“เชษฐา” แกะเกมส้ม ใช้ฮั้ว สว. ปั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” ชี้หลักฐานยังจำกัด ล้มพรรค-รัฐบาล ไม่สำเร็จ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยมองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างและตอกย้ำวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วนเข้ากับพรรคภูมิใจไทย


ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า เป้าหมายทางการเมืองคือการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้านขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคงและผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่าพรรคสีน้ำเงินกำลังขยายอำนาจหรือกินรวบประเทศหรือไม่


“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”

ผศ.ดร.เชษฐา ยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคประชาชนมีความแข็งแรงด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วนทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหาในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมือง ในโลกออนไลน์ กับ น้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อและยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง

“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”

หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริงและสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการกระทำของสมาชิกหรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง

การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง

ผศ.ดร.เชษฐา ประเมินว่า หากต้องให้น้ำหนักจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ตนให้น้ำหนัก ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพรรค แต่อาจไปถึงบุคลากรบางรายของบางพรรค หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง


“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”

ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่นถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์

ดังนั้น แม้เกมฮั้ว สว. จะสร้างกระแสและสามารถนำไปต่อยอดเป็นประเด็นทางการเมือง รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากถามถึงผลทางกฎหมายที่จะลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย หรือรุนแรงถึงขั้นกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ยังไปไม่ถึง

พร้อมมองว่า หลังจากนี้การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง “บ้านส้ม” กับ “บ้านน้ำเงิน” จะยิ่งเข้มข้น โดยฝ่ายหนึ่งพยายามผลักวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ขณะที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและผลงานรัฐบาลเข้าสู้

ท้ายที่สุด ประชาชนจึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ “ชนะกระแสบนโซเชียล” กับสิ่งที่ “ชนะด้วยหลักฐาน” เพราะข้อกล่าวหาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ แต่การจะเอาผิดบุคคล พรรคการเมือง หรือทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบ ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสบนโลกออนไลน์

พรรคส้มเชษฐา ทรัพย์เย็น

รัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ดึงผลิต-ส่งออก-สร้างงานในไทย วาง 3 เป้าหมาย รับอุตสาหกรรมยานยนต์

30 สิงหาคม 2569 เวลา 10:47 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ

1) นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย

2) ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก

3) ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น

“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

รัฐบาล,โครงสร้างภาษี,ภาษีรถยนต์,อุตสาหกรรมยานยนต์,

“ศุภจี” เปิดใจ ตอบคำถามฮิตหายไปไหน? เล่าเบื้องหลังคนทำงาน ดีลลับเจรจาข้าว-ช่วยสินค้าเกษตร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 10:43 น.

นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถ่ายทอดบทสนทนาและการเปิดใจร่วมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงเบื้องหลังการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด และแนวทางการผลักดันนโยบายเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมว่าหายหน้าไปจากหน้าสื่อ

นายอนิศ ระบุว่า นางศุภจีได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามารับตำแหน่งเพื่อสานต่องานสำคัญ แม้ตนเองจะมีบุคลิกแบบ Introvert และไม่ชอบออกหน้ากล้อง โดยตั้งใจใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ในทางการเมืองจำเป็นต้องสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ การเจรจา และความเชี่ยวชาญทางการค้าเป็นหลัก

กางกลยุทธ์แก้ปัญหาสินค้าเกษตร-ราคาตกต่ำ

เจรจาขายข้าว 500,000 ตัน อาศัยช่องทางการทูตในวาระครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เจรจาส่งออกข้าวล็อตใหญ่ได้สำเร็จ

ยกระดับทุเรียนซุปเปอร์จิ๋ว ผลักดันแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด พร้อมเตรียมแผนสร้างโรงงานฟรีซดรายเพื่อรองรับการแปรรูปส่งออกตลอดทั้งปีสู่ตลาดโลก

บริหารจัดการวิกฤตราคาสินค้า กรณีมะพร้าวล้นตลาด ใช้การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนช่วยกระจายผลผลิต และกรณีราคาข้าว ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ เช่น กลาโหม ราชทัณฑ์ และการเคหะฯ เข้ามาร่วมรับซื้อทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณชดเชย

โครงการรถพุ่มพวง ต่อยอดแนวคิดกระจายสินค้าจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัด เพื่อลดภาระค่าเดินทางและหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

คุมเข้มค่า GP แพลตฟอร์มต่างชาติ – ยกร่างเกณฑ์ Credit Term ปกป้องรายย่อย

ในส่วนของนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย นางศุภจีเตรียมออกมาตรการกำกับดูแลค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มต่างประเทศ รวมถึงการยกร่างประกาศควบคุมระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย ให้อยู่ในกรอบ 30–45 วัน เพื่อป้องกันการดึงสภาพคล่องและเปิดทางให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้อย่างคล่องตัว

