นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง  ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

นราพัฒน์ นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

“นราพัฒน์” นำทัพคาราวาน รทสช. ลุย อ.แกลง หนุน “หมอบัญญัติ” เบอร์ 3 ชูนโยบาย 6 เสาหลัก กู้เศรษฐกิจ-แก้พลังงาน

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค  นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ผู้สมัคร สส. ระยอง เขต 3 “เบอร์ 3” นำขบวนคาราวานรวมไทยสร้างชาติลงพื้นที่จ.ระยอง พบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายภายใต้แนวทาง “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ผ่านนโยบาย 6 เสาหลักของพรรค ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน

ขบวนคาราวานได้ลงพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและตลาดสำคัญใน อ.แกลง จ.ระยอง หลายแห่ง อาทิ ตลาดสดสิริภิบาล ตลาดสามย่าน ตลาดคลองถม ตลาดนัดต้นเลียบ และตลาดบ้านกร่ำ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาปากท้อง ทั้งค่าครองชีพที่พุ่งสูง ราคาพลังงาน ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ และปุ๋ยราคาแพง โดยประชาชนในพื้นที่ได้ฝากความหวังให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พร้อมส่งกำลังใจให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

นายนราพัฒน์ ย้ำถึงความตั้งใจของพรรคในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิตและอาชีพ โดยประกาศนโยบายที่จับต้องได้จริง ได้แก่ น้ำมัน 25 บาท/ลิตร, ค่าไฟ 3.3 บาท/หน่วย, ก๊าซหุงต้ม 360 บาท/ถัง และนโยบายภาคเกษตร ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของพี่น้องชาวระยอง นอกจากนี้ยังพร้อมเดินหน้าปราบปรามทุนเทา สแกมเมอร์ และทุนผูกขาดที่เอาเปรียบประชาชนอย่างเด็ดขาด
.
“สำหรับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดระยอง ต้องเดินหน้าเศรษฐกิจผสมผสาน ทั้งภาคอุตสาหกรรม พลังงาน การท่องเที่ยว และเกษตรมูลค่าสูง โดยยกระดับ EEC ให้สร้างรายได้แก่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง ผลักดันโซลาร์เสรีและธุรกิจบริการ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลให้ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพิ่มมูลค่าผลไม้ และเกษตรแปรรูป ควบคู่การสร้างเมืองน่าอยู่และสังคมสุขภาพดีให้ชาวระยอง” นายนราพัฒน์กล่าว

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง แก้กฎหมายปลดล็อก ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

นักวิชาการ มธ. ชงพรรคการเมือง ถือธงนำปฏิรูป ‘ประกันสังคม’ ชงโมเดล ‘กบข.+สปสช.’ ใช้มืออาชีพลงทุน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอพรรคการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคม แนะแก้กฎหมายเปลี่ยนสถานะ สปส. เป็นหน่วยงานในกำกับรัฐ เพิ่มอิสระ-คล่องตัว คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีจบ ชงโมเดล “สปสช.” ดูแลสิทธิรักษาพยาบาล–ดึงมืออาชีพบริหารเงินลงทุนเหมือน “กบข.”

ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวทางยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประกันสังคม ทั้งในมิติความโปร่งใส ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพการลงทุน ฯลฯ คือการปรับแก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อเปลี่ยนสถานะของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จากเดิมที่เป็นหน่วยงานในระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน มาเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐแทน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จได้ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งจะทำให้ สปส. เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และคล่องตัวมากขึ้น โดยใช้กลไกการกำกับควบคุมเดิมของรัฐที่มีอยู่ ไม่ใช่การให้เอกชนมาบริหาร สปส. แทน

“การเปลี่ยนแปลงนี้พรรคการเมืองต้องเป็นคนนำ ต้องใช้แรงผลักดันจากพรรคการเมืองจึงจะสำเร็จได้ ฉะนั้นตอนนี้อยากให้ทุกพรรคมองนโยบายการปฏิรูปประกันสังคมเป็นนโยบายหลัก เพราะถ้าไม่มีแรงผลักจากผู้นำทางการเมือง คงไม่ง่ายที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ทั้งนี้ การจะดำเนินการเพื่อให้ สปส. กลายมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐนั้น ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ แต่สามารถศึกษาได้จากหน่วยงานในรูปแบบเดียวกันอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ปิดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นกับหน่วยงานเหล่านั้นได้ด้วย
“หลังจากที่ สปส. กลายเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มีอิสระมากขึ้นแล้ว ให้ค่อยๆ ปรับบทบาทการบริหารในแต่ละส่วนที่รับผิดชอบ โดยแยกให้ชัดและจัดหามืออาชีพมาบริหาร ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ การลงทุนต่างๆ” ผศ. ดร.ธร กล่าว

ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนนั้น อาจจะอาศัยการบริหารจัดการระบบเดียวกันไปกับ สปสช. แต่ต้องพยายามให้สิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีบางส่วนที่ดีกว่า ส่วนการบริหารจัดการการลงทุนและระบบบำเหน็จบำนาญชราภาพ อาจเป็นไปในลักษณะเดียวกับ กบข. เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกำไรและผลตอบแทนที่เหมาะสม เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่มากมียอดลงทุนสะสมถึง 2.9 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการนำไปลงทุนจนเกิดเป็นผลกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร 

นอกจากนี้ ควรให้มืออาชีพเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้มากขึ้น ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นในอนาคตเมื่อแรงงานนอกระบบเข้าสู่วัยสูงอายุ รัฐจะต้องรับภาระทางงบประมาณจากการจัดสรรเบี้ยยังชีพให้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอัตราเบี้ยยังชีพก็อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และหากจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุให้มากขึ้น รัฐต้องใช้เงินมากกว่าการปรับระบบบำนาญในประกันสังคมให้มีความเข้มแข็งขึ้น

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างการบริหารหลักๆ อย่างคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ควรคงไว้ซึ่งการเลือกตั้งกรรมการสัดส่วนผู้ประกันตนในรูปแบบเดิม เพื่อให้เป็นผู้สะท้อนเสียงของผู้ประกันตนในบอร์ด สปส. และคณะอนุกรรมการต่างๆ และหากกังวลเรื่องความหลากหลายของกรรมการก็อาจแก้ได้จากการเพิ่มจำนวนกรรมการทั้งในฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง 

ส่วนปัญหาใหญ่ที่สุดของ สปส. เมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐอย่างบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เดิมเป็นข้าราชการ แต่จะต้องเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการจ้างงานอื่น ก็ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในแง่สวัสดิการที่ไม่ให้น้อยกว่าการเป็นข้าราชการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สปส. กับ กระทรวงแรงงานที่อาจเกิดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการสูญเสียอำนาจ และความทับซ้อนของบทบาท คล้ายกับตอนแยก สปสช. จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งก็ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภาคการเมืองในการผลักดัน

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

ดร สามารถ ฟาด รัฐ สื่อสารล้มเหลว ทำพระราม 2 วินาศสันตะโร เสียโอกาส เสียเวลาชีวิต

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

วันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวถึง พระราม 2 โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “ปิดพระราม 2 ไม่ว่า “แต่อย่าบอกตอนรถติด” การปิดถนนพระราม 2 บริเวณที่เครนถล่มในช่วงเช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคัดค้าน
ประชาชนเข้าใจดี และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะทุกคนอยากเห็นมอเตอร์เวย์ M82 บนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้ามานาน เสร็จเสียที ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปฝากไว้กับการก่อสร้างอีกต่อไปแล้ว

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง M82 ไม่ได้เป็น “เหตุสุดวิสัย” แต่กลายเป็น “เหตุซ้ำซาก” มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความเชื่อมั่นต่อผู้รับเหมาจึงแทบไม่เหลือ
สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ ไม่ใช่การปิดถนน แต่คือ การรู้ว่าถนนปิด… เมื่อไปถึงหน้างานแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปิดถนน แต่อยู่ที่ “การสื่อสารของรัฐ” การปิดถนนในเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องวิศวกรรม แต่คือเรื่องการบริหารเวลาและชีวิตของประชาชน ถ้าจะปิด ต้องบอกให้ชัด ต้องบอกให้เร็ว และต้องบอกให้ทั่วถึง

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

1. ปิดถนน อย่าปิดข้อมูล ข้อมูลต่อไปนี้ ไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็น “ข้อมูลขั้นต่ำ” ที่ประชาชนควรได้รับ ควรสื่อสารพร้อมภาพประกอบ หรือทำเป็น Infographic ที่เข้าใจง่าย

(1) ทำไมต้องปิด เช่น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะรื้อถอนสะพาน และเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นส่วนที่เหลือ ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

