เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

19 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1.การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้ง Mr. Izmir Kamarudin ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย แทนรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฯ เดิม ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2571 ซึ่งเป็นการนับวาระต่อเนื่องตามกำหนดเดิม ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2.การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ)

2.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสหกรณ์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ (นักวิชาการสหกรณ์ทรงคุณวุฒิ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

4.การเสนอชื่อผู้แทนประเทศไทยสมัครรับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ 

1.เห็นชอบการเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ (Deputy Director General: DDG) และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (Assistance Director General: ADG) ของ WIPO

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งหนังสือแจ้งชื่อผู้สมัคร (Letter of Nomination) ถึง WIPO ตามช่องทางที่ WIPO กำหนด เพื่อเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง DDG และ ADG ของ WIPO ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

5.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1.นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

2.นายเสก นพไธสง ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

7.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ แต่งตั้ง นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8.การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งนางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

9.ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2570 เพื่อให้การบริหารราชการของกรมการขนส่งทางรางเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

10.การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงาน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายสถาพร ใจอารีย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทนนายรัตนะ สวามีชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12.ผลการสรรหากรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจำนวน 1 คน ได้แก่ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ตามที่คณะกรรมการการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯ ได้คัดเลือกแล้ว เพื่อแต่งตั้งแทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

13.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.นายพินิตเมธ ทีฆธนานนท์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

2.นางจิดาภา สุนทรธนากุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นายอริญชัย ซูสารอ

2.นายศาสตรา ศรีปาน

3.นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

15.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายบุญแก้ว สมวงศ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก จากเหตุวิวาทะระหว่างสัมภาษณ์ กรณีข่าวคอร์รัปชันในหน่วยงานที่กำกับ 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นายเสกสกล อัตถาวงศ์”แรมโบ้ อิสาน” อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมนายสุชาติ กรณีที่ได้ไปพบสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจ และขอโทษสื่อ หลังจากให้สัมภาษณ์ประเด็น ผลโพล ของ กกร. โดยมองว่าการให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวนายสุชาติ พูดในภาพรวมใหญ่ โดยไม่มีเจตนาที่จะไม่เห็นด้วยกับผลโพล หรือไม่มีเจตนาที่จะพูดไม่ดีกับสื่อมวลชน  

“รัฐมนตรี สุชาติ ถือเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น รวมถึงผลโพล เพื่อนำไปปรับปรุงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมีความตั้งใจในการทำงานสูง มีคาดหวังที่จะแก้ไขปัญหาในกระทรวง หรือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้สำเร็จ”

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนการที่พูดกับสื่อทำเนียบ ทันทีที่รู้ว่าคำพูดไม่เหมาะสมก็รีบลงไปขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอกทันที ทำให้เห็นว่านายสุชาติมีสปิริตสูง ดังนั้นไม่อยากให้พี่น้องสื่อมวลชนเข้าใจผิด คนที่ได้คบ รู้จัก หรือสัมผัสตัวตนที่แท้จริงจะรู้จักนิสัยใจคอว่ารมว.สุชาติ เป็นคนพึ่งพาอาศัยได้ ช่วยเหลือทุกปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน ไปพึ่งพาไม่มีผิดหวังถือเป็นรมต.ขวัญใจประขาชนคนหนึ่ง  จนคนทั่วไปและชาวชลบุรีตลอดจนเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนชื่นชมว่าคือ นักเลงตัวจริงเสียงจริง จนได้รับฉายาว่า “ลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ”เพราะมีความจริงใจกับทุกคน  การที่ออกมายอมรับและขอโทษสื่อ ท่านถูกต้องแล้วและต้องขอบคุณสื่อที่เข้าใจและให้อภัยรัฐมนตรี

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการปราบปรามการทุจริต นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานกับสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.) โดยเรื่องนี้นายกฯยืนยันว่าเป็นนโยบายหลัก และการปราบปรามสแกมเมอร์ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก 

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

“วุฒิสภา”ไฟเขียว ชงข้อสังเกต-แนวทางแก้ปัญหา เหตุ”รถไฟชนรถเมล์” ให้”รัฐบาล”พิจารณา

19 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย นายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดย นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป

โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น สื่อต่างชาติตีข่าวไปทั่วโลก ตั้งคำถามถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง หาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานไม่ได้ โดยวิจารณ์ความหละหลวมประเทศไทยอย่างหนัก ส่วนแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้า กทม.ชั้นในนั้น ตนขอคัดค้านอย่างหนัก เป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานใน กทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และผู้เสนอญัตติได้กล่างสรุปญัตติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบทั้ง 2 ญัตติ และส่งข้อสังเกตพร้อมข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้ มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน 4 ด้านหลัก 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ให้ความสําคัญมาก และยืนยันกับประชาชนว่าการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ไม่ได้ทําไปเพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ก็จะนําไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของผู้ประกอบการนายกฯได้นํามาสั่งการในครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกําหนดกรอบ ว่าได้มีการดําเนินการขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร ภายในทุกๆ 30 วัน และ 60 หรือ 90 วัน ตามเป็นระยะ ผ่านกลไกครม.เศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)

โดยนายกฯเน้นย้ำ 4 ด้าน คือ 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ได้มอบหมายให้สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ(สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก 2. ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอ และดิจิตอล ได้มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงานผลักดันตามข้อเสนอแนะ 3. การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิตอล เกษตรสมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น โดยเรื่องนี้ให้กระทรวงการคลัง และสํานักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นหน่วยงานหลัก และ 4. เรื่องการลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์ ได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ( ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เข้าไปดําเนินการ 

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

ศธ.รับลูก ครม. สกัดเด็กหลุดออกนอกระบบ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนไม่แจกใบจบเพราะค้างค่าเทอม

19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้เด็กสามารถนำเอกสารไปรายงานตัวเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Drop Out เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชนตามที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯเลื่อนฟังคำสั่งคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งครั้งที่ 2 หลัง กกต.ส่งหนังสือชี้แจงพร้อมพยานหลักฐาน ให้โจทก์ตรวจสอบนัดฟังคำสั่งอีกครั้ง11 สิงหาคม

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำ อท. 31/2569 ที่ ร.อ. ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก และ เลขาฯ กกต. รวม 8 คน ฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2569 มาตรา 69, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

โดยกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 มีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริต ทั้งยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นด้วย ทำให้โจทก์รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ

โดยศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าสำนักงานกกต. มีหนังสือจัดส่งคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยให้โจทก์ตรวจสอบหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากประสงค์จะทำคำคัดค้านให้ยื่นเข้ามาภายใน 15 วัน หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจ 

ทั้งนี้ ศาลให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 11 สิงหาคม นี้ เวลา 09.30 น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้่ศาลได้มีคำสั่งเลื่อนการฟังคำสั่งจากวันที่ 17 มีนาคมมาเป็นวันที่ 19 พฤษภาคมก่อนที่ศาลจะเลื่อนอีกเป็นครั้งที่ 2 มาฟังคำสั่งในเดือนสิงหาคมนี้

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการยกเลิกฟรีวีซ่า ซึ่งวีซ่าทุกประเภทที่ประเทศไทยออกให้กับประเทศอื่นๆ มีความแตกต่าง เช่น 15 วัน 60 วัน และ Visa on Arrival (VOA) หรือวีซ่าที่ชาวต่างชาติสามารถขอรับได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยการให้วีซ่าในลักษณะต่าง ๆ ด้านดีก็มี สามารถเอื้ออํานวยดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่มาตรการฟรีวีซ่าที่เราใช้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราเห็นว่ามันเป็นช่องให้เกิดผู้ไม่หวังดี เข้ามาในช่องนั้ นายกรัฐมนตรีจึงมีดำริว่าต้องทบทวนและดูอีกรอบหนึ่ง ทําให้เป็นระบบ โดยในช่วงเย็นนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดที่กระทรวงการต่างประเทศ 

โทน บางแค ร้องนายกฯ ตรวจสอบ บิ๊กเต่า อ้างถูกให้สัมภาษณ์พาดพิงกระทบชื่อเสียง

โทน บางแค ร้องนายกฯ ตรวจสอบ บิ๊กเต่า อ้างถูกให้สัมภาษณ์พาดพิงกระทบชื่อเสียง

โทน บางแค ร้องนายกฯ ตรวจสอบ บิ๊กเต่า อ้างถูกให้สัมภาษณ์พาดพิงกระทบชื่อเสียง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

โทน บางแค ร้องนายกฯ ตรวจสอบ รอง ผบก.สอบสวนกลาง อ้างถูกให้สัมภาษณ์พาดพิงกระทบชื่อเสียง

