อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

‘อิ๊งค์’ เดินสายช่วยผู้สมัคร สส.เชียงใหม่หาเสียง บอก หาก ‘หมอโจ้’ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ 

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีลงพื้นที่ช่วยนพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง ว่า เพราะนโยบายดีๆ และตรงจุดเกิดจากการรับฟัง น้องๆ คนรุ่นใหม่มาสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะพื้นที่บนดอย ขณะที่น้องๆ บางคนเรียนจบแล้วตัดสินใจไปทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลด้านรายได้ที่มากกว่า มีโอกาสที่มากกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดใดๆ เพราะ ทางเลือกและโอกาสเป็นของทุกคน

น.ส.แพทองธาร ระบุต่อว่า นี่คือปัญหาเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างมีศักยภาพ ด้วยแรงงานที่มีคุณภาพ น้องๆ อยากฝากพรรคเพื่อไทย ฝากหมอโจ้ (นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล) ฝากอาจารย์เชน (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย) ว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และหมอโจ้ได้เข้าสภาไปรับใช้ชาวเชียงใหม่ ขอให้พรรคมีนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้คนอยากทำงานที่บ้านเกิด และคนที่นี่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า นอกจากนี้ คือเรื่องการท่องเที่ยว ไม่เฉพาะแค่ จ.เชียงใหม่ แต่จังหวัดอื่นๆ ด้วยที่วันนี้นักท่องเที่ยวลดลงเรื่อยๆ อยากให้รัฐบาลดึงกิจกรรม เทศกาล หรืออีเวนต์ขนาดใหญ่เข้ามาจัดที่ จ.เชียงใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ตอนเราเป็นรัฐบาลผลักดันมาโดยตลอด และเชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทย นำโดยอาจารย์เชน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคจะสานต่อแน่นอน เพิ่มเติมด้วยการผลักดัน Wellness Destination ซึ่งเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของนพ.ธีรพัฒน์ ที่มองเห็นโอกาสและอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ สามารถผลักดันให้ จ.เชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ สร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับชาวเชียงใหม่ตลอดปี โดยไม่จำเป็นต้องรอแค่ช่วงเทศกาลอีกต่อไป 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า พรรคเพื่อไทยเรามีหลายนโยบายที่อยากผลักดัน แต่การพูดคุยร่วมกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จริงๆ วันนี้ทำให้ได้ไอเดีย มองเห็นโอกาสอีกมาก และยังมีเสียงเรียกร้องจากน้องๆ ขอให้จัด YPP ตามภูมิภาค เพื่อให้เข้าใจปัญหาแต่ละท้องที่ ท้องถิ่นมากขึ้นด้วย เดี๋ยวเรื่องนี้ ขอรับไปแจ้งต่อที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พิจารณาขยายงานกันต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธาร ได้ลงพื้นที่น้ำพุร้อนสันแพงเพื่อช่วยนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทยหาเสียง 

โดย น.ส.แพทองธาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เชียงใหม่กับศักยภาพที่จะเป็น Thailand Wellness Economy ภาพใหญ่ของเชียงใหม่ที่เพื่อไทยผลักดันมาตลอด คือการทำให้เชียงใหม่เป็น Wellness Destination ทั้งศักยภาพด้านคน การบริการ ภูมิประเทศ และโดยเฉพาะจุดเด่นของเชียงใหม่เอง ที่มีธุรกิจด้านสุขภาพที่แข็งแรงมากๆ ฃนี่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหญ่ที่ทำให้คนมาเที่ยวเชียงใหม่ได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องมาเฉพาะช่วงเทศกาล 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า วันนี้นายจักรพล พามานํ้าพุร้อนสันกําแพง อีกหนึ่งพื้นที่ศักยภาพที่จะเสริมให้เราไปถึงภาพใหญ่นั้นได้ จุดเด่นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่คนเชียงใหม่อยากพัฒนา ตั้งแต่การดูแลเรื่องความปลอดภัย การพัฒนาจุดท่องเที่ยวแต่ละจุด โดยเฉพาะด้านบริการและการรักษาความสะอาด รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นจุดขายของพื้นที่นี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากผลักดัน และสานต่อ ขอให้นายจักรพลได้ดูแลคนเชียงใหม่ ไปสู่ภาพใหญ่เชียงใหม่ด้วยกัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในช่วงเย็น น.ส.แพทองธาร จะไปเดินถนนคนเดินท่าแพ สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อช่วยผู้สมัครสส.ของพรรคเพื่อไทยหาเสียงต่อ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

‘อนุทิน’บอกคนละครึ่งแตกต่างจากเศรษฐีเงินล้านชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ แนะย้อนดูสมัยแจกเงินหมื่น ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแถมทำไม่จบ จวกไม่ใช่เห็นนโยบายพรรคอื่นแล้วออนท็อป เอามานำเสนอรายวัน ชี้ทุกอย่างต้องมีการวางแผน – ดูงบประมาณ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

เมื่อถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้

เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้

เมื่อถามต่อว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“พราหมณ์ มุกดาสนิท” ลุยหาเสียง เข้าถึงพื้นที่ ย้ำเขต 3 จันทบุรี ต้องแก้ปัญหาปากท้อง – แหล่งน้ำให้ชาวสวน ชูนโยบายพลังประชารัฐ ยึด 3 เสาหลัก  มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล

ชนายพราหมณ์ มุกดาสนิท ผู้สมัคร สส.หมายเลข 6 เขต 3 จ.จันทบุรี พรรคพลังประชารัฐ  ลงพื้นที่หาเสียงบ้านซับตารี ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ด้วยการเดินเท้าเข้าตามบ้านเรือนประชาชน เพื่อขอคะแนนเสียง พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ที่พบปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า แก้ไขปากท้องประชาชนต้องมาก่อน  โดยเฉพาะปัญหาหลักก็คือ แหล่งน้ำทำกิน 

นายพราหมณ์  บอกกับประชาชนในพื้นที่ ว่า คนที่เข้ามาเป็น สส. เป็นนักการเมือง  ต้องดูแลแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะแก้ปัญหาปากท้องประชาชนต้องมาก่อนที่สำคัญ เช่นในพื้นที่ อ.สอยดาว ยังพบปัญหา การปลูกทุเรียน และขาดแลน้ำ  ที่สำคัญ ราคาทุเรียนเมื่อปลูกแล้ว ราคาตกอีก ทำให้รายได้ไม่พอกับต้นทุนการผลิต  นอกจากนี่ยังพบเรื่องไฟฟ้า ในพื้นที่ ที่ยังขาดแคลน ดังนั้นตนเองจึงรับฟังปัญหาทั้งหมด พร้อมนำเสนอนโยบายขอพรรคพลังประชารัฐที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ภายใต้ 3 เสาหลัก คือ มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล เพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง ความมั่นคง และความเดือดร้อนของประชาชน

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ทบ. แจงยังไม่มีข้อมูล หลังเพจเฟซบุ๊กโพสต์ เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน พร้อมย้ำยังไม่มีรายงานเข้ามา หลังมีข้อความแชร์ผ่านไลน์ มีปะทะชายแดน จ.อุบลฯ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 จากกรณีที่มีเพจ ”Thai Army ทหารไทย“ โพสต์ข้อความระบุว่า กัมพูชา อพยพอีกแล้ว รวมทั้งมีการโพสต์ข้อความว่า “ทหารกัมพูชาปรับกำลังประชิดชายแดนรอบวางทุ่นใหม่อีกเพียบรอบ 3 ไม่ต้องห่วงมาแน่”

ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ยังไม่ได้รับข้อมูล ปกติหากมีข้อมูลสำคัญอะไรที่ควรสื่อสารสังคม เราจะแจ้งให้ทราบ

ขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหม ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้

พร้อมกันนี้ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีการส่งข้อความทางไลน์อ้างมีเหตุปะทะชายแดน จ.อุบลราชธานี ว่า “ยังไม่มีการรายงานเข้ามา ขอให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการเพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง”

พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

‘พิธา’มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคประชาชน ส่ง‘เท้ง’เข้าทำเนียบรัฐบาล บอก‘รักชนก’ล่อให้แล้วผู้ประกันตน 24 ล้านคน หยอดถูกตัดสิทธิ์การเมือง แต่ตัดสิทธิ์ความคิดถึงประชาชนไม่ได้

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราผศรัย ว่า วันนี้ได้กลับมาอีกครั้งอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคย และยังมีเรื่องที่เรายังค้างคาอยู่ ยังทำไม่จบ วันนี้ก็ได้มาร่วมทีมด้วยกัน และหวังว่าจะเชิญชวนทุกคนไปร่วมเลือกเบอร์ 46 ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนเข้าทำเนียบรัฐบาล ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ตนคิดถึง ตั้งแต่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ก็ตัดสิทธิ์ความคิดถึงประชาชนไม่ได้ 

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มองว่าเป็นเรื่องยากหรือไม่ พรรคประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นที่ 1  นายพิธา กล่าวว่า การเลือกตั้งยากทุกครั้ง คนก็เปลี่ยนไปตลอด แต่สิ่งสำคัญและเป็นจุดเด่นของพวกเราต้องแต่สมัยอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน ก็คือการทำงาน ทำงานเป็นทีม ก็จะได้เห็น ธร ทิม เท้ง ต๋อม  หรือ 4 T ที่จะร่วมกันทำให้นายณัฐพงษ์เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลให้ได้แน่ๆ  ส่วนการดึงคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายณัฐพงษ์ ตนเพียงมาเป็นผู้ช่วย ส่วนเจอศึกหนักทั้งจากเพื่อไทยและภูมิใจไทย ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีครั้งไหนที่ไม่หนัก  เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง  เราควรเอาบรรยากาศที่คุ้นเคยกลับมา การเมืองเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องความเป็นไปได้ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม 

“เวทีนี้ถ้าจะให้เฉลยกับผู้สื่อข่าว ตั้งใจสื่อสารกับคน 25 เปอร์เซ็น หรือ 10 ล้านคน ที่ปกติแล้วไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งเราก็เข้าใจ เพราะการเดินทางออกมาใช้สิทธิ์อะไรต่างๆก็มีต้นทุน ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจ หรือประมาณ 7 ล้านคน รวมกับคนรุ่นใหม่ 3 ปีที่ผ่านมา เกิดประมาณปีละ 8 แสน รวมแล้วก็ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งคนที่สนับสนุนคุณเท้งอยู่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคุณเท้ง แต่คนที่มักจะไม่มาใช้สิทธิ์กับคนที่ยังติดสินใจไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องปลุกพวกเขา 25 ล้านคนออกมาให้ได้ เพราะคุณไอซ์