สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.โยนปชช.ฟ้องเอง ฟัน‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’

ทร.เดินหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดพื้นที่ชำราก–หนองรี จ.ตราด เพิ่มความปลอดภัยประชาชนอย่างต่อเนื่องภายหลังข้อตกลงหยุดยิง เผยเคลียร์จบปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร ด้านทัพบกเปิดประตูต้อนรับประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า”จากเหตุสู้รบไทย-เขมรร่วมวางกุหลาบขาวที่กำแพงอนุสรณ์ เชิญชวนเขียนข้อความส่งใจถึงทหาร ด้าน เลขาธิการสมช.แจงประชาชนพร้อมหน่วยรัฐที่เสียหาย เป็นผู้ฟ้อง”ฮุนเซน-ฮุนมาเนต”เอง ยันเป็นสิทธิชอบธรรม ระทึก!ไฟไหม้กอไผ่ หลังแนวรั่วลวดหนาม ชายแดนช่องอานม้า ความร้อนจุดชนวนระเบิดเก่าปะทุสะเก็ดระเบิดถูกทหารไทยเจ็บ 2 นาย

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม2569 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ(นปท.ทร.)ได้ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 5 ทุ่น ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดแบบ Type-72 จำนวน 3 ทุ่น ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดแบบ MD 82 B จำนวน 1 ทุ่น ในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้และควบคุมพื้นที่ตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด การเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด โดยที่ผ่านมา หน่วยฯ ได้ดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิด ครอบคลุมพื้นที่ปลอดภัยแล้วรวม 29,242 ตารางเมตร

นอกจากนี้ ในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ตรวจพบสรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง จำนวน 3 รายการ ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) จำนวน 1 ชุด กระสุน B 40 จำนวน 1 นัด และชนวน M 6 จำนวน 1 ชนวน โดยหน่วยฯ ได้ดำเนินการเก็บกู้และทำลายตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหน้าที่และพันธกรณีของประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้และแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

กองทัพบกขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมพิธี “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” เพื่อร่วมรำลึกถึงทหารผู้เสียสละชีวิตในการปกป้องอธิปไตยของชาติ จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยญาติและครอบครัวของกำลังพลผู้เสียสละเข้าร่วมพิธี

ภายในงานตั้งแต่เวลา 09.00–17.00น. กองทัพบกได้จัดกิจกรรมให้ประชาชนร่วมแสดงความอาลัย พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่รำลึกถึงวีรชนผู้กล้า โดยมีการจัดแสดงภาพวีรบุรุษและถ่ายทอดเรื่องราวการเสียสละของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิ บอกเล่าภารกิจในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ รวมถึงกิจกรรมแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละของทหารกล้าด้วยการวางดอกกุหลาบขาว และการเขียนจารึกข้อความจากหัวใจประชาชนส่งถึงครอบครัววีรชน ตลอดจนการประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามผู้เสียชีวิต ณ บริเวณกำแพงอนุสรณ์ ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

ในช่วงเวลา 17.00–18.00น.ได้จัดให้มีพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าอย่างสมเกียรติ ประกอบด้วยพิธีแสดงความขอบคุณและมอบของที่ระลึกแก่ครอบครัววีรชน เพื่อสดุดีและน้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันทรงคุณค่าของกำลังพลผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

สำหรับการจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติวีรกรรมของทหารผู้เสียสละ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมส่งพลังใจแก่ครอบครัววีรชน และร่วมกันจารึกการเสียสละของทหารกล้าไว้ในความทรงจำของแผ่นดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน สามารถร่วมแสดงความอาลัยและส่งกำลังใจผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการแชร์หรือโพสต์ภาพแบนเนอร์ “รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า” พร้อมข้อความจากใจ และติดแฮชแท็ก #รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า #ขอบคุณจากหัวใจคนไทย #วีรชนของแผ่นดิน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #FromHeartsToHeroes #ArmyForTheNation #HeroesOfTheNation เพื่อร่วมกันส่งต่อพลังใจจากประชาชนไทยทั้งประเทศ สู่ครอบครัววีรชนและกำลังพลในแนวหน้า

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์กรณีฟ้องร้อง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดนทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนและต่อหน่วยราชการที่ได้รับความหายว่า จริงๆแล้ว ไม่ใช่ตนหรือสมช.เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีและมีอัยการทำสำนวนฟ้อง

“เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าว เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น”เลขาธิการ สมช.กล่าว

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชาได้รับทราบรายงานจากฝ่ายกัมพูชา ที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน(AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงวันที่ 12-22 มกราคม 2569

ประเทศไทย ขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารหรือเสริมกำลังใดๆเกินกว่าแนวการวางกำลัง (Troop Deployment Line) ตามที่ได้ตกลงไว้ร่วมกัน

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ การใช้โดรน , การติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราว, การเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด และการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

ฝ่ายไทยขอชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ภายในพื้นที่แนวการวางกำลังของฝ่ายไทย มิได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายใด และไม่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยเคารพบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยขอย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความยับยั้งชั่งใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งสันติภาพและเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจากกำลังพลในพื้นที่ช่องอานม้า ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้หญ้าแห้งบริเวณหน้าแนวรั้วลวดหนาม จุดบ่อนไก่ ช่วงหน้าผา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบและมีลูกระเบิดตกค้างอยู่ก่อนหน้านี้ รายงานระบุว่า เพลิงได้ลุกลามเข้าไปยังบริเวณที่คาดว่ามีวัตถุระเบิดตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นถูกกำลังพลทหารไทยได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในพื้นที่ได้เข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลน้ำยืนทันที

ทราบชื่อ 1.จ.ส.อ.ธรรมรัตน์ คล้ายทิพย์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่.ปืนเล็ก มีอาการ ถูกแรงอัดจากระเบิด หมดสติ สะเก็ดเข้าบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าข้างขวาแพทย์ทำการรักษา และดำเนินการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมตรวจ X-Ray คอมพิวเตอร์ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเริ่มมีอาการพูดจาสับสนและความดันต่ำ แพทย์พิจารณาส่งการรักษาต่อไปยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ด้วยอากาศยาน ไป ยัง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์

2. พลทหารวีระศักดิ์ กันหาเรือง ได้รับแรงอัดจนหมดสติ นำส่งที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์ทำการรักษาให้นอนดูอาการ

ขณะที่ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิด ที่เกิดการระเบิด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากการสอบถามกำลังพลที่เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพบเพลิงไหม้ที่กอไผ่อยู่ด้านหน้ารั้วลวดหนาม จึงเตรียมนำน้ำเข้าไปดับไฟเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่ฐานปฏิบัติการ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นดังกล่าว

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“สุชัชวีร์” นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยหาเสียงบ้านเกิด จ.ระยอง พร้อมรับฟังความเห็นจากวงการศึกษา มั่นใจการศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้ ชี้ผู้นำรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญการศึกษา ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ-อาหารเช้าเด็กฟรี สะท้อนระยองไม่เหมือนเดิม ทะเล-อากาศเป็นพิษ คนป่วยมะเร็งพุ่ง โจมตีทุนต่างชาติครอบงำโรงงาน ยัน ไม่ยอมในฐานะคนระยอง 

30 มกราคม 2569 ที่เพลินตาการ์เด้น จ.ระยอง พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้แก่ นายพรทวี พูลกลาง ผู้สมัครเขต 1 เบอร์ 8, ร.ต.ต.เรืองชัย สมบัติภูธร ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 5, นายสหภูมิ เอกวรพงศ์ ผู้สมัครเขต 3 เบอร์ 7 และ น.ส.สันต์นิสา รัตนโกเศศ ผู้สมัครเขต 4 เบอร์ 8 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเครือข่ายการศึกษาในจังหวัดระยอง

