หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

หมอสุภัทร โวยโดนเตะตัดขา มติ อ.ก.พ.ปลดปมจัดซื้อ ATK ยันยังไม่ขาดคุณสมบัติลง สส.

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 หาดใหญ่ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปิดความจริง ยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้ผมเข้าสภา

เมื่อวานเดินหาเสียงอยู่เช่นทุกวัน มีโทรศัพท์เข้ามาถี่ๆ บอกว่าหมอรู้ข่าวยัง “กระทรวงฟันหมอแล้ว” ผมเดินหาเสียงจนเสร็จตามแผน แล้วมาอ่านข่าว “ผมก็รู้จากข่าวนี่แหละ” “ค่ำๆจึงได้เช็คข่าว ถึงชัดว่า ถูกจัดเต็ม”

พอผมกับธนาธรทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหลังละ 49,500 บาท ให้คนหาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครได้เลยแม้แต่หลังเดียว จากที่เคยบอกว่า “รักผมจะตาย” เกิดหงุดหงิดอย่างหนัก

เริ่มต้นด้วยการแทรกวาระประชุม 22 มกราคม 2569 เข้ามาวาระแทรกนี่แหละ คือ ความไม่เป็นธรรม เอกสารแจกในที่ประชุมมีเพียงเอกสารสรุปผลโดยย่อที่กรรมการสอบวินัยสรุปมา โดยที่คณะกรรมการทั้ง 7 คนไม่มีใครได้เห็นเอกสารฉบับเต็ม ทั้งข้อกล่าวหา เอกสารตอบชี้แจงของผม และเอกสารประกอบอื่นใด

ในที่สุดที่ประชุมมีมติ 3:3 โดยมีกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการ สธ. 3 ท่าน จำต้องลงมติว่าให้ปลดออก แต่กรรมการอีก 3 ท่านที่เป็นคนนอก สธ. คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ. ผู้ทรงด้านบริหารจัดการ และผู้ทรงด้านกำลังคน ลงมติ ไม่เห็นด้วยกับการปลดออก ประธาน คือ รัฐมนตรีจากภูมิใจไทย จึงยกมือให้ปลดออกด้วย มติจึงเป็น 4:3 ในที่สุด

ถ้าถูกปลดออกจากราชการ จะทำให้ผมเข้าข่ายอาจขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (คุณสมบัติต้องห้าม เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ แปลว่า ถ้าทำสำเร็จ ผมก็ล้มคะมำ จะถูกตัดสิทธิการเป็นผู้สมัครผู้แทน (แม้จะยังไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายขั้นตอนตามกระบวนการตามกฎหมาย)

แต่ในบรรดากรรมการฝั่งข้าราชการที่ยกมือให้ปลดผมจากราชการนั้น มีท่านหนึ่งที่ไปราชการที่ตรัง ได้เข้าประชุมทางออนไลน์ เหมือนจำใจต้องเข้าประชุม เพราะมิเช่นนั้น มติปลดจะไม่สำเร็จ

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก กพ. ทนดูความอยุติธรรมไม่ไหว จึงแจ้งที่ประชุมว่า ขอนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในคณะกรรมการของ กพ.ใหญ่แทน ทำให้ที่ประชุม อกพ.สธ. ไม่สามารถมีข้อสรุปได้

โดยสรุป ตอนนี้ผมยังเป็นผู้สมัคร สส.เช่นเดิม ยุทธการเตะตัดขาเกือบสำเร็จ แม้ที่ประชุมมีมติ 4:3 ปลดผมออกจากราชการจริง แต่สุดท้ายยังไม่สามารถปลดผมออกจากราชการได้ เพราะ ผู้แทน กพ.ขอนำเรื่องไปพิจารณาในกรรมการใหญ่อีกชุดที่เป็นธรรมกว่า

สำหรับผม นี่คือ แผนสกัดไม่ให้ผมเข้าสภาอย่างแน่นอน เพราะกระแสผมมาแรงมาก และตัดโอกาสผมในการเข้าไปปัดกวาดการเมืองสีเทาใน สธ. จึงจัดยุทธการเตะตัดขา หวังทำให้ผมขาดคุณสมบัติลง สส.

ผมยืนยัน คนเปิดเกมส์นี้คิดผิดแน่นอน ผมยิ่งมุ่งมั่น ยิ่งเดินเต็มที่เพื่อหาเสียง พี่น้องชาวหาดใหญ่ล้วนมีความรู้ เข้าใจความจริง คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศรักความเป็นธรรม การใช้วิชามารแบบนี้ ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร

ผมเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 มาถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังผมค้านนโยบายกัญชาเสรี แล้วมาชี้ขาดในปี 2569 เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง ช่างประจวบเหมาะเกินไปไหม?
ผมขอไปเดินหาเสียงต่อก่อนนะครับพี่น้อง พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กาส้มไปล้มเทา ผมยิ่งมั่นใจ คนเขต 2 สงขลา เลือกกาหมอสุภัทรเบอร์ 5 และพรรคประชาชนเบอร์ 46 กาเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเลือกผู้สมัครพรรคประชาชนในเขตของท่าน ช่วยกันให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนะครับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ สมัยดำรงตำแหน่งราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา จากกรณีจัดซื้อชุดตรวจ ATK

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

นายกฯ พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

‘นายกฯ’ถึงชายแดนสระแก้วแล้ว พบชาวบ้านตาพระยา ขอโทษปชช.ทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก-เสียอารมณ์ เปรียบการรบ ปชช.ทำให้ชนะ ไม่ถูกคุกคาม-ไม่เสียอธิปไตย พร้อมขอบคุณให้ความร่วมมือ ไม่ห่วงหน้า-พะวงหลัง ลั่นไม่ประมาท รักสงบ แต่ถ้ามีรบเมื่อไหร่ เราไม่ถอย เร่ง’มท.’ซ่อมแซมบ้านเสียหาย จัดสรรอีกหมู่บ้านละ 5 พัน เริ่มจ่ายม.ค.นี้ ขอบริหารจัดการให้ดี

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงเทศบาลตำบลตาพระยา จ.สระแก้ว เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภายหลังจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก  ร่วมด้วย

เมื่อเดินทางถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว รายงานภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ โดยนายกฯได้สอบถามประชาชนที่บ้านเเสียหายอย่างหนักทั้ง 3 หลัง ซึ่งถือภาพถ่ายบ้านของตัวเอง ถูกลูกหลงจากเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่สระแก้ว

โดยนายกฯ กล่าวว่า กองทุนผู้ประสบภัยสำนักนายกรัฐมนตรีได้จ่ายเงินเยียวยาแล้ว แต่อันนี้เป็นเงินเยียวยาในส่วนของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ต้องสนับสนุนค่าซ่อมแซมบ้านให้กลับมาในสภาพเดิม และให้เร่งจ่ายเงินเยียวยา

