แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.20 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ระบุว่าอิจฉาคนกรุงเทพฯ แล้ว นอกจากมั่นใจในศักยภาพของคุณโจ ชัยวัฒน์ คนกรุงเทพยังมีตัวเลือกใหม่ที่เป็นทีมบริหารและทีมที่ปรึกษาที่เป็นดรีมทีมจริง ๆ 
เหลือแค่ขอโอกาสให้ฟูลทีมนี้ได้มี โอกาสบริหารกรุงเทพฯ เท่านั้น

ทีมบริหาร  (ทีมรองผู้ว่าฯ)
‘วิโรจน์‘ ปราบปรามคอรัปชั่น  
วรภพ วิริยะโรจน์  เศรษฐกิจการคลัง  
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ด้านสวัสดิการ 
นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ด้านสาธารณสุข 

ทีมที่ปรึกษา 2 คน 
เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 
เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ 

รายชื่อผู้สมัคร สก.ของพรรคประชาชน ทั้ง 50  เขต ได้แก่
เขตคลองสาน – ณัฐจิรา ศุภพันธ์ (ณัฐ)
เขตคลองสามวา – สุรเกียรติ หวังพิทักษ์ (อักรอม)
เขตคลองเตย – พลอย เตลาน (ลัญ)
เขตคันนายาว – นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ (กาญจน์)
เขตจตุจักร – อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย (มาร์ท)
เขตจอมทอง – กิรติ จงพิพิธพร (บาส)
เขตดอนเมือง – อดิศร ฤกษ์ลักษณี (โบ๊ท)
เขตดินแดง – อัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (ทนายจัมโบ้)
เขตดุสิต – อัครชัย กันธมาลา (มิก)
เขตตลิ่งชัน – กันตพงศ์ ดีชัยยะ (แมพ)
เขตทวีวัฒนา – ณัฐนนท์ นาคหล่อ (หลุยส์)
เขตทุ่งครุ – มหัทธวัฒน์ พรเภตรา (บอสส์)
เขตธนบุรี – สุวิจักขณ์ วิริยะธนการ (สิทธิ์)
เขตบางกอกน้อย – อริย์ธัช ????ยอดไชยเกียรติ (อริ) 
เขตบางกอกใหญ่ – พลวริศ สุทธิคีรี (ภู)
เขตบางกะปิ – วีระชาติ เสประธานนท์ (โจ้)
เขตบางขุนเทียน – เอษณา จรัสสุริยพงศ์ (เอ)
เขตบางคอแหลม – กิตติสัณห์ อุตสาหประดิษฐ์ (เอิร์ธ)
เขตบางซื่อ – ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย (เนอส)
เขตบางนา – ฉัตรชัย หมอดี (โต้ง)
เขตบางบอน – เขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย (เขม)
เขตบางพลัด – เอกนรินทร์ พัชรประกาย (เบียร์)
เขตบางรัก – วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน (จ๋า)
เขตบางเขน – ภาณุวัฒน์ ศรีวงษา (นุ)
เขตบางแค – อำนาจ ปานเผือก (นาจ)
เขตบึงกุ่ม – อภิชาต ปรางทอง (ตูน)
เขตปทุมวัน – อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ (อัญอัญ)
เขตประเวศ – ฐาปนีย์ สุขสำราญ (เกตุ)
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย – อัยรินทร์ กลางประพันธ์ (แป้ง)
เขตพญาไท – วรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ (เก๋า)
เขตพระนคร – อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ (เจด)
เขตพระโขนง – สราวุธ อนันต์ชล (หนุ่ม)
เขตภาษีเจริญ – พัณณ์ชิตา รณบรรณ (ลิ้ม)
เขตมีนบุรี – กิตติคุณ รุจิมงคล (วิน)
เขตยานนาวา – ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร (ท๊อป)
เขตราชเทวี – เอกกวิน โชคประสพรวย (วิน)
เขตราษฎร์บูรณะ – ปิยวัช รังผึ้ง (ป้อง)
เขตลาดกระบัง – อานนท์ แม้นเพชร (โอม)
เขตลาดพร้าว – ณภัค เพ็งสุข (ต้น)
เขตวังทองหลาง – อธิการ ถิรวิริยพล
เขตวัฒนา – ภัคญดา อำนวยเดชกร (เอลฟ์)
เขตสวนหลวง – มาโนช วงศ์เกตุใจ (ต้อง)
เขตสะพานสูง – เมธิณี หวังพิทักษ์ (เมย์)
เขตสัมพันธวงศ์ – ธนภัทร เทียนกระจ่าง (ลาเต้)
เขตสาทร – ไซราม ประกายกิจ (ครูทอมมี่)
เขตสายไหม – ภมร พลจันทร์ (อ๊อฟ)
เขตหนองจอก – หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ (หยก)
เขตหนองแขม – กิตติคุณ กชกรจารุพงศ์
เขตหลักสี่ – ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ (ที)
เขตห้วยขวาง – ปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ (ปังปอนด์)
#พรรคประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า  กำไล EM, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ “เส้นแบ่ง” แห่งความเสมอภาค

