อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

อนุทิน แบ่งงานรองนายกฯ พิพัฒน์ คุมดีอี เอกนิติ ดูพลังงาน ศุภจี ลุยท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.35 น.

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกฯ ดังนี้ กระทรวงคมนาคม,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(องค์การมหาชน)

ทรงศักดิ์ ทองศรี

3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการคลังกระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาม (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมตรี
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) นอกจากนี้มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการต่างประเทศ และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ ดังนี้สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ,ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

แฟ้มภาพ

5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารบริหาชการแทนนายกรัฐมมครี ดังนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการที่ยว) ,กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงวัฒนธรรม ,กระทรวงอุตสาหกรรม,กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

แฟ้มภาพ

6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ,สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน,สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,สำนักงามราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ
ปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ รวมถึงการกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ ,การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

ปกรณ์ นิลประพันธ์

แฟ้มภาพ

7. นายยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงแรงงาน,กระทรวงศึกษาธิการ  รวมถึงมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ ดังนี้  สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง และกำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน),สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ยศชนั้น วงศ์สวัสดิ์

แฟ้มภาพ

8. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้กรมประชาสัมพันธ์ ,สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ศุภมาส อิศรภักดี

9. นายนกินทร ศรีสรรพางค์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน),สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชบ),องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ,สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแทนนายกรัฐมนตรี

นกินทร ศรีสรรพางค์

10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนทนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ),สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  รวมถึงมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน),สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ภราดร ปริศนานันทกุล

11. นางสุขสมรวย วันหนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน),สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 7 เม.ย.2569

สุขสมรวย วันหนียกุล
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn, เฟซบุ๊กทรงศักดิ์ ทองศรี fanpage, เฟซบุ๊ก ศุภมาส อิศรภักดี, เฟซบุ๊ก นภินทร ศรีสรรพางค์ Napintorn Srisunpang, เฟซบุ๊ก ภราดร ปริศนานันทกุล, เฟซบุ๊ก รวย สุขสมรวย วันทนียกุล

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังใช้กรอบเดิม! ดร.สุวิทย์ เตือนวิกฤต อธิปไตยทางปัญญา

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.59 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  “โลกเขียนกติกาใหม่ แต่ไทยยังคิดด้วยกรอบเดิม”

ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลายประเทศกำลังเร่งปรับตัวเพื่อกำหนดตำแหน่งของตนบนเวทีใหม่ แต่สำหรับไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “เราจะอยู่ตรงไหน” หากแต่คือ “เรายังคิดด้วยกรอบของตัวเองอยู่หรือไม่”

การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ไม่ใช่เพียงความปั่นป่วนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หากคือการ “เขียนกติกาใหม่” ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจทางความรู้ ประเทศที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่มีทรัพยากรหรือกำลังทหาร หากคือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบความคิด กติกา และมาตรฐานของโลกได้

ในบริบทนี้ ไทยกำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกกว่าที่เห็น—วิกฤต “อธิปไตยทางปัญญา”

ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในศตวรรษนี้ไม่ใช่การสูญเสียดินแดน แต่คือการสูญเสียความสามารถในการคิดด้วยตนเอง เมื่อสังคมหนึ่งต้องพึ่งพากรอบความรู้จากภายนอกในการอธิบายโลก ออกแบบนโยบาย และกำหนดอนาคตของตน นั่นคือการพึ่งพาที่แนบเนียนที่สุด—และอันตรายที่สุด

สัญญาณของปัญหานี้ปรากฏชัดในสังคมไทย

ระบบการศึกษายังคงเน้นการจดจำมากกว่าการตั้งคำถาม

นโยบายสาธารณะจำนวนไม่น้อยหยิบยืมโมเดลจากต่างประเทศโดยขาดการปรับให้เข้ากับบริบทไทย
การวิเคราะห์โลกมักอิงกรอบคิดที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้าง

ผลลัพธ์คือ ไทยอาจ “ทันโลก” ในเชิงผิวเผิน แต่ยังไม่สามารถ “เข้าใจโลกในแบบของตนเอง”

ทางออกของปัญหานี้ไม่ใช่การปฏิเสธโลกภายนอก แต่คือการสร้าง “โครงสร้างปัญญา” ที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง และเปิดรับโลกอย่างมีวิจารณญาณ

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “จารีต” กับ “ปฏิรูป” แต่คือการออกแบบให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน

จารีตไม่ควรถูกมองเป็นอุปสรรค หากแต่เป็น “ราก” ที่ให้ความหมาย ทิศทาง และความต่อเนื่องกับสังคม ขณะที่ปฏิรูปคือ “ปีก” ที่ทำให้ประเทศสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแข่งขันในโลกใหม่ได้

การพัฒนาที่ขาดรากจะไร้ทิศทาง

แต่การยึดติดกับรากโดยไร้ปีก จะทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้า

ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุล—ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ถูกออกแบบและกำกับด้วยกรอบคิดที่สอดคล้องกับบริบทไทย ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเครื่องมือจากภายนอกมาใช้งาน

ท้ายที่สุด อธิปไตยทางปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจาก “ความกล้าหาญทางปัญญา”

สังคมที่ยึดติดกับลำดับชั้นและอาวุโส มักไม่เปิดพื้นที่ให้กับการตั้งคำถาม แต่การตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ใหม่ การยอมรับความผิดพลาด และการเปิดพื้นที่ให้ความคิดที่แตกต่าง จึงไม่ใช่ความเสี่ยง หากเป็นเงื่อนไขของการพัฒนา

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ความล้มเหลวแบบฉับพลัน แต่คือ “ความนิ่งที่ดูเหมือนเสถียร”

ความเคยชินกับการเดินตาม

ความเคยชินกับการเลียนแบบ

และความเคยชินกับการไม่ตั้งคำถาม

ในโลกที่กติกายังไม่ตายตัว ประเทศที่ได้เปรียบไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้ถูกต้องที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถกำหนดกรอบคิดของตนเองได้

อธิปไตยในศตวรรษนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรืออำนาจรัฐ หากคือความสามารถของสังคมในการกำหนดอนาคตของตนด้วยปัญญาของตนเอง

และนั่นคือโจทย์ที่ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

ตื่นค่ะ! โบว์ ณัฏฐา ชี้ เลิกบ่นน้ำมันแพง เตรียมตัวรับมือภาวะ มีเงินก็ซื้อน้ำมันไม่ได้

ตื่นค่ะ!  โบว์ ณัฏฐา ชี้ เลิกบ่นน้ำมันแพง เตรียมตัวรับมือภาวะ มีเงินก็ซื้อน้ำมันไม่ได้

ตื่นค่ะ! โบว์ ณัฏฐา ชี้ เลิกบ่นน้ำมันแพง เตรียมตัวรับมือภาวะ มีเงินก็ซื้อน้ำมันไม่ได้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความ ระบุว่า ฝ่ายค้านยังหมกมุ่นอยู่กับราคาน้ำมันอยู่เลย เชยมาก …

ส่วนรัฐบาลที่ลดมาได้ 2 บาท ก็ประมาณว่าเอาใจคนที่อยากเห็นการลดราคา เลยลดให้ดู 

แต่ปัญหาโลกวันนี้มันเลยเฟสนั้นไปเยอะแล้ว เขาพูดกันเรื่องจะหาซื้อน้ำมันได้หรือเปล่า ไม่ใช่น้ำมันแพงมั้ย วันนี้ตลาดเป็นของผู้ขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อ

ทรัมป์เพิ่งประกาศจะทำลายอารยธรรมอิหร่าน … อาจจะโม้แหละ แต่มันมีผลกับทั้งราคาและ supply น้ำมัน

คนที่ยังบ่นกับตัวเลขสองสามบาท 

ตื่นค่ะ.

เจ้าตัวยังโพสต์ใต้คอมเมนต์ อีกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสีหรือฝั่งฝ่ายอะไรเลย สามัญสำนึกล้วนๆ

ทั้งตลาดมีข้าวไข่เจียวเหลืออยู่ 5 กล่อง มีพ่อบ้านไปต่อแถวรอขอซื้ออยู่ 10 คน … ถ้าต่อประโยคได้อย่างสมเหตุสมผล คุณเข้าใจคำว่า “กลไกตลาด”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล จำนวน 60 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล จำนวน 60 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล จำนวน 60 ราย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.23 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล จำนวน 60 ราย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 60 ราย ดังนี้

1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
6. พลตำรวจตรี นพดล กรึงไกร เป็น พลตำรวจโท
7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
14. พลตำรวจตรี อาชาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
15. พลตำรวจตรี อุกฤษฏ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ.

เอกนัฏทุบราคาดีเซล  ลดค่ากลั่น2บ.

เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ.

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ. ประเดิมงัดพรก.บังคับ หนูเล็งปิดปั๊ม4ทุ่ม-ตี5 DSIลุยสอบน้ำมันหาย พิรุธ99เที่ยวกลางทะเล

“เอกนัฏ” งัด พ.ร.ก. ป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน ทุบโรงกลั่น ลดค่าการกลั่นทันที 2 บาท ส่งผลให้ดีเซล ต้องลดราคาหน้าปั๊มอีก 2.4 บาทต่อลิตร เผย 3 โรงกลั่นยอม อีก 3 โรงเมิน “นายกฯ”เล็งออกมาตรการเปิด-ปิด ปั๊ม หยุดขายช่วง 4 ทุ่ม-ตี 5 หลัง 20 เมษายน ฝ่ายดีเอสไอ เดินหน้าส่องน้ำมันล่องหน เผยพบกลุ่มเรือพิรุธขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล 99 เที่ยว จากเดิมพบ 96 เที่ยว ปูพรมกวาดล้างขบวนการ “Ship-to-Ship”

เมื่อวันที่ 12.30 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ถนนแจ้ง วัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าวงประชุมคณะพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีการประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ในการตรวจสอบจำนวนเที่ยวเรือที่มีการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกติจากจำนวนเที่ยวเรือรอบแรก 96 เที่ยว มีพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนน้ำมันกลางทะเล ว่า วันนี้เราได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมสรรพสามิต และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อที่จะได้นำข้อมูลตัวเลขมาตรวจสอบเปรียบเทียบกัน เนื่องจากในขั้นตอนน้ำมันออกจากคลัง มันจะต้องมีใบกำกับการขนส่ง และจะต้องมีหลักฐานการเสียภาษีสรรพสามิตต้นทาง เพื่อนำไปตรวจเช็คกับน้ำมันที่ไปถึงยังปลายทาง และจะได้นำข้อมูลตัวเลขทั้งหมดมาจัดทำตารางเปรียบเทียบกับจำนวนเที่ยวเรือทั้งหมด รวมถึงจำนวนเรือ โดยเฉพาะปลายทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงเดือนมีนาคม 2569

99เที่ยวเรือผ่องถ่ายน้ำมัน

ล่าสุดข้อมูลมีการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้น จากเดิมจำนวนเที่ยวเรือที่ 96 เที่ยวเรือ พบเพิ่มเป็น 99 เที่ยวเรือ จึงต้องเร่งนำเอาตัวเลขทั้งหมดมากระทบยอดกับปริมาณน้ำมัน ทั้งส่วนของน้ำมันดีเซลและเบนซิน ทั้งนี้ จำนวนเรือ (ลำ) ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องนับจากช่วงเรือที่วิ่งเดินทาง เพราะมันก็มีข้อมูลว่า เรือบางลำวิ่งมากกว่าหนึ่งเที่ยวเรือ จึงต้องแยกว่าในจำนวนทั้งหมด 99 เที่ยวเรือดังกล่าว มีการใช้เรือวิ่งทั้งหมดกี่ลำ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ส่วนเรื่องจำนวนน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น ยังคงอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตรวจสอบ เพราะเราจะต้องดูตัวเลขทั้งหมดนำมา

เปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันที่ลงไปในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้มีการขยายผลสอบสวนคู่ขนานกัน

พบเส้นทางภาคตะวันออกเพียบ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า ส่วนใหญ่แล้วเที่ยวเรือที่เป็นเส้นทางหลัก คือ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะโรงกลั่นในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และในจังหวัดระยอง จากนั้นจึงจะมีการเคลื่อนย้ายน้ำมันลงไปในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งยังมีประเด็นปลีกย่อยอีก แต่หลัก ๆ ก็สองแหล่งนี้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่การเดินทางปริมาณน้ำมันยังคงเดิมหรือหดหายไปอย่างไรหรือไม่นั้น ยังคงอยู่ระหว่างตรวจสอบจากตัวเลขที่มีการรายงานเข้ามา

“ปกติแล้วระวางของเรือแต่ละลำจะไม่เท่ากัน เรือบางลำก็บรรทุกน้ำมันชนิดเดียว บางลำก็บรรทุกน้ำมันหลายชนิด จึงต้องเชิญหน่วยงานที่ควบคุมโดยเฉพาะอย่างกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิตมาดูยอดตัวเลขทั้งหมดเพื่อให้เป็นตัวเลขเดียวกัน ซึ่งเราก็ตรวจพบความผิดปกติว่าเรือบางลำมีการใช้เวลาในการวิ่งนานผิดปกติ โดยเฉพาะเส้นทางจากภาคตะวันออกลงไปยังพื้นที่ภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องนำไปขยายผล โดยการตรวจสอบจากเรือที่ได้มีการลงทะเบียนไว้ อย่างไรก็ดี เรือที่ใช้เวลาวิ่งกลางทะเลนานกว่าปกติ เราพบว่ามีทั้งสองแบบ คือบรรทุกทั้งน้ำมันชนิดเดียว และน้ำมันหลายชนิด“ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุ.

เชือดขบวนการ”Ship-to-Ship”

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมันว่า กรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบปลายทาง โดยยืนยันว่าเป็นการถ่ายโอนแบบ Ship-to-ship หรือการถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่ง ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรือลำใดบ้าง โดยเบื้องต้นยังคงเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร นอกจากพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ยังมีพื้นที่จังหวัดชุมพรและสงขลาที่ต้องตรวจสอบควบคู่กัน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า การตรวจสอบปลายทางน้ำมันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งได้ทยอยส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว โดยได้ส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจาก ศรชล. สามารถติดตามเส้นทางเดินเรือย้อนหลังได้ถึง 90 วัน ทำให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ พบว่าเรือที่เกี่ยวข้องมาจากหลายบริษัท ส่วนจะอยู่ในน่านน้ำไทยหรือไม่ ยังต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากอาจมีการจอดเทียบท่าหรือลอยลำอยู่กลางทะเล

สำหรับกรณีบริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด ที่แถลงว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2 ล้านลิตร ไม่ได้เป็นการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทุกฝ่ายสามารถชี้แจงพร้อมหลักฐานได้ และเชื่อว่าดีเอสไอจะให้ความเป็นธรรมอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งทั่วประเทศว่า ไม่พบข้อพิรุธ เนื่องจากโรงกลั่นจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกตามระบบ ไม่สามารถกักเก็บไว้ได้ ส่วนประเด็นคลังน้ำมัน เบื้องต้นพบความผิดปกติในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคาดว่าอาจมีพื้นที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม

ตรวจคลังน้ำมันเพิ่มเติม

“เร็วๆนี้จะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันเพิ่มเติม ตามข้อมูลที่หน่วยงานภาคีรายงานเข้ามา แต่ต้องย้ำว่าผู้ที่ถูกตรวจสอบยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

เข้าบอร์ดคดีพิเศษ9เมย.

พล.ต.ท.รุทธพล ยังระบุว่า ในวันที่ 9 เม.ย. จะมีการสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ โดยจะครอบคลุมปัญหาการกักตุนน้ำมันในทุกพื้นที่ และพิจารณาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

เล็งปิดปั้มน้ำมัน4ทุ่ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนมาตรการเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันว่า กำลังดำเนินการในเรื่องการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศ โดยตนจะเร่งตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ เนื่องจากชุดเก่าหมดวาระไปกับรัฐบาลชุดที่แล้ว เราตั้งใจไว้ว่าในช่วงที่มีภาวะเรื่องสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อประหยัดพลังงาน และต้องออกมาตรการให้มีการใช้น้ำมันแบบควบคุมให้มากที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า จะกระทบการเดินทางของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีช่วงเวลาที่จะดำเนินการ หากใช้มาตรการปิด-เปิดปั๊มช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากต้องให้ประชาชนเดินทางกลับจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และใช้ชีวิตปกติก่อน ซึ่งก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านและภูมิลำเนาด้วยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้

จ่อออกประกาศเพิ่มเติม

ส่วนจะต้องมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มากำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายกฯกล่าวว่า ทุกข้อสั่งการจะมีช่องทางอยู่ ซึ่งพยายามจะใช้ช่องทางที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบว่าจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมของ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯเมื่อใด

เมื่อถามถึงกรณีที่มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่น ซึ่งจะต้องรายงานเรื่องโครงสร้างกลับมา ได้มีการขีดเส้นว่ากำหนดเมื่อใดนั้น นายกฯกล่าวว่า ได้เร่งรัดและพูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอด

สกัดลอบขนน้ำมันทางทะเล

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการปราบปราม การลักลอบขนน้ำมันทางทะเล ว่า ตามกลไกในฝั่งอ่าวไทย กองทัพเรือ มีศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) ทัพเรือภาค1 และ ทัพเรือภาค2 ซึ่งมี นายกฯเป็นประธาน ฯ และมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นรองประธานฯ มีกลไกตรวจสอบเรือทั้งหมด ซึ่งเรือทุกลำที่อยู่ในอ่าวไทยและอันดามัน จะมีระบบติดตาม ขณะเดียวกันยังมีกรมเจ้าท่าควบคุมอยู่ด้วย ข้อมูลจะยืนยันได้ว่าเรือแต่ละลำ รับน้ำมันเท่าไหร่ จากไหน และจะต้องถึงที่หมายเท่าไหร่ แต่หากมีการหยุดหรือประวิงเวลาเพื่อรอการปรับขึ้นราคาสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และตนเอง เคยลงพื้นที่ไปตรวจสอบมาแล้ว ดังนั้น ผู้ใดที่หวังจะประวิงเวลา ขอให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อย่ากักตุนเข้าใจว่าต้องการกำไร แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ต้องช่วยกัน

สำหรับแนวทางการประหยัดพลังงานของเหล่าทัพ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบเมื่อวานนี้ ยังเป็นไปตามนโยบายที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมว.กลาโหมได้วางแนวทางเอาไว้ อย่างเช่นการทำงานที่บ้าน หน่วยไหนสามารถทำได้ก็ต้องดำเนินการไปก่อน ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็น หนึ่งในยุทธปัจจัยของกองทัพ เริ่มได้รับผลกระทบหรือไม่ รมว.กลาโหม ระบุว่าขอไปตรวจสอบก่อนเพราะเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่ง

สั่งลดค่าการกลั่น2บาท

เย็นวันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งหลังจากนั้นจะประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตาม กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.

หน้าปั้มจะต้องลดตามด้วย

นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนให้รอบด้านอีกครั้ง ซึ่งหากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3, 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้

“หลังจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ เพื่อนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ โดยคาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้”นานเอกนัฏกล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค

3โรงกลั่นยอมอีก3ไม่ยอม

”ไทยมีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ? ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่เป็นการขาดทุนกำไร“นายเอกนัฏกล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้”

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

หัวหน้าพรรครักชาติ

ม็อบร้องนายกฯ ช่วยกิจการรถโดยสาร สุดทนค่าเชื้อเพลิงพุ่ง

ม็อบร้องนายกฯ  ช่วยกิจการรถโดยสาร  สุดทนค่าเชื้อเพลิงพุ่ง

ม็อบร้องนายกฯ ช่วยกิจการรถโดยสาร สุดทนค่าเชื้อเพลิงพุ่ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ประกอบการรถโดยสาร บุกพรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือถึงนายกฯ จี้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา หลังจากวิกฤตน้ำมันราคาพุ่ง กระทบผู้ประกอบการอย่างหนัก “สิริพงศ์” ยันตรึงราคาค่าโดยสาร ช่วยประชาชนถึง 19 เมษายนนี้ เล็งคลอดสูตรคำนวณราคาใหม่ ตามดัชนีตลาด จ่อถก บขส.ลดค่าธรรมเนียมฯ

เมื่อวันที่ 7เมษายน ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร นำโดยนายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร และนายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้ พร้อมด้วยตัวแทนสมาชิกรถตู้ทุกหมวด รถบัสใหญ่ และกลุ่มรถร่วม บขส.ทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันแพงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือและรับฟังปัญหา

นายอัสนี กล่าวถึงสถานการณ์ขั้นวิกฤตว่าปัจจุบันผู้ประกอบการรถโดยสารทั้งรายใหญ่และรายย่อยกำลังแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการรายใหญ่มีต้นทุนพุ่งสูงขึ้นกว่า 1 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่รายย่อยต้องรับภาระเพิ่มหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนกลับไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ขอขึ้นค่าโดยสาร ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อคนทำธุรกิจ ที่ผ่านมาได้พยายามเจรจากับทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพื่อหาทางออกแล้ว แต่กลับถูกขู่ว่าจะยึดเส้นทางสัมปทานคืน หากไม่ยอมตรึงราคาค่าโดยสารไว้การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บขส.ไม่มีความเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถโดยสาร และมีระบบการบริหารจัดการที่ผิดพลาด เพราะตามกลไกตลาดที่ถูกต้อง เมื่อน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ค่าโดยสารก็ควรปรับขึ้นตาม และหากราคาน้ำมันลดลง ค่อยปรับลดราคาลงมาให้เหมาะสม

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการประกาศเตรียมพร้อมเคลื่อนขบวนรถตู้และรถบัสกว่า 100 คัน ไปรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายนนี้ เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาล พร้อมติดตามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจยกระดับมาตรการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมหารือกับข้าราชการกระทรวงคมนาคม ว่าจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ขณะนี้ไม่มีชั่วโมงสำหรับการฮันนีมูน พวกเรารัฐมนตรีทั้ง 4 คน เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีอะไรขอให้เข้ามาหารือ อย่าคิดว่าตัวตนเป็นรองนายกฯ หรือรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 ท่าน พวกเราถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่น้องกัน เมื่อใดที่เราผ่านวิกฤตหรือวิบากกรรมนี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆกัน

สำหรับมาตรการต่างๆ หลังจากนี้ ขอให้รอการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ แต่นโยบายเรือธงที่จะเร่งดำเนินการก่อนคือการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยเฉพาะรถโดยสารของ บขส.แม้ต้นทุนน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น โดยจะใช้เงินจากกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนในส่วนต่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนที่เดินทาง

ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ยังเป็นนโยบายหลักที่ต้องเดินหน้าต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะกำหนดเป็นรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบโซนนิ่ง รวมถึงการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระยะยาวกับผู้ใช้บริการมากที่สุด

ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังปัญหา เมื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น คิดว่าน่าจะบริหารจัดการได้เพื่อให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยกระทรวงคมนาคมจะดูแลส่วนต่างที่เกิดขึ้นให้ และหลังจากผ่านพ้นวันที่ 19 เมษายนนี้เป็นต้นไป ผู้ประกอบการมีข้อเสนอที่น่าสนใจว่าที่ผ่านมาเมื่อมีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วมักจะไม่มีการปรับลดลง แต่อนาคตน่าจะมีการเสนอสูตรคำนวณค่าโดยสารใหม่ที่สามารถปรับขึ้นและลงได้ตามกลไกตลาด อาจมีการประกาศดัชนีเป็นรายเดือนเพื่อให้ไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการมากเกินไป หมายความว่าหากช่วงใดเกิดวิกฤติก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากไม่ได้มีความผิดปกติหรือมีนัยสำคัญ อาจจะปรับขึ้นเพียงร้อยละ 3 ถึง 5 ตามกลไก แล้วจึงปรับลดลงมาตามราคาตลาดในภายหลัง

นอกจากนี้หากรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมก็จะทำให้ระบบมีความเป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ได้หารือกันนอกเหนือจากการต่อทะเบียนใบอนุญาตขนส่งตามหมวด 3 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก

สำหรับประเด็นที่ว่าหลังจากกลุ่มผู้ประกอบการยื่นหนังสือแล้วจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารทันทีหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า การขึ้นค่าโดยสารจะมีสูตรคำนวณที่ทยอยปรับตามราคาน้ำมันต่อกิโลเมตรอยู่แล้ว เช่นที่ผ่านมามีการให้ปรับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร แต่ยังมีส่วนของค่าธรรมเนียมเทียบรถและค่าเวลา ซึ่งวันเดียวกันนี้รับทราบข้อมูลว่าทางบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีการปรับอัตราใหม่เนื่องจากค่าโดยสารปรับขึ้น จึงคิดค่าเทียบเวลาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ตนจะหารือกับทาง บขส.ว่าจะสามารถลดหย่อนได้หรือไม่ในช่วงนี้ หากลดหย่อนได้ก็อาจไม่ต้องไปเพิ่มค่าโดยสาร หรือแม้แต่ข้อเสนอที่ให้รัฐนำเงินชดเชยค่าเทียบรถแทนการชดเชยที่ตัวรถ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ

“ข้อเสนอ 3-4 เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องการบริหารจัดการที่อยู่ในวิสัยที่กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ทันที” นายสิริพงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากลดค่าธรรมเนียมได้เลยก็จะไม่เกี่ยวข้องกับค่าน้ำมันที่ปรับขึ้นใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ใช่ เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวเนื่องกัน เข้าใจว่าค่าธรรมเนียมในการเทียบรถขึ้นอยู่กับอัตราค่าโดยสาร เมื่อน้ำมันแพงค่าโดยสารขึ้น ค่าธรรมเนียมก็ต้องขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในภาวะวิกฤติเช่นนี้ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งตนจะไปพูดคุยกับรองปลัดกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง และหวังว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนก่อนที่ประชาชนจะเริ่มออกเดินทางกลับภูมิลำเนา

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมการซัพพอร์ตส่วนต่างให้กับประชาชน เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้ซื้อบัตรโดยสารล่วงหน้าไว้แล้ว ตั้งแต่สถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท กระทั่งขยับขึ้นมาถึงลิตรละ 50 บาท หากจะไปเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วไปแล้วย่อมไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะต้องเยียวยา โดยการนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือในส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อตรึงราคาเอาไว้ในราคาเดิมจนถึงวันที่ 19 เมษายนนี้

เมื่อถามถึงแรงจูงใจให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ท่ามกลางภาวะน้ำมันแพง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การเดินทางเป็นความสะดวกส่วนบุคคล หน้าที่ของรัฐคือการจัดขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวกสบายและเพิ่มปริมาณรถให้ได้มากที่สุด แม้อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งหมดแต่จะใช้ศักยภาพที่มีเตรียมการให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะช่วยได้ในสถานการณ์นี้คือการวางแผนการเดินทางร่วมกัน เช่น การเดินทางไปด้วยกันแบบแชร์รถ (Car Pool) หรือการบริหารเวลาเดินทางสำหรับผู้ที่สามารถทำงานที่บ้าน (WFH) ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่การจราจรแออัด ซึ่งหวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันในจุดนี้ได้

สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ไทยจ่อตีแผ่ฐานสแกมเมอร์ ชี้เป็นภัยคุกคามสากล

สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ไทยจ่อตีแผ่ฐานสแกมเมอร์ ชี้เป็นภัยคุกคามสากล

สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ไทยจ่อตีแผ่ฐานสแกมเมอร์ ชี้เป็นภัยคุกคามสากล

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.39 น.

“ผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา”เผยเตรียมขยายผลประสานองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงองค์กรนิรโทษกรรมสากล สร้างความเข้าใจประชาคมโลก ต่อการที่”กัมพูชา”ปล่อยให้มีการสร้างฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ก่ออาชญากรรมออนไลน์ทั่วภูมิภาค ถือเป็นภัยคุกคามโลกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา

7 เมษายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.และ ผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ฯ กล่าวระหว่างพาสื่อไทย และต่างประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนช่องจอม-โอเสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ รับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงของฐานสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับทางกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ช่วยขยายผลสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลก ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรนิรโทษกรรมสากล (AMNESTY INTERNATIONAL)

“ได้ประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศ หากมีองค์กรระหว่างประเทศไหนที่สนใจจะเข้ามาดู หรืออย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล เราพร้อมจะเชิญมาขยายผลและต่อยอดต่อไป สิ่งเหล่านี้ที่เห็นมันไม่ใช่เป็นคำบอกเล่า เป็นภาพจริงๆ ที่เกิดขึ้นจริง เป็นการทำงานจริง มีหลักฐาน ซึ่งกว่าที่เราจะสามารถควบคุมพื้นที่ตรงนี้ได้หมดเบ็ดเสร็จใช้เวลากว่าสามเดือน”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ “ถือเป็นภัยคุกคามระดับโลก ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหา ต้องช่วยกันแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังเวลารับโทรศัพท์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานที่เห็นได้จริง”

องค์กรนิรโทษกรรมสากล (AMNESTY INTERNATIONAL) ได้กล่าวในรายงานเมื่อปีที่ผ่านมา 2568 ถึงการที่รัฐบาลกัมพูชาปล่อยให้มีการตั้งฐานสแกมเมอร์ ก่ออาชญากรรมออนไลน์ตลอดพื้นที่ชายแดนของกัมพูชา ทั้งหมดรวม 53 แห่ง ในจำนวนนี้องค์กรนิรโทษกรรม ระบุในรายงานมี 2 แห่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนช่องจอม-โอเสม็ด ของ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่ตั้งของกาสิโนโอเสม็ด และกาสิโนรอยัลฮิลล์ ก่อนที่จะถูกแปรสภาพไปเป็นฐานสแกมเมอร์ ช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา

ฐานสแกมเมอร์ช่องจอม-โอเสม็ด อยู่ในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยยึดจากกัมพูชา ระหว่างการสู้รบกันในเดือน ธ.ค.68 หลังจากที่ทหารกัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฎิบัติการโดรนและฐานยิงอาวุธหนักโจมตีทหารไทย และจากการเข้าตรวจสอบอาคารต่างๆ ในฐานสแกมเมอร์หลังการยึดครอง พบว่าอาคารต่างๆ ส่วนหนึ่งถูกแปรสภาพเป็นฐานสแกมเมอร์ ใช้หลอกลวงเหยื่อออนไลน์ มีการสร้างสถานีตำรวจปลอมของหลายชาติ ธนาคารใช้หลอกลวงเหยื่อ พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาในเรื่องหลักเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างกัน แต่กัมพูชาได้รุกล้ำสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าว ผิดข้อตกลงที่มีร่วมกันใน MOU43 ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาพิพาทเส้นเขตแดน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขตแดนในพื้นที่ช่องจอม-โอเสม็ด เป็นหน้าที่โดยตรงของกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงใน MOU 2543 พร้อมคาดการณ์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล และหลังการแต่งตั้งประธาน JBC คนใหม่ จะมีความคืบหน้าในการจัดประชุม JBC กับฝ่ายกัมพูชา แก้ปัญหาพิพาทเขตแดนในหลายพื้นที่ รวมถึงชายแดนที่ช่องจอม-โอเสม็ด

กัมพูชาได้เรียกร้องตลอดช่วงที่ผ่านมาให้มีการจัดประชุม JBC แก้ปัญหาพิพาทเขตแดน พร้อมกล่าวหาไทยละเมิดอธิปไตยกัมพูชา ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68

พล.อ.อ.ประภาส ได้ปฎิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชา ยืนยันการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามข้อตกลงที่มีร่วมกันในข้อ 2 และข้อ 3 ในเรื่องการคงกำลังทหารไว้ในพื้นที่ชายแดน ที่แต่ละฝ่ายยึดครองอยู่หลังการสู้รบในเดือน ธ.ค.68 และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายจะใช้ช่องทางทวิภาคีผ่านกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ตาม MOU 43 แก้ปัญหาพิพาทชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างสันติ

ฐานสแกมเมอร์ช่องจอม-โอเสม็ด มีอาณาเขตรวมกันหลายร้อยไร่ มีอาคารขนาดเล็กถึงใหญ่กระจายทั่วพื้นที่ สูงตั้งแต่ชั้นเดียวถึง 6 ชั้น มากกว่า 150 อาคาร เป็นทั้งอาคารที่พัก ห้องประชุม โรงแรม โรงพยาบาล สถานบันเทิงครบวงจร และสถานที่ทำงานของเหล่าสแกมเมอร์ ในการหลอกลวงเหยื่อจากชาติต่างๆ ในภูมิภาค บางอาคารสร้างห้องขังใต้ดิน มีกุญแจโซ่ตรวนใช้ล่ามลงโทษ คุมขังผู้กระทำผิด หลายอาคารมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ และมีการติดลูกกรงเหล็กตรงหน้าต่างป้องกันการหลบหนี ฝ่ายความมั่นคงประเมินค่าก่อสร้างฐานสแกมเมอร์ดังกล่าวกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ที่ศูนย์ข่าวฯ พาผู้สื่อข่าวไทยและต่างชาติลงพื้นที่ชายแดนช่องจอม-โอเสม็ด รับฟังข้อมูลรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น หวังสร้างความเข้าใจผ่านสื่อกับประชาคมโลกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

จบแถลงนโยบาย รบ.ลุยงานต่อ! นายกฯ ปักหมุด 11 เม.ย. ถก ครม.นัดแรก

จบแถลงนโยบาย รบ.ลุยงานต่อ! นายกฯ ปักหมุด 11 เม.ย. ถก ครม.นัดแรก

จบแถลงนโยบาย รบ.ลุยงานต่อ! นายกฯ ปักหมุด 11 เม.ย. ถก ครม.นัดแรก

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.14 น.