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” พร้อมด้วยนายปัญญา ไกรภักดีกุล หรือ “หนุ่ม นครปฐม” และนายเจน ปิยะทัต เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

นายโทนทอง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่ต่อมา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูง ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนและปรากฏตัวในรายการต่าง ๆ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการแสดงความเห็นในลักษณะเป็นปฏิปักษ์

นายโทนทองกล่าวว่า การแสดงออกดังกล่าวอาจส่งผลต่อการรับรู้ของสังคม ทำให้ตนถูกมองในทางเสียหาย เช่น ถูกระบุว่าเป็น “โจรกระจอก” หรือผู้กระทำความผิด ซึ่งอาจกระทบต่อชื่อเสียงและการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการประกอบอาชีพสุจริต

“ผมได้รับผลกระทบจริงในเรื่องนี้ และยังไม่มีข้อกล่าวหาใด ๆ ที่เป็นทางการ แต่เมื่อมีการสื่อสารในลักษณะดังกล่าว อาจทำให้สังคมตัดสินไปล่วงหน้า” นายโทนทองกล่าว

นายโทนทองยังระบุเพิ่มเติมว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ว่าการให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐควรปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ยังไม่มีคำตัดสินทางกฎหมาย

ขณะเดียวกัน นายปัญญา หรือ “หนุ่ม นครปฐม” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สมอง ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยระบุว่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาเงินกู้ และเป็นกลุ่มเจ้าหนี้รายเดียวกับ “โทน บางแค”

ด้านนายเจน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบคดีเช็คมูลค่า 65 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยมีข้อพิพาทกับคู่กรณีเดียวกับกลุ่มของ “โทน บางแค” พร้อมระบุว่าเกรงว่าอาจมีการบิดเบือนในชั้นสอบสวน และในช่วงเดือนกันยายน 2569 ตนมีแผนจะสมัครเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จึงเกรงว่าอาจถูกกลั่นแกล้งจนเสียโอกาส

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้รับหนังสือ พร้อมระบุว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ดร.โจ ยอมรับตรงๆ ไม่การันตี ผู้สมัคร ส.ก.พรรคส้ม ไร้ทุจริต แต่ย้ำคัดกรองเข้ม

ดร.โจ ยอมรับตรงๆ ไม่การันตี ผู้สมัคร ส.ก.พรรคส้ม ไร้ทุจริต แต่ย้ำคัดกรองเข้ม

ดร.โจ ยอมรับตรงๆ ไม่การันตี ผู้สมัคร ส.ก.พรรคส้ม ไร้ทุจริต แต่ย้ำคัดกรองเข้ม

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

19 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาชน (ปชน.) นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงนโยบาย AI ปราบโกงถึงกรณีการทุจริตในสมัยที่ผ่านมาของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.ถือว่าสอบตกหรือไม่ ว่า อาจจะให้ประชาชนเป็นผู้ประเมิน คิดว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารสามารถยับยั้งได้ในทุกขั้นตอน แต่การที่ไม่ยับยั้งและปล่อยให้เกิดสิ่งเหล่านี้ โดยที่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็ยากที่จะฟังขึ้น ส่วนจะประเมินนายชัชชาติ กี่คะแนน อยากให้ประชาชนไปให้คะแนนกันในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ขอย้ำว่า เราทำปัญหานี้ให้หมดไปไม่ได้ ถ้าฝ่ายบริหารขาดเจตจำนงและความกล้าหาญ

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนชูว่าต้องเลือก ส.ก.พรรคประชาชน ยกทีม ถ้าไม่ได้ ส.ก.ยกทีม จะไม่ประสานงานใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ส.ก.พรรคประชาชน สามารถทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ท่านใดท่านหนึ่งได้อยู่แล้ว ในสภา กทม.ชุดที่ผ่านมาก็ประสานงานกันได้ดี ขณะเดียวกัน ผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน ก็สามารถทำงานกับ ส.ก.พรรคอื่นได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราทำเพื่อใคร ถ้าทำเพื่อประชาชน และมีเจตจำนงที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประชาชน คิดว่าไม่ใช่เรื่องของ ส.ก.พรรคไหนหรืออะไร ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้น แต่เกิดจาก ส.ก.บางคนต้องการต่อรองเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยการรวมกลุ่มกันไปต่อรองงบประมาณกับผู้ว่าฯ และสอดไส้อยู่ในสำนักต่างๆ หรือที่เรียกว่างบแปร

