คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

คิดให้ดีๆ เอ็ดดี้ เตือนถ้าสายอนุรักษ์นิยม แห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.40 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่า Vote No เด็ดขาด 

ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมแห่กัน vote no ส้ม-แดง-เทา จะกวาด สส.ไปหมด คิดให้ดีๆ ถ้าใครคิดจะ vote no Vote No (ไม่เลือกผู้สมัครใด) ทำให้คะแนนเหล่านั้นจะกลายเป็น “คะแนนเสียเปล่า” ทันที หากฝั่งอนุรักษ์นิยมเสียงแตก
• ส่วนหนึ่งเลือกพรรคหนึ่ง
• ส่วนหนึ่งเลือกอีกพรรคหนึ่ง
• ส่วนหนึ่ง Vote No

ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นและลงคะแนนไปในทิศทางเดียว ผลคือฝั่งที่มีระเบียบวินัยในการลงคะแนนสูงสุดจะเป็นฝ่ายกวาดเก้าอี้ สส. ไป แม้ว่าคะแนนรวมของฝั่งอนุรักษ์นิยม (ถ้ารวม Vote No เข้าไปด้วย) อาจจะมากกว่าก็ตาม

มันจะมีผลกระทบต่อ สส. บัญชีรายชื่อ

คะแนน Vote No ไม่ถูกนำมาคำนวณเพื่อจัดสรรที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมือง ดังนั้นการ Vote No จึงเป็นการลดโอกาสที่พรรคฝั่งอุดมการณ์เดียวกันจะได้ที่นั่งในสภาเพื่อไปคานอำนาจส้ม-แดง-เทา

คิดให้ดีๆ ถ้าใครคิดจะ vote no
หากคุณเบื่อการเมือง เบื่อนักการเมือง แต่คุณยังรักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัว อย่า  Vote No เพราะเท่ากับทำให้คะแนนของพรรคพวกคิดล้มเจ้า มีโอกาสชนะฝ่ายเราสูงขึ้น เพราะพวกนั้น  มีเสียงที่เหนียวแน่นและลงคะแนนไปในทิศทางเดียว 

ผมขอเสนอทางเลือก 3 พรรค
• พรรคประชาธิปัตย์
• พรรคไทยภักดี
• พรรคภูมิใจไทย
เลือก 1 ใน 3 นี้ที่คุณถูกใจมากที่สุด

ทำไมต้อง ภูมิใจไทย

เพราะภูมิใจไทยมีโอกาสสูงสุดที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสู้กับ ส้ม-แดง และผมว่า เราไว้วางใจคุณอนุทินได้ ภูมิใจไทยยังไงก็มาถึง 1 มีลุ้นแค่ว่า จะเกิน 150 หรือไม่เท่านั้น

ทำไมต้องเลือก ไทยภักดี เพราะคุณหมอวรงค์ มือสะอาดและเป็นมือปราบโจรเทาและพวกล้มเจ้า

ทำไมต้องเลือก ประชาธิปัตย์

เพราะถ้าประชาธิปัตย์ได้ สส เข้าสภาสัก 40/50 คน ก็มีโอกาสสูงที่ภูมิใจไทยจะชวนร่วมรัฐบาลแต่ถ้าได้น้อยกว่าพรรคแป้ง จะทำให้ภูมิใจไทยต้องเอาแป้งร่วมรัฐบาล เพราะเขาต้องการตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าจะสกัดแป้ง ต้องเลือกประชาธิปัตย์ อีกเหตุผลคือ ประชาธิปัตย์ ฟ้าใหม่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม และ ประชาธิปัตย์ ชุดนี้ไว้ใจได้เรื่องไม่เทา ไม่ล้มเจ้า ชอบคนไหน อนุทิน อภิสิทธิ์ หมอวรงค์ เลือกพรรคนั้นไปเลย ไม่ต้องคิดมาก และติ่งของทั้ง 3 ท่านนี้
อาจชอบไม่ชอบบางอย่างไม่ตรงกัน แต่อย่าเพิ่งตีกัน  ลำดับความสำคัญให้ดี เรื่องสำคัญสุดตอนนี้คือ การสกัด ส้ม-แดง-เทา

หมายเหตุ ที่ไม่ได้พูดถึงพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคพวกล้มเจ้าและหลานอัลเคิล ไม่ไช่เพราะไม่ชอบพรรคเหล่านั้น

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

กกต.สั่งเชือด 16 คลิป เพจแม่แนน น้องสมาร์ท เปิดเหตุผลให้ลบวิดีโอ ปมบิดเบือนประชามติ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่กรณีมีคำสั่งลบคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชาสัมพันธ์กรณีกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 16 เรื่อง ที่อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมายตามที่คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) เสนอ ซึ่งวิดีโอที่กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งลบ เป็นคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” โดยมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ไม่ถูกต้อง

โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 77 (5) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ และมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดอันยอมความได้ (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444
 

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า แจกเงินล้าน นโยบายขายฝัน ไม่ยั่งยืน

หลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐีพันล้านวันละ9คน โดยเน้นสาระสำคัญเป็นการแจกเงินให้กับประชาชนแบบสุ่ม คนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้อย่างกว้างขวางว่า เป็นนโยบายประชานิยม เป็นนโยบายใช้เงินของรัฐบาล หรือเงินที่มาจากภาษีของประชาชนซื้อเสียงล่วงหน้า 

ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายประชานิยมแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 คือการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้กับทุกคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นการนำเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน มาแจกให้กับประชาชน ถือว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้ประสบความสำเร็จได้ ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 

เมื่อผลการเลือกตั้งผ่านไป นโยบายก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศไว้ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่กกต.ควรจะทบทวนและตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ผ่านมาแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลอกลวงประชาชน เอาเงินภาษี งบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียงล่วงหน้า 

การผลักดันนโยบายประชานิยม หรือนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นนโยบายชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืน ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม จะทำนโยบายประชานิยมแบบยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครคัดค้าน เห็นได้ว่านโยบายประชานิยมหรือนโยบายรัฐสวัสดิการสำคัญในอดีต ได้รับการต่อยอดและผลักดันจากรัฐบาลชุดต่อมาอย่างเห็นได้ชัด คือ

1.นโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 แม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงเริ่มต้นของโครงการสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ยกเลิก พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดพรรคการเมืองทุกพรรค ก็พยายามผลักดันเรื่องจะนำที่สปก. มาออกเป็นโฉนดให้กับประชาชน

2.เรื่องนโยบายกองทุนกยศ.หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นโครงการที่ช่วยนักเรียน-นักศึกษาฐานะยากจนแบบยั่งยืน จนรัฐบาลชุดต่อมาได้ต่อยอด เพิ่มวงเงินงบประมาณ มีเงื่อนไขช่วยเหลือนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจนเรียนจบในการใช้หนี้คืน

3.นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งได้พัฒนาจากจำนวนผู้สูงอายุหมู่หมู่บ้านละ5คน ได้รับเงินคนละ 200 บาทในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มาเป็น 500 บาทและได้รับกันอย่างถ้วนหน้า ในสมัยรัฐบาลในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันมีการต่อยอดจากรัฐบาลชุดต่อมา เป็นแบบขั้นบันได และยังเป็นนโยบายที่ทุกพรรคใช่หาเสียงเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย

4.นโยบายค่าตอบแทนอสม. ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเช่นกัน จนถึงบัดนี้อสม.ได้รับการยอมรับ และได้ออกพรบ.อสม.แห่งชาติ เพื่อรองรับองค์กร อสม. และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย

5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เริ่มต้นในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร มีการต่อยอดมาทุกรัฐบาล มาเป็นบัตรประชาชนหนึ่งใบรักษาทุกโรค จนถึงโครงการบัตรทอง ถือว่าเป็นการต่อยอดจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

6.โครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ที่เริ่มในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนบัดนี้นโยบายพรรคการเมืองทุกพรรค ที่เน้นเรื่องการการศึกษาเป็นสำคัญ และมีการประกาศนโยบายการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี

ทั้งหมดนี้ก็คือโครงการที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการหรือโครงการประชานิยมแบบยั่งยืน ก็เป็นโครงการหรือนโยบายที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน หรือระบบประชานิยมเลย ซึ่งต่างกับนโยบายที่พรรคเพื่อไทยกำลังนำเสนออยู่ในขณะนี้ 

การแจกเงินให้กับประชาชนวันละ9คน คนละ1ล้านบาท เป็นการผลักดันนโยบายที่คิดไม่รอบคอบ ถือว่าเป็นนโยบายหลอกลวงประชาชน เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ซึ่งกกต.ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=322&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Freel%2F2095008241256682%2F&show_text=false&width=560&t=0

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

กวาดเรียบ! นิด้าโพลชี้คนนครศรีธรรมราช หนุนอภิสิทธิ์ นั่งนายกฯ นำขาดทั้งคนทั้งพรรค

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19 – 21 มกราคม 2569 จากประชาชน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคนจังหวัดนครศรีธรรมราช การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล”สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนนครศรีธรรมราชจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.45 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 2 ร้อยละ 16.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.34 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ(พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็นพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ร้อยละ 5.34 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค(พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย)นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.87 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.18 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 8.43 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.31 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 3.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรคกรีน และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนนครศรีธรรมราชมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 53.70 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 16.31 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.93 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 1.87 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 1.59 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.08 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.78 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.81 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.37 อายุ 36-45 ปี  ร้อยละ 25.96 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 27.08 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 94.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.97 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.28 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 31.68 สถานภาพโสด ร้อยละ 66.45 สมรส และร้อยละ 1.87 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.28 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 20.62 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.53 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.18 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 10.88 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.65 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.74 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 17.34 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.68 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.37 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 19.40 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.12

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 35.52 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.62

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.78

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 0.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.28

รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.37

ไม่ระบุรายได้

แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

แอ๊ด คาราบาว คืนสังเวียนการเมือง! ปล่อยเพลงใหม่ ธรรมาธิปไตย เตือนสติคนไทยอย่าเชื่อแค่คำหวาน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง “ยืนยง โอภากุล” หรือ “แอ๊ด คาราบาว” ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “Add Bao” ระบุว่า  ผมเคยบอกว่าจะไม่ยุ่งการเมืองแล้ว แต่พอเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองก็อดห่วงไม่ได้ เลยต้องแต่งเพลง “ธรรมาธิปไตย” ขึ้นมา ธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นแนวคิดจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าประเทศคุณจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตามต้องมีธรรมาธิปไตยกำกับควบคู่ไปด้วย สังคมถึงจะเจริญก้าวหน้าและผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ธรรมาธิปไตยคืออะไร

คำว่า ธรรมาธิปไตย แยกได้เป็น
 • ธรรม = ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม หลักศีลธรรม
 • อธิปไตย = อำนาจสูงสุดในการตัดสินใจหรือปกครอง

ดังนั้น

ธรรมาธิปไตย หมายถึง การใช้อำนาจหรือการตัดสินใจโดยยึด “ธรรม” เป็นใหญ่

ไม่ใช่ยึดคนเป็นใหญ่ หรือเสียงข้างมากเป็นใหญ่โดยปราศจากศีลธรรม ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยจะตระหนักถึงสิ่งนี้ ตัดกิเลส ตัณหาส่วนตนออกไป ไม่ต้องไปเชื่อคำหวานๆของนักการเมืองที่มันเป็นไปไม่ได้ จงเชื่อมั่น“ในธรรม”ก่อนหย่อนบัตรครับ…..พี่น้อง

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

สรยุทธ พลาด แชร์เฟคนิวส์ รีบแก้ข่าว พิพัฒน์ นั่งเฟิร์สคลาส

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

จากรณีที่ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ออกมาโพสต์กล่าวหา นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาสไปดูงานเมืองนอกนั้น แม้กระทั่งตัว สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดังยังออกมาพูดถึงกรณีนี้กลางรายการข่าว จนเมื่อโลกออนไลน์มีการแชร์และโพสต์กันขึ้นมาว่า ข่าวนั้นไม่เป็นความจริง อีกทั้งตัวของนาย พิพัฒน์ ที่ถูกกล่าวหาก็ออกมาคอมเมนต์ในเพจดังชี้แจงเรื่องดังกล่าว จนเกิดกระแสสังคมบนโลกออนไลน์ตีกลับ ทำเอา ไอซ์ รักชนก ต้องแก้ไขโพสต์ของตัวเอง และนาย พิพัฒน์ ได้เข้าไปคอมเมนต์แสดงความขอบคุณที่แก้ไขโพสต์กล่าวหาตนเอง ก่อนที่ในเวลาต่อมา ไอซ์ รักชนก จะลบโพสต์นั้นออกไปจากโลกออนไลน์ ในขณะที่ชาวเน็ตต่างก็เชียร์ให้รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ฟ้องกลับ

ล่าสุดวานนี้ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 สรยุทธ สุทัศนะจินดา โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกับคำชี้แจงของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงกรณีดังกล่าว ว่า “คุณพิพัฒน์ เคยมาออก ‘คุยนอกจอ’ ยืนยันว่า ไม่เคยใช้เฟิร์สคลาส แม้จะเป็นสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งตำแหน่งทางราชการ มีระบุไว้ว่าระดับไหน ใช้เฟิร์สคลาสได้ ซึ่งถ้ามีการใช้ในการบินดูงาน ก็ต้องไปเทียบเคียงกับกฎหมายดังกล่าว วันที่ 26 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม โพสต์

สรยุทธ สุทัศนะจินดา

“จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับผมออกสู่สาธารณชน ผมขอชี้แจงความจริงว่า ในการเดินทางไปประชุมต่างๆ ผมเลือกที่จะนั่งบิสซิเนสคลาสเท่านั้น และยึดหลักการใช้เงินกองทุนฯ อย่างประหยัดและเท่าที่จำเป็นมาโดยตลอด เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนที่ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทุกท่าน ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน รวมถึงเพจต่างๆที่ได้ช่วยกันยืนอยู่ข้างความจริงและความถูกต้อง กำลังใจและความไว้วางใจที่ได้รับจากท่านมีความหมายอย่างยิ่ง และเป็นพลังให้ผมเดินหน้าทำงานต่อไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบของผู้เผยแพร่ข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การไม่บิดเบือน กล่าวหาผู้อื่นโดยขาดจิตสำนึกและความเป็นธรรม ผมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อมูลจากผู้เผยแพร่เหล่านี้ที่กระทำผิดซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา

สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ผมขอยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไปครับ”

ขณะเดียวกัน คณะทำงานฯ ของนายพิพัฒน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายพิพัฒน์ เข้าทำงานที่กระทรวงแรงงาน วันที่ 7 กันยายน 2566 แต่ทริปที่มีการออกมาแฉนั้น คือ ทริปในห้วงวันที่ 16-22 สิงหาคม 2566″

สรยุทธ สุทัศนะจินดา
สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว, เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn} อินสตาแกรม sorrayuth9111

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

เพื่อไทย ร่อนแถลงการณ์ ‘สจ.เนย์’ เคยเป็นสมาชิกพรรคจริง แต่ปัจจุบันลาออกแล้ว

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.27 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน โดยระบุว่า คำชี้แจงกรณีการออกหมายจับนักการเมืองท้องถิ่นมีส่วนเกี่ยวข้องเว็บพนัน

พรรคเพื่อไทยขอชี้แจงต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยุติการเชื่อมโยงที่คลาดเคลื่อน ในกรณีของนายปฐนัญ จันดอน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน โดยมีข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1) พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวเคยเป็นสมาชิกพรรคจริง ทั้งนี้ กระบวนการรับสมัครสมาชิกพรรคเป็นไปตามหลักการเปิดกว้าง และเป็นไปตามกฎหมาย โดยพรรคพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครจากข้อเท็จจริง ณ วันที่สมัคร เมื่อไม่ปรากฏคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายและข้อบังคับพรรค และให้การรับรองตนเองแล้ว บุคคลดังกล่าวจึงมีสิทธิในการเข้าเป็นสมาชิกพรรค 

2) กรณีที่ปรากฏภาพบุคคลดังกล่าวลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยสวมใส่เสื้อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคจริงในขณะนั้น ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งในฐานะสมาชิก ไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคแต่อย่างใด

3) ในส่วนของสถานะปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบแล้วพบว่า บุคคลดังกล่าวได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ โดยพรรคไม่ได้รับแจ้งเหตุผลในการลาออก และบุคคลดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคอีกต่อไป

4) พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนว่า พรรคให้ความสำคัญสูงสุดต่อความถูกต้อง โปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค พรรคจะไม่เพิกเฉย โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น รอบด้าน และตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม ไม่ปกป้องหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายอย่างแน่นอน

26 มกราคม 2569

ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลด‘หมอสุภัทร’จริง สธ.ยันไม่ได้แกล้ง ชี้ยังยื่นอุทธรณ์ได้ เจ้าตัวโวยถูกตัดขา

หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน เชื่อโดนเตะตัดขาโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หลังทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมให้คน จนถูกอ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขมีมติให้ ‘ปลดออกจากราชการ’ย้อนหลังปมจัดซื้อATKด้าน‘รมว.สาธารณสุข’ยันเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีแทรก ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ“เปิดความจริง ยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้ผมเข้าสภา”โดย นพ.สุภัทรระบุว่า เมื่อวานเดินหาเสียงอยู่เช่นทุกวัน มีโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ บอกว่าหมอรู้ข่าวยัง “กระทรวงฟันหมอแล้ว” ผมเดินหาเสียงจนเสร็จตามแผน แล้วมาอ่านข่าว “ผมก็รู้จากข่าวนี่แหละ” “ค่ำๆจึงได้เช็คข่าว ถึงชัดว่า ถูกจัดเต็ม”

พอผมกับธนาธรทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหลังละ 49,500 บาท ให้คนหาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครได้เลยแม้แต่หลังเดียว จากที่เคยบอกว่า “รักผมจะตาย” เกิดหงุดหงิดอย่างหนัก

เริ่มต้นด้วยการแทรกวาระประชุม 22 มกราคม 2569 เข้ามาวาระแทรกนี่แหละ คือ ความไม่เป็นธรรม เอกสารแจกในที่ประชุมมีเพียงเอกสารสรุปผลโดยย่อที่กรรมการสอบวินัยสรุปมา โดยที่คณะกรรมการทั้ง 7 คนไม่มีใครได้เห็นเอกสารฉบับเต็ม ทั้งข้อกล่าวหา เอกสารตอบชี้แจงของผม และเอกสารประกอบอื่นใด

ในที่สุดที่ประชุมมีมติ 3:3โดยมีกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการ สธ. 3ท่าน จำต้องลงมติว่าให้ปลดออก แต่กรรมการอีก 3ท่านที่เป็นคนนอก สธ.คือผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ.ผู้ทรงด้านบริหารจัดการ และผู้ทรงด้านกำลังคน ลงมติ ไม่เห็นด้วยกับการปลดออก ประธาน คือ รัฐมนตรีจากภูมิใจไทยจึงยกมือให้ปลดออกด้วย มติจึงเป็น4:3ในที่สุด

“ถ้าถูกปลดออกจากราชการ จะทำให้ผมเข้าข่ายอาจขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (8) คุณสมบัติต้องห้าม เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ แปลว่า ถ้าทำสำเร็จ ผมก็ล้มคะมำ จะถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครผู้แทน (แม้จะยังไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายขั้นตอนตามกระบวนการตามกฎหมาย)

แต่ในบรรดากรรมการฝั่งข้าราชการที่ยกมือให้ปลดผมจากราชการนั้น มีท่านหนึ่งที่ไปราชการที่ตรัง ได้เข้าประชุมทางออนไลน์ เหมือนจำใจต้องเข้าประชุม เพราะมิเช่นนั้น มติปลดจะไม่สำเร็จ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ.ทนดูความอยุติธรรมไม่ไหว จึงแจ้งที่ประชุมว่า ขอนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในคณะกรรมการของ กพ.ใหญ่แทน ทำให้ที่ประชุม อกพ.สธ. ไม่สามารถมีข้อสรุปได้

โดยสรุป ตอนนี้ผมยังเป็นผู้สมัคร สส.เช่นเดิม ยุทธการเตะตัดขาเกือบสำเร็จ แม้ที่ประชุมมีมติ 4:3 ปลดผมออกจากราชการจริง แต่สุดท้ายยังไม่สามารถปลดผมออกจากราชการได้ เพราะ ผู้แทน กพ.ขอนำเรื่องไปพิจารณาในกรรมการใหญ่อีกชุดที่เป็นธรรมกว่า

สำหรับผม นี่คือ แผนสกัดไม่ให้ผมเข้าสภาอย่างแน่นอน เพราะกระแสผมมาแรงมาก และตัดโอกาสผมในการเข้าไปปัดกวาดการเมืองสีเทาใน สธ. จึงจัดยุทธการเตะตัดขา หวังทำให้ผมขาดคุณสมบัติลง สส.

“ผมยืนยัน คนเปิดเกมส์นี้คิดผิดแน่นอน ผมยิ่งมุ่งมั่น ยิ่งเดินเต็มที่เพื่อหาเสียง พี่น้องชาวหาดใหญ่ล้วนมีความรู้ เข้าใจความจริง คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศรักความเป็นธรรม การใช้วิชามารแบบนี้ ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร ผมเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 มาถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังผมค้านนโยบายกัญชาเสรี แล้วมาชี้ขาดในปี 2569 เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง ช่างประจวบเหมาะเกินไปไหม?

ผมขอไปเดินหาเสียงต่อก่อนนะครับพี่น้อง พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กาส้มไปล้มเทา ผมยิ่งมั่นใจ คนเขต 2 สงขลา เลือกกาหมอสุภัทรเบอร์ 5 และพรรคประชาชนเบอร์ 46 กาเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเลือกผู้สมัครพรรคประชาชนในเขตของท่าน ช่วยกันให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนะครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็น ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ จากข้อกล่าวหาจัดซื้อชุดตรวจ ATKในโครงการหมอชนบทบุกกรุงปี 2564 ผิดระเบียบ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่า เป็นไปตามกระบวนการปกติของคณะกรรมการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่ง อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมฯมีมติตามที่คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าให้พิจารณา “ปลดออกจากราชการ”โดยเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่บอร์ดตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ซึ่งผู้ถูกร้องสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกระบวนการของกฏหมาย

รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่า การพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมการ ไม่มีการแทรกแซงหรือพูดคุยเป็นการส่วนตัว และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง แม้จะมีการเชื่อมโยงจากการที่ นพ.สุภัทร ลงสมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งตามขั้นตอนต่อไป

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ระบุว่าเป็นเรื่องในกระทรวงสาธารณสุข ตนไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ตอนนี้มาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ส่วนเรื่องการทวงถามค่าซ่อมบ้าน มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ทางกรมโยธาธิการจึงไปดำเนินการต่อในการสำรวจความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายให้ไม่เกิน49,000 บาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกหลังจะได้ 49,000 บาทเหมือนกัน แต่จะเป็นการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเกณฑ์ บางหลังอาจได้หลักพัน บางหลังอาจได้หลักหมื่น หรือแม้กระทั่งหลักร้อย ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่สำนักงานกรมโยธาธิการได้สำรวจในพื้นที่ไว้ ส่วนงบประมาณที่อนุมัติ ก็ได้ส่งและชี้แจงไปยังกกต.แล้วเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ายืนยันได้หรือไม่ ว่ามติปลดนพ.สุภัทร ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง นายอนุทินกล่าวว่า ต้องไปถามกระทรวงสาธารณสุข ตนยืนยันอะไรไม่ได้ เพราะตนไม่มีข้อมูล พร้อมย้ำว่า “ถ้าหากถามว่ากลั่นแกล้ง ไม่มีหรอกครับ มีแต่คนกลั่นแกล้งผม ผมไม่เคยกลั่นแกล้งใคร”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“(สถานการณ์ไทย-กัมพูชา) เราต้องพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่าง และตั้งสมมุติฐานของเรา หากตั้งสมมุติฐานถูกก็เตรียมการถูก หากตั้งสมมุติฐานผิดก็ต้องแก้ไข ดังนั้น จึงต้องเตรียมไว้ทุกกรณี ซึ่งไม่แน่นอน เราอาจจะตั้งสมมุติฐานคลาดเคลื่อนไปก็ได้ แต่ก็ต้องเตรียมแผนรองรับ”

พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’ TDRIสับรวยแค่บางกลุ่ม ‘กรณ์’ถล่มยับไม่โปร่งใส

อนุทิน”ขอไม่วิจารณ์“ปชน.”หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อปชช.มีข้อมูลตัดสินมั่นใจนโยบาย“ภท.”ดีเหมาะสม-ปฏิบัติได้จริง หลัง พท.ผุด “เศรษฐีเงินล้าน”ด้าน“อภิสิทธิ์”นำทัพลุยชุมพร ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาปากท้อง-ต้านโกง-การเมืองสุจริต ขณะที่’เรืองไกร’ร้องกกต.สอบนโยบายพท.สร้างเศรษฐีเงินล้าน9วัน9คน แจ้งก่อนเลือกตั้ง20วันตามกฎหมายหรือไม่ ระบุโทษปรับ5แสนบาท ปรับเพิ่มวันละ1หมื่นบาท จนกว่าจะทำถูกต้อง’ศรีสุวรรณ’ร้องสอบ เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

เมื่อวันที่ 26มกราคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปราศรัยของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ระบุว่า ทหารมีไว้ปกป้องประเทศไม่ใช่ครอบครองประเทศ เหมือนเป็นการด้อยค่าทหารหรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรว่า พี่น้องประชาชนเข้าใจดี แต่เราจะไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดหรือแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เขาก็มีความเชื่อของเขาแบบนั้นในแต่ละพรรค ซึ่งเราต้องให้เกียรติกัน ส่วนคนที่จะตัดสินใจอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่จะใช้ข่าวสารที่ได้รับมาในการตัดสินใจ

อนุทิน’ยันนโยบาย’ภท.’ดีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้ช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งมีคนมาฟังค่อนข้างเยอะกังวลหรือไม่ว่ากระแสส้มจะมาแซงทางโค้งพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวย้อนว่า คุณไม่ดูเวทีภูมิใจไทยที่หนองคาย ก็เยอะนะ เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนก็ต้องมั่นใจ ใครจะขึ้นเวทีไปแล้วบอกว่าโอเคเลือกผมนะ ผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน” เมื่อถามว่า กระแสพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไรหลังได้เดินสายขึ้นเวทีปราศรัยต่างจังหวัดหลายจุด นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ไปที่ไหนคนก็เดินเข้ามาและบอกขอให้ประสบความสามเจ็ด นายอนุทินกล่าวพร้อมหัวเราะ

เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายจะมีการเสนอนโยบายอะไรใหม่หรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีการเสนอนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ1ล้านบาท นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเราดีแล้วและปฏิบัติได้ เมื่อถามย้ำว่า จะมีนโยบายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวร้องเพลงให้ฟังเลย นโยบายดีแล้วเหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ทำให้ประเทศเสียหาย และสามารถที่จะกระตุ้นในมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคม ความสุขของพี่น้องประชาชน เมื่อถามว่า มั่นใจว่าไม่มีนโยบายอะไรล่อเป้าที่ทำให้เสียคะแนนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ

ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ30มกราคมนี้

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแม่ทัพสนามเลือกตั้งกทม.พรรค ภท.เปิดเผยว่า วันที่ 30ม.ค.นี้ เวลา 17.30-20.00น.ที่บริเวณสวนลุมพินี หลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 พรรคภท.พร้อมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33เขต จะร่วมกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง โดยในการปราศรัยครั้งนี้มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ

อภิสิทธิ์’ลุยชุมพรย้ำแก้ปากท้อง-ต้านโกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงพื้นที่ จ.ชุมพร ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคปชป.พร้อมคณะ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ตลาดนัดท่าแซะ ซึ่งมีพี่น้องประชาชนมารอให้การต้อนรับอย่างมืดฟ้ามัวดิน พร้อมเสียงตะโกน “คิดถึงนายกฯ อภิสิทธิ์”ดังสนั่นตลอดเส้นทาง นายอภิสิทธิ์ กล่าวทักทายพี่น้องชาวท่าแซะบนรถขยายเสียง โดยหยิบยกเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทันทีที่เดินทางมาถึง โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ในพื้นที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเครื่องบินแตะพื้นดินชุมพร ฝนกลับหยุดตกในทันที

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า’ทำไมฝนถึงตกแบบนี้ ผมอธิบายให้ฟังว่า ก่อนผมจะมาแม่พระธรณีเอาน้ำมาไล่พวกเทาไปให้หมดเดี๋ยวฝนก็หยุดเอง ก็หยุดจริงๆครับ”สร้างเสียงฮือฮาและรอยยิ้มให้กับชาวบ้านที่มารอฟังปราศรัยเป็นอย่างมาก ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาทำงานรับใช้ประชาชนอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวใต้และคนไทยทั่วประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่มุ่งเน้นแต่เรื่องผลประโยชน์และการทุจริตคอร์รัปชัน โดยยืนยันว่าพรรคพร้อมจะเข้ามาปั๊มหัวใจเศรษฐกิจและคืนความสุจริตให้กับการเมืองไทย

“ขอบคุณสำหรับดอกไม้สำหรับพวงมาลัย ขอบคุณหลายๆ คนที่บอกว่าคิดถึงกัน ขอบคุณทุกคนที่กอด คนชุมพรนี่กอดแรงจริงๆ พี่น้องครับวันนี้ประชาธิปัตย์กลับมาเพราะรู้ว่าพี่น้องที่นี่และพี่น้องคนไทยเดือดร้อน เดือดร้อนจากการที่ประเทศไทยของเราในช่วงที่ผ่านมา เจอกับการเมืองที่มีแต่เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และทำให้เศรษฐกิจปัญหาปากท้องของพี่น้องรุนแรงขึ้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

ชวน’ลุยอุบลฯปลุกสกัดทุจริตเลือกตั้ง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อช่วย นายธนพร สมศรี ผู้สมัคร สส. หมายเลข 7 เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายชวนได้พูดคุยกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง นายชวน กล่าวว่า นายธนพรเป็นหนึ่งความหวังสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน คนจ.อุบลราชธานี มีความสำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายฟอง สิทธิธรรม และนายเลียง ไชยกาล ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคน จ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มี สส.ใน จ.อุบลราชธานีและในภาคอีสานมาโดยตลอด แต่หลังจากที่เกิดการย้ายพรรคของอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องภาคอีสานตอนนี้ประเทศมีความเจริญในหลายด้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่การเมืองของไทยกลับถดถอยไปสู่ภาวะของการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงหรือการใช้เงินสีเทาเข้ามาในระบบ จึงอยากขอให้คนไทย ร่วมกันตระหนักในปัญหานี้และหยุดยั้ง กระบวนการที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่การเมืองไทยและประเทศชาติกันโดยเร็ว

ยศชนัน’ทัวร์โคราชชูแจกเงินล้าน9คน

เวลา 09.30น.ที่ลานกิจกรรมเอนกประสงค์ หน้าสระใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงให้ นางพัชราวรรณ ภิญโญ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 6 เบอร์1 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เมื่อ นายยศชนัน เดินทางมาถึง ประชาชนได้คล้องพวงมาลัยซาลาเปา พวงมาลัยถั่วกรอบ พวงมาลัยขนมปัง พวงมาลัยกล้วยฉาบ พวงมาลัยดอกจาน โดยชาวบ้านได้คล้องจนล้นคอและเข้ามีบางส่วนเข้าไปในปากของ นายยศชนัน ด้วย

จากนั้น นายยศชนัน ปราศรัย ว่า รอบนี้ตนจะเข้าไปแก้หนี้ทั้งระบบ หากหนี้เสียจะปลดหนี้ให้ผู้สูงอายุ ในวงเงิน 100,000 บาท ส่วนเรื่องดินและปุ๋ย ตนพร้อมรับจบ โดยพรรคจะขอกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ รอบนี้ขอกระตุ้นเพิ่มเติมผ่านนโยบายคนละครึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาล 30 เปอร์เซ็นต์ของประชาชน อย่างไรก็ตาม เรื่องนโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ขอแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ให้คนเข้าสู่ระบบฐานภาษีเราจะดูแลสวัสดิการให้กับประชาชน เพื่อเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยจะใช้งบฯไม่เยอะจูงใจคนเข้าระบบ แก้ปัญหาทุจริตทุนเทาอย่างยั่งยืน แก้คอร์รัปชันยั่งยืน และจะทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น คนโคราชต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเลือกพรรคเพื่อไทยเบอร์9 เลือก นางพัชราวรรณ เบอร์1 ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี

บุกบุรีรัมย์ลั่น’ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่’

เวลา 12.40น.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่5 ของ นายใหม่ สุขเดชะ (ใหม่ ไอน้ำ) ผู้สมัคร สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต5 เบอร์1พรรคเพื่อไทย โดยขึ้นรถแห่เดินทางไปยังตลาดพุทไธสง เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน โดยตลอดเส้นทางทั้งสองได้ผลัดกันปราศรัยเสนอนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย และทักทายชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนออกมาโบกมือทักทาย ให้กำลังใจ และบางส่วนได้เดินตามขบวนรถแห่มาจนถึงตลาด เมื่อเดินทางถึงตลาดพุทไธสง นายยศชนัน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่นำพวงมาลัยมามอบให้ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือแม่ค้าขายผลไม้ได้มอบ”ส้มจิ๊ด”ให้แก่ นายยศชนัน ระหว่างเดินทักทายประชาชน เพื่อเป็นการส่งกำลังใจ

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและโอกาสปักธง สส.ว่า ตนคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของถิ่น นี่คือแผ่นดินไทย ในการเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ตนตั้งใจมาสื่อสารนโยบายกับพี่น้องประชาชนและเชื่อว่าคนไทยให้โอกาสกันเสมอ ไม่มองว่าใครเป็นคนของใคร แต่จะตัดสินกันที่นโยบาย ประชาชนกำลังรอนโยบายอยู่ ทั้งเรื่องการแก้หนี้นอกระบบ การประกันกำไรสินค้าเกษตร30% รวมถึงเรื่อง 30บาทAIและการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมทุกที่

เรืองไกร’จี้สอบแจ้งก่อน20วันหรือไม่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือไปรษณีย์EMS เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านพรรคเพื่อไทย เป็นการจัดทำนโยบายพรรคที่ได้รายงานต่อ กกต.ก่อนวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20วัน ตามประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 ข้อ4วรรคสองหรือไม่ หากมีการฝ่าฝืนประกาศฯดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดพรป.พรรคการ เมือง พ.ศ.2560 มาตรา57วรรคสองหรือไม่และจะมีโทษตามมาตรา121หรือไม่ นโยบายนี้ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก จากการแจกรางวัลเงินล้านแก่ผู้โชคดีวันละ9คน เพื่อกระตุ้นประชาชนเข้าระบบภาษีและเศรษฐกิจในระบบ ที่สำคัญตั้งข้อสงสัยว่า พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรายงานต่อ กกต.ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20วันก่อนวันเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่กำหนดใน ประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 วรรคสองหรือไม่

หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้แจ้งรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วงเงินที่ใช้ ที่มาของเงิน ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบ พร้อมเรียกร้อ.ห้ กกต.ตรวจสอบว่ากระทำดังกล่าว ซึ่งมีความเสี่ยงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา57 วรรคสอง ซึ่งหาก กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบการฝ่าฝืนให้ กกต.สั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตาม มาตรา 121 มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ10,000บาท จนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง

ศรีฯ’ร้องเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทยในกรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน เข้าข่ายหาเสียงสัญญาว่าจะให้ และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการ เมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พรบ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่ สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ที่พารากอนเมื่อ 23 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้กล่าวปราศรัยหาเสียงโดยประกาศนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดย 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเกษตรกร 2.กลุ่มคนที่เสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 4. ประชาชนผู้ยื่นภาษี ส่วนกลุ่มที่ 5คือ กลุ่มประชาชนที่จับจ่ายซื้อขายโดยมีใบเสร็จผ่านระบบภาษี ซึ่งคาดว่าจะใช้จ่ายเงินงบประมาณเฉลี่ยปีละ3,240ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง12,960คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70ล้านคน

สงสัยหาเสียงโดยมอมเมาประชาชน

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การชูนโยบายหาเสียงดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยมอมเมาประชาชนให้เฟ้อฝันคอยมาลุ้นถูกรางวัลเงินล้านในทุกวัน อันอาจถือได้ว่าเข้าข่าย “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งเป็นห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.พ.ศ.2561 ประกอบกับอาจเข้าข่ายเป็นการพนัน ตาม พรบ.การพนัน2478 ซึ่งเป็นข้อห้ามอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลกระทบของสังคมส่วนรวม องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนและไต่สวนนโยบายดังกล่าว หากพบว่าเป็นข้อห้ามให้ดำเนินการเอาผิดผู้ที่นำนโยบายดังกล่าวไปหาเสียงต่อไป และให้เอาผิดพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(3) ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ต่อไปด้วย

จุลพันธ์’โวเปลี่ยนประเทศรายได้สูง

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบนโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่าแต่เป็นการใช้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ ด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่แข็งแรงเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ

หาเงินให้รัฐ-ดึงปชช.เข้าระบบภาษี

นายจุลพันธ์ ยังอธิบายว่า นโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ9รางวัล รางวัลละ1ล้านบาท นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่าBig Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ วิธีการคือสุ่มรายชื่อจาก 2กลุ่มหลัก คือ 1.สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2.สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน 4รางวัล แบ่งออกเป็น4กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน,กลุ่มอาสามสมัคร,กลุ่มผู้สูงอายุเกิน60ปีขึ้นไปและกลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน

เก็บภาษีได้2แสนล้าน-แจกแค่3พันล้าน

จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนการสร้างฐานข้อมูลหรือ Big Data หัวใจสำคัญคือการนำคนเข้าระบบเพื่อสร้างฐานข้อมูล และนำข้อมูลไปต่อยอดนโยบายอื่นให้มีประสิทธิภาพ ข้อมูลรายได้สายอาชีพต่างๆจะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จน ทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อแก้คอรัปชั่นจำเป็นต้องมีข้อมูล ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำเป็น การดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศและเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง

ไม่สร้างหนี้ให้ปชช.-แต่เก็บจัดภาษีเพิ่ม

นโยบายนี้เป็นการสร้างหนี้ให้ประชาชนหรือไม่ เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐจะสามารถเก็บรายได้จากVat เพิ่มขึ้นได้ และในส่วนของการบริโภคนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะคนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติเพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง

กรณ์’ชี้พท.แจกเงินเสี่ยงทำไม่ได้จริง

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค หลังจากกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมากล่าวอ้างว่า นโยบายการแจกเงินในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความคล้ายคลึงกับนโยบายปัจจุบัน โดยระบุว่า เรื่องเช็คช่วยชาติของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเช็คช่วยชาติ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย นโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัยดวง หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น