ดัน Creative Economy หนุน Micro Drama และศูนย์กลางซูเปอร์ยอชต์

นอกจากนี้ ยังมีการตอบรับข้อเสนอเชิงนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งการเตรียมมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์และซีรีส์ขนาดสั้นด้วยเทคโนโลยี AI (Micro Drama Series) รวมถึงการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเรือซูเปอร์ยอชต์ระดับโลก (Monaco of Asia) โดยได้มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้าน Creative Economy และ Visitor Economy เข้ามารับช่วงดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมทันที

นายอนิศ สรุปทิ้งท้ายว่า บทบาทการทำงานของนางศุภจีมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการบริหารจัดการ มากกว่าการประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลสัมฤทธิ์สะท้อนผ่านตัวเลขและผลงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ศุภจีศุภจี สุธรรมพันธุ์อนิศ

อย่าเอามาปนกัน! ศุภชัย เคลียร์ชัดคดีฮั้ว สว. ขั้นตอนไต่สวน กกต. ชี้คณะ 26 ทำสำนวน-คณะ 36 กลั่นกรอง

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:58 น.

30 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “คณะ 26” กับ “คณะ 36” คนละหน้าที่ อย่าเอามาปนกัน

ในคดีที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.” มีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อยู่บ่อยครั้ง จนอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งสองคณะเป็นคณะสอบสวนเหมือนกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน

“คณะ 26” ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน

คณะ 26 คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26

หน้าที่หลักคือ สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง ตลอดจนจัดทำความเห็นประกอบสำนวน

พูดง่าย ๆ คือ

คณะ 26 เป็น “ผู้ทำสำนวน”

เมื่อทำสำนวนเสร็จ หน้าที่ของคณะ 26 ในชั้นนี้ก็สิ้นสุดลง และต้องส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป

คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด

แล้ว “คณะ 36” ทำอะไร?

คณะ 36 คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36

คณะนี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “สอบสวนใหม่” แทนคณะ 26

แต่มีหน้าที่ในอีกชั้นหนึ่งของกระบวนการ คือ พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. มาแล้ว พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป

พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือ

คณะ 26 = ทำสำนวน

คณะ 36 = พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น

กกต. = ผู้พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย

นี่คือสามบทบาทที่ต้องแยกออกจากกัน

กระบวนการจึงไม่ได้กระโดดจาก “26” ไป “36” ทันที

เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่ สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงานเสียก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ชั้นของ คณะ 36 เพื่อพิจารณากลั่นกรองและทำความเห็น ก่อนเสนอไปยัง กกต. ชุดใหญ่

จึงอธิบายเป็นลำดับได้ว่า

คณะ 26

สืบสวน–ไต่สวน–รวบรวมพยานหลักฐาน–ทำสำนวน

สำนักงาน กกต.

วิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็น

คณะ 36

พิจารณา–กลั่นกรองสำนวน–จัดทำความเห็น

กกต.

พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่ง

จุดนี้สำคัญต่อ “คดีฮั้ว สว.” อย่างมาก

เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่า คณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร

แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่

โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ” กับ “พยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.”

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน

คณะ 26 เป็นผู้ทำสำนวน

คณะ 36 เป็นผู้กลั่นกรองสำนวน

กกต. เป็นผู้ชี้ขาด

และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอคือ

พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มา

กระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย

และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรม

เพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า พยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

และทุกคดีไม่ว่า สส.หรือ สว.ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้

ศุภชัย ใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ฮั้วสว,กกต,

รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต รอบ 11 เดือน ปีงบฯ 69 จับ 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:43 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป้ดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่ตรวจพบมากที่สุด สร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ในรอบ 11 เดือน ปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังสามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 โดยสินค้ายาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุราและน้ำมัน

“รัฐบาล โดยกรมสรรพสามิต เดินหน้ายกระดับแนวทางการทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ วางแผนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาในแต่ละพื้นที่ เปลี่ยแนวคิดจาก “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ มุ่งให้การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

รัฐบาล,สินค้าผิดกฎหมาย,สรรพสามิต,บุหรี่เถื่อน,

รัฐบาลดีเดย์ ก.ย.69 ค่าไฟโครงสร้างใหม่ ใช้น้อย จ่ายถูกลง 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ลดภาระกว่า 21 ล้านครัวเรือน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 08:37 น.

30 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง

สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201–400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก

พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน

“หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาล,ค่าไฟ,ค่าไฟฟ้า,

เท้ง-มาร์คเร่งสุมไฟ สับคดีฮั้วสว. ต้นตอชิงกินรวบปท. จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:11 น.

