ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“ยศชนัน”ปิดทริปอีสาน ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 เปิดโรดแมป”เพื่อไทยทำได้”พลิกฟื้นประเทศทันที

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ ได้เดินทางมาสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปตลาดเซฟวัน เพื่อปิดทริปการปราศรัยหาเสียงพื้นที่ภาคอีสานกลาง-ใต้ ในตลอด 3 วันที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ไปแล้ว 9 จังหวัด กว่า 20 จุด

บรรยากาศที่ตลาดเซฟวันมีประชาชนมารอต้อนรับนายยศชนัน และผู้สมัคร สส. นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เนืองแน่นเต็มพื้นที่นับหมื่นคน มีการมอบพวงมาลัยและของดีเมืองโคราช ทั้งหมี่โคราช, มาลัยแคบหมู, น้ำพริกปลาร้า, กุนเชียง, ข้าวตัง และหมูแท่ง นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เปิดตัวเพลงหาเสียงใหม่ชื่อ “อาจารย์เชน” เป็นครั้งแรก ซึ่งมีจังหวะสนุกสนาน (โจ๊ะ) หวังเจาะฐานเสียงและใช้รณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยช่วงก่อนขึ้นเวที ประชาชนต่างพากันอุ้ม นายยศชนัน ขึ้นสู่เวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้อง

นายยศชนัน ขึ้นปราศรัยโดยระบุว่า มาในฐานะลูกหลานคนโคราช และพร้อมแล้วที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของชาวโคราช หลายคนฝากความหวังไว้กับพวกเรา และเรามั่นใจว่าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะสานฝันของประชาชนให้เป็นจริง โดยขอประกาศสัญญาใจว่า จะขอกวาดที่นั่ง สส. โคราช ยกจังหวัดทั้ง 16 เขต เพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมาสานต่อนโยบายตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ด้วยขุมกำลังที่สมบูรณ์ที่สุด พร้อมทำงานทันทีเพื่อชาวโคราช

“โคราชจะต้องเป็นมหานครแห่งเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และกีฬา ต้องเป็นเมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน พรรคเพื่อไทยทำได้และพร้อมสานต่อวิสัยทัศน์นี้”

นายยศชนัน กล่าวต่อถึงปัญหาปากท้องว่า เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่กลับต้องแบกรับภาระหนี้สินเรื้อรัง ตนจึงขอประกาศทำสงครามกับความยากจน และจะล้างหนี้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เกษตรกร หนี้ กยศ. หรือหนี้ครู พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้โคราชกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่พื้นที่ ด้านการคมนาคมขนส่ง มีแผนพัฒนารถรางไฟฟ้าวิ่งในเมืองโคราช ในราคา 10 บาทตลอดสาย ซึ่งได้ศึกษาความเป็นไปได้ไว้แล้ว รวมถึงแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจราจรติดขัดอย่างเป็นระบบ

จากนั้น นายยศชนัน ยังได้เปิดโรดแมป “ไทม์ไลน์นโยบายเพื่อไทยทำได้” ซึ่งจะเริ่มนับหนึ่งทันทีตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยแบ่งระยะการดำเนินงาน ดังนี้

– ทำทันที : ปราบปรามยาเสพติด ยึดทรัพย์ผู้ค้าให้เสร็จใน 6 เดือน และกวาดล้างแหล่งผลิตใน 1 ปี, ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ พร้อมเยียวยาเหยื่อ, และนโยบายรัฐเป็นลูกค้า SME เพื่อกระจายรายได้สู่รายย่อย

– ภายใน 3 เดือน : โครงการ “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ 3,000 บาท/เดือน (ลงทะเบียนใน 3 เดือน จ่ายใน 6 เดือน), สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน, หวยเกษียณ, สานต่อโครงการ SML/กองทุนหมู่บ้าน, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, และมาตรการล้างหนี้-พักหนี้เกษตรกร-แก้หนี้นอกระบบ

– ภายใน 6 เดือน : ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%, ลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท/หน่วย, สร้าง e-Commerce สัญชาติไทย, โครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน”, ทุน ODOS, 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI, ยกระดับเกษตรกรและ SME ด้วย AI, และ Smart City เมืองปลอดอาชญากรรม

– ภายใน 1 ปี : โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ขยายโอกาสการมีที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา

นายยศชนัน ย้ำว่า นโยบายทั้งหมดออกแบบมาให้ทำได้จริงและเห็นผลจริง โดยมีหัวใจสำคัญคือการใช้ “รัฐบาลดิจิทัล” เป็นกลไกขับเคลื่อน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นปราศรัยพาดพิงถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าตนปราศรัยไม่พูดเรื่องนโยบาย โดยนายณัฐวุฒิชี้แจงว่าพรรคเพื่อไทยมีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน และยืนยันว่าเพื่อไทยคือพรรคที่สื่อสารนโยบายชัดเจนที่สุด ส่วนกรณีที่นายอนุทินกล่าวว่า “หากเป็นนายกฯ ครบ 4 ปี ประชาชนจะไม่มีที่เก็บเงิน” นั้น ตนฟังแล้วตกใจและตั้งคำถามกลับว่า ประชาชนที่ว่าจะไม่มีที่เก็บเงินนั้นนามสกุลอะไร อยู่จังหวัดไหน ใช่แถวอีสานใต้หรือไม่ พร้อมฝากวาทะเด็ดว่า “ใครจะได้เข้ามาทำงาน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน แต่อย่าทำให้ทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นทำเนียบรับประทาน”

นายณัฐวุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ในช่วง 2 เดือนที่คนของ “พรรคหวยสีส้ม” เป็นนายกฯ กลับมีการเร่งงบประมาณโมโตจีพีสูงถึง 4,000 ล้านบาท ในขณะที่คดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง กลับเงียบหายไป ตนนึกว่าพรรคสีส้มจะออกมาตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว. ด้วยกัน แต่กลับเงียบกริบ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ใน จ.นครราชสีมา ที่มีลูกหลานตระกูลรัตนเศรษฐ ลงสมัคร สส. กระจายไปทั้งพรรคสีน้ำเงิน พรรคสีส้ม และพรรคผู้กอง ซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นหลักประกันทางคดีให้กับนายวิรัช รัตนเศรษฐ หรือไม่

ในช่วงท้าย นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชน พาดพิงพรรคเพื่อไทย เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม (ไม่รวม ม.112) ว่า เหตุใดตอนที่พรรคประชาชนทำ MOU ร่วมรัฐบาลกับนายอนุทิน จึงไม่ใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรอง และกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์ตนว่า “พูดเหมือนใส่เสื้อเหลืองไม่ใช่เสื้อแดง” นั้น ขอยืนยันว่าตนไม่มีวันเดินไปในแนวทางนั้น แต่ขอย้อนถามกลับว่า ตอนที่พรรคประชาชนไปจับมือทำ MOU เพื่อจัดตั้งรัฐบาล เขาเรียกว่าใส่เสื้อสีอะไร

“หลังการเลือกตั้งปี 66 นายปิยบุตรเคยโทรมาขอโทษที่พาดพิงผมในการหาเสียง ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจ เพราะถือว่าจบไปแล้ว แต่สำหรับการหาเสียงรอบนี้ หากมีการพาดพิงมาอีก ผมก็พร้อมจะอธิบายให้ชัดเจน” นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

ผบ.ทบ.กำชับทหาร วางตัวเป็นกลางทางการเมือง รับเลือกตั้ง-ลงประชามติ รธน. ย้ำเรื่องสิทธิและหน้าที่ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 4/2569 โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกอบพิธีมอบรางวัลผลการประเมินการสวนสนามของกองพันสวนสนาม ในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพบก ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติยอดเยี่ยม ได้แก่ กองพันทหารช่างที่ 1, กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์, กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 และกองพันบริการ กองบริการ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ พร้อมกล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ส่งผลให้การจัดพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังการสรุปสถานการณ์สำคัญจากหน่วยขึ้นตรงถึงความก้าวหน้าการจัดตั้งหน่วยศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับกองทัพบก (ศสอร.ทบ.) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านอากาศยานไร้คนขับ รองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ สนับสนุนภารกิจทั้งในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรับสมัครทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2569 โดยในส่วนของกองทัพบกมีผู้สมัครจำนวน 29,891 คน คิดเป็นร้อยละ 105.9 ของยอดเปิดรับสมัคร ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของเยาวชนที่มีต่อการเข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้ จะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการคัดเลือกฯ และยืนยันจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกฯ อีกครั้งในสิ้นเดือนมกราคมนี้

พร้อมกันนี้ กองทัพบกได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทั้งในกลุ่มของทหารกองประจำการที่สมัครใจขอเลื่อนปลดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และกลุ่มของกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งยังมิได้เป็นข้าราชการ โดยจะมีโควตาเพิ่มเติมในการคัดเลือกเข้ารับราชการ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

ในช่วงท้ายการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณหน่วยขึ้นตรงทุกหน่วยที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ และการสนับสนุนภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาค กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมถึงศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อาทิ ปัญหาไฟป่าหมอกควัน ภัยความมั่นคงต่างๆ ตลอดจนการสนับสนุนพระราชพิธีและงานสำคัญของชาติอย่างต่อเนื่อง

ด้านการเตรียมความพร้อมกำลังรบ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำเนินการฝึกตามวงรอบอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความสำคัญกับการวางแผน การจัดการฝึก การประเมินผล และการทบทวนบทเรียน พร้อมบริหารทรัพยากร งบประมาณ เวลา และกำลังพลให้สอดคล้องกับภารกิจและระดับความพร้อมรบ รวมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยสามารถริเริ่มพัฒนาแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชี้แจงและสร้างความเข้าใจแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างถูกต้อง ให้ตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ และการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งเสริมการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างสุจริตและมีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบายกองทัพบกที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง การดูแลกำลังพล และการช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นย้ำว่ากำลังพลกองทัพบกคือประชาชนคนไทยที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติหน้าที่พลเมืองที่ดี ดำรงตนด้วยความรับผิดชอบ ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ และร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความสามัคคีในสังคม

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

ไทยก้าวใหม่ ลุยสมุทรปราการ ชูธนู 4 ดอก แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.18 น.

