ถ้าหากว่ากระทรวงมหาดไทยและกกต. ไม่รับรู้เรื่องนี้ และไม่ได้ยินข่าวเรื่องการซื้อเสียง ก็อยากให้ไปถามชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเขารู้กันหมดว่า มีการจดรายชื่อเตรียมการซื้อเสียงแล้ว บางเขตปล่อยเงินแล้ว ปล่อยกระสุนดินดำแล้ว บางเขตปล่อยเงินให้กับหัวคะแนน แกนนำแล้วคนละ 10,000 บาท ให้กับผู้ใหญ่บ้านคนละ 5000 บาทให้กับผู้ช่วยฯคนละ 3000 บาท และบางพรรคได้ใช้กลไกของรัฐ ข้าราชการปกครองอำนวยความสะดวกในการซื้อเสียงกันอย่างครึกโครม แต่ผู้บังคับบัญชาไม่รู้เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ยิ่งผลการสำรวจของนิด้าโพล และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา สำรวจความเห็นของประชาชน พบว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังมาแรง อาจทำให้กระแสอภิสิทธิ์ฟีเวอร์พัดพาผู้สมัครส.ส.เขตเข้ามาด้วย ยิ่งทำให้ผู้สมัครพรรคการเมืองอย่างน้อย2พรรค ที่นิยมการซื้อเสียง ต้องซื้อเสียงอย่างหนัก ทำการบ้านมากขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าโค้งสุดท้ายนี้ เงินจะสะพัดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้มากขึ้น

ตราบใดที่กระแสประชาธิปัตย์ กระแสอภิสิทธิ์รุนแรง หรือเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างมาก ก็ยิ่งทำให้การระดมเงิน เพื่อลงพื้นที่ภาคใต้ยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว จึงฝากให้กกต.และกระทรวงมหาดไทยได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.09 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 “อาจารย์อ้อย” อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไร  อ่านข่าวมาก็เนิ่นนาน เห็นทุกอย่างที่ทรงทำเพื่อพสกนิกร  แต่วันนี้ก็ยังส่งเสริมคนพวกนี้ ที่เหยียบย่ำหัวใจคนไทย หมิ่นและด่าว่าในหลวง ร.9 อย่างหยาบคาย ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไรคะ

โอกาสในชีวิต หน้าที่การงาน ความนิยมชมชอบของประชาชน ส่วนนึงมาจากความสามารถความพากเพียรของคุณสรยุทธค่ะ แต่เคยคิดมั้ยว่า  หากประเทศนี้ไม่มีเสถียรภาพ  ไม่มีกษัตริย์รักษาแผ่นดิน และทุ่มเทให้เราได้อยู่อย่างสงบสุข คุณสรยุทธจะมีโอกาสได้ทำมาหากินจนร่ำรวย จนได้ชื่อว่าสื่อใหญ่ มีชื่อเสียงมากมาย  อย่างนี้มั้ยคะ แล้วรู้มั้ยว่า กษัตริย์ทุกข์ใจสาหัสยามทรงเผชิญภัยใหญ่หลวง เพราะต่างชาติจะมาปล้นอธิปไตยของชาติ  สำนึกกันบ้างมั้ยคะ เด็กรุ่นนี้ไม่รู้หรอกค่ะ  เพราะไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต เขาได้เรียนแค่ลำดับเรื่องราว  แต่คุณสรยุทธต้องรู้สิคะ
เพราะเป็นคนรุ่นเก่า หรือรู้แล้วไม่สนคะ  

ตอนประเทศเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส ร.5 พระปิยมหาราช เสียพระทัยจนอยากตาย อาหารก็ไม่ยอมเสวย  ประชวรก็ไม่ยอมเสวยยา ทรงอยากตายค่ะ  ทรงอยากตาย เคยได้ยินมั้ยคะว่า กษัตริย์อยากตาย  เพราะเกรงจะเสียอธิปไตยของชาติไป กลัวปวงชนชาวไทยจะกลายเป็นทาสเขาค่ะ คุณสรยุทธที่หนุนพวกชิงชังสถาบันน่ะ  เคยสำนึกบ้างมั้ยคะ ในความเป็นมนุษย์นี่ เราต้องมีสำนึกกตัญญู
..
การเนรคุณบิดเบือนความดีอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ เขาเรียกว่าเป็นคนเนรคุณและเป็นคนทุจริตค่ะ เป็นความทุจริตจากรากเหง้าสันดาน  ไม่ใช่แค่ทุจริตเบียดบังทรัพย์ การให้ข้อมูลเท็จเป็นความทุจริต เราจะสนับสนุน คนที่โกหกเพื่อทำลายคนดีได้อย่างเลือดเย็น  มาปราบทุจริตหรือคะ วันนี้คุณสรยุทธ หนุนพรรคที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เหลือแต่ประชาชน  คุณสรยุทธรู้แนวทางของเขา แต่ก็ยังหนุนเขา ทำตามเกมเขา พรรคส้มเนี่ย   ไม่สนเรื่องแก้ทุจริตหรอกค่ะ แค่เอามาใช้หาเสียง

