วัส ติงสมิทร ชี้ ระบบเลือก สว. พังพินาศ  กฎหมายปล่อยฮั้วกันได้ เขี่ย ‘อดีตนายกฯ-ผู้พิพากษา’ตกรอบ แนะเลิกใช้ไปเลย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

‘วัส ติงสมิทร’ชี้ ที่มาสว.วิปริต หลังกฎหมายปล่อยฮั้วกันได้ เขี่ย ‘อดีตนายกฯ-ผู้พิพากษา’ ตกรอบ แนะเลิกใช้ไปเลย ดักคอกกต.ไม่ส่งศาลฟันขบวนการฮั้วสว. มีปัญหาแน่

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรีศ นายวิชา มหาคุณ อดีตปรธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ร่วมเสวนา

โดยนายวัส กล่าวว่า เวลานี้องค์กรอิสระ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 เลือกองค์กรอิสระแบบวิบัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา มีข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเริ่มวินิจฉัย ฮั๊วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในบ่ายวันนี้ (28 ส.ค.) และ กกต. 4 ใน 7 คน เป็นความเห็นชอบของ สว. ทั้งนี้ กกต. ควรส่งเรื่องฮั๊ว สว.ให้ศาลพิจารณา หาก กกต.ยกคำร้องเชื่อว่า จะมีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “เหตุอันควรสงสัย” ก็สามารถส่งศาลได้ และนี่ผ่านมา 3 เดือนแล้ว จะมาบอกว่าไม่มีเหตุอันควรสงสัยไม่ได้แล้ว

นายวัส กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่มาขององค์กรอิสระนั้นตนมองว่า ยังควรใช้การสรรหา แต่ในใบสมัครควรกำหนดว่า มีคุณสมบัติ และยืนยันคุณสมบัติของตัวเอง มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ การแสดงวิสัยทัศน์ต้องมีการถ่ายทอดสด เช่น กรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น ส่วนการให้ความเห็นชอบนั้นให้ดำเนินการผ่านรัฐสภา หรือวุฒิสภา

นายวัส กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ใช้อยู่นี้ มองว่ามีปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มา ของ สว.ถือว่าวิปริตที่ให้เลือกกันเองและฮั้วกันได้ ซึ่งตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่การมองว่าระบบการเลือกแบบนี้ใช้ไม่ได้

ดังนั้นตนจึงเห็นว่าระบบการเลือกสว.แบบนี้ควรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังตกรอบการคัดเลือก สว.มาไม่ถึงระดับประเทศ ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ระบบเลือกสว.แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน

วัส ติงสมิตรอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาฮั้วสว.

สมชัย กางไทม์ไลน์ 2 คดี ฐิติเชฏฐ์ ยังค้างเติ่งใน ป.ป.ช. 3 ปี จี้เร่งทำงานให้มีประสิทธิภาพ

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:52 น.

สมชัย กางไทม์ไลน์ คดีตู้แช่ไวน์-สินบน 3 แสน โยง กกต.ฐิติเชฏฐ์ ค้างเติ่งใน ป.ป.ช. 3 ปี จี้เร่งทำงานให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ฏ ระบุว่า “กระบวนการตรวจสอบ จริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในมือ ของ ปปช. เดินเร็วแค่ไหน

กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ ที่เป็นเพื่อนเรียนร่วมรุ่นปริญญาเอกกับ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มีคดีที่อยู่ในระหว่างการไต่สวนของ ปปช. 2 คดี ดังนี้

คดีที่ 1 กรณีนำตู้แช่ไวน์ส่วนตัวมาไว้ในสำนักงาน

คดีที่ 2 กรณีนำเงิน 300,000 บาทไปมอบให้ ผู้ว่า สตง. โดยรูปคดีเป็นการช่วยวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งข้าราชการระดับ 8 เป็น 9 ใน สตง.

2 คดี คล้ายเป็น 2 กรรม 2 วาระ แต่กลับมีเส้นเรื่องที่อาจเชื่อมถึง โดยดูจากไทม์ไลน์ ได้ดังนี้

9 พ.ย. 2564 สำนักงาน กกต. เผยแพร่ภาพการให้สัมภาษณ์สื่อของ กกต.ฐิติเชฏฐ์ ในห้องทำงาน แต่คนกลับไปวงกลม ตู้แช่ไวน์แทน และตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

15 พ.ย. 2564 นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส. พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ทำเรื่องร้อง สตง. ให้ตรวจสอบ กรณีตู้ไวน์ว่าเป็นของราชการหรือของส่วนตัว และการใช้ไฟหลวงเหมาะสมหรือไม่

