อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

อนุทิน-ธนาธร ประจันหน้ากลางกรุงเก่า ยิ้มแย้มจับมือทักทาย ก่อนแยกย้ายหาเสียง (คลิป)

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

‘อนุทิน​‘ ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ป๊ะเข้ากับ ‘ธนาธร’ กำลังช่วย ‘พรรคส้ม’ ขอคะแนน โบกมือ-จับมือทักทาย ส่งซิกถาม-ตอบ ‘พี่ไปทางโน้น​ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้ เสียงจะได้ไม่ตีกัน’ ก่อนแยกย้าย ด้าน  ‘แม่ค้า’ ตะโกน เลือกอยู่แล้ว​ ตั้งแต่ประกาศไม่เอากาสิโน​

วันที่ 28 มกราคม 2568 เมื่อเวลา 07.45 น. ที่ตลาดเจ้าพรหม จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์​ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ​นางสมทรง พันธ์​เจริญวรกุล​ นายก อบจ.​พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ช่วยนายทรงพล สุขสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต1 พรรคภูมิใจไทย หาเสียง​ โดยมีประชาขนมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น​ โดยทันทีที่มาถึงนายอนุทินได้กราบสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาด 

จากนั้นได้เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและ ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งบอกกับนายอนุทินว่า​ “เลือกอยู่แล้วตั้งแต่นายไชยชนก​ ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศไม่เอากาสิโน​” ทำให้นายอนุทินตอบกลับว่าพรรคเราไม่เอากาสิโนอยู่แล้ว 

นอกจากนี้ ระหว่างเดินมีประชาชนมาสะท้อนปัญหาตลาดแห่งนี้ที่พบความสกปรก ขณะที่นายอนุทินยอมรับว่า ได้รับการร้องเรียนมามากว่าสกปรก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้ตลาดต้องช่วยกันด้วย ขณะที่พ่อค้ายังกล่าวอีกว่า ปกติมีหนูวิ่งพลุกพล่านมาชนประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาด ดีวันนี้ไม่มีหนูวิ่งมาชนนายกฯ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนายอนุทิน และคณะได้เดินมายังจุดกลางตลาด ได้พบกับนายธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ของพรรคประชาชน โดยนายอนุทินได้โบกมือทักทายก่อนที่จะเดินมาจับมือกัน​ ซึ่งนายธนาธรได้ยกมือไหว้ในอนุทินพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ไปทางโน้น​ใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้” นายอนุทิน จึงบอกว่า “เสียงจะได้ไม่ตีกัน” พร้อมทักทาย นายทวิวงศ์ โตทวิวงษ์​ ผู้สมัครสส.พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ​ว่า “เคยเจอกัน” จากนั้นจึงแยกกันไปในหาเสียงในตลาดต่อ

ขณะเดียวกัน พ่อค้าในตลาดยังสอบถามในอนุทินว่า การที่ชาวนาเผานามันทำให้เกิดมลพิษส่งไปถึงกรุงเทพฯเลยหรือ นายอนุทินยอมรับว่าใช่ มันผิดกฎหมายนะ พ่อค้าจึงถามต่อว่าแล้วโรงงานไฟฟ้า​ โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันล่ะ นายอนุทินจึงชี้แจงว่า มีระบบกรองมลพิษ

ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งยังมีชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยได้ตะโกน บอกนายอนุทินว่า​ ”ถ้าได้แล้วขอให้มาเดินแบบนี้นะ”

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

จับตาแผนขจัด เตียบัญ อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้ ฮุนเซน ผวาโดนโค่น

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

จากกรณีที่เกิดกระแสข่าวลือบนโลกออนไลน์ของ ฮุนเซน พ่อของนาย ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรของประเทศกัมพูชา โดยให้ นาย เตียบัญ เป็นคนกลางในการโทรศัพท์เจรจาขอเคลียกับประเทศไทยว่าให้เปิดด่านนั้น

ล่าสุดวันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “แผนล้ำลึก ฮุนเซนรู้ทั้งรู้อยู่เต็มอก ไทยไม่ยอมเปิดด่านง่ายๆแน่นอน สั่งให้เตียบันมาขอเคลียร์กับไทย คำตอบรู้อยู่แล้วว่า​ ไม่เปิด ด่าเตียบันในที่ประชุมว่าทำงานเหลวนี่เป็นแผนปลดเตียบันหรือเปล่า เจรจาล้มเหลวก็ต้องเปลี่ยนตัว ปลดๆๆๆๆ ตัดตัวอันตรายที่จะมาโค่นอำนาจ ตัดเสี้ยนหนาม​ รักษาเก้าอี้”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนตืแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายกับโพสต์ของ นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง ที่มีต่อ ฮุนเซน เช่น

“กำจัดหอกข้างแคร่”

“ทนได้ก็ทนไป ไม่เกี่ยวกับไทยโว้ย”

“ก็มันเรื่องของคนแก่ปกครองคนโง่ ไม่เกี่ยวกับไทย หรือจะหาเรื่องอีก”

“เตียบัญเองคงคิดได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป”

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart, เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia 

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

เปิดหน้าชก! หมอชนบท สวน หมอเอก ซัด งูเห่า-หนูสั่งมา

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.36 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อหมอเอกภพ  ที่ประชาชนทั้งประเทศรู้จักกันดี ในนาม งูเห่า ขุดคุ้ย กล่าวหาใส่ความ หมอสุภัทร ก็ฝากเตือนสติ  ทุกครั้งที่มีวิกฤติ  คนเป็นผู้นำแก้ไขสถานการณ์อะไรได้บ้าง 

แค่ #โควิดกระจอก  ยังก้องในหู  บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

หลังจากที่มีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จากแรงงานข้ามชาติที่อพยพเข้ามาภายในประเทศ นายอนุทินจึงได้กล่าวถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 ในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ณ สนามหลวง ไว้ว่า