คุณสรยุทธช่วยกระพือเรื่องทุจริตเบียดบังทรัพย์  แต่ไม่แตะต้องพฤติกรรมพยายามล้มโครงสร้างแผ่นดิน เพื่อช่วยให้เขาล้มเสาหลักของชาติได้สำเร็จ  ใช่มั้ยคะ สิ่งที่พวกเขาทำ คือการไล่เจ้าของบ้านผู้เอื้ออารี ที่ให้ที่อยู่อาศัยตั้งแต่พวกนี้ยังไม่เกิด ไล่ให้ออกไปค่ะ  ไล่ด้วยวิธีการใส่ร้ายและเหยียบย่ำทำลาย ขอถามคำเดียวและจะไม่ถามคุณสรยุทธอีกเลย

ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไรคะ

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
28 มกราคม 2569

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

วันนี้ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 บอม โอฬาร วีระนนท์ CEO บริษัทดัง โพสต์เล่านิทานเรื่องหนึ่งบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา โดยมีข้อความทั้งหมด ระบุว่า ” ” นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา ” ณ อาณาจักรสีส้ม มีเจ้าหญิงน้ำแข็งผู้หนึ่ง นางมิได้ขี่ม้าศึก มิได้มีราชรถหรู มีเพียง จักรยานคันเก่ง เป็นพาหนะ พานางเข้าถึงผู้คนอย่างรวดเร็ว จนภาพของเจ้าหญิง กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “คนธรรมดาที่กล้า” เจ้าหญิงน้ำแข็งเชี่ยวชาญภาษาแห่งยุคสมัย ถ้อยคำสั้น คม ภาพแรง สะเทือนอารมณ์สาวกช่วยกันปั้นเรื่อง สร้างคลื่นข่าวปลอดนานา เมืองสีส้มจึงสั่นไหว ตามจังหวะการปั่นของจักรยาน

วันหนึ่ง สายตาของเจ้าหญิงหันไปเห็น แสงเทียนแห่งศรัทธา มิใช่ไฟแห่งอำนาจ หากคือแสงแห่งความเคารพต่อผู้มีพระคุณ ต่อแผ่นดิน ที่ส่องอยู่ในหัวใจ ผู้คนมาช้านานด้วยความมั่นใจ ในพลังสื่อ เจ้าหญิงเชื่อว่า แสงเทียนนั้น เริ่มโรยราและแรงลม จากข่าว ที่ถูกปั้น น่าจะพัด ให้ศรัทธานั้น ดับลงได้ ในยุคที่ ทุกอย่างวัดด้วย ยอดคลิกและความไว แต่สิ่งที่เจ้าหญิงไม่รู้คือ แสงเทียนนั้น ไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว มันอยู่ใน หัวใจผู้คน หลายสิบล้านดวง เป็นแสงเล็ก ๆ มากมายที่รวมกันแล้ว สว่างไสว กว่าที่ใครคาดคิด

บอม โอฬาร วีระนนท์

ในโลกที่ Digital Footprint ไม่เคยจางหายทุกคำ ทุกภาพ ทุกการกระทำ ถูกบันทึกไว้เงียบ ๆ เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่เคยถูกปั้นเริ่มร้าว ความจริง ที่เคยถูกกลบ เริ่มโผล่พ้นผิวน้ำและเงาของน้ำแข็ง ก็สะท้อนชัดขึ้น ในสายตาสาธารณะ สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่การเผชิญแรงต้าน ของทั้งเมือง แต่คือการที่เจ้าหญิง เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนคือ Hero ผู้ถวายชีพ เพื่ออุดมการณ์ แม้รู้ว่าปลายทาง อาจเป็นคุกใต้ดินหรือการย้ายถิ่นพำนัก เพราะศรัทธาต่อ เจ้าสัวกังฉิน และ เหล่าเจ้าสำนักสีส้ม ผู้วาดฝันว่า การเสียสละครั้งนี้ จะเปลี่ยนแผ่นดิน แต่ในสายตา ของคณะเจ้าสำนัก เจ้าหญิงไม่เคยเป็นฮีโร่ นางเป็นเพียง เบี้ย ที่ถูกใช้ให้สุด ใช้ให้คุ้ม เมื่อยังมีโอกาส