9 มิ.ย. 2566 สตง.สรุปเรื่องว่าผิด เพราะตรวจสอบแล้วตู้แช่ไวน์เป็นของส่วนตัว ไม่ได้ลงทะเบียนครุภัณฑ์ของราชการ และส่งเรื่องให้ ปปช. ดำเนินการในเรื่องจริยธรรม

31 ส.ค. 2566 เวลา ประมาณ 16.00 น. ฐิติเชฏฐ์ ถือซองเงินที่มีเงิน 300,000 บาท ไปมอบให้ผู้ว่า สตง. ที่ห้องพักคอย ห้องประชุมเลื่อนชุ่มกมล ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระราม 6 โดยอ้างว่า เป็นเงินวิ่งเต้นตำแหน่งซี 9 ให้ข้าราชการ สตง. ซี 8 ผู้หนึ่ง

15 ธ.ค. 2566 ข้าราชการ ซี 8 ที่ถูกวินัยให้ออกจากราชการด้วยเหตุร่วมกับฐิติเชฏฐ์ ติดสินบน 300,000 บาทเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ทำเรื่องร้อง ปปช. กล่าวหา ผู้ว่า สตง. รับเงินจากฐิติเชฏฐ์ ด้วยเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อขอเลื่อนตำแหน่งของเขา

21 มีนาคม 2567 ผ่านไป 6 เดือน 21 วัน ผู้ว่า สตง. จึงไปแจ้งความที่ สน.บางซื่อ กล่าวหาบุคคล 2 คน ผู้ต้องหาที่ 1 คือ ข้าราชการระดับ 8 ใน สตง. ที่ถูกไล่ออก และ ผู้ต้องหาที่ 2 นายฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ ข้อหาร่วมกันติดสินบนเงิน 300,000 บาท เพื่อเลื่อนตำแหน่งให้ผู้ต้องหาที่ 1

คาดว่า มีการส่งคดี จาก สตง. ไป ปปช. ในเดือน ต.ค. 2567 อีกคดีหนึ่ง

30 เม.ย. 2568 มีการปรากฏข่าวเรื่องสินบน 300,000 บาท จากไทยรัฐ MGR Online. The Standard. ไทยโพสต์

2 พ.ค. 2568 อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ยอมรับกับสื่อว่า เป็นข่าวจริง และเพิ่งทราบ แต่ไม่ทำอะไร เพราะอยู่ในขั้น ปปช.แล้ว

เส้นเรื่องสองเรื่อง คล้ายแยก คล้ายทับเกี่ยว แต่ที่เป็นจริง คือ เรื่องแรกถึง ปปช. ตั้งแต่ มิ.ย. 2566 เรื่องที่ 2 ถึง ปปช. ธ.ค. 2566 จนถึงวันนี้ เลย 3 ปีแล้ว ยังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของ ปปช.

ปปช. จะตอบ ประชาชน อย่างไรดีครับ ท่านรับเงินเดือนสูง ๆ แล้ว ทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วย

โคนันสมชัย รายงาน”

กกตป.ป.ช.สมชัยแนวหน้าออนไลน์

ศุภชัย ย้อนเกล็ด อภิสิทธิ์ อย่ากล่าวหา ภท. ลอยๆ ปมยึดครองวุฒิสภา ไล่ย้อนดูประวัติศาสตร์ ปชป.

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:51 น.

28 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังตั้งคำถามพรรคการเมืองส่งคน “ยึดครองวุฒิสภา” และอาจใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองหรือไม่ ย้ำข้อกล่าวหาร้ายแรงต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานทางการเมือง พร้อมย้อนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เคยไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้งปี 2549 และ 2557 ชี้หากกล่าวหา “สว.สีน้ำเงิน”หรือ ภท. ส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ใครส่งใคร ส่งอย่างไร มีคำสั่งหรือข้อตกลงอะไร” ก่อนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยข้อความที่โพสต์มีดังนี้

“ก่อนกล่าวหาภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองจะ “โดยเปิดเผยหรือแอบ” ส่งคนมายึดครองวุฒิสภา เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เพื่อช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาผิด และทำให้ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนเหล่านี้กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครองหรือเปล่า”

คำถามนี้รุนแรง และพาดพิงถึงรากฐานของระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

พรรคภูมิใจไทยจึงมีสิทธิถามกลับเช่นเดียวกันว่า ก่อนจะกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นว่า “ยึดครองวุฒิสภา” หรือถึงขั้น “ล้มล้างการปกครอง” เราควรใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หรือใช้เพียงความรู้สึกและข้อสันนิษฐานทางการเมือง?