“ไทยก้าวใหม่” ลุยสมุทรปราการ ชู “ธนู 4 ดอก” แก้น้ำท่วมซ้ำซาก-พลิกโฉมการศึกษาเพื่ออนาคต มั่นใจปักธงปากน้ำได้แน่ เชิญชวนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขอชาวสมุทรปราการเปิดใจเลือกคนใหม่ๆ มีความรู้ความสามารถ มืออาชีพจากพรรคไทยก้าวใหม่ 

26 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ตลาดทิพย์นิมิตร อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยแกนนำพรรค ลงพื้นที่ช่วย นายฐาพล ณ น่าน ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 4 (เบอร์ 3) หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ดร.เอ้ เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็น โดยได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น มีประชาชน และเยาวชนเข้ามาขอถ่ายภาพและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจำนวนมาก ดร.เอ้ ยังได้สื่อสารนโยบาย “ธนู 4 ดอก” โดยเน้นย้ำเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่สมุทรปราการด้วยระบบวิศวกรรมที่ทันสมัย และนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอกเพื่อสร้างโอกาสให้ลูกหลานชาวบางพลี

“สมุทรปราการคือหัวใจของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่คนพื้นที่ยังต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมและค่าครองชีพที่สูง พรรคไทยก้าวใหม่เราไม่ได้มาเพื่อขายฝัน แต่เรามาพร้อมทางออกที่เป็นวิทยาศาสตร์และจับต้องได้จริง ที่สำคัญพวกเรามีความตั้งใจในการแก้ปัญหา และมาเป็นก้าวใหม่ให้กับคนไทยทุกคน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

ต่อมาเวลา 19.00 น.  นายสุชัชวีร์ ได้เดินทางต่อไปยัง ตลาดนัดเรือบิน เพื่อช่วย นายชวกร อุบลรัตน์ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 5 (เบอร์ 7) หาเสียง ซึ่งจุดนี้เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและคนทำงานจำนวนมาก โดย ดร.เอ้ ได้สื่อสารกับประชาชนโดยเน้นนโยบาย Coding และ AI เป็นภาษาที่สาม รวมถึงการผลักดันภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาที่สองในชีวิตประจำวัน และการแนะนำผู้สมัครให้กับคนในพื้นที่

จากนั้น นายสุชัชวีร์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคไทยก้าวใหม่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความตั้งใจ ความพร้อม และศักยภาพของสมาชิกพรรคคนสำคัญ และการได้รับโอกาสจากประชาชน ที่เริ่มเข้าใจอุดมการณ์ของพรรคที่เน้นการใช้ความรู้และการศึกษาเป็นตัวนำประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่สมุทรปราการที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต โดยบอกว่า บ้านของตนเองก็อยู่ในโซนนี้ และรับรู้ถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากมานาน พรรคไทยก้าวใหม่ขออาสาหยุดน้ำท่วมซ้ำซากด้วยการแก้ครั้งเดียวจบ พร้อมทั้งขอโอกาสให้ไทยก้าวใหม่ได้เข้ามาทำงานส่วนนี้เพื่อชาวสมุทรปราการ

“ถ้าเกิดท่านยังเลือกเหมือนเดิม เลือกคนเดิม เหมือนปะผุประเทศครับ มันเหมือนเครนที่ถล่มเนี่ย เครนมันผุก็มาทาสีใหม่ สุดท้ายมันรอวันถล่มครับ เปิดใจเลือกคนใหม่ๆ คนมีความรู้ความสามารถ คนมืออาชีพ อย่างพรรคไทยก้าวใหม่ครับ และขอเชิญชวนประชาชนที่มีสิทธิทุกท่านไปใช้สิทธิลงคะแนนทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้าสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ และเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 8 ก.พ.นี้” นายสุชัชวีร์ กล่าว

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

พิธา มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้ ปชน.ทั้งสองใบ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

“พิธา”มาแล้ว! ขอชาวระยองกาเพื่ออนาคตของลูกหลาน กาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ ให้พรรคประชาชนได้เป็น สส.ยกจังหวัดอีกครั้ง เพื่อส่ง”เท้ง ณัฐพงษ์”เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ลงพื้นที่ จ.ระยอง ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน โดยได้เริ่มพบปะประชาชนและปราศรัยที่ลานน้ำพุ สตาร์พลาซ่า ในช่วงบ่าย ตามด้วยตลาดมาบยางพร 23 ในช่วงเย็น

นายพิธา กล่าวว่า ครั้งที่แล้วพี่น้องประชาชนให้คะแนนกับอดีตพรรคก้าวไกล ใน จ.ระยอง มากกว่า 230,000 คะแนน เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทยแล้ว ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องที่ส่ง สส. 5 คน 5 เขต ยกจังหวัดเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน โดยครั้งนี้ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ เรามีนัดกันอีกครั้งหนึ่ง ขอให้กาทั้งเบอร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขต จากพรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้าทำเนียบรัฐบาล

นายพิธา กล่าวว่า มีเรื่องสำคัญที่เราจะต้องผลักดันต่อร่วมกัน นั่นก็คือการทำงานอย่างไร้รอยต่อของ สส.เขต ของ สส.บัญชีรายชื่อ การทำงานของกระทรวง 3 แห่งที่ส่งผลต่อระยองอย่างมีนัยสำคัญแบ่งได้เป็น 3 กระทรวง หนึ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พี่น้องชาวระยองสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว แลกด้วยสุขภาพของท่าน แลกด้วยสิ่งแวดล้อมของท่าน ควรมีการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สอง กระทรวงอุตสาหกรรม พี่น้องประชาชนที่นี่ถูกจัดว่าเป็นจังหวัดที่รวยที่สุดในประเทศไทย แต่สิ่งที่เกิดกับเด็กแรกเกิดในระยองนั้น แย่ที่สุดในประเทศไทย ทารกแรกเกิดใหม่ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ แย่ที่สุดในประเทศไทย 3 อันดับแรกอยู่ที่จังหวัดนี้ ลูกหลานของเราที่อายุ 0 – 5 ขวบ มีพัฒนาการต่ำที่สุดในประเทศไทย อุบัติเหตุที่มาจากการเดินทางออกจากโรงงาน เข้าโรงงาน อันดับที่แย่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ระยอง

สาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งสามกระทรวงนี้มีผลต่อการแก้ปัญหาให้เกิดความสมดุลระหว่างโครงสร้างเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตชาวระยอง

นายพิธา กล่าวต่อไปว่า ครั้งที่แล้วตนเชื่อว่าชาวระยองเลือกก้าวไกลเพื่ออนาคตของตนเอง แต่คราวนี้ คือการเลือกเพื่ออนาคตของลูกหลานท่าน อย่าให้เงินไม่กี่พันมาซื้อศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวระยองไป เพราะเรากำลังซื้ออนาคตให้กับลูกหลานของเรา

วันนี้วันที่ 26 มกราคม เมื่อวานวันที่ 25 มกราคม ครบรอบ 4 ปี น้ำมันรั่วที่หาดแม่รำพึง ถ้าย้อนหลังกันไป 10 กว่าปี น้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว พวกเราไม่เคยลืม นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ สส.เขตของท่านทั้ง 5 คน บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โรงงาน บางคนก็ดูเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.PRTR เพื่อที่จะดูแลสวัสดิการและสิ่งแวดล้อมของท่าน ดูแลลูกหลานของท่านให้สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้

ทุกคนคือแรงงาน ไม่ว่าท่านจะเป็นมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 ประกันสังคมในประเทศไทยต้องโปร่งใส และมีความเป็นมืออาชีพ และแยกออกจากการเมือง แรงงานทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ระยอง จะสามารถลืมตาอ้าปากได้ มีประกันสังคมที่จ่ายอย่างเป็นธรรม ขยายการดูแลทุกด้าน มีบำนาญตอนแก่ ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สามารถให้ลูกหลานของเราโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพ มีสวัสดิการดี

จังหวัดระยอง มีทั้งหมด 5 เขต พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกเขต ดังนี้

– กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เขต 1 (เบอร์ 1)

– กฤช ศิลปชัย เขต 2 (เบอร์ 1)

– พงศธร ศรเพชรนรินทร์ เขต 3 (เบอร์ 6)

– ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เขต 4 (เบอร์ 1)

– วัชรพงษ์​ ศิริรักษ์ เขต 5 (เบอร์ 2)

– 006

กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

กกต.ยืนยันสั่งลบคลิปเพจ แม่แนน น้องสมาร์ท เหตุข้อมูลไม่ถูกต้อง

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

กกต. ยืนยันคำสั่งลบคลิปวิดีโอเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” เหตุเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไม่ถูกต้อง

26 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณี กกต.มีคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 16 เรื่อง ที่อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมายตามที่คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์เสนอ ซึ่งวิดีโอที่กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งลบ เป็นคลิปวิดีโอจากเพจ “แม่แนน น้องสมาร์ท” โดยมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชา มติที่ไม่ถูกต้อง

โดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 77 (5) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้ และมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถือเป็นความผิดอันยอมความได้

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

ภูมิใจไทยอ้อนขอชาวกรุง ช่วยเทใจมุมน้ำเงิน ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.46 น.

“ภูมิใจไทย”อ้อนขอชาวกรุง อย่าเสียงแตก ช่วยเทใจให้”มุมน้ำเงิน” ให้โอกาสปักธงแจ้งเกิดใน กทม. ยันบุคลากรมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียง กทม. , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. , นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย ที่มัสยิดดารุลฟะละฮ์ และที่ศูนย์เรียนรู้ศาสนาประจำมัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ (สุเหร่ากองอาสาจาม) โดยมีการเดินพบปะประชาชนตามบ้านภายในชุมชนบ้านครัวเหนือ ขอเสียงสนับสนุนเลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

น.ส.ศุภมาส ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ที่สวนลุมพินี ว่า เชิญชวนชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ ที่จะมีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนโยบายต่างๆ นำทีมโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งแกนนำของพรรค โดยเฉพาะ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย มาร่วมขึ้นเวทีตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป

น.ส.ศุภมาส กล่าวด้วยว่า ประชาชนจะได้เห็นว่าในช่วงเวลาที่นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง และถูกใจประชาชนแม้เพียงไม่กี่เดือน โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส ดังนั้น ถ้าเราได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน 4 ปี จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยยังไม่เคยมี สส.กรุงเทพฯ เลย ยืนยันว่าเราคัดเลือกบุคลากรที่ล้วนมีคุณภาพ ครั้งนี้ขอโอกาสให้ภูมิใจไทยได้แจ้งเกิดในกรุงเทพฯ ไปรับใช้พี่น้องประชาชน อย่างที่หัวหน้าพรรคได้พูดว่า อย่าไปปันใจให้คนอื่น อย่าให้เสียงแตก ขอให้รวมใจกันที่มุมน้ำเงิน เพื่อให้หัวหน้ามุมน้ำเงิน คือนายอนุทิน

– 006

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

นายกฯชี้MOU43ไม่ใช่มูลเหตุสู้รบ เทคโนโลยีกำหนดเขตแดนชัดเจน ย้ำยึดแผนที่1:50,000

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

นายกฯ ชี้ MOU 43 ไม่ใช่มูลเหตุปัญหาของการสู้รบ – ความขัดแย้ง มอง มีประโยชน์ เหตุ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำหนดหลักเขตแดนได้ชัดเจนขึ้น ขอเพียงยอมรับกัน ย้ำไทยยึดแผนที่ 1:50,000 เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดเขตแดน

26 มกราคม 2569 เมื่อเวลาม 18.30 น. โดมสวนกาญจนาภิเษก ร.9 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ชายแดน อำเภอตาพระยา และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ว่าครั้งนี้ก็เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 ครั้งแรกของตน เพราะก่อนหน้านี้มีสถานการณ์ที่ยังไม่เอื้ออำนวย กลัวว่ามาแล้วจะเป็นภาระของผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า วันนี้มาเพื่อตรวจเยี่ยมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยพื้นที่ตอนนี้ก็เหมือนกับพื้นที่ภาคอีสานใต้ คือการดูแลพื้นที่ชายแดนให้กับพวกเราอย่างเต็มที่ ประสิทธิภาพ ความสามารถ ความพร้อมของกำลังพล ในการดูแลพื้นที่ของเรา ทั้งกองทัพบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไปถ่ายภาพคู่กับธงชาติไทยในการลงพื้นที่ทุกจุด มันัยยะอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยอยู่แล้ว เราเจอธงชาติไทยที่ไหนที่โบกสะบัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรากลับมาควบคุมได้ นำกลับมาคืนสู่ประเทศไทยได้ ทุกคนก็มีความภาคภูมิใจไม่ได้มีนัยยะใดๆ ต่อให้มาคนเดียวก็อยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นความภาคภูมิใจ และกำลังใจให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณากำหนดยุทธการต่างๆ ด้วย ไม่มีนัยยะอื่น

ส่วนจากการลงพื้นที่ในวันนี้มีอะไรน่าเป็นห่วงอยู่อีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ก็คงได้เห็นแล้วว่าเรื่องการเยียวยาพี่น้องประชาชน ที่ประสบสภาวะภัยจากการสู้รบ เราได้ดำเนินการไปเกือบ 100% แล้ว ตอนนี้ก็จะไปต่อยอดถึงการเยียวยาบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน อย่างเช่นสัตว์ที่เลี้ยงไว้และเกิดความเสียหาย ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และเราก็มีงบประมาณอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดในเรื่องมาตรการใหม่ใดๆ ซึ่งมีอยู่ในระเบียบของการช่วยเหลือ โดยเราจะระดมความช่วยเหลือต่างๆ และให้ประชาชนมาลงทะเบียน ซึ่งทุกคนที่ได้รับเงินเยียวยาไปมีมากน้อยต่างกัน โดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บทุพพลภาพหรือเสียชีวิตก็จะได้เงินที่มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไป 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากการลงพื้นที่เห็นหน้างานจริงเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าดูหน้างาน และผู้สื่อข่าวก็เห็นพร้อมตนว่า โดยภาพรวมแล้ว พวกเรารู้สึกถึงความปลอดภัยมากที่สุด อย่างน้อยในพื้นที่ที่เคยเป็นปัญหาที่เราได้ควบคุม คนที่เคยอยู่ตรงนั้นก็ได้กลับประเทศไปแล้ว ส่วนคนของเราก็ได้อยู่ในบริเวณปลอดภัย ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ การทหารก็มีความพร้อม และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะรักษาสถานการณ์ และความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างบ้านหนองจาน บริเวณฐานปฏิบัติการนันทะวงศ์ ฝ่ายกองทัพแจ้งให้ตนทราบว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้สละชีวิต และสมควรเป็นอย่างยิ่งที่ชื่อของพวกเขาจะได้ถูกจารึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยกย่องสรรเสริญ

เมื่อถามว่า เรื่อง MOU 43 จะมีการพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลกระทบเรื่องของพื้นที่เขตแดนอีกในอนาคต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่อง MOU 43 ตอนนี้มีความคืบหน้า ซึ่ง MOU 43 ไม่ใช่มูลเหตุแห่งปัญหาของการสู้รบหรือความขัดแย้ง ซึ่งเรื่อง MOU 43 เราก็คุยกันมาอยู่ตลอด ในเรื่องปักปันเขตแดนต่างๆ ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเราก็ทำไปอยู่ตลอดเวลา และก็มีประโยชน์ที่ในช่วงนี้ที่เราได้มีการตกลงในเรื่องการใช้เทคโนโลยีในการกำหนดหลักเขตแดน ซึ่งในตอนนี้สามารถตรวจสอบได้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และขออย่างเดียวคือขอให้ยอมรับกัน และประเทศไทยยืนยันว่า เราใช้หลักแผนที่ 1:50,000 และชัดเจนเลยว่า เรายึดหลักนี้เป็นมาตราส่วนนี้เป็นบรรทัดฐานในการกำหนดเขตแดนของประเทศ

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

รองเลขาฯกกต.ตอบปมหมอสุภัทร ชี้หากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“รองเลขาฯ กกต.”ตอบปม”หมอสุภัทร”ผู้สมัคร สส.สงขลา ปชน.ถูกฟันวินัยร้ายแรง ระบุหากทุจริตเข้าข่ายขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. แต่ย้ำต้องดูรายละเอียด

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชน (ปชน.) ถูกคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็น ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา ในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ว่ามีความผิดให้ปลดออกจากราชการ ซึ่งกระทบกับคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่ ว่า กรณีเช่นนี้ต้องไปดูว่า นพ.สุภัทร ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งจากเหตุการณ์ทุจริตหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 42 (10) ระบุว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การทุจริตประพฤติชอบในวงราชการนั้นเราก็ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเขาถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่อย่างไร หรือสั่งให้พ้นจากเหตุอะไร