“อนุทิน”เผยแถลงนโยบาย รบ.จบถก ครม.นัดแรกทันที 11 เม.ย. เหตุบ้านเมืองมีปัญหาเยอะต้องเร่งแก้ วางแผนการเตรียมดูแล ปชช.ช่วงสงกรานต์แล้ว ใช้น้ำมันปกติไม่ขาดแคลนแน่นอน ช่วงนี้ขอ ครม.ร่วมกันประหยัด ช่วยกันใช้รถส่วนตัว-รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมจอดรถแวะถามชายถือป้ายร้องทุกข์หน้าทำเนียบฯ

7 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 17.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เดินมายังตึกบัญชาการ 1 โดย นายอนุทิน กล่าวว่า มาดูห้องทำงานของรองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เรียบร้อยหรือไม่ โดยนายกฯ ได้เดินดูห้องทำงานทุกชั้น จากนั้น นายอนุทิน ได้ลงมาจากตึกบัญชาการ 1 พร้อมกับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ และ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปยังตึกบัญชาการ 2 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยห้องทำงานของทีมงานโฆษกประจำสำนักนายกฯ และห้องทำงานที่ปรึกษานายกฯ จากนั้น นายกฯ เดินกลับมายังตึกไทยคู่ฟ้า ระหว่างทางยังได้แวะดูจุดชาร์ทรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ร่างแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติส่งร่างนโยบายไปยังรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.แล้ว เมื่อถามว่า รัฐสภาบรรจุวาระพิจารณาร่างนโยบายวันที่ 9 – 10 เม.ย.แล้ว จากนั้นวันที่ 11 เม.ย.จะมีการประชุม ครม.นัดแรกเลยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ใช่ ไม่เช่นนั้นจะติดเทศกาลสงกรานต์ จะทอดยาวมากเกินไป วันนี้บ้านเมืองมีปัญหาเยอะ จึงต้องเร่งประชุม ครม.และเตรียมความพร้อมสำหรับประชาชนที่จะเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงต้องเตรียมพร้อมในทุกส่วน และได้มอบให้ทุกกระทรวงไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามว่า มาตรการที่บอกให้ทุกกระทรวงไปดูแล้วมาเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต้องโฟกัสเรื่องอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วให้โฆษกรัฐบาลเป็นผู้แถลง

เมื่อถามว่า จะลงนามตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ เมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้อำนาจ จึงต้องรอการแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน เพราะเป็นสถานการณ์ต่อเนื่อง มีการใช้อำนาจนายกฯ ในการมอบอำนาจไปยังคณะกรรมการ จึงต้องรอให้มีการแถลงนโยบาย นี่คือเหตุผลที่พอเราแถลงนโยบายเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 10 เม.ย.เวลากลางคืน หากจะประชุม ครม.ต่อเลยคงไม่ทัน จึงนัดประชุมวันที่ 11 เม.ย.

เมื่อถามว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ จะไปไหน นายอนุทิน กล่าวว่า “วนอยู่แถวนี้ ดูให้เกิดความมั่นใจว่าน้ำมันไม่ขาดช่วง ได้รับทราบมาว่ามีการเตรียมวางแผนการเตรียมน้ำมัน หากมีการใช้แบบปกติทั่วไปพอแน่นอน ช่วงนี้ต้องประหยัดน้ำมัน ประหยัดค่าใช้จ่าย จึงให้ ครม.ใช้รถของตัวเองให้มากที่สุด ยิ่งใครมีรถยนต์ไฟฟ้าก็ให้เอามาใช้ ช่วยกันประหยัด หากใครพร้อมได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็จะช่วยลดเรื่องมลพิษต่างๆ ด้วย ตอนแรกตนก็ไม่อยากใช้ แต่พอมีวิกฤตน้ำมัน ครอบครัวก็บอกให้เอามาใช้เป็นตัวอย่าง เป็นสัญลักษณ์ พอเอามาลองใช้ก็ติดใจ สะดวกดี ไม่ต้องกังวลเรื่องเติมน้ำมัน ใครมีความพร้อมก็เป็นการประหยัดอีกทางหนึ่ง ประหยัดกว่าน้ำมันแน่นอน”

ต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯ ขับรถยนต์ไฟฟ้าออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อถึงบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ นายอนุทินได้หยุดรถแล้วลดกระจกพูดคุยกับชายวัยกลางคน ที่ยืนถือป้ายข้อความว่า “ท่านนายกฯ ครับ ช่วยจับคนโกงเงินประชาชน เมื่อท่านรู้แล้วทำไมจึงนิ่งเฉยแบบนี้ คนจนต้องการเงินที่ส่งไปแล้ว ขอคืนด้วยครับ” “ท่านอย่าปกป้องคนโกงเงินคนจน มีรายชื่อทำไมไม่จับ” ซึ่งพบว่ามายืนเกือบทุกวัน โดยนายอนุทิน ได้สอบถามว่า ได้ทำเรื่องเข้ามาแล้วหรือยัง ชายคนดังกล่าวจึงตอบว่า “ทำเรื่องไว้แล้วแต่มันเงียบ” นายอนุทิน จึงกล่าวตอบไปอีกว่า “กลัวเป็นลมเป็นแล้งยืนทั้งวันเลยหรือ” ชายคนดังกล่าวตอบว่า “ยืนทุกวันเลยครับ ผมต้องการความถูกต้อง เพราะชาวบ้านเดือดร้อน” จากนั้น นายกฯ ได้ขับรถเดินทางกลับ

เอกชัย วืดประกันอีก! ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.110

เอกชัย วืดประกันอีก! ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.110

เอกชัย วืดประกันอีก! ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.110

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.52 น.