หากมีหลักฐานว่าพรรคภูมิใจไทยหรือบุคคลใดกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอให้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ให้ กกต. ศาล หรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัย

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุด การพูดในลักษณะเสมือนว่ามีพรรคการเมือง “ส่งคนเข้าไปยึดครองวุฒิสภา” ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะ ข้อกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางกฎหมาย

และถ้าจะพูดกันถึงเรื่อง “ประชาธิปไตย” ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดประวัติศาสตร์ดูด้วยมาตรฐานเดียวกัน

พรรคประชาธิปัตย์เคยตัดสินใจ ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นตัดสินใจบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ครั้งที่สอง การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีมติ ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อีกครั้ง ท่ามกลางกระแส “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนกหวีดคือภาพจำของคนทั้งประเทศ

และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ วิกฤตการเมืองทั้งสองช่วงจบลงด้วยการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557

ผมไม่ได้กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร เพราะการกล่าวเช่นนั้นเป็นการสรุปเหตุและผลเกินกว่าข้อเท็จจริง

แต่สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าสู่สนามเลือกตั้งและให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เหตุใดจึงเคยเลือกไม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งถึงสองครั้ง?

วันนี้จึงเป็นเรื่องน่าคิด เมื่อพรรคที่มีประวัติศาสตร์เช่นนี้กลับตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่นอย่างรุนแรงถึงขั้นว่า กำลังใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครองหรือเปล่า”

ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า พรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถประกาศว่าใครเป็น “สว.ของพรรคไหน” ได้จากความใกล้ชิด จากการลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกัน หรือจากข้อกล่าวหาทางการเมือง

หากจะกล่าวว่าใครเป็น “สว.สีน้ำเงิน” หรือเป็นคนที่พรรคภูมิใจไทย “ส่งเข้าไปยึดครองวุฒิสภา” ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครส่งใคร ส่งอย่างไร มีคำสั่งอะไร มีการตกลงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างไร และพฤติการณ์ใดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้ตัดสินคนด้วยสี

ไม่ได้ตัดสินด้วยฉายาทางการเมือง

และไม่ได้ตัดสินด้วยการพูดซ้ำ ๆ จนสังคมเชื่อ

แต่ตัดสินด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธสิทธิของนายอภิสิทธิ์ในการตั้งคำถาม นายอภิสิทธิ์มีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ และพรรคภูมิใจไทยก็มีเสรีภาพที่จะถามกลับเช่นกันว่า

หลักฐานอยู่ที่ไหน?

หากมี ก็ให้นำออกมาและพิสูจน์กันตามกฎหมาย

แต่หากยังไม่มี ก็ไม่ควรนำข้อสันนิษฐานทางการเมืองมาประกาศเป็นข้อเท็จจริง แล้วขยายไปถึงข้อกล่าวหาร้ายแรงว่าอีกฝ่ายกำลัง “ล้มล้างการปกครอง”

ที่สำคัญที่สุด หากเราจะเรียกร้องให้ทุกพรรคเคารพประชาธิปไตย ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย รวมทั้งกับประวัติศาสตร์ของพรรคตนเองด้วย

เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่คำที่มีไว้กล่าวหาคนอื่น

และหลักนิติรัฐก็ไม่ใช่การตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วค่อยหาพยานหลักฐานมารองรับทีหลัง

กล่าวหาทางการเมืองทำได้

แต่กล่าวหาว่าใคร “ยึดครองวุฒิสภา” หรือ “ล้มล้างการปกครอง”

ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า—หลักฐานคืออะไร?

ศุภชัยใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ยิ่งชีพอัชฌานนท์,ยิ่งชีพไอลอว์,iLaw,ฮั้วสว,

พรรคส้ม เตรียมยื่น ปปช. ฟัน กกต.ยกก๊วน ข้องใจดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย เข้าข่าย ‘ซื้อเวลา’

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

‘ภัณฑิล’ เผยพรรคส้มเตรียมยื่น ‘ป.ป.ช.’ ฟัน ’กกต.‘ ยกก๊วน ข้องใจมติดำเนินคดีอาญา สว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย ‘ซื้อเวลา’ ชี้ ‘สว.พิสิษฐ์’ สามารถแก้ต่างได้หากมีหลักฐานก็ขอให้แสดงออกมา

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 รายนั้น เป็น สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว. สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. บางราย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ส่วนตัวก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ค่อนข้างชี้ชัดว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การที่มาพูดถึงเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการปลุกปั่นประชาชน ก็ขอถามกลับว่า หากมีประเด็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง ก็ขอให้แถลงออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยิ่งตัวเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อถูกตรวจสอบ ทั้งนี้ ส่วนตัวก็ขอชื่นชม นายพิสิษฐ์ ด้วยเหมือนกันว่า ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 ถือเป็นหนึ่งใน 13 สว.ที่ถอนตัวออกจากกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อป้องกันข้อครหาว่าด้วยเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าวันนั้น นายพิสิษฐ์ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว วันนี้จึงขอให้ใช้หลักการเดียวกัน เมื่อถูกกล่าวหา ก็ต้องยิ่งเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดถูกตรวจสอบ

“แต่วันนี้มีเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือเรื่องที่ กกต.มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. 1,767 คน ข่าวนี้ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า กกต.สามารถดำเนินการทางอาญาได้ แต่ต้องถามว่า กกต.มีการกำหนดหรือไม่ว่า ในผู้กระทำผิด 1,767 คนนั้น มีผู้ที่เป็น สว.จริงกี่คน และ สว.สำรองกี่คน หากผิดจริงก็ต้องให้ดำเนินการคืนเงินตามกระบวนการ เพราะคดีอาญาที่จะต้องส่งศาลฎีกา มีผลต่อ สว.ที่กำลังใช้อำนาจหน้าที่อยู่ไม่เหมือนกัน แต่ในการดำเนินคดีอาญามีบทบาทในตัวของมันเอง ไม่ได้ทำให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมือนเป็นการซื้อเวลา” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยการให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว.บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา

พรรคประชาชนพรรคส้ม

‘สุรเดช’คาใจ เหตุป่วนใต้ 51 จุด กล้องจับคนก่อเหตุไม่ได้ – รัฐบูรณาการทำงานจริงเหมือนพูดหรือไม่

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:23 น.

‘สุรเดช’คาใจ เหตุป่วนใต้ 51 จุด กล้องจับคนก่อเหตุไม่ได้ – รัฐบูรณาการทำงานจริงเหมือนพูดหรือไม่ แนะให้รางวัลนำจับคนแจ้งเบาะแสเพื่อสร้างแนวร่วม ย้ำคงเคอร์ฟิว ให้จนท.ปูพรมทำงานได้ง่ายในช่วงกลางคืน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการป่วนก่อเหตุถึง 51 จุดว่า ตนมีข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่อย่างกล้องวงจรปิด ซึ่งทางรัฐได้จัดสรรงบประมาณไปจำนวนมากในส่วนนี้ แต่ทำไมยังคงมีปัญหากล้องเสีย ใช้งานไม่ได้ ใครเป็นคนดูแล ท้องถิ่นหรือหน่วยราชการหน่วยใด และที่พูดกันเสมอว่ามีการทำงานแบบบูรณาการกันนั้น มีการบูรณาการกันจริงหรือไม่ซึ่งต้องตรวจสอบทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พลเรือนซึ่งก็คือ กรมการปกครอง ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่ต้องสนธิกำลังและทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริงๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

นายสุรเดช กล่าวว่า ในส่วนของกล้องวงจรปิดในพื้นที่ เราใช้กันมานานแล้วตนเคยเสนอตั้งแต่ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูกล้องวงจรปิดจากมือถือได้แล้ว ได้มีการอัพเกรดเทคโนโลยีกันหรือไม่ หรือระดับปฏิบัติละเลยหรือไม่ ใครเป็นผู้ดูแล ดูแลกันแบบบูรณาการหรือไม่ หรือว่า ทหารดูของทหาร ตำรวจดูของตำรวจ ฝ่ายปกครองก็ดูของตัวเอง แบบนี้ไม่ได้ ต้องช่วยกันและประสานกัน โดยเฉพาะท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราจะต้องนำพวกเขามาร่วม และต้องร่วมกันอย่างจริงจังด้วย รวมถึงมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดหรือไม่ว่า ใช้การได้จริงกี่ตัว เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นถึง 51 จุด แต่ไม่สามารถจับภาพคนร้ายที่ปลอมตัวอยู่บนกระบะได้ ไม่สามารถซูมหน้าดูได้ว่า เป็นใคร ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก

นายสุรเดช ยังเสนอแนะว่า ควรจะต้องมีหน่วยงานแทรกซึมเข้าไปในมวลชน ซึ่งปัจจุบันในส่วนของทหารและตำรวจมีอยู่แล้วที่ฝังตัวอยู่กับชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านเราไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร บางคนเป็นผู้ก่อการร้ายมาแฝงตัว ซึ่งเราต้องทันเกมกับคนพวกนี้ เพราะเขาโจมตีแบบใต้ดิน ซุ่มโจมตีวางแผน ถึงเวลาก็ก่อเหตุร่วมกัน ทำให้ภาครัฐทำงานลำบาก อย่างการก่อเหตุล่าสุดหลายจุดคิดว่า มีการวางแผนกันมานานแล้ว หน่วยงานภาครัฐต้องอัพเกรดตัวเองตลอดเวลาด้วย ต้องคิดเสมอว่า พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบ ยังมีผู้ที่เจตนาก่อความไม่สงบต่อเนื่อง บางครั้งปลอมตัวเป็นพลเมืองดีทั่วไป ข้อมูลตรงนี้เราต้องได้เชิงลึก