การให้สัมภาษณ์ของทนายความของ นายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีที่ “ทักษิณ” ซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ ต้องติด กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) โดยระบุว่า “เป็นการกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” แม้จะเป็นถ้อยคำที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักในเชิงสิทธิมนุษยชน  แต่ในขณะเดียวกัน กลับเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามสำคัญถึงหลัก “นิติรัฐ” และความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

1.ศักดิ์ศรีที่มาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ 

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง “คุณค่าที่มีอยู่ประจำตัวมนุษย์ทุกคนเพียงเพราะเขาเกิดมาเป็นมนุษย์” โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคม ยศถาบรรดาศักดิ์ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือแม้แต่ความประพฤติ (เช่น ต่อให้เป็นนักโทษ ก็ยังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่)
ในมิติทางกฎหมาย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้ต้องโทษยังคงได้รับการคุ้มครองเสมอ แต่ต้องไม่ลืมว่า “การพักการลงโทษ” คือการผ่อนปรนการคุมขังภายใต้เงื่อนไข มิใช่การพ้นโทษโดยสมบูรณ์

การใช้ EM จึงต้องถูกวิเคราะห์ผ่าน หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality):
• เป็นมาตรการที่เบากว่า: EM ช่วยให้ผู้ต้องโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้แทนการถูกจำกัดอิสรภาพในเรือนจำ
• วัตถุประสงค์ชัดเจน: เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการกำกับดูแลตามเงื่อนไขของรัฐ
ดังนั้น การอ้างว่า EM กระทบศักดิ์ศรีมนุษย์ จึงไม่อาจหยุดอยู่แค่หลักการนามธรรม แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการนี้ “ไม่จำเป็น” อย่างไรในกรณีเฉพาะนั้นๆ มิเช่นนั้นคำกล่าวอ้างนี้จะกลายเป็นเพียง “วาทกรรม” มากกว่าเหตุผลทางกฎหมาย 

2. “ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” หรือ “การเลือกจำข้อเท็จจริง”? 

ข้อโต้แย้งที่ว่าบุคคล “ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” จำเป็นต้องพิจารณาจากฐานข้อมูลรอบด้าน:
• พฤติการณ์ในอดีต: หากเคยมีการขออนุญาตออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาตามกำหนดเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงนี้คือ “ตัวแปรสำคัญ” ในการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย
• ความน่าเชื่อถือ: การมองข้ามพฤติการณ์ในอดีตแล้วสรุปว่าปัจจุบันไม่มีความเสี่ยง อาจถูกมองว่าเป็น Selective Framing หรือการเลือกใช้ข้อเท็จจริงเฉพาะส่วนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเอง

3. หลักความเสมอภาค: บรรทัดฐานเดียวกันสำหรับทุกคน 

คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า “บุคคลใดสมควรได้รับการยกเว้น” แต่คือ “เกณฑ์นี้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อทุกคนหรือไม่?”
ภายใต้หลัก ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (Equality before the law):
• หากเรายอมรับว่า EM ละเมิดศักดิ์ศรีมนุษย์ รัฐต้องเลิกใช้กับผู้ต้องโทษ “ทุกคน”
• แต่หาก EM เป็นเครื่องมือที่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรการนี้ย่อมต้องใช้บังคับกับบุคคลทุกคนภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือบารมีทางการเมือง 

บทสรุป 

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือหัวใจของประชาธิปไตย แต่มันจะมีน้ำหนักทางกฎหมายต่อเมื่อถูกใช้อย่างเป็นระบบผ่านมิติของความจำเป็นและความเสมอภาค หากเรายอมให้มีการสร้าง “ข้อยกเว้น” โดยอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงเพื่อบุคคลบางกลุ่ม… นั่นอาจเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของระบบยุติธรรมทั้งระบบลงอย่างสิ้นเชิงการติด EM จึงไม่ใช่โซ่ตรวนที่พันธนาการร่างกาย แต่เป็น “สายใยแห่งความเชื่อมั่น” ที่ผูกโยงบุคคลเข้ากับระบบยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