เมื่อถามว่า กรณี นพ.สุภัทร ลาออกจากราชการ ก่อนผลการสอบสวน และนำมาสู่มติดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนับด้วยหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ต้องดูว่าคำสั่งที่สั่งให้พ้นนั้นเมื่อไหร่ อย่างไร ในกฎหมายเขียนว่า “เคยถูกสั่งให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่” คำว่า “เคย” นั้นจะเคยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ถ้า “เคย” ปุ๊บก็เข้าลักษณะต้องห้ามทันที อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะนับหลังจากที่มีการลงนามในคำสั่งนั้นอย่างเป็นทางการก่อน หากบอกว่าเป็นมติ แต่ยังไม่มีการลงนามคำสั่งก็ยังไม่นับ

ส่วนกรณีนี้ ตอนนี้เลยเงื่อนเวลา ถ้าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง จากข้อเท็จจริงก็เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตที่จะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในการพิจารณาถอนจากการเป็นผู้สมัคร สส. หากผู้อำนวยการเขตฯ ท่านตรวจสอบ ท่านอาจจะมีข้อมูล มีอะไรที่บอกว่าเป็นแบบนี้ ก็เป็นอำนาจของผู้อำนวยการที่จะยื่นได้เลยถือว่าเหตุปรากฏ และกฎหมายเขียนว่า “ก่อนวันเลือกตั้ง”

เมื่อถามต่อว่า หากการลงนามคำสั่งหลังการเลือกตั้ง แล้วผู้นั้นได้รับเลือกเป็น สส. จะเป็นเหตุอย่างไรต่อไป ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ถ้าได้รับการรับเลือกในกรณีนี้หมายความว่า เป็นลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ในการพิจารณาเรื่องนี้ ว่าจะรับรองหรือไม่รับรอง

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

อนุทิน พบ ชรบ.สระแก้ว สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.24 น.

“อนุทิน”พบ”ชรบ.สระแก้ว” สดุดีร่วมปกป้องบ้านเมือง ลั่นไม่ลืมคุณงามความดีทำเพื่อประเทศ บอกมีวาสนากลับมาเป็นนายกฯ กำหนดนโยบายทดแทนพระคุณดูแลเงินค่าตอบแทนให้เป็นธรรม สั่ง มท.เสนอ รบ.หน้า พิจารณาเหมาะสม ขณะที่ชาวบ้านโผล่ร้องปมแรงงาน “เลขาฯกวาง”รับเรื่องเอง

เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางต่อไปยังโดมสวนกาญจนาภิเษก ร.9 จ.สระแก้ว ให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

โดย นายกฯ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านได้มามากันอย่างพร้อมเพรียง และได้ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่น เมื่อสักครู่นี้หลังจากที่ตนและคณะได้เดินทางมาถึง อ.ตาพระยา ได้พบ ชรบ.และกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ไปกลุ่มหนึ่ง หลังจากนั้นเดินทางไปที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และ บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เพื่อไปตรวจเยี่ยมแนวชายแดน และพี่น้องทหาร ร่วมกับคณะของกองทัพบก รวมถึงตรวจเยี่ยมพี่น้องทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนที่ตรึงกำลังเฝ้าชายแดนอยู่ และเดินทางมาที่จุดนี้ ต้องขออภัยด้วยที่มีความล่าช้า ซึ่งการที่มาอยู่ในสถานการณ์จริงมาอยู่ในพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบ ถึงแม้ว่าเราจะได้ทำการควบคุมพื้นที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว เราก็ยังต้องไปมอบขวัญ และกำลังใจซึ่งกันและกันให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลชายแดนสถานการณ์ ณ ขนาดนี้ ถือว่าความสงบ ความเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติถือว่าน้อยมาก แต่แปลว่าเราไม่สามารถที่จะประมาทได้ ดังนั้น ภารกิจในวันนี้ของตนจึงครบถ้วน ที่ตนได้มีโอกาสได้พบกับผู้ที่ทำหน้าที่รักษาแผ่นดินทั้งผู้ที่เป็นทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและชาวบ้านซึ่งก็คือพี่น้องชรบ.ทุกคนที่ทำให้ประเทศของเราปลอดภัยมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรีว่าประเทศไทยของเรานั้นถึงแม้ว่าเราจะรักสงบ เราไม่เคยคิดก้าวล่วงดินแดนของแผ่นดินอื่น แต่ถ้าเราถูกคุกคามพวกเราก็พร้อมที่จะตอบโต้และไม่มีวันที่จะยอมให้ใครเข้ามารุกรานแผ่นดินของเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า พี่น้อง ชรบ.ทุกคน วันนี้ตนต้องขอพูดว่า ในนามของรัฐบาลและในนามของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องขอบคุณความเสียสละของท่านการที่ตนได้มาหน้างานแบบนี้ ทำให้ตนได้เห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า ชรบ. แล้วคอยเฝ้าหมู่บ้านคอยประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนเท่านั้น วันนี้ตนนั่งอยู่ในรถฟังคนอธิบายให้ตนได้ฟังถึงความทุ่มเทเสียสละของพวกท่าน ท่านเสียสละแม้กระทั่งความปลอดภัยของตัวเอง เพราะในขณะที่มีสถานการณ์สู้รบ การดำเนินการอพยพพี่น้องประชาชนไปยังศูนย์อพยพ เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา แต่พี่น้อง ชรบ.ทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อทำให้พวกเขาได้มั่นใจว่าบ้านเรือนทรัพย์สิน เงินทองของพวกเขาว่ามีคนคอยดูแล ถ้าไม่ได้พวกท่านคอยดูแลอยู่เราจะไม่สามารถทำให้เขาได้สบายใจได้เลย ในขณะที่ชาวบ้านต้องอพยพไปยังศูนย์อพยพนี่คือความเสียสละความทุ่มเท และความที่ทุกท่านมีจิตอาสาที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เกิดความสบายใจ ในขณะที่เขาต้องจากบ้านเรือน เพื่อไปหลบภัยจากการสู้รบ ภัยจากสงคราม