“เวลานี้ความพร้อมของเรามีเต็มที่ อย่างไรก็สามารถควบคุมได้ อีก 6 เดือนก็มีวัคซีนออกมา จึงขอให้มั่นใจไม่จำเป็นต้องปิดจังหวัด เพราะโควิดกระจอก ถ้าเราเข้าใจและมีอาวุธพร้อม สามารถรับมือได้”

คำว่า “กระจอก” เป็นคำพูดที่บุคลากรทางการแพทย์หลายคนไม่เห็นด้วย เช่น รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ใน facebook ถึงสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก โดยส่วนท้ายของโพสต์ มีความว่า 

“หวัดธรรมดา…เห็นคำนี้ก่อนระลอกแรกมาแล้ว โชคดีที่ทุกคนในประเทศช่วยกันเต็มที่จึงรอดมาได้ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่หวัดธรรมดา

“ไวรัสกระจอก…เห็นคำนี้แล้ว เราต้องสู้ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดระลอกสอง เพราะจะแรง เร็ว คุมยาก ยืนยันว่ามันไม่ใช่ไวรัสกระจอก เห็นชัดๆ ว่าติดไปแล้วเกือบ 76 ล้าน ตายไปแล้วกว่า 1.6 ล้านคนทั่วโลก”

ต่อมาทางเพจยังโพสต์อีกว่า ATK Lepu จีน 70 บาท เกรดC StandardQ 230 บาท เกรดA หมอเอกภพ งูเห่าอนาคตใหม่ ย้ายมาภูมิใจไทย เจตนาพูดความจริงให้คนเข้าใจผิด หนูสั่งมา ให้ออกมาให้ข่าวตีหมอสุภัทร

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด! เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด!  เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

ทำไมถูกชี้ว่าทำผิด! เพจดังสรุป 5 ข้อหาหนัก ทำ หมอสุภัทร เจอวิบากกรรมวินัย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  70 บาทคือราคาซื้อจริงของรพ.รัฐ  300 บาทคือค่าตรวจ ที่สปสช.จ่ายรพ. 250 บาท คือ ราคาซื้อของ รพ.จะนะ

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ชี้แจงว่า คดีวินัยของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผลจากข้อเท็จจริงด้านการจัดซื้อและการบริหารงบประมาณสาธารณสุขที่ตรวจสอบได้ โดยสามารถแยกเป็นขั้นตอนชัดเจนดังนี้

ขั้นที่ 1 : ตั้งเงื่อนไข “WHO” โดยไม่จำเป็น
ในช่วงโควิดปี 2564 มีการกำหนดเงื่อนไขให้ ATK ต้องผ่านการรับรองจาก WHO เท่านั้น
ทั้งที่ในทางวิชาการ มาตรฐาน อย.ไทย เพียงพอและใช้กันทั่วไป
ผลที่เกิดขึ้นคือ
ผู้ขายถูกจำกัดเหลือเพียงไม่กี่ราย
เอกชนต่างชาติร้องเรียนว่าเป็นเงื่อนไขไม่เป็นธรรม
สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการ “ล็อกสเปก” หรือไม่

จุดนี้ถูกมองว่า เป็นการใช้อำนาจกำหนดสเปกที่ไม่จำเป็นต่อคุณภาพ แต่มีผลต่อราคา

ขั้นที่ 2 : เมื่อไม่ล็อกสเปก รัฐซื้อได้ “ถูกจริง”
ต่อมา องค์การเภสัชกรรม ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ
ผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้น
เกิดการแข่งขันด้านราคา
รัฐสามารถจัดซื้อ ATK ได้ในราคา ประมาณ 70.09 บาท/ชุด
ต่ำกว่าราคากลาง 120 บาท และต่ำกว่าราคาตลาด 200–300 บาท

จุดนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาด แต่เกิดจากการตั้งเงื่อนไขเอง

ขั้นที่ 3 : แต่ รพ.จะนะ กลับซื้อแพงกว่าเกือบ 3 เท่า
หลังจากรัฐพิสูจน์แล้วว่าสามารถซื้อ ATK ได้ในราคาต่ำ
โรงพยาบาลจะนะ ซึ่ง นพ.สุภัทร เป็นผู้บริหาร กลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ 250 บาท/ชุด
คำถามสำคัญคือ
หากรัฐบาลซื้อได้ 70 บาท เหตุใดโรงพยาบาลระดับอำเภอจึงต้องซื้อแพงกว่าเกือบ 3 เท่า
เป็นเพราะคุณภาพสูงกว่า หรือเป็นผลจากสเปกที่ตั้งไว้เฉพาะเจาะจง

จุดนี้เป็นหัวใจของข้อกล่าวหาเรื่อง ความไม่คุ้มค่าและความเหมาะสมในการใช้งบรัฐ

ขั้นที่ 4 : การสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด
นพ.เอกภพ ระบุว่า มีการอ้างต่อสาธารณะว่า
“โรงพยาบาลซื้อ ATK ถูกกว่ารัฐ เพราะรัฐซื้อ 300–400 บาท”
แต่ข้อเท็จจริงคือ
ตัวเลข 300–400 บาท ไม่ใช่ราคาซื้อ ATK ของรัฐบาล
เป็นเพียง ค่าบริการตรวจ ATK ที่ สปสช. จ่ายชดเชยให้โรงพยาบาล

การนำ “ค่าบริการ” มาเปรียบเทียบกับ “ราคาจัดซื้อ” ถูกมองว่าเป็นการ บิดเบือนข้อมูล ทำให้สังคมเข้าใจผิด

ขั้นที่ 5 : ความผิดไม่ใช่จุดเดียว แต่เป็น “พฤติกรรมต่อเนื่อง”
เมื่อพิจารณาร่วมกับประเด็นอื่น เช่น
การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง
การแบ่งสัญญาไม่เกิน 1.99 ล้านบาท
การทำสัญญาก่อนหรือวันเดียวกับการประกาศซื้อ
อ.ก.พ.จึงมองว่า

 ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค

แต่เป็น พฤติกรรมการบริหารที่ขัดหลักความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง

สรุปในมุม “หมอเอกภพ”โควิดอาจเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแต่การตั้งสเปก การใช้เงินรัฐ และการสื่อสารต่อสังคมต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบและนี่คือเหตุผลที่คดีนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่เป็นการลงโทษทางวินัยจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม บอกคนไทยจะเอา อนาคตลูกหลาน ฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตได้ยังไง?