6/5/69

หมายเหตุ:
 

1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
เน้นย้ำว่าสิทธิมีอยู่จริง แต่รัฐจำกัดได้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม
“ตาม ICCPR ข้อ 10 ระบุว่า บุคคลทั้งปวงที่ถูกจำกัดเสรีภาพต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความมีมนุษยธรรมและด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีแต่กำเนิดของความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิบางประการ (เช่น การใช้ EM) สามารถทำได้หากเป็นไปตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือต้อง ‘ไม่เลือกปฏิบัติ’ ไม่ว่าด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือสถานะอื่นใด”

2) ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (หลักการเนลสัน แมนเดลา)
เน้นเรื่องมาตรฐานเดียว (Universal Standard)
“ตาม หลักการเนลสัน แมนเดลา (The Nelson Mandela Rules) ข้อกำหนดที่ 1 และ 2 ยืนยันว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ แต่การบังคับใช้กฎระเบียบต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยต้อง ‘ไม่มีการเลือกปฏิบัติ’ และต้องไม่มีข้อยกเว้นที่เป็นสิทธิพิเศษให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มาตรฐานสากลจึงมุ่งเน้นที่การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้มาตรการควบคุมเดียวกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของระบบโดยรวม”

3) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
เน้นเรื่องความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย
“UDHR ข้อ 7 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ’ ดังนั้น การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อขอรับสิทธิพิเศษเหนือบุคคลอื่นในสถานะเดียวกัน จึงขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่ต้องเป็นสิทธิสำหรับทุกคน (Universal Rights) ไม่ใช่สิทธิเฉพาะราย”
“การยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแนวทางของ หลักการเนลสัน แมนเดลา จึงมิใช่การเรียกร้อง ‘สิทธิพิเศษ’ เพื่อยกเว้นมาตรการควบคุมให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการยืนยันว่า รัฐต้องปฏิบัติต่อทุกคนด้วยมาตรฐานมนุษยธรรมเดียวกัน เพราะศักดิ์ศรีที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และมอบความเป็นธรรมให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.42 น.

รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชน ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก. มองเป็นเป็นสิทธิ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาลว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย แต่ในส่วนของฝ่ายบริหาร รัฐบาลยืนยันว่า การเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้

รัชดา ธนาดิเรก

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งมีมาตรการรองรับ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูงควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะถัดไป ซึ่งจะแก้ไขได้ยากกว่าปัจจุบันหลายเท่า

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสู่ผลระยะยาว

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ที่มีการมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบ และเสนอให้ใช้กระบวนการงบประมาณปกติ ก็อยากให้เข้าใจความเป็นจริงว่างบประมาณปกติถูกจัดไว้ล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลา ทำให้เกิดความล่าช้า ที่สำคัญคือไม่เพียงพอที่จะสู้กับวิกฤตเนื่องจากเราอยู่ช่วงครึ่งหลังปีงบประมาณ กว่างบประมาณใหม่จะเริ่มในเดือนตุลาคมซึ่งไม่ทันให้เรารับมือกับวิกฤตตอนนี้ 

กู้เงิน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้กลไกพระราชกำหนดเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างทันท่วงที

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ของ GDP และทุกโครงการจะอยู่ภายใต้ระบบกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้วางไทม์ไลน์การช่วยเหลือประชาชนไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง” ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้  และยังมีการเพิ่มเงินแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด และยังเป็นการช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

“รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความจำเป็นในการดูแลประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงมุ่งให้เกิดผลช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนฝ่ายค้านก็คงมีดุลพินิจที่แตกต่างไป” นางสาวรัชดา กล่าว

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ–แก้หนี้ เสริมแกร่งธุรกิจไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุนและมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เตรียมนำมาตรการช่วยเหลือเข้าสู่การให้บริการแบบครบวงจรในงาน Money Expo 2026 Bangkok ระหว่างวันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินโดยตรง

รัฐบาลหนุน SMEs

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระต้นทุนทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย

รัฐบาลหนุน SMEs

– “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก เชื่อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 3.5% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของ SMEs

– “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” สนับสนุนสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่–มือสอง ทั้งรถสันดาปและ EV ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี สำหรับรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก

– “บสย. พร้อมช่วย” มาตรการฟื้นฟูลูกหนี้ ลดต้นสูงสุด 50% ดอกเบี้ย 0% ผ่อนขั้นต่ำ 500 บาทต่อเดือน พร้อมปรับโครงสร้างหนี้ได้สูงสุด 7 ปี

“รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs อย่างเต็มที่ ผ่านมาตรการด้านสินเชื่อ การค้ำประกัน และการฟื้นฟูทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน ลดภาระต้นทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และรักษาการจ้างงานในระยะยาว”

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.23 น.