เท้ง-มาร์คเร่งสุมไฟ สับคดีฮั้วสว. ต้นตอชิงกินรวบปท. จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา กกต.ขอทุกฝ่ายเห็นใจ นัดประชุมลงมติ14ก.ย. ย้ำไม่มีใครมากดดันได้

เวทีผู้นำฝ่ายค้านกระหึ่ม! “เท้ง” ลั่นโกงฮั้ว สว. จุดเริ่มต้น “กินรวบประเทศ” พร้อมจับมือมาร์ค เร่งสุ่มไฟ จี้ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาอ้างฝ่ายค้านใช้สิทธิ์ตามหน้าที่ไม่ปล่อยให้ลอยนวล ขณะที่ กกต.ยัน14 กันยายน ชี้ขาดมติเอกฉันท์ส่งศาลฎีกาคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์”ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ”การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งว่า อาจมีความฉุกละหุกเล็กน้อย ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่จัดโครงการ”วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน”ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบ หากพูดกันชัดๆ คือ การตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตรงกับการที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึง”ระบอบสีน้ำเงิน” ครบ 100 วันพอดี

‘เท้ง’ซัดจุดเริ่มกินรวบปท.

“คำว่านิยามของระบอบสีน้ำเงินก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบที่ต้องการการถ่วงดุลตรวจสอบ ยึดโยงกับประชาชน แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือ องค์กรอิสระ มาจากการแต่งตั้งของสว.ที่อาจจะถูกจัดตั้ง หรือโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่าระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศอยู่ และการแสดงความคิดเห็นของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ชูขึ้นมา ทำให้เห็นภาพชัดว่า การโกง สว.คือจุดเริ่มต้นของการกินทั่วประเทศ”ผู้นำฝ่ายค้านฯย้ำ

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น หมุดหมายที่สำคัญ มีเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน คิดว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยกันส่งเสียงว่าอยากได้ระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินทั่วประเทศอยู่ อันนี้เป็นสิ่งน่าจะมาผลักดันร่วมกันและอยากชวนให้ทุกคนคิดเพิ่มเติม กรณีนักวิเคราะห์หลายคนบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่จะเอาผิดคนโกง สว.ได้ยาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะคนที่เลือกกกต.ชุดใหญ่4ใน7คน ถูกเลือกมาจาก สว.ชุดปัจจุบัน และหลายๆ คนก็อยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง

บี้กกต.เร่งส่งสำนวนไปศาล

“ดังนั้นจะคาดหวังได้อย่างไร กับการใช้อำนาจบอกว่ามันมีมูลนะ บอกได้ว่ามีการโกงสว.นะจากคนที่ถูกเลือกเข้ามาเพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงๆ หลายๆ คนจึงบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมอยากให้ทุกคนมองแบบนี้ ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายๆคน รวมถึงตัวผมเอง เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ การทำงานการเมืองคือการที่ต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าพูดอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย ความคิดเดิมๆ เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน แต่ผมเชื่อว่าการที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้ทุกวัน เรากำลังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้ มากขึ้นทุกวัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว.เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต.ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 ก.ย.ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น

อภิสิทธิ์รับตรวจสอบยาก

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯที่ได้ร่วมเสวน กล่าวตอนหนึ่ง แสดงความเป็นห่วงกังวลอย่างมากต่อสภาพบ้านเมืองระบบในปัจจุบันโดยชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเคยกลัวเรื่องการรวบอำนาจผ่านเสียงข้างมากในสภาที่ทำให้กลไกสภาดูไร้ความหมาย ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ระบบรัฐสภาจะมีการแบ่งประเด็นชัดเจน เช่น เรื่องงบประมาณหรือการไม่ไว้วางใจที่ต้องเข้มงวดตามมติพรรค แต่ในเรื่องอื่นๆ ควรเปิดให้เห็นต่างได้โดยไม่ต้องบีบบังคับด้วยมติพรรคเหมือนที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ นอกจากนี้ ยังระบุถึงการนำกลไกตรวจสอบถ่วงดุลออกไปไว้นอกสภา ผ่าน”องค์กรอิสระ”ที่สร้างขึ้นมาหวังให้เป็นกลาง แต่เมื่อต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภากลับพบปัญหาว่าวุฒิสภา ไม่ได้เป็นกลางและมีการสร้างเครือข่ายอำนาจขึ้นมา

กังขาทฤษฎีสมคบคิด

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้ที่น่ากลัวคือมันไปไกล จนเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างลุกลามไปถึงกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบ ทำได้ยากมาก พร้อมยกเหตุการณ์สมมติว่า หากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาได้และส่งคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ เมื่อรัฐบาลทำผิดองค์กรเหล่านั้นก็จะไม่ตรวจสอบ และไม่มีใครสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระซึ่งตั้งคำถามว่าสภาพการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนจึงไม่ทราบว่าทำไม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบตน ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี

นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในอดีตที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมีหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทั้งในสภาฯและหลายๆอย่าง แต่เราคงไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆแต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราพูดเสมอ คือ เราต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ตนไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ให้ถึงที่สุด ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเชื่อว่ามันไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป

สับเละเตือนวิกฤต“ฮั้วสว.-สสร.”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงวิกฤตองค์อิสระกกต.และการเลือกสว.ว่าการร่วมเวทีเดียวกันไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง พร้อมอ้างถึงคำเตือนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับวิกฤตขององค์กรอิสระ โดยเปรียบเทียบว่าก่อนปี2540ที่ยังไม่มีองค์กรเหล่านี้ แทบไม่มีประวัติศาสตร์การลงโทษผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมักถูกออกแบบให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งตนไม่ได้สรุปว่าไม่ควรมีองค์กรอิสระเพียงแต่ต้องระมัดระวังในการสรุปผลเนื่องจากในต่างประเทศมักใช้กระแสสังคมเป็นกลไกจัดการผู้กระทำผิดแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม

นายอภิสิทธิ์ระบุว่าตนสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ขอเตือนให้ระวังการเกิด”ฮั้วสสร.”ซึ่งจะเป็นการเขียนกติกาใหม่เพื่อรับรองสิ่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันให้หนักหนายิ่งขึ้น พร้อมเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้าน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กันไป โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ โดยดึงภาคสังคมเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง

เตือน กกต.อย่าลอยตัว

ในส่วนของประเด็นการฮั้ว สว.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ามีความกังวลต่อกระแสข่าวการเลี้ยงฉลองล่วงหน้าว่าทุกคนจะรอดพ้น ในวันที่ 14 กันยายนนี้ พร้อมตั้งคำถามถึงเกณฑ์”หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”ที่กกต.จะใช้ส่งให้ศาลพิจารณา โดยจากการตรวจสอบพบว่านายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เคยเตือนผู้สมัครโดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาว่าเพียงแค่การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็เป็นความผิดแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนแนวทาง เน้นองค์ประกอบความผิดเรื่องการเสนอผลประโยชน์ทั้งที่จริงแล้วคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อเดือนสิงหาคม กันยายนและพฤศจิกายนปี2568 วินิจฉัยชัดเจนว่าลำพังเพียงบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINEหรือการแลกคะแนนกันโดยไม่มีพฤติกรรมอื่นก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.แล้ว

พร้อมยังตั้งคำถามไปถึงกกต.ว่าเหตุใดจึงไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งที่มีบรรทัดฐานจากศาลฎีกาและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเป็นขบวนการมากกว่ากรณีในอดีต

ยัน14ก.ย.นี้ไม่จบโดนเช็กบิลแน่

“ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจเพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว.และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่าน โดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทรจะเข้าใจผิดเพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม”นายอภิสิทธิ์กล่าว พร้อมย้ำอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบลงในวันที่ 14 กันยายน แน่นอนและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

‘ชัยธวัช‘ซัดวิกฤตตั้งแต่ยุค‘คสช.’

จากนั้นนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวตอนหนึ่งว่า ถามว่า กังวลหรือไม่กับวิกฤตความเชื่อมั่นของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีโกง สว.ต้องบอกว่า ส่วนตัวกังวลมาตั้งแต่การมีรัฐประหารปี 2557 กังวลตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 กังวลตั้งแต่ คสช. ตั้ง สว.จากการแต่งตั้งครั้งแรก และมีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระเหมือนกัน เลือกนายกฯได้ด้วย ตนถามว่าทำไมพึ่งจะมากังวลกัน ก่อนหน้านี้ไม่ต้องโกงให้เหนื่อยก็สามารถตั้งได้ดื้อๆ เลย ตนทวนความจำให้ไอไม่ไม่โกงตั้งเอาดื้อๆ ไม่กังวลหรือ ถ้าจะพูดเรื่องโกงสว.หรือ วิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตนคิดว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ต้องพูดในบริบทของพัฒนาทางการเมืองไทย ที่อย่างน้อยนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน

“พูดง่ายๆ ถ้าถามตนว่าคดีโกงสว.ทำให้ผมกังวล เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ได้กังวลในแง่นั้น แต่กังวลใหญ่กว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ใช่วิกฤต แค่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น คดีโกงสว.เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงินที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ผมคิดว่าถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องมองภาพใหญ่กว่านั้น“ นายชัยธวัช กล่าว

ระบบน้ำเงินครอบงำองค์กรอิสระ

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า พูดถึงองค์กรตรวจสอบทวง ถ่วงดุลการใช้อำนาจที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตยแต่องค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังหลังรัฐประหารปี2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มามาจากการเลือกตั้ง เป็นกลไกกำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินดังนั้นไม่แปลกกลไกเหล่านี้จึงทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง ป.ป.ช.จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนมันแล้วแต่ว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ ใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่องตัดสิทธิ์ยุบพรรค

