ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล.  รับมือสู้วิกฤต  ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฟเขียวพรก.กู้เงิน4แสนล. รับมือสู้วิกฤต ขุนคลังอ้างจำเป็นเร่งด่วน เตรียมชงเข้าสภา14พ.ค.นี้

นายกฯอนุทิน นำแถลงครม.ไฟเขียว ออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้าน หวังแก้ไขวิกฤตพลังงานจากผลกระทบตะวันออกกลาง ชี้แจงเหตุผลรัฐบาลต้องหยุดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หยุดชะงักเข้าสู่เงินเฟ้อสูง ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน และเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน ย้ำรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด’เอกนิติ’แจงยิบ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน เสนอเข้าสภาฯ14พ.ค.นี้ตั้ง‘ปลัดคลัง’ปธ.กลั่นกรองโครงการฯ ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ พร้อมเปิดลงทะเบียนปลาย พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ร่วมแถลงข่าวรายละเอียดการออกร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้กระทรวงการคลังกู้เงินพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่าวันนี้ตนและครม.ขออนุญาตมารายงานให้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องของมติครม.ร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศหรือที่ท่านจะได้ยินตามรายงานข่าวในชื่อสั้นๆว่าพ.ร.ก.กู้เงิน

“การตัดสินใจครั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากราคาพลังงานและลุกลามไปสู่ราคาอาหารและค่าของชีพของประชาชนซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะรอได้ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจหดตัวในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันถ่วงที”นายกฯระบุ

อ้างเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน2ประการ

นายกฯกล่าวอีกว่าดังนั้นพวกเราจึงมีความจำเป็นและเห็นด้วยที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก.ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนอยู่ 2 ประการคือ 1.เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการของชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศ มาตรการภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยไม่ถูกผลกระทบซํ้าจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือ ดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

และ2.มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการใช้พลังงานเพื่อให้มี ประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคงและแข่งขันได้ไม่ต้องเผชิญความปันผลแบบนี้ และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม โดยมีทิศทางควบคู่กันคือ ช่วยเหลือและบรรเทาการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดหาปุ๋ยรวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรคนโดยการอัพสกิลรีสกิล ของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมา

ย้ำรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกฯกล่าวอีกว่า จึงเป็นการวางรากฐานประเทศเพื่อลดความปลอดภัยในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของโลกมันหายไป แต่จะทำให้มีกลไกที่จะรับมือกับปัญหา และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยให้สามารถฝ่าวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพ.ร.ก.ฉบับนี้ รมว.คลังจะชี้แจงให้ทราบต่อไปในรายละเอียด

ลั่นทำทุกอย่างเพื่อผ่านวิกฤติด้วยกัน

“ในส่วนของเชิงนโยบายพวกเราทุกคนวันนี้ยินดีเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับพี่น้องประชาชนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ เราจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่เรามีอยู่ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่พี่น้องประชาชนให้ผ่านวิกฤติการครั้งนี้ไปได้ด้วยดีด้วยกัน”นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายอนุทิน ได้เรียก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือความคืบหน้าการจัดหาปุ๋ยบนตึกไทยคู่ฟ้า.

‘เอกนิติ’แจงยิบพรก.กู้เงิน4แสนล้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง แถลงรายละเอียดร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน กรอบวงเงิน 4แสนล้านบาทว่าวิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังต้องเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติในวันนี้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

โดยความจำเป็นแรก เกิดจากวิกฤตในตะวันออกกลางและสถานการณ์โลกที่มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็วและเกิดขึ้นเป็นระลอก ซึ่งความรุนแรงที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ความรวดเร็วของผลกระทบคือเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทันที โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ชี้ปล่อยวิกฤตทวีความรุนแรงแก้ยาก

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตเช่นในช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

แจง2เหตุผลแก้ปากท้อง-รับมือพลังงาน

รองนายกฯกล่าวว่าดังนั้นจึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาวิถีปากท้องในครั้งนี้โดยวัตถุประสงค์หลักมี 2เรื่อง1.การแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวซึ่งไม่มีกำลังเพียงพอจะรองรับผลกระทบได้เหมือนกับกลุ่มอื่น2.การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาน้ำมันในระดับสูงทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงจำเป็นต้องลดความเปราะบางและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ด้วยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และเตรียมความพร้อมในโลกยุคน้ำมันแพงที่จะยังคงอยู่ต่อไป

“หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้วิกฤตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมและแก้ไขได้ยากขึ้น สำหรับวงเงินนั้นได้ตัดสินใจใช้ที่400,000ล้านบาทโดยปรับลดลงมาจากแผนเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อยึดหลักวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด”รองนายกฯระบุ

แบ่ง2ส่วนใช้เยียวยา-ส่งเสริมใช้พลังงาน

นายเอกนิติกล่าวว่าในส่วนของงบประมาณ 400,000 ล้านบาทนี้ แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรกเพื่อใช้เยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยตรง ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด

ยันกู้เงินไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ

“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70%ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะStagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก”นายเอกนิติ ระบุ

โอนงบ69ไม่ถึง5หมื่นล./รองบ70ไม่ทัน

รองนายกฯกล่าวว่าจากการพิจารณาแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ พบว่าเราไม่สามารถรอการใช้งบประมาณปกติได้ เนื่องจากงบประมาณปี2569มีเงินเหลือไม่ถึงแสนล้านบาท หรือจากการรวบรวมเบื้องต้นมีอยู่ไม่เกิน 50,000ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ การใช้งบกลางก็มีเงินเหลือเพียงประมาณ 20,000ล้านบาท ก็ต้องสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ขณะที่งบประมาณปี 2570ต้องรอไปจนถึงเดือนตุลาคมหรืออีก15เดือนข้างหน้า ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อความจำเป็นเร่งด่วน พระราชกำหนดฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเงินมาช่วยกลุ่มเปราะบางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% ของ GDP

เข้าสภา14พค.นี้/ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า โดยในขั้นตอนต่อไปหลังจากครม.อนุมัติพระราชกำหนดคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะเสนอเข้าสู่รัฐสภา ก่อนแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆนำเสนอ สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จะระบุเป้าหมายไว้ชัดเจนกว่าฉบับอื่นๆที่เคยมีมาโดยกฎหมายมีทั้งหมดประมาณ 11มาตรา โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วและกำหนดให้พิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ และสามารถเบิกใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

ลุยคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ

ขณะที่การดำเนินโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเช่นโครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถเสนอเรื่องเข้ามาผ่านกระบวนการกลั่นกรองได้เช่นเดียวกัน แต่เบื้องต้นโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเพียงตัวโครงการสามารถพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมได้นอกเหนือไปจากเงินกู้จากพ.ร.ก.ฉบับนี้ทั้งการตัดโอนงบประมาณ การใช้งบประมาณปกติ

ส่วนการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมดจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและปัจจุบันสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1ล้านล้านบาทตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นต้นทุนการกู้เงินในปัจจุบันถือว่าถูกมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และจะเน้นการดำเนินโครงการระยะสั้นให้จบสิ้นภายในเดือนกันยายน 2570เพื่อให้ครอบคลุมช่วงวิกฤต

แจงขั้นตอนออกพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน

จากนั้น นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาทว่าหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 พฤษภาคมนี้จะต้องเข้าไปยังที่ประชุมรัฐสภา รวมถึงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการและประชุมเป็นนัดแรก โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในวันนี้มีการกำหนดกรอบวัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.แบบกว้างๆว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรซึ่งจะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ก่อนย้ำว่าทุกโครงการจะต้องเข้าที่ประชุม ครม.

ยันทยอยกู้-ไม่กู้มากองก้อนเดียว

เมื่อถามย้ำว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวจะนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่าไทยช่วยไทยพลัสเป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการซึ่งแหล่งเงินจะมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ขณะนี้มีข้อมูลเบื้องต้นแล้ว รวมไปถึงงบฯปกติ ส่วนจะนำเงินจากการกู้เงินมาใช้จำนวนเท่าใดขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแน่ ส่วนแหล่งเงินจะมาจากที่ใด กระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่าในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดโครงการต่างๆที่จะใช้งบประมาณจากส่วนนี้ชัดเจน มีเพียงเป็นวัตถุประสงค์เท่านั้น เมื่อถามว่าส่วนประกอบระยะเวลาการกู้เงินจะเป็นเท่าใด นายเอกนิติ กล่าวว่า จะเป็นการกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้

คาด”ไทยช่วยไทยพลัส”แจก30ล้านสิทธิ

เมื่อถามว่าความชัดเจนสิทธิของประชาชนในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีจำนวนเท่าใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ แต่ก็ต้องดูงบประมาณก่อน ส่วนตัวมองว่าจำนวน30ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน

เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนกลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

คลังชง”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าครม.19พค.

ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.การคลังเปิดเผยว่าคลังเตรียมนำเสนอโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ในสัปดาห์หน้าและคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติอย่างเร็วที่สุดวันที่19พ.ค.ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

โดยโครงการนี้เกิดจากแนวคิดที่ต้องการนำโครงการ”คนละครึ่ง”และโครงการ”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”มารวมกันเป็นโครงการเดียว สำหรับรูปแบบของโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่พอจะมีกำลังจ่าย จะใช้รูปแบบการสมทบ โดยรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 60%และประชาชนจ่ายสมทบ 40%ขณะที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักและไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือโดยตรงโดยไม่ต้องจ่ายสมทบ

ดีเดย์เริ่มใช้จ่าย1มิ.ย.นี้ตามเป้าเดิม

ทั้งนี้รัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนปลายพ.ค.และใช้งานโครงการได้ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ เบื้องต้นกำหนดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์รัฐสมทบ 60% อยู่ที่ 30 ล้านคน และส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการมีจำนวน 13.4 ล้านคน ส่วนเรื่องรายละเอียดของโครงการจะมีการพิจารณาอีกครั้งในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ

ในส่วนของแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า แหล่งเงินสามารถมาจากหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมาจากเงินกู้เพียงอย่างเดียว โดยเบื้องต้นมี 3 แหล่งเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ ประกอบด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน งบกลางและงบประมาณที่ดึงกลับมาในส่วนที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า เรื่องแหล่งเงินกับเรื่องการใช้เงินนั้นเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมที่สุดต่อไป ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะการเริ่มเปิดใช้งานโครงการในวันที่ 1 มิ.ย.ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

ปชป.เตรียมเปิด50ผู้สมัครสก.

นายสกลธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)พรรคประชาธิปัตย์ว่าในช่วงเย็นวันนี้(5พ.ค.) จะมีการประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครสก.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 50 เขต ภายหลังคณะกรรมการบริหารพรรคฯจะได้รับรองรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดแล้วโดยมีอดีต สก.พรรคประชาธิปัตย์และสก.จากพรรคการเมืองอื่นๆทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีแนวทางการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ประมาณ 12-13คน และยังมีอดีตผู้สมัครที่มีคะแนนในพื้นที่ดีรวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ

โดยมั่นใจหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมานำพรรคฯ ความนิยมของพรรคฯในกรุงเทพฯ มีมากขึ้นและว่าที่ผู้สมัครพรรคฯก็ทำงานหนักจึงมั่นใจว่าหลายเขตที่พรรคจะสามารถปักธงได้มากกว่าการเลือกตั้งสก.ครั้งก่อนแน่นอน ไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ที่พรรคประชาชน ได้ทั้ง33เขตการเลือกตั้ง

ยังอุบชื่อชิงผู้ว่ากทม.แย้มประสานรบ.ได้

นายสกลธียังกล่าวถึงสาเหตุที่ยังไม่มีการเปิดรายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคฯว่าเนื่องจากผู้สมัครที่ได้มีการทาบทามไว้ มีหน้าที่การงานที่จะต้องไปจัดการก่อนซึ่งพรรคจะเปิดตัวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ จุดแข็งของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคเมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ 4 ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน

‘เพื่อไทย’คัดส่ง20ผู้สมัครชิงเก้าอี้สก.

ที่ทำเนียบรัฐบาลน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกำกับดูแลกรุงเทพมหานครกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่ง ผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ว่า ในส่วนของส.ก.เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรคซึ่งงพรรคไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยได้ในการส่งผู้สมัครสก.ครั้งนี้ ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้เราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมี 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระหรือกลุ่มต่างๆแล้ว

“ดังนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทั้งผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริมจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด คิดว่าขณะนี้หลายกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน ในเบื้องต้นอย่างน้อย ส.ก.เดิม ที่ไม่มีชื่อไปไหน ยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก. ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น”น.ส.ธีรรัตน์ ย้ำ

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

มติ ปชป.ยื่นศาล รธน. เบรก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ประชาธิปัตย์ มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ร้องเรียนการออก พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

โดยปกติรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ตามกฎหมาย ปีนี้ก็ใช้เงินเกินกว่ารายได้ไปกว่า 700,000 ล้าน ปี 2570 ก็ตั้งใจจะขาดดุลอีกเกือบ 800,000 ล้าน

รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มจากเพดานเงินกู้งบประมาณเพียงในกรณีที่ต้องใช้เงินเร่งด่วน “เพื่อรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ” และเป็นกรณีที่ “จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” เท่านั้น!

กรณีในอดีตที่มีการออก พรก. คือ ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และโควิด ซึ่งในทั้งสามกรณีนั่นเศรษฐกิจวิกฤติระดับ GDP ติดลบ หากไม่ออก พรก.จะส่งผลต่อความมั่นคงโดยรวม

วันนี้ไม่ใช่ ปัญหาพลังงาน เพิ่มภาระให้กับประชาชนจริง แต่การแก้ที่ถูกต้องไม่ได้แก้ด้วยการกู้เงินมาอัดฉีดในระบบ ส่วนโครงการโซลาร์ที่รัฐบาลจะใช้เงิน พรก.ก็เป็นลักษณะโครงการที่ควรใช้เงินงบประมาณปกติได้

รัฐบาลควรเร่งออก พรบ.โอนงบประมาณ ซึ่งจะได้งบกลับคืนมาใช้จามที่รัฐบาลเห็นว่าเหมาะสมอีก 50,000 ล้านบาท บวกกับรัฐบาลยังมีเพดานเงินกู้ในปีงบประมาณปัจจุบันอีก 17,000 ล้านบาทที่สามารถใช้ได้ผ่านการออกงบกลางปี

และถ้ารัฐบาลจริงใจต่อการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 7 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นวิธีที่ประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์ ทั้งจากค่านํ้ามันที่ลดลง และจากราคาสินค้าที่ไม่ต้องปรับสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

อย่าเอาทุกเหตุผลที่ประชาชนเดือดร้อนมาอ้าง เพียงเพื่อให้รัฐบาลได้ตีเช็คเปล่าโดยไม่ด่วนจริงมาใช้มือเติบเลยครับ มีทักษะในการบริหารราขการแผ่นดินแบบมีวินัยการคลังที่ยังสามารถทำได้อยู่..