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน “นิวโมคอคคัส” ให้เด็กไทย ฟรี! ยกระดับการป้องกันโรคร้าย ลดเสี่ยงปอดอักเสบ–เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผลบังคับใช้แล้ว

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ล่าสุดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดให้ “วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV)” เป็นสิทธิบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ประกาศดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในเด็กเล็ก

ทั้งนี้ การให้บริการวัคซีน PCV ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 และให้ถือว่าเป็นบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามประกาศฉบับนี้อย่างเป็นทางการ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การบรรจุวัคซีน PCV เข้าสู่สิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลในการลงทุนด้าน “การป้องกันก่อนการรักษา” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว แต่ยังช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยจากโรคร้ายแรง

“นี่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยตั้งแต่ต้นทาง ให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนจำเป็นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว

นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน?  หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว

นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทะเลที่สงบสวยงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

จุดแข็งของประเทศไทยที่คนทั้งโลกยอมรับ และเป็นคำถามสำคัญว่า เราจะพัฒนาโดยไม่ทำลายสิ่งนี้ได้อย่างไร

สำหรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” หากถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ผมขอตอบตรงๆ ว่าเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะยังต้องการ “ข้อมูลที่มากพอ” เพื่อประกอบการตัดสินใจ

แลนด์บริดจ์คือแนวคิดการสร้างเส้นทางลัดในการขนส่ง เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ทำให้ระยะทางสั้นลง เวลาเร็วขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ก็ฟังดูดีแต่คำถามสำคัญคือ “ดีจริงแค่ไหน ???” สร้างแล้วจะให้เกิดการใช้บริการได้มากพอ คุ้มค่าการลงทุนไหม ตัวเลขความประหยัดลดต้นทุนลง จะดึงดูดผู้ใช้บริการได้มากน้อยแค่ไหน และตัวเลขทางเศรษฐกิจ จะคุ้มทุนกับเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่ ยังเป็นข้อกังวล

หากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจชัดเจน เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ สามารถเพิ่มศักยภาพ ทั้งในด้านการจ้างงาน การลงทุน และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ ก็น่าสนใจ แต่ในทางกลับกัน หากตัวเลขไม่ชัด หรือไม่สามารถดึงดูดการใช้งานจริงได้เพียงพอ โครงการขนาดใหญ่นี้ก็อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว

ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ “โลจิสติกส์” แต่เรามี “การท่องเที่ยว” ที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ เป็นรายได้หลักของประเทศ เรามีทะเลที่สวยงาม มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และมีพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงเป็นจำนวนมาก

คำถามคือ ผลกระทบจากการถมทะเล มลพิษ น้ำมันรั่ว การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และการสูญเสียแหล่งประมง

จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และเรารับได้หรือไม่

ในมิติการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ “ทะเลที่สงบสวยงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นจุดขายระดับโลกของประเทศไทย จะได้รับผลกระทบเพียงใด ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เรื่องนี้ต้องมี “คำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน” ไม่ใช่เพียงความคาดเดา 

ต้องกล้าตั้งคำถามด้วยว่า หากงบประมาณที่อาจใช้น้อยกว่าในโครงการนี้ ถูกนำไปลงทุนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล และชายฝัง เราจะสามารถสร้างรายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับที่คุ้มค่ากว่า หรือยั่งยืนกว่า หรือไม่ โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่

ผมคงยังไม่ถึงกับปฏิเสธโครงการนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเห็นด้วยทันทีเช่นกัน และในฐานะที่เคยทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือการศึกษาผลกระทบทั้งระดับยุทธศาสตร์และระดับโครงการ ไม่ว่าจะเป็น SEA, EIA และ EHIA ซึ่งต้องเปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ประเทศไทยต้องการการพัฒนา แต่การพัฒนานั้น ไม่ควรต้องแลกด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชีวิตของสัตว์ทะเล ป่าชายเลน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน หากจะเดินหน้า ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของ “ข้อมูลที่ชัดเจน” “ความโปร่งใส” และ “ความยินยอมของคนในพื้นที่” เพราะการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้ประเทศเติบโต แต่ต้องทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