เมื่อเวลาของเจ้าหญิงหมดลงเจ้าสำนักและคณะ ก็เงียบ และหันไปหาเบี้ยตัวใหม่ สิ่งที่ถูกทิ้งไว้คือ เจ้าหญิงกับความคับแค้นในใจ คำถามที่ไร้คำตอบว่า “ทั้งหมดนี้คุ้มค่าหรือไม่” ต่อให้วันหนึ่งเจ้าหญิง จะหายไป โศกนาฏกรรมของเธอ จะไม่ถูกปล่อยให้พัก มันจะถูกหยิบมาเล่า แปรรูป เป็นสินค้า ให้พ่อค้าสีส้มกังฉิน ใช้หากินในอาณาจักรสีส้มต่อไป

บอม โอฬาร วีระนนท์

นิทานเรื่องนี้สอนว่า จักรยานพาไปได้ไกล แต่พาหนีความจริงไม่ได้สื่อสร้างคลื่นได้ แต่ลบความจริงไม่ได้และแสงเทียนแห่งศรัทธา ยังคงอยู่ในหัวใจ ผู้คนจำนวนมาก ไม่มีลมใดพัดให้ดับลง ได้ง่าย และสิ่งหนึ่งที่นิทานอาจสะท้อนมาถึงชีวิตเราได้ “ ชีวิตจะเป็นไปตามคน…ที่คุณเลือกคบ และอาจไม่จบ อย่างสมหวัง ดังนิทาน ” #นิทานการเมือง #เจ้าหญิงน้ำแข็ง #จักรยานคันเก่ง #แสงเทียนแห่งศรัทธา #แยกแยะก่อนเชื่อ #ชีวิตจะเป็นไปตามคนที่คุณเลือกคบ”

ทั้งนี้ บอม โอฬาร วีระนนท์ เติบโตขึ้นที่สมุทรปราการ เกิดและทำงานในกรุงเทพ เป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Durian Corporation (DURIAN) ที่เชี่ยวชาญด้าน Venture Builder ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมหลากหลาย ทั้ง AgTech, EdTech, HealthTech และ e-Commerce พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาองค์กรในการก้าวสู่ Digital Transformation และยังเป็นเจ้าของสื่อทันสมัยที่เข้าถึงผู้คนกว่า 3 ล้านคน​ และเขายังเป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง บจ.ยักษ์เขียว (YAK GREEN) ธุรกิจเกษตรมูลค่าสูงและสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ สร้างฟาร์มต้นไม้ วัสดุปลูก และเทคโนโลยีเพื่อภูมิสถาปัตย์และ BCG Economy โดยมีตลาดหลักในกลุ่ม GCC 6 ประเทศ (ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, โอมาน, UAE, กาตาร์, บาห์เรน) ด้วยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งไทยและต่างประเทศ

บอม โอฬาร วีระนนท์

นอกจากนี้ บอม โอฬาร วีระนนท์ เคยทุ่มเทร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองถึง 3 พรรคใหญ่ ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้า และพรรคสร้างอนาคตไทย ได้เรียนรู้ทั้งการก่อตั้งพรรค การทำงานเชิงอุดมการณ์ การขับเคลื่อนนโยบาย และการร่วมมือกับผู้นำระดับชาติ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาได้สัมผัส พลัง การต่อสู้ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และการลุกขึ้นใหม่ จนตกผลึกความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยหลักการ “3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี การเชื่อมโยง ความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม การกำหนดนโยบาย​

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันมากมายกับโพสต์ของ บอม โอฬาร วีระนนท์ CEO บริษัทดัง ที่ออกมาเล่าเรื่อง นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา เช่น​

“คุก 6 ปี รออยู่จ้า”

“จดจำไม่ลืมเลือน ทุกประโยคที่แซะ ทุกคำกล่าวหา”

“แม่มดที่ถือเทียนนำทาง ย่อมส่องสว่างได้ไม่นาน”