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.54 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสค์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ฝากอนาคต กับคนไม่มีอนาคต

หากเราจะฝากชีวิตลูกหลานไว้กับใครสักคน คนคนนั้นต้องมีอนาคตที่สดใสให้เราหวังพึ่งได้ แต่สภาพพรรคส้มที่ปราศรัยหาเสียงใหญ่โต จะปฏิรูประบบ รื้อโครงสร้างประเทศ มาลองดูว่า “เราจะฝากอนาคตไว้กับพรรคส้มได้ไหม?” แรกเริ่มเปิดตัว “The Professionals“ เสียใหญ่โต หลังจากนั้นหายจ้อยเงียบสนิท  ขึ้น “Miss called“ ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่รู้ว่าไปไหนหมด  ตอนนี้จึงกลายเป็น “The Invisibles” หายตัวไปหมดแล้ว

จากการคิดปฏิรูปทุกอย่างตั้งแต่การเมืองใหม่ ระบบราชการ คอร์รัปชัน เรื่องสีเทา ตามที่พรรคส้มหาเสียงไว้  ท้ายสุดแล้วจาก “หนังฮอลลีวู้ด” ลงทุนสร้างเป็นพันล้าน  กลับเป็นแค่ “ละครลิง“ ค่าตั๋วเข้าดูแค่ 10-20 บาท ใช้แค่ฉากผ้าม่านสีส้ม เพราะทั้งพรรคมีแค่ เท้ง ไอซ์ โรม วิโรจน์ ไหม และนอมินีธนาธรเท่านั้น ที่วิ่งโหมโรงตั้งแต่ต้นม้วนยันจบ โดยมีพิธาโผล่มาแจมตอนท้าย หนังใหญ่ฟอร์มยักษ์แต่ไฉนลงทุนน้อยค้ากำไรเกินควร แล้วบทละครก็ย้ำแต่ “อนาคตลูกหลาน“ แต่ไม่บอกว่าเอาไปฝากแล้วจะทำยังไง? อนาคตของลูกหลาน จึงถูกฝากไว้กับคนที่ล้วนไม่มี “อนาคต“ ทั้งสิ้น 

ธนาธร โดนโทษแบน 10 ปี  ชัยธวัช โดนโทษแบน 10 ปี  พิธา โดนโทษแบน 10 ปี  ช่อ คนนี้พิเศษ หมดสิทธิ์ตลอดชีวิต กลับเป็นภาระให้ลูกหลานด้วยซ้ำในยามแก่ชรา 

ส่วนอนาคตของพรรคส้มคนที่เหลือจ่อคิวอีก หาก ป.ป.ช. ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฟัน 44 อดีต สส. พรรคส้มเรื่องฝ่าฝืนมาตรฐาน จริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอชื่อแก้ ม.112  ก็เข้าแถวเรียงตัวถูกเชือดหมดอนาคตกันไปอีก ไล่ตั้งแต่ เท้ง ไหม โรม วิโรจน์ และอีก 40 พรรคส้มตัวตึงเต็มจำนวนไม่ขาดตกบกพร่อง แปะข้างฝาไว้ได้ว่า ”อนาคตริบหรี่“ คงไปฝากอนาคตไม่ไหว เพราะขนาดอนาคตตัวเองยังไปไม่รอด  ส่วนอนาคต ”ดาวกฤษ์“ อย่างไอซ์ รักชนก ก็โดนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี 2 ข้อหา ม.112 กับ พรบ.คอม ไปแล้ว หากอุทธรณ์ลงยืนตามศาลชั้นต้น คงต้องเข้าคุกก่อนจนถึงฎีกา  คดี ม.112 จบไม่สวยสักคน อนาคตตัวจี๊ดดับไปอีก  กลับมาการเมืองได้อีกที ไอซ์พ้นโทษคุก และหมดโทษแบน อายุคงใกล้ 50 ปี “พรรคส้ม“ จึงไม่เหลืออนาคตที่ไหนให้ฝาก ในเมื่อแต่ละคน “ไม่มีอนาคต” กันทั้งนั้น

เมื่อเริ่มด้วยการไปแตะ ม.112 กลับหมดอนาคตด้วย ม.112 อนาคตที่กำหนดด้วยตัวเอง ไม่มีศัตรูคู่แข่งทางการเมืองพรรคไหนไปทำลาย แล้วพวกเราคนไทยจะเอา ”อนาคตของลูกหลาน“ ไปฝากไว้กับคนไม่มีอนาคตของตัวเองได้ยังไง?