ขอบคุณครับ

ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ

ครม.ฉีกMOU44  ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส  กัมพูชาแถลงเสียใจ

ครม.ฉีกMOU44 ลั่นไทยแลนด์เฟิร์ส กัมพูชาแถลงเสียใจ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯยันถก ครม.เห็นชอบยกเลิก MOU44 ย้ำใช้มา 25 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า ก็ต้องหากรอบอื่นๆ ในการเจรจา ย้ำไทยแลนด์เฟิร์ส ประเทศไทยต้องมาก่อน ยันไม่กระทบสถานการณ์ชายแดน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความชัดเจนกรณีการยกเลิก MOU44 ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบ และขอย้ำว่าการยกเลิก MOU44 ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆที่มีอยู่กับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวนโยบายที่ว่าอะไรก็ตามที่ดำเนินมาแล้วนานเช่น MOU44 มีมาแล้ว 25 ปี แต่ความคืบหน้าของการหาข้อสรุปยังไปไม่ถึงไหน เมื่อมีตัวอ้างอิงอื่นๆที่เกิดขึ้น เช่นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เราจะเอามาเป็นตัวอ้างอิงเพื่อเป็นแนวทางร่วมกันทั้งสองประเทศ เพราะทั้งสองประเทศเป็นภาคี

ผู้สื่อข่าวถามว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานสว.กัมพูชา บอกว่าหากยกเลิก MOU44 จะทำให้มีข้อพิพาทมากขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า อันนี้ต้องไปสัมภาษณ์ท่าน เมื่อถามว่ากรณีที่มีความเห็นต่างเช่นนี้จะกระทบต่อการเจรจาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาอะไร ต่อข้อถามว่าหากเราเดินหน้าการเจรจาควบคู่กัน นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นบริบทใหม่อย่าไปผูกติดกับตัวเดิมสำหรับประเทศไทยMOU44 ไม่มีแล้ว เมื่อถามว่าหลังจากนี้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า MOU44 เป็นสิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเพื่อดูการแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลอย่างไร ดังนั้นถ้าจะคุยกันใหม่ต้องหารือกันใหม่ตั้งชุดอาจเป็น MOU70 แล้ว ไม่ใช่ 44 ก็ว่ากันไปตรงนั้น

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การยกเลิกMOU44 ตามข้อกฎหมายถือว่ามีผลเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยัง เราต้องแจ้งให้คู่MOUของเราให้รับทราบโดยจะออกหนังสือไป เมื่อถามว่าการเดินทางไปเยือนฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคมนี้ จะพบ นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา จะหารือเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไงก็ต้องได้เจอกันในวงหารือต่างๆอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาการพบปะหารือหรือจะมีอะไรก็ตามสิ่งที่ตนให้ความมั่นใจกับคนไทยคือไทยแลนด์เฟิร์สจะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยต้องสูญเสีย

ต่อข้อถามว่า สถานการณ์ชายแดนจะตึงเครียดมากขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทุกวันนี้เรามีการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนไม่ตั้งในความประมาทอยู่แล้วฝ่ายความมั่นคงทหารก็รักษาแนวชายแดนเราเต็มที่ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล ได้สอบถามกองทัพแทบทุกสัปดาห์สถานการณ์จะว่าแล้วดีขึ้นด้วยซ้ำ

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมครม.มีการพิจารณายกเลิก MOU44 ว่าหลังจากพิจารณาแล้ว จะเปิดเผยในรายละเอียด ผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีกัมพูชา ที่เหมือนไม่ยอมรับการยกเลิก MOU44 นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรายกเลิก MOU แต่ไม่ได้ยุติการเจรจา ยังเดินหน้าภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ซึ่งกัมพูชาก็พูดว่าอย่างไรก็ต้องเจรจาด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน

เมื่อถามว่า หากกัมพูชาไม่ยอมรับและไม่เจรจาต่อจะดำเนินการอย่างไร รมว.ต่างประเทศตอบว่า เขายังไม่ได้แสดงท่าทีตรงนั้น เมื่อซักต่อว่าจะพูดคุยกับกัมพูชาระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินออกไป

ดันเอกนิติ-ปกรณ์นำทัพ หนูเซ็นแล้ว บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์

ดันเอกนิติ-ปกรณ์นำทัพ  หนูเซ็นแล้ว  บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์

ดันเอกนิติ-ปกรณ์นำทัพ หนูเซ็นแล้ว บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดันเอกนิติ-ปกรณ์นำทัพ หนูเซ็นแล้ว บอร์ดศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึงภาคปชช.พื้นที่ร่วม ‘พิพัฒน์’อ้างรอ90วัน เลิกลงใต้หนีแรงต้าน

นายกฯเซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง “เอกนิติ-ปกรณ์”นำทัพ ตัวแทนภาคปชช.พื้นที่ร่วมเป็นคกก.ศึกษาความคุ้มค่า-รับฟังเสียงปชช. รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนลงพื้นที่จ.ชุมพร-ระนอง 8 พฤษภาคมนี้ รอผลการศึกษา 90 วันก่อน ด้านสว.ขอเลื่อนการยื่นญัตติทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ออกไป 1 สัปดาห์ เปิดทางกมธ.เตรียมข้อมูลหวั่นซ้ำรอยความล้มเหลว EEC  ทำภาคใต้สูญเสียอัตลักษณ์ ระบุ “สงครามตะวันออกกลาง” เป็นแค่ข้ออ้างบางเบาจี้รัฐมนตรีตอบปมร้อนในสภาฯ“บรรจง”ลั่นเดินหน้าคัดค้านถ้ารัฐบาลตอบไม่เคลียร์ เชื่อชาวบ้านไม่ยอมแน่

เมื่อเวลา 13.35 น.วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ในส่วนของการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่นายกฯได้บอกแล้วจะให้เป็นประธานคณะกรรมการฯ

เมื่อถามว่า เท่าที่ดูหน้าตาโครงสร้างของคณะกรรมการฯชุดนี้จะเป็นอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯบอกให้มาเป็นประธานศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดีข้อเสียทั้งหมด ในฐานะที่ตนดูในเรื่องของเศรษฐกิจ จึงให้ตนดูในภาพรวมทั้งหมด

อยากทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

เมื่อถามว่ากรอบระยะเวลาการศึกษา 90 วัน จะเห็นชัดเลยหรือไม่ว่าโครงการนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนขอไปดูก่อน

เมื่อถามย้ำว่า ความชัดเจนโครงการแลนด์บริดจ์จะจบภายในรัฐบาลนี้เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษา ถึงความเป็นไปได้ ตนก็อยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดแน่นอน

เมื่อถามว่า กลายเป็นว่าเรื่องร้อนๆมาอยู่ที่ท่านหมดเลย นายเอกนิติ เพียงแต่ยิ้ม โดยไม่ได้ตอบคำถาม

‘พิพัฒน์’ยกเลิกไปชุมพร-ระนอง8พ.ค.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวัน 8 พ.ค.นี้ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ชุมพร และระนอง เพราะรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วัน ตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากตนลงไปตอนนี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้น จึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกฯได้สั่งการไว้

ต้องทำความเข้าใจทั้งผลดี-ผลเสีย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะได้สิทธิในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เช่น กลุ่มประมงพื้นบ้าน

เมื่อถามถึงกรณีจะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล รมว.คมนาคม ตอบว่า ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้

สถานการณ์โลกเปลี่ยนต้องศึกษาใหม่

ถามว่า กลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ซึ่งน่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต หรือ คลองไทย อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า จะคุ้มหรือไม่ กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น 2 ประเทศหรือไม่ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลอง แต่ใช้ระบบถนน ราง และท่อ แต่ผู้ที่คัดค้าน มีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขาจะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้น การทำลายระบบนิเวศจะน้อยลง แต่เชื่อว่า จะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

ได้ทำหรือไม่อยู่ที่ผลการศึกษา

เมื่อซักว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ รมว.คมนาคมชี้แจงว่า อยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

เมื่อถามว่า มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

สว.เลื่อนยื่นญัตติทบทวนโครงการฯ

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ตนตัดสินใจจะขอที่ประชุมลื่อนการพิจารณาญัตตินี้ออกไปเป็นเวลา 1สัปดาห์ เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการหลายคณะ อาทิ กรรมาธิการพัฒนาการเมือง และกรรมาธิการคมนาคม สนใจจะร่วมอภิปรายเป็นจำนวนมาก แต่ต้องการเวลาในการสรุปรายงานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน คาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 11พ.ค.