(2) ปิดตรงไหน ระบุพิกัดชัดเจน ตั้งแต่กิโลเมตรที่เท่าไหร่ ถึงจุดใด

(3) ปิดกี่เลน ปิดบางเลน หรือปิดทั้งหมด รถเล็ก รถใหญ่ ใช้ได้หรือไม่

(4) ปิดช่วงเวลาใด กลางวัน กลางคืน หรือ 24 ชั่วโมง

(5) ปิดถึงวันที่เท่าไหร่ มีวันสิ้นสุดชัดเจน ไม่ใช่ “จนกว่าจะแล้วเสร็จ”

(6) เส้นทางเลี่ยง บอกเส้นทางที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่มีอยู่บนแผนที่

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

2. ช่องทางสื่อสาร “บอกให้รู้ ไม่ใช่ให้เจอเอาดาบหน้า” การสื่อสารต้อง “ซ้ำให้มากพอ” จนไม่มีใครอ้างว่าไม่รู้

(1) สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook / X (Twitter) ของกระทรวงคมนาคม เพจกรมทางหลวง เพจตำรวจทางหลวง LINE Official Account ของหน่วยงานรัฐ ประสานเพจข่าวจราจร เช่น FM91, JS100, จส.100 Influencers ด้านข่าว/จราจร/โลจิสติกส์

(2) ทีวี และวิทยุ เข่น ข่าวเช้า ข่าวเย็น วิทยุจราจรช่วงเร่งด่วน

(3) ป้ายประกาศล่วงหน้า ตั้งก่อนถึงจุดปิดหลายกิโลเมตร ไม่ใช่เห็นป้ายอีกที… ตอนเบรกไม่ทันแล้ว

3. ถนนปิด แต่เมืองไม่หยุด ผลลัพธ์ที่ควรได้หากรัฐทำตามข้อเสนอข้างต้น

(1) รถไม่ติดวินาศสันตะโรเหมือนที่ผ่านมา ไม่ใช่รถจอดนิ่งนานเป็นชั่วโมง เพราะหลายคน “เพิ่งรู้ว่าถนนปิด” เมื่อไม่มีทางหนี ไม่มีทางเลี่ยง

(2) ประชาชนวางแผนชีวิตได้ ออกจากบ้านเร็วขึ้น เปลี่ยนเส้นทางได้ ธุรกิจโลจิสติกส์คำนวณเวลาได้ คนทำมาหากินไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น

(3) ความเชื่อมั่นต่อรัฐเพิ่มขึ้น แม้จะยังไม่เชื่อผู้รับเหมา แต่ถ้ารัฐสื่อสารตรงไปตรงมา ประชาชนก็พร้อมร่วมมือ

4. ปิดถนนได้ แต่ต้องบอกก่อน ถ้าจะปิดถนนเพื่อความปลอดภัย อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงกับ “ข้อมูลที่มาช้า” เพราะอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง อาจทำให้เสียชีวิต แต่การสื่อสารที่ล้มเหลว ทำให้คนทั้งเมือง “เสียเวลา เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่น” ขอทิ้งท้ายว่า “ปิดถนนไม่ว่า แต่อย่าบอกตอนรถติด””

ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสตดังกล่าวของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ที่ออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับ พระราม 2 เช่น

“กรรมของประชาชนเพราะคนไม่มีมันสมองมาบริหารงาน”

“ผมคิดว่า นักการเมืองโดยขรก.ประจำหลอก (ป้อนข้อมูลผิดหรือไม่ครบ) แล้วนักการเมืองดันไม่มีสมองพอดี”

“ผมว่า ภาครัฐควรหาแนวทางการสัญจรทางน้ำไว้บ้างก็ดี นะครับ. สำหรับบางจังหวัดที่มี แม่น้ำ คูคลองที่สามารถจะปรับปรุง พัฒนาได้ มีไว้ยามจำเป้นเช่น ปิดทาง อุบัติเหตุใหญ่ น้ำท่วม เป้นต้น .”

“คนสั่ง ก็ไม่รู้อะไรเลยที่หน้างาน ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับปัญหาชาวบ้าน คนรับคำสั่ง ก็กลัวเสียผลประโยชน์ตัวเอง เรื่องของคนอื่น เป็นยังไงไม่รู้แล้ว ช่องทางการสื่อสารก็มากมายให้เลือกใช้
แต่ เก็บข่าวสารไว้ ให้ตรัสรู้เองสภาพ ปล. บอกตรงๆ ฮะ ผม “เบื่อ” การเมืองมาก ถ้าระบบมันป่วยขนาดนี้ จิตใจคนมัน “ต่ำ” ลงแบบนี้ ซ่อนเงื่อนงำ ปม ผลประโยชน์กัน ผมจะไปเลือกตั้งให้เสียเวลาทำไม แล้วเรื่องจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คุณโหวตไป ใครจะทำให้คุณครับ ถามจริงๆ”