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

ปชน. ป้อง หมอสุภัทร ถูกปลดออกจากราชการ ส่อเจตนากลั่นแกล้ง ลั่นพร้อมสู้ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party เผยแพร่แถลงการณ์พรรคประชาชน กรณีการปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ โดยระบุว่า

ตามที่มีข่าวปรากฏว่า ในวันที่ 22 มกราคม 2569 อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน มีมติเสียงข้างมากให้ปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีต ผอ. โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ออกจากราชการ ซึ่งปัจจุบันนายแพทย์สุภัทรได้ลาออกจากราชการมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนในจังหวัดสงขลา เขต 2

พรรคประชาชนขอแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

1. พรรคยืนยันว่า ในขณะนี้ นายแพทย์สุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ในจังหวัดสงขลา เขต 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดังกล่าว

2. พรรคยืนยันว่า หากกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากราชการด้วยเหตุผิดวินัยร้ายแรง พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทร จะดำเนินการต่อสู้ในกรณีดังกล่าว ทั้งในชั้นกระบวนการภายในของระบบราชการ ในกระบวนการชั้นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเขต 2 จังหวัดสงขลา และในชั้นกระบวนการทางศาลอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลทางข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางบรรทัดฐานไว้

3. พรรคประชาชนเห็นว่า หากการออกคำสั่งให้ปลดนายแพทย์สุภัทรออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ออกคำสั่งมีเจตนากลั่นแกล้งให้นายแพทย์สุภัทร ต้องเสียหาย ไม่สามารถเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้ พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรก็จำเป็นต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุด เพื่อประโยชน์ในการรักษาความยุติธรรมในระบบราชการ รักษาสิทธิโดยชอบของนายแพทย์สุภัทร และรักษาสิทธิของประชาชนที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งให้นายแพทย์สุภัทร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสงขลา เขต 2

แถลง ณ วันที่ 27 มกราคม 2569

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

พี่ดี้ ลั่น! 3 ก.พ.ปีนี้ งานวันทหารผ่านศึก จะไม่เหมือนเดิม ปลุกคนไทยรำลึก รั้วของชาติ ผู้เสียสละ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  มีคนถามกันมาเยอะ เพราะคุณน้องปองอันลีของฉัน  ป่าวประกาศไปทั่วละ  ว่าปีนี้ งานวันทหารผ่านศึกจะไม่เป็นแบบที่เคยเป็นมา

3 กุมภาของทุกปี เป็นวันทหารผ่านศึก เป็นวันที่ทุกคนจำไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยอิน ฉันเองก็ด้วย ก็เห็นแต่เขาขายดอกป๊อบปี้กัน เคยซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง แล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ  คนไทยเราไม่อินกับวันทหารผ่านศึก เพราะบ้านเราไม่เคยมีศึก มานาน  นึกภาพทหารที่ต้องผ่านศึกไม่ออก จะมีความไม่สงบบ้างที่ด้ามขวาน แต่ก็ยังไม่รู้สึกกันว่าเป็น “ศึก”วันทหารผ่านศึกที่ผ่าน ๆ มา จึงเป็นแค่ภาพข่าว  มีพิธีการรำลึกแบบเงียบ ๆ ง่าย ๆ แล้วก็จะเห็นภาพทหารเก่าสูงวัยบนรถเข็น ใส่หมวกแกริสัน (หมวกพับ) มีเหรียญตราติดเต็มไปหมดแล้วก็จบ วันทหารผ่านศึก 

แต่ปีนี้ มีศึก จากประเทศข้างบ้าน ที่ไม่เคยนึกถึงข้าวแดงแกงร้อน ไม่นึกถึงบุญคุณ ไม่นึกถึงเหี้ยอะไรทั้งนั้น เข้ามาเกเร สถุลถ่อย กับบ้านเรา เราจึงมีศึก หลังจากที่ไม่เคยมีนับห้าสิบกว่าปีหลังจากสงครามเวียดนาม และสงครามคอมมิวนิสต์

เมื่อมีศึก จึงเห็นค่าทหาร และค่าชีวิตของทหารก็คือเท่ากันกับพวกเราแนวหลัง  มีเลือดมีเนื้อ มีครอบครัว เหมือนกับพวกเราที่มีชีวิตหากินปรกติ นอนหลับ กินอิ่มในบ้านอย่างอุ่นใจ แต่เหล่าทหาร  เอาชีวิตร่างกายไปเป็นรั้วให้

ปีนี้ จะเป็นปีที่มีพิธีการบรรจุอัฐิ และสลักชื่อทหารผู้สละชีวิต ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  มากที่สุดในรอบห้าสิบปี

ฉันบอกตัวเองว่า จะทำไงดี ที่จะไม่ปล่อยให้วันทหารผ่านศึก เป็นวันรำลึกหงอยๆ อย่างเดิมอีกต่อไป ปีนี้คนไทยจะต้องมองเห็นทหารผ่านศึกได้มากกว่าที่ผ่านมา  แล้วก็คุยกับเพื่อน  ลุงแต๋ง ภูษิต ไล้ทอง  ลุงเจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม ปรึกษาน้องปองอันลีของฉัน ว่าทำไงดี

ทุกคนเห็นด้วย แล้วก็เริ่มถามหาแนวร่วมพี่ ๆ น้อง ๆ  เงินทองก็ยอบแยบกันแหละ แต่มันต้องมีคนที่ไม่ยอบแยบ เห็นด้วยมั่งสิน่า น้องปองมาก่อนเลย  มีเงินแฟนคลับแนวหน้าอยู่สี่แสน  พร้อมลงขัน จากนั้นก็ช่วยกันไปถามไถ่ผู้ไม่ยอบแยบทั้งหลาย  ว่าสนใจจะลงขันมั่งไหม  ก็ลงขันกันมา ทั้งปัจจัยสี่ ทั้งแรง ทั้งความคิด ได้ทีมงานมืออาชีพน้อง ๆ มาช่วยจัดการในราคาย่อมเยา  ได้วงดนตรีมาราคายิ้มแย้ม  จะมีแสงเสียง  ถล่มภูเขาเผากระท่อม ขนาดไหน ก็แล้วแต่น้องจะกรุณา  แต่ขออย่าให้เข้าเนื้อละกัน

ได้น้อง ๆ ศิลปินที่จะขึ้นเวที ร้องเพลงที่ไม่ใช่เพลงของตัวเอง   แต่เป็นเพลงที่รำลึกถึงอัฐิทุกชิ้นในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่น ซึ่งต้องซ้อม  ต้องจำเนื้อเพลง ใครสะดวกก็มา  ใครไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร มาด้วยใจ  แต่ก็มีค่าเหนื่อยให้เหมาะสม ไม่มีการเรียกใครมาฟรี

