กกต.ออกหน้าแจง จับซื้อเสียงไม่ได้ เหตุระบบอุปถัมภ์ สู้คดีต้องเปิดหน้า

กกต.ออกหน้าแจง  จับซื้อเสียงไม่ได้  เหตุระบบอุปถัมภ์  สู้คดีต้องเปิดหน้า

กกต.ออกหน้าแจง จับซื้อเสียงไม่ได้ เหตุระบบอุปถัมภ์ สู้คดีต้องเปิดหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาฯกกต.แจงยิบทำไมกกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ระบุนอกจากระบบอุปถัมภ์แล้ว การพิจารณาคดีในศาลที่พยานต้องเปิดหน้า ทำให้ถูกข่มขู่ไม่ปลอดภัย นำมาสู่การกลับคำให้การ ขณะที่การรับฟังพยานหลักฐานต้องปราศจากข้อสงสัย สวนทางกฎหมายกกต.ที่ใช้หลักฐานอันควรเชื่อ ทำให้ฝ่ายการเมืองต้องสู้ให้ชนะเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยสู้คดีตอนมีตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25มกราคม2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเรื่อง”ทำไม กกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ระบุว่า ทำไม กกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้…ทุกการเลือกตั้งประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานคู่กับการเลือกตั้ง คือ การซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำไมเมื่อรู้ว่าคนที่จะซื้อเสียง ยังไงก็ไม่พ้นไปจากผู้สมัครหรือหัวคะแนน ทำไม กกต.จับมาลงโทษไม่ได้ สาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้มีปัจจัยอยู่หลายประการ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง เป็นต้น

กระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง วันนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งและสำคัญอย่างยิ่งในการ ที่ กกต.นำผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญออกแบบใว้ กล่าวคือ

1.กระบวนการพิจารณา คดีเลือกตั้งจะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีทั่วไป ที่ให้คู่ความคือ โจทก์และจำเลย มาต่อสู้ในศาลแบบเผชิญหน้าต่อกัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานเกรงกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง (ในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. สำนักงานจะปกปิดพยานไม่ทราบว่าเป็นใคร จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว) จึงไม่มาเป็นพยานหรือถ้าม่เป็นพยานก็จะกลับคำให้การเป็นส่วนมาก 2.มาตรฐานการรับฟังพยาน การรับฟังพยานในคดีเลือกตั้งจะรับฟังเพียงว่า “มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า” เพื่อประโยชน์แห่งสารณะก็จะเอาจากสนาม ต่างจากมาตราฐานในคดีอาญา(ในคดีเลือกตั้งมีความผิดอาญารวมอยู่ด้วย) ต้องรับฟัง “จนปราศจากข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยก็ยกประโยชน์ให้จำเลยคือ ยกฟ้องมันจึงเป็นความแตกต่างในเชิงหลักการในเรื่องเดียวกันเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาล

3.ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของพยาน ด้วยกระบวนการพิจารณาตามข้อ 1.ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จำเลย และพยานต้องเผชิญหน้ากันในศาล และมีทนายคอยซักค้าน ประกอบกับหากจำเลยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แล้วมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแคบๆ พยานอาจย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีผู้มาเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง หรือเมื่อมาเป็นพยานแล้วพอถึงชั้นดำเนินคดีในศาลส่วนมากก็จะกลับคำให้การ ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาใว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว สนง.ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงเน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้”

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ  ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน ‘จตุพร-ชัยวุฒิ’ฟาดซ้ำ ด้อยพัฒนาผลาญงบชาติ ‘พิธา’โผล่ปลุกส้มเลือกปชน.

โดนยำเละ นโยบายแจกทุกวัน 9 ล้าน 9 คนของพรรคเพื่อไทย “จตุพร-ชัยวุฒิ ” นำทัพสับทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา ทั้งยังผลาญงบชาติ ด้าน “เอกนิติ” ซัดนโยบายประชานิยม ได้เสียงประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ยัน “ภูมิใจไทย” ชูแต่นโยบายที่ทำได้จริง ใช้เงินน้อย เน้นเพิ่มศักยภาพคนไทย-ความคุ้มค่าภาษี “หนู” กะซวกซ้ำไร้วินัย 2 หมื่นปี คนถึงจะได้ครบ สู้ “คนละครึ่งไม่ได้” เพื่อไทยยังไม่ถอยขอเดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายช่วงโค้งสุดท้ายจะมีสิ่งเซอร์ไพรส์หรือไม่ ว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย คิดมาค่อนข้างรอบคอบ และไม่ได้ช่วยแค่คนในเมืองหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุในโครงการสูงวัยพลัส ที่จะทำให้กลุ่มคนเกษียณอายุได้มีทักษะในการประกอบอาชีพ เพื่อเข้าสู่โลกการขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการเพิ่มทักษะการขายของ ขายออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีโครงการชุมชนพลัสที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคัก โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพ เพื่อให้ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ส่วนมองอย่างไรกับนโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย จะกระทบกับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยคิดนโยบายเศรษฐกิจออกมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และจะพยายามไม่ออกนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายประชานิยมอาจจะได้เสียงของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยเป็นนโยบายที่ทำได้ คิดถึงความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ

รักษาวินัยการเงินการคลัง

โดยพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่เสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด เน้นการเพิ่มทักษะ ส่วนการออกนโยบายประชานิยมในช่วงโค้งสุดท้ายจะทำให้ชนะใจประชาชนได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เสียงตอบรับของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา จากประสิทธิภาพการทำนโยบายค่อนข้างชัดเจนมาก ตรงกลุ่มเป้าหมาย และตรงใจกับพ่อค้าแม่ค้า ตนเชื่อว่านโยบายนี้ จะเป็นการตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่ได้ตอบรับมาคือชอบนโยบายนี้และอยากให้กลับมาอีก ส่วนการใช้เงินงบประมาณ 3,200 ล้านบาท กับ 1 นโยบายคุ้มค่าหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ในหนึ่งนโยบายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ของพรรคอื่นตนไม่อยากจะไปออกความเห็น แต่ของภูมิใจไทยเราคิดถึงความคุ้มค่า เพราะงบประมาณคือเงินภาษีของประชาชนดังนั้นเราต้องใช้ให้คุ้มค่า และให้เกิดประโยชน์ ฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ขณะที่นักวิชาการออกความเห็นประชานิยมสุดโต่งทำให้โครงเศรษฐกิจวิบัติ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอไม่ออกความเห็นพรรคอื่น แต่ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า ทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ และทำให้คนไทยเก่งขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และนอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่น ๆ ทั้งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เงินสะพัดในเมืองไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศแข่งขันได้ในระดับโลก

แจก2หมื่นปีถึงจะได้ครบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และแคนดิเดตนายกฯพรรค กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

ถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้

เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้

ซักว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น

“จตุพร”ฟาดด้อยพัฒนา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ ประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงแบบขายฝันด้วยนโยบายสุ่มแจกเงินคนละหนึ่งล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยหวังจะได้เสียงพลิกแซงหน้าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง อย่างเก่งแค่พรรคที่สองเท่านั้น นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคนอย่างไรก็ตาม การหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายคนละหมื่นตั้งแต่อายุ16ปีขึ้นไป ใช้เงิน 5.4 แสนล้านบาท แต่มาหนนี้จะแจกแค่ 1.2 หมื่นล้าน ในเวลา 4 ปี เท่ากับทำให้ประชาชนต้องตั้งตารอลุ้นกันเป็นรายวัน แล้วอธิบายใหญ่โตว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจคิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ”

อัดผูกติดกับการเสี่ยงโชค

นายจตุพร กล่าวว่า การหาเสียงปี 2566 ทำอะไรได้บ้าง บอกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน ค่าแรงจะลากไปให้ถึงวันละ 600 บาท รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ลดค่าแก๊ส น้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟทันที แล้วเป็นไงทำได้หรือไม่ มาคราวนี้เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ด้วยการลุ้นแบบนี้ไม่ได้

“การผูกติดกับการเสี่ยงโชค ยิ่งทำตัวเหมือนประเทศด้อยพัฒนาหนักเข้าไปทุกที ไทยแต่ก่อนเศรษฐกิจแซงหน้าเวียดนาม แต่ปัจุบันอยู่ตามหลังมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลมีศักยภาพการบริหารนำพาชาติ ไม่ใช่ให้คนมาลุ้นลมๆ แล้งๆ ในสภาพแบบนี้” สิ่งสำคัญคือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเจอคลิปเสียงอังเคิล ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มองว่าเป็นพรรคไม่อยู่ในสายตา แล้วมาเสนอนโยบายแบบวูบวาบ ซึ่งน่าจะมีสติปัญญามากกว่านี้ การเสนอให้คนมารอลุ้นว่า ใครจะเป็น 9 คน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

“ถามจริงๆ เถอะ ทำไมไม่ยอมรับผิดตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ประกาศนโยบายแล้วทำอะไรได้บ้าง ระหว่างการจะแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวม 5.4 แสนล้าน แต่วันนี้แจก 4 ปีหมื่นกว่าล้านทำเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าประชาชนจะเลือกการเมืองพวกพันธุ์อย่างนี้ก็สุดแท้แต่”

เอาเงินประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำ

พร้อมทั้งกล่าวว่า พรรคอื่นปรามาสเพื่อไทย ปล่อยให้เล่นเกมหาเสียงแบบสบายๆ เอาแต่ตะคอกกราดใส่พรรคอื่น ก็ไม่มีใครสวนกลับสักคน เพิ่งเห็นพรรคประชาชนสวนกลับเอาบ้าง ดังนั้น ใครประกาศนโยบายไปเป็นรัฐบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมาแล้วทำไม่ได้ ประชาชนต้องลงทัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องเก่าทำไม่ได้ ก็มาสร้างเรื่องใหม่แทนอีก ประชาชนไม่ควรปล่อยให้มีการหาเสียงกันแบบนี้ เรื่องลุ้นคนละล้านต่อวันแจก 9 คน ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินของประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำกับเรื่องแบบนี้ การบอกว่า ลุ้นหนึ่งล้านต่อวัน กระตุ้นให้คนจ่ายภาษี แต่ประชาชนจ่ายภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว โดยผ่านแวต 7% จากการซื้อสินค้า แล้วจะกระตุ้นอะไรอีก คนก็ซื้อตามปกติอยู่แล้ว

สับพท.ผลาญเงินชาติ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

กล่าวถึงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและที่มาของงบประมาณ ซึ่งเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทวงถามถึงสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยสัญญาไว้ เช่น เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน จึงมองว่านโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม

หัวหน้าพรรครักชาติ แสดงความกังวลว่า นโยบายที่เน้นการเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภ จะส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงินและทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน พรรครักชาติขอถามแทนพี่น้องประชาชนว่า ได้ถามผู้เสียภาษีหรือยัง นโยบายแบบนี้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้จริง แต่กลับสร้างปัญหาให้คนงมงาย ทำได้จริงให้เห็นก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องใหม่

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8 – 9% หรือไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ

ขุมทรัพย์บิ๊กดาต้า

นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8 – 9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1 – 2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5 – 25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ Big Data สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้องคาดเดาหรือหว่านแห จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง

มองว่าเป็นการลงทุน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า สำคัญที่สุดคือสามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win – Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผล แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแห และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

“หนู”หาเสียงหนองบัวลำพู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้าวันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินหน้าหาเสียงที่จังหวัดหนองบัวลำพูและหนองคาย กองเชียร์ตะโกน “นายกฯ ในดวงใจ อนุทิน ชาญวีรกูล” การหาเสียงของนายอนุทิน ได้พบกับบิดาของ สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่1กองพันทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางมาพบ ซึ่งนายอนุทินได้พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่บิดาของ สิบโท ศราวุฒิ บอกกับนายอนุทิน ว่า “อย่าเพิ่งเปิดด่าน” นายอนุทิน จึงตอบกลับว่า “ไม่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีอยู่แล้ว”

นายอนุทินกล่าวว่า ตนเองเดินทางมาหนองบัวลำภูหลายครั้ง ในเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในปี 2565 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมีความใกล้ชิดกับพื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นที่โยกย้ายข้าราชการที่มีปัญหา ถ้าหากเลือกหมู่เฮาก็ไปเฮ็ดงาน จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอีกหน่อยข้าราชการจะต้องแย่งกันมาอยู่ จ.หนองบัวลำภู พวกท่านรู้จัก จ.บุรีรัมย์และ จ.สุรินทร์หรือไม่ เมื่อก่อนมีคำพูดว่า “ตำน้ำกิน” สุรินทร์ “กินน้ำตำ” ไหมวันนี้ เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว แต่วันนี้ไม่มีแล้วเปลี่ยนรูปแบบไปหมดแล้ว