ดังนั้น ไม่นับเป็นการเร่งด่วน “อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” แน่นอน

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

ทร.แจงปม 2 กำลังพลเอี่ยวลอบยิง ส.ส. นราธิวาส ยันพร้อมร่วมมือกระบวนการยุติธรรมเต็มที่

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

กองทัพเรือยืนยันยึดหลักกระบวนการยุติธรรม กรณีข้าราชการถูกกล่าวหาเกี่ยวพันเหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.นราธิวาส พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่

5 พฤษภาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกรณีเหตุลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส และล่าสุดพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกข้าราชการกองทัพเรือ จำนวน 2 นาย เข้าพบพนักงานสอบสวน นั้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ข้าราชการสองนายดังกล่าวพร้อมด้วยทนายความและนายทหารพระธรรมนูญ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนจังหวัดนราธิวาสตามหมายเรียก

ต่อมาเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิด “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นก่อเหตุพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งข้าราชการทั้ง 2 นาย ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดหลักประกันคนละ 200,000 บาท

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวย้ำว่า กองทัพเรือได้ติดตามและให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม โดยยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และขอยืนยันว่า หากผลการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงประการใด จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพเรือเป็นสำคัญ

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

เท้ง ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

“เท้ง”ลั่น!สู้สนาม กทม. ผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่าฯ-ส.ก.-ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม.รับใช้คนกรุงเทพฯ

5 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวปิดท้ายเวทีเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” ซึ่งพรรคประชาชนจัดขึ้นที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวปิดท้ายเวทีถึงเหตุผลที่พรรคตัดสินใจสู้ในสนาม กทม.ว่า การตัดสินใจส่งตัวแทนพรรคลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ไม่ใช่การช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่แค่การรักษาฐานเสียง แต่คือโอกาสในการนำเสนอวาระเมืองของกรุงเทพฯ ว่าอีก 4 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ ควรมีหน้าตาแบบไหน

“เราต้องการสร้างกรุงเทพฯ ที่เป็นหลังพิงให้กับคนที่ล้ม และเป็นลมใต้ปีกให้กับทุกคน มีสวัสดิการโอบอุ้มคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และสร้างโอกาสในการเติบโต ตั้งตัว ขยายธุรกิจ ค้าขายง่ายขึ้น เลี้ยงครอบครัวง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้นสำหรับทุกคน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถทำได้โดยผู้ว่าเพียงคนเดียว การที่เราจะดูแลคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ครบถ้วน เราต้องทำงานร่วมกันในหลายระดับ เราต้องการ สส.แก้กฎหมาย เพิ่มอำนาจให้ กทม.จัดการคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ให้ได้มากขึ้น
เราต้องการผู้ว่าฯ กำหนดทิศทางนโยบาย บริหารเมือง ขับเคลื่อนกลไกการทำงาน เราต้องการทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดูแลงานแต่ละด้านด้วยประสบการณ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ เราต้องการ ส.ก.ดูแลพื้นที่ ใกล้ชิดประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกเขต ตรวจสอบงบประมาณที่ควรใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ รวมถึงผลักดันวาระเขต ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือ “ประชาชน” คนกรุงเทพฯ ที่จะต้องได้รับการดูแลจากเมืองๆ นี้ พวกคุณเองก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมือง ผ่านการมีส่วนร่วม คิด ออกแบบนโยบาย ติดตามตรวจสอบการทำงานของเมือง โดยเมืองที่ดี ต้องเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่าย โปร่งใส มีความหมาย ไม่เป็นภาระกับประชาชน

วันนี้ ผมยืนยันว่า พรรคประชาชนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ด้วยความพร้อม ครบทุกด้าน หลายท่านอาจจะมองว่าสนามนี้สู้ยาก ผมยอมรับว่ายาก เพราะผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ท่านทำงานได้ดี เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราพร้อมสู้ เรามั่นใจว่าเรามีวาระกรุงเทพที่จะนำเสนอต่อประชาชน และเรามีฟูลทีม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ ได้เปิดรายชื่อทีมบริหาร กทม.ได้แก่ 1. วรภพ วิริยะโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลัง 2. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดูแลด้านปราบปรามคอร์รัปชัน 3. วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ดูแลด้านสวัสดิการ 4. ศ.อมร พิมานมาศ ดูแลด้านโยธา และ 5. นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ดูแลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาอีก 2 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางนโยบายและการบริหารราชการ กทม.ได้แก่ 1. เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 2. เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ

“นี่คือฟูลทีม ที่มีครบทั้งเจตจำนงทางการเมือง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความสามารถในการผลักดันกฎหมาย พร้อมเปลี่ยนเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่นการใช้สิทธิ 30 บาท และการส่งตัวผู้ป่วย การจัดการจราจร และการกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะ การจัดการมลพิษ และฝุ่น PM2.5 ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้การผลักดันไปพร้อมกันทุกระดับ ตั้งแต่การถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปยังท้องถิ่น การแก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ เช่น พ.ร.บ.ขนส่งทางบก , พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควบคู่กับการผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายในระดับท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายบางฉบับ เราสามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ ถึงแม้ยังเป็นเสียงส่วนน้อยในสภาฯ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และสภากรุงเทพมหานคร”

นายณัฐพงษ์ ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณคนกรุงเทพฯ ที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชนผ่านการเลือกตั้ง สส. 2 สมัยที่ผ่านมา และเชิญชวนทุกคน เปลี่ยนความไว้วางใจเหล่านั้น เป็นคะแนนเสียงเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อมซัพพอร์ตคุณในทุกแง่มุมของชีวิต

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต 

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชน จัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน  “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมีประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน 

การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชน ว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ 

ในช่วงแรกของงาน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งนายวิโรจน์ยืนยันว่า ตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ 

จากนั้นนายวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับนายชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงาน ว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อ เพื่อไปทำงาน

ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ

“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ 
พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร

ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า “คนคือขุมทรัพย์ของเมือง”

เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง

การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย

นายชัยวัฒน์ ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” 

1. เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย

2. ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน

3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ

4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม. 

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ มีตัวแทนภาคปชช.ร่วมด้วย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดชุดใหญ่ศึกษาแลนด์บริดจ์ ดึง เอกนิติ-ปกรณ์ นำทัพ ตัวแทนภาคปชช.พื้นที่ร่วมเป็นคกก.ศึกษาความคุ้มค่า-รับฟังเสียงประชาชน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรอบคอบและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความผันผวนและสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบขนส่งทางทะเลในปัจจุบัน

สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ ขณะที่กรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องครบวงจร อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ยังมีการดึงหน่วยงานด้านความมั่นคงและกฎหมายเข้าร่วม อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 

รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์ และที่สำคัญคือ มีการเปิดโอกาสให้ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่โครงการจำนวนไม่เกิน 3 คน เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นกรรมการและเลขานุการ 

ในส่วนของอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนาและผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ อีกทั้งยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยให้เบิกจ่ายงบป

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

’วุฒิสภา‘ ชงยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานเร่งด่วน เน้นแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว ลดเสี่ยงจากความขัดแย้ง หนุน ‘พลังงานสีเขียว’ เสริมความมั่นคงไทยยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา วุฒิสภา จัดเวทีเสวนา “วุฒิสภา…ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” จัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ประธานวุฒิสภา กล่าวเปิดการเสวนา “วุฒิสภา… ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” ว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็นในด้านปริมาณหรือราคาน้ำมันในกระบวนการผลิตสินค้า การประกอบธุรกิจ การขนส่ง รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เราจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และประเด็นปัญหาให้ครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด เพื่อทำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งวันนี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผู้ค้าพลังงานในตลาดพลังงาน และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหาทางออกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ด้านนายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน วุฒิสภา กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อสร้างพื้นที่ในการติดตาม ศึกษา และวิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศด้านวิกฤตพลังงานอย่างรอบด้านจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และความผันผวนต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นพื้นที่ของการรับฟังประเด็นปัญหาจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมและตอบสนองคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุกตามภารกิจของวุฒิสภา และการร่วมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 ของประเทศไทยในกรอบสหประชาชาติต่อไป

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าช่วงต้นสถานการณ์ที่เกิดความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านนั้น น้ำมันไม่ได้เกิดภาวะการขาดแคลนจริง แต่เป็นความกังวลด้านอุปทานและราคาที่ผันผวนมากกว่าทำให้น้ำมันเกิดความตึงตัวของตลาด เพราะสงครามกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลในตลาดและส่งผลให้ราคาพุ่งเร็ว อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไว้หลายด้านในหลักการสำคัญคือ 1.การรักษาปริมาณสำรองพลังงานให้เพียงพอโดยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.กระจายแหล่งนำเข้าโดยจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ตลอดจนเพิ่มประเทศคู่ค้าอื่น เช่น มาเลเซีย แอฟริกา ฯลฯ 3.บริหารอุปสงค์โดยลดการใช้พลังงานด้วยการออกมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น Work from Home และลดการใช้ไฟ/น้ำมันในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 4.ใช้มาตรการควบคุม เช่น จำกัด/ระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว และใช้กลไกกองทุนน้ำมันหรือมาตรการด้านราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน 5.เพิ่มกำลังผลิตและเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นทดแทน เช่น เชื้อเพลิงในประเทศหรือพลังงานทางเลือกหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงการปรับตัวการบริหารจัดการราคาค่าไฟฟ้าจากปัญหาสงครามสหรัฐ-อิหร่าน โดย กฟผ.ใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.กฟผ.แบกรับต้นทุนเอง 2.ควบคุมการปรับค่า Ft และ 3.ปรับโครงสร้างพลังงาน โดยมุ่งเน้นประคองค่าไฟและรักษาเสถียรภาพไฟฟ้าเป็นหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแบกรับต้นทุนแทนประชาชนด้วยการชะลอขึ้นค่าไฟเพื่อลดแรงกระแทกค่าไฟตามราคาตลาดโลก การใช้กลไก “ค่า Ft” บริหารราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป การกระจายแหล่งเชื้อเพลิงและใช้เชื้อเพลิงทางเลือก/แหล่งอื่นมากขึ้น การร่วมมือรัฐ เอกชนและประชาชนเพื่อรณรงค์ลดใช้ไฟช่วงวิกฤต และการปรับโครงสร้างระยะยาวโดยลดการพึ่งพา LNG เพราะราคาแกว่งสูงจากสงคราม โดยเพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน 

ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ปตท.มีโจทย์ใหญ่ 2 เรื่องในการรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ–อิหร่าน โดยโฟกัส 2 เรื่องหลักคือ ความมั่นคงพลังงาน และ การบริหารราคา โดยเรื่องการรักษาความมั่นคงพลังงานได้กระจายแหล่งจัดหา ไม่พึ่งพาน้ำมัน/ก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว เพิ่มสัดส่วนจัดหาจากภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ แอฟริกา และการบริหารโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่ง เตรียมเส้นทางขนส่งสำรองจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ประสานผู้ค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าเพื่อให้ส่งมอบได้ต่อเนื่อง สำรองพลังงานและบริหารสต๊อกโดยบริหารคลังน้ำมันและก๊าซ (LNG/LPG) ให้เพียงพอรองรับความผันผวน ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อคงระดับสำรองประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นของเชื้อเพลิงใช้เชื้อเพลิงทดแทนหรือเชื้อเพลิงหลายชนิดในโรงไฟฟ้า/อุตสาหกรรม เพิ่มบทบาท LNG เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปตท.ยังเน้นการบริหารราคา เพื่อลดผลกระทบประชาชนและเศรษฐกิจ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก การเฉลี่ยต้นทุนโดยนำต้นทุนจากหลายแหล่งมาถัวเฉลี่ยทำให้ราคาขายในประเทศไม่เหวี่ยงตามตลาดทันที การใช้กลไกภาครัฐร่วมกันโดยประสานกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง/นโยบายรัฐเพื่อพยุงราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม ฯลฯ การบริหารซัพพลายให้เพียงพอโดยรักษาปริมาณสินค้าในระบบ ไม่ให้เกิดการขาดตลาดซึ่งจะดันราคาให้พุ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยปรับกระบวนการจัดหา–ขนส่ง–กลั่น ให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุดเพื่อลดแรงกดดันราคา

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เน้นว่าความมั่นคงพลังงานไม่ใช่แค่มีพลังงานพอใช้ แต่ต้องมีอย่างต่อเนื่อง ราคาเหมาะสม และรับมือความไม่แน่นอนได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ควรเน้นความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมรับวิกฤต โดย 1.กระจายแหล่พลังงานไม่พึ่งพิงแหล่งเดียว เช่น น้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ต้องมีทั้งก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ 2.ไทยต้องมีคลังสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงในระดับที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 3.โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม ทั้งท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า ท่าเรือและระบบไฟฟ้าต้องมีความมั่นคง 4.บริหารด้านราคาและต้นทุนต้องมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป เช่น กองทุนน้ำมัน หรือมาตรการภาษี 5.เพิ่มพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม รวมถึงเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว 6.สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้มีทางเลือกในการจัดหาเมื่อเกิดวิกฤต

ทั้งนี้ช่วงบ่ายเวทีเสวนาได้มีการนำเสนอ “ข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคร่วมสะท้อนมุมมอง อาทิ นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเข้า-ออก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นผู้ดำเนินรายการ

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

เช็กที่นี่!!! ปชป.เปิดรายชื่อ ผู้สมัคร ส.ก. ครบ 50 เขต

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

5 พฤษภาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้อนุมัติตัวผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพครบทั้ง 50 เขตแล้วครับ

1.เขตดุสิต นายศรราม ภูมิไชย
2.เขตพระนคร น.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์
3.เขตบางซื่อ นายฐานวัฒน์ สถิตโอฬารโรจน์
4.เขตพญาไท นายอนุชาญ กวางทอง
5.เขตราชเทวี น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ
6.เขตปทุมวัน นายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์
7.เขตบางรัก นายธนากร ลิ้มวาทะรส
8.เขตสัมพันธวงศ์ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์
9.เขตป้อมปราบฯ น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ
10.เขตยานนาวา นายสมเกียรติ ปัญญะธารา

