นายกฯ ลงพื้นที่สระแก้ว ตรวจเยี่ยมชายแดน ให้กำลังใจ ชรบ.

นายกฯ ลงพื้นที่สระแก้ว ตรวจเยี่ยมชายแดน ให้กำลังใจ ชรบ.

นายกฯ ลงพื้นที่สระแก้ว ตรวจเยี่ยมชายแดน ให้กำลังใจ ชรบ.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

นายกฯลงพื้นที่สระแก้ว ตรวจเยี่ยมชายแดน-ให้กำลังใจชรบ.ปฏิบีติหน้าที่

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 12.16 น. ที่กองพลทหารม้าทที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จ.สระแก้ว โดยนายกฯจะพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา  จากนั้นในช่วงบ่ายรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนลงพื้นที่ตรวจพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร และเยี่ยมให้กำลังใจแก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ก่อนเดินทางกลับ กทม.

ศุภชัยฮึ่มเตือนณัฐวุฒิ อย่าโยงคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ลามใส่ร้ายภูมิใจไทย

ศุภชัยฮึ่มเตือนณัฐวุฒิ อย่าโยงคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ลามใส่ร้ายภูมิใจไทย

ศุภชัยฮึ่มเตือนณัฐวุฒิ อย่าโยงคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ลามใส่ร้ายภูมิใจไทย

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

“ศุภชัย”ฮึ่มเตือน”ณัฐวุฒิ” อย่าโยงคดี”ฮั้ว สว.-เขากระโดง” ลามใส่ร้าย”ภูมิใจไทย” ระวังอาจกระทบอำนาจศาล ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไร้แทรกแซง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย (พท.) ปราศรัยที่ จ.ชัยภูมิ พาดพิงพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) และคดีที่ดินเขากระโดง ว่า ทุกกระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย และไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า คดีฮั้ว สว.เป็นการสอบสวนร่วมกันระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กับสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งการที่พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 ราย จากทั้งหมดกว่า 1,200 รายนั้น เป็นการพิจารณาตามพยานหลักฐานที่มีพฤติการณ์ชัดแจ้ง เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่มีใครสามารถแทรกแซงหรือสั่งการได้ ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือ รมว.ยุติธรรม ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการทำหน้าที่ของดีเอสไอ ส่วนที่สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นให้สอบสวนเพิ่มเติมในกลุ่มคนอีกกว่า 1,200 คน หรือความผิดมูลฐานเรื่องการฟอกเงิน ถือเป็นขั้นตอนปกติของการทำสำนวนคดี จึงขอชี้แจงเพื่อให้ทุกคนได้ทราบในเรื่องนี้

นายศุภชัย ยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีถูกพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยในคดีที่ดินเขากระโดง ว่า ขณะนี้เป็นข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย และประชาชนผู้ถือครองโฉนด ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งในคดีปกครองและคดีแพ่ง โดยมีการฟ้องขับไล่จำนวน 34 ราย และอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามกระบวนการทางแพ่ง

“เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่มีการเข้าไปเกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือจากพรรคภูมิใจไทย อย่าได้พยายามนำประเด็นหรือเรื่องคดีต่างๆ เหล่านั้นมาโยงใส่ร้าย หรือกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย ซึ่งวันนี้กระบวนการอยู่ในศาล ขออย่ามาวิพากษ์วิจารณ์อาจจะกระทบต่อการละเมิดอำนาจศาลและกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย” นายศุภชัย กล่าว

นายกฯ ยืนยัน มติ อ.ก.พ.สธ. ปลด หมอสุภัทร ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายในกระทรวง

นายกฯ ยืนยัน มติ อ.ก.พ.สธ. ปลด หมอสุภัทร ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายในกระทรวง

นายกฯ ยืนยัน มติ อ.ก.พ.สธ. ปลด หมอสุภัทร ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายในกระทรวง

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

”นายกฯ“ ยืนยัน มติ อ.ก.พ.สธ. ปลด “หมอสุภัทร” ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายในกระทรวง บอกตอนนี้อยู่ทำเนียบแล้ว แจงเงินชดเชยน้ำท่วมหาดใหญ่ จ่ายตามจริง ขึ้นอยู่กับความเสียหาย หลังหน่วยงานประเมิน  ยันรัฐบาลดำเนินการเรียบร้อย ชี้ กลุ่มตกหล่น เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี ที่ที่ประชุมคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข
มีมติปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยจังหวัดสงขลา ที่ปัจจุบันได้ลาออกจากราชการ มาลงสมัครสส.เขต 2 หาดใหญ่ พรรคประชาชน ว่า อันนั้นมันเรื่องภายในกระทรวง ตนไม่ได้รู้ทุกเรื่องหรอก อยู่ทำเนียบแล้วไม่ได้อยู่กระทรวงสาธารณสุข