7 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ยกคำร้อง! ศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวคดี ม. 110 ‘เอกชัย’ เห็นว่ามีสิทธิรักษาตามระเบียบ เจ้าตัวระบุยังไม่ได้ตรวจ CT Scan เพื่อหาสาเหตุอาการปวดแผล

ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี หลังมีการยื่นประกันตัวไปเมื่อ 31 มี.ค. 2569

ในการยื่นประกันครั้งนี้ได้ระบุเหตุผลเกี่ยวกับอาการป่วยของเอกชัยที่เคยเป็นโรคฝีในตับ และมีอาการเจ็บบริเวณตับ ปัสสาวะไม่สุด โดยคาดว่าอาจเกี่ยวกับการถูกคุมขังที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่า “กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม อาการเจ็บป่วยจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”

ศาลฎีกายกคำร้องเป็นครั้งที่ 3 ด้านเอกชัยยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan ที่ รพ.ราชทัณฑ์

เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ จากศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เป็นลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา สำหรับกรณีของเอกชัยนั้น การยื่นประกันตัวครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3

ในคำร้องได้ระบุว่าได้มีการเสนอหลักทรัพย์เป็นวงเงินประกัน 1,000,000 บาท และจำเลยยินยอมให้มีการติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) รวมถึงยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพื่อป้องกันการหลบหนี พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลหลักเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพของเอกชัย ซึ่งการคุมขังอย่างไม่ถูกสุขลักษณะทำให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2566 ขณะที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่น จำเลยป่วยเป็นโรคฝีในตับ ซึ่งติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี หลังจำเลยพ้นโทษในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ก็ยังคงต้องตรวจ CT Scan เพื่อติดตามโรคทุก 3-6 เดือน

ต่อมาตั้งแต่กันยายน 2568 ที่จำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ จำเลยร้องขอให้ตรวจ CT Scan ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 แต่ไม่เคยถูกเรียกเข้าตรวจ โดยเห็นว่าสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะภายในเรือนจำ ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง โดยจำเลยเริ่มมีอาการปวดแผล

จนวันที่ 4 มี.ค. 2569 มีอาการเจ็บใกล้จุดที่เคยรักษาฝีในตับ และมีอาการปัสสาวะไม่สุด ก่อนถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2569 จนเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ขณะยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ก็ยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan

ต่อมา คำร้องขอประกันถูกส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาในวันที่ 3 เม.ย. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยคำสั่งลงวันที่ 1 เม.ย. 2569 ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

ทั้งนี้พบว่า เมื่อ 27 มี.ค. 2569 เอกชัยถูกส่งตัวกลับจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว ในขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรมให้ตรวจสอบปัญหาการรักษาพยาบาลในกรณีของเอกชัย พร้อมเรียกร้องให้คืนสิทธิการประกันตัว

ราชทัณฑ์ออกชี้แจง – ส่วนจดหมายเอกชัย ระบุถูกส่งตัวกลับเรือนจำโดยยังไม่ได้ตรวจ CT Scan ยังไม่ทราบสาเหตุที่ปวดแผล

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2569 ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกแถลงชี้แจงถึงกรณีของเอกชัย โดยระบุถึงผลการตรวจอัลตราซาวน์ช่องทางส่วนบน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 พบภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย ซึ่งแพทย์ได้แจ้งผลให้เอกชัยทราบ และมีความเห็นว่าอาการดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย สามารถกลับไปคุมขังและดูแลต่อที่เรือนจำได้

และผลการตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยผลการตรวจเลือดและปัสสาวะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน และภาวะอักเสบรุนแรง แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองด้วยวิธีฝึกกลั้นปัสสาวะ พร้อมจัดยาให้รับประทานต่อเนื่อง 4 เดือน เพื่อบรรเทาอาการและช่วยระบบขับถ่าย และมีความเห็นให้ส่งตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 พร้อมกับนัดหมายติดตามอาการอีกครั้งในวันที่ 14 ก.ค. 2569

ขณะเดียวกันวันที่ 7 เม.ย. 2569 เอกชัยยังได้ส่งจดหมายจากเรือนจำกลางคลองเปรม มาถึงโครงการ Freedom Bridge เพื่ออัปเดตอาการเจ็บป่วยของเขา โดยระบุเนื้อหาว่า

“13 มี.ค. ที่ผ่านมา รพ.ราชทัณฑ์ รับผมเป็นคนไข้ในเพื่อตรวจอาการปวดแผลบริเวณที่ผมเคยผ่าตัดตับก่อนหน้านี้ เนื่องจาก รพ.ราชทัณฑ์ เกรงอาการปวดแผลนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคเดิม

แม้ รพ.ราชทัณฑ์จะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเตียงคนไข้กว่า 500 เตียง แต่มีแพทย์เฉพาะโรคเพียงไม่กี่คน เครื่องมือทางการแพทย์จำกัด บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ การตรวจรักษาผู้ต้องขังที่นี่จึงไม่สมบูรณ์

22 ก.ย. (2568) ที่ผ่านมา ผมร้องขอการตรวจ CT Scan เพื่อติดตามโรคฝีในตับที่ผมเคยรักษาที่นี่ แต่ผ่านไปเกือบ 6 เดือน ผมยังคงไม่ได้รับการตอบสนอง จนผมเริ่มมีอาการปวดแผลตั้งแต่ 4 มี.ค. (2569) ที่ผ่านมา

23 มี.ค. (2569) ที่ผ่านมา ผมได้รับการตรวจ Ultra Sound แพทย์แจ้งว่าไม่พบความผิดปกติใด ผมยังคงมีอาการปวดแผลเป็นระยะ ๆ แพทย์จึงสันนิษฐานผมมีอาการกระบังลมอักเสบ และจ่ายยาแก้อักเสบเพียง 2 วัน

27 มี.ค. (2569) ที่ผ่านมา ผมถูกส่งตัวกลับ รจ.คลองเปรม โดยยังไม่มีการตรวจ CT Scan ตราบใดที่ผมยังไม่ทราบสาเหตุอาการปวดแผลที่ชัดเจน ผมคงต้องออก รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อพบแพทย์เป็นระยะ ๆ”