ไม่ต้องกังวลปัญหาชายแดน

หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ มีวัฒนธรรม งานฝีมือ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตนเดินทางมาหลายครั้ง แต่เพิ่งมีโอกาสไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นครั้งแรกในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยว หากมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เชื่อว่าหนองบัวลำภูจะคึกคักกว่านี้อย่างแน่นอน สิ่งที่เห็นชัดคือวันนี้หนองบัวลำภูเปลี่ยนไป ถนนหนทางดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ภาคอีสานต้องเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การผลิตทางการเกษตร เรามีสะพานหลายแห่งที่สามารถใช้ค้าขายกับประเทศลาว และส่งสินค้าไปถึงประเทศจีนได้ ตลอดช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดและของเถื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคอีสาน ทำให้การลำเลียงยาเสพติดเป็นไปได้ยากขึ้น ถือเป็นภารกิจจำเป็น เพื่อให้พื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ค้าขาย ไม่ใช่เส้นทางลำเลียงของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ จะพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาหนองบัวลำภูมากขึ้น รวมถึงจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยในการขับเคลื่อนพื้นที่ทั้งภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ ความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนี้ทหารไทยได้มีการควบคุมพื้นที่ที่มีการรุกราน ของประเทศกัมพูชาเรียบร้อยหมด

ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากหากเปิด อาจทำให้ของเถื่อนทะลักเข้ามา และส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยมากกว่า จะเห็นว่า การปิดด่านทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่หนองบัวลำภูมีทั้งข้าว อ้อย และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอ้อยที่เชื่อว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 1,400 บาทต่อตัน อย่างแน่นอน

‘อภิสิทธิ์’บุกร่มเกล้า-มีนบุรี

ที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนบอกว่าตั้งใจมามารอ , ขอให้ได้กลับเข้าสภาฯ,ดีใจที่ได้กลับมา , เป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่หนุ่มๆ

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ถึงลาดกระบังประชาชนก็มาให้การต้อนรับอย่างดี ขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาโดยตลอด

ทำงานหนักโค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่า ทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนัก เพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆ มา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งก็จะมีเรื่องของกระแส หรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

“วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกัน การกระตุ้นทั้งหลายก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไปก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เสร็จกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ”

ลุงป้อม”ผันตัวเป็นนักชิมตามรีวิว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังวางบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ ได้ใช้เวลาว่างในบทบาทใหม่ในฐานะ“นักชิม”พาเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง“นาย ต.”(วัชรพล) เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พล.อ.ประวิตร ยังเรียก ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัครเขต12 เบอร์9ของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมงานหาเสียง มาร่วมรับประทานอาหาร เพื่อเติมพลังและสร้างขวัญกำลังใจก่อนลงพื้นที่หาเสียงต่อ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่าย อบอุ่น มีประชาชนที่มาใช้บริการร้านอาหารเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง ระหว่างพูดคุย พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้สมัครให้ใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหา และนำไปหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง

ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง ก่อนเดินทางกลับ เจ้าของร้านและประชาชนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามถึงโอกาสการกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ตอบด้วยอารมณ์ดีว่า ขอวางบทบาทนักการเมืองไว้เบื้องหลัง และหันมาเป็น “นักชิม” เต็มตัว หลังได้เห็นรีวิวร้านอาหารจำนวนมากจากสื่อต่างๆ และอยากมาลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังไม่พลาดรีวิวในสไตล์นักชิมหน้าใหม่ โดยกล่าวว่า “ก๋วยเตี๋ยว นาย ต. วัชรพล เพิ่งมาครั้งแรก แนะนำให้มาหลายคน สั่งหม้อไฟ เนื้อเปื่อย เนื้อกรอบ ลูกชิ้นครบ” ก่อนทิ้งท้ายแบบสายกินว่า “ก๋วยเตี๋ยวต้องกินที่ร้าน ถึงจะเด็ด”

‘ยศชนัน’บอกชาวชัยภูมิ ไม่ท้อ

เวลา 11.15 น. 9 ที่โรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เดินทางมาปราศรัยหาเสียงช่วยน.ส.วิเมลือง แก้วศิริ ผู้สมัครสส.ชัยภูมิ เขต 6 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายยศชนัน ประกาศพร้อมจะดูแลหนี้นอกระบบให้ธนาคารภาครัฐเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนกู้ไปปลดหนี้นอกระบบ และหากใครมีหนี้เสีย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท จะให้ประชาชนจ่ายเพียงแค่ 10% แล้วเราจะตัดจบหนี้ให้ ส่วนผู้สูงอายุที่มีหนี้เสียก็จะตัดจบทันที หลายคนคิดว่าเราทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว สามารถทำได้แน่นอนชัยภูมิมีทั้งหมด 7 เขตด้วยกัน ขอกายศชนันเข้าไปด้วยได้หรือไม่ ขอฝากยศชนันเป็นลูกหลานชัยภูมิอีกคนได้หรือไม่

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า เราจะปลดหนี้เราต้องแก้ทั้งระบบ ค่าไฟ 3.70 บาทให้ไปเลย นี่คืออีกขั้นที่เราจะปลดล็อกพลังงานสะอาด คนไทยและประเทศไทยต้องมีอากาศที่สะอาด หากวันนี้นักวิทยาศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องอยู่ดีกินดีแน่นอน ตนมาขึ้นเวทีเพื่อประกาศสงครามครั้งสุดท้ายกับยาเสพติด ไม่หมด ไม่เลิก วันนี้ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปทั้งทีม เพราะตนเข้าไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเข้าไปทั้งทีม ครั้งที่แล้วเมื่อไม่ได้เข้าไปทั้งทีม การผลักดันนโยบายก็จะไม่ง่าย หนึ่งปีปลดหนึ่งคน อีกปีปลดอีกคน แต่เราไม่ย่อท้อ เราทำงานเป็นทีม เรามีทุกอย่างไว้หมด หากเข้าไปอีกครั้ง เราสามารถทำทันทีและเราทำได้ ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งสองใบ ชัยภูมิต้องเป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้  กางโพลคนสมุทรปราการ  ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ สำรวจประชามติแก้รธน. คนไทยเข้าใจแค่เล็กน้อย

นิด้าโพลกางผลสำรวจสมุทรปราการ หนุน “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุมีแนวโน้มกวาดเรียบทั้งสส.เขตและบัญชีรายชื่อส่วน“อนุทิน-ภูมิใจไทย”ตามมาเป็นอันดับสอง ขณะที่ “สวนดุสิต” เผยคนไทยเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อยมองยังเป็นเรื่องไกลไกล แต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ “เลือกตั้ง 69 ของคนสมุทรปราการ” สำรวจระหว่างวันที่ 15-19 ม.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน จ.สมุทรปราการ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวม 1,067 คน เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคน จ.สมุทรปราการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสมุทรปราการจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.96 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)อันดับ 2 ร้อยละ 20.15 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)อันดับ 3 ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้อันดับ 4 ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 5 ร้อยละ 6.09 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 4.69 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)อันดับ 7 ร้อยละ 2.06 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)อันดับ 8 ร้อยละ 1.87 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)อันดับ 9 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)เป็นต้น