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าการปลดหมอสุภัทร เนื่องจากประกาศทวงเงินน้ำท่วมหาดใหญ่ ร่วมกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องซ่อมบ้าน ผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่เรียบร้อยแล้ว ทางกรมโยธาธิการและผังเมือจะต้องไปสำรวจความเสียหาย เราจ่ายไม่เกิน 49,000 บาทต่อหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้หลังละ 49,000 บาท เราสำรวจความเสียหายตามจริง บางหลังอาจจะได้เป็นหลักพัน บางหลังอาจจะได้เป็นหลักหมื่น หรือแม้กระทั่งหลักร้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเสียหาย ที่ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ร่วมสำรวจกับพื้นที่ ซึ่งงบประมาณรัฐบาลได้ทำการส่งไปแล้ว และได้ชี้แจงกับคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. แล้ว ที่บอกว่า ทำก่อนยุบสภาได้ มันทำไม่ได้หรอก พูดกันไปเรื่อย เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดก่อนยุบสภาไม่กี่วัน ในส่วนของการดูแลพี่น้องประชาชนรายครัวเรือน 9,000 บาท ตามระเบียบการเยียวยา รัฐบาลได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือตกค้างอยู่คือ คนที่ไม่ได้มาลงทะเบียน แต่ส่วนใหญ่ได้รับการเยียวยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แค่จังหวัดสงขลา หรืออำเภอหาดใหญ่ แต่หมายถึงทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ไล่ลงมา จนถึงภาคใต้ทุกจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 

เมื่อถามว่าจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ ว่าการปลดหมอสุภัทรไม่ใช่การกลั่นแกล้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าต้องไปถามกระทรวงสาธารณสุข ตนยืนยันอะไรไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูล แต่หากจะถามว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ยืนยันว่าไม่มีหรอก มีแต่ตนที่โดนกลั่นแกล้ง ตนไม่เคยกลั่นแกล้งใคร 

‘จุลพันธ์’ เมิน ‘พิธา’ หาเสียง ชี้ทุกพรรคพบประชาชนดีหมด 

‘จุลพันธ์’ เมิน ‘พิธา’ หาเสียง ชี้ทุกพรรคพบประชาชนดีหมด 

‘จุลพันธ์’ เมิน ‘พิธา’ หาเสียง ชี้ทุกพรรคพบประชาชนดีหมด 

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

“จุลพันธ์” ไม่กังวลกระแส “พิธา” บอกดีที่ทุกพรรคลงพบประชาชน “เพื่อไทย” เน้นนโยบาย / เห็นด้วยบอร์ดประกันสังคมควรเลือกได้ 7 คน ไม่ควรถูกจำกัด

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยพรรคประชาชนหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า เป็นเรื่องปกติ ทุกพรรคการเมืองช่วงนี้ก็ลงไปพบปะพี่น้องประชาชน ตนรู้สึกว่าดี อยากให้ทุกพรรคลงไปพบประชาชนให้มากขึ้น พรรคเพื่อไทยเอง เราเน้นในเรื่องนี้มาโดยตลอด ผู้สมัครของเราเดินพบพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ไปทุกหมู่บ้าน ไปทุกจุด และ การปราศรัยเราจะเน้นเรื่องของการปราศรัย เพื่อที่จะได้พบพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด วันนี้หลายพรรคการเมืองก็เริ่มจัดปราศรัย เริ่มลงไปพบประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีครับ การนำเสนอแนวคิด อุดมการณ์ และที่สำคัญคือการนำนโยบายไปสู่ประชาชน

”พรรคเพื่อไทยเรายืนยันตั้งแต่ต้นของการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งเป็นเรื่องของประชาชน เราจะต้องบอกให้ชัดเจนว่านโยบายของแต่ละพรรคคืออะไร และเราจะนำพาประเทศไปทางไหน ช่วงนี้ก็เริ่มกลับมาดำเนินไปเหมือนกับที่เราเคยพูดไว้ ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีโอกาสได้คิด และได้พิจารณาจากนโยบายต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครจะกลับมา หรือใครจะลงไปพบปะพี่น้องประชาชน เรามองว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด“ นายจุลพันธ์กล่าว