จนถึงคืนนี้  นาทีนี้ คิวงาน ยังไม่สรุปเป๊ะ   วันซ้อมยังจัดตารางอยู่ แต่แหม น้องปองอันลีของกูเอาไปแพร่หมดละ น่าจะมีถ่ายทอดด้วย แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะมีช่องไหน  ก็คงช่องออนไลน์ที่ไหนสักช่องแหละ เดี๋ยวบอกอีกที แต่จัดไว้ละ วันศุกร์ที่ 30 นี่  เวลาบ่ายโมงจะแถลงข่าวและรายละเอียด  ที่ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งนี่ก็ยังไม่ได้ติดต่อเขาเลย  แต่คิดว่าเขาคงไม่ว่าไร นักข่าวถ้ามาอ่านเจอ ก็ช่วยกันมาได้ตามสะดวก.

วันเสาร์ ถึงจะได้ซ้อมเพลงกันเป็นครั้งแรก 5555 วุ่นวายขายปลาช่อนน่าดู

วันอังคารที่ 3 นะ วันทหารผ่านศึก มารำลึกถึงพวกเขาทั้งหลายตั้งแต่สงครามโลก สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม  สงครามคอมมิวนิสต์ แล้วก็มีสงครามการเมืองกันเองในบ้าน มาอีกห้าสิบปี จนวันนี้ เราได้เห็นสงครามอีกครั้งแล้ว

ใครอยากมาร่วมรำลึกถึงทหารกัน มาเจอกันนะ  วันอังคารที่ 3 ตั้งแต่ 16.00 น.เป็นต้นไป ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

‘หมอสุภัทร’ระทึก ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

‘หมอสุภัทร’ระทึก  ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

‘หมอสุภัทร’ระทึก ลุ้นศาลชี้ขาดคุณสมบัติชิงสส.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประธานกกต.ไฟเขียว ส่งศาลฎีกาชี้ขาดปม นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ขาดคุณสมบัติลงสมัครสส.สงขลา พรรคประชาชน หรือไม่ หลัง อกพ.สาธารณสุขปลดออกจากราชการ ด้าน รมว.สธ.ยันไม่ได้กลั่นแกล้ง

เมื่อวันที่ 26 มกราคมนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุขมีมติปลดนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ จากข้อกล่าวหาจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในโครงการหมอชนบทบุกกรุงปี 2564 ผิดระเบียบ ว่า ตนทราบจากข่าวจากสื่อมวล ชน แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผอ.กกต.จังหวัดสงขลา ถ้าเขาขาดคุณสมบัติจริง ผอ.กกต.สงขลา ก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินการถอนชื่อการเป็นผู้สมัครสส. ทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเขาถูกปลดออกจากราชการจริงหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า มติของบอร์ดกระทรวงสาธารณสุข มีความชัดเจนแล้วว่าให้ออกจากราชการ หมายความว่า นพ.สุพัฒน์ กล่าวว่า เราต้องยื่นคำร้องไปยังศาลฎีกา

ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งหมอสุภัทร ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนและนำเข้าที่ประชุม อ.ก.พ. เป็นไปตามวาระปกติ ไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง ตามที่มีการสอบสวนมา โดยมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่านายแพทย์สุภัทร ออกมาระบุว่าไม่มีการเรียกเข้าไปชี้แจง รมว.สาธารณสุขตอบว่า มีการเรียกเข้ามาตามขั้นตอนปกติ

เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงการจัดซื้อผิดระเบียบราชการใช่หรือไม่นายพัฒนา กล่าวว่า ในรายละเอียดมีหลายอย่าง แต่การจัดซื้อจัดจ้างและข้อเท็จจริงอยู่ในข้อเท็จจริง คือ มีการไปตรวจโควิด โดยเอาเอทีเคมาใช้ และมีการจัดซื้อจัดจ้างในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะนั้น และ การจัดซื้อจัดจ้างหากตนจำไม่ผิดมีทั้งหมดจำนวน 5ครั้ง เมื่อซักว่า มีการเบิกเอทีเค ออกมาใช้ และจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้เบิกของหลวง แต่ตนไม่แน่ใจว่าเอามาจากไหน แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวน และการทำหน้าที่ของ อ.ก.พ. ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งตนเป็นประธาน

ถามว่ามีการระบุว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างราคาถูก แต่ถูกลงโทษ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า คำว่าถูก ต้องไปดูว่านำไปเปรียบเทียบกับอะไร และการจัดซื้อเอทีเคในตอนนั้นตนทราบว่ามีการจัดซื้อในหลายแหล่งที่มา ซึ่งอันนี้เป็นแหล่งหนึ่ง แต่จะถูกที่สุดหรือไม่ขอให้ไปว่ากันในคณะกรรมการสอบสวน

ซักว่านายแพทย์สุภัทรยังสามารถอุทธรณ์มติได้ใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตามกฏหมายน่าจะเป็นอย่างนั้น ส่วนจะใช้ระยะเวลาอีกนานหรือไม่ต้องดูตามกฏหมายตนไม่ได้รายละเอียดในประเด็นนี้ ตนทำหน้าที่ในฐานะประธาน อ.ก.พ. หน้าที่เราก็คือเมื่อคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งเมื่อมีคณะกรรมการสอบสวนซึ่งตั้งขึ้นมามานานแล้ว และมีข้อสรุปมาระบะหนึ่ง กระทั่งมีการตรวจสอบ และนำเข้าที่ประชุมข้อเท็จจริงก็พิจารณาตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า มีการมองว่ามีการตัดขาพรรคประชาชน ที่อาจหาผู้สมัครแทนไม่ทัน รมว.สาธารณสุขปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ และการประชุมเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีวาระนี้ในวาระเร่งด่วน และไม่ใช่วาระเดียวยังมีวาระอื่น ที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาวินัยอีกเกือบ 20 รายการ ซึ่งเป็นวาระประจำของการประชุม อ.ก.พ.อยู่แล้ว ไม่ได้มีวาระเกี่ยวข้องกับการเมือง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีการดำนินวินัยข้าราชการช่วงรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ว่า เรื่องวินัยทำได้ตลอด เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจการลงโทษทางวินัย เป็นไปตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน

เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย – Ramkhamhaeng Network for Democracy โพสต์ข้อความระบุว่า สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีมติของคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข ที่มีมติให้ลงโทษวินัยร้ายแรงแก่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากการจัดซื้อชุดตรวจโควิด19(ATK) ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินของการระบาดโควิด19 ในช่วงปี 2564 ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยเผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขรุนแรงที่สุด ทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต ขณะที่ระบบตรวจคัดกรองและเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ ภายใต้บริบทนี้ ชมรมแพทย์ชนบทได้เข้าช่วยเหลือประชาชนในเมืองหลวง ภายใต้ปฏิบัติการ #แพทย์ชนบทบุกกรุง โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตประชาชนอย่างเร่งด่วน มิใช่การแสวงหาประโยชน์ใดๆ การดำเนินการจัดซื้อชุดตรวจATKในขณะนั้น เป็นไปภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณการใช้งานล่วงหน้าได้ การจัดซื้อจึงเกิดขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้ารับการตรวจทุกคนสามารถเข้าถึงการคัดกรองได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอบวินัยกลับให้ความสำคัญกับการตีความเชิงระเบียบ โดยตั้งข้อกล่าวหาเรื่อง “การแบ่งซื้อ” โดยแทบไม่ปรากฏการพิจารณาเจตนา ความจำเป็น และบริบทของวิกฤตสาธารณสุขในขณะนั้นอย่างรอบด้าน

สภานักศึกษามีความสงสัยต่อจังหวะเวลาของการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายปี และถูกหยิบยกขึ้นมาเร่งรัดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อันอาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิทางการเมืองและคุณสมบัติของผู้ถูกกล่าวหา คำถามสำคัญคือ เหตุใดคดีที่ค้างมานาน จึงถูกเร่งตัดสินในช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ เป็นไปอย่างเสมอภาคและปราศจากอคติจริงหรือไม่ หลักนิติธรรมกำลังถูกใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เห็นว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำหน้าที่เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรได้รับการคุ้มครองตามหลักความเป็นธรรม ไม่ใช่ถูกลงโทษย้อนหลังโดยละเลยบริบทและเจตนา การใช้อำนาจรัฐใด ๆ ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเป็นธรรมของกระบวนการ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราชการและประชาธิปไตย สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และยึดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากสาธารณชน เพราะในสังคมประชาธิปไตย ผู้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นผู้กระทำผิด #SAVEหมอสุภัทร

เปิดเซฟรมต. ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

เปิดเซฟรมต.  ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน  ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

เปิดเซฟรมต. ‘ศุภจี’ร่ำรวย307ล้าน ‘เอกนิติ’มี207ล้าน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ป.ป.ช.เปิดเซฟรมต.รัฐบาล“อนุทิน”เผย “วรภัค”อู้ฟู่ 1.39 พันล้าน สะสมนาฬิกาหรู 11 เรือน ขับรถปอร์เช่ 3.5 ล้าน ภริยาเศรษฐินีหุ้นกู้กว่า 900 ล้าน ด้าน ‘เอกนิติ’มีทรัพย์สินรวม207.7 ล้าน ขณะที่ ‘ศุภจี’ รวย 307 ล้าน ส่วน ‘พัฒนา’ ทรัพย์สินกว่า 1 พันล้าน อาจารย์บวรศักดิ์ มีทรัพย์สินกว่า 231 ล้าน

เมื่อวันที่ 27 มกราคมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เข้ารับตำแหน่ง รมช.คลังแจ้งมีทรัพย์สิน 39,691,712 บาท ได้แก่ เงินฝาก 5,101,220 บาท เงินลงทุน 3,778,451 บาท ที่ดิน 3 แปลง 7,262,040 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้าน 1 หลัง มูลค่า 3 ล้านบาท ยานพาหนะ 1 คันเป็นรถ Porsche Cayenne E-Hybrideมูลค่า 3.5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 2.4 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 14,650,000 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 56,358 บาท แจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 1 ล้านบาท เป็นค่าจ้างและเงินเดือน รายจ่ายรวม 1.2 ล้านบาท

ส่วน น.ส.กนกพร ศีตวรรัตน์ คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยา แจ้งมีทรัพย์สิน 1,358,514,930 บาท ได้แก่ เงินฝาก 20,245,806 บาท เงินลงทุน 905 ล้านบาท (ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์) ที่ดิน 27 แปลง 211,589,050 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 15 รายการ อาทิ ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุด รวม 134,676,156 บาท ยานพาหนะ 3 คัน 15.6 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 233,927 บาท ทรัพย์สินอื่น 71,170,000 บาท มีหนี้สิน 9,898,425 บาท มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 25,995,700 บาท เป็นดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ 24,887,500 บาท รายได้จากการให้เช่าห้องชุด 1,108,200 บาท รายจ่ายรวม 16,867,709 บาท จำนวนนี้เป็นค่าเล่าเรียนบุตร 9 ล้านบาทรวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 1,398,206,653 บาท มีหนี้สิน 9,954,783 บาท