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสมุทรปราการมีแนวโน้มในการเลือกสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 42.46 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 18.18 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 14.62 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 7.69 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 6.09 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.94 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.59 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนสมุทรปราการมีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 41.71 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 19.12 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 8.05 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

อันดับ 5 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.94 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.59 ระบุว่า ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) อันดับ 8 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ และร้อยละ 2.72 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้าธรรม พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยภักดี และพรรคประชากรไทย

ขณะเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,269 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติ

พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.15 เคยอ่าน/ศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 บางส่วน โดยรวมคิดว่าตนเองเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อย ร้อยละ 47.82 มองว่าข้อดี คือ มีกลไกตรวจสอบนักการเมืองเข้มแข็ง ร้อยละ 37.99 ข้อจำกัด คือ เปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง ร้อยละ 41.65 ข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจโหวตประชามติ คือบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 50.29 ทั้งนี้มองว่ารัฐธรรมนูญค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน ร้อยละ 38.70

เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 20.76 ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.57 ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 31.16 รองลงมาคือ เพื่อไทยร้อยละ 21.20 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.11 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 33.80

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องไกลตัวในด้านความเข้าใจแต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ ส่วนใหญ่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วนและรับรู้แค่คร่าว ๆ จึงต้องการข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีบทบาทอย่างไร และรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 กระแสความนิยมยังไปในทิศทางเดียวกันทั้งปาร์ตี้ลิสต์ เขต และตัวบุคคลโดยพรรคประชาชนยังคงนำโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ด้าน ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่าจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติและการเลือกตั้งปี2569สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบบการเมืองไทยในภาพรวมได้อย่างชัดเจน ส่วนการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าประชาชนอยู่ในภาวะสนใจแต่ยังไม่มั่นใจมีความเข้าใจในข้อมูลระดับหนึ่งแต่ยังไม่ลึกซึ้งซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่ตื่นตัวทางการเมืองหากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวันเมื่อพิจารณาควบคู่กับทัศนคติในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าประชาชนประเมินทั้ง “กติกา” และ “ผู้เล่นทางการเมือง” ไปพร้อมกัน

โดยเลือกพรรคการเมืองจากความคาดหวังต่ออนาคตและความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหาปากท้องมากกว่าความผูกพันทางการเมืองแบบเดิมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองจึงมีลักษณะเปราะบางแต่เปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงนโยบาย ในบริบทนี้ สรุปวิเคราะห์ผลโพล คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569 การทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยหากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและยกระดับความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทย

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว โดยสถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส  ด้าน’กรมการกงสุล’ชมคนไทยต่างแดนตอบรับดี สะท้อนความผูกพันบ้านเกิด และแสดงพลังมีส่วนร่วมปชต. ในประเทศ ชม จนท.จัดระบบอำนวยความสะดวก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 มีรายงานข่าวว่า การเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่เริ่มระหว่างวันที่ 19-30 ม.ค. 2569 ตามอำนาจการประกาศวันออกดสียงลงคะแนนของเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนการค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศการออกเสียงก็เสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่บางประเทศอยู่ระหว่างการออกเสียง แต่มีหลายสถานทูตที่ได้รับบัตรเลือกตั้ง-บัตรออกสียงประชา มติแล้ว อยู่ทยอยแยกบัตรแต่ละประเภท ก็ได้ทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยเพื่อส่งให้ กกต.และไปรษณีย์ไทย นำไปจัดส่งตามหน่วยเลือกตั้งต่อไป 

ทั้งนี้  สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้โพสต์คลิปเจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงบัตรเลือกตั้งคนไทยในสหรัฐที่บรรจุในถุงเมล์ทางกสรทูตไปส่งสนามบิน พร้อมแจ้งว่าได้มีการจัดส่งบัตรเลือกตั้งล็อตแรก จำนวน 1,981 ซอง ทางเครื่องบินกลับประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปออกเสียงเลือกตั้งและประชามตินอกราชอาณา จักรก่อนและหลังวันออกเสียง 7 วันทางออนไลน์ หากไม่แจ้งเหตุก็จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสต็อคโฮม ประเทศสวีเดน ได้แจ้งความคืบหน้าการจัดเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติวันที่ 24 มกราคม ณ สถานทูต มีผู้มาใช้สิทธิ 240 คน จากที่ลงทะเบียน 361 คน หรือ 66.48 %และมีผู้มาออกเสียงประชามติ 197 คน จากที่ลงทะเบียน 252 คน หรือ 78 % โดยระบุว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามกระบวนการอย่างใกล้ชิด และได้รับความสนใจจาก influencer มาร่วมสังเกตการณ์และบันทึกบรรยากาศในการใช้สิทธิ ส่วนประชาชนที่เลือกตั้งและออกเสียงประขามติทางไปรษณีย์ สถานทูตแจ้งให้ส่งเอกสารกลับมาภายในวันที่ 28 มกราคม เวลา 12.00 น. ตามเวลาของสวีเดน เพื่อสถานทูตจะทำการคัดแยกประเภทบัตร ก่อนรวบรวมส่งบัตรเบือกตั้งกลับประเทศไทย
 
ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ออกประกาศคณะกรรมการประจำที่ออกเสียงที่ออกเสียงสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แจ้งว่าได้มีการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณา จักรเสร็จสิ้นแล้ว โดยสถานกงสุลได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อบัตรละ 640 บัตร มีผู้มาแสดงตนขอรับบัตรเลือกตั้ง 504 คน โดยมีบัตรเหลือแบบละ 136 บัตร และได้รับบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 480 บัตร มีผู้มาแสดงตนขอรับบัตร 353 คน บัตรเหลือ 127 บัตร 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม อิตาลี ซึ่งเปิดให้คนไทยที่พำนักในอิตาลีลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสส.และออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม เป็นต้นไป แจ้งว่าสถานทูตได้รับบัตรเลือกตั้งสส.และบัตรออกเสียงประชามติเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการคัดแยกบัตรตามจังหวัดและเขตเลือกตั้ง ก่อนส่งกลับบัตรเลือกตั้งกลับประเทศ โดยขอให้ผู้ที่ได้รับบัตรส่งเอกสารกลับมายังสถานทูตในวันที่ 27 ม.ค.นี้ จัดส่งบัตรกลับประเทศ ขณะที่บัตรออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรจะทำการนับที่สถานทูตในวันที่ 9 ก.พ. 2569 