โดยนายกฯ ได้หันไปสอบถามกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ว่างบประมาณได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครบ 100 % แล้วหรือไม่ ทางผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า ผ่านครบหมดแล้ว พร้อมกันนี้ นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า เงินในส่วนนี้เป็นอำนาจของนายอำเภอ ในการจ่ายค่าเยียวยาซ่อมแซมบ้าน ทุกคนจะได้รับเงินค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายมูลค่าจริง โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในบ้านตอนเกิดเหตุ พร้อมกันนี้ นายกฯยังสอบถามว่าเกิดเหตุตอนไหน ชาวบ้านบอกว่า เดือนธันวาคม2569 

จากนั้น นายกฯกล่าวพูดคุยกับประชาชน ว่า วันนี้ตนตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน โดยผู้ว่าฯ สระแก้ว ได้แจ้งให้ตนได้มา เพราะถึงเวลาแล้วที่ต้องมาพบกับประชาชน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทั้งหลายน่าจะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้แล้ว มีความปลอดภัย ตนเชื่อว่าความอดทนอดกลั้นของพวกเรา ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ทุกคนต้องอพยพออกไปยังศูนย์อพยพ แน่นอนว่ารัฐจะต้องจัดการเรื่องการดูแลให้ประชาชนที่อพยพออกไปได้รับความสะดวกสบายได้มากที่สุด แต่มีอุปสรรคอยู่บ้าง รัฐบาลเข้าใจดีในฐานะที่เป็นนายกฯ และเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องขอบคุณในความร่วมมือในความอดทนของประชาชนทุกคน ในส่วนที่เป็นประชาชนก็ให้ความร่วมมือไปปลอดภัย ส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนันผู้ใหญ่บ้านสมาชิกสภาองค์กรส่วนท้องถิ่น ก็ต้องขอขอบคุณมาก ๆ ที่ทุกคนได้ให้การอำนวยความสะดวกให้ความดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ต้องไปหลบภัย ตนเข้าใจถึงความรู้สึกของประชาชนทุกคน เมื่อได้กลับมาเห็นสภาพบ้านที่ถูกทำลายโดยอาวุธหนัก

“รัฐบาลต้องขอโทษทุกคนด้วยที่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลมีความเสียใจ และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชน ด้วยความร่วมมือความอดทนและความเสียสละของประชาชนทั้งหลายทั้งหลายเหล่านี้ทำให้รัฐบาลกองทัพและตำรวจฝ่ายปกครองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถ้าหากจะใช้คำว่าถ้าเปรียบเทียบว่านี่คือการรบประชาชนทำให้ผมรบชนะ ทำให้อธิปไตยของประเทศไม่ถูกคุกคาม ทำให้ดินแดนของแผ่นดินของเราไม่ต้องเสียไปให้กับฝ่ายตรงข้าม  ตรงนี้ในฐานะนายกฯไม่ทราบว่าจะขอบคุณอย่างไร เพราะพวกเรานอกจากจะทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัยแล้ว พวกผมทุกคนในที่นี้ทราบดีมาก การศึก การต่อสู้ความเป็นประเทศไทย ศักดิ์ศรีที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทยก็แพ้ไม่ได้เช่นกัน คำว่าแพ้ไม่เคยปรากฏอยู่ในความรู้สึกส่วนใดของพวกเรา ยิ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนเช่นนี้ทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ไม่ต้องห่วงหัวหน้าพะวงหลัง เราทำหน้าที่ปกป้องอย่างเต็มความสามารถ เพราะรู้ว่าประชาชนปลอดภัยแล้ว เวลาเรามีข้อขัดแย้ง กับใครก็ตาม ถ้าเราในฐานะรัฐไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเราก็จะชนะได้ยากและควบคุมสถานการณ์ได้ยาก” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนจึงขอแสดงความชื่นชมขอขอบคุณและขออภัยในสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่ถูกใจ เสียอารมณ์ เสียความรู้สึกและเสียใจที่พวกท่านได้มีรัฐบาลก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้มีการเยียวยา พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน แต่พวกเราทราบดีว่าเยียวยาเท่าไหร่ถึงจะต่อให้พวกเราไม่สูญเสียอะไร แต่ก็เสียความรู้สึกและเสียกำลังใจ เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้ทำหน้าที่สุดความสามารถ เพื่อจัดงบประมาณมาเยียวยา เพื่อเยาวชนอย่างน้อยก็รู้สึกดี แต่ดีเล็กน้อยไม่ได้ดีใจ แต่ดีที่เห็นว่าอย่างน้อยสิ่งที่พยายามพยายามการมาเยียวยา เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนได้รับการดำเนินการแล้วด้วยการเยียวยาที่นำเงินมาเป็นรายครอบครัว

นายกฯ กล่าวอีกว่าส่วนคนบ้านเรือนเสียหายจะเร่งดำเนินการในส่วนของกระทรวงให้มีงบซ่อมแซมเบื้องต้นที่ 49,000 บาทและในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีมีงบประมาณของท่าน ตามค่าใช้จ่ายจริง เพราะต่อให้คนที่จะมาซ่อมจะประเมินเท่าไหร่เราก็จะมีตัวแทนของกรมโยธาธิการจังหวัดมาร่วมกันและนำค่าใช้จ่ายนั้นมาพูดคุยกับผู้รับเหมาด้วยเพื่อนำเสนอให้รัฐดำเนินการจัดสรรงบประมาณการซ่อมแซมบ้านให้กับประชาชนทุกคน จากที่เห็นสภาพบ้านของประชาชน 3 หลังแล้ว แต่เขายังมีรอยยิ้มให้กับรัฐบาลก็ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร โชคดีมากที่ได้ให้ความร่วมมือในการออกมายังศูนย์อพยพ จากจังหวัดที่จัดเตรียมไว้ให้นึกสภาพรูปแล้วหากประชาชนยังอยู่ในบ้าน ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องเสียใจกันอีกมากเท่าไหร่  ใครจะรบก็รบไป ฝ่ายชำนาญการทำเอกสารต่างๆ ในการเจรจา ทำให้เขายอมรับว่า “ถ้าจะสู้เขาจะเจอแบบนี้ จะเอาหรือไม่ จะถอนหรือไม่ จะถอยไหม”

นายกฯ กล่าวอีกว่า เราทุกคนมีความห่วงใยและปรารถนาดีกับทุกคน ต่อจากนี้ตนจะไปตรวจดูสภาพในพื้นที่เพราะยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ เรื่องที่ต้องให้เกิดความมั่นใจว่าดินแดนของเราได้รับการควบคุมสถานการณ์อย่างเรียบร้อย ต้องไม่ให้เกิดความสูญเสียใดๆ เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะชีวิตของพี่น้องทหารหาญที่คอยตรึงกำลังอยู่ แม้พวกเราจะกลับมาบ้าน ผ่านปีใหม่และจะเข้าช่วงตรุษจีน สงกรานต์ เราขอคำยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคงของประเทศยังคอยดูแลปกป้องอธิปไตย และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนทั้งหลายต้องได้รับความปลอดภัย