จากนั้น นายชัยวัฒน์ เชิญ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม.พรรคประชาชน มาขยายความเพิ่ม โดย นายวิโรจน์ กล่าวว่า ความบกพร่องที่เกิดขึ้นคิดว่าเกิดขึ้นได้ เพราะการจัดซื้อจัดจ้างในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตท้องถิ่นพิเศษ มีจำนวนมาก แต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจะมีกลไกอะไรในการป้องกัน หรือมีระบบเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดที่ไปเกี่ยวโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น กรณีลู่วิ่งขึ้นซ้ำอีก

“ถ้าเราไปจับที่คน เดี๋ยวก็จะเกิดขึ้นอีก นายชัยวัฒน์ และทีมงาน ส.ก.ของพวกเรา เลยคิดว่าต้องมีระบบบางอย่างที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาสกัดกั้นตั้งแต่แรก ในขั้นตอนการทำงบประมาณ การเสนอราคากลางอย่างสมเหตุสมผล มีการจัดทำทีโออาร์ที่ไม่ล็อกสเปกตั้งแต่แรก ไม่ได้ปล่อยปะละเลยให้พ่อค้าเข้ามา ต้องยอมรับหลายโครงการคนเขียนสเปกเป็นพ่อค้า แล้วเขาเขียนเพื่อล็อกสเปกตัวเอง แล้วไปหาคู่เทียบที่เป็นบริษัทในเครือข่าย” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ที่ถามว่าจะให้คะแนนนายชัชชาติเท่าไหร่ คิดว่านายชัชชาติเคยให้คะแนนตัวเองไปแล้ว ให้เกียรตินายชัชชาติให้คะแนนตัวเองดีกว่า แต่เรามองไปข้างหน้า จะผู้ว่าฯ ชื่ออะไรก็ตาม เราไม่ควรฝากความหวังเรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไว้กับชื่อผู้ว่าฯ ที่สำคัญที่สุด ต่อให้เราได้ผู้ว่าฯ ที่ดี เราก็ไม่ควรต้องเสียดาย เพราะผู้ว่าฯ ที่ดีต้องวางระบบเอาไว้ เวลาพ้นจากหน้าที่ไป ระบบที่ดีก็ยังคงอยู่

เมื่อถามว่า ระบบที่นายชัชชาติวางไว้สามารถใช้ได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า การวางระบบนี้ต้องวางควบคู่ไปกับการวางระบบบริหารราชการ ที่นายชัยวัฒน์พูดถึงเรื่องงบแปรญัตติ กลไกไม่ได้ยาก ทำให้รู้สึกแค้นใจว่าทำไมเราแก้ไม่ได้ เพราะจะมี ส.ก.จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้เหมารวม เขารวมกลุ่มกันไปตัดงบผู้ว่าฯ มาให้ได้ มีเป้าหมายว่าปีหนึ่งตัดได้ 5,000 ล้านบาท

“รวมตัวสมคบกันแล้วตัดงบผู้ว่าฯ หลังจากนั้นจะไปเจรจาหลังม่าน ข่มขู่ผู้ว่าฯ เอามาให้ฉัน 2,500 ล้าน ครึ่งหนึ่ง พอได้มาแล้วก็จะเอาพ่อค้าของตัวเองมารับงาน ฮั้วกันกับข้าราชการเรื่องทีโออาร์ ส่วนหนึ่งก็ได้งานที่ไม่มีคุณภาพ คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชน คนที่ได้เงินทอนก็คือ ส.ก.และราชการบางคนในเครือข่าย” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า หากมีระบบแบบที่พรรคประชาชนเสนอ ผู้ว่าฯ ก็ไม่ต้องลำบากใจ คนที่เซ็นงบประมาณก็คือผู้ว่าฯ ไม่เคยเห็นความอึดอัดใจของนายชัชชาติกรณีลู่วิ่ง หรือ ทั้งที่ในใจของท่านก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ว่าฯ จะได้ไม่ต้องอยู่ในสภาวะที่น้ำท่วมปาก