‘ชัยธวัช’ชงเลิกมรดกรัฐประหาร

นายชัยธวัชกล่าวช่วงหนึ่งว่าหากเราผลักดันจนสามารถได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเหตุผลอะไรที่จะคงวุฒิสภาไว้อีก หากตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรจะมี เราถูกสอนที่เชื่อว่า สว.เป็นสิ่งที่จำเป็นจำเป็นต้องมีในระบบรัฐสภาของไทย เอาเข้าจริง สว.แบบที่เรารู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรก เมื่อปี 2490 เป็นการตั้งใจทำให้เป็นองค์กรแต่งตั้งตั้งแต่แรก เพื่อไปควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ท้ากกต.ส่งฟ้องฮั้วสว.ทั้ง 229คน

นายชัยธวัช ฝากคำถามไปยัง กกต.ว่า เป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไรว่าจะต้องดำเนินคดีกับคนที่เอาเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต.ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการทำงานของ กกต. เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ตนคิดว่าวันนี้ การที่มีคนกล้าเอาเอกสารพยานหลักฐานมาเปิดเผย เพราะทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นกับ กกต. ดังนั้น ถ้าต้องการไม่ให้มีใครเอาเอกสารหลักฐาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กกต.คิดอยู่ คิดว่าอยู่ในสำนวนของตัวเองมาเปิดเผยวันที่ 14 กันยายนนี้ ก็ส่งฟ้องทั้ง 229 คน ให้เหตุผลว่าต้องแสวงหา แต่ข้อเท็จจริง คือต้องเพิ่มเติมอีก นายอภิสิทธิ์ก็บอกแล้วว่ายังมีพยานหลักฐานที่ DSI อีกกำหนดไม่น้อย ที่กกต.ไม่ยอมมา ขอเอาไปรวมอยู่ในการพิจารณาสำนวนของ กกต.หรือDSI เสนอไปแล้ว ก็ไม่เอา 14 วันนี้ ขอให้ช่วยเอาไปดูด้วย ตนเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้นจะได้เข้าใจว่าเหตุผลเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ชลน่านอ้างพท.ไฟเขียวร่วมเสวนา

ขณะที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขึ้นกล่าวบนเวทีเสวนาดังกล่าวโดยระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาร่วมเวทีในครั้งนี้ว่า แม้ตนเองจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่การมาร่วมงานได้รับความเห็นชอบจากพรรคแล้วและมาในฐานะราษฎรเต็มขั้นที่มีประสบการณ์ ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ตนมีความคุ้นเคยกับทีมงานกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอดีตผู้บริหารกลุ่มงานที่เกษียณอายุไปแล้วแต่ยังมาช่วยงาน รวมถึงได้รับการประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ซึ่งประเด็นที่พูดคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของระบบและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น

สะท้อนวิกฤตการเมืองทำเชื่อมั่นลด

นายแพทย์ชลน่านชี้ให้เห็นว่าวิกฤตความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องเผชิญโดยผลการวิจัยสะท้อนชัดเจนว่าความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือคำถามจากสังคมว่า”บ้านเมืองจะไปไหวหรือไม่” โดยตนเองมองว่าความยั่งยืนของการเมืองวัดได้จากคนรุ่นลูกหลานในอีก 50 ปีข้างหน้า หากคนรุ่นหลังไม่ก่นด่าว่าบรรพบุรุษทำบ้านเมืองเสียหายแต่สามารถอยู่ได้อย่างมีอิสรเสรีภาพและมีความสุข นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งนี้ การเข้าสู่เวทีของตนวันนี้หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้โลกการเมืองมากขึ้นว่าแม้จะอยู่ต่างฝ่ายแต่ก็สามารถเปิดกว้างแสดงความคิดเห็นร่วมกันได้ ซึ่งตนต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ปิดกั้นและเข้าใจในบทบาทการมาร่วมเวทีตรวจสอบถ่วงดุลครั้งนี้

ชี้ตรวจสอบไม่ได้หวันปค.ล่มสลาย

ในส่วนของกลไกการตรวจสอบ นายแพทย์ชลน่านมองว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการต้องมีความเป็นอิสระ แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอยู่รอด ข้อกังวลที่สำคัญที่สุด คือ หากกลไกการใช้และการตรวจสอบอำนาจรัฐไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ระบอบการปกครองอาจล่มสลายได้ วิกฤตความเชื่อมั่นกับระบบที่อ่อนแอนั้น ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเหมือน ไก่กับไข่ เมื่อระบบตรวจสอบถูกทำให้อ่อนแอเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ลดลงจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธา และสุดท้ายวิกฤตนี้จะถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำทั้งระบบ โดยเฉพาะการทำให้กระบวนการตัดสินทุกอย่างจบลงด้วยความยุติธรรมและเป็นธรรมตามตัวบทกฎหมาย

อุปมาสภาโหวต”หมาเป็นแมว”

