ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี จำนวน 7 เรื่อง มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้ (1) พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200, 000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

– 006

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“นายกฯ”เยือนมาเลเซีย “อันวาร์”ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ผู้นำไทย–มาเลเซีย เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย

“รัฐบาลมุ่งให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

​”นายกฯ” บินเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ขนทัพรัฐมนตรี-วันนอร์ ถก “อันวาร์” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์-ยกระดับเศรษฐกิจชายแดน- ปมไฟใต้-สินค้าเกษตร พร้อมร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมขนส่งยาวถึงจีน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีหลายคนร่วมคณะด้วยอาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

การเดินทางเยือนมาเลเซียครั้งนี้ นับเป็นการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเทศที่2 ต่อจากเวียดนาม หลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของนายอนุทิน

โอกาสนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะหารือแบบเต็มคณะ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ การส่งเสริมการค้า การเกษตร การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และจะหารือเรื่องความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการแก้ไขปัญหา นำไปสู่สันติสุข รวมทั้ง ประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญกรรมข้ามชาติ แก้ไขอุปสรรคทางการค้า พลังงาน และ ภัยพิบัติด้วย 

นอกจากการเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะร่วมเป็นประธาน ในพิธีเปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา แห่งใหม่ กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ (Kedah) ที่รัฐบาลทั้ง2 ประเทศ ร่วมกันผลักดัน มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อขยายการค้า และการส่งออกของไทย ที่สามารถเชื่อมโยง ต่อไปยัง อ.เเม่สาย อ.แม่สอด และจีนตอนใต้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งประตูสำคัญ ที่จะเปิดรับรายได้ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.56 น.

อนุทิน ดอดตรวจอุโมงค์วงเวียนใหญ่กลางดึก บอกใจไม่ดี เสียวจะตายโหง น้ำซึมอุโมงค์สายสีม่วงใต้ ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด สั่งสแกนทั่วกรุงรับมือหน้าฝนด่วน เร่งเชิญ ชัชชาติ คุยความร่วมมือ หลังเป็นผู้ว่าฯ

เมื่อเวลา 7.30 น. เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ใกล้สถานีวงเวียนใหญ่ ในตอนเที่ยงคืน ว่า  “เสียวจะตายโหง” แค่มีข่าวแบบนี้มาก็ใจไม่ดี แต่ก็ดีที่ความพร้อมในการเข้าควบคุมพื้นที่เร็วมาก ทั้งฝั่งกระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงม  หาดไทย ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มีผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ประสานงานได้ และควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมีการตรวจสอบข้อมูลทางวิศวกรรม ซึ่งสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่มีรอยซึมรอยรั่วของน้ำจากจุดที่ต่ำสุด หรือบ่อพักน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการออกแบบ ไม่เหมือนแถวโรงพยาบาลวชิระ เพราะตรงนั้นเป็นรอยต่อระหว่างสถานี และทรุดลงมาทั้งโครงสร้าง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการซ่อมแซม และจากการสอบถามได้รับการอธิบายว่าเหมือนเป็นการเอาเสื้อเกราะไปหุ้มโครงสร้างอีกที ซึ่งเป็นไปตามหลักวิศวกรรมทุกอย่าง ส่วนเรื่องความเสียหายต่างๆ ก็ต้องรับผิดชอบกันตามสัญญา ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่มีอะไรกระทบกับภาครัฐ ยกเว้นเรื่องเวลา ก็ต้องไปดูตามสัญญา หากเกินกำหนด จะเสียค่าปรับอะไรก็ต้องว่าตามนั้น ไม่มีข้อยกเว้น 

แต่ตรงนี้ (อุโมงค์รถไฟสายสีม่วงใต้) ไม่มีผลกระทบกับโครงสร้าง โดยควบคุมระดับน้ำ ตรวจเช็คระดับน้ำหลังจากสูบน้ำออกไปแล้ว มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งจนถึงเช้านี้ยังไม่มี แต่หาก worst case จริงๆ ตนได้ถามว่ามีการป้องกันอะไรอย่างไร ทางผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้อธิบายให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุรุนแรง 

ส่วนจุดอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้กำชับอะไรหรือไม่ เพราะช่วงนี้เป็นหน้าฝน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำรวจ อย่าดูแต่แบบอย่างเดียว เพราะตอนนี้ต้องดูเรื่องของธรณีวิทยา ตรวจอะไรได้ก็ต้องตรวจให้เร็วที่สุด เพราะเป็นหน้าฝนด้วย ตอนนี้มีการก่อสร้างเยอะแยะเต็มไปหมด ต้องดูระบบระบายน้ำเป็นอย่างไร ต้องเตรียมการไว้ และตอนนี้ก็รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลผู้ว่าฯ กทม. เมื่อประกาศผลแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตนจะได้รีบเชิญ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม. มาหารือถึงวิธีการสนับสนุนการทำงานด้วยกัน 