“ทุกวันนี้เลยไปติดเส้นทางเลี่ยงแทน เพราะมันแค่4-6เลนเอง ประเด็นคือผู้รับเหมาไม่รักษากฎปลอดภัย รัฐเองหย่อนยานเรื่องนี้มานาน ควายหายจึงล้อมคอกทุกที่ เคยไปซุ้มเช็คไหมไม่มี นี้ควรมีหน่วยงานกลางมาจัดไป เพราะหากเข้มงวดเหมือนนานาชาดคงไม่มีโศกนาฏกรรมสีคิ้ว ถนนปิศาจแน่นอน”

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

8 กุมภา 69 ไปลงประชามติเรื่องอะไร? วัส ติงสมิตร สรุปให้ 5 ข้อแบบเน้นๆ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 8 กุมภา 69 นี้… ไปลงประชามติเรื่องอะไร? (สรุปจบในโพสต์เดียว!)

หลายคนอาจเริ่มเห็นข่าวใหญ่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากเราจะไปเลือกตั้ง ส.ส. กันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ “การลงประชามติ”
แต่อาจจะยังงงว่า “ไปทำไม?” “เลือกอะไร?” และ “เปลี่ยนอะไรบ้าง?” 
วันนี้สรุปมาให้แบบเน้นๆ ครับ

1. ไปทำอะไร? (คำถามคืออะไรกันแน่)

ที่หน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งอยู่ถัดจากหน่วยลือกตั้ง ส.ส. 
เขาจะถามเราว่า:
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ถ้าสงสัยว่า “อ้าว! แล้วไหนล่ะร่างรัฐธรรมนูญใหม่? ไม่เห็นมีมาให้ดูเลย” 
ความจริงคือ: รอบนี้ไม่ใช่การโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครับ แต่เป็นการถามเพื่อ “ขอเปิดประตู” เท่านั้น

2. “เปิดประตู” หมายความว่าอย่างไร?

รัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ปี 2560) มีช่องให้ “แก้ไขรายมาตราในหมวด 15” (เหมือนซ่อมบ้านทีละจุด) แต่ไม่มีช่องให้ “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” (เหมือนสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง) 
การลงประชามติครั้งนี้ คือการไปขออนุญาตเพิ่ม “หมวด 15/1” เพื่อสร้างกติกาในการตั้งองค์กรและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่นั่นเองครับ

3. ตัดสินใจจากอะไรดี? (Checklist ประกอบการตัดสินใจ)

ถ้าเลือก “เห็นชอบ”: เพราะอยากเห็นกติกาใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และแก้จุดที่ “แก้รายมาตรา” ได้ยากมาก หรือแก้ไม่สำเร็จ (บางครั้ง “ซ่อมบ้าน” อาจแพงกว่ารื้อสร้างใหม่) เช่น:
(1)ที่มาของ ส.ว.: ระบบเลือกกันเองที่แปลกประหลาด และถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้ว (มากถึง 70% ของวุฒิสภา) มานานนับปี
(2) ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ: ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกว้างขวางและทับซ้อนกับองค์กรตุลาการอื่น, ป.ป.ช. ที่งานล้นจนช้า หรือ กกต. ที่ประชาชนอยากเห็นความโปร่งใสและรวดเร็วมากกว่านี้ 

ถ้าเลือก “ไม่เห็นชอบ”: เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ยังใช้งานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องเปิดประตูให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

4. กาครั้งเดียว ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยไหม?

คำตอบคือ: ยังครับ! นี่เป็นเพียงก้าวแรกจากทั้งหมด 3 ก้าว (ต้องทำประชามติรวม 3 ครั้ง) กว่าจะได้ใช้จริงอาจต้องรออีกเป็นปีครับ หรืออาจไม่ได้รัฐธรรมนูญใหม่เลย เพราะไม่ผ่านประชามติครั้งที่ 2 หรือ 3

5. เปลี่ยนรูปแบบประเทศได้ไหม?