นายแพทย์ชลน่าน ระบุว่า”มิติทางการเมือง ความเชื่อคือความจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง ยกตัวอย่างสมมุติ ท่านอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว อภิปรายคุณลักษณะต่าง ๆ จนทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นแมวได้ และเมื่อตัดสินด้วยเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ทุกคนต้องโหวตให้เป็นแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นสุนัข แต่เมื่อโหวตออกมาเสียงบอกว่าเป็นแมวชนะ ก็ต้องเป็นแมวครับ แต่คนตัดสินที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้ง ว่าสิ่งที่เถียงกันมานั้นส่งผลร้ายหรือไม่ ถ้าส่งผลร้ายเขาก็ตัดสินไม่เลือกคุณเข้ามาทำหน้าที่ต่อ”

พร้อมย้ำอีกว่าสภาคือหมุดหมายสำคัญที่ตัวแทนประชาชนกว่า 67ล้านคนต้องมีส่วนร่วมและการตรวจสอบรัฐบาลไม่ใช่เพื่อล้มรัฐบาล แต่เป็นการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีทั้งมิติการสนับสนุนและคัดค้าน

เตือนระวัง“โจรขมองเพชร”

ในช่วงท้ายนายแพทย์ชลน่านได้แสดงความกังวลถึงพฤติกรรมการเข้าสู่อำนาจในยุคปัจจุบันว่าในยุคดิจิทัลสังคมกลับดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เมื่อเทียบกับยุคก่อนรัฐธรรมนูญปี2540ปัจจุบันนโยบายและผลงานอาจมีค่าเท่ากับศูนย์หาก สส.ไม่ลงพื้นที่และผลการเลือกตั้งถูกตัดสินด้วยปัจจัยเรื่อง”กระแส”และ “กระสุน”รวมถึงความชาญฉลาดในการบริหารจัดการฐานคะแนนและสร้างบริบทต่างๆสร้างกลุ่มก้อน เพื่อปูทางสู่การเมือง ซึ่งตนเรียกว่าเป็นวิธีการแบบ”โจรขมองเพชร”ซึ่งน่ากลัวมาก หากความฉลาดเหล่านี้ถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดีบ้านเมืองจะลำบาก แต่หากใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง จึงวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

กกต.ยัน14กย.ชี้ขาดคดีฮั้วสว.

วันเดียวกันนายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว.ที่กกต.จะมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย.โดยยืนยันว่าจะมีมติในวันที่ 14 กันยายนจริง โดยเราพิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวานพิจารณาทุกสํานวน ที่เป็นปัญหาของสว.และทางกกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่ได้ประชุม เนื่องมาจากว่ามีภารกิจอื่น ก็เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่ามีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมบางประเด็น ที่ต้องสอบถาม

เมื่อถามว่ามีกลุ่มภาคประชาสังคมหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว จำเป็นต้องมอนิเตอร์ด้วยหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”อ๋อ ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว เราก็ทำตามสํานวนของเรา พร้อมย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่”

เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันอะไรใช่หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า”ไม่เคยมีอะไรกดดัน ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน ขอบคุณครับ”

จี้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาต้นตอชิงกินรวบประเทศฝ่ายค้านมาร์คสับคดีฮั้วสว.เท้งเร่งสุมไฟ

รบ.จัดเต็มครม.สัญจร สงขลาคึกคัก ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ ชูเมนูเด็ดท่องเที่ยวใต้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

รบ.จัดเต็มครม.สัญจร
สงขลาคึกคัก
ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์
ชูเมนูเด็ดท่องเที่ยวใต้

จังหวัดสงขลาจัดเต็มรับครม.สัญจร เตรียมเสิร์ฟอาหารถิ่นของดีภาคใต้ขึ้นโต๊ะต้อนรับ ครม.สัญจร ถ่ายทอด อัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดสู่ Soft Power ด้านอาหารของภาคใต้ ด้านสำนักโฆษก นำสื่อลงพื้นที่โปรโมทล่วงหน้า ขณะที่ที่ม็อบหนุน-ต้าน“นิคมอุตสาหกรรมจะนะพรึบ รับครม.สัญจร “นิพนธ์”แย้ง ควรยึดผลการศึกษา SEAที่ครม.เห็นชอบแล้ว

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จังหวัดสงขลาพร้อมจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–1 กันยายน 2569 เตรียมนำอาหารท้องถิ่น เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารให้คณะรัฐมนตรี ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสความ อร่อยของดีจังหวัดสงขลา เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดสู่ Soft Power ด้านอาหารของภาคใต้

เตรียมเมนูเด็ดสงขลา

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า อาหารที่จังหวัดสงขลาจัดเตรียมไว้ แบ่งออกเป็น ดังนี้

1.เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด

2.เมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา

3.เมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

4.เมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

“จังหวัดสงขลาบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครม.สัญจร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมใช้โอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของจังหวัดสงขลา ผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ขับเคลื่อนย่านเมืองเก่าสงขลาสู่เมืองมรดกโลก และส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