สำหรับทรัพย์สินที่น่าสนใจ เงินลงทุนของ น.ส.กนกพร 905 ล้านบาท ส่วนใหญ่คือหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ดีมีหุ้นสามัญบริษัท TransFi INC ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสหรัฐอเมริกา 0.833% ของบริษัท เมื่อวันที่18 มีนาคม 2565 มีมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน น.ส.กนกพร ยังแจ้งสะสม “งาช้าง” 1 คู่ ระบุจำวันเดือนปีที่ได้มาไม่ได้ มูลค่า 3 ล้านบาท สร้อยคอ 3 เส้น 4,150,000 บาท ต่างหู 24 คู่ 14,140,000 บาท แหวน 27 วง 24,960,000 บาท กำไล 12 วง 8.9 ล้านบาท นาฬิกา 10 เรือน 10 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนนายวรภัค สะสมนาฬิกาหรู 11 เรือน เช่น Patek Philippe รุ่น 5164 มูลค่า 1.5 ล้านบาท รุ่น 5990 มูลค่า 2.5 ล้านบาท รุ่น 5905 มูลค่า 1.7 ล้านบาท รุ่น 5711/1P มูลค่า 3.6 ล้านบาท รุ่น 5712 มูลค่า 1 ล้านบาท รุ่น 5726 มูลค่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนาฬิกายี่ห้อ Parmigianiรุ่น 8 day มูลค่า 5 แสนบาท รุ่น Chronograph มูลค่า 3 แสนบาท มีนาฬิกา Grand Seiko รุ่น GMT มูลค่า 2 แสนบาท นาฬิกายี่ห้อ Panaraiรุ่น MGT มูลค่า 1 ล้านบาท และนาฬิกายี่ห้อ A.Lange& shone มูลค่า 9 แสนบาท มีสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พระเลี่ยมทอง 1 องค์ มูลค่ารวม 3 แสนบาท

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังโดยนายเอกนิติและนางร้อยแก้ว คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 207,789,386 บาทและมีหนี้สินทั้งสิ้น 1,905,850 บาท

แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายเอกนิติ 163, 861,913 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 17,995,542 บาท เงินลงทุนในพันธบัตร ,กองทุนเปิด และหุ้นต่างๆ 119,667,780 บาท ที่ดิน 3 แปลงใน กทม.และ จ.กาญจนบุรีรวมมูลค่า 16,673,095 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลังเป็นบ้านพักและห้องชุดใน กทม.รวมมูลค่า 7,580,496 บาท ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่า 150,000 บาทบาท ทรัพย์สินอื่น ได้แก่ นาฬิกา 3 เรือน รวมมูลค่า 1,750,000 บาท แจ้งมีหนี้สิน เป็นเงินกู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่25 กันยายน 2555 สัญญาเงินกู้ 3 ล้านบาท และเหลือยอดหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 24 กันยายน 2568 รวม 1,905,850 บาท

นายเอกนิติ แจ้งว่ามีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 51,314,874 บาท ประกอบด้วย เงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง 1,678,517 บาท ค่าตอบแทนกรรมการ 16,215,637 บาทเบี้ยประชุม/ค่าบรรยาย/สอน 400,000 บาท ดอกเบี้ย/ เงินปันผล 3ล้านบาทขายรถยนต์ 1.8 ล้านบาท ขายหลักทรัพย์/กองทุน 18.5ล้านบาท การรับให้จากบุพการี 9,720,718บาทแจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 18.1 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและอุปโภคบริโภค 2 ล้านบาท เบี้ยประกัน 150,000 บาท กิจกรรมสังคม 500,000 บาท ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 150,000บาท ค่ารักษาพยาบาล 1.5 ล้านบาท ค่าอุปการะบิดา มารดา 200,000 บาท ค่าเดินทางท่องเที่ยว 800,000 บาท เงินบริจาค 1.3 ล้านบาท ซื้อหลักทรัพย์และกองทุน 11.5 ล้านบาท

ส่วนนางร้อยแก้ว แจ้งมีทรัพย์สินรวม 43, 972,473 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 11,618,827 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 15,689,725 บาท ที่ดิน 2 แปลงใน กทม.รวมมูลค่า 6,695,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลังใน กทม.7,309,920 บาท ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่า 1.1ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นเช่น นาฬิกา แหวน สร้อยคอ เป็นต้น รวมมูลค่า 1,559,000 บาท

นางร้อยแก้ว แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 11,622,131 บาท ประกอบด้วยเงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง 4,065,046 บาท ดอกเบี้ย / เงินปันผล 500,000 บาท ขายหลักทรัพย์/กองทุน 1,057,085 บาท การรับให้จากบุพการี 6 ล้านบาท แจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 5.45 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวอุปโภคบริโภค 2 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกัน 50,000 บาท ค่ากิจกรรมสังคม 1 ล้านบาท ค่าอุปการะบิดามารดา 400,000 บาท ค่าเดินทางท่องเที่ยว 500,000 บาท เงินบริจาค 500,000 บาทซื้อหลักทรัพย์และกองทุน 1 ล้านบาท

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 280,109,787 บาท ได้แก่ เงินฝาก 20,881,666 บาท เงินลงทุน 95,918,044 บาท ที่ดิน 1 แปลง 3 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการเป็นห้องชุดมูลค่า 19,132,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 87,546,186 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 53,631,890 บาท มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 79,887 บาท แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 40,155,492 บาท แบ่งเป็น เงินเดือนและโบนัส 13,425,241 บาท ค่าเบี้ยประชุมกรรมการ 8,992,343 บาท เงินที่ได้จากการเกษียณอายุ 17,737,907 บาท รายจ่ายรวม 9,076,000 บาท

ส่วนนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานบริษัท ไลฟ์สแปนแคร์ จำกัด คู่สมรสอยู่กินกันฉันสามีภริยา แจ้งมีทรัพย์สิน 27,610,618 บาท ได้แก่ เงินฝาก 658,774 บาท เงินให้กู้ยืม 2.7 ล้านบาท (ให้แก่ บจ.ไลฟ์สแปนแคร์ บริษัทที่ตัวเองเป็นประธาน) ที่ดิน 3 แปลง 18,666,900 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 หลังเป็นบ้านพักอาศัยตึกสองชั้น มูลค่า 2,374,944 บาท ยานพาหนะ 4 คัน 2,810,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 4 แสนบาท มีหนี้สิน 222,633 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 2,550,000 บาท เป็นเงินเดือนและโบนัส รายจ่ายรวม 9 แสนบาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 307,720,405 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 302,521 บาท