ขณะที่เพจของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความถึงบรรยากาศการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของคนไทยที่พำนักในหลายประเทศทั่วโลก ว่าเป็นไปอย่างคึกคักและเรียบร้อย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าต่างประเทศ รายงานว่าสะท้อนถึงความตื่นตัวและความตระหนักถึงหน้าที่พลเมืองของคนไทยในต่างแดน ซึ่งมีหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และครอบครัวคนไทย ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิป ไตย โดยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในต่างประเทศ ได้มีการจัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ การให้คำแนะนำขั้นตอนการลงคะแนน และการดูแลความเรียบร้อยในสถานที่เลือกตั้ง เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างสุจริตโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในต่างประเทศครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของพลเมืองไทยทั่วโลกที่ยังคงผูกพันกับบ้านเกิดและพร้อมมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศอย่างแข็งขัน 

กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

‘กล้าธรรม’ เปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ปั้นท่องเที่ยวสู้จน–คืนคุณค่าผู้สูงวัย–ลุยยาเสพติดทั้งระบบ ‘นฤมล’ซัดพรรคอื่นตัวปลอม ด้าน’ธรรมนัส’ ประกาศชัด เลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 พรรคกล้าธรรม จัดเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยมีแกนนำสำคัญของพรรคขึ้นเวทีช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม

นางปวีณา กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ภาคเหนือถือเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย หรือพะเยา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามจำนวนมาก พรรคกล้าธรรมจึงมีนโยบายหลายด้านเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เติบโต เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ

“จังหวัดเชียงใหม่มีประชากรผู้สูงอายุถึงร้อยละ 23 หรือประมาณ 400,000 คน พรรคจึงมีนโยบายฝึกอาชีพให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเกษียณอายุ 60 ปี ซึ่งยังมีศักยภาพในการทำงาน หากปล่อยให้อยู่บ้านโดยไม่มีบทบาท อาจส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือโรคความจำเสื่อม โดยเราจะฝึกอาชีพที่เหมาะกับวัย และเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เช่น การฝึกภาษาและทักษะบริการ เพื่อให้ผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังขาดแคลนบุคลากร” นางปวีณากล่าว พร้อมยืนยันว่าเป็นแนวทางสร้างรายได้และคุณค่าให้ผู้สูงวัย“ นางปวีณา กล่าว

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ยังมีนโยบายจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชนแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ให้พ่อแม่ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำมีสถานที่ฝากบุตรอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่พัฒนาและเสริมทักษะเด็ก

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวบนเวทีว่า เราเสนอ ร.อ.ธรรมนัสเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เพื่อให้ประชาชนไม่สับสนหลายพรรคเสนอถึง3คน มีแต่ตัวปลอมที่ไม่มีอำนาจ 

“พรรคหนึ่งเลือกแล้วได้นายกฯตัว ท. แต่คนมีอำนาจตัวจริงคือ ธ. อีกพรรคเลือก อ. ได้ น. อีกท่านเลือก ช. ได้ ย. เอาตัวปลอมมาหลอกขายเราหมดพอเข้าไปก็ไม่ไปตัดสินให้แก้ปัญหาให้ประชาชน เพราะตัวจริงที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องรับผิดชอบ แต่พรรคกล้าธรรมตัวจริงเสียงจริงถ้าเลือกธรรมนัส ก็ได้ธรรมนัส“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พรรคเราไม่ได้เป็นสแกมเมอร์ พรรคอื่นๆเป็นสแกมเมอร์ทั้งสิ้นเราพูดจริง ทำจริง ด้วยความจริงใจ ที่บอกทำมากกว่าพูด ร.อ.ธรรมนัส ก็ทำมาแล้ว ทั้งแก้ปัญหาราคาเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาที่ดินส.ป.ก. ที่เราแก้ให้เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร โดยหลังจากนี้จะมีการนกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินและมีสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่สัญญาว่าจะแจกเงินแค่ไม่กี่บาท สุดท้ายก็ทำไม่ได้

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยว่า ตนไม่ต้องการพูดนโยบายเพื่อชวนเชื่อหรือสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่ต้องการให้ประชาชนดูจากผลงานที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่า ทุกเรื่องที่พูดได้ลงมือทำจริง นโยบายดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และความปลอดภัยของสตรี เรามั่นใจว่า เราทำได้เพราะพรรคมีบุคลากรที่ทำงานด้านสังคมมายาวนาน อย่างนางปวีณา ซึ่งสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

“การเลือกตั้งปี 2566 เชียงใหม่มีอยู่ 2 สี คือ สีนี่ กับ สีนั้น เวลามาหาเสียง สีนั้นก็พูดดี พี่น้องเชียงใหม่จะกระเป๋าตุง กาเบอร์นี้ พรรคนี้นะ แต่กระเป๋าตุงหรือไม่ เงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ใครได้แล้ว แต่พรรคกล้าธรรม ไม่ต้องขายฝันพี่น้อง เราทำดีแล้ว เราทำต่อสานต่อ ต่อยอดให้มันได้จริงๆ นโยบายเรื่องที่ดินทำกิน ที่ผ่านมาเคยถูกปรามาสว่า ผมจะทำไม่ได้ แต่ขณะนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสำเร็จแล้ว และจากนี้จะเดินหน้าต่อยอดให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน สร้างความเข้มแข็งให้ฐานรากของประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เลือกผม ได้ผม ตัวจริง เสียงจริง ทำงานจริง เพื่อประชาชน ไม่ใช่ได้นายกฯ เงา เลือกคนนี้ แต่ได้ใครมาไม่รู้

‘อนุทิน’เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

'อนุทิน'เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

‘อนุทิน’เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

‘อนุทิน’ มั่นใจ ปักธงหนองบัวฯ-หนองคาย หาเสียงตลาดห้วยเดื่อ ช็อปเพลิน เดินกินลูกกระบก ขอไม่รับลูกท้อจากแม่ค้าบอกยังไม่ท้อ ขณะที่ถูกถามหาเงินหมื่น ตอบกลับไม่มี มีแต่คนละครึ่ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1, นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 ซึ่งชาวบ้านให้การต้อนรับมาขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งมีช่วงหนึ่งนายอนุทินได้อุ้มเด็ก 2 คนขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ เพื่อถ่ายรูป

ขณะเดียวกันมี ครอบครัวซึ่งเป็นชาวมหาสารคามเดินทางมาเที่ยว และมาพบกับนายอนุทินโดยบังเอิญจึงได้นำเหรียญทูลเกล้า หลวงปู่ขำ เกสาโร วัดบ้านหนองแดง วัดบ้านหนองแดงจังหวัดมหาสารคามมามอบให้กับนายอนุทิน 

นายอนุทินได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชิมมะขามหวาน ข้าวจี่ ลูกกระบกและอุดหนุนซื้อ เดินถือถุงรับประทานไปตลอดทาง บอกว่าอร่อยมากเพิ่งเคยรับประทานครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าขอให้นายอนุทินชิมสินค้าที่ปลูกเองเช่นมะขาม มะละกอ และน้ำผึ้ง ซึ่งนายอนุทินก็ได้จ่ายเงินอุดหนุนหลายร้าน ขณะเดียวกันยังมีแม่ค้าร้านหนึ่ง มอบลูกท้อให้นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทิน ขอไม่รับ โดยระบุว่า “ลูกท้อไม่เอาสิ ยังไม่ท้อ “