โดยช่วงเช้า ดร.เอ้ สุชัชวีร์และคณะ ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากวงการศึกษาและชมรมการศึกษา จ.ระยอง ซึ่งประกอบด้วยครูระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน เครือข่ายการศึกษาที่อยู่ในทุกอำเภอ รวมถึงตัวแทนสหกรณ์กว่า 9,000 คน มีผู้บริหารและผู้แทนจากโรงเรียนในจังหวัดระยองเข้าร่วม อาทิ นายเสน่ห์ ขาวโต อดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคไทยก้าวใหม่

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ระยองคือบ้านของตน และรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้เติบโตและรับการศึกษาที่จังหวัดแห่งนี้ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเริ่มเรียนที่โรงเรียนตรีวิทย์ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ก่อนเรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลระยอง ระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนเดียวกัน จากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนระยองวิทยาคม ตั้งแต่ระดับชั้น ม.1 จนถึง ม.6

“ผมได้รับการศึกษาที่ระยองตั้งแต่เด็ก ครูทุกท่านดูแลผมอย่างดี พื้นฐานทั้งหมดที่ผมมีในวันนี้ มาจากครูไทย ผมสอบได้อันดับ 1 ได้โควตาช้างเผือกไปเรียนวิศวกรรมที่ลาดกระบัง และได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมมั่นใจในระบบการศึกษาไทย และมั่นใจในตัวครู”

อย่างไรก็ตาม ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ระบุว่า โลกในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันระหว่างประเทศรุนแรงมากขึ้น และยอมรับว่าการศึกษาไทยกำลังตามหลังหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนไม่อาจยอมรับได้ พร้อมชี้ว่าปัญหาสำคัญเกิดจากผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและครูอย่างเพียงพอ

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวด้วยว่า ตนเองและคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค ชูเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลัก เพราะเชื่อมั่นว่า “การศึกษาคือยาแก้จน” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตประชาชน โดยรัฐต้องลงทุนสร้างคนให้มีคุณภาพผ่านการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังเสนอแนวคิดการจัดทำ “บ้านพักครูคุณภาพ” ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีนักการเมืองคนใดพูดถึงอย่างจริงจัง โดยระบุว่า ครูจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะครูในกรุงเทพมหานครที่ไม่มีบ้านพักให้เลย ขณะที่ในต่างจังหวัด ครูบางพื้นที่ยังต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับ

“ผมพูดจากใจ เพราะผมเห็นจริง บ้านพักครูไทยอยู่ไม่สบาย ครูคือคนที่สร้างอนาคตให้ประเทศ แต่กลับต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลำบาก”

นอกจากนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ยังย้ำถึงนโยบายอาหารเช้าในโรงเรียน โดยระบุว่า เด็กไทยราว 30-40% ไม่ได้ทานอาหารเช้า ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของครูคือการสอน ไม่ควรถูกแบกรับภาระด้านเอกสาร

หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ยังกล่าวถึงบุคลากรอื่นในโรงเรียน อาทิ นักการภารโรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญแต่กลับถูกมองข้าม พร้อมยืนยันว่า นโยบายของพรรคจะดูแลบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ ไม่ใช่เพียงแค่ครูเท่านั้น

ช่วงท้าย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนไม่เคยมีคำว่าเหนื่อยหรือท้อในชีวิต และจะเดินหน้าทำงานทางการเมืองต่อไปจนกว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าจุดกำเนิดของตนมาจากคนระยอง และต้องการแรงสนับสนุนจากภาคการศึกษาอย่างแท้จริง

“การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช่ของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าคนระยองให้โอกาส ผมมั่นใจว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะได้พลังไปเปลี่ยนแปลงประเทศจริง ๆ ช่วงโค้งสุดท้ายนี้สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่พี่น้องเบื่อการเมืองเก่า ถึงเวลาเลือกคนใหม่”

ขณะที่เวลา 15.00 น. ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้นำผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นรถแห่หาเสียงในเขตเมืองระยอง จ.ระยอง โดยระหว่างทาง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ได้ไหว้สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดลุ่มฯ ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยองเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย โดยหลังจากสักการะเสร็จสิ้นระหว่างเดินออกมาจากวัดเพื่อที่จะขึ้นรถหาเสียงได้มี ประชาชนเดินนำพวงมาลัยมาให้พร้อมบอกว่าสู้ ๆ และยังมี “ไรเดอร์” ตะโกนเชียร์ให้ “ดร.เอ้ สู้ ๆ พร้อมยกนิ้วโป้งให้” 

หลังจากนั้นรถแห่ปราศรัยได้จอดบริเวณโรงเรียนระยองวิทยา ดร.เอ้ สุชัชวีร์ ได้ทักทายเด็ก ๆ ที่ออกมาจากโรงเรียนนอกจากนั้นยังมีเด็ก ๆ เดินเข้ามาขอถ่ายภาพด้วย เนื่องจากดร.เอ้ สุชัชวีร์เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนระยองวิทยา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

ด้านดร.เอ้ สุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ จ.ระยอง ว่า ดีใจมาก เพราะพี่น้อง จ.ระยอง หลายคนเดินข้ามถนนเอาพวงมาลัยมาให้และบอกว่าเป็นรุ่นพี่ของตนเองในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนระยอง ซึ่งตนเองรู้สึกดีใจที่ทุกคนจำได้ ตนมีโอกาสได้กราบคุณครูและได้พบกับคุณครูหลายคนที่เคยสอนตนมาก่อน จึงอยากขอสนับสนุนลูกคนระยองให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุน สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกคนให้มาช่วยกันปรับโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะวันนี้เราสู้เขาไม่ได้ เราแพ้เวียดนาม ลาว ทั้งที่โรงเรียนและคุณครูก็ดี แต่มันอยู่ที่ความมุ่งมั่นทางการเมือง หากประเทศมีนายกฯ ที่เน้นเรื่องการสร้างคนและการศึกษา ประเทศไทยจะชนะทุกเรื่องไม่มาถึงวันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่เน้นการสร้างคน การศึกษาคือยาแก้จน ปากท้อง เศรษฐกิจ หากไม่ทำการศึกษาประเทศไทยไม่มีทางรอดประชาชนจะเดือดร้อน ขอทุกคะแนนสนับสนุนพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ระยองไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนน้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ อยู่อย่างมีความสุข แต่วันนี้น้ำทะเล อากาศ เป็นมลพิษ คนระยองเป็นมะเร็งมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศประเทศไทย ซึ่งวันนี้หลังจากการลงพื้นที่ตนได้เห็นโรงงานต่างชาติเต็มไปหมด และไม่ได้ใช้คน จ.ระยอง ไม่ได้ซื้อของจากระยอง ตั้งแต่โรงงานต่างชาติที่เอารัดเอาเปรียบ มาเป็นล้งทุเรียน การเกษตรก็มีล้งต่างชาติ รถที่จะเอาทุเรียนไปขายก็เป็นของต่างชาติ และยังมีการสวมสิทธิ์โควตาทุเรียนของคนไทยอีก 