“ผมขอให้คำยืนยันกับท่านว่าจากการที่ผมไปเห็นการปฎิบัติของ ชรบ.ทั้งหลาย ผมจะดำเนินการในทุกความสามารถที่มีอยู่ที่จะให้การดูแลตอบแทนเยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพวกท่านให้ท่านได้มีกำลังใจ และมีจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้เสียสละดูแลพี่น้องประชาชนลูกบ้านของพวกท่านให้มีความปลอดภัย สิ่งที่ท่านได้ทำทำให้ภาระของพี่น้องทหาร ตำรวจ อส.และฝ่ายปกครอง ท่านได้แบ่งเบาภาระลงไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เขาได้ไปสู้รบอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ผมเชื่อว่าพี่น้องทหาร ต่างมีญาติอยู่ในชายแดนอยู่ในหมู่บ้านของพวกท่าน ถ้าเขาไปรบแล้วยังต้องห่วงว่าญาติของเขาจะมีความเป็นอันตรายหรือไม่ การรบของเขาคงไม่สามารถที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ด้วยความร่วมมือการสนับสนุนของพี่น้อง ชรบ. ทำให้ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องรักษาดินแดนให้กับประเทศสามารถทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ผมในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลไม่อาจละเลยเพิกเฉยหรือลืมคุณงามความดีของพวกท่านได้เป็นอันขาด” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็แล้วแต่ ตนได้มอบหมายเป็นข้อสั่งการให้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ได้ถือเป็นนโยบายที่จะต้องให้การดูแลพี่น้อง ชรบ.ให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด ถ้าตนมีวาสนากลับมาทำงานร่วมกับท่านอีก จะทำอย่างเต็มที่ที่จะให้ความสำคัญ และกำหนดนโยบายที่สร้างขวัญกำลังใจ และเป็นนโยบายที่สามารถทดแทนพระคุณของท่านที่ท่าน ได้มอบให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนท่านได้มอบให้กับแผ่นดินของเราเหมือนกัน

“ผมขอแสดงความชื่นชม และขอเรียกว่าเซอร์ ชรบ. เสียสละไม่ไปอยู่ศูนย์อพยพ เสียสละสิทธิที่จะไม่ได้เงินเยียวยา ค่าตอบแทน ผมขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลกระทรวงมหาดไทยจะต้องนำเสนอเพื่อให้ ชรบ. พวกเราไม่มีวันลืมท่าน ผมฟังแล้วรับไม่ได้เหมือนกัน เพราะท่านก็คือชาวบ้านคนหนึ่ง แต่ท่านทำหน้าที่มากกว่านั้นคือช่วยให้ชาวบ้านมาอยู่ที่ที่ปลอดภัยแล้วท่านยอมอยู่ในที่ที่อันตราย แต่ท่านไม่ได้สิทธิ์ของการเป็นผู้อพยพ อันนี้ไม่มีเหตุผล ผมจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ หวังว่าจะดำเนินไปสู่การปฎิบัติให้เร็วที่สุดเพื่อตอบแทนบุญคุณงามความดี ขอขอบพระคุณในนามของประชาชนคนไทยทุกคนที่ท่านทั้งหลายได้ปกป้องบ้านเมืองให้กับเรา รวมทั้งมีกำลังใจและอุดมการณ์ มีจิตอาสาที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อร่วมชาติของเรา ให้มีความปลอดภัยสมดังเจตนารมณ์ที่ท่านเป็น ชรบ.” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ยังได้ขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ตนได้ติดตามการทำงานมาตลอด ที่ทุ่มเทเสียสละ รายงานสถานการณ์ให้ตนรับทราบตลอดเวลา และมีความพึงพอใจอย่างยิ่งในผลงานที่ผู้ว่าได้ร่วมกับฝ่ายปกครองตำรวจและทหาร บริหารพื้นที่บริหารสถานการณ์ ให้ประเทศไทยของเรา ถ้าพูดภาษาระหว่างเราคือ “พวกเราทุกคนในที่นี้ทำให้ประเทศไทยชนะ นี่คือการนำความภาคภูมิใจมาให้กับคนไทยทุกคน ขอถือโอกาสสดุดีคุณงามความดีของพวกท่าน ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่มีส่วนร่วมอยู่ในการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่ทำให้เกิดปฏิบัติการปกป้องแผ่นดินของเรา และได้รับความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามเป้าหมาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทินได้พบปะกับ ชรบ. มีสมาคมชาวไร่อ้อย ได้มายื่นหนังสือร้องเรียน โดย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อขอให้นำแรงงานชาวกัมพูชากลับมา เพื่อทำการเกษตรในไร่อ้อย ทั้งนี้ ตามมติ ครม.ประกาศให้ผู้ลี้ภัยสู้รบการสู้รบเมียนมา ได้สิทธิทำงานในไทย แต่แรงงานก็ยังไม่เพียงพอ และเกรงว่าในฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยในปีนี้จะทำไม่เสร็จ จึงขอความกรุณาให้นำแรงงานชาวกัมพูชากลับมา รวมถึงราคาอ้อย ที่ต้องการให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนในปัจจุบันสูง แต่ราคาขายออกของอ้อยตกต่ำลง อยากให้นายกฯ หาเงินมาชดเชย เร่งเจรจากับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้เพิ่มราคาอ้อยสด โดยในวันที่ 3 ก.พ.สมาคมชาวไร่อ้อย จะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้มีชาวบ้านรอทักทายให้กำลังใจ และขอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ โดยนายกฯ บอกว่า ขอบคุณครับ อยู่กันให้เป็นปกตินะครับ