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค กล่าวเสริมว่า หัวหน้าพรรคเราพูดเสมอว่า ทุกครั้งของการเลือกตั้งคือการแข่งขันเชิงนโยบาย เราให้ความสนใจในเรื่องการสร้างสรรค์นโยบาย และมีการแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งดี ต่างคนต่างเสนอขึ้นมา แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า ของใครดีกว่า นี่คือโอกาสสำคัญของประชาชนในการเลือกอนาคตของประเทศ เราเชื่อมั่นในแนวทางนี้มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นประกันสังคม หลายพรรคเริ่มพูดถึง พรรคเพื่อไทยมีนโยบายอะไรเกี่ยวกับส่วนนี้ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยึดมั่นหัวใจคือประชาชนทุกคน เราดูแลทั้งหมด และยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและสิทธิต่าง ๆ ซึ่งเราจำเป็นต้องดูแลอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ในกระบวนการต่าง ๆ ที่ไม่ชอบมาพากล หรือคนทำให้ระบบมันผิดเพี้ยนไป เหมือนกับกฎกติกาหลายเรื่องที่ไม่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยยืนยันในทุกเรื่อง โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลักประชาธิปไตย

หากผู้มีสิทธิ์ ผู้ประกันตน มีสิทธิ์เลือกตัวแทนของตัวเอง ก็ควรเปิดกว้าง ไม่ควรถูกจำกัดเพียง 1 คน แต่ควรสามารถเลือกได้ตามสิทธิ์ของผู้ประกันตนเอง คือ 1 คนควรเลือกได้ 7 คน ตัวอย่างตนเป็นแพทย์และเป็นสมาชิกแพทยสภา สมาชิก 1 คน มีสิทธิ์เลือกได้กว่า 33 ท่าน ครบทั้งคณะ ไม่ได้ถูกจำกัดว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียง เหมือนกับความพยายามที่จะบิดเบือนเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเราไม่สามารถยอมรับได้ และเรื่องสทธิประโยชน์ ระหว่างที่เราเป็นรัฐบาล ในฐานะอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้พยายามผลักดันให้นำ สปสช. มาผนวกกับกองทุนประกันสังคมในเรื่องการดูแลสุขภาพ แต่บังเอิญอยู่ในช่วงรอยต่อที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

ประการที่สาม เราเน้นหนักในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ตอนที่มีการตรวจสอบกรณีตึก Sky Nine เลขาธิการคณะกรรมการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนถึงสองชุด และสุดท้ายรายงานก็ชัดเจนว่ามีความไม่ชอบมาพากลปรากฏ ผู้ที่ตัดสินใจในเรื่องนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน รุ่จึงงเรืองกิจได้นำเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี และมีมติให้โอนย้ายปลัด ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการกองทุนประกันสังคมที่เกี่ยวข้องกับกรณี Sky Nine ออกมาก่อน เพื่อให้การตรวจสอบสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างโปร่งใส บังเอิญว่าเรื่องนี้ไม่ได้เดินหน้าต่อ หากไม่เช่นนั้น วันนี้ข้อเท็จจริงคงชัดเจนไปแล้ว

อนุทิน ไม่ขอวิจารณ์ ปชน. หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อประชาชนมีข้อมูลตัดสิน

อนุทิน ไม่ขอวิจารณ์ ปชน. หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อประชาชนมีข้อมูลตัดสิน

อนุทิน ไม่ขอวิจารณ์ ปชน. หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อประชาชนมีข้อมูลตัดสิน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

“อนุทิน” ขอไม่วิจารณ์ ปชน.หาเสียงเหมือนด้อยค่าทหาร เชื่อปชช.มีข้อมูลตัดสิน มั่นใจนโยบาย ภท.ดีเหมาะสม ปฏิบัติได้จริง หลังพท.ผุดสร้างเศรษฐีเงินล้าน เผยกองทัพรายงานกัมพูชาขุดคลองห่างชายแดนเยอะ ไม่มีประชิดชายแดนตามที่เป็นข่าว บอกปชช.มั่นใจได้ 

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปราศรัยของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ระบุว่าทหารมีไว้ปกป้องประเทศไม่ใช่ครอบครองประเทศ เหมือนเป็นการด้อยค่าทหารหรือไม่ ตรงนี้มองอย่างไรว่า พี่น้องประชาชนเข้าใจดี แต่เราจะไปวิพากวิจารณ์ความคิดหรือแนวทางของแต่ละพรรคไม่ได้ เขาก็มีความเชื่อของเขาแบบนั้นในแต่ละพรรค ซึ่งเราต้องให้เกียรติกัน ส่วนคนที่จะตัดสินใจอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่จะใช้ข่าวสารที่ได้รับมาในการตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้ช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งมีคนมาฟังค่อนข้างเยอะกังวลหรือไม่ว่ากระแสส้มจะมาแซงทางโค้งพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวย้อนว่า คุณไม่ดูเวทีภูมิใจไทยที่หนองคาย ก็เยอะนะ เมื่อถามว่าดูเหมือนพรรคประชาชนมั่นใจว่าครั้งนี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนก็ต้องมั่นใจ ใครจะขึ้นเวทีไปแล้วบอกว่าโอเคเลือกผมนะ ผมจะไปเป็นฝ่ายค้าน”