คำตอบคือ: “ไม่ได้เด็ดขาด” ครับ รัฐธรรมนูญล็อคตายตัวไว้เลยว่า “ห้าม” เปลี่ยนแปลง:  การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  รูปแบบของรัฐ (ต้องเป็นรัฐเดี่ยวเท่านั้น) 
ใครกังวลเรื่องนี้ สบายใจได้ครับ มีความปลอดภัยทางกฎหมายสูงสุด

ปักหมุดไว้เลย: 8 กุมภาพันธ์ 2569 

1 เสียงของคุณ คือการตัดสินใจว่าจะ “เปิดประตู” บานใหม่เพื่อแก้ทางตันของประเทศหรือไม่

อย่าลืมออกไปใช้สิทธิกันนะครับ! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

28/1/69

‘โกศล’ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

'โกศล'ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

‘โกศล’ลากไส้บ้านเก่า บอกมี 12 สส. 2 รัฐมนตรี แต่โคราชไม่มีประโยชน์เป็นรูปธรรม

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

โคราชเลือกตั้ง”โกศล ปัทมะ”โวภูมิใจไทยมั่นใจเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล ร่ายยาวพรรคภูมิใจไทยมีพื้นที่ให้ผมได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ระบุผมอยู่เดิม(พรรคเพื่อไทย) เดิมมี สส. 12 คน มีรัฐมนตรี 2 คน แต่สุดท้ายไม่ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโคราชที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

วันที่ 28 มกราคม 2569 จ.นครราชสีมา การหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในช่วงโค้งสุดท้าย ผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองลงพื้นที่กันอย่างขมักเขม่นเรียกว่าถี่เดินเข้าหาพี่น้องประชาชนเคาะประตูบ้านเกาะรั้วแบบถี่ยิบแนะนำตัวเองสองสามสี่รอบแจกแผ่นพับนโยบายพรรคตัวเองแจกแล้วแจกอีก โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ อาทิ พรรคเพ่อไทย , พรรคภูมิใจไทย , พรรคประชาชน , พรรคกล้าธรรม , พรรคโอกาสใหม่ โดยแต่ละเวทีที่ไปปราศรัยมีพี่น้องประชาชนชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไปฟังการปราศรัยจนเต็มอย่างเนื่องแน่นทุกเวทีก็ว่าได้ ในส่วนผู้สมัคร สส.ของแต่ละพรรคการเมือง แตละเขตเลือกตั้งก็ต้องทำการบ้านให้กับตัวเอง ต้องหาเสียงด้วยตัวเองเป็นอีกทางเลือกโจทย์ใหญ่ที่คนในพื้นที่รู้จักมักคุ้นใกล้ชิดติดดิน

ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย นายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เขต 6 เบอร์ 4 เปิดเผยว่า ตนเองมีความมั่นใจว่าพี่น้องชาวโคราช พี่น้องชาวอำเภอบัวใหญ่ , อ.สีดา , อ.บัวลาย และ อ.แก้งสนามนาง จะให้ความไว้วางใจให้เข้าไปทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฏรตัวแทนของพี่น้องประชาชนไปทำงานต่อไป โดยสิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องนั้น จ.นครราชสีมา เราต้องยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องภัยแล้ง เรื่องสาธารณูปโภคพื้นที่ฐาน เรื่องสินค้าเกษตร ปัญหาพืชผลการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย เรื่องปัญหายาเสพติด ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เหล่านี้ที่เราอยากเข้าไปแก้ไขปัญหาทำให้กับพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยมีสโลแกนว่า พูดแล้วทำ ตนอยากให้พี่น้องประชาชนชาวโคราชได้ให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครของพรรคฯเราทุกเขต และขอยืนยันว่าพวกเราจะทำงานทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องอย่างเต็มกำลังความสามาถ เราจะทำสุดความสามารถ ทำงานด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะตนสิ่งที่ได้ทำไว้ก็มีมาก แต่สิ่งที่อยากจะทำต่อก็ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้ทำ อย่างไรก็ตามมาถึงช่วงใกล้โค้งสุดท้ายเป๋นห่วงเรื่องการซื้อเสียง ซึ่งตั้งแต่ตนทำงานการเมืองมาก็ตั้งใจตลอดว่า การทำงานการเมืองต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม ตนมีความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศและเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