กอ.รมน.คือกลไกรัฐบาล หนูลั่นไม่ยุบ พร้อมเคลียร์วันนอร์ อาจได้รับแรงกดดัน

กอ.รมน.คือกลไกรัฐบาล หนูลั่นไม่ยุบ พร้อมเคลียร์วันนอร์ อาจได้รับแรงกดดัน

กอ.รมน.คือกลไกรัฐบาล หนูลั่นไม่ยุบ พร้อมเคลียร์วันนอร์ อาจได้รับแรงกดดัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กอ.รมน.คือกลไกรัฐบาล หนูลั่นไม่ยุบ พร้อมเคลียร์วันนอร์ อาจได้รับแรงกดดัน

นายกฯย้ำชัดไม่ยุบ“กอ.รมน.”ต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาล ประสานกองทัพดูแลความมั่นคง-ทุกข์สุขประชาชน ขอเป็นคนปรับความเข้าใจ “วันนอร์” ด้วยตัวเองชี้เจ้าตัวอาจได้รับแรงกดดันในพื้นที่ไม่ก้าวก่ายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” ปล่อยตำรวจทำตามกฎหมาย ผู้ผิดต้องถูกลงโทษ ด้าน “ปกรณ์” ชี้ยกเลิกทำได้ แต่ไม่ง่าย ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบดี-ไม่ดีอย่างไร

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า มีความกังวลหรือไม่ ที่มีการเสนอให้มีการปรับโครงสร้างในส่วนของความมั่นคง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ตนก็บอกไปแล้วว่า ไม่ยุบ กอ.รมน. ก็ไม่ต้องกังวล ดังนั้น ไม่มีทางยุบ กอ.รมน. เพราะหน่วยงานนี้เป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนในการดำเนินนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัวจึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไก ในขณะที่กองทัพจะได้ไปเน้นเรื่องการดูแลป้องกันประเทศ และประชาชน ซึ่ง กอ.รมน.ก็ดูแลทั้งประชาชน และสาธารณูปโภคทุกอย่าง บางครั้งบางคนไปดูอยู่ด้านเดียวจะต้องทำแต่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว แต่จริงๆ ก็ดูแลไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวัน จึงต้องเป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลต้องมีไว้ ในการที่จะประสานงานกับกองทัพ ให้สามารถขับเคลื่อนความช่วยเหลือ และบริการต่างๆ ให้กับประชาชนได้

“ผมทราบดีว่าผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์วันนอร์ แสดงความรู้สึกเพราะท่านอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะได้รับแรงกดดันต่างๆ บางทีเราต้องให้ท่านได้บ่นได้ระบายบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน.เปรียบเสมือนหน่วยงานราชการ เป็นสถาบันความมั่นคงที่เป็นหลักของการดำเนินการด้านความมั่นคงของประเทศมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เดี๋ยวผมไปปรับความเข้าใจ“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้หลายคน ขณะนี้ได้ทราบเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย เราไม่เข้าไปก้าวก่าย ต้องปล่อยให้พนักงานสอบสวน และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการไป ส่วนคดีนี้ผ่านมานานแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ทราบแรงจูงใจ นายกรัฐบาล ระบุว่า มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้หลายคนแล้ว เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน เมื่อมีคนไม่เคารพกฎหมาย แต่รัฐต้องเคารพกฎหมาย ไม่ใช่ว่ารัฐจะไม่เคารพกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้กฎหมายที่คนเคารพ ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นรัฐจึงต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐจะไม่มีการยกเว้นหากมีคนกระทำผิดใดๆ ก็ต้องถูกนำตัวมาลงโทษ

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ยุบ กอ.รมน.และนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ เสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตนไม่ทราบ เห็นเพียงจากข่าว ซึ่งการยกเลิกหน่วยตามกฎหมายก็ทำได้ แต่ควรยุบหรือไม่ยุบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลในการยุบก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องหาเหตุผลมาว่าเดิมดีไม่ดีอย่างไร จะยกเลิกแล้วจะมีอะไรมาใหม่ มาแทนหรือไม่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาบอกว่าเลิกแล้วเลิก”ก่อนหันไปแซวผู้สื่อข่าวว่าเวลาคุณเลิกกับแฟน คุณกล้าพูดไหม มันต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนใช่หรือไม่

พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กล่าวว่า กอ.รมน.ไม่ได้ทํางานเฉพาะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เรามีงานด้านความมั่นคงทั้งประเทศ เน้นการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่มีกฎหมาย ในแต่ละหน่วยงาน เรานําผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหา กอ.รมน.ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานต่างๆที่มีความเชี่ยวชาญและมาทํางานร่วมกัน นอกจากงานด้านความมั่นคง กอ.รมน. ยังมีบทบาทช่วยเหลือประชาชน ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น ยาเสพติดที่ทะลักเข้ามาเป็นจํานวนมาก ก็จะมีการตั้งพื้นที่เฉพาะขึ้นมา เช่น หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์(นบ.ยส.) ขอยืนยันว่า เราทํางานกันเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นมิติไหนก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ทาง กอ.รมน. ขอบคุณและรับฟังคำชี้แนะไม่ว่าใครก็ตาม นายวันมูหะมัดนอร์มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ท่านเป็นผู้แทนราษฎร ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมาธิการงบประมาณเป็นวาระของสภา ซึ่งหน่วยงานของรัฐต้องไปตอบคำถาม ดังนั้นท่านมีสิทธิ์ที่จะถามและตั้งข้อสังเกตและให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งเราในฐานะหน่วยงานของรัฐก็ตอบในสิ่งที่ท่านสงสัยหรือมีอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ตามคําเรียกร้องของประชาชน

นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ําว่า กอ.รมน.ได้พัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะเดิมทีเป็นหน่วยงาน การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ และถูกปรับปรุงโดยนึกถึงภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป เอามาเป็นตัวตั้ง ปัจจุบันก็ได้เห็นว่าภัยคุกคามมีมากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและความมั่นคงของชาติ กอ.รมน. ก็ปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร รองรับภัยคุกคามต่างๆ บุคลากรของ กอ.รมน.ส่วนกลาง มีประมาณ 1,000 กว่าอัตรา มีข้าราชการประจํา 170 อัตรา ที่เหลือมาจากหน่วยงานที่มี ขีดความสามารถเฉพาะมาช่วยราชการ เช่น ป.ป.ส.กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เข้ามาทํางานร่วมกัน

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ยุบ กอ.รมน.หรือ กอ.รมน. คือองค์กรก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแกนหลัก ในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กอ.รมน.เป็นแกนหลักที่ทำงานและมีกลไกที่ชำนาญในการต่อสู้ปกป้องรักษาความมั่นคงแห่งชาติไม่ใช่เฉพาะต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ยังต่อสู้กับภัยคุกคามความมั่นคงในหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กอ.รมน.เป็นขวากหนามสำคัญของขบวนการโจรแย่งแยกดินแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยเป็นประเทศที่ยังไม่มีกระทรวงความมั่นคงและไม่มีกฎหมายความมั่นคง เพื่อใช้จัดการแก้ไขปัญหาความมั่นคงผมเคยเสนอให้แปร กอ.รมน.เป็นกระทรวงความมั่นคงภายใน บริหารทุกมิติเกี่ยวกับความมั่นคง แยกออกมาจากฝ่ายทหาร ไม่ให้สวมหมวกสองใบ แต่ทหารที่บรรจุในกอ.รมน.สามารถโอนย้ายเป็นข้าราชการพลเรือน หรือจะเป็นหน่วยที่บรรจุกำลังพลแบบ พตท.คือ ประกอบด้วย กำลังพลเรือนตำรวจและทหารด้วยก็ได้นักการเมืองมักจะพยายามตัดมือตัดตีนกลไกรัฐ ที่คอยขวางทางหรือขัดผลประโยชน์ของตน โดย ไม่สนใจว่า ผลประโยชน์ของประเทศจะเสียหาย ไปอย่างไร หรือทำให้กลไกนั้นอ่อนแอ ง่อยเปลี้ย จนหมดความหมายอย่ายุบ กอ.รมน.เด็ดขาด อย่าเปิดช่องให้โจร แบ่งแยกดินแดนได้เปรียบ

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีข้อเรียกร้องให้มีการยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่า อย่างไรเสีย กอ.รมน.ยังไม่สามารถที่จะยุบได้ เหตุผลคือ กอ.รมน. ก็เป็นหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวกับด้านความมั่นคง และโครงสร้างของ กอ.รมน. เป็นโครงสร้างที่ไม่สามารถที่จะยกเลิกหรือจะยุบหน่วยได้ง่ายๆ โดยภารกิจของ กอ.รมน.ที่ทำอยู่ วันนี้เป็นภารกิจที่ค่อนข้างจะกว้างขวาง ในลักษณะที่เกี่ยวพันอยู่กับทุกหน่วยงานในประเทศไทย ซี่งในทุกจังหวัดเองก็จะมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดฝ่ายความมั่นคง ทำหน้าที่อยู่ครบทุกจังหวัด การยุบ กอ.รมน.ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมีการพูดกันวันนี้ มีการพูดกันมาโดยตลอดในระยะหลายปีที่ผ่านมาว่า กอ.รมน.สมควรที่จะมีการยุบได้หรือไม่