เมื่อถามว่าใกล้ที่จะถึงวันเลือกตั้งแล้วฝ่ายความมั่นคงมีการรายงานสถานการณ์อย่างไรบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากเสนาธิการทหารบกและวันนี้จะลงพื้นที่ชายแดนเพื่อตรวจราชการซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะตนยังไม่มีโอกาสไปในแถบกองทัพภาคที่ 1 ที่จังหวัดสระแก้ว โดยจะไปดูว่ามีอะไรที่ควรจะต้องดำเนินการให้เกิดความมั่นใจว่าการควบคุมสถานการณ์อยู่ภายใต้การดำเนินการที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่ แต่ได้รับรายงานจากเสนาธิการทหารบกในเรื่องที่เขามาขุดคูคลองอะไรตรงนั้น ซึ่งยังห่างจากชายแดนไปเยอะ และไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยกันแล้วว่าขอให้ทำแล้วอย่าให้เกิดความรู้สึกที่เป็นภัย การเตรียมการอะไรทางการทหารซึ่งเสนาธิการทหารบกได้รายงานมาเรียบร้อยแล้วว่าไม่ใช่เป็นไปตามข่าวหรือความคาดการณ์ที่นำเสนอกัน ทุกอย่างสถานการณ์ยังปกติอยู่ ต่างคนต่างทำงาน

เมื่อถามว่าแสดงว่าที่มีข่าวทหารกัมพูชามาประชิดชายแดนไทยความเคลื่อนไหวตรงนั้นไม่มีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จากรายงานของฝ่ายกองทัพยังไม่มี เมื่อถามว่าอยากจะบอกอย่างไรให้ประชาชนเกิดความมั่นใจเพราะตอนนี้กำลังแตกตื่นเกรงจะมีการปะทะรอบ3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จริงๆรัฐบาลได้ให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าเราได้ดำเนินการควบคุมสถานการณ์ ควบคุมพื้นที่อย่างเรียบร้อยแล้ว และได้มีการตรึงกำลัง ซึ่งตรงนี้ต้องชื่นชมพี่น้องทหาร ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้เขายังเฝ้าระวังแนวชายแดนให้กับพวกเราอยู่และมีความพร้อม ขณะเดียวกันเราได้มีการพูดคุยกับนานาชาติด้วยว่าขณะนี้เราดำเนินการตามแนวทางนี้และมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่จะเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนของเรา ก็ขอให้มั่นใจได้ว่า ณ ขณะนี้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัย

เมื่อถามว่าได้กำชับฝ่ายความมั่นคงอย่างไรหรือไม่เพราะใกล้เลือกตั้งอาจจะมีการก่อเหตุเพื่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลก็ต้องคอยรักษาความสงบให้กับบ้านเมืองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนในเรื่องการก่อเหตุอะไรต่างๆทางหน่วยงานความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ต้องทำการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้วคงไม่ต้องกำชับหรือต้องโทรไปหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดูโน่นดูนี่ เพราะเป็นหน้าที่ประจำและภารกิจหลักของหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ทหารก็มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของประเทศ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนและให้บริการกับพี่น้องประชาชน ทุกคนมีหน้าที่ตามภารกิจที่อยู่ในส่วนราชการของตัวเอง

เมื่อถามว่ากระแสพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไรหลังได้เดินสายขึ้นเวทีปราศรัยต่างจังหวัดหลายจุด นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ไปที่ไหนคนก็เดินเข้ามาและบอกขอให้ประสบความสามเจ็ด นายอนุทินกล่าวพร้อมหัวเราะ  เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายจะมีการเสนอนโยบายอะไรใหม่หรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีการเสนอนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเราดีแล้วและปฏิบัติได้ เมื่อถามย้ำว่าจะมีนโยบายอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวร้องเพลงให้ฟังเลย นโยบายดีแล้วเหมาะสมปฏิบัติได้ เป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่ทำให้ประเทศเสียหาย และสามารถที่จะกระตุ้นในมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคม ความสุขของพี่น้องประชาชน เมื่อถามว่า มั่นใจว่าไม่มีนโยบายอะไรล่อเป้าที่ทำให้เสียคะแนนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีครับ 