“สิ่งที่ผมเดินออกมาจากพรรคเดิม(พรรคเพื่อไทย)แล้วมาพรรคภูมิใจไทย ผมคิดว่า พรรคภูมิใจไทยมีพื้นที่ให้ผมได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวภาคอีสานที่ผมตั้งใจจะทำเรื่องน้ำ โครงการโขง ชี มูล เลย และแม่น้ำสงคราม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบให้กับพี่น้องชาวภาคอีสาน และในเชิงพื้นที่โคราช ลุ่มน้ำลำตะคอง ลุ่มน้ำลำเชิงไกรตอนบน-ตอนล่าง ลุ่มน้ำมูล ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โขง ชี มูล ทั้งหมด ซึ่งเป็นน้ำอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และการอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้สองปีที่ผ่านมาพรรคที่ผมอยู่เดิม(พรรคเพื่อไทย) มี สส. 12 คน มีรัฐมนตรี 2 คน แต่สุดท้ายเราไม่ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโคราชที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และแก่นของโคราชอย่างการศึกษา อุตสาหกรรม ไฮเทคโนโลยีต่างๆก็ไม่เกิดขึ้น แค่ถนน M6 มอเตอร์เวย์ยังล่าช้า ซึ่งทำให้ชาวโคราช ชาวภาคอีสานขาดโอกาส รถไฟความเร็วสูงที่ล่าช้าออกไปทำให้คนโคราชขาดโอกาสเช่นกัน “ นายโกศลฯกล่าว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย สลัดคิวลงการเมือง ซบ รวมไทยสร้างชาติ ชูนโยบายพิฆาตคนชั่ว

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม หรือ ‘ต๋อง ศิษย์ฉ่อย’ นักสนุกเกอร์ระดับตำนานของไทยที่สร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลก เปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า  ตนมีความชื่นชมในการทำงานของหัวหน้าพรรค  คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  ซึ่งมีความชัดเจนและตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผลงานการลดค่าไฟที่ทำมาแล้ว  ผนวกกับความศรัทธาในตัวของ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรคซึ่งเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ทำงานช่วยเหลือคนจนและผู้ยากไร้มาตลอด  ตนจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นผู้สมัครในบัญชี สส. ปาร์ตี้ลิสต์ ด้วยความเชื่อมั่นในอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของพรรค ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของตน 

“ประเทศไทยมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ราคาน้ำมันกลับแพง คุณพีระพันธุ์เป็นคนแรกที่ออกมาพูดอย่างชัดเจนและตั้งใจทำจริง” นายวัฒนากล่าว

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

นอกจากนี้  นายวัฒนายังสนับสนุนนโยบาย “พิฆาตคนชั่ว” ของพรรคในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ โดยระบุว่า ตนเคยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์จนสูญเงินไปเกือบ 6,000,000 บาท พร้อมย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดจริงจัง

นายวัฒนายังตั้งความหวังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตในวงการกีฬาซึ่งมีงบประมาณและเงินสนับสนุนจากรัฐบาลปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท โดยยกตัวอย่าง ปัญหาการโกงเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา เช่น นักกีฬาที่ควรได้รับเงินเดือน 27,000 บาท กลับได้จริงเพียง 20,000 บาท หรือบางรายเหลือเพียง 15,000 บาท ทั้งที่ต้องเสียสละเวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อรับใช้ชาติ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

“ปัญหานี้ไม่ได้มีเสียงของผมเพียงคนเดียว นักกีฬาหลายประเภทได้พูดมาแล้วหลายสมัย แต่ไม่มีใครรับฟัง จึงได้แต่ภาวนาว่า หากมีรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลของพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายวัฒนาระบุ

ในประเด็นเกี่ยวกับกีฬาสนุกเกอร์  นายวัฒนาได้ตั้งคำถามถึงการปลดล็อกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนัน โดยชี้ว่า ปัจจุบันมีมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่ยอมรับกีฬาประเภทนี้ และสามารถที่จะพัฒนาไปสู่ระดับโอลิมปิกได้ ขณะที่ประเทศไทยมีนักสนุกเกอร์ระดับโลกมาแล้วเกือบ 40 ปี และสร้างแชมป์โลกไม่ต่ำกว่า 20 คน แต่กีฬาสนุกเกอร์กลับยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้มีผู้ใหญ่ที่กล้าและเด็ดขาดเข้ามาช่วยยกระดับกีฬาสนุกเกอร์ให้เป็นกีฬาเต็มตัว

สุดท้าย นายวัฒนาได้เชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยสนใจการเมือง ให้เข้าไปศึกษานักการเมืองแต่ละคนด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกเพราะเงิน 500 หรือ 1,000 บาท พร้อมย้ำว่าจากการติดตามนักการเมืองเกือบทุกพรรค ตนเห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ชัดเจน กล้าพูด กล้าทำ และมีความเด็ดขาด

“ถ้านึกอะไรไม่ออก นึกถึงเบอร์ 6 หากประชาชนเลือกพรรคที่ดี ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน” นายวัฒนากล่าว

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

รัฐบาลแนะประชาชน จองตั๋วล่วงหน้าเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