“อยากถามว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วหรือไม่ ผมไม่ยอมเพราะผมเป็นคนระยอง อยากวิงวอนให้คนระยองสนับสนุนผมและพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจะจัดการทุนต่างชาติที่มาเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในเรื่องโรงงาน การเกษตร และสิ่งแวดล้อม“ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า หากจำได้ตนมาต่อสู้ในเรื่องของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ต่อสู้แบบกัดไม่ปล่อย เพราะฉะนั้นอยากให้ส่งกำลังใจให้ตนและเลือก สส.พรรคไทยก้าวใหม่ทุกเขต และสนับสนุนบัตรสีชมพูเบอร์ 49 เพื่อให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปดูแลประชาชน จ.ระยอง และประชาชนทั่วประเทศ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ้นชาติ“ หรือ ”ชังชาติ”
.
เมื่อวานบนเวทีดีเบต พิธีกรขอให้ผู้ชมรวมถึงแคนดิเดตนายกฯ บนเวทีทั้ง 7 คน ร่วมกันยืนตรงเคารพธงชาติ
.
ปรากฏว่า แคนดิเดตทั้งหมดยืนตรง และร้องเพลงชาติพร้อมกัน
.
ยกเว้น เท้ง แห่งพรรคส้มคนเดียว ที่ยืนเอามือไขว้หลังและไม่ร้องเพลงชาติ
.
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนไทยหัวใจรักชาติจำนวนมาก
.
การให้เกียรติประเทศชาติ ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมือง
.
เพราะชาติอยู่เหนือความขัดแย้งทางความคิด แม้ความเห็นทางการเมืองต่างกัน แต่สิ่งที่ยังดำรงอยู่คือชาติ
.
ให้ไปดูชาติที่ผ่านสงคราม ไม่ว่าอเมริกาที่พรรคส้มยกย่อง
.
การเอามือขวาแตะที่หัวใจข้างซ้าย คือการแสดงถึง “ความรักชาติ” อันเป็นสิ่งที่เคารพ
.
พรรคส้มมักใช้วิธีนำความแตกแยกมาเริ่มปลูกฝังทีละเล็กทีละน้อย
.
เริ่มตั้งแต่การปลุกระดมแก้ ม.112
.
การด้อยค่าทหารว่า “รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ”
.
หรือแม้แต่การยืนนิ่ง เอามือไขว้หลัง ตอนเพลงชาติกำลังบรรเลงอยู่ ในขณะที่คนอื่นยืนตรง ร้องเพลงชาติเพื่อแสดงความเคารพ
.
ทำเพื่อให้เห็นว่าแตกต่างจากพรรคการเมืองเก่า โดยใช้วิธีการของคนรุ่นใหม่การเมืองใหม่
.
แต่มันไม่ใช่วาระที่เหมาะสม เพราะเรื่องการเคารพชาติสามารถแสดงออกได้ ไม่ว่ามีอุดมการณ์อย่างไร
.
มันอาจเป็นเพียงมะเร็งก้อนเล็กๆ ที่ใช้เวลาก่อตัว
.
แต่การปล่อยทิ้งไว้จะทำให้มันลามต่อไปจนยากที่จะเยียวยา
.
ต้องรู้จักแบ่งแยกว่าอะไรคือความศรัทธาในชาติ ไม่ใช่คน ไม่ใช่พรรคการเมือง
.
ความพอดีของความรักชาติ ที่ไม่ใช่การ “คลั่งชาติ” หรือ “ชังชาติ” คือไม่นำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือการสร้างความเกลียดชัง
.
คนอย่างผมผ่านร้อนผ่านหนาวมา พอที่จะมีชีวิตได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย
.
สำหรับคนหนุ่มสาวพวกคุณยังไม่เห็นชาติในหลายมุมมอง และหลากหลายมากพอ
.
วันหนึ่งจะทำให้รู้ว่า การมีชาติดีกว่า “สิ้นชาติ”

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

“KPI Poll” สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ “อนุทิน” คะแนนพุ่ง นำ “เท้ง-เชน-มาร์ค” แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอ “นายกฯที่ใช่” จับตาพลังเงียบวัยทำงานพลิกโผโค้งสุดท้าย คนรุ่นใหม่หนุนแก้รัฐธรรมนูญ แนะพรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ด้าน “นิด้าโพล” เผย “ณัฐพงษ์” นำโผนายกฯ ตามมาด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์-ยศชนัน” ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ชี้ “พรรคประชาชน” นำทั้งปาร์ตี้ลิสต์-สส.เขต หนุน “ณัฐพงษ์” เต็งนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนครั้งที่ 2 หัวข้อ “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” สะท้อนภาพการเมืองไทยในโค้งสุดท้ายที่ยังผันผวน ชี้ชัดประชาชนเลือกจาก “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” มากกว่ากระแสตัวบุคคล โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 รายทั่วประเทศ โดยเน้นมาตรฐานทางวิชาการ ความเป็นกลาง และไม่ชี้นำ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเมืองโดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มประชาชนที่ระบุว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงจาก 26.2% เหลือ 23.4% แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่สูงที่สุด สะท้อนว่าสนามนี้ยังเปิดกว้างสำหรับทุกพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงคะแนนในโค้งสุดท้าย

สำหรับคะแนนนิยมรายบุคคล มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 16.9% เป็น 18.9% (ขยับขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มตัวบุคคล) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) คะแนนลดลงจาก 18.8% เหลือ 15.2% รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรรคเพื่อไทย) คะแนนขยับขึ้นจาก 10.9% เป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) คะแนนลดลงจาก 10.2% เหลือ 8.8% นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) 3.4% และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) 3.2% ที่มีแนวโน้มคะแนนขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่าเกินครึ่งหรือ 52.6% ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รองลงมาคือความชอบในนโยบายพรรค (30.2%) และชอบตัวบุคคล (8.6%) ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองที่จะชนะใจประชาชนได้ ต้องสื่อสารให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ “จับต้องได้จริง” และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าแค่สโลแกนขายฝัน

ในส่วนของแนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมพบว่าเสียงส่วนใหญ่ 53% เห็นชอบ โดยมีความแตกต่างตามช่วงวัย (Generation Gap) อย่างชัดเจน Gen Z: เห็นชอบสูงสุด 58.8% Baby Boomer: เห็นชอบน้อยที่สุด 46% และมีสัดส่วนไม่เห็นชอบสูงถึง 31% ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด (คะแนนเต็ม 5) 1.ระบบการเลือก สว. (3.74 คะแนน) 2.กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ (3.69 คะแนน) 3.ที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ (3.68 คะแนน)

ข้อน่ากังวลที่พบจากการสำรวจคือ ประชาชนรับรู้ข้อมูลเรื่องประชามติจาก สื่อมวลชนและองค์กรเอกชน (35%) มากที่สุด ในขณะที่หน่วยงานหลักอย่าง กกต. กลับมีการรับรู้เพียง 13.7% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างในการสื่อสารของรัฐที่ยังเข้าไม่ถึงภาคประชาชนเท่าที่ควร

สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า พรรคการเมืองต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไร เมื่อไร เห็นผลแค่ไหน และใครรับผิดชอบ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ขณะที่ กกต. ต้องเร่งปรับบทบาทเป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่ให้ข้อมูลสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย เพื่อลดความสับสนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกช่วงวัย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุอื่นๆ

ส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 ม.ค.2569 พบว่า พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่นๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 4.47

ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่นๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38

และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 21.53 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.11 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่นๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคงนำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว “พิธา”ขอประชาชนกา”ส้ม”สองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ ส่ง”นายกฯเท้ง”เข้าทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลานกลางเมือง จ.พิษณุโลก พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดปราศรัยบนรถคาราวาน มีแกนนำและผู้ช่วยหาเสียงร่วมปราศรัยคึกคัก นำโดย นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านคุณภาพชีวิต พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นายชัยธวัช ตุลาธน, ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และ นิติพล ผิวเหมาะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยมีประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยจำนวนมาก

นายชัยธวัช กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงกำลังแรงขึ้น การเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาพรรคก้าวไกล เราถูกปรามาสมาตลอด แต่พวกตนก็สามารถลบคำปรามาสเหล่านั้นได้ การเลือกตั้งรอบนี้ก็ถูกปรามาสว่าชนะเลือกตั้งไปก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะผู้มีอำนาจล็อกไว้แล้วว่าจะให้นายกรัฐมนตรีชื่ออนุทิน แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีใครที่สามารถฝ่าเจตจำนงของประชาชนได้อีก เพราะไม่มี สว.เข้ามาร่วมเลือกนายกฯ พรรคการเมืองไหนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง จะตั้งรัฐบาลได้ แต่หากประชาชนยังไม่เชื่อ ก็ขอให้กาพรรคประชาชนทั้งสองใบให้ชนะขาดลอย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากระแสของการเปลี่ยนแปลงกำลังแรงขึ้น คือการที่รัฐมนตรีจากพรรคหนึ่งออกมาพูดว่า “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” นั่นก็คือไม่เลือกภูมิใจไทย พรรคประชาชนจะเป็นรัฐบาลแน่ และหากไม่เลือกพรรคประชาชน นายกรัฐมนตรีก็จะชื่ออนุทิน ตนเชื่อว่าประชาชนจะไม่กลัวคำขู่ดังกล่าว แต่สิ่งที่ประชาชนกลัวมากกว่าคือการต้องอยู่กับสภาพเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง สภาพเดิมคือเศรษฐกิจที่มีปัญหากระทบทุกภาคส่วน ชนบทไม่พัฒนา ไม่มีงานทำ ภาคอุตสาหกรรมไม่มั่นคง เกษตรกรยังต้องพึ่งนโยบายชั่วคราว คนจำนวนมากต้องดิ้นรนไปทำงานต่างประเทศ เผชิญการทุจริต คุณภาพชีวิต บริการสาธารณะ ความปลอดภัย และการศึกษาล้วนถดถอย ประชาชนไม่อาจยอมให้ประเทศจมปลักกับอดีตเช่นนี้ต่อไปได้

วันนี้ประชาชนจึงต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอนาคตแบบใด ระหว่างรัฐบาลสีเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง กับรัฐบาลสีส้มที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาการฮั้ว สว.และปฏิรูปองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตามระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า หากถามว่าวันนี้ชาวพิษณุโลกคิดถึงอะไรบ้าง ตนเชื่อว่าท่านคิดถึง สส.พิษณุโลก ที่กล้าพูดในสภา และทำตามสิ่งที่พูด แต่ก่อนหน้านี้ เปิดดูถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนก็รอว่าผู้แทนพิษณุโลกจะกล้าพูดอะไรเพื่อคนพิษณุโลกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศสะอาดหรือกฎหมายแรงงานที่ให้สิทธิลาคลอด 120 วัน แต่สิ่งเหล่านี้ สส.ที่เป็นตัวแทนคนพิษณุโลกกลับไม่พูด

“วันนี้ชาวพิษณุโลกต้องการการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างอย่างเป็นระบบ ท่านต้องเลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในสภาฯ ไปจัดการปัญหาต่างๆ โดยตนขอฝากการบ้านให้พี่น้องประชาชนทำด้วยกัน อย่างแรกคือมองหาคนรอบตัวที่กำลังหมดหวังกับการเลือกตั้ง เชิญชวนให้เขาไปเลือกตั้งและเลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ อย่างที่สองคือต้องหาคนที่ลังเลว่าจะไว้วางใจพรรคประชาชนดีหรือไม่ เพราะได้รับข่าวปลอมต่างๆ ขอให้ทุกท่านช่วยกันบอกความจริงและนโยบายต่างๆ ของเรา และกลุ่มสุดท้ายคือคนที่อกหักจากพรรคอื่น ให้มาเลือกพรรคประชาชน วันที่เหลือหลังจากนี้ เรามาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ สร้างรัฐบาลประชาชน” นายปดิพัทธ์ กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ตนมาชักชวนให้ทุกท่าน 8 กุมภากาเพื่อเปลี่ยน กาส้มทั้ง 2 ใบ ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งจากชาวพิษณุโลกกว่า 180,000 คะแนน และให้ สส.เขต เรามา 2 คน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อดูคะแนนของ สส.เขต รวมกันได้ 120,000 คะแนน หายไป 60,000 คะแนน เพราะฉะนั้นครั้งนี้ขอให้พี่น้องอย่าปันใจ กาส้มสองใบเท่านั้น ให้คะแนนบัญชีรายชื่อกับคะแนนเขตเท่ากัน และขอสองใบทั้งห้าคนห้าเขต ส้มยกพิษณุโลก

นอกจากนี้ ขอสื่อสารไปยังคนที่อาจจะไม่ไปเลือกตั้ง ทราบหรือไม่ว่าในการเลือกตั้งปี 2566 คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกลกับคนที่ไม่ได้มาใช้สิทธิ์ในพิษณุโลกมีจำนวนเท่ากันคือ 180,000 คน ดังนั้นถ้าท่านรู้สึกว่าต้นทุนในการไปเลือกตั้งสูงเหลือเกิน ประโยชน์ก็ไม่มี แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม ผลการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลจะตรงปกกันเมื่อท่านออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง

“ตนทราบมาว่ามีบางคนอยากได้ 25,000 คะแนน ใช้เงินกันเป็นร้อยล้าน ตีกันว่าให้ค่าหัวพี่น้องประชาชนคนละ 2,000 บาท ขอให้พี่น้องลองคิดดูว่าถ้าเขาได้เป็นรัฐบาล ได้เป็น สส. 4 ปี เฉลี่ยค่าหัวพี่น้องปีละ 500 บาท คิดเป็นต่อวัน แค่ 1.3 บาท แต่อนาคตของลูกหลานชาวพิษณุโลกมีค่ามากกว่านั้นแน่นอน ดังนั้นท่านต้องไม่ลังเล 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยน เข้าคูหากาพรรคประชาชนทั้งสองใบ” นายพิธา กล่าว

สำหรับผู้สมัคร สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย เขต 1 ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ พิษณุโลก เบอร์ 5 , เขต 2 ณชพล พลอาสา เบอร์ 3 , เขต 3 ปุณณเมธ อ้นอารี เบอร์ 1 , เขต 4 นิธิทนันท์ ก้าวศรีสุริยะธาดา เบอร์ 4 และ เขต 5 ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เบอร์ 1

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

กล้าธรรม เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทรา ธรรมนัส ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด-ไม่ขายฝัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“กล้าธรรม”เปิดเวทีใหญ่ฉะเชิงเทราครั้งแรก “ธรรมนัส-นฤมล-ปวีณา”นำทัพครบทีม ชูแก้ที่ดิน ส.ป.ก. สู้ทุนผูกขาด ไม่ขายฝัน เดินหน้าดันเมืองรองสู่เมืองหลัก หนุนผู้สมัคร 4 เขตปักธงยกจังหวัด

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 18.30 น.ที่ตลาดสนามชัยเขต ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ท่ามกลางประชาชนร่วมรับฟังอย่างคึกคัก โดยแกนนำพรรคขึ้นเวทีครบทีม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค, นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคฝ่ายสังคม พร้อมผู้สมัคร สส.ทั้ง 4 เขตของจังหวัด รวมถึง นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา และ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสมัย

สำหรับผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย เขต 1 นายฐาปกรณ์ เกิดพิทักษ์ หมายเลข 6, เขต 2 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หมายเลข 4, เขต 3 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ หมายเลข 4 และ เขต 4 จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ หมายเลข 4

นายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ กล่าวบนเวทีถึงประสบการณ์ทำงานการเมืองท้องถิ่นยาวนานเกือบ 30 ปี ย้ำว่าตลอดเวลาที่รับใช้ประชาชนทั้ง 11 อำเภอ ไม่เคยทอดทิ้งพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอสนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และพื้นที่ชนบทที่ยังขาดงบประมาณ พร้อมประกาศสนับสนุนบุตรชาย นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ลงสมัคร สส.เขต 3 ในนามพรรคกล้าธรรม โดยขอให้ประชาชนไว้วางใจ “ทีมกล้าธรรม” เข้าไปทำงานต่อในระดับประเทศ

ด้าน นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ชาวฉะเชิงเทราจะมีผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่จริง เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงในสภา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การเข้าถึงงบประมาณ และการแก้ปัญหาเฉพาะจุด พร้อมเชื่อว่าหากพรรคกล้าธรรมมีผู้แทนหลายพื้นที่ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากฉะเชิงเทรามีแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังจำนวนมาก สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่นได้ จึงตั้งเป้ายกระดับจังหวัดจาก “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก

นางปวีณา หงสกุล กล่าวเน้นประเด็นสังคม เด็ก สตรี และปัญหายาเสพติด ระบุว่าตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเพราะเห็นเจตนารมณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ที่ต้องการผลักดันความเป็นธรรมให้คนจนและกลุ่มเปราะบาง พร้อมชี้ว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมรุนแรง จำเป็นต้องมีนักการเมืองที่ “กล้าลุย กล้าทำจริง”

ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยขอให้ประชาชนจดจำสัญลักษณ์พรรคในบัตรเลือกตั้ง และกาพรรคกล้าธรรม โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ตัวจริง” ของพรรค พร้อมระบุว่าเป็นนักการเมืองที่กล้าตัดสินใจ กล้าชนปัญหาเพื่อประโยชน์ประชาชน และวิจารณ์นโยบายแจกเงินจำนวนมากของบางพรรคว่า กกต.ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะอาจขัดข้อเท็จจริงด้านงบประมาณและข้อกฎหมาย

ไฮไลต์ของเวทีอยู่ที่การปราศรัยของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งกล่าวถึงนโยบาย “ขายฝัน” ของหลายพรรค โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการสัญญาแจกเงินโดยไม่มีความเป็นไปได้ทางงบประมาณ ย้ำหลักคิด “พูดแล้วต้องทำได้” พร้อมชูนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก. ในอำเภอท่าตะเกียบ ที่มีกลุ่มทุนถือครองผิดวัตถุประสงค์ พร้อมประกาศเดินหน้าทวงคืนเพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรตัวจริง และผลักดันเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. พัฒนาเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ต่อยอดยกระดับสิทธิในอนาคตภายใต้กรอบกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาปากท้อง เช่น ราคาพืชผลเกษตร ต้นทุนการผลิต ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าไฟ และค่าน้ำมัน ที่กระทบเกษตรกร พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ แต่สินค้าของกลุ่มทุนรายใหญ่กลับมีราคาสูง

ช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ขอให้ประชาชนฉะเชิงเทราเลือกผู้สมัครพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต และสนับสนุนพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ โดยย้ำว่าเป็นพรรคที่ “ไม่ขายฝัน ทำจริง กล้าชนปัญหา” และมีทีมอดีต สส.ที่มีประสบการณ์ จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาจังหวัดให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ภายหลังเสร็จสิ้นเวทีปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่พรรคมีความมั่นใจสูงว่าจะสามารถปักธงได้ทั้งจังหวัด เพราะผู้สมัครของพรรคมีคุณภาพ มีผลงานพิสูจน์ต่อเนื่อง ทำงานเคียงข้างประชาชนและไม่ทิ้งพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญสู่ชัยชนะของพรรคในจังหวัดนี้

อนุทิน ลั่น ภท.คือรัฐบาลของคนไทย ใครอยากได้ผู้นำที่เขมรเลือก เชิญ 2 พรรคนู้น

อนุทิน ลั่น ภท.คือรัฐบาลของคนไทย ใครอยากได้ผู้นำที่เขมรเลือก เชิญ 2 พรรคนู้น

อนุทิน ลั่น ภท.คือรัฐบาลของคนไทย ใครอยากได้ผู้นำที่เขมรเลือก เชิญ 2 พรรคนู้น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

“อนุทิน”นำทัพใหญ่เปิดปราศรัยเวที กทม.ครั้งแรก ออกตัวพูดในฐานะ”หัวหน้าพรรค”ไม่ใช่นายกฯ ชี้แนวทางปกป้องอธิปไตยตัวเองกับ”หลานอังเคิล”คนละแนวทาง ชี้ยึด 4 คำสั่งประชาชน ลั่นไม่ต้องเกรงใจใครแม้แต่”แด๊ดดี๊ในประเทศ” บอกใครอยากได้ผู้นำที่เขมรเลือกให้เชิญเลือกอีก 2 พรรคนู้น ย้ำ”ภูมิใจไทย”คือรัฐบาลของคนไทย 100% พร้อมปกป้องประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต ยันใครคิดแก้”ม.112″ไม่มีทางสำเร็จ เพราะมี 37 ขอประชาชนช่วยพา”ไอ้หนู”กลับมานำประเทศ สร้างมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ให้ใครกดขี่ข่มเหง จวกคนกล่าวหาคลั่งชาติ บอกจะคลั่งให้บ้าไปเลย

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม., นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียง กทม., น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 เขต ร่วมขึ้นเวทีนำเสนอนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม

โดย นายอนุทิน ขึ้นเวทีปราศรัยในเวลา 19.55 น.เริ่มต้นด้วยการถามประชาชนที่ฟังปราศรัยว่า พรรคภูมิใจไทยที่ในนี้เกิดเป็นคนไทยหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้พวกเราคือพรรคภูมิใจไทย พร้อมขอบคุณที่ทุกคนมารับฟังการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งการเลือกมาที่สวนลุมพินี เพราะกลัวไม่มีใครมา อย่างน้อยคนมาวิ่งออกกำลังกายก็จะได้มาฟังพรรคภูมิใจไทยปราศรัยแต่ที่ไหนได้คนมามืดฟ้ามัวดินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขอขอบคุณ ตนจดจำอยู่ในสมองอย่างไม่มีวันลืม พร้อมถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามกันถ่ายทอดสดวันนี้

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ขึ้นเวทีทีมงานได้นำสคริปต์มาให้ตนเองอ่านด้วย เพราะที่นี่คือคนกรุงเทพมหานครต้องฟังเรื่องที่มีสาระเท่านั้น ขออย่าให้นอกเรื่อง แต่ตั้งแต่ตนพูดมาตอนนี้ยังไม่อยู่ในเรื่องซักอย่างเพราะตนเป็นคนคิดนอกกรอบ ตนเชื่อว่าประชาชนมาวันนี้เพราะประชาชนเริ่มรู้จักพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น วันนี้พูดอะไรไปก็กรุณานำเสนอในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่นายกรัฐมนตรีจะได้ไม่มีความสงสัยอะไรเผื่อไปกระทบกระแทกใคร เขาก็ขอให้เป็นอันรู้กันว่าถูกกระแทกโดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยขอร้องให้พี่น้องทุกคนสนใจบ้านเมืองของเรามากกว่าการเมือง ที่ผ่านมาตนเดินรับฟังเสียงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศด้วยตัวเอง ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยภูมิใจ และสิ่งที่ตนได้ทำมาเมื่อนำมาประมวลรวมกันแล้ว ถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ตนสามารถประมวลคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่มีต่อตน ซึ่งมีอยู่ไม่มาก คือ 1.การขอให้ตนรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้อย่าให้ศัตรูชาติไหลมารุกรานมาเอาแผ่นดินไทยได้อีก และที่สำคัญที่สุด วันนี้เรามาปรบมืออย่าให้เราต้องปรบเท้าให้ท่าน หลายหลายคนขออย่าให้เปิดด่าน เสียงนี้ดังก้องทั่วแผ่นดินไทย ซึ่งตนรับปากว่าจะรักษาแผ่นดินไทยด้วยชีวิตของตน ตนจะไม่เปิดด่านกัมพูชาจนกว่าคนไทยเจ้าของประเทศจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่มอบไว้กับตน และตนจะไม่มีวันที่จะยอมตกอยู่ใต้การนัดของใครที่จะทำให้ตนไม่รับฟังความประสงค์ของพี่น้องคนไทย

“วันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าผมกับหลานนอังเคิล ดำเนินการรักษาอธิปไตยของชาติคนละแนวทางกัน ผมถือว่าตนโชคดีตามที่หลายคนบอกว่าคิดว่าเท่หรอที่เป็นหลานอังเคิลผมไม่อยากเท่ แต่เพราะผมไม่ใช่หลานอังเคิล จึงไม่มีวันที่จะยอมทำตามอังเคิลที่อยู่นอกประเทศ ที่อยู่นอกประเทศ แด๊ดดี้ที่อยู่ในประเทศผมก็ไม่ทำตาม พี่น้องประชาชนคนไทยไม่ได้รับประโยชน์และประโยชน์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่รักที่บูชาของผม”

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐมนตรีประเทศกัมพูชาลงเฟซบุ๊กโพสต์ข่มขู่ ว่าถ้าไม่อยากให้มีสงครามรอบสาม ต้องไม่เลือกตนและพรรคภูมิใจไทย แค่บอกไม่ให้เลือกตนไม่พอ ยังทำตัวเป็นหัวคะแนนแนะนำให้คนไทยไปเลือกอีก 2 พรรค ซึ่งหากพี่น้องคนไทยอยากได้รัฐบาล และอยากได้นายกรัฐมนตรีที่เขมรเลือกให้ ก็ไปเลือก 2 พรรคนู้น เพราะรัฐบาลภูมิใจไทยคือรัฐบาลของคนไทย 100% เป็นรัฐบาลที่ไม่ติดหนี้คนต่างชาติ และจะไม่มีวันเห็นอกเห็นใจ ไม่มีวันเป็นพวกเดียวกันกับเขา และยินดีที่จะเป็นฝั่งตรงข้าม

หากพี่น้องทำตามรัฐมนตรีคนนั้น เย็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พวกเราก็คงได้ยินเสียงเฉลิมฉลองมาจากกัมพูชา ที่น่าจะมีการฉลองใหญ่ เพราะคนที่เป็นอุปสรรคกับเขาไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาคงจะมีส่วนร่วมกับชัยชนะที่ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ที่เขามีส่วนร่วมด้วย แต่หากพี่น้องอยากได้รัฐบาลของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ และหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ทำให้ประเทศอื่นและศัตรูไม่กล้าข่มขู่ ไม่กล้าสู้รุกรานประเทศไทยอีก ก็ขอให้พี่น้องทำสิ่งที่ง่ายนิดเดียว คือ การกาเบอร์ 37 เลือกพรรคภูมิใจไทยให้เป็น สส.ให้มากที่สุดทั่วประเทศ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสามถึงสี่เดือนถึงแม้ว่ารัฐบาลของตนจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ได้ทำในสิ่งที่รัฐบาลเสียงข้างมากไม่สามารถทำได้ในเวลาที่เขาบริหารประเทศมากกว่าตน การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตนถูกขู่อภิปรายไม่ไว้วางใจทุกวัน พร้อมมาขู่คนยุบสภาเลย แม้ตนจะรัฐบาลรักษาไม่ได้ ไม่เป็นไรแต่ต้องรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ได้ ดังนั้น ในเรื่องนี้ขอให้พี่น้องประชาชนสบายสบายใจได้ ไม่ต้องให้รัฐบาลทำประชามติถามประชาชนแต่หากกา 37 ทั้งประเทศนั่นคือประชามติที่คนไทยไม่ให้เปิดด่านเท่ากับจบ หากมีสิ่งรบกวนตลอดเวลาว่าอาจจะยังมีภัยคุกคาม ก็ขอให้ประชาชนวางใจขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยไปเฝ้าบ้านรักษาแผ่นดินไทยให้คนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ตนรับคำสั่งที่ 2 จากพี่น้องประชาชนคนไทย คือ “ไอ้หนู ต้องปกป้องรักษาสถาบันของชาติอย่าให้ใครคิดร้ายทำลาย ซึ่งตนสามารถรับปากได้ว่าจะร่วมกันปกป้องสถาบันสำคัญของชาติด้วยชีวิต พร้อมยืนยัน ว่าการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้และไม่มีวันสำเร็จ ไม่มีทางสำเร็จเพราะมี 37”

“มาตรา 112 คุณจะไปแก้ทำไม เวลาคนพูดหมิ่นประมาทพวกคุณ คุณยังฟ้องคุณยังเอาผิด คนพูดว่านายคุณ คุณยังเดือดร้อนออกมาแก้แทนนายคุณมากกว่านายคุณแก้อีก จะเอาติดคุกติดตาราง แต่เวลาคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาฆาตมาดร้าย ใส่ร้ายให้เสื่อมเสียด้วยความเท็จ ยุยงปลุกปั่นให้เกียรติชังสถาบันฯ พวกคุณบอกว่าไม่เป็นไร เป็นสิทธิ สิทธิมีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือองค์พระประมุขของชาติ”

นายอนุทิน ย้ำว่า คุณจะมาออกกฎหมายว่าจะมาแก้กฎหมายไม่ต้องรับโทษ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ “ไม่ได้ ไม่ 37 ขอโทษทีครับ พูดไม่ชัดไม่สำเร็จ ดันเผลอไปพูด 37 เพราะ 37 กับสำเร็จเปรียบเสมือนเป็นเลขเดียวกัน” ฉะนั้น เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 – 2 ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐไทย ที่เกี่ยวข้องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และกฎหมายมาตรา 112 จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า คำสั่งที่ 3 ที่พ่อแม่พี่น้องคนไทยได้สั่งการตนไว้ คือ “คุณอนุทิน และไอ้หนู” ก่อนจะบอกผู้ฟังปราศรัยว่า “เรียกได้เลยนายกฯ คนนี้เรียกได้ ให้เรียกไอ้หนู” เป็นสิริมงคลแก่หูตนโดยแท้ พร้อมให้ประชาชนตะโกนเรียกว่า “ไอ้หนู” อีกครั้ง ก่อนจะบอกว่า “นี่สิถึงจะเรียกว่ารักกันจริง”

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนต้องนำประเทศไทยกลับไปอยู่บนเวทีโลกอย่างมีเกียรติ มีอำนาจในการต่อรอง และไม่ทำให้คนไทยรู้สึกเสียหน้าต่อประเทศใดๆ ในโลกนี้ สามเดือนที่ผ่านมา ไอ้หนู ไอ้เอก พี่แต๋ม และพี่อ้วน (สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ตนเชื่อว่าพวกเขาทำให้เราได้ทำให้กับท่านเห็นแล้วว่าพวกเราปกป้องเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศไทย ไม่เคยกลัวใครและรู้ว่าจะต้องต่อรองกับพวกเขาอย่างไรเพื่อให้ประเทศไทยของเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทำให้คนไทยของเรามีหน้ามีตาอยู่บนเวทีโลกได้จนถึงปัจจุบัน และอนาคตด้วย