พาสื่อลงพื้นที่ล่วงหน้า

สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (PRESS TOUR) นำคณะสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลจากสถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์กว่า 30 คน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามศักยภาพของจังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ รวมถึงผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ ก่อนติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 โดยกิจกรรมครั้งนี้นำโดย นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 คณะสื่อมวลชนจะลงพื้นที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา เยี่ยมชมวัดแหลมพ้อ สักการะองค์พระนอน แลนด์มาร์กสำคัญของเกาะยอ พร้อมสัมผัสผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ จำปาดะและอาหารท้องถิ่น สะท้อนการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าและรายได้ของคนในพื้นที่ จากนั้น เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ผ้าทอเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว เรียนรู้การอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญา “ผ้าทอเกาะยอ” สู่ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน

ยกระดับท่องเที่ยว

ช่วงบ่าย คณะสื่อมวลชนจะติดตามผลการดำเนินงานด้านการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัดสงขลาและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ณ สถาบันทักษิณคดีศึกษา พร้อมเยี่ยมชมห้องจัดแสดงเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนลงพื้นที่แหลมสนอ่อนและหาดสมิหลา ศึกษาการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ จุดชมวิวทะเลสาบสงขลา และ “นางเงือกทอง” สัญลักษณ์คู่เมืองสงขลา

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา โดยจังหวัดสงขลาเตรียมจัดผ้าพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดสำหรับคณะรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณค่าของงานหัตถกรรมจากชุมชน

กิจกรรมครั้งนี้มุ่ง “พาสื่อไปเห็น พาเรื่องราวจากพื้นที่ไปสู่ประชาชน” ถ่ายทอดศักยภาพของสงขลาในมิติการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมสะท้อนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำว่าสงขลาไม่ได้มีเพียงทะเล หาดสมิหลา และเกาะยอ แต่ยังมีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” และเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน

เผยม็อบ2กลุ่มชุมนุม

นายนิพนธ์ ขิตมณี ปลัดอำเภอ รักษาราชการแทนนายอำเภอจะนะ รายงานด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ถึงการเคลื่อนไหวของพลังมวลชน เพื่อเตรียมรับมือความเคลื่อนไหวในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย. 2569

รายงานข่าวกรองในพื้นที่พบการเคลื่อนไหว 2 ฝ่ายเกี่ยวกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก กลุ่มคัดค้านนำโดยเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เตรียมจัดเวทีเสวนาใหญ่ที่ ม.อ.หาดใหญ่ ในวันที่ 30 ส.ค. ก่อนประเมินสถานการณ์ว่าจะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกฯ ในวันประชุม ครม.สัญจรหรือไม่

ขณะที่อีกฝ่าย กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ประกาศระดมมวลชน 500-1,000 คน เตรียมบุกยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการนิคมฯ จะนะ ต่อศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าในวันประชุม ครม. 1 ก.ย.นี้ พร้อมยื่นเงื่อนไขต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนจุดยืนเป็นคัดค้านทันที

นิพนธ์เบรคอยู่เฉยๆ

ด้านนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยในการจัดม๊อบไม่ว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน เพราะโครงการได้ผ่านการทำSEA โดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)ใช้เวลาในการศึกษาร่วม 4 ปี ใช้งบประมาณเดือบ30ล้านบาท ผ่านเวทีประชาคมร่วม7,000คนกว่า50เวที จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย สภาพัฒน์เจ้าของงบประมาณผู้ว่าจ้างได้เสนอเข้าครม. และครม.ได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อเดือน มิย.ที่ผ่านมา

“วันนี้จึงต้องให้ทุกฝ่ายปฎิบัติตามSEA เท่านั้น ไม่ควรกลับไปสู่จุดเดิมเมื่อ5-6ปีที่แล้ว” นิพนธ์ กล่าว

ตรวจวัตถุต้องสงสัย

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ขอรับการสนับสนุนชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ในพื้นที่บ้านปาลัส หมู่ที่ 1 ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยเจ้าหน้าที่ได้ประชุมชี้แจงและวางแผนการปฏิบัติก่อนเข้าพื้นที่

ต่อมา เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบและพบวัตถุต้องสงสัย จึงดำเนินการยิงทำลายตามขั้นตอนอย่างปลอดภัย ผลการตรวจสอบพบกล่องเหล็กขนาดประมาณ 14 × 5 × 2 เซนติเมตร พร้อมเชื้อประทุและลูกบอลแบริ่งขนาด 8 มิลลิเมตร โดยไม่พบแผงวงจรหรือระบบจุดระเบิด

เบื้องต้น คาดว่าเป็นการนำวัตถุดังกล่าวมาวางเพื่อก่อกวนและสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจรได้ตามปกติ

ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์สงขลาจัดเต็มรับครม.สัญจร

‘หมอชลน่าน’ ขอโทษรัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องโหว่ที่มาสว.แบบนี้ หนุนแก้ไขรายมาตรา

29 สิงหาคม 2569 เวลา 22:02 น.