นางศุภจี สะสมเครื่องประดับหลายรายการ เช่น ชุดเครื่องประดับ 8 รายการ 2,458,000 บาท สร้อยคอ 13 เส้น 1,375,000 บาท กำไลและสร้อยข้อมือ 8 อัน 2,505,000 บาท แหวน 25 วง 14,650,000 บาท ต่างหู 39 อัน 20,220,000 บาท เข็มกลัดและจี้ 17 อัน 4,170,000 บาท เครื่องประดับทองคำ 13 รายการ 1,135,000 บาท กระเป๋า เข็มขัด นาฬิกา 7,118,890 บาท

ขณะเดียวกัน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข มีทรัพย์สิน 1,092,128,958 บาท เป็นทรัพย์สินนายพัฒนา 60,185,0820 บาท เช่น เงินลงทุน 43.2 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 6.2 ล้านบาท ทรัพย์สิน น.ส.อัจฉรา รัตนธนาสาร คู่สมรส 1,031,943,875 บาท ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนถึง 940,276,298 บาท เงินให้กู้ยืม 16.9ล้านบาท ที่ดิน 11.8 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ 14.7 ล้านบาท โดยแจ้งว่ามีหนี้สิน 247,616,384บาท

ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน 231,930,848 บาท ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 10,252,655 บาท เงินลงทุน 51,462,070 บาท ที่ดิน 15 แปลง 144,935,101 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลัง เป็นห้องชุดทั้งหมดรวม 10,382,422 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ 10,898,600 บาท เช่น พระสมเด็จ พระบูชา หลวงปู่ทวด ท้าวเวสสุวรรณ พระต่างๆ 312 รายการ มูลค่ากว่า 4.4 ล้านบาท และมีนาฬิกา 7 เรือน มูลค่ากว่า 4ล้านบาท

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ  นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

รมว.ยธ.โวยังมีข้อมูลในมือ นักการเมืองเอี่ยวเว็บพนัน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรมเผยนักการเมืองกว่า 10 ราย พัวพันเว็บพนัน ศาลออกหมายจับ สจ.เนย์ กาฬสินธุ์ แล้วเจ้าตัวควงภรรยาชิงหลบหนีไปต่างประเทศ แย้มมีรายชื่อในมือ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย ยันทำตามหลักฐาน ไม่ใช่เกมการเมือง ด้านพรรคเพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์แจง ส.จ.เนย์ ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว

เมื่อวันที่ 27 มกราคมพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อดีตผู้สมัคร ส.ส.และเครือข่ายนักการเมือง พรรคการเมือง กว่า 10 รายชื่อที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ว่าขณะนี้ศาลได้ออกหมายจับ นายปฐนัญ จันดอน หรือ ส.จ.เนย์สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) กาฬสินธุ์ แล้ว ซึ่งขณะนี้ ส.จ.เนย์ และภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ส่วน ส.จ.อีกรายหนึ่ง ก็หลบหนีออกนอกประเทศแล้วเช่นกันโดยยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ซึ่งจะสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งหมด

“ขณะนี้มีข้อมูลก้อนใหญ่อยู่ระหว่างการวิเคราะห์เพื่อหาข้อมูลหลักฐานในการดำเนินการกับกลุ่มเครือข่ายนี้ทั้งหมดต่อไป” รมว.ยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบ เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ามี 10 ราย ขณะนี้มีข้อมูลทั้งหมดแล้วหรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่ายังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังมีอยู่เรื่อยๆ บางอย่างถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงขนาดออกหมายจับได้ ก็ยังไม่ขอเปิดเผยชื่อ สำหรับกรณีของนายปฐนัญ หรือ ส.จ.เนย์ เมื่อช่วงปีใหม่ ตนเคยพูดว่าบางอย่างไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่เราเคยไปค้นบ้านพักมาแล้วที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเพียงแค่หมายค้น ครั้งแรกที่ค้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงยังไม่มีการขออำนาจศาลออกหมายจับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเขาและไม่อยากให้ไปพูดว่าเป็นเรื่องการเมือง

ต่อข้อถามว่า ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้นั้น ติดขัดในเรื่องใด รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องของข้อมูล เรามีพยานหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้ ก็ยังเปิดเผยชื่อไม่ได้ เพราะจะนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ส่วนจะมีใครเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน โดยระบุว่า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยุติการเชื่อมโยงที่คลาดเคลื่อนกรณีของนายปฐนัญ จันดอน ส.จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้

1.พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าวเคยเป็นสมาชิกพรรคจริง ทั้งนี้ กระบวนการรับสมัครสมาชิกพรรคเป็นไปตามหลักการเปิดกว้าง และเป็นไปตามกฎหมาย โดยพรรคพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครจากข้อเท็จจริง ณ วันที่สมัคร เมื่อไม่ปรากฏคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค และให้การรับรองตนเองแล้ว บุคคลดังกล่าวจึงมีสิทธิในการเข้าเป็นสมาชิกพรรค

2.กรณีที่ปรากฏภาพบุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งส.จ.โดยสวมใส่เสื้อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคจริงในขณะนั้น ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งในฐานะสมาชิก ไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคแต่อย่างใด

3.ในส่วนของสถานะปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ โดยพรรคไม่ได้รับแจ้งเหตุผลในการลาออก และบุคคลดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคอีกต่อไปและ 4.พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนว่าพรรคให้ความสำคัญสูงสุดต่อความถูกต้อง โปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค พรรคจะไม่เพิกเฉย โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น รอบด้าน และตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม ไม่ปกป้องหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างแน่นอน