นายสุรเดช ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้มีการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนมาเป็นแนวร่วมของรัฐ โดยการให้รางวัลนำจับ หรือแจ้งเบาะแส ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ดี เพราะความไม่สงบตลอดช่วงที่ผ่านมา มีคนตกงานจำนวนมาก เมื่อตกงานจึงเสี่ยงที่จะถูกดึงไปร่วมกับฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย ถูกผู้ก่อการร้ายใช้ช่องตรงนี้ดึงมาเป็นพวก ดังนั้น รัฐต้องมีงบประมาณในส่วนของการสร้างแรงจูงใจประชาชน หากใครสามารถให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับตัวคนร้าย ก็จะมีเงินรางวัลให้ หรือหากสามารถนำพาไปสู่การจับกุมตัวผู้บงการได้อาจจะให้เงินรางวัลจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนช่วยกัน และหันมาร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งนอกจากได้เงินและยังได้ความสงบกลับคืนสู่พื้นที่ด้วย ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจังไห้ได้

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในส่วนการเคอร์ฟิวนั้น ไม่อยากให้มีการประกาศเฉพาะเวลาเกิดเหตุเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ต้องคงไว้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานไม่ได้ อาจจะเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00 – 06.00 น. ไม่ให้มีการออกจากบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปูพรมตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบมากมาย แต่ต้องมีพื้นที่ให้เขาลงไป และต้องตรวจสอบโดยไม่กระทบกับประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ย้ำว่า ต้องคงประกาศเคอร์ฟิว ต้องมีกฎอัยการศึก เพราะมีการก่อเหตุถึง 51 จุด และต้องไม่ยกเลิกเคอร์ฟิวง่ายๆ ต้องคอนโทรลตรงนี้ก่อน โดยชาวบ้านที่สุจริตจะทำมาหากินกันในช่วงเช้า แต่ช่วงกลางคืนต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำงานให้เต็มที่ ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ลำบาก

บวรศักดิ์ จวก องค์กรอิสระ ความเชื่อมั่นตกต่ำเรื่อยๆ หนุนแก้รธน. ชง 5 ข้อปรับการสรรหา-คืนสิทธิปชช.ถอดถอน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

‘บวรศักดิ์’ ซัด ความเชื่อมั่นองค์กรอิสระตำต่ำลงเรื่อยๆ หนุน แก้รัฐธรรมูญ ปรับ 5 ข้อ ยึดอำนาจจัดเลือกตั้ง กกต.ให้ส่วนราชการทำแทน กกต.แค่ออกกฎ จับคนทำผิด พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชนถอดถอน – ร่นเวลาได้นายกฯใหม่-ปรับการสรรหาองค์กรอิสระ ยกผลวิจัยวิชาการ ชี้ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระตกต่ำ


วันที่ 28 ส.ค.เวลา 10.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรีศ นายวิชา มหาคุณ อดีตปรธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ร่วมเสวนา

นายบวรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้ขึ้นเวทีมา ตั้งแต่อายุ 60 ปี ล่าสุดปฏิเสธนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในเวทีวันที่ 29 ส.ค.นี้ เพราะตนไม่ต้องการแสงอะไรทั้งสิ้นแล้วในวันนี้ แต่แหวกม่านประเพณีมาร่วมเวทีนี้ ทั้งนี้ประเทศไทยนี้แปลก จะเข้า OECD หน่วยงานตรวจสอบเรา 25 กลุ่ม มีเรื่องที่เราต้องปรับกว่า 7 หมื่นเรื่อง เรื่องสำคัญใหญ่สุดคือ เรื่องทุจริต ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” มีการแฉตำรวจกันเอง มีคุกพิเศษในบางขาง รัฐบาลก็เงียบ ตนได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ และเสนออาจารย์วิชา มหาคุณเป็นประธาน ก็ไม่สน สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้สนใจเรื่องนี้ คนมีอำนาจไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน ดังนั้น ที่นายอภิสิทธิ์จัดงานวันนี้ตนจึงเตรียมพูด 3 เรื่อง คือ 1.ที่มา 2.ผลงาน และ 3. ทางออก เน้นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า การเขียนรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยดูและวิเคราะห์ปัญหาการเมืองพบว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจกันของทหาร พลเรือน การเมือง ให้เป็นของประชาชน มีอำนาจถอดถอนได้ ทั้งนี้โดยเฉพาะการเมืองไม่สุจริจ มีการซื้อเสียง ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากการออกกฎการเลือกตั้งปี 2521 ห้ามจัดมหรสพ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัคร กับผู้ลงคะแนนหายไป จากที่เคยปราศรัยหลังจบมหรสพไม่มีแล้ว ทำให้ต้องมีคนที่สามคือ หัวคะแนน ซึ่งการเลือกตั้งทุกวันนี้ยังห้ามจัดมหรสพอยู่ ดังนั้นวันนี้หากตนเขียนกฎหมายเลือกตั้ง ตนจะไม่ห้ามการจัดมหรสพ เพราะเป็นคอนแท็กของคนเลือกรับเลือกตั้ง กับผู้เลือกตั้ง แต่การซื้อเสียงเข้ามาแล้วก็จะเข้ามาถอนทุน