พี่ศรีไม่พลาด! บุก กกต.ร้องสอบ เพื่อไทย นโยบายสุ่มแจกเงิน 9 ล้าน เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

พี่ศรีไม่พลาด! บุก กกต.ร้องสอบ เพื่อไทย นโยบายสุ่มแจกเงิน 9 ล้าน เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

พี่ศรีไม่พลาด! บุก กกต.ร้องสอบ เพื่อไทย นโยบายสุ่มแจกเงิน 9 ล้าน เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง กกต.ให้ตรวจสอบ ‘พรรคเพื่อไทย’ชูนโยบายสุ่มแจกเงิน 9 ล้าน เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้หรือไม่

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทยในกรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เข้าข่ายเป็นการหาเสียง “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการ เมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พรบ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2 ที่พารากอนเมื่อ 23 ม.ค.69 ที่ผ่านมา โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้กล่าวปราศรัยหาเสียงโดยประกาศนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดย 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเกษตรกร 2.กลุ่มคนที่เสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ 4. ประชาชนผู้ยื่นภาษี ส่วนกลุ่มที่ 5 คือ กลุ่มประชาชนที่จับจ่ายซื้อขายโดยมีใบเสร็จผ่านระบบภาษี ซึ่งคาดว่าจะใช้จ่ายเงินงบประมาณเฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า นโยบายแจกเงินดังกล่าวแม้พรรคเพื่อไทยจะพยายามอธิบายว่าไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาวก็ตาม แต่ทว่าข้อมูลพื้นฐานของบุคคล 4 กลุ่มแรกนั้น หน่วยงานของรัฐต่างๆที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งการลงทะเบียนกลุ่มเกษตรกร กลุ่ม อสม. ชรบ. ทหารผ่านศึก ฯลฯ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้เสียภาษีให้รัฐทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และการอ้างว่านโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยา กรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครง สร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาลนั้น เป็นเรื่องเพ้อฝันเหมือนนโยบายแจกเงินหมิ่นที่คุยว่าจะทำให้เศรษฐกิจหมุน 5 รอบ 6 รอบหรือไม่ เพราะทุกวันนี้เงินที่ประชาชนจะนำมาจับจ่ายใช้สอยก็แทบจะไม่มี มีแต่หนี้กันทั้งประเทศทั้งนั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การชูนโยบายหาเสียงดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยมอมเมาประชาชนให้เฟ้อฝันคอยมาลุ้นถูกรางวัลเงินล้านในทุกวัน อันอาจถือได้ว่าเข้าข่าย “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งเป็นห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบกับอาจเข้าข่ายเป็นการพนัน ตาม พรบ.การพนัน 2478 ซึ่งเป็นข้อห้ามอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีผลกระทบของสังคมส่วนรวม

“องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนและไต่สวนนโยบายดังกล่าว หากพบว่าเป็นข้อห้ามให้ดำเนินการเอาผิดผู้ที่นำนโยบายดังกล่าวไปหาเสียงต่อไป และให้เอาผิดพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92(3) ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ต่อไปด้วย” นายศรีสุวรรณ กล่าว

จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

จุลพันธ์ ตั้งโต๊ะแจงยิบ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ชี้ลงทุน 3,000 กว่าล้าน ได้เงินคืนกลับแสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“เพื่อไทย” แถลงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้เปล่า แต่เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี หาเงินให้รัฐแสนล้าน สร้างระบบสวัสดิการ-ฐานข้อมูล เปลี่ยนไทยเป็นประเทศรายได้สูง 

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นพ.พรหมมิน เลิศสุริเดช ร่วมแถลงข่าวนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ว่า เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการทำวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี สามารถเป็นไปได้จริง

โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ สร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในเชิงบวก มากกว่าการใช้การบังคับหรือการลงโทษ เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบ นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ “ความหวัง” เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนมีความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน และสมัครใจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ที่แข็งแรง เพื่อให้นำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการสวัสดิการให้แม่นยำ

สำหรับนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” เปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท เป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และสร้างฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลของรัฐ

โดยวิธีการสุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลักดังนี้ กลุ่มแรก สุ่มจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้  กลุ่มที่สอง สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อดึงเข้าสู่ฐานข้อมูลของรัฐให้ครบถ้วน ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 2.กลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก อปพร. และ ชรบ. เป็นต้น 3.กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 4.กลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ทุกคน