– 006

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

อธิบดี DSI รับลูก อัยการคดีพิเศษ เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

อธิบดี DSI เผยสเต็ปสอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หลังอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนสั่งสอบเพิ่ม และสั่งรวมสำนวนกับ กกต. แต่ยังไม่ได้สั่งให้แจ้งข้อหาใครเพิ่ม “ยุทธนา”ย้ำต้องนัดหมายประชุมอัยการ สนง.การสอบสวนก่อน ยืนยันคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว จึงแจ้งข้อหาฟอกเงินได้ตามกฎหมาย ยืดอกช้าหรือเร็วก็ต้องสอบสวนอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 1 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้ส่งหนังสือแจ้งกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จริง ภายหลังจากห้วงเดือน ธ.ค.68 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีทั้งดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ได้ร่วมกันมีมติลงความเห็นทางคดี สั่งฟ้องแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำความผิดทางอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบรายละเอียดภายในสำนวนทั้งหมด แต่อัยการคดีพิเศษเล็งเห็นว่าจากพยานหลักฐาน ยังไม่เพียงพอครอบคลุมในการเเจ้งข้อกล่าวหาต่อ 8 ผู้ต้องหานั้น

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ตนได้รับรายงานว่าพนักงานอัยการได้ส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอดำเนินการ ซึ่งประเด็นหลักๆ คืออัยการมองว่าความผิดหลัก ทาง กกต.ยังไม่ได้พิจารณา และนอกจากนี้ พนักงานอัยการก็อยากให้สำนวนของ กกต.มารวมด้วย ซึ่งตรงนี้เราทำแล้ว และได้มีหนังสือแจ้ง กกต.ไปแล้วว่าเราขอรายละเอียด แต่ทาง กกต.ก็ยังไม่ส่งข้อมูลมาให้ ส่วนนี้เราจึงต้องนัดหมายพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อจะได้ประชุม จึงยังไม่สามารถพูดก่อนได้ ขอให้มีการประชุมก่อน

เมื่อถามว่า คำแนะนำของพนักงานอัยการคดีพิเศษ คือให้ดีเอสไอไปสอบปากคำเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ให้ไปแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลใดเพิ่มเติมใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่า ใช่ โดยทางอัยการไม่ได้ให้แจ้งข้อหาใครเพิ่มเติม บอกเพียงว่าความผิดหลัก ทาง กกต.ยังไม่ได้พิจารณา เพราะในประเด็นเหล่านี้มันเป็นทั้งเรื่องข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เราจึงต้องร่วมประชุมกับอัยการ สำนักงานการสอบสวนให้เรียบร้อยก่อน

ต่อข้อถามว่ากรณีที่ กกต.บอกว่าทางดีเอสไอส่งไปผิดช่องทางกรณีเรื่องที่ดีเอสไอส่งหลักฐานมาให้ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. ทาง กกต.ให้เหตุผลอย่างไรหรือไม่ จึงไม่ได้รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ เพราะ กกต.อ้างว่าไม่เป็นไปตามมาตรา 24 นั้น อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงว่า อย่างไรในทุกๆ ประเด็น เราจะขอคุยกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวนให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามว่า ทางดีเอสไอมีกรอบเวลาอย่างไรหรือไม่ในการสอบปากคำเพิ่มเติม ภายหลังอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนคืนมานั้น อธิบดีดีเอสไอ แจงว่า อย่างไรขอร่วมประชุมกับอัยการก่อน โดยจะประชุมให้เร็วที่สุด

ต่อข้อถามว่า หมายความว่าดีเอสไอทำสอบสวนเรื่องอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว. ก่อนที่จะปรากฏคดีมูลฐานใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงว่า ความผิดมูลฐานมันมีการเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นแล้ว จึงสามารถดำเนินคดีความผิดฟอกเงินได้อยู่แล้วตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าอัยการอยากให้ กกต.มีการพิจารณาในเรื่องนี้ก่อน เพื่อจะได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อถามอีกว่า อย่างนี้ดีเอสไอก็ต้องรอจนกว่า กกต.จะสรุปใช่หรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ ย้ำว่า เราต้องประชุมกับอัยการสำนักงานการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อน และเมื่อถามว่า จะใช้เวลานานหรือไม่ เพราะ สว.67 ก็ดำรงตำแหน่งมาระยะหนึ่งแล้วนั้น อธิบดีดีเอสไอ ปิดท้ายว่า ในการสอบสวน มันต้องสอบสวนรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ก็เพื่อความยุติธรรม จะช้าหรือเร็วก็ต้องดูเหตุและผลในแต่ละเรื่อง