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า อดีตการจัดเลือกตั้งทำโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็นรมว.มหาดไทยกันมาก เพราะชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้เข้าข้างตัวเองได้ และก็ซื้อเสียงด้วย ดังนั้นจึงมีการแก้รัฐธรรมนูญ มีการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงกกต. แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้กกกต. มีอำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้ง และ วินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด โดยแรกๆ กกต.มีอำนาจในการให้ใบเหลืองได้ แต่คณะรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัย ก็พบว่า จริงๆ แล้ว กกต.มีอำนาจให้ใบแดง จึงมีการแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ 1 ปี ทั้งก่อน และหลัง ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ใบแดงหลังเลือกตั้งกกต.ต้องให้เหตุผลพร้อมส่งศาล โดยกกต.ไต่สวนพบว่ามีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้กกต.ใช้ดุลยพินิจ ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยาน หลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้นมาตรฐานต่างกัน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 กกต.มี 7 คน อำนาจเหมือนเดิม ลดลงบ้าง โดยให้ใบเหลือง ใบแดงก่อนเลือกตั้งได้ แต่อำนาจให้ใบเหลือง ใบแดงหลังเลือกตั้งถูกโอนไปที่ศาล ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กกต.ชุกดหลังมีการแทรกแซง คนเริ่มบอกว่าหน้าตากกต.เหมือนพรรค อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอำนาจให้ระงับการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ถ้ามีหลักฐานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และใบดำกรณีทุจริต เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นโทษตายทางการเมือง ตลอดจนขยายวันรับรองการเลือกตั้งจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ทำให้การตั้งรัฐบาลล่าช้า และไม่มีการให้ใบแหลือง ใบแดงก่อนเลย

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และสว. ต่ำกว่า เมื่อสส. รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ตนขอเสนอทางออก ให้อภิวัฒน์ พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัติเวลาได้มาของครม. โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือน ปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60 วัน ปี2560 ขยายให้ กกต. มีเวลาประกาศ 30 วัน อีก 15 วันเรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5 เดือน

“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30 วันหลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส. ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน ให้เวลารับรอง 30 วัน เพื่อ กกต. ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันเมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วันใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฏีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม. พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กอิสระที่เลือกกันเอง 1 คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มสว. หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ 3.อภิวัติระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มีสว.ที่ดีต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส. หรือ สว. จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.อภิวัฒน์ สำนักงาน กกต. โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต. จะมี 2 ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี2558 และ5. อภิวัติการยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000 คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย

กกตบวรศักดิ์ อุวรรณโณองค์กรอิสร

ธนกร หนุนนายกฯ ช่วย ปชช.ลดค่าไฟฟ้า ชี้โครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ในระยะยาว

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

“ธนกร”หนุนนายกฯ ช่วยประชาชนลดค่าไฟฟ้า ชี้โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ประเทศในระยะยาว เหน็บฝ่ายค้านดีแต่พูดแต่ไม่เคยติดลงมือทำ

28 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของแผนงานที่ 2 กรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่า ยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าตามกรอบกฎหมาย รัฐบาลจะใช้เงินทุกบาทโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ การขออนุมัติกู้เงินครั้งนี้ก็เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ที่รัฐบาลเตรียมมาตรการอุดหนุนเงินลงทุนสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 kW และยังมีแผนใช้ระบบหักกลบลบหน่วยไฟฟ้า เพื่อให้บ้านอยู่อาศัยสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบการไฟฟ้าได้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วยอีกด้วย

นายธนกร กล่าวอีกว่า โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน คือ นโยบายของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสำหรับบ้านอยู่อาศัย ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเพื่อใช้เองภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือน และหากมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งาน ก็สามารถขายให้กับการไฟฟ้าได้ตามเงื่อนไขและอัตรารับซื้อที่กำหนดไว้ โดยการไฟฟ้าจะเป็นหน่วยงานตรวจสอบความพร้อมของผู้เข้าร่วม ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และความเหมาะสมของการเชื่อมต่อ เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน และไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