นายอนุทิน ระบุต่อว่า มี สส.คนนึงบอกตนแกว่งปากหาเสี้ยน มันไม่มีหรอกแกว่งปากมีแต่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ไปทะเลาะกับประเทศโน้นประเทศนี้ทำไม นั่นคือคนที่ไม่รู้จักคำว่าอำนาจต่อรอง ตนเชื่อว่าที่ผ่านมามีแต่คนแกว่งเท้าหาเสี้ยนมาที่ประเทศไทย แล้วก็เจอเสี้ยนตำเท้าทุกราย บ่มไม่ออก ต้องไปหาหมอผ่าตัด ซึ่งคำพูดต่างๆ นานาที่บอกว่าตนไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้จักประเทศไทย เอาประเทศไปเสี่ยง ซึ่งไม่มีทางที่ตนจะเอาประเทศไปเสี่ยง ไม่มีแม้กระทั่งนิดเดียวหรือส่วนเดียว ในการทำงานในการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความเสี่ยง การตัดสินใจทุกอย่างทุกเรื่องทุกนโยบายทุกการดำเนินงาน ตัดสินใจบนพื้นฐานบนประเทศไทยต้องชนะและได้เปรียบเพียงอย่างเดียว พร้อมย้ำว่า คนไทยต้องยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ใช่ขอทาน ไม่ต้องนำเงินมาให้แต่ให้นำเงินมาให้ ไม่ต้องแจกเงินเดือนละ 3,000 เพราะมีปัญญาหาเองได้

“อย่ามองคนไทยแค่เป็นคนแบมือขออย่างเดียว เปิดโอกาสอย่านำแผ่นดินไทยไปให้ต่างชาติแค่คนไทยก็อยู่ได้แล้ว”

นายอนุทิน ระบุต่อว่า นักการเมืองประเทศไทยสร้างความแตกแยก นักการเมืองเรียกว่าเป็นผู้แทนประชาชน เมื่อทะเลาะกันก็เปรียบเสมือนกับประชาชนทะเลาะกัน แล้วไปสู้กับใครได้ ไทยหันมาฆ่ากันเองจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังเล่า เพราะตอนนี้เพลงชาติทุก 8 โมงเช้าไพเราะที่สุดแล้ว “เขรบอกว่าผมมาปราศรัยยั่วยุให้คนไทยคลั่งชาติ แต่ถ้าคลั่งชาติไทยก็คลั่งให้บ้าไปเลย”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ยังได้แนะนำแกนนำของพรรคภูมิใจไทย ว่า ในยุคนี้มีระบบสาธารณสุขยุคพัฒนา สมัย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ มีบุคลากรที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ปากกัดตีน ไม่ใช่ลูกหลานใครที่อุ้มขึ้นมา ซึ่งคนดลห่านี้จะมาทำงานให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ขอให้ประชาชนไว้ใจกาหมายเลข 37 ทั้งประเทศไทย ก่อนจะกล่าวแซวผู้ปราศรัยว่ามาแล้วอย่าร้องเพลงเธอปันใจให้กัน พร้อมย้ำว่า หากภูมิใจไทยได้ สส.เขตเยอะ “ไอ้หนู” ของท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านด้วย อีกทั้งขณะนี้ได้วางตัวคณะรัฐมนตรีไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งให้คำสัญญาว่าจะกำกับดูแลให้การทำงานบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่ไว้วางใจ ภาคภูมิใจของประชาชน

จากนั้น นายอนุทิน ได้ช่วยทีมงานเก็บเก้าอี้ที่ประชาชนนั่งฟังปราศรัยด้วยตนเอง

– 006

อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

อภิสิทธิ์ออนทัวร์ใต้ ขึ้นปราศรัยภูเก็ต แฟนคลับแซวหล่ออย่างแรง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

อภิสิทธิ์ ปราศรัยภูเก็ต ขอสัญญาใจ รวมพลังไล่ทุนเทา-คนโกง ยอมรับออนทัวร์ใต้ เพราะกระแสใช้กระสุน-ทุนเทามาแรง ชูนโยบายกระจายอำนาจ-พัฒนาพื้นที่ ขอคะแนน

30 มกราคม 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สะพานหิน จ.ภูเก็ต โดยย้ำถึงการขอแรงจากประชาชนให้ช่วยสร้างการเมืองสุจริต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทุนเทา  ทั้งนี้ในพื้นที่จ.ภูเก็ต ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน คือ การจราจรที่แออัด สำหรับโครงการที่นักการเมืองเถียงกันเรื่องการแก้ปัญหาจราจร ตนนั่งฟังฐานะคนนอกการเมืองเถียงกันแต่ทำไม่ได้ ตนแปลกใจว่ามีพรรคการเมืองหนึ่ง โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ประชาชนเคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็น สส.ตั้งนาน แต่ทำไมไม่พัฒนาพื้นที่ ทั้งที่สส.คือปากเสียงของประชาชน แต่คนที่ต้องผลักดันโครงการต่างๆ คือ รัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ในกระทรวง ซึ่งพรรคที่โจมตีประชาธิปัตย์ คือคนที่นั่งคุมกระทรวงได้ยาวนานที่สุด แต่ไม่ได้ทำอะไร พอจะเลือกตั้งกลับมาขู่ประชาชนว่าหากไม่เลือกไม่มีโครงการมา ตนมองว่ารู้จักคนภูเก็ตน้อยไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นคือ ปัญหาขยะล้นเมือง มีนักการเมืองมาพูดว่าให้เอาขยะไปทิ้งที่ จ.พังงา ซึ่งตนไม่ทราบว่าเขาจะหาเสียงที่จ.พังงาอย่าไร นอกจากนั้นคือเรื่องน้ำท่วม ทั้งนี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มา จะมีวิธีแก้ปัญหาคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจพัฒนาพื้นที่ 

“วันนี้ไปสู่อนาคตอยากให้ประเทศไทยโตเร็วเท่าภูเก็ต จะเป็นบทเรียน และเมื่อทรัพยากรมาช่วยภูเก็ต สมดุลกับปัญหาแล้วจะพัฒนาพื้นที่ให้เต็มศักยภาพของพื้นที่ จ.ภูเก็ตเป็นได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งเกาะ ซึ่งใต้เกาะอาจเป็นฮับของการเดินเรือน ในเมืองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แหล่งค้าขาย  ถัดไปมีพื้นที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ บางพื้นที่ทำเกษตรกรที่อิงกับเทคโนโลยีมีมูลค่าสูง หรือพื้นที่ทางเหนือสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อดึงบุคลากรชั้นนำทั่วโลก ซึ่งเป็นไปได้หากมีการกระจายอำนาจ หรือสร้างเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ตมหานคร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อบ้านเมืองสุจริต ไม่มีการหากินบนช่องทางไม่ถูกต้อง และจัดระเบียบ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ตนไม่ได้พาดพิงพรรคอื่น ขอแค่เรื่องกัญชา ขึ้นต้นบอกว่าการแพทย์ ลงท้ายเป็นปัญหายาเสพติดและการท่องเที่ยวที่ต่างประเทศบอกห้ามคนในประเทศนั้นมาเที่ยวในประเทศไทยดังนั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ทำการเมืองสุจริตให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน พรรคประชาธิปัตย์คิดมาแล้วทำได้แน่นอน ทั้งนี้ในประเด็นที่ต้องตั้งหลักอาจไม่ทันการณ์กับความเดือดร้อนของประชาชน ต้องมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย เช่น สำหรับเด็กที่ติดหนี้ กยศ. จะไม่ฟ้อง แต่จะหางานให้เพื่อใช้หนี้ กยศ.ให้ได้ เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทถ้วนหน้า เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายหวยจังหวัด ทุกเดือน โดยจะได้รางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท แม้คนที่เล่นจะถูกเก็บ 10 บาทเพื่อเป็นรางวัลให้คนถูกรางวัล ส่วนที่เหลือจะเป็นเงินออมของประชาชน อย่างไรก็ดีหวยส่วนงวดที่แล้ว 72 แต่วันที่ 8 ก.พ. จะออก 27 ทั้งนี้หากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ถล่มทลาย ซึ่งเขตละแสนคะแนนถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก แต่ขอให้เลือก สส.เขต วันนี้หลายพรรคเห็นผลสำรวจทราบว่ากระแส ไม่เอา 2 ใบ โดยให้บัญชีรายชื่อกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเขาขอ สส.เขต ตนขอบอกว่าอย่าให้ อย่าแบ่งคะแนนเด็ดขาด หากอยากให้พรรคประชาธิปัตย์มีกำลังในสภาฯต้องกาพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ 