นายจุลพันธ์ ได้อธิบายนโยบายนี้มีหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้ ข้อที่ 1 การจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก มูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารโลก) ทำให้ไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน การที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจส่วนนี้ได้ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้และข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ 

”โมเดลนี้มีตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้เฉลี่ยถึง 20% หากมองในเชิงความคุ้มค่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยอยู่ที่ประมาณ 900,000 ล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้เพียง 20% รัฐจะมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเงินรางวัลอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง“

ข้อที่ 2 การสร้างฐานข้อมูล Big Data เพื่อนำไปต่อยอดนโยบายอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบกว่า 11 ล้านคน ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นรากฐานของเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Agriculture ทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการผลผลิต ไม่ให้ล้นตลาด และทำให้นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ดำเนินได้จริง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับนโยบาย Cloud Kitchen การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ รวมถึงนโยบายปุ๋ยสั่งตัดและคูปองปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของเกษตรกร

กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. ชรบ. อปพร. และทหารผ่านศึก นอกจากเป็นการตอบแทนความเสียสละแล้ว รัฐยังได้ฐานข้อมูลทักษะ ความเชี่ยวชาญ พื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานเชิงรุกด้านสาธารณสุขและการบรรเทาสาธารณภัย ลดภาระแพทย์และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข

กลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังมีผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานกว่า 5.1 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบถึง 4.4 ล้านคน ข้อมูลด้านสุขภาพ หนี้สิน และทักษะ จะช่วยให้รัฐพัฒนาศักยภาพและจับคู่งานที่เหมาะสม ดึงผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อสร้าง Active Aging Society

กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ จะช่วยให้รัฐเห็นโครงสร้างรายได้ของแต่ละอาชีพอย่างชัดเจน สนับสนุนนโยบาย “คนไทยไร้จน” ให้สามารถเติมเงิน 3,000 บาทต่อเดือนแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างแม่นยำ ไม่รั่วไหล และไม่ตกหล่น ข้อมูลจากใบเสร็จของประชาชนทั่วไปจะสะท้อนการจับจ่ายแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ e-Receipt ทำให้รัฐเห็นราคาสินค้า การหมุนเวียนเศรษฐกิจ และสามารถจัดการค่าครองชีพได้ทันที หากพบราคาสินค้าสูงผิดปกติ รวมถึงใช้วางแผนงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุน SME อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อที่ 3 การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน การสร้างรัฐบาลดิจิทัลจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่และโปร่งใส การขอใบเสร็จจะทำให้รัฐสามารถตรวจสอบรายได้จริงของบริษัท หากพบความผิดปกติ ก็สามารถชี้เป้าการตรวจสอบได้ตรงจุด ลดการตรวจแบบสุ่มที่สิ้นเปลืองทรัพยากร

นายจุลพันธ์ สรุปว่า นโยบายนี้ 1.ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้รัฐ 2.เป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วในต่างประเทศ 3.เงินรางวัลคือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล 4.คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมและลุ้นได้หลายช่องทาง 5.ระบบต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 6.ลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนหลักแสนล้านบาท

“อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย เราตกขบวนมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้คือการลงทุนด้าน Data Infrastructure ที่ใช้เงินไม่มาก แต่สร้างอนาคตประเทศได้อย่างยั่งยืน ฝากเรียนผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชนด้วยครับ” นายจุลพันธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบายหวยท้ายใบเสร็จของพรรคประชาชนหรือไม่ หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบาย นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรากำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด วิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือการเข้าใจภาพรวมทั้งหมดและเชื่อมโยงกัน ข้อมูลเหล่านี้มีความหมาย ที่สำคัญคือทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างเรื่องสวัสดิการ การก่อสร้างหรือเรื่องอื่น ๆ ต้องใช้เงิน ทุกคนมักพูดถึงแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดถึงวิธีการหาเงินด้วย และเป็นวิธีที่มีหลักวิทยาศาสตร์ชัดเจน โดยยกไต้หวันที่ประสบความสำเร็จมากว่า 70 ปี นำสิ่งที่ประเทศอื่นทำสำเร็จแล้วมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย และให้ผลที่ดีกว่า ใหญ่กว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาเงิน แต่เป็นการเชื่อมโยงระบบข้อมูลทั้งหมด

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวเลขที่เราพูดถึงคือการนำเศรษฐกิจนอกระบบ ที่อยู่ข้างล่าง ขึ้นมาอยู่ข้างบน เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้เพิ่มขึ้น ในส่วนของการบริโภค นโยบายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประชาชนยังใช้จ่ายตามปกติ ส่วนกระบวนการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายอื่นที่ต้องนำมาเติมในภายหลัง

การจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง คาดแล้วเสร็จตุลาคม 2569

การจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง คาดแล้วเสร็จตุลาคม 2569

การจัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันปีหลวง คาดแล้วเสร็จตุลาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

นายกฯ อนุทิน นำแถลงความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ “สมเด็จพระพันปีหลวง”คาดแล้วเสร็จตุลาคม 2569

วันที่ 26 มกราคม 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ และเครื่องประกอบ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ได้นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่พสกนิกรทั่วประเทศ

ในการนี้ เพื่อให้การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นไปตามพระราชประเพณี และสมพระเกียรติทุกประการ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้ และมอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับผิดชอบการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ การออกแบบพระหีบจันทน์ พระโกศจันทน์ และเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชนุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว

สำหรับการออกแบบพระเมรุมาศ กรมศิลปากรยึดหลักการออกแบบให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ควบคู่กับความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ที่สะท้อนพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศทีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมาหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเสมือนมารดาดูแลรักษาบุตร ดังพรหมของบุตร ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศขั้นสูงสุด

พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา ๒ ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพพื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ส่วนฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สำหรับภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับ และรับรองทูตานุทูต

ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งไม้จันทน์หอมสำหรับจัดสร้างพระหีบจันทน์และพระโกศจันทน์ ให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายแบบและลวดลาย

เพื่อจัดสร้าง ส่วนพระโกศพระบรมอัฐิ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีประดับรัตนชาติ รูปทรง 8 เหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ตามรูปแบบที่สืบทอดมาแต่โบราณ นอกจากนี้ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างเครื่องสังเค็ดสำหรับพระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่าง ๆ ประกอบด้วย โต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ โต๊ะทำงานพร้อมชั้นหนังสือและเก้าอี้ จัดสร้างจำนวน 4 แบบ และโคมไฟ

การจัดสร้างพระเมรุมาศในครั้งนี้ จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ และจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป

โต้การเมืองแทรก ปลดหมอสุภัทร พัฒนายันเป็นไปตามกระบวนการ

โต้การเมืองแทรก ปลดหมอสุภัทร พัฒนายันเป็นไปตามกระบวนการ

โต้การเมืองแทรก ปลดหมอสุภัทร พัฒนายันเป็นไปตามกระบวนการ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

รมว.สธ. ยันมติ อ.ก.พ.สาธารสุข ปลด ‘หมอสุภัทร’ เป็นไปตามกระบวนการ ไม่มีการเมืองแทรก 

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณี อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีติปลดนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา จากกรณีจัดซื้อชุดตรวจ ATK ว่า ก็เป็นไปตามมติของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯ ซึ่งมีมติออกมาก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการการสอบสวนฯ ซึ่งก็เป็นมติ เพียงแต่ต้องรอคำสั่งตามกระบวนการก่อน ต้องรอขั้นตอนทางกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทม์ไลน์ต้องเป็นช่วงเวลานี้ เพราะเป็นช่วงเลือกตั้ง ใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้มีไทม์ไลน์อะไร เป็นขั้นตอนปกติ เพราะคณะกรรมการสอบสวนฯ สอบสวนเสร็จแล้ว และส่งเรื่องเข้ามาตามขั้นตอน ซึ่งก็นำเข้าที่ประชุมแต่ละเดือนเป็นวาระปกติ

ส่วนกรณีมีข่าวว่า มติ 4 ต่อ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงมติชี้ขาดใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ก็เป็นไปตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ส่วนการลงคะแนนก็เป็นการลงคะแนนของทุกๆท่าน และไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการเมืองใดๆทั้งนั้น ยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ที่แสวงหาข้อเท็จจริงไว้แล้ว

ถามย้ำว่าผิดจริงใช่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวย้ำอีกว่า ก็คณะกรรมการสอบสวนทำความเห็นขึ้นมาลักษณะนั้น

สำหรับกรณีถูกเชื่อมโยงว่า เป็นคำสั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องจากก่อนหน้านี้ นพ.สุภัทร เคยพูดเรื่องชาวหาดใหญ่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา และยังมีประเด็นเคยวิพากษ์วิจารณ์สมัยนายกฯ เป็นรมว.สาธารณสุข นายพัฒนา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ใครเชื่อมโยงก็ไม่รู้ จริงๆแล้วไม่มีอะไร

“ขอยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอนของเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนฯทำไว้ เมื่อเสร็จก็ส่งผลให้คณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงฯ พิจารณา ซึ่งมีการประชุมเป็นประจำเดือนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเชื่อมโยงการเมือง ส่วนตัวผมเพิ่งทราบว่า คุณหมอสุภัทร ลงสมัคร สส. ดังนั้น ก็แล้วแต่จะคิดกัน” นายพัฒนา กล่าว

ถามย้ำอีกว่า สรุปการ “ปลดออก” นพ.สุภัทร มีผลแล้วหรือยัง นายพัฒนา กล่าวว่า รอคำสั่งอยู่ รอขั้นตอนการลงนาม เป็นขั้นตอนของเวลา ยังไม่อยากลงรายละเอียดเรื่องขั้นตอน

“จริงๆกรณีนี้คุณหมอสุภัทร อุทธรณ์ได้ เป็นไปตามกฎหมาย และยืนยันอีกว่า การพิจารณาของ อ.ก.พ. เป็นไปตามเงื่อนเวลา และมติที่ออกมาเป็นไปตามคณะกรรมการสอบสวนฯ ดำเนินการสอบสวน แสวงหาข้อเท็จจริง เชิญผู้ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูล จึงมีมติออกมา ” นายพัฒนา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเชื่อมโยงว่า มติดังกล่าวอาจเกี่ยวพันกับตึก SKYY9 ประกันสังคมด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวอยู่แล้ว เคยแถลงเรื่องนี้แล้ว เนื่องจากตนไม่ได้ขายให้ประกันสังคม ตนขายให้นักลงทุนที่มาซื้อไป เรื่องนี้ชี้แจงกลางสภาไปแล้ว โดยคนที่ซื้อไป ตนก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย หลังจากซื้อไป ทางบริษัทที่เคยบริหารก็ขายตามสภาพ คนที่ซื้อไปก็ใส่เงินอีกหลายพันล้านบาทเอง เพื่อปรับปรุงให้สวยงาม จากนั้นอีก2 -3 ปี หลังจากซื้อจากบริษัทที่ตนร่วมบริหาร จึงขายให้กับคนคนหนึ่ง ตนมาทราบทีหลังว่า เป็นประกันสังคม หลังจากนั้นก็เป็นข่าวเรื่องนี้

“ดังนั้น ไม่เกี่ยวกัน ไม่มีความเชื่อมโยงกัน ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วย และผมไม่มีความจำเป็นต้องเอาหลายๆเรื่องมาพันกัน และนายกฯก็ไม่ได้สั่งให้ลงมติอะไรที่เกี่ยวกับคุณหมอสุภัทร ผมเพิ่งเข้ามา ไม่ได้มีประเด็นหรือเรื่องราวกับใคร ที่สำคัญผลสอบออกมาก่อนผมเข้ามาอีก”รมว.สาธารณสุข กล่าว

นักเขียนซีไรท์ เชือดนิ่ม เจิมศักดิ์ ปมด้อยค่าภูมิใจไทย ระวัง ปชป. เสียมากกว่าได้

นักเขียนซีไรท์ เชือดนิ่ม เจิมศักดิ์ ปมด้อยค่าภูมิใจไทย ระวัง ปชป. เสียมากกว่าได้

นักเขียนซีไรท์ เชือดนิ่ม เจิมศักดิ์ ปมด้อยค่าภูมิใจไทย ระวัง ปชป. เสียมากกว่าได้

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้แชร์ข่าว โดยมีข้อความว่า ภูมิใจไทย = เพื่อไทย นักวิชาการกองเชียร์อภสิทธิ์จัดหนัก ชี้ทั้งสองพรรคเป็นแหล่งรวม บ้านใหญ่+ระบบอุปถัมภ์ และชอบใช้ เทคโนแครต มาบังหน้าเหมือนกัน

ซึ่งทางวิมล ไทรนิ่มนวล ก็โพสต์ ข้อความว่า เมื่อบิ๊กเนมอย่าง ดร.เจิมศักดิ์ วิจารณ์พรรคภูมิใจไทยแบบด้อยค่า เพื่อเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ คนที่ลังเลว่าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ดีไหม ก็จะมี 2 แบบ แบบหนึ่งเข้าหาด้วยความมั่นใจ อีกแบบหนึ่งหันหลังทิ้งเลยด้วยความหมั่นไส้…ผมเคยเห็นมาแบบนี้

การที่บิ๊กเนมเชียร์พรรคที่ตนชื่นชมและด้อยค่าพรรคอื่น ไม่ได้เป็นผลดีแก่พรรคที่ตนเชียร์เสมอไป เสียมากกว่าได้ด้วยซ้ำ