เมื่อถามว่า หากสภาพจริงไม่ได้ ส.ก.ตามที่หวังไว้ ก็ต้องทำงานกับ ส.ก.ที่เรียกรับผลประโยชน์จะทำอย่างไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขึ้นต้นเราก็ทำจากความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ถึงแม้จะเป็น ส.ก.จากพรรคอื่น แต่ถ้าระบบนี้กำกับดูแลควบคุม การต่อรองก็ทำได้ยาก กรณีนี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงส่ง ส.ก. 50 เขต ส่วนเรื่องแทคติคการดีล เชื่อว่านายวิโรจน์ก็มีประสบการณ์ และจะเข้ามาเป็นทีมบริหาร

นายวิโรจน์ กล่าวเสริมว่า เรื่องการทำงานของ ส.ก.ต้องเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด หากประชาชนรับรู้ก็จะมีส่วนร่วมในการติดตามว่าขั้นตอนไปถึงไหน คิดว่าเป็นจุดแข็งของผู้สมัคร และ ส.ก.ของพวกเรา ว่าหากเป็นโครงการของประชาชนก็จะเปิดให้มากที่สุด ซึ่งหากทำแบบนี้แล้วเกิดปัญหา ประชาชนจะออกมาปกป้องเอง ที่สำคัญความสัมพันธ์ในการบริหารระหว่างผู้ว่าฯ กับ ส.ก.ก็ต้องดี ชิดเกินไปก็ไม่ดี ห่างเกินไปก็ไม่ดี ที่แย่ที่สุดคือดูเหมือนห่าง แต่หลังม่านแล้วใกล้ชิด อย่างนี้เลวร้ายที่สุด

เมื่อถามว่า การันตีได้หรือไม่ว่าผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาชน จะไม่มีคดีความเรื่องทุจริต นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คิดว่าถ้าเป็นมนุษย์ คงไม่สามารถการันตีใครได้ เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เราพยายามทำ พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความตั้งใจมาทำงานได้ เราไม่ได้กีดกันใครตั้งแต่ต้น เรามีกระบวนการคัดเลือกคัดกรอง เช็กประวัติเท่าที่เรามีข้อมูล และเท่าที่เราหาได้ มีทั้งการทำงานอบรมร่วมกัน รวมถึงการลงพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ได้คัดกรองมาอย่างเต็มที่ ถ้าจะมีใครเปลี่ยนแปลงไปในภายหลังจากได้รับเลือกตั้ง คงไม่มีใครการันตีได้ แต่การอบรมคัดกรองมาพอสมควร ทำให้เชื่อว่าทุกคนมีดีเอ็นเอมุ่งมั่นที่จะทำงาน

เมื่อถามว่า จะได้เห็นทีมผู้บริหาร กทม.ของพรรคประชาชน หาเสียงด้วยหรือไม่ เพราะเทียบกับเลือกตั้ง ส.ส. The Professionals ถูกมองว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง นายวิโรจน์ กล่าวว่า ผู้บริหารที่ทาบทามมาแต่ละท่าน มีหน้าที่แตกต่างกัน หลายท่านอาจจะมาช่วยเดินหาเสียง หลายท่านทำงานเชิงนโยบาย หรืออยู่ในวงประชุม แต่ละคนมีบทบาทต่างกัน แต่เข้าใจ เพราะประชาชนก็จะมองเห็นบทบาทของผู้บริหารเหล่านั้นผ่านการเดินหาเสียง แต่โดยเนื้อแท้ยังมีงานอีกมากมาย หลังบ้านก็สำคัญ เหมือนวงดนตรี แม้แต่ทุกคนที่อยู่หลังเวทีก็มีความสำคัญเหมือนกันหมด ซึ่งหลายคนก็จะมองแต่นักร้องนำ

“บางท่านอาจจะมีความเชี่ยวชาญในงานงานหนึ่ง แต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ถ้าเราให้เขาผลักจากงานหลังบ้านมาช่วยเดินหาเสียง มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เราก็พยายามวางคนให้ถูกกับงานให้มากที่สุด ไม่ได้เป็นปัญหาแบบนั้น” นายวิโรจน์ กล่าว

“ช่วงแรกเป็นช่วงที่เพิ่งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.และผู้สมัคร ส.ก.เราจึงเน้นในส่วนนี้ แต่ระยะนี้จะเห็นเราลงไปทำนโยบายวงย่อยในพื้นที่ต่างๆ เดี๋ยวเราจะเริ่มเห็นทีมบริหารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะจะทำนโยบายเชิงประเด็น ต้องบอกว่าเป็นช่วงจังหวะแคมเปญของพวกเรา” นายชัยวัฒน์ กล่าว