“ที่ผมลงมาวันนี้ ยอมรับว่าให้มาช่วยแม้กระแสคนใต้ให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่มาไม่ได้ ตั้งแต่ยุบสภาถึงวันนี้ เป็นเรื่องกระแส แต่จากวันนี้ถึงวันเลือกตั้งเป็นเรื่องกระสุน ซึ่งทุนเทากำลังแปลงร่างเป็นแบงค์เทาและเริ่มจดชื่อแล้ว ทั้งนี้ได้เวลาไล่ทุนเทา ไล่คนซื้อเสียงออกจากภาคใต้ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างประชาชนที่เลือกการเมืองสุจริต ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน ผมขอสัญญาใจขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์เพื่อร่วมปฏิบัติการไทยหายจนด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนลงเวที นายอภิสิทธิ์ ได้ไปรับกระดาษจากข้างเวที ก่อนกล่าวว่า มีคนเขียนมา หลายคนบอกว่าไม่เอาเทา ผมบอกว่ามีบางเรื่อง ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เทาเดียวที่ต้องทน คือ ผมสีเทา ทั้งนี้มีคนเขียนมาบอกว่า “ผมเทาหล่อจังเลย หล่ออย่างแรง อย่าย้อมผม ชอบแบบนี้” 

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

ภูมิธรรม แฉเลือกตั้ง 69 ซื้อเสียงมหาศาล วอน ปชช.เลือก สส.โดยไม่เห็นแก่เงิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เรามักได้เห็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเลือกตั้ง นั่นคือการใช้เงินซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปแทรกแซง กลั่นแกล้ง หรือคุกคามผู้สมัครของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงกติกาที่กำหนดไว้

นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า ขณะนี้พรรคได้รับการร้องเรียนในหลายพื้นที่ เช่น กาญจนบุรี ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เป็นต้น ถึงพฤติการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ผู้บริหารของบางพรรคการเมือง ซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ในมือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบชักจูงและสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทุกระดับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้เข้ามามีบทบาทเสมือนเป็นหัวคะแนน เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครของพรรคตนเอง รวมทั้งข่มขู่คุกคามผู้สมัครของ พรรคการเมืองอื่น โดยมีการแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์หรือความก้าวหน้า ในตำแหน่งหน้าที่

นายภูมิธรรม ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังได้รับรายงานถึงการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการบ่อนทำลาย หลักการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ไม่ควรใช้อำนาจรัฐที่เกินขอบเขต เข้าแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง เพราะการกระทำเช่นนี้ เป็นความผิดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายลูก และกฎหมายอาญา ซึ่งถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่จะติดตัวไป

“ผมขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วน ทุกระดับ รวมทั้งพรรคการเมืองทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง พิจารณาเลือก สส.และพรรค โดยไม่เห็นแก่เงินซื้อเสียง การเลือกตั้งที่โปร่งใสและบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะนำไปสู่ความมั่นคง ความสงบ และความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองในสายตาประชาชน หากปล่อยให้มีการใช้อำนาจรัฐ เอื้อฝ่ายตน หรือใช้เงินซื้อเสียง  ไม่ว่าด้วยรูปแบบใด ล้วนไม่เป็นผลดีต่อประเทศ และทำร้ายประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะสิ่งที่ประเทศนี้ควรได้เห็นในการเลือกตั้ง ไม่ใช่ชัยชนะจากการใช้อำนาจรัฐ หรือจากเงินที่ทุ่มในการซื้อเสียง แต่คือ ชัยชนะที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง” นายภูมิธรรม ระบุ

นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า ตนหวังว่าทุกพรรคการเมือง ทุกหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการทุกภาคส่วนจะยึดกติกา เคารพประชาชน และปล่อยให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปอย่างบริสุทธิ์ โปร่งใส และเป็นธรรม นี่คือความรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคตของประเทศ และต่อระบอบประชาธิปไตยของคนไทยทุกคนไม่ต้องกลัวกลไกอำนาจรัฐ ที่ผิดกฎหมาย อย่าให้ใครมาชี้นำ การตัดสินใจของเรา เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ด้วยหัวใจของเราเอง

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

“เอกนิติ”การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก”ภท.”ชีวิตดีขึ้น ยันไร้ประชานิยม ชูนโยบาย 10 พลัส ลั่นอยากเห็นรอยยิ้มคนไทยมีความสุข ยืนได้บนขาของตัวเอง ด้วยการให้”เบ็ดตกปลา”ไม่ใช่ให้ปลาไปแล้วจบ

เมื่อเวลา 18.45 น.วันที่ 30 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า ถ้าตนไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่ม ถ้าเราไม่สามารถยกรถเศรษฐกิจขึ้นมาได้จะยิ่งดิ่งมากกว่านี้ เราถึงได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจให้เริ่มต้นยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มมาได้ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น รายได้ของประเทศก็มาจากกลุ่มเอสเอ็มอี ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 6 ปี ออกมาทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดออกมาว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อยแล้ว มูลค่าเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท จากการที่ไปประชุมดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รู้สึกว่าน่ากลัวเพราะโลกแบ่งขั้วกัน มีการพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกจะอยู่บนโต๊ะเจรจา บนโต๊ะอาหารหรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ซึ่งประเทศไทยเราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า เราต้องการให้ประเทศไทยมีโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถเจรจาผู้ขายได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย และเราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครได้ คนก็จะตกงาน ธุรกิจก็จะขาดทุน เราไปเจรจาที่ดาวอส 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่ตรงโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยีที่ ต้องมีการสอนทักษะให้คนไทยด้วย

“ฝันของผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยมีความสุข ให้คนไทยยืนได้บนขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม ไม่ทำนโยบายแจก แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดเขาไปตกปลาไม่ได้ให้ปลาเขาไปกินแล้วจบ นี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ผมทำงานรับตำแหน่งมาจนยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่พิสูจน์คือนโยบาย 10 พลัส เราทำจริง เราไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากจะขอหลังประเทศไทยขึ้นจากหล่ม คือต้องให้รถยนต์ของคนไทยมันขับเคลื่อนไปได้ ต้องพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง แต่อยู่บนวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ เรามาเป็นรัฐบาลอยู่ 73 วัน เศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่คนที่ทำเป็นทำดี มันมีน้อย นโยบายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า” นายเอกนิติ กล่าว