“กอ.รมน.เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยมีสงครามเย็น ซึ่งในเวลานั้นมีเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศชาติ และ กอ.รมน.ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ตอนนี้ เราจะเห็นว่างานของ กอ.รมน.มีอยู่ในทุกหน่วยงาน งานด้านพลเรือนก็มี งานด้านความมั่นคงก็มี งานด้านการเมืองก็มี แต่ปัญหาวันนี้ กอ.รมน.ต้องปรับเปลี่ยนครับ กอ.รมน.ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองด้วย เพราะว่าสิ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ของ กอ.รมน.มากที่สุดก็คือ งานของ กอ.รมน.มันไปทับซ้อนอยู่กับงานของหน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงอื่นๆของกรมอื่นๆ” นายไชยยงค์ กล่าว

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 5 ราย ดังนี้

ตริตาภรณ์ช้างเผือก
1. พลตำรวจโท อำมฤต อัปมระกา

จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
2. พลตำรวจเอก สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์

จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
3. พลตำรวจเอก บรรเจิด พุทธเจริญ

เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
4. พลตำรวจตรี โดม ช่วยเทวฤทธิ์

เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
5. พันตำรวจตรี สรวิศ ฉ่ำชื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569
ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

“พีระพันธุ์” ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ‘ค่าพร้อมจ่าย’ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เหตุกระทบค่าไฟมากกว่า ย้ำมติ ครม. 1 เม.ย. 68 ยังคงมีผลผูกพัน

วันที่ 8 กรกฎษคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มติคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยระบุว่า เป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก ทั้งการปรับลดราคารับซื้อและยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ หรือ สัญญาชั่วนิรันดร์ 

นายพีระพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยที่นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกานั้น ผู้แทนของนายปกรณ์ที่ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะทำงานชุดต่างๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยยืนยันว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่อาจใช้มติ กพช. ได้ เพราะ กพช. ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น จึงต้องมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจากับคู่สัญญาซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนกว่า 500 สัญญา และมอบหมายให้ กฟผ. ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดแนวทางที่เคยทักท้วงไว้ กลับกลายเป็นแนวทางที่ทำได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนนี้ กระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 สตางค์เศษต่อหน่วยเท่านั้น ขณะที่ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือ ‘ค่า AP’ ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ กระทบค่าไฟไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีแนวทางว่าจะยกเลิกหรือเจรจาอย่างไร

สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาสัญญาค่าความพร้อมจ่ายนั้น นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า ได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งมีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว โดยนำเสนอ 3 แนวทาง ดังนี้

1. ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และ ฟีด อิน ทารีฟ  (FIT)  และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา

2. หาแนวทางแก้ไขปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่น ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ระยะยาว  (PPA) ทุกสัญญา ที่มีเงื่อนไขทำให้กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินความเป็นจริง

3. หาแนวทาง แก้ไขปัญหา อุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า  (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ มติ ครม. ดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไป

“คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

แม้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตรวมมีเพียงหลักพันเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณสิบกว่าโรง กลับมีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ และค่า AP หรือค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงแม้แต่หน่วยเดียว ก็มีสัดส่วนสูงกว่าค่า Adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนับร้อยโรงอย่างมาก

“หากจะมีการเสนอ กพช. ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จริง ก็ต้องเสนอให้ดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 23 ราย ดังนี้

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ย้ำสุขภาพคือเศรษฐกิจใหม่ของไทย เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ เพลนารีฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบ International Healthcare Week 2026 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลายประเทศเข้าร่วม

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบัน “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาโรค แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนของโลก ประเทศไทยจึงเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ บริการสุขภาพดิจิทัล การผลิตทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลก และเป็นฐานการลงทุนด้านสุขภาพของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ระบบบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อผสานกับเทคโนโลยีและความร่วมมือจากนานาประเทศ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ งาน International Healthcare Week 2026 จะเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้ให้บริการด้านสุขภาพจากทั่วโลก เพื่อขยายความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในฐานะหุ้นส่วนที่น่าเชืรอถือ เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเข้าชมฟรี ภายในงานมีผู้ประกอบการด้านการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส และความงามกว่า 200 ราย นำเสนอเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และบริการสุขภาพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รวมถึงกิจกรรมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เวทีเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub อย่างยั่งยืน

อนุทิน ชาญวีรกูล

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

สภาฯ306เสียงฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ยืนตาม ’สว.‘ แก้ไข ไม่นิรโทษกรรม  ความผิดม.112 ให้เด็กและเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข  พ.ศ… หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 137  โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18ปี  

ทั้งนี้ภายหลังจากที่เปิดให้สมาชิก อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 จากนั้นประธานฯได้สั่งปิดการประชุม ในเวลา 17.51 น.