‘หมอชลน่าน’ ขอโทษรัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องโหว่ที่มาสว.แบบนี้ หนุนแก้ไขรายมาตรา พร้อมวอนสว. ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรม

วันที่ 29 สิงหาคม 2569  ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฮั้ว สว.ว่า ส่วนตัว มองว่าขณะนี้เรามีสว. 200 กว่าคน ทำหน้าที่อยู่ในสภาแม้บางส่วนมีข้อสงสัยว่าฮั้ว ว่าโกง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดตนไม่โทษคนจัดการ ไม่โทษสว.เพราะฟัง สว.บางคน ตนก็เห็นใจท่าน ว่า “สว.ชุดปัจจุบันทำอะไรที่เสียหายต่อบ้านเมืองหรือไม่” ดังนั้นตนจะพูด 2 เรื่อง คือ ที่มาและการทำหน้าที่ โดยในส่วนของที่มานั้นตนไม่โทษสว. เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้เข้ามาได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องเปิดโอกาสตรงนี้ เปิดกลไกให้ได้มาซึ่งสว.แบบที่เราเห็นอยู่ หลายคนบอกว่าที่มาแบบนี้จะวิกฤติ และมันจะไปไม่รอด


นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีดังนั้น คนที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแลบ้านเมืองทุกคนถ้ามองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักจริงๆ แล้วเชื่อว่าทุกอย่างคลี่คลายได้ บางเรื่องเราไม่ว่าถ้าท่านทำเพื่อการอยู่รอด เราพออภัยให้ได้ แต่ อย่าเกินเลยไปจนทำให้ภาพรวมเสียหาย ดังนั้นการใช้อำนาจของสว.ขอให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านได้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ขณะเข้าทำหน้าที่ ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ตนคิดว่าก็จะแก้ได้ จึงฝากสว. ในมุมที่ทำหน้าที่ของท่าน


นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาบ่านเมืองมี 2 ส่วน คือส่วนของคน และระบบ ซึ่งการแก้คนนั้นแก้ได้ แต่แก้ยาก ส่วนการแก้ำขระบบนั้นแก้ได้ แต่จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทสภาพแวดล้อม และสิ่งที่คนกังวลคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าคนแก้ คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังเป็นระบบเดิม ก็หวังได้ยากว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาตามที่ต้องการ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาของสสร.ก็ดี คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคิดให้รอบคอบปิดช่องว่างช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการบิดเบือนบิดพลิ้วให้มากที่สุด และตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หีงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าแก้ไขรายมาตรานั้น ตนก็เห็นด้วยเพราะบางอย่างต้องรีบดำเนินการ เพราะการจะหวังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันยาก อะไรที่ทำได้ต้องทำไปก่อน วันนี้ประชามตออกมาแล้ว 21 ล้านเสียง ให้ดำเนินการได้ เพื่อนำมาสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน การใช้อำนาจ เข้าสู่อำนาจแ ละการตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง

“สิ่งสำคัญคือฝากถึงนายกฯ และผู้ใช้อำนาจ เมื่อท่านได้โอกาสจากประชาชน แล้วใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความกล้าหาญทางการเมือง เจตนารมณ์ทางการเมืองอันนี้สำคัญ ปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของบ้านเมือง ปกป้องประชาชน ทำประโยชน์ให้กับประเทศการบ้านเมือง ขอเถอะครับให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมืองมาช่วยกันทำตรงนี้ ถ้า 3 องค์ประกอบนี้ไปด้วยกัน ผมว่าแก้ได้ขอให้ช่วยกัน แม้ผมจะเป็นประชาชนคนธรรมดาก็มาช่วยกัน ผมก็ยินดีทำให้ทุกคนมีคุณภาพที่ดีขึ้นมา อย่าทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง ทุกคนมีความสำคัญ” นพ.ชลน่าน กล่าว.

ชลน่าน ศรีแก้วสว.ฮั้วสว.

วิโรจน์ โต้ อนุทิน บอก ‘เหล็กยังขึ้นสนิมได้ แต่ไอศกรีมไม่ขึ้นสนิม’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 20:21 น.

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 จากกรณีนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้แชร์โพสต์ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงความเห็นของ ไอติม – นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อ้างว่าแพ้น็อคให้กับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักรัฐมนตรี

พร้อมทั้ง พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ด้วยว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” อ่านข่าว (สั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ด! ‘อนุทิน’ ปล่อยวลีเด็ดเปรียบเทียบ หลังแชร์บทวิเคราะห์ศึก ‘นภินทร-ไอติม’)

ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ระบุว่า “Iron rusts. Ice cream doesn’t.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กขึ้นสนิม แต่ไอศกรีมไม่ขึ้นสนิม”

การเมืองนภินทร ศรีสรรพางค์พริษฐ์ วัชรสินธุวิโรจน์ ลักขณาอดิศรอนุทิน ชาญวีรกูล