“พี่บอมพิมยาวมาก เหนิ่อยมั้ยครับ ไม่ได้อ่านเลยครับ ผมเลืือกส้มครับ 555”

“พี่เห็นด้วยกับบอมทั้งหมดค่ะ”

บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์

ขอขอบคุณข้อมูล เฟซบุ๊ก Olarn Bom Weranond , bomolarn.com

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Olarn Bom Weranond, เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศุภจี คือเพชรเม็ดงามที่อนุทินคว้ามาถูกเวลาอย่างที่สุด

การที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถดึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ มาร่วมงานได้นั้น หากมองในมุมยุทธศาสตร์การเมือง ถือเป็นการ “ติดอาวุธทางปัญญาและภาพลักษณ์” ครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

เดิมทีภูมิใจไทยมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในเรื่อง “การเมืองท้องถิ่น” และระบบบ้านใหญ่ แต่ยังขาดความเชื่อมโยงกับชนชั้นกลางในเมืองและนักธุรกิจระดับมหภาค กลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ปกติฐานเสียงนี้เจาะยากสำหรับภูมิใจไทย การได้คุณศุภจีมาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ทันที คุณศุภจีช่วยลบจุดอ่อนและ “Re-brand” พรรคจาก “พรรคบ้านใหญ่” สู่ “พรรคอินเตอร์” ทำให้พรรคดูมีความเป็นสากล และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณศุภจีมีภาพลักษณ์ที่ “คลีน” มากในวงการธุรกิจ การที่เธอตัดสินใจมาร่วมงานช่วยการันตีความน่าเชื่อถือให้กับคุณอนุทินและพรรคในสายตาของกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญเรื่องธรรมาภิบาล

มีโหวตเตอร์จำนวนมากที่เบื่อความขัดแย้งและต้องการ “คนทำงานเป็น” คุณศุภจีตอบโจทย์นี้ตรงๆ ในฐานะผู้บริหารที่พลิกฟื้นองค์กรมาแล้วหลายแห่ง

คุณศุภจีเปรียบเสมือน “ตราประทับรับรองคุณภาพ” ให้กับพรรคภูมิใจไทย

สื่อต่างประเทศและสื่อธุรกิจระดับนานาชาติให้ความสนใจคุณศุภจี อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะ “Technocrat” (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) ที่ก้าวเข้ามาคุมบังเหียนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อต่างชาติมองว่าเป็น Game Changer ของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดนี้

สื่อธุรกิจชั้นนำอย่าง The Business Times (สิงคโปร์) เคยพาดหัวสกู๊ปพิเศษวิเคราะห์คุณศุภจีในฐานะ “PM Prospect” หรือบุคคลที่มีศักยภาพเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธก็ตาม

สื่อต่างชาติมองว่าเธอเป็น “Rare Gem” หรือ “แร่หายาก” ในการเมืองไทย เพราะมีโปรไฟล์ระดับ Global CEO ซึ่งต่างจากนักการเมืองดั้งเดิม ทำให้เธอเป็นตัวเลือกที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ “สบายใจ” ที่สุดหากต้องมีการเปลี่ยนผู้นำ

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจีได้รับความสนใจมากในการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส (มกราคม 2026) สื่อต่างประเทศรายงานถึงบทบาทของเธอในการเจรจาเรื่อง “Trade Plus” และการแก้ปัญหาเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งเธอใช้ทักษะการเจรจาแบบภาคเอกชน ทำให้ไทยดูมีความหวังในการรอดพ้นสงครามการค้า สื่อเศรษฐกิจระบุว่า เธอทำให้ไทยกลับมาดู “Proactive” (เชิงรุก) ในเวทีการค้าโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยดูเงียบไปนาน

การที่สื่อต่างชาติจับตามองเธอในระดับ “PM Prospect” ยิ่งตอกย้ำว่า คุณอนุทินได้ “เพชร” มาจริง

คุณศุภจี ไม่ใช่แค่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติหรือเฉพาะในเมืองหลวง แต่ในระดับท้องถิ่น เช่น การไปปราศรัยหาเสียงครั้งแรกที่อุบลราชธานี ก็ประสบความสำเร็จอย่างเหลือล้น แม้แต่เด็ก Gen Z ยังเอยปากว่าชื่นชมคุณศุภจี ทำเอาคุณอนุทินยิ้มทั้งที่มุมปากและในหัวใจ