“ผมไม่อยากให้การอภิปรายเกิดขึ้นเพียงเพราะความรู้สึก แต่ต้องใช้ฐานข้อมูลจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านที่สุด” นายนรเศรษฐ์กล่าว

หวั่นล้มเหลวซ้ำรอย EEC

นายนรเศรษฐ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของโครงการว่า แลนด์บริดจ์ไม่ได้ถูกระบุไว้ในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ ทำให้สังคมเกิดคำถามว่าเป็นการรีบเร่งเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือเพื่อปิดดีลผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่ ตนกังวลต่อการนำโมเดลกฎหมาย EEC มาใช้กับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) โดยมองว่าอำนาจแบบ Fast Track อาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ของภาคใต้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับภาคตะวันออกที่กลายเป็นแหล่งทุนสีเทาและประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

ชี้เหตุสงครามฯเบาบางเกินไป

เมื่อถามว่ารัฐบาลยกสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมาเป็นเหตุผลในการเร่งสร้างแลนด์บริดจ์ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นเหตุผลที่ “บางเบาเกินไป” เพราะหากพื้นที่ใดกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญท่ามกลางความขัดแย้ง พื้นที่นั้นย่อมมีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงตามไปด้วย ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องการรักษาสมดุลอำนาจหรือกลไกการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

‘บรรจง’ขอฟังรบ.ก่อนบุกทำเนียบ

นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ กรณี นายพิพัฒน์ไม่ได้ลงพื้นที่ในวัน 8 พ.ค.นี้ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน โดยบรรจง นะแส เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ที่จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบ ทางเราต้องคุยกับใหม่ เพราะทาง อนุทินชาญ มอบหมายให้นายเอกนิติ เป็นประธานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 90 วัน ต้องคุยกันก่อน เราต้องให้เกียรติรัฐบาล สิ่งที่เราท้วงติงและกังวล รัฐบาลจะมีคำตอบยังไงในช่วง 90 วันที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์

ลั่นถ้าคำตอบไม่ชัดพร้อมเคลื่อนไหว

“ถ้ารัฐบาลยังตอบคำถามไม่ได้ ไม่เคลียร์ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ ที่รู้สึกว่าคำถามที่ตั้งไว้ เรื่อง พ.ร.บ.SEC อย่างน้อยก็ 8-9 มาตราที่เรากังวล หรือประเด็นที่มีผลกระทบ ทั้งที่เป็นพี่น้องประมงทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย ไม่ได้รับการรองรับ ความมั่นใจว่า หลังจากเปิดโครงการแล้ว พวกเขาจะอยู่อย่างไร ถึงแม้พวกตนจะไม่เคลื่อนไหว พี่น้องที่อยู่พื้นที่ที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรม หรือท่าเรือ 2 ฝั่ง หรือตามเส้นทางแลนด์บริดจ์ที่ผ่าน 2 จังหวัด เท่าที่ประเมินทางพี่น้องเขาไม่ยอม ถ้ารัฐบาลไม่สามารถตอบคำถาม หรือสร้างความมั่นใจให้กับเขาได้ ซึ่งมันเป็นบ้านของ เป็นสิทธิ์ของเขา ตนเคารพในตรงนั้น” บรรจง นะแสกล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“และสุดท้ายการจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้(แลนด์บริดจ์) ควรจะเป็นประชาชน และหากจะดำเนินการโครงการนี้จริง ก็ควรจะมีการทำประชามติใน 2 ระดับคือ ประชามติจากคนทั้งประเทศ และจากคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะต้องให้ความเห็นชอบ”

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม จี้สส.ปากเสียขอโทษ

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม  จี้สส.ปากเสียขอโทษ

กำนัน-ผญบ.ไม่ยอม จี้สส.ปากเสียขอโทษ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางกว่า 600 คน ยื่นหนังสือถึงพ่อเมืองกรุงเก่า คัดค้านกรณี “ภัณฑิล”สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวหาพาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกี่ยวข้องยาเสพติดแบบเหมารวม จี้ให้ทบทวนถ้อยคำ ยันพร้อมให้ตรวจทุกคน ด้าน ‘พริษฐ์’ แจงกรรมการวินัยพรรค ลงดาบ สส.อย่างได้สัดส่วนความผิด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ดร.ธวัชชัย นิมา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านพระนครศรีอยุธยา และประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง นำสมาชิกมารวมตัวกัน ก่อนอ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืน บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หน้าศูนย์ราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยื่นหนังสือผ่านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผวจ.พระนครศรีอยุธยาเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน โดยอภิปรายเกี่ยวกับยาเสพติดและพาดพิงถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สร้างความไม่พอใจและกระทบต่อภาพลักษณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า การใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและขาดข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และบั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

นอกจากนี้กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยืนยันความพร้อมให้ตรวจสอบตามระเบียบของกรมการปกครอง หากพบผู้กระทำผิดก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายแต่ต้องไม่ใช้วิธีกล่าวหาแบบเหมารวม พร้อมเรียกร้องให้ สส.คำนึงถึงจริยธรรมหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กร