รัฐบาลแนะประชาชนจองตั๋วล่วงหน้า เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 บขส. เตรียมพร้อมรถโดยสาร – พนักงาน – สถานีขนส่งฯ อำนวยความสะดวก ปลอดภัยอย่างเต็มที่  

วันที่ 28 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  โดย บขส. คาดการณ์ว่าผู้โดยสารจะทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผู้โดยสารใช้บริการในเที่ยวไป – กลับ เฉลี่ยวันละ 130,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) เฉลี่ยวันละ 7,000 เที่ยว และในเที่ยวกลับ วันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2569 คาดว่ามีผู้โดยสารเดินทางในเที่ยวไป – กลับ เฉลี่ยวันละ 100,000 คน ใช้รถโดยสารประมาณวันละ 6,000 เที่ยว

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง บขส. ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30) มาจัดเสริมในเส้นทางต่าง ๆ ประมาณ 350 คัน ขอเชิญชวนประชาชนที่ประสงค์เดินทางในช่วงเวลาเลือกตั้งดังกล่าว จองตั๋วล่วงหน้า ได้ที่ เว็บไซต์ บขส. https://tcl99web.transport.co.th, Application E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : บขส.99 (Id : @TCL99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร บขส. ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

รัฐบาลกำชับดูแลรถโดยสาร สถานีขนส่งผู้โดยสาร และพนักงาน ตามมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ตรวจความพร้อมรถโดยสารตรวจเช็คอุปกรณ์ส่วนควบ ก่อนนำออกมาให้บริการ ส่วนพนักงานขับรถต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสารเสพติด และตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

ศุภชัย ฮึ่ม ฟ้อง สุทิน ปราศรัยใส่ร้าย ภูมิใจไทย ปม เงินสีน้ำเงิน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.28 น.

วานนี้ (27 ม.ค.2569) นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทยโพสต์ เฟซบุ๊ก ถึงคำปราศรัยของ นายสุทิน คลังแสง ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่จ.ขอนแก่น ว่าเอาเงินหมากาเพื่อไทย พูดใหม่ เอาเงินสีเทามากาสีแดง เอาให้ชัดกว่านั้นอีก เอาเงินสีน้ำเงินมากาสีแดง 

นายศุภชัย ระบุว่า เป็นที่เข้าใจกันทั้งประเทศว่า “สีน้ำเงิน”  “พรรคสีน้ำเงิน” คือพรรคภูมิใจไทย การกล่าวของ นายสุทิน คลังแสง  เป็นการใส่ร้ายด้วยความอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส. มีความผิดทางอาญา และถูกตัดสิทธิทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินคดีกับนายสุทิน คลังแสง ต่อไป

ศุภชัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suphachai Jaismut,

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สุทิน คลังแสง 

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

มาร์คฟีเวอร์! เทพไท ฟันธง ปชป.กวาดปาร์ตี้ลิสต์ภาคใต้ แต่ ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า ภาคใต้:ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป.ที่1 แต่ส.ส.เขตยังต้องลุ้น

ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ได้เช็คกระแสทางการเมืองแล้ว พบว่ากระแสความนิยมของคนนครศรีธรรมราช ต่อพรรคประชาธิปัตย์ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีสูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของนิด้าโพล ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ทำการสำรวจความนิยมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ของคนนครศรีธรรมราช ตอบคำถามว่า บุคคลที่คนนครศรีธรรมราช จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้เป็นใคร พบว่า อันดับ1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนนิยม 51.45% อันดับ2 นายอนุทิน ชาญวีรกุล 16.40% อันดับ3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 14.34% ซึ่งเห็นได้ว่าคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ สูงเกิน 50% ถือว่าสูงมาก

เมื่อดูผลการสำรวจเกี่ยวกับพรรคการเมือง ที่คนนครศรีธรรมราช จะเลือกส.ส.ในระบบเขต พบว่า เลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ สูงถึง 51.08% พรรคภูมิใจไทย 16.87% พรรคประชาชน 15.18% ถ้าหากพิจารณาจากผลการสำรวจเกี่ยวกับการเลือกส.ส.ในระบบเขตออกมาเช่นนี้ แสดงว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งยกจังหวัด

ส่วนคะแนนนิยมพรรคการเมือง ที่คนนครศรีธรรมราช มีแนวโน้มจะเลือกส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พบว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ 53.70% เลือกพรรคภูมิใจไทย 16.31% เลือกพรรคประชาชน 15.93% 

การที่ผู้สมัครส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สูง 53.70% ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ซึ่งอาจจะได้สูงมากกว่านี้อีกก็ได้