นายอนุทินยังได้สอบถามพ่อค้าแม่ค้าว่าจำได้หรือไม่เบอร์ 37 หลายคนบอกว่าจำได้ และบอกติดตลกว่าจะเอาไปซื้อหวย

ระหว่างเดินตลาดช่วงหนึ่ง มีแม่ค้าสอบถามและอนุทินว่าจะได้เงินหมื่นหรือไม่ นายอนุทินตอบกลับว่าได้คนละครึ่ง

นายอนุทินยังได้แวะรับประทานกลางวันที่ตลาดห้วยเดื่อ เมนู ผัดเผ็ดหมูป่าและข้าวขาหมู ก่อนที่ช่วงบ่าย จะเดินทางต่อไปหาเสียงต่อที่จังหวัดหนองคาย

นายอนุทินให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงพื้นที่ 2 จังหวัดว่า วันนี้ถึงคิวของหนองบัวลำภูและหนองคาย ซึ่งที่หนองบัวลำภู  ภูมิใจไทยส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งก็เป็นความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน โดยวันนี้ตนก็ได้ย่อยและเดินตลาด รู้สึกว่ามีความคึกคัก และหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโอกาสขยายตัว ดังนั้นต้องทำให้พ้นจากสภาพเมืองรองมาเป็นเมืองที่น่าเที่ยว เป็นเมืองที่ถ้าทุกคนมาอุดรธานีขอนแก่นแล้วต้องมาหนองบัวลำภู เพราะมีแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมมากมายมีสิ่งสวยงาม ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวหนองบัวลำภู

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

‘อนุทิน’ ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ยอมรับครั้งก่อนขมขื่น แต่ไม่เคยลืมหนองคาย ขอโอกาสเข้าไปทำงานพัฒนาเศรษฐกิจ – คุณภาพชีวิต โต้ใช้ประเด็นชายแดนหาเสียง ลั่นลุยจบภายใน 2 เดือน เพราะไม่มีผลประโยชน์ – ไม่เกรงกลัวผู้นำเขมร พร้อมให้คำมั่นไม่มีปะทะซ้ำ ขู่ถ้ามีอีกเจอบทเรียนหนักกว่าเดิมแน่ ลั่น ถ้าได้เป็นนายกฯ อีก 4 ปี จะทำจนให้ประชาชนร้องบอกว่าพอแล้ว รวยพอแล้ว! 

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ลานนาคาเบิกฟ้า ริมแม่น้ำโขงเทศบาลเมืองโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 หาเสียง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้จะกราบขอบพระคุณอย่างไร พี่น้องประชาชนมาวันนี้ และการเลือกตั้งครั้งที่แล้วตนก็มีโอกาสมา แต่ สส.ภูมิใจไทย เขตนี้สอบตก พร้อมถามชาวหนองคายเป็นภาษาอีสานว่า “วันนี้จะตั๋วมั้ย” โดยประชาชนตอบว่า ”บ่ตั๋ว“ นายอนุทินจึงกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ”บ่ๆ บ่เป็นหยังดอก“

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แทนที่จะขอคนเดียวหรือสองคนมันไม่ทันแล้ว เพราะต้องไปทำงานให้คนหนองคาย มีเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ขอสามคนเลยได้หรือไม่ และต้องกาเบอร์ 37 เพื่อเลือกอนุทินด้วย ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นางจิดาภา ขมขื่นตนก็ขมขื่น เที่ยวนี้ขออย่าให้พวกตนต้องไปร้องว่า เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลงๆทะเล เพราะตอนนี้ปิดด่านแล้วความขมขื่นมันไหลลงทะเลไม่ได้มันติดเขมร ความขมขื่นมันเลยติดอยู่ตรงนี้ ดังนั้น จะต้องไม่มีความขมขื่นอีกต่อไป และตนจะไม่ขอร้องเพลงนี้เป็นครั้งที่สอง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งใน จ.หนองคาย ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยขอเสนอเป็นแพ็กเกจ ทั้งนางจิดาภา พล.ต.ท.ไพศาล และนายศักดิ์ดา หนองคายถ้าไม่เจริญยุคนี้จะเจริญยุคไหน วันนี้ตนไม่เหมือน 4-5 ปีที่แล้ว ที่มาเจอพ่อแม่พี่น้องตรงนี้ เพราะตอนนั้นเวลาจะรับปากใครว่าจะเป็นนายกฯ ยังดูห่างเกินไป ขอเป็นนายกก่อนฯ แล้วก็มาพบกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อเป็นนายกฯ ต่อไป วันนี้ตนไม่ได้มาขายฝัน แต่ได้ทำให้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว จึงมาบอกกับพ่อแม่พี่น้องทุกคน และยืนยันว่า ตนไม่ได้ลืมหนองคาย แม้ว่าครั้งที่ผ่านมา จะไม่ได้ให้โอกาสพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ลืมจังหวัดหนองคาย ถามว่าวันนี้มีกี่ขัวแล้ว ที่หนองคายมีทั้งขัวรถบรรทุก และขัวรถไฟ ตอนนั้นตนคุมคมนาคม เขาบอกต้องรอ 7-8 ปี ถึงจะมีขัวรถไฟ แต่ตนบอกว่าไม่ได้ต้องเกิดขึ้นสมัยที่พรรคภูมิใจไทย คุมคมนาคม 

”ผมไม่ได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจใดๆทั้งสิ้น คนเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี จะมาน้อยอกน้อยใจเรื่องส่วนตัวไม่ได้ อะไรก็ตามที่ทำแล้วมีความเจริญงอกงามเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผมไม่สนใจว่าชาวหนองคายจะเลือกสส.พรรคไหน ถ้าผมมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองจะเอามาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องชาวหนองคาย เพราะเท่ากับทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยเหมือนกัน ถ้าผมไม่สามารถทำความเจริญก้าวหน้าให้กับพี่น้องชาวหนองคายตามที่ต้องการได้ ขอโทษเถอะว่าตรงนี้กี่ตีนแล้ว ผมจะมาได้อีกหรือไม่ วันนี้เดินเข้ามาได้จับมือ แต่ถ้าทำไม่ได้ มาวันหน้าโดนตีนผมไม่เอา“ นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มาแล้วพูดเสียงดัง เพราะวันนี้ได้เป็นนายกฯแล้ว แค่ 2 เดือนกว่าทำให้พี่น้องประชาชนได้เยอะแล้ว รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4  ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ขอให้เชื่อว่าตนทำได้ และขอให้เชื่อมั่นว่าเมื่อ 3 คนนี้เข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวหนองคาย จะไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะทำงานให้กับชาวหนองคาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อตน และให้ความมั่นใจให้ตนไปบริหารประเทศ ขอให้มั่นใจว่าตนจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อหนองคาย 