11. เขตสาทร นายมนตรี เปรมบุญ
12. เขตบางคอแหลม ดร.สุดคนึง แก้วทอง
13. เขตคลองเตย นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ
14. เขตห้วยขวาง นายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล
15. เขตวัฒนา นายเมธวิน มีสุวรรณ
16. เขตดินแดง น.ส.จันทิมา สิทธิสุราษฎร์
17. เขตจตุจักร นายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์
18. เขตหลักสี่ นายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์
19. เขตดอนเมือง นายไกรศักดิ์ เสาเวียง
20. เขตสายไหม นายกร สิงห์ธีร์

21. เขตบางเขน นายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง
22. เขตลาดพร้าว นายอัทรัณ มานุพีรพันธ์
23. เขตวังทองหลาง นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์
24. เขตบางกะปิ นายปรัชญา ศรีสะอาด
25.เขตบึงกุ่ม ดร.อาคร ประมงค์
26.เขตคันนายาว น.ส.เกษนันท์ เรืองตาบ
27. เขตสะพานสูง นายอรรถวิทย์ เซะวิเศษ
28. เขตสวนหลวง นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล
29.เขตประเวศ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล
30.เขตบางนา นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ

31.เขตพระโขนง นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ
32.เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
33.เขตลาดกระบัง นสพ.อนันต์ ฤกษ์ดี
34.เขตมีนบุรี นายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ
35.เขตคลองสามวา นายมนูญ อินช่วย
36.เขตธนบุรี นายสามารถ คุ้มทรงธรรม
37.เขตคลองสาน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล
38. เขตบางพลัด น.ส.ภัทราพร ปาลวงษ์
39.เขตบางกอกน้อย นายนภาพล จีระกุล
40.เขตตลิ่งชัน นางลักขณา ภักดีนฤนาถ

41.เขตภาษีเจริญ นายวงศธรร์ พิศาลกาญจนกิจ
42.เขตบางกอกใหญ่ นายวิรัช คงคาเขตร
43.เขตจอมทอง นายเจริญ เพ็ชรกิจ
44.เขตราษฎร์บูรณะ นายไสว โชติกะสุภา
45.เขตทุ่งครุ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์
46.เขตบางขุนเทียน น.ส.เนตรสกาว ชาหอม
47.เขตบางบอน นายสมพร คงโครัด
48.เขตบางแค นายกวิน ชาตะวนิช
49.เขตหนองแขม ดร.ฮารูน มูหมัดอาลี
50. เขตทวีวัฒนา นายยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม

ขอฝากคนทำงานทุกท่านไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ

#สกลธีภัททิยกุล
#ประชาธิปัตย์

– https://www.facebook.com/share/p/18f7ww4xB6/

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

ปชป.กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม จ่อยื่นป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัย แย้มมีหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

ปชป. กัดไม่ปล่อย คดี ศักดิ์สยาม สัปดาห์หน้ายื่น ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยเดิม เผยมีหลักฐานใหม่ ใบสั่งล้วงลูกประมูล

เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคฯ ถึงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ขณะนี้คณะทำงานร่วมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน กำลังเร่งยกร่างคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ยื่นต่อประธานสภาฯ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าว เนื่องจากมีข้อกังขาในรายละเอียดของคำวินิจฉัยที่สวนทางกับข้อเท็จจริง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญที่เป็นความคืบหน้า คือการเตรียมยื่นขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำวินิจฉัยใหม่ โดยพรรคฯ ตรวจพบ หลักฐานรายละเอียดเพิ่มเติมที่มีน้ำหนักมาก คือหนังสือสั่งการของนายศักดิ์สยามในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ระบุให้หน่วยงานภายใต้สังกัดต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบก่อนในกรณีที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพรรคฯ เห็นว่าหนังสือสั่งการฉบับนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมาย และส่อให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่เคยนำมาพิจารณาให้เกิดความกระจ่างมาก่อน โดยกระบวนการยกร่างคำร้องคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์นี้ และพร้อมที่จะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ทบทวนคำวินิจฉัยเดิมในต้นสัปดาห์หน้าทันที เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานความถูกต้องและโปร่งใสในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

ศึกเสาชิงช้าระอุ เปิดโผ 5 แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม. 2569

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

จากสถานการณ์การเมืองกรุงเทพฯที่กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกวินาที เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งทาง กกต. ได้ขยับเดินหน้าเตรียมความพร้อมและประกาศดีเดย์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่จะถึงนี้

ล่าสุดวันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเคลื่อนไหวถึงตัวบุคคลที่เตรียมลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ โดยเบื้องต้นปรากฏรายชื่อที่น่าสนใจ 5 ลำดับ ได้แก่

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เจ้าของฉายา รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันที่ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายกว่า 1.3 ล้านคะแนนในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 โดยในครั้งนี้เขายังคงยืนหยัดในการลงสมัครในนามอิสระเพื่อสานต่อนโยบายการทำงานเชิงรุกและการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยทั่วกรุงเทพมหานคร

ในด้านประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน นายชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโครงสร้างจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เขาเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก เขาโดดเด่นด้วยสไตล์การลงพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และนโยบายที่มุ่งเน้นการปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นต้นแบบของนักบริหารที่เน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้แก้ปัญหาเมืองในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ลงสมัครในนามพรรคประชาชน)

ผู้ว่าฯ กทม.

ดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ซึ่งได้รับการวางตัวเป็น เต็งหนึ่ง ในการทวงคืนเก้าอี้บริหารเมืองหลวงด้วยวิสัยทัศน์ กรุงเทพที่ง่ายกว่า เขาจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคว้าปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปสร้างชื่อในฐานะนักเรียนทุนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยสำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST)

ในด้านประสบการณ์การทำงาน ดร.โจ มีโปรไฟล์ระดับสากลที่หาตัวจับยาก โดยเคยเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ NEC Corporation ประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ให้กับสถาบันเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) Innovation Hub นอกจากนี้เขายังทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยาวนานกว่า 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสกุลเงินดิจิทัลและยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศ

เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกจาก ธปท. ในปี 2566 เพื่อเข้าสู่พรรคก้าวไกล (เดิม) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าหลัง เขาแจ้งเกิดในฐานะ ขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฉายา สส.หล่อบอกต่อด้วย จากภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ปัจจุบันในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน เขาพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลระดับโลกมาปรับใช้กับการบริหาร กทม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย

3. มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ลงสมัครในนามอิสระ)

มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและความเป็นธรรมในภาคทรัพยากรไทยมาอย่างยาวนาน เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) ที่ California State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังคว้าปริญญาโทอีกใบในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ในด้านประสบการณ์การทำงาน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นวิศวกรวางท่อน้ำมันในอ่าวไทย ก่อนจะผันตัวเข้าสู่ภาคการเงินโดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง และเคยทำหน้าที่เป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ปัจจุบันเขายังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยเขามักจะปรากฏตัวในฐานะนักเคลื่อนไหวที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลดิบด้านการผลิตพลังงานของไทย เพื่อสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนในเรื่องราคาน้ำมันและก๊าซที่เป็นธรรม การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ จึงถูกจับตามองว่าเขาจะนำความเชี่ยวชาญด้านต้นทุนพลังงานและการจัดการทรัพยากรมาปรับใช้ในการลดภาระค่าครองชีพของคนกรุงอย่างไร

4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนักการเมืองหญิงที่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นนักพูดฝีปากกล้าและมีประสบการณ์บริหารนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นอกจากนี้เธอยังมีประวัติเป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย และเคยได้รับรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ จากบทบาทผู้สื่อข่าวสายเจาะลึกในอดีต และยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 อีกด้วย

เส้นทางการทำงานของเธอนั้นเริ่มต้นจากการเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวการเมืองที่มีชื่อเสียง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) หลังจากลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2566 เธอได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์และนักวิจารณ์การเมืองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เธอได้ชูจุดแข็งเรื่องความเข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชนผ่านมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน และความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อรักษาประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ​

5. นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ลงสมัครในนามอิสระ)

ผู้ว่าฯ กทม.

อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางพลัด และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นจากการผสานองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับศาสตร์พยากรณ์และสถาปัตยกรรม เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะซินแสไฮเทคผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการพยากรณ์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเป็นทายาทของ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดังระดับประเทศ

ในด้านประสบการณ์ทำงานทางการเมือง นายคมสันเคยคลุกคลีกับปัญหาของคนเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดกรุงเทพมหานคร (สก.) และเคยรับตำแหน่งที่ปรึกษาและเลขานุการในระดับกระทรวงมาหลายวาระ ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในแง่ของข้อจำกัดทางกฎหมายและการบริหารจัดการพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังมีความมุ่งเน้นในการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยแต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างสมดุล การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เขาชูแนวคิดการใช้สถิติและข้อมูลในการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต พร้อมทั้งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและการจัดระเบียบพื้นที่ชุมชนเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีพลังงานเชิงบวกสำหรับทุกคน

และในส่วนของคนที่ 6 นั้นพรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ผู้ว่าฯ กทม.

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเรื่องรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาแย้มข้อมูลเบื้องต้นว่าแคนดิเดตคนดังกล่าวได้รับคำตอบรับแล้วและเป็นบุคคลระดับเกรดพรีเมียม

โดยนายสกลธีได้ให้คำใบ้เพิ่มเติมว่า ว่าที่ผู้สมัครรายนี้เป็นผู้ชายที่มีโปรไฟล์โดดเด่น เคยผ่านการเป็นผู้บริหารในโลกธุรกิจและมีประสบการณ์โชกโชนในงานการเมือง 

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – โจ – Chaiwat Sathawornwichit, เฟซบุ๊ก คุยกับหม่อมกร, เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, เฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ – Democrat Party, Thailand