แต่สิ่งที่เห็นว่าอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง  คือกรณีการเลือกส.ส.ระบบเขต เข้าใจว่านิด้าโพลไปสำรวจความเห็น ในระหว่างที่ยังไม่มีการจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และยังไม่มีการปล่อยอาวุธ ปล่อยกระสุนดินดำ จึงทำให้ผลออกมาเช่นนี้ แต่ถ้าหากมีการปล่อยกระสุนดินดำ ออกอาวุธใช้เงินซื้อเสียงในโค้งสุดท้าย เชื่อว่าการเลือกตั้งส.ส.ในระบบเขต ผลจะมีการเปลี่ยนไป  แต่ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ คงจะไม่เปลี่ยนไปมากกว่านี้ 

ถ้าผลการสำรวจของนิด้าโพลจะคลาดเคลื่อน ก็เฉพาะการเลือกตั้งส.ส.ในระบบเขตเท่านั้น ถ้าดูความนิยมของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีส.ส.จำนวนมาก คือจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลานั้น

จะพบว่าที่จังหวัดสงขลา มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ได้ทำโพลสำรวจความนิยมทางการเมืองเช่นเดียวกัน ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความนิยมเป็นอันดับ1 คือ 37.07% อันดับ2 ยังไม่ตัดสินใจ 23.65% อันดับ3 พรรคประชาชน 14.40% และอันดับ4 พรรคภูมิใจไทย 10.54% แสดงว่าในจังหวัดสงขลาคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ ยังสูงอยู่เช่นเดียวกัน และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ยังได้ทำการสำรวจความนิยม ส.ส.ระบบเขต ที่จะได้รับการเลือกตั้งออกมาด้วย ปรากฏว่าเป็นผู้สมัครส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน เป็นผู้สมัครส.ส.พรรคภูมิใจไทย 4 คน และผู้สมัครส.ส.พรรคกล้าธรรม 1 คน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่จังหวัดสงขลา คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับ1 แต่ส.ส.เขตได้เพียง4คน 

เพราะฉะนั้นคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ เชื่อว่าได้รับความนิยมเกิน 50% แต่จำนวนส.ส.ในระบบเขต จะต้องลุ้นต่อไปว่า กระแสของนายอภิสิทธิ์จะพัดพาทำให้ส.ส.เขต ได้รับการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าผลการสำรวจเป็นเช่นนี้จริง เชื่อว่าส.ส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ อาจจะมีถึง 20 คน ก็มีความเป็นไปได้สูง

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

ชัยวุฒิ ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด IO ด้อมส้ม หลังแกล้ง น็อต รุมป่วนโพล ปั่นเฟคนิวส์

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

“ชัยวุฒิ” ฟาดแรง เกรียนคีย์บอร์ด-อวตาร-io-ด้อมส้ม-อินฟลู หลังเกิดเหตุแกล้ง “น็อต”รุมป่วนโพล ด้อยค่า ปั่นเฟคนิวส์ ลั่น จ่อฟ้องคนด่า ‘อ.เจษฎ์’

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และคณะผู้สมัคร ของพรรครักชาติ ลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์เคหะสถาน 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว นายสัญชัย บัตรตรา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านให้การต้อนรับทีมพรรครักชาติ แวะทักทาย พูดคุย พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจมาทำการเมือง

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เดือดถึงกรณีกลุ่ม เกรียนคีย์บอร์ด-IO-อวตาร รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ และ “ด้อมส้ม” เข้าไปถล่มรีวิว ดิสเครดิต และดาวน์เกรด ร้านอาหารของ “น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์” ว่าไม่อร่อย เพียงเพราะมีความเห็นต่างทางการเมือง โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า “เป็นการกระทำที่ต่ำมาก” และเรียกร้องให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว หันมาทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ พร้อมเตือนสติให้หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้เห็นต่าง ชี้เป็นการเมืองแบบ “ชั้นต่ำ” ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเข้าไปโหวตในโพลสำรวจต่าง ๆ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเป็น “บอท” (Bot) ไม่ใช่คนจริง 

“แต่อยากทำก็ทำไปครับ เป็นความสุขของพวกคุณ แต่ว่าการที่เอาด้อม เอา IO เอาอวตารเนี่ย ไปถล่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อันนี้มันเป็นการเมืองแบบ ‘ชั้นต่ำ’ ครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย”

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่าที่ผ่านมาพรรครักชาติ และ “นายเจษฎ์ โทณะวณิก” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่ม IO และ Influencer บางกลุ่มอย่างหนัก ซึ่งทางพรรคเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป