ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’
วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ร้องกกต.สอบนโยบายสุ่มแจกเงิน9ล้าน ชงฟัน‘เพื่อไทย’ เข้าข่าย‘สัญญาว่าจะให้’ TDRIสับรวยแค่บางกลุ่ม ‘กรณ์’ถล่มยับไม่โปร่งใส
“ อนุทิน” ขอไม่วิจารณ์“ ปชน.” หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อปชช.มีข้อมูลตัดสินมั่นใจนโยบาย“ ภท.” ดีเหมาะสม-ปฏิบัติได้จริง หลัง พท.ผุด “ เศรษฐีเงินล้าน” ด้าน“ อภิสิทธิ์” นำทัพลุยชุมพร ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาปากท้อง-ต้านโกง-การเมืองสุจริต ขณะที่’ เรืองไกร’ ร้องกกต.สอบนโยบายพท.สร้างเศรษฐีเงินล้าน9 วัน9 คน แจ้งก่อนเลือกตั้ง20 วันตามกฎหมายหรือไม่ ระบุโทษปรับ5 แสนบาท ปรับเพิ่มวันละ1 หมื่นบาท จนกว่าจะทำถูกต้อง’ ศรีสุวรรณ’ ร้องสอบ เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่
เมื่อวันที่ 26มกราคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปราศรัยของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ระบุว่า ทหารมีไว้ปกป้องประเทศไม่ใช่ครอบครองประเทศ เหมือนเป็นการด้อยค่าทหารหรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรว่า พี่น้องประชาชนเข้าใจดี แต่เราจะไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดหรือแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เขาก็มีความเชื่อของเขาแบบนั้นในแต่ละพรรค ซึ่งเราต้องให้เกียรติกัน ส่วนคนที่จะตัดสินใจอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่จะใช้ข่าวสารที่ได้รับมาในการตัดสินใจ
‘ อนุทิน’ ยันนโยบาย’ ภท.’ ดีอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้ช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งมีคนมาฟังค่อนข้างเยอะกังวลหรือไม่ว่ากระแสส้มจะมาแซงทางโค้งพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวย้อนว่า คุณไม่ดูเวทีภูมิใจไทยที่หนองคาย ก็เยอะนะ เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนก็ต้องมั่นใจ ใครจะขึ้นเวทีไปแล้วบอกว่าโอเคเลือกผมนะ ผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน” เมื่อถามว่า กระแสพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไรหลังได้เดินสายขึ้นเวทีปราศรัยต่างจังหวัดหลายจุด นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ไปที่ไหนคนก็เดินเข้ามาและบอกขอให้ประสบความสามเจ็ด นายอนุทินกล่าวพร้อมหัวเราะ
เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายจะมีการเสนอนโยบายอะไรใหม่หรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีการเสนอนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ1ล้านบาท นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเราดีแล้วและปฏิบัติได้ เมื่อถามย้ำว่า จะมีนโยบายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวร้องเพลงให้ฟังเลย นโยบายดีแล้วเหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ทำให้ประเทศเสียหาย และสามารถที่จะกระตุ้นในมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคม ความสุขของพี่น้องประชาชน เมื่อถามว่า มั่นใจว่าไม่มีนโยบายอะไรล่อเป้าที่ทำให้เสียคะแนนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ
ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ30 มกราคมนี้
น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแม่ทัพสนามเลือกตั้งกทม.พรรค ภท.เปิดเผยว่า วันที่ 30ม.ค.นี้ เวลา 17.30-20.00น.ที่บริเวณสวนลุมพินี หลังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 พรรคภท.พร้อมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33เขต จะร่วมกันจัดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง โดยในการปราศรัยครั้งนี้มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
‘ อภิสิทธิ์’ ลุยชุมพรย้ำแก้ปากท้อง-ต้านโกง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงพื้นที่ จ.ชุมพร ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคปชป.พร้อมคณะ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ตลาดนัดท่าแซะ ซึ่งมีพี่น้องประชาชนมารอให้การต้อนรับอย่างมืดฟ้ามัวดิน พร้อมเสียงตะโกน “คิดถึงนายกฯ อภิสิทธิ์”ดังสนั่นตลอดเส้นทาง นายอภิสิทธิ์ กล่าวทักทายพี่น้องชาวท่าแซะบนรถขยายเสียง โดยหยิบยกเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทันทีที่เดินทางมาถึง โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ในพื้นที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเครื่องบินแตะพื้นดินชุมพร ฝนกลับหยุดตกในทันที
โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า’ทำไมฝนถึงตกแบบนี้ ผมอธิบายให้ฟังว่า ก่อนผมจะมาแม่พระธรณีเอาน้ำมาไล่พวกเทาไปให้หมดเดี๋ยวฝนก็หยุดเอง ก็หยุดจริงๆครับ”สร้างเสียงฮือฮาและรอยยิ้มให้กับชาวบ้านที่มารอฟังปราศรัยเป็นอย่างมาก ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาทำงานรับใช้ประชาชนอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวใต้และคนไทยทั่วประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่มุ่งเน้นแต่เรื่องผลประโยชน์และการทุจริตคอร์รัปชัน โดยยืนยันว่าพรรคพร้อมจะเข้ามาปั๊มหัวใจเศรษฐกิจและคืนความสุจริตให้กับการเมืองไทย
“ขอบคุณสำหรับดอกไม้สำหรับพวงมาลัย ขอบคุณหลายๆ คนที่บอกว่าคิดถึงกัน ขอบคุณทุกคนที่กอด คนชุมพรนี่กอดแรงจริงๆ พี่น้องครับวันนี้ประชาธิปัตย์กลับมาเพราะรู้ว่าพี่น้องที่นี่และพี่น้องคนไทยเดือดร้อน เดือดร้อนจากการที่ประเทศไทยของเราในช่วงที่ผ่านมา เจอกับการเมืองที่มีแต่เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และทำให้เศรษฐกิจปัญหาปากท้องของพี่น้องรุนแรงขึ้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ
‘ ชวน’ ลุยอุบลฯปลุกสกัดทุจริตเลือกตั้ง
ขณะที่ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อช่วย นายธนพร สมศรี ผู้สมัคร สส. หมายเลข 7 เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายชวนได้พูดคุยกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง นายชวน กล่าวว่า นายธนพรเป็นหนึ่งความหวังสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน คนจ.อุบลราชธานี มีความสำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายฟอง สิทธิธรรม และนายเลียง ไชยกาล ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคน จ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มี สส.ใน จ.อุบลราชธานีและในภาคอีสานมาโดยตลอด แต่หลังจากที่เกิดการย้ายพรรคของอดีต สส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องภาคอีสานตอนนี้ประเทศมีความเจริญในหลายด้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่การเมืองของไทยกลับถดถอยไปสู่ภาวะของการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงหรือการใช้เงินสีเทาเข้ามาในระบบ จึงอยากขอให้คนไทย ร่วมกันตระหนักในปัญหานี้และหยุดยั้ง กระบวนการที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่การเมืองไทยและประเทศชาติกันโดยเร็ว
‘ ยศชนัน’ ทัวร์โคราชชูแจกเงินล้าน9 คน
เวลา 09.30น.ที่ลานกิจกรรมเอนกประสงค์ หน้าสระใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงให้ นางพัชราวรรณ ภิญโญ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 6 เบอร์1 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เมื่อ นายยศชนัน เดินทางมาถึง ประชาชนได้คล้องพวงมาลัยซาลาเปา พวงมาลัยถั่วกรอบ พวงมาลัยขนมปัง พวงมาลัยกล้วยฉาบ พวงมาลัยดอกจาน โดยชาวบ้านได้คล้องจนล้นคอและเข้ามีบางส่วนเข้าไปในปากของ นายยศชนัน ด้วย
จากนั้น นายยศชนัน ปราศรัย ว่า รอบนี้ตนจะเข้าไปแก้หนี้ทั้งระบบ หากหนี้เสียจะปลดหนี้ให้ผู้สูงอายุ ในวงเงิน 100,000 บาท ส่วนเรื่องดินและปุ๋ย ตนพร้อมรับจบ โดยพรรคจะขอกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ รอบนี้ขอกระตุ้นเพิ่มเติมผ่านนโยบายคนละครึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาล 30 เปอร์เซ็นต์ของประชาชน อย่างไรก็ตาม เรื่องนโยบายเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ขอแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ให้คนเข้าสู่ระบบฐานภาษีเราจะดูแลสวัสดิการให้กับประชาชน เพื่อเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยจะใช้งบฯไม่เยอะจูงใจคนเข้าระบบ แก้ปัญหาทุจริตทุนเทาอย่างยั่งยืน แก้คอร์รัปชันยั่งยืน และจะทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น คนโคราชต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเลือกพรรคเพื่อไทยเบอร์9 เลือก นางพัชราวรรณ เบอร์1 ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี
บุกบุรีรัมย์ลั่น’ ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่’
เวลา 12.40น.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่5 ของ นายใหม่ สุขเดชะ (ใหม่ ไอน้ำ) ผู้สมัคร สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต5 เบอร์1พรรคเพื่อไทย โดยขึ้นรถแห่เดินทางไปยังตลาดพุทไธสง เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน โดยตลอดเส้นทางทั้งสองได้ผลัดกันปราศรัยเสนอนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย และทักทายชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนออกมาโบกมือทักทาย ให้กำลังใจ และบางส่วนได้เดินตามขบวนรถแห่มาจนถึงตลาด เมื่อเดินทางถึงตลาดพุทไธสง นายยศชนัน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่นำพวงมาลัยมามอบให้ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือแม่ค้าขายผลไม้ได้มอบ”ส้มจิ๊ด”ให้แก่ นายยศชนัน ระหว่างเดินทักทายประชาชน เพื่อเป็นการส่งกำลังใจ
นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและโอกาสปักธง สส.ว่า ตนคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของถิ่น นี่คือแผ่นดินไทย ในการเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ตนตั้งใจมาสื่อสารนโยบายกับพี่น้องประชาชนและเชื่อว่าคนไทยให้โอกาสกันเสมอ ไม่มองว่าใครเป็นคนของใคร แต่จะตัดสินกันที่นโยบาย ประชาชนกำลังรอนโยบายอยู่ ทั้งเรื่องการแก้หนี้นอกระบบ การประกันกำไรสินค้าเกษตร30% รวมถึงเรื่อง 30บาทAIและการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมทุกที่
‘ เรืองไกร’ จี้สอบแจ้งก่อน20 วันหรือไม่
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือไปรษณีย์EMS เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านพรรคเพื่อไทย เป็นการจัดทำนโยบายพรรคที่ได้รายงานต่อ กกต.ก่อนวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20วัน ตามประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 ข้อ4วรรคสองหรือไม่ หากมีการฝ่าฝืนประกาศฯดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดพรป.พรรคการ เมือง พ.ศ.2560 มาตรา57วรรคสองหรือไม่และจะมีโทษตามมาตรา121หรือไม่ นโยบายนี้ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก จากการแจกรางวัลเงินล้านแก่ผู้โชคดีวันละ9คน เพื่อกระตุ้นประชาชนเข้าระบบภาษีและเศรษฐกิจในระบบ ที่สำคัญตั้งข้อสงสัยว่า พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรายงานต่อ กกต.ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 20วันก่อนวันเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่กำหนดใน ประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 วรรคสองหรือไม่
หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้แจ้งรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น วงเงินที่ใช้ ที่มาของเงิน ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบ พร้อมเรียกร้อ.ห้ กกต.ตรวจสอบว่ากระทำดังกล่าว ซึ่งมีความเสี่ยงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา57 วรรคสอง ซึ่งหาก กกต.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบการฝ่าฝืนให้ กกต.สั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตาม มาตรา 121 มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับเพิ่มวันละ10,000บาท จนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง
‘ ศรีฯ’ ร้องเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทยในกรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน เข้าข่ายหาเสียงสัญญาว่าจะให้ และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการ เมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พรบ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่ สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ที่พารากอนเมื่อ 23 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้กล่าวปราศรัยหาเสียงโดยประกาศนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดย 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเกษตรกร 2.กลุ่มคนที่เสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 4. ประชาชนผู้ยื่นภาษี ส่วนกลุ่มที่ 5คือ กลุ่มประชาชนที่จับจ่ายซื้อขายโดยมีใบเสร็จผ่านระบบภาษี ซึ่งคาดว่าจะใช้จ่ายเงินงบประมาณเฉลี่ยปีละ3,240ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง12,960คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70ล้านคน
สงสัยหาเสียงโดยมอมเมาประชาชน
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การชูนโยบายหาเสียงดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยมอมเมาประชาชนให้เฟ้อฝันคอยมาลุ้นถูกรางวัลเงินล้านในทุกวัน อันอาจถือได้ว่าเข้าข่าย “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งเป็นห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.พ.ศ.2561 ประกอบกับอาจเข้าข่ายเป็นการพนัน ตาม พรบ.การพนัน2478 ซึ่งเป็นข้อห้ามอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลกระทบของสังคมส่วนรวม องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนและไต่สวนนโยบายดังกล่าว หากพบว่าเป็นข้อห้ามให้ดำเนินการเอาผิดผู้ที่นำนโยบายดังกล่าวไปหาเสียงต่อไป และให้เอาผิดพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(3) ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ต่อไปด้วย
‘ จุลพันธ์’ โวเปลี่ยนประเทศรายได้สูง
ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบนโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่าแต่เป็นการใช้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ ด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการ สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่แข็งแรงเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ
หาเงินให้รัฐ-ดึงปชช.เข้าระบบภาษี
นายจุลพันธ์ ยังอธิบายว่า นโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ9รางวัล รางวัลละ1ล้านบาท นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่าBig Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ วิธีการคือสุ่มรายชื่อจาก 2กลุ่มหลัก คือ 1.สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2.สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน 4รางวัล แบ่งออกเป็น4กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน,กลุ่มอาสามสมัคร,กลุ่มผู้สูงอายุเกิน60ปีขึ้นไปและกลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน
เก็บภาษีได้2 แสนล้าน-แจกแค่3 พันล้าน
จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนการสร้างฐานข้อมูลหรือ Big Data หัวใจสำคัญคือการนำคนเข้าระบบเพื่อสร้างฐานข้อมูล และนำข้อมูลไปต่อยอดนโยบายอื่นให้มีประสิทธิภาพ ข้อมูลรายได้สายอาชีพต่างๆจะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จน ทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อแก้คอรัปชั่นจำเป็นต้องมีข้อมูล ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำเป็น การดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศและเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง
ไม่สร้างหนี้ให้ปชช.-แต่เก็บจัดภาษีเพิ่ม
นโยบายนี้เป็นการสร้างหนี้ให้ประชาชนหรือไม่ เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐจะสามารถเก็บรายได้จากVat เพิ่มขึ้นได้ และในส่วนของการบริโภคนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะคนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติเพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง
‘ กรณ์’ ชี้พท.แจกเงินเสี่ยงทำไม่ได้จริง
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค หลังจากกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยออกมากล่าวอ้างว่า นโยบายการแจกเงินในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความคล้ายคลึงกับนโยบายปัจจุบัน โดยระบุว่า เรื่องเช็คช่วยชาติของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเช็คช่วยชาติ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย นโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัยดวง หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น