ด้าน ผวจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ทางจังหวัดจะส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับทราบและพิจารณาตามขั้นตอน พร้อมย้ำว่ากำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐกับประชาชน มีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่และรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทั้งนี้ จังหวัดได้กำชับทุกอำเภอดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการประชุมประจำเดือนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้าราชการในสังกัด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระยะยาว

ขณะที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีออกแถลงการณ์ขอโทษ จากการที่นายภัณฑิล อภิปรายเกี่ยวกับยาเสพติดและมีการพาดพิงถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าคิดว่าประเด็นที่เป็นปัญหาหลักที่พรรคออกแถลงการณ์คือการอภิปรายที่เป็นลักษณะกล่าวหาเหมารวม ซึ่งเข้าใจว่าทางผู้อภิปรายต้องการที่จะสะท้อนเรื่องยาเสพติด โดยพรรคมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ขณะนี้ได้เเรียกนายภัณฑิล เข้าสู่กระบวนการทางวินัยของพรรค คาดว่าจะมีการประชุมในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ เพื่อพิจารณาบทลงโทษที่ได้สัดส่วน ส่วนมาตรการที่จะออกมาหลังจากนี้ขอให้ทางพรรคเป็นฝ่ายชี้แจง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวว่าแค่การขอโทษไม่เพียงพอต้องให้นายภัณฑิล พิจารณาตัวเองด้วยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าตัวรับทราบและรับรู้ว่าสิ่งที่ทำไปไม่เหมาะสม ในการใช้คำพูดลักษณะกล่าวหา ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาขอโทษผ่านสื่อไปแล้ว แต่ย้ำว่ามาตรการของทางพรรค เรามองว่าต้องเป็นมาตรการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำที่เกิดขึ้น
วันเดียวกัน นายสมพิศ ผอบเพชร ประธานชุมชนแฟลต 19-22 ชุมชนคลองเตย ในฐานะประธานเครือข่ายผู้นำเขตคลองเตย พร้อมด้วยนายปานชัย แก้วอัมพรดี ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดิน และเครือข่ายชุมชนคลองเตย หารือกันถึงกรณีที่นายภัณฑิล อภิปรายในสภาฯ ลักษณะว่าชุมชนแฟลตคลองเตย สามารถซื้อขายยาเสพติดได้ทุกที่ทุกเวลา โดยนายสมพิศ กล่าวว่า สส.เขตคลองเตย-วัฒนา อภิปรายเช่นนี้ ตนในฐานะประธานเครือข่ายฯ ได้ฟังแล้วเหมือนเป็นการโจมตีพื้นที่คลองเตย ว่าเป็นแหล่งที่มียาเสพติดชุกชุม ส่งผลกระทบต่อลูกหลานที่เรียนจบและกำลังหางานทำ หรือกำลังศึกษาสูงขึ้นในสถาบันการศึกษาต่างๆ ภายนอก รวมถึงเด็กนอกระบบที่กำลังได้รับการศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ ขอให้พรรคประชาชนแสดงความรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคที่อภิปรายโดยขาดความรับผิดชอบ รู้สึกผิดหวังต่อ สส.ที่อภิปรายโดยขาดจริยธรรมต่อสังคม จึงขอประณามการกระทำของ สส.ที่ขาดจิตสำนึกร้ายแรงต่อประชาชนต่อพี่น้องชาวคลองเตยในชุมชนเขตคลองเตย

นอกจากนี้ตัวแทนชุมชนคลองเตยยังเรียกร้องให้นายภัณฑิล ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ขณะที่ตัวแทนชาวชุมชนคลองเตย ถามหาหลักฐานที่มาของการอภิปรายพาดพิงชุมชนคลองเตยเป็นแหล่งยาเสพติด ขณะที่บางคนบอกว่าไม่ต้อนรับ สส.เข้าพื้นที่

ส่วนนายขวัญชัย มิลินทากาศ เลขาธิการชุมชนเพลินจิต เสนอให้ยื่นร้องตรวจสอบจริยธรรม สส.ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะถือเป็นการกระทำผิดซ้ำซาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาเรื่องผู้ช่วย สส.อย่างไรก็ตาม หลังจากจะยื่นหนังสือถึงนายภัณฑิล และพรรคประชาชน หากภายใน 1 เดือน ไม่มีการแก้ข่าว หรือขอโทษ ก็จะเดินทางไปยังพรรคประชาชนอีกครั้ง