“ท่านนายกฯ ตั้งเป้าช่วยให้ประชาชนสามารถลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยที่ประชาชนเองมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง และยังถือเป็นสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น ขอให้ฝ่ายค้านเปิดใจให้กว้างรับฟังบ้าง หากไม่เห็นด้วยก็เสนอแผนหรือแนวทางให้รัฐบาลได้ ไม่ใช่เน้นพูดใช้วาทกรรมอย่างเดียว เพื่อเอาชนะทางการเมืองแต่ไม่เคยคิดลงมือทำ โดยเฉพาะบางพรรค ก็เคยเป็นแกนนำรัฐบาลในอดีต ซึ่งประชาขนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” นายธนกร กล่าว

ธนกรวังบุญคงชนะ,พรรคภูมิใจไทย,ค่าไฟ,โซลาร์รูฟท็อป,

นายกฯ ชี้ปม โตโยต้าจ่อย้ายฐานการผลิต เอกนิติ มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว 

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:00 น.

นายกฯ ชี้ปม โตโยต้าจ่อย้ายฐานการผลิต “เอกนิติ” มีแนวทางแก้ไขอยู่แล้ว หวังได้คุยเอกชนยานยนต์ญี่ปุ่น ช่วงการประชุม UNGA เผยนัด ‘ทูตญี่ปุ่น’กินข้าวเที่ยงวันนี้ หารือก่อนแวะเยือน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการย้ายฐานการผลิตรถยนต์ของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ฯ ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีแนวทางการดำเนินการแก้ไขอยู่แล้ว รายละเอียดต่างๆ ขอให้ถามนายเอกนิติ เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คาดว่าจะมีการหารือช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)

ขณะนี้อยู่ระหว่างที่นายเอกนิติ หาแนวทางการนัดหมายกับภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบปะระหว่างการเดินทางไปมหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ทราบว่าจะสามารถนัดได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ตนจะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยจะมีหัวข้อการหารือในการเตรียมความพร้อมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น

ยานยนต์ญี่ปุ่นโตโยต้า

อนุทิน ยิ้มไม่ตอบรูป อรรษิษฐ์ ไหว้ย่อ หลังสะพัดตีความนั่งปลัดมท.ยาว

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:53 น.

‘อนุทิน’ ยิ้มไม่ตอบรูป ‘อรรษิษฐ์’ไหว้ย่อ หลังสะพัดตีความนั่งปลัดมท.ยาว

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการปรากฏภาพนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ก้มไหว้ย่อนายกฯ ก่อนนายกฯเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการตีความว่าจะได้นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไปอีก โดย นายกฯหัวเราะและยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูลอรรษิษฐ์

ไหนว่าไม่ตายไมค์! ‘ไอติม’ดีเบต’นภินทร’ ในรายการกรรมกรข่าว ปมแฉเรียกพบผู้สมัครสว. โดนสวนหงายเงิบทุกประเด็น

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:29 น.

รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ เช้าวันที่ 28 สิงหาคม ได้มีการสัมภาษณ์ดีเบตระหว่างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประเด็นที่นายพริษฐ์ กล่าวหาว่าก่อนการเลือกตั้ง สว. เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีผู้สมัคร สว. ชื่อ “นายเอ” นามสมมติ ไปพบนายนภินทร ที่ห้องทำงาน รมช.พาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง คือวันที่ 24 และ วันที่ 25 มิถุนายน

ก่อนจะเข้าเนื้อหา นายนภินทร ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ได้ไปตอบกระทู้สด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีนัดหมายล่วงหน้า ร่วมประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการกว่า 50 คนร่วมประชุม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้นายนภินทร ถามย้อนว่า “แบบนี้ผมไร้จิตสำนึกหรือ?” ซึ่งทางนายพริษฐ์ ยอมรับว่าเหตุผลรับฟังได้ แต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว และไม่ขอโทษแต่อย่างใด

ประเด็นต่อมานายนภินทร ชี้แจงข้อกล่าวหา โดยปฏิเสธว่าไม่ได้เรียก นายเอ ไปพบในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อขอดูตัว และไม่ได้เรียกไปอีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน เพื่อให้เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้าตามที่ถูกกล่าวหา แต่นายเอ ได้มากับคณะของสภาเกษตรฯ เพื่อหารือเรื่องปัญหาไก่งวงแช่แข็งล้นตลาด โดยมีข้าราชการ 2 คน ที่ถูกอ้างเป็นพยานร่วมอยู่ด้วย ซึ่งระหว่างคุยกัน นายเอ ได้ขอให้ช่วยเรื่องเลือก สว. แต่ตนปฏิเสธไปว่าทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย และหัวหน้าพรรคก็มีหนังสือห้ามไม่ให้ไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้มีพยานอยู่เต็มทั้งห้อง

ส่วนเหตุการณ์วันที่ 25 มิถุนายน เป็นเพราะตนบอกไปในวันที่ 24 มิถุนายนว่า ให้ประธานสภาเกษตรฯ ทำหนังสือถึงตนว่าจะขอความสนับสนุนจัดงานบริโภคไก่งวง พอวันที่ 25 มิถุนายน คณะของสภาเกษตรฯ ก็กลับมาอีกรวมทั้งนายเอ ด้วย ซึ่งในวันนั้นนายเอ ก็พูดเรื่องที่ขอให้ช่วยเรื่อง สว. อีก ตนก็เลยเชิญนายเอ ออกนอกห้อง โดยบอกว่าถ้าพูดเรื่องนี้ก็เชิญออกไป ซึ่งนายเอ ก็ออกไปด้วยความไม่พอใจ โดยในเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีพยานอยู่ทั้งหมดเช่นกัน อีกทั้งก็ยังได้ให้การไปแล้วด้วย

ต่อนายพริษฐ์ ได้ถามค้านว่ามีการลงเลขตอบรับหนังสือราชการหรือไม่ นายนภินทร ชี้แจงว่าไม่มีเพราะเห็นว่าข้อเรียกร้องในหนังสือเป็นเรื่องที่ปฏิบัติไม่ได้ แต่มีเลขหนังสือออกจากสภาเกษตรฯ ราชบุรี อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามนายพริษฐ์ กลับพยายามบอกว่า ข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ “เชื่อได้ว่า” ตามคำบอกเล่าของนายเอ

จากนั้น นายพริษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าคำชี้แจงของพยานของนายนภินทร 9 คน มีสำนวนคล้ายกัน ทางด้านนายนภินทร กล่าวว่า ทางคณะกรรมการชุด 26 ให้ชี้แจงโดยทำหนังสือ ซึ่งพยานทั้ง 9 คนเป็นพยานของตน ก็เลยใช้ทีมกฎหมายทีมเดียวกันเป็นผู้ทำคำให้การไว้ และย้อนถามนายพริษฐ์ ว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือ ที่ใช้ทีมกฎหมายเดียวกันเพราะทั้งหมดเป็นพยานฝ่ายตน ซึ่งนายพริษฐ์ ยอมรับว่าไม่ผิดปกติ แต่ยังพยายามบอกว่าทำให้น้ำหนักลดลง แต่นายนภินทร โต้แย้งว่า นายพริษฐ์ มีอคติ

ต่อมานายพริษฐ์ เปิดข้อมูลว่าในช่วงเวลาใกล้กัน มีผู้สมัคร สว. อีก 2 คนมาที่กระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร จะปฏิเสธหรือไม่ว่าไม่ได้พบกัน ซึ่งทางนายนภินทร ปฏิเสธทันที นายพริษฐ์ บอกว่า ตนไม่ได้บอกว่าผู้สมัคร 2 คนดังกล่าวมาหานายนภินทร เพียงแต่บอกว่ามาที่ “บริเวณกระทรวงพาณิชย์” ทำให้นายนภินทร สวนกลับว่า นายพริษฐ์ พยายามหยิบประเด็นเหล่านี้มาโยงเพื่อให้สังคมมีอคติ ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์มี 4 พันกว่าคน ตนจะไปทราบได้อย่างไรว่ามาพบใคร นายพริษฐ์ ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาถาม และแสดงให้เห็นชัดว่าเจตนาไม่สุจริต

ในตอนท้ายนายพริษฐ์ ถามว่า นายนภินทร จะปฏิเสธหรือไม่ว่าไม่เคยรู้จักกับ สว.ราชบุรี ทุกคนมาก่อน ซึ่งนายนภินทร ตอบทันทีว่า รู้จักทั้งหมด สว.ราชบุรีมี 2 คน เป็นนักธุรกิจ รู้จักกันมาก่อน ขณะที่นายสรยุทธ สุทัศนจินดา ผู้ดำเนินรายการก็บอกว่า ไม่แปลกหรือผิดปกติที่ สส. กับ สว. จะรู้จักกัน

ทั้งนี้ตลอดการสนทนา นายนภินทร สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนทุกประเด็น ขณะที่นายพริษฐ์ เพียงแต่ยืนยันว่าทุกประเด็นเป็นข้อกล่าวหาที่ “เชื่อได้ว่า” แต่ไม่ได้มีหลักฐาน หรือข้อมูลใดมาโต้แย้งคำชี้แจงของนายนภินทร ได้เลย

นภินทร ศรีสรรพางค์ผู้สมัคร สว.พรรคประชาชนพริษฐ์ วัชรสินธุ