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับ อสม. ขอบคุณที่ให้การดูแลด้านสุขภาพเบื้องต้น ในช่วงที่เกิดเหตุ นี่คือกลุ่มคนสำคัญที่คอยดูแลเยียวยาจิตใจ เป็นเพื่อนปลอบขวัญกำลังใจกับประชาชน ตนขอใช้คำเดิม ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน ไม่เคยมอง อสม. เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเท่านั้น ทุกคนมีประสบการณ์เยอะแยะตั้งแต่สมัยโควิด สำหรับตนท่านคือหมอคนแรกของประชาชน ให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปในการดูแลเยียวยาจิตใจ สุขภาพพื้นฐานเบื้องต้นของประชาชน สำหรับองค์กรส่วนท้องถิ่น ขอบคุณที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตนได้รับรายงานมาตลอดว่าท่านทุ่มเทเสียสละ ออกไปดูไปสร้างความมั่นใจ ดูแลพื้นที่ให้ประชาชนที่อพยพออกไปได้รับความสะดวกให้มากที่สุด จำนวนผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. นายกเทศบาลทุกที่ที่ไป ตนมาที่นี่เพราะช่วงที่เกิดเหตุต้องดูทั้งแนว พวกตนต้องไปปักหลักอยู่แถวอีสานใต้มอบหมายให้ฝ่ายกองทัพภาคที่หนึ่งและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดูแลประชาชนตรงนี้อย่างสุดกำลังความสามารถ 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วน ชรบ. ตนรับทราบว่าพวกท่านเฝ้าหมู่บ้าน เฝ้าครัวเรือนบ้านพักอาศัยให้กับประชาชนทุกคน พวกเขาควรได้รับความขอบคุณจากตัวผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอบคุณในความสนับสนุนและความร่วมมือที่พวกท่านทำในนามของรัฐบาลให้กับประชาชนทุกคน จากนี้ไป ขอให้พวกเรามั่นใจว่าท่านจะได้รับความปลอดภัย แต่เราต้องไม่ประมาท “เราไม่ได้ประมาท เรารักสงบ แต่ถ้ามีการรบเมื่อไหร่ เราได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นแล้วว่า พวกเราก็ไม่เคยที่จะถอย ไม่เคยคิดที่จะให้เขาคุกคามเราฝ่ายเดียว ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจใช้ชีวิตจากนี้ไปด้วยความปกติ วางแผนอะไรไว้ก็ทำไป มีปัญหาติดขัดให้แจ้งนายอำเภอ แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด เราจะเข้าดูแลเยียวยาประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับ ชรบ. เราได้มีการจัดสรรงบประมาณลงที่หมู่บ้านละ 5000 บาทต่อเดือน งวดแรกจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม เงินเหล่านี้ไม่ได้ตกอยู่ที่คน แต่เป็นกองทุนสะสมไว้เวลาตั้งด่านจุดตรวจจุดสกัด เป็นค่าอาหารให้เพิ่มเติมขึ้นมา ค่าอุปโภคบริโภคเราเพิ่มงบประมาณให้กับทุกคน ขอให้บริหารจัดการให้ดีไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็จะมาอำนวยความสะดวกให้ภารกิจของท่านได้คล่องตัวมากขึ้น ในส่วนของหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านเราได้มีการจัดสรรงบประมาณ  ที่หมู่บ้านละ 5,000บาทต่อเดือน จากนี้ไปงวดแรกจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนม.ค.นี้ ซึ่งเงินจะไม่ได้ตกไปที่แต่ละคน แต่จะเป็นกองทุนของหมู่บ้าน ซึ่งจะนำไปใช้จ่ายในส่วนรวม ขอให้บริหารจัดการให้ดีแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ก็จะนำมาอำนวยความสะดวกให้ภารกิจของประชาชนมีความคล่องตัวมากขึ้น

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

เริ่มแล้ว! ไทย-สหรัฐฯ เปิดฉาก Cobra Gold 2026 ขน 30 ชาติซ้อมรบไซเบอร์-อวกาศ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

คอบบร้าโกลด์ 2026 สหรัฐ ฉลองครบ 45 ปี และ 250 ปี วันประกาศ อิสรภาพ ตอกย้ำ สัมพันธ์ไทยยืนยาว ด้าน ผบ.ทสส. ย้ำ จุดยืนไทย เป็นมิตรทุกประเทศ รักสงบถึงรบไม่ขลาด

26 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น.ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จังหวัดปทุมธานี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับ นาย ฌอน เค. โอนีลล์ (SEAN K. O’NEILL) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นประธาน แถลงข่าวการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 พร้อมด้วย ผู้แทนกองทัพสหรัฐอเมริกา และผู้แทนกองทัพมิตรประเทศ ที่เข้าร่วมการฝึกฯ 

นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวว่า เรามาที่นี่ในวันนี้เพื่อฉลองการฝึก คอบบ้าโกลด์ 2026  แสดงออกอย่างชัดเจนถึงพันธไมตรีที่ยืนหยัดระหว่างสหรัฐกับราชอาณาจักรไทย ปีนี้เป็นการฝึกพหุภาคีครั้งที่ 45 ร่วมกับกองทัพไทยที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับเรา 

การฝึกคอบบ้าโกลด์ มีมาอย่างยาวนานกว่าการฝึกอื่นๆ มากมาย รวมถึงยาวนานกว่าหลายพันธมิตรอื่น เรามารวมตัวกันในการแถลงข่าวคอบบ้าโกลด์ แต่ตัวคอบบ้าโกลด์ไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นการฝึกที่เน้นการปฏิบัติจริงให้ตรงกับบริบทและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง ส่งผลลัพธ์ที่สําคัญ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ

ทั้งนี้การฝึกคอบบ้าโกลด์ผ่านความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งจากพันธมิตรและภาคี การฝึกนี้เป็นโอกาสในการฝึกอบรมกับสหรัฐและเทคนิคของภาคีเพื่อให้นักรบของเราได้เผชิญภัยคุกคามร่วมกันในต่างประเทศ และสร้างงานในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งที่นี่และที่สหรัฐ

การฝึกนี้ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพผ่านการสร้างความแข็งแกร่ง ช่วยเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติตามธรรมชาติให้กับประชาชนพลเมืองของพวกเราทั้งสองประเทศ รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคตให้คุ้มค่ากับการลงทุนที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการฝึกให้กับสหรัฐและไทยและภาคีที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการฝึกปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกหรือเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบแสดงภาพสถานการณ์ ในสนามรบ

นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวต่อว่า การฝึกคอบบ้าโกลด์ เป็นการเพิ่มพูนขีดความสามารถและศักยภาพในการทํางานร่วมกันในการเพิ่มตระหนักรู้ในมิติต่างๆ และเป็นการเพิ่มความสามารถในการดําเนินการจุดร่วมปฏิบัติการรบ

ปีนี้นอกจากจะเป็นการฉลองฉลองครบ 45 ปีแล้ว ยังเป็นวันครบรอบวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา 250  ปี  สหรัฐเมื่อก่อนนั้นได้ลงนามอิสรภาพในเดือนกรกฎาคม  ในปีนี้ทั้งปีเราจะมีกิจกรรมเฉลิมฉลองทั้งในประเทศสหรัฐ ประเทศไทยและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมความร่วมมืออันดีกับประเทศไทยและภาคีต่างๆ ทั่วโลก และเน้นย้ําถึงความเป็นเลิศและประวัติศาสตร์ยาวนานของสหรัฐ  และไม่ใช่แค่อดีตที่ผ่านมา แต่เป็นการเปิดประตูสู่อนาคตที่สดใสร่วมกัน ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ เราจะร่วมกันสานต่อความสัมพันธ์ภาคีกับพันธมิตรทั่วโลก ส่งเสริมนวัตกรรมและก้าวสู่ยุคใหม่แห่งบทบาททางการทูต รวมถึงมุ่งมั่นสู่อีก 250 ปีอันยาวนานร่วมกัน 

ดังนั้นการฝึกคอบบ้าโกลด์ จะมีการมุ่งย้ําการฝึกปฏิบัติและมุ่งเน้นการเป็นเลิศในการปฏิบัติการให้เหมือนกับความเป็นเลิศการปฏิบัติระหว่างไทยกับสหรัฐ  

ด้าน พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า สหรัฐเป็นมิตรประเทศที่ดีของไทยมาอย่างยาวนานการฝึกร่วมผสมคอบบ้าโกลด์ จึงไม่ใช่เพียงแค่การฝึกทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคของเราเป็นเวทีที่สําคัญที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ร่วมกันสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงผ่านกองกําลังเฉพาะกิจร่วมผสมเพื่อดําเนินการต่อภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่จะเกิดขึ้น 

สําหรับการฝึกในครั้งนี้ เน้นขีดความสามารถทางทหารในการปฏิบัติการร่วมผสมในทุกมิติ ครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมมิติทางบกทางทะเลและทางอากาศ ห้วงอวกาศ และไซเบอร์ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

ในห้วง 2-3 ปีมานี้ ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กำลังเผชิญกับความท้าทายความมั่นคงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ไซเบอร์ สแกมเมอร์ และภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อวกาศได้กลายเป็นมิติสนามรบสมัยใหม่ในปีนี้ เรามีความก้าวหน้าอันสำคัญ ด้วยการบูรณาการมิติใหม่ของความมั่นคง คือการปฏิบัติการทางอวกาศเชิงรุก ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นจริงของสนามรบสมัยใหม่ ที่เป็น พื้นที่ปฏิบัติการที่สำคัญดาวเทียมวงโคจรได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่ปฏิบัติการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในการฝึกปฏิบัติการไซเบอร์.ตระหนักดีว่าภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของความมั่นคงทางทหาร แต่เพียงอย่างเดียว แต่กระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ระบบการเงิน การธนาคารที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ หากถูกโจมตี ความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารของเราจะถูกทําลายเราจึงเป็นก้าวสําคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงในเรื่องต่างๆ

เราให้ความสําคัญกับการปฏิบัติการทางมนุษยธรรมจากภัยธรรมชาติ ดังปรากฏในประเทศไทยและภูมิภาคของโลก ที่เผชิญกับวิกฤตภัยธรรมชาติที่ยืดเยื้อ สิ่งเหล่านี้เตือนใจว่าความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การป้องกันดินแดนเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการตอบสนองต่อ พยานอันตรายหลากหลายและซับซ้อน กองทัพที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธทันสมัยอย่างเดียว แต่กองทัพที่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติสามารถบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัยให้ความช่วยเหลือกับผู้คนได้ทันท่วงที

การฝึกร่วมไปสู่ความปรากฎไม่ใช่การฝึกทางทหาร แต่เป็นแพลตฟอร์มการร่วมระดับภูมิภาคที่จะสร้างคุณค่าหลักได้ใน 4 ด้าน

1.ความพร้อมด้านการปฏิบัติการร่วมในโลกที่เชื่อมโยงกันเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติในประเทศใด จะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นได้ จึงไม่มีประเทศใด สามารถรับมือวิกฤติ ตามลําพัง การฝึกนี้จะช่วยให้กองทัพไทยเข้าใจระบบการทํางานวิธีการสื่อสารและวัฒนธรรมองค์กรของมิตรประเทศและหุ้นส่วน เพื่อให้สามารถปฏิบัติการร่วมกันอย่างราบรื่นเมื่อเกิดวิกฤติจริง

2.ความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือ เราสามารถฝึกสถานการณ์จําลองได้หลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การปฏิบัติการทางมนุษยธรรม ไปจนถึงการรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงภัยแบบไฮบริด การฝึกนี้จะเสริมสร้างความสามารถกําลังพลให้พร้อมรับมือสถานการณ์

3.หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ นโยบายของประเทศไทยชัดเจน เป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เป็นศัตรูกับไทย การฝึกคอบร้าโกลด์สะท้อนถึงหลักการนี้ โดยเปิดกว้างให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมการฝึก ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใคร แต่มุ่งสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นร่วมกัน

4.การพัฒนาที่ยั่งยืน ดํารงกิจกรรมด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปรับปรุงอาคารโรงเรียนหรือการให้บริการทางการแพทย์ นี่คือการเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนา เพราะความมั่นคงที่แท้จริง ต้องตึงจากประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เชื่อมั่นว่าในอนาคตเมื่อภูมิภาคนี้ผจญภัยคุกคามรากฐานที่เราสร้างขึ้นผ่านการฝึกวิ่งผสมคอบบร้าโกลด์ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติเหล่านั้นไปได้ ความร่วมมือยังคงมีความเข้มแข็งกว่าความขัดแย้ง การฝึกนี้พิสูจน์ว่าประเทศต่างๆ สามารถทํางานร่วมกันเพื่อเป้าหมายที่สูงส่งคือสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค 

ขอย้ําว่าประเทศไทยเป็นชาติที่รักสงบ แต่ถึงรบก็ไม่ขลาด เราพร้อมอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อรักษาสันติภาพ ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง ความมั่นคงของประชาชน และสนับสนุนเสถียรภาพของภูมิภาค

ผบ.ทหารสูงสุด ยังกล่าวถึง จุดเริ่มต้นการฝึกคอบร้าโกลด์ ว่า มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐ ในการพัฒนาแนวความคิดในการฝึกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นกําหนดหัวข้อวงที่จะทําการฝึก ซึ่งสอดคล้องกับบริบทแนวโน้มของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในปีนี้ 

ในส่วนปฏิบัติการทางทหาร.ตนอยากเน้นย้ํา การฝึกใช้อาวุธยิงที่แข็งแกร่ง พัฒนาขีดความสามารถทักษะความชํานาญและองค์ความรู้ให้กับกําลังพลที่เข้าร่วมการฝึก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและสอดคล้องสภาวะแวดล้อม

การฝึกการยุทธ์ หรือ การฝึก สะเทือนน้ําสะเทือนบก เรามีการฝึกมาตั้งแต่ครั้งแรก.แต่สิ่งที่เพิ่มเติมความสําคัญการฝึกกันต่อต้านการโจมตีจากชายฝั่งหรือการต่อต้านการยุทธ์สะเทื้อนน้ําสะเทื้อนบกซึ่งมีความสําคัญ พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะความชํานาญ

โดยปีนี้เราปรับปรุง การฝึกเพิ่มเติมตามสถานการณ์จริง เป็นการร่วมการฝึกปฏิบัติการทางทหาร และการฝึกบัญชาการในการอํานวยปฏิบัติการในพื้นที่เดียวกันเพื่ออํานวยการปฏิบัติในภาพจริง เช่น ยิงอาวุธระยะไกล การโจมตีการใช้อาวุธทางทะเล หรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นสิ่งนํามาเชื่อมโยงกัน ดังนั้นจึงเกิดความสมจริงสมจังและนําไปต่อยอด รับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การฝึกเราได้องค์ความรู้และประสบการณ์ สิ่งที่เราทําเองของกองทัพไทยนําองค์ความรู้และประสบการณ์นั้นมาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ของกองทัพไทย มองว่าสําคัญกว่า

ด้าน CAPT Hugh E.Winkel จัสแมกไทย กล่าวว่า  สิ่งที่เขาจะเพิ่มเติมไฮไลท์ทางไทยและสหรัฐ มุ่งมั่นที่จะเพิ่มการฝึกคอบบร้าโกลด์ให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปฝึกเพิ่มเติม เพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งอวกาศและไซเบอร์ ความสามารถในการที่จะรับมือสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงของอวกาศและไซเบอร์จะทําให้เรารับมือภัยต่อความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่21และแน่นอนว่าการที่ไทยและสหรัฐร่วมมือกันตลอดจนเป็นหุ้นส่วนในนานาประเทศนั้นจะนํามาซึ่งความเข้าใจยิ่งขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ นํามาซึ่งขีดความสามารถและศักยภาพเพิ่มสูงขึ้นและความปลอดภัยของภูมิภาค ทําให้อินโด-แปซิฟิกของเรานั้นปลอดภัยยิ่งขึ้นและมั่งคั่งยิ่งขึ้น

สำหรับการฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกร่วมผสมแบบพหุภาคีระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศ ในปีนี้ เป็นปีที่ 45 (Heavy Year) มีประวัติยาวนานที่สุดการฝึกหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกองทัพไทยและกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย ประเทศร่วมการฝึกเพิ่มเติม จำนวน 3 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย และออสเตรเลีย 

สำหรับกลุ่มประเทศที่หมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ ประเทศในโครงการเสนาธิการผสม ส่วนเพิ่มนานาชาติ หรือ MPAT (Multinational Planning Augmentation Team) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนาดา ฟิจิ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการสังเกตการณ์ การฝึก (Combined Observer Liaison Team : COLT) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน เยอรมนี จอร์แดน ลาว เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย สวีเดน ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 30 ประเทศ จำนวนผู้เข้าร่วมการฝึกฯ มากกว่า 8,000 นาย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศที่เข้าร่วมการฝึกฯ และพัฒนาขีดความสามารถทางทหารด้านการอำนวยการยุทธ์ร่วม และยุทธ์ผสม เชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน ดำเนินการฝึกการปฏิบัติการร่วม/ผสมในทุกมิติ (Combined Joint All Domain Operations : CJADO) โดยครอบคลุมการปฏิบัติการร่วม ทั้งมิติทางบก มิติทางทะเล และมิติทางอากาศ มิติห้วงอวกาศ (Space) และมิติทางไซเบอร์ (Cyber) โดยกำหนดการฝึกหลัก ระหว่างวันที่ 18 กุมภาพัน

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

'ณัฐพงษ์'เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่  กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ กล่อมหากไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม กาส้มสองใบ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ณัฐพงษ์’เดินสายรอบเมืองคอน-กระบี่ ชวนคิดถ้าเลือกคนเก่าแล้วเขาจะไปโหวตให้ใครเป็นนายก ชี้ถ้าไม่อยากได้รัฐบาลแบบเดิม-อยากได้’เท้ง’เป็นนายกฯ แบ่งใจไม่ได้เด็ดขาด ต้องกาส้มทั้งสองใบเท่านั้น

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 ที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช และผู้สมัคร สส.กระบี่ พรรคประชาชน 

กิจกรรมหาเสียงในวันนี้เริ่มต้นด้วยการเปิดเวทีปราศรัยในช่วงสาย ที่บริเวณสวนขวัญ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ร่วมกับ นายปกรณ์ อารีกุล ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปร่วมพบปะกับตัวแทนหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นจึงเดินทางไปร่วมเปิดเวทีปราศรัยกับ สมโชติ มีชนะ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 5 เบอร์ 1 พรรคประชาชน ที่ อ.ทุ่งสง ก่อนที่จะร่วมขบวนแห่หาเสียงไปรอบเทศบาลตำบลท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ และเปิดเวทีปราศรัยที่หน้าตลาดขวัญนรา ร่วมกับ นายพุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 เบอร์ 7 พรรคประชาชน

จากนั้นในช่วงเย็น นายณัฐพงษ์ได้เดินทางสู่ จ.กระบี่ ขึ้นรถแห่หาเสียงไปรอบเทศบาลเมืองกระบี่ พร้อมเดินตลาดพบปะประชาชนและแจกแผ่นพับแนะนำตัวผู้สมัคร ก่อนเปิดเวทีปราศรัยที่ลานปฏิมากรรมไม้มะหาด ร่วมกับ นายธนวัช ภูเก้าล้วน ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 1 เบอร์ 3 พรรคประชาชน, รัตนภรณ์ ณ นคร ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 2 เบอร์ 5 พรรคประชาชน และ ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 3 เบอร์ 2 พรรคประชาชน

ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายณัฐพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมามีคนบอกว่าเกิดเป็นพรรคส้มต้องอดทน เพราะการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำค่าไฟให้ถูกลงก็โดนฟ้องร้อง อยากทำการเมืองให้ดี อยากปราบปรามทุนสีเทาก็โดนฟ้องร้อง แค่ตั้งใจทำงานการเมืองให้ดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะการเมืองประเทศไทยแบบที่ผ่านมามีแต่เรื่องสีเทา มีแต่การเอารัดเอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อย มีแต่การกระจุกอำนาจและงบประมาณไว้อยู่กับคนไม่กี่คน กดทับการพัฒนาประเทศ และที่ผ่านมามีเพียงพรรคประชาชนที่จุดยืนมั่นคง พูดอย่างไรรักษาคำพูดแบบนั้น ไม่เคยเอาเงินซื้อตัว สส. ย้ายค่ายเพื่อหวังเอาจำนวน สส. ไปต่อรองและเก้าอี้รัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

พรรคประชาชนมีวิธีการทำงานการเมืองที่เปิดกว้าง ให้ทุกคนที่อยากร่วมเดินทางผ่านอุดมการณ์ที่เหมือนกัน ที่ผ่านมามีแต่คนบอกว่าฐานเสียงภาคใต้นั้นเจาะยาก แต่ถ้าจะเจาะให้ได้ประชาชนต้องเลือก สส. เขตให้ครบทุกเขตด้วย เพราะคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ประชาชนโดยตรง แต่คือ สส. ที่จะไปเลือกในสภา และหากดูผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจะเห็นส่วนต่างอยู่เยอะ ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคยมอบคะแนนบัญชีรายชื่อให้มากกว่าผู้สมัครเขต ดังนั้น รอบนี้ต้องการสองใบเท่านั้น ถึงจะได้นายกรัฐมนตรีคนนี้ไปทำหน้าที่

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ใครรู้จักญาติและเพื่อนพี่น้องที่อาจยังลังเลหรือยังเลือกคนเดิม อยากให้ทุกคนลองมองดูว่าคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาที่ผ่านมามีประวัติในการร่วมงานการเมืองกับพรรคใดมาบ้าง แล้วคนเหล่านั้นถึงเวลาหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไปโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่อยากได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิมที่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งสัญญากับประชาชนทุกอย่าง แต่พอเข้าไปมีอำนาจก็แทบไม่เคยทำตามคำที่สัญญาเอาไว้ เรื่องสีเทาก็เห็นกันอยู่ว่าใครมีประวัติบ้าง แต่ก็ยังเห็นแก่พวกพ้องและผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าความถูกต้อง ได้รับการละเว้นการลงโทษอยู่ร่ำไป

ถ้าไม่อยากเห็นการเมืองไทยเป็นแบบนี้ ตนขอชวนให้ทุกคนร่วมกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติช่วยกันบอกต่อ ครั้งนี้อย่างไรก็ต้องกาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบ ตนยืนยันได้ว่าผู้สมัคร สส. ที่ยืนอยู่ข้างหลังตนทุกคนอาสาเข้ามาทำงานการเมืองในฐานะคนธรรมดา แม้จะมีคนบอกว่าวัฒนธรรมของคนใต้คือความอยากเลือก “นายหัว” แต่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนเป็นคนธรรมดาที่มองเห็นทุกคนเท่ากัน ทุกคนอยากเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน ต้องขอฝากทุกคนช่วยกันเป็นแรงใจให้ผู้สมัครทุกคนด้วย ยังมีหลายอย่างที่เราอยากทำงานร่วมกัน แต่จุดเริ่มต้นที่จะทำให้พรรคประชาชนไปต่อได้ ไปพัฒนาประเทศได้ ก็คือการส่ง สส. เขตเข้าไปนั่งในสภาให้มากที่สุด

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ทุกคนบอกว่าพรรคนี้หวังสูงเกินไป สมัยเป็นพรรคก้าวไกลก็บอกอีกว่าหวังสูงเกินไป ครั้งนี้ก็มีคนบอกอีกว่าหวังสูงเกินไป ไม่ได้เป็นรัฐบาลหรอก แต่ทุกครั้งที่เราหวังสูงเกินไปเราไม่เคยผิดหวัง ครั้งนี้ไม่ผิดหวังได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่ขออย่างเดียวคือขอให้ทุกคนช่วยกันบอกต่อเยอะๆ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้พบกันที่คูหา ช่วยกันเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ปกป้องคะแนนเสียของตัวเอง ช่วยกันเฝ้าหีบเลือกตั้งด้วย
 

บิ๊กป้อม บุกร้านลูกโต้งชลวัว น็อต วรฤทธิ์ ร่วมต้อนรับ-ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

บิ๊กป้อม บุกร้านลูกโต้งชลวัว น็อต วรฤทธิ์ ร่วมต้อนรับ-ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

บิ๊กป้อม บุกร้านลูกโต้งชลวัว น็อต วรฤทธิ์ ร่วมต้อนรับ-ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

“บิ๊กป้อม”บุกร้านลูกโต้งชลวัว กินก๋วยเตี๋ยวร้าน”น็อต วรฤทธิ์” ไร้ดราม่าการเมือง ด้าน”วัฒนา”ผู้สมัคร สส.พปชร.ชู”บางนา-พระโขนง”ยกเป็นเขตปกครองพิเศษ ย้ำพรรคต้นตำรับ”คนละครึ่ง” ยันไม่แก้ รธน.

เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 26 มกราคม 2569 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 23 บางนา-พระโขนง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร่วมรับประทานก๋วยเตี๋ยวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว “ลูกโต้งชลวัว” บางนา-ตราด ซอย 23 ของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ ดาราพิธีกรชื่อดัง ซึ่งมีพี่น้องประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีการพูดคุยหรือสอบถามถึงเรื่องดราม่าทางการเมืองของ น็อต วรฤทธิ์ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแต่อย่างไร มีเพียง น็อต วรฤทธิ์ ออกมาต้อนรับและบริการคณะ พล.อ.ประวิตร ด้วยความเป็นกันเอง รวมทั้ง น็อต วรฤทธิ์ ยังขอร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย

นายวัฒนา กล่าวภายหลังร่วมรับประทานก๋วยเตี่ยวกับ พล.อ.ประวิตร ว่า ท่าน พล.อ.ประวิตร ให้กำลังใจในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ นายวัฒนา เน้นว่า ตนเป็นคนในพื้นที่นี้มาตั้งแต่เกิด แม่เป็นคนบางนา พ่อเป็นคนพระโขนง เราอยู่ที่นี่มา 3 ชั่วอายุคนแล้ว คราวนี้กลับมาเพื่อต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่บางนา – พระโขนง เป็นที่เดียวที่มีรถไฟฟ้า 2 สาย ขนานกันอยู่แล้ว ระยะทาง 3 กิโลเมตร ซึ่งอยากให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมได้ร่วมกันพัฒนายกระดับเป็นลักษณะ “เขตปกครองพิเศษ” ที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งผู้อยู่อาศัยเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูงเพื่อทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

นายวัฒนา กล่าวต่อว่า พรรคพลังประชารัฐยังเน้นเรื่องความมั่นคงและการปกป้องสถาบันหลักชาติ และเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์ของนายทุนพรรค ขณะเดียวกันเป็นพรรคที่ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง ที่เป็นนโยบายที่ดีแน่นอน เพราะแม้แต่ นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็ยังนำไช้

อย่างไรก็ตาม เรื่องรัฐธรรมนูญ นายวัฒนา ย้ำจุดยืนพรรคพลังประชารัฐ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ ยอมรับรัฐธรรมนูญสามารถแก้ได้แต่ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ

“มีนักการเมืองบอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ยาก ก็แน่นอนรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใช้ปกครองประเทศก็ต้องแก้ยากเป็นธรรมดา แต่การระบุว่า จะทั้งฉบับโดยไม่รู้จะแก้ตรงไหนบ้าง มันก็ช่วยไม่ได้ที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวง” นายวัฒนา กล่าว

– 006

เกม พงศ์พล ผู้สมัคร สส.ปชป.ลุยหาเสียงเขต7 กทม. ชูแนวคิดของคนรุ่นใหม่

เกม พงศ์พล ผู้สมัคร สส.ปชป.ลุยหาเสียงเขต7 กทม. ชูแนวคิดของคนรุ่นใหม่

เกม พงศ์พล ผู้สมัคร สส.ปชป.ลุยหาเสียงเขต7 กทม. ชูแนวคิดของคนรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา  บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ในช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปอย่างคึกคัก  โดยนายพงศ์พล เตมีย์  หรือ เกม ผู้สมัคร สส.หมายเลข 1 เขต 7 กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ลงพื้นที่หาเสียงตลอดทั้งวัน  โดยพบปะประชาชนตามชุมชน บ้านเรือน พร้อมขึ้นรถแห่ไปตามจุดต่างๆภายในถึงหมู่บ้าน    และตลาดเตาปูน ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น เนื่องจากที่เป็นพื้นที่ที่คุ้นเคย โดยมีกาย น้องชาย ร่วมลงพื้นที่ด้วย

นายพงศ์พล กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะตนและน้องชายคุ้นเคย และผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อเป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จากการทำงานช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กยันหนุ่ม

“มีพี่น้องทุกวัยจำนวนมากให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นหลายคนเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจทำเอาผมรู้สึกปลื้มใจ สะท้อนความรู้สึกว่าเด็กตัวเล็กในชุมชนวันนั้น วันนี้เติบโตกลับมาเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน เพื่อตั้งใจจะช่วยเหลือและต้องการจะขอพัฒนาถิ่นเก่าตนเอง ภาพดังกล่าวสร้างรอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกผูกพันให้กับคนในพื้นที่ตลอดการลงพื้นที่”นายพงศ์พล กล่าว

ทั้งนี้ การลงพื้นทุกครั้งได้สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างครอบครัวกับชุมชน และตอกย้ำแนวคิดว่าการเมืองที่ดี ต้องเริ่มจากความเข้าใจพื้นที่ การรับฟังปัญหาจากชีวิตจริงจากประชาชนทุกระดับเฉพาะที่ยังขาดโอกาส ถ้าประชาธิปัตย์ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ตนขอขันอาสานำความทันสมัยจากความคิดคนรุ่นใหม่ๆที่พรรคให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสการเมือง

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เข้มคัดกรองผู้โดยสารสนามบิน

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เข้มคัดกรองผู้โดยสารสนามบิน

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เข้มคัดกรองผู้โดยสารสนามบิน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

‘นายกฯ’สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

โฆษกฯ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด” นายสิริพงศ์กล่าว 

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

ชูความสำเร็จทีมไทยแลนด์ เอกนิติ-ศุภจี เตรียมแถลงผลประชุม WEF 2026

ชูความสำเร็จทีมไทยแลนด์ เอกนิติ-ศุภจี เตรียมแถลงผลประชุม WEF 2026

ชูความสำเร็จทีมไทยแลนด์ เอกนิติ-ศุภจี เตรียมแถลงผลประชุม WEF 2026

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“โฆษกรัฐบาล”เผย”เอกนิติ-ศุภจี”เตรียมแถลงผลประชุม WEF 2026 ชูความสำเร็จทีมไทยแลนด์ ยกระดับบทบาทไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนนานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.69) ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 23 ม.ค.69 โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมแถลงด้วยตนเอง เพื่อรายงานผลการดำเนินภารกิจและความสำเร็จจากการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก โดยได้มอบหมายให้ทีมไทยแลนด์ นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมการประชุม WEF 2026 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ และสะท้อนบทบาทของไทยในเวทีผู้นำโลก รวมถึงการหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อต่อยอดสู่การลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังบรรลุเป้าหมายสำคัญจากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ โดยนายเอกนิติ ระบุถึงผลลัพธ์ 3 ประการ ได้แก่ (1) การตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค (2) การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อผลักดันการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกในอนาคต และ (3) การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF – World Bank Annual Meetings 2026* ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลกและบทบาทการเป็นผู้นำของอาเซียน

สำหรับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีฯ ได้เข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ “Recoding Trade” เพื่อนำเสนอบทบาทของอาเซียนภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานการเจรจา โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนการพบปะหารือกับรัฐมนตรีการค้าจากประเทศต่างๆ อาทิ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“การแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ จะเป็นการนำเสนอภาพรวมผลสำเร็จและทิศทางการขับเคลื่อนในอนาคตของประเทศไทย ทั้งในมิติการดึงดูดการลงทุน การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาค อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างยั่งยืน และประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนในระยะยาว” นายสิริพงศ์ กล่าว

ผบ.สูงสุด เผย เตีย บัญ ส่งสัญญาณสงบศึก ชี้ต้องดูพฤติกรรม ยังไม่ไว้ใจ

ผบ.สูงสุด เผย เตีย บัญ ส่งสัญญาณสงบศึก ชี้ต้องดูพฤติกรรม ยังไม่ไว้ใจ

ผบ.สูงสุด เผย เตีย บัญ ส่งสัญญาณสงบศึก ชี้ต้องดูพฤติกรรม ยังไม่ไว้ใจ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ผบ.ทสส. แจง เตีย บัญ ส่งสัญญาณสงบศึก ขอดูพฤกรรม ยังไม่ไว้ใจ เตือนส่งทหารกัมพูชาส่องหน้าแนวทหารไทย อย่าทำ ให้โมโห-ตกใจ 

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึง การฝึกคอบร้าโกลด์ปีนี้ ไม่มีประเทศกัมพูชาเข้าร่วมว่า เป็นจังหวะพอดี เนื่องจากครบรอบไปแล้ว และเราก็ต้องเปลี่ยนให้ประเทศอื่นเข้ามา

เมื่อถามว่าตามหลักการหลังสู้รบ เราต้องระงับความสัมพันธ์ด้านการทหารกับกัมพูชาใช่หรือไม่ พลเอก อุกฤษฎ์  กล่าวว่า เวลายังไม่เหมาะสม หากถึงเวลาเหมาะสมแล้วค่อยว่ากันใหม่ ก็เข้าใจได้ ในห้วงนี้ก็ต้องเป็นเช่นนี้ มีหยุดพักกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าพักแล้ว จะพักยาว ขึ้นอยู่ กับท่าทีและพฤติกรรม หากมีเจตนา จริงจัง มีความร่วมมือและแก้ไขปัญหา ต้องตบมือกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่าพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชา ในปัจจุบันโอเคแล้วหรือไม่ พลเอก อุกฤษฎ์  กล่าวว่า ก็ดีขึ้น แต่ต้องดูให้ละเอียด อย่าเพิ่งไว้ใจอะไรเลย 

ส่วนกรณี ที่มีคลิปเผยแพร่ทหารกัมพูชาเข้ามายั่วยุ หน้าแนวทหารของฝ่ายไทย จนถูกมองว่าเป็นสัญญาณรอบที่สาม พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวว่า อย่าไปมองอย่างนั้น ต้องเข้าใจว่าสถานการณ์หลังจากหยุดยิงก็มีการวางกำลัง และวางระบบเครื่องกีดขวาง ต่างฝ่ายต่างดำเนินการ เมื่อเริ่มนิ่งฝ่ายกัมพูชาก็จะเข้ามาดู ศึกษาตรวจสอบ ถือเป็นพฤติกรรมปกติ พัฒนาการ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของทหารหน้าแนว เพียงแต่ว่าในขณะที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่มีไปทําพฤติกรรมใดๆ ยั่วยุ ซึ่งมี2กรณีคืออย่าให้โมโหและอย่าให้ตกใจ 

” ซึ่งต้องดูท่าที ถ้ามาไม่ดีทหารไทยตกใจง่าย ถ้าท่าทีดีก็ตกใจยาก ไม่ต้องกลัวการตกใจต้องมองหลายอย่าง”

เมื่อถามว่า การปล่อยเฟคนิวส์และบิดเบือนข้อมูลบางครั้งลามปาม ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ได้มีการพูดคุยและกําชับทหารหน้าแนวอย่างไรบ้าง พลเอก อุกฤษฎ์  กล่าวว่า เรามีการพูดคุยกันทุกส่วน แต่ไม่ขอลงรายละเอียดซึ่งมิติด้านความสัมพันธ์ด้านการทูต ข่าวสาร การทหารและเศรษฐกิจ เราเดินไปทุกเรื่องพร้อมกัน หลังจากนี้เราเตรียมการไว้แล้ว เรื่องการพูดคุยหารือในระดับกองทัพไทย รวมถึงเหล่าทัพ ว่าจะทําข้อเสนออย่างไรต่อไปในอนาคต ช่วงนี้ควบคุมสถานการณ์รักษาระดับ บนพื้นฐานเราพร้อมทุกกรณี จะไปซ้ายหรือขวา ดําเนินการได้หมด 

เมื่อถามถึงกรณี พลเอก เตีย บัญ ได้ประสานมายังฝั่งไทย ยุติสงบศึก พลเอก อุกฤษฎ์  กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดให้ดี เพราะนอกจากการส่งสัญญาณ การพูดคุยเจรจาเป็นข้อความมาแล้ว ที่สำคัญก็คือพฤติกรรม พฤติการณ์ ทุกอย่างต้องประเมินในองค์รวม เราควรจะเชื่ออย่างไร เพราะทุกอย่างเป็นสมมติฐาน เราไม่สามารถเข้าไปดูได้ว่าแท้จริงแล้ว เป็นอย่างไร เราต้องพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่าง และตั้งสมมติฐานของเรา หากตั้งสมมุติฐานถูกก็เตรียมการถูก หากตั้งสมมติฐานผิดก็ต้องแก้ไข ดังนั้นจึงต้องเตรียมไว้ทุกกรณี ซึ่งไม่แน่นอนเราอาจจะตั้งสมมติฐานคลาดเคลื่อนไปก็ได้ แต่ก็ต้องเตรียมแผนรองรับ อย่าไปบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปได้หมด

เมื่อถามถึงกรณีทหารกัมพูชาเข้ามาประชิดชายแดน พลเอก อุกฤษฎ์  กล่าวว่า ตนไม่ได้มองว่าเป็นการปรับกําลัง เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมหลังจากที่เขาเห็นสภาพการวางกําลังของฝ่ายไทย ก็จะเริ่มพัฒนาการปฏิบัติในระดับหน้าแนว เป็นการปรับสภาพการวางกําลังให้สอดรับกับการวางกําลังของทหารไทย 

ยศชนัน บุกถิ่นบุรีรัมย์ ลั่นไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน

ยศชนัน บุกถิ่นบุรีรัมย์ ลั่นไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน

ยศชนัน บุกถิ่นบุรีรัมย์ ลั่นไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

‘ยศชนัน’บุกถิ่นบุรีรัมย์ควง’ใหม่ ไอน้ำ’หาเสียง ลั่น’ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะแผ่นดินนี้เป็นของคนไทยทุกคน’ มั่นใจนโยบายแก้หนี้-เกษตร โดนใจชาวบ้าน มองคนร้อง’เศรษฐีเงินล้าน’เป็นสิทธิ์ทำได้ แต่ต้องดูทุกพรรค

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 เวลา 12.40 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียง เริ่มจากเดินทางไปสักการะ “พระเจ้าใหญ่” ณ วัดหงษ์ เพื่อเป็นสิริมงคล คนบุรีรัมย์ให้กำลังใจและขอเซลฟี่เป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 5 ของ นายใหม่ สุขเดชะ (ใหม่ ไอน้ำ) ผู้สมัคร สส. บุรีรัมย์ เขต 5 เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย

นานยศชนัน พร้อมนายใหม่ ได้ขึ้นรถแห่เดินทางไปยังตลาดพุทไธสง เพื่อพบปะประชาชน ตลอดเส้นทางได้ผลัดกันปราศรัยเสนอนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย และทักทายชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง มีประชาชนออกมาโบกมือทักทาย ให้กำลังใจ บางส่วนได้เดินตามขบวนรถแห่มาจนถึงตลาด และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนนำพวงมาลัยมามอบให้ แม่ค้าขายผลไม้มอบ “ส้มจิ๊ด” ให้นายยศชนันด้วย

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลในการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) และโอกาสในการปักธง สส. ว่า ตนคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของถิ่น นี่คือแผ่นดินไทย ในการเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ตนตั้งใจมาสื่อสารนโยบายกับพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าคนไทยให้โอกาสกันเสมอ ไม่มองว่าใครเป็นคนของใคร แต่จะตัดสินกันที่นโยบาย

“ประชาชนกำลังรอนโยบายอยู่ ทั้งเรื่องการแก้หนี้นอกระบบ การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% รวมถึงเรื่อง 30 บาท AI และการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมทุกที่” นายยศชนันกล่าว

เมื่อถามประเด็นนโยบายเศรษฐีเงินล้าน เริ่มมีนักร้อง ไปยื่นร้องเรื่องนี้แล้ว นายยศชนันกล่าวว่า ควรเป็นสิทธิ์ของทุกท่านอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้หากมีการยื่นร้องก็ต้องดูของทุกพรรค ขอเน้นย้ำว่า เรามีแนวทางของเราชัดเจน และอยากจะขอความเป็นธรรม หากเรื่องนี้เราคิดมาอย่างรอบคอบ ก็ขอให้มองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่เราพยายามผลักดันทั้งระบบ พยายามผลักดันเรื่องของรัฐบาลดิจิทัลให้สำเร็จ และนี่คือหนึ่งในกลไกที่เราพยายามจะให้ทุกคนเข้าสู่ระบบอย่างเต็มใจ

จากนั้น นายยศชนัน และคณะ เดินทางต่อไปยัง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา เพื่อขึ้นเวทีปราศรัย และมีกำหนดการลงพื้นที่ภาคใต้ในช่วงกลางสัปดาห์นี้

สำหรับผู้สมัคร สส. บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย เขต 1 นายพีรภัทร ทองธีรสกุล เบอร์ 2, เขต2 นายปรัญชญา ตรีกาญจนา เบอร์ 3, เขต 3 นายทรงพล ทะรารัมย์ เบอร์ 5, เขต 4 นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร เบอร์ 5, เขต 5 นายใหม่ สุขะเดชะ เบอร์ 1, เขต 6 นายประยูร เพ็งจันทร์ เบอร์ 1 , เขต 7 นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย เบอร์ 3, เขต 8 นายวินัย จี เบอร์ 7, เขต 9 นายต่อพงษ์ จีนใจน้ำ เบอร์ 6, และ เขต 10 นายจำรัส เวียงสงค์ เบอร์ 1