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนปัญหากับเขมรจะไม่มีการประจันหน้ากันอีกต่อไป เราควบคุมพื้นที่ที่เป็นของเราไว้หมด ขอให้เอาความเกลียดชังเอาความโกรธจากอกไป เหมือนที่พระท่านว่า “กัมมุนา วัตตติโลโก“ กุ๊กๆ พร้อมกล่าวต่อว่า ตนไปหลายที่ยังมีคนบอกให้จัดการเขมรเลย ลุยเขมรเลย ตนอยากบอกว่าเราลุยเรียบร้อยแล้ว ได้อธิปไตยคืนมาเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนเอาส่วนที่ยังโกรธแค้นยังเจ็บใจออกไป แล้วไปทำงานไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ต้องกังวลมันจะไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นเพราะเราได้แสดงให้ทั้งโลก และคู่กรณีของเราเห็นแล้ว 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนเป็นนายกฯจะพูดมากไม่ได้ เพราะต้องรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทย พูดคำแรงๆไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิแน่นอน เพราะได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีกำลังทหารเข้มแข็งแค่ไหน เราเอาสิ่งที่สูญเสียมาได้หมดทั้งที่รอมาเป็น 10 ปี เอาคืนไม่ได้แต่ใช้เวลาแค่ 2 เดือน เอาคืนกลับได้หมด เพราะไม่มีประโยชน์ร่วม ไม่ต้องเกรงใจใคร ตนกลัวประชาชนคนไทยมากกว่าผู้นำเขมร จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยไม่มีทางอื่นแน่นอน

“คนที่บอกว่าเอาเรื่องนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้เอามาหาเสียง แต่ทำแล้วถึงมาพูด ทำเรียบร้อยพูดคุยกับกองทัพ และดำเนินการเรียบร้อยถึงมาบอกกับพี่น้องคนไทย แล้วไม่ต้องห่วงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากมีอีกรับรองว่าจะเจอบทเรียนที่หนักกว่านี้  ย้ำว่าไม่มีการเปิดด่านแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า พูดในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ พร้อมยกนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า “อนุทินมาตรงนี้ เว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง” 

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.27 น.

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’ ลุยหาเสียงตลาดบางน้ำผึ้ง พร้อมรับใช้ชาวปากน้ำ ยันทุกนโยบายทำได้จริงล้านเปอร์เซ็นต์

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 ถือฤกษ์ดี 8.23 น. เลขเดียวกับหมายเลขพรรค นำทัพผู้สมัครสส.พรรคปวงชนไทย ทั้ง 8 เขต สมุทรปราการ ประกอบด้วยประกอบด้วย

เขต 1 น.ส.วชิราภรณ์ สุระหิรัญพล (วา) หมายเลข 1 เป็นผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง วุฒิสภา 

เขต 2 ดร.มานิตย์ พรหมการีย์กุล หมายเลข 11 ประธานที่ปรึกษาสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยและประธานสมัชชาแรงงานแห่งชาติ

เขต 3 ว่าที่ ร.ต. ธเนศ พุ่มโพธิ์ (เบิร์ด) ผู้สมัครสส.พรรคปวงชนไทย หมายเลข 1 ประจำศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี,กรมเจ้าท่า,กระทรวงคมนาคมกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชน

เขต 4 นาย ไพรัตน์   สำเภาทอง หมายเลข 8 อาจารย์หนึ่ง โหรทบ.และที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

เขต 5 นายสงกรานต์ แสงสุข  หมายเลข  8 ทำงานด้านจิตอาสาในพื้นที่มายาวนานและเป็นรองประธานสมาพันธ์ต่อต้านมลพิษทางเสียงสนามสุวรรณภูมิ

เขต 6 นายกิตติศักดิ์ ศีลภูษิต หมายเลข 3 เป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดสมุทรปราการและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

เขต 7  นายธานัท บัวศรีคำ หมายเลข 4 อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดสมุทรปราการ

และ เขต 8 นายหัสวรรษ เผือกบางนา หมายเลข 2 เป็นอดีตสมาชิกสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เข้ากราบสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปากน้ำสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อความ เป็นสิริมงคลเอาฤกษ์เอาชัยขอพรให้ได้รับชัยชนะ ก่อนลงพื้นที่หาเสียงตลาดปากน้ำและตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง พบปะพ่อค้าแม่ขายและทักทายแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในวันหยุดสุดสัปดาห์  
 
นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ตนขอประกาศความพร้อมว่า จังหวัดสมุทรปราการทั้ง 8 เขต ผู้สมัครของพรรคปวงชนไทย ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องรับฟังปัญหาเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ยืนยันว่า เป็นคนพื้นที่ปากน้ำ รู้ปัญหาดี มีศักยภาพพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาให้ชาวปากน้ำได้ทันที เรื่องรายได้ต้องเพิ่มทันที จากนโยบายสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ อัพสกิล ด้านAI เพิ่มทักษะดิจิทัล เพิ่มรายได้คูณ 2 ทันทีให้กับคนทำงานทั้งในระบบและดูแลสวัสดิการให้แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ต้องไม่ถูกมองข้าม เราต้องสร้างงานจะรอให้รัฐบาลแจกอย่างเดียวไม่ได้  โดยพื้นที่สมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรม พรรคปวงชนไทยมีนโยบายพลิกโฉมอุตสาหกรรมใหม่ให้ไทยสะอาด สู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม BCG,Hi-Tech & Smart industry ดึงเงินลงทุนใหม่ 500,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพสูง 250,000 ตำแหน่ง ลดการว่างงาน มั่นใจ นโยบายตอบโจทย์คนปากน้ำ และมีประสบการณ์ทำได้จริงแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์

“ที่ผ่านมาพรรคการเมืองเดิมยังแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ ครั้งนี้ขอโอกาสพรรคใหม่ พรรคปวงชนไทย ที่มีประสบการณ์การทำงานจริง ภาคธุรกิจและเคยเป็นหัวหน้าชุด ปฏิบัติการ บินไปจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ถึงกัมพูชามาแล้ว 3 รอบ มั่นใจ พร้อมเข้าไปทำงานได้ทันที” นายเอกสิทธิ์ กล่าว
 
นอกจากนี้นายเอกสิทธิ์ ยังได้พาน้องหมาชื่อ “หมูเด้ง” พันธุ์เชาเชาสีดำขนฟูมาเดินหาเสียงที่บริเวณหน้าตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง สร้างสีสันความสนใจให้กับผู้มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดอย่างมาก เป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจสัตว์เลี้ยง จึงออกนโยบาย “บัตรทองเพื่อน้องหมาแมว” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้เลี้ยงด้วย โดยจะมีการผลักดันให้มีสัตวแพทย์ชุมชน ทำหมัน-ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยงเพื่อควบคุมจำนวนประชากรสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ด้วย
 

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

‘ยศชนัน’ บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง ส่งต่อนโยบายให้พี่น้อง ปชช. ชูขายมันแกวสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่สนามกีฬาอบต.หนองจิก อ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ช่วยนายสรรพภัญญู ศิริไปล์ ผู้สมัครสส.มหาสารคาม เขต4 เบอร์1 พรรคเพื่อไทยหาเสียง โดยมีผู้สมัคร สส.มหาสารคามอีก 5 เขต ประกอบด้วย น.ส.นงลักษณ์ ทุงจันทร์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 7 นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 4 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ผู้สมัคร สส.เขต 3 เบอร์ 5 นายจิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 เบอร์ 1 และนายรัฐ คลังแสง ผู้สมัคร สส.เขต 6 เบอร์ 4 ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วย โดยมีประชาชนเดินทางมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุ โดยประชาชนได้รุมกอดหอม ถ่ายเซลฟี่ พร้อมคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัยมันแกวให้นายยศชนันด้วย

นายยศชนัน ปราศรัยว่า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวมหาสารคามทุกท่าน วันนี้ยศชนันมาหาพ่อแม่พี่น้องพร้อมประกาศว่าวันนี้มหาสารคามแดงทั้งแผ่นดิน วันนี้เอาเบอร์ 9 เข้าไปอย่างเดียวเหงาแน่นอน ดังนั้นขอทั้ง 6 เขตได้หรือไม่ ฟังดูอุ่นใจเรียบร้อย อย่าลืมหาเสียงให้พวกเราด้วย การที่เรามีเสถียรภาพในสภาฯ ทำให้เราสามารถส่งนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ ครั้งที่แล้วเมื่อไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้เราทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ วันนี้มาตอกย้ำเพราะมหาสารคามมีบุญคุณกับพรรคเพื่อไทยตั้งแต่พรรคไทยรักไทยมาแล้ว ไม่มีที่นี่ก็ไม่มีพวกเรา กราบคารวะพ่อแม่พี่น้อง และวันนี้ขอเป็นลูกหลานคนมหาสารคามได้หรือไม่ ไม่อยากกลับบ้านแล้ว ขออยู่ยาวๆ เลย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพชีวิตของคนมหาสารคาม วันนี้หลากหลายปัญหาเกิดขึ้น ความสามัคคีย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้เราพร้อมที่จะบอกพ่อแม่พี่น้องว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นวันแห่งความหวังของพ่อแม่พี่น้องทุกคน และผมจะถือธงนำเข้าไปพร้อมที่จะเปลี่ยนความฝัน ความหวังของพี่น้องให้เป็นความจริง 8 กุมภาพันธ์เริ่มได้เลย” นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน กล่าวย้ำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทั้งนโยบายประกันกำไร 30% ชำระหนี้เกษตรกรสามปี ใครที่อายุเกิน 60 ปี 100,000 บาทหนี้เสียตัดจบเลย วงเงิน 200,000 จ่าย 10% ตัดจบเช่นกัน นี่คือคุณภาพชีวิตของเราเริ่มต้นจากการไม่เป็นหนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 70:30 และพี่น้องทำการเกษตรต้องได้กำไร 
วันนี้ตนห้อยมันแกวขึ้นมา และแน่นอนว่าไม่ควรเก็บไว้แค่ที่มหาสารคาม แต่ต้องไประดับโลก และด้วยนักวิทยาศาสตร์คนนี้ไปไกลแน่นอน 

“การมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ ขอโอกาสให้ผู้สมัครของเราทั้ง 6 เขต ถ้าไม่มีตน ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มี สส.เขตพวกเราทำงานไม่ได้ เราไม่สามารถมีวันนี้ได้ถ้าไม่มีพี่น้องชาวสารคาม ขอโอกาสพวกเราอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปทำให้จ.มหาสารคาม ดังนั้นขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคยกจังหวัด” นายยศชนัน กล่าว
 

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

‘เอกนิติ’ลุยหาเสียงต่อสยามสแควร์ นำทีม ‘ภูมิใจไทย’ ล้อมวงคุย ‘คนรุ่นใหม่’ ชี้ AIไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ต้องใช้งานเป็น-ควบคุมได้ ย้ำ ‘เศรษฐกิจ10พลัส’ เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กทม. นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุลผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ เดินทางต่อมาที่สยามสแควร์ เพื่อลงพื้นที่หาเสียงช่วย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัครสส.กทม. เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพูดคุย และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษา และผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ในหัวข้อ “ชวนพี่เอกคุย” ที่ร้านDalmatian สยามสแควร์ ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงเรื่องการเงินการคลัง บทบาทของรัฐ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอนาคตประเทศไทย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจไทยในอีก 3-5 ปี ที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เรียนจบออกมา ซึ่งนายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศเราคนน้อย แต่เราต้องทำให้คนเก่งขึ้น ในส่วนที่กังวลเรื่องของประชากรไทยอาจจะสู้ประเทศอื่นที่มีประชากรเยอะกว่าไม่ได้นั้น ต้องอย่าลืมไทยเป็นประเทศเปิดกว้าง เราต้องเอาคนเก่ง มีสกิลมาทำงานและต้องทำระบบให้พร้อม 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นห่วงกันเรื่องของ AI ที่จะเข้ามาแย่งงานนั้น AI ไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ถ้าเราใช้งานเป็นควบคุมได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เรามีประชากรน้อย AI จะมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยเราด้วยซ้ำ ทั้งนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าดีที่สุดคือการเปลี่ยนที่รากฐาน นั่นคือระบบการศึกษา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มีเรื่องการศึกษาเท่าเทียมพลัส เพราะวันนี้การศึกษาไทยไม่ควรมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การที่ต่างชาติจะมาลงทุนก็คิดถึงเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเราก็มีนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า นโยบายเศรษฐกิจ10พลัสของพรรคภูมิใจไทยออกแบบมา ที่มีทั้งชุมชนพลัส เศรษฐกิจสีเขียว เราต้องลงทุนในคนที่มีความสำคัญมาก ต้องเพิ่มทักษะ ต้องแก้กฎกติกาที่ให้ความสะดวก เราหวังแค่นี้ไม่พอไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ชุมชนต้องสร้างให้เข้มแข็ง จ้างงานผู้สูงวัย ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะมีการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเศรษฐกิจไทยต้องเข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็ง นี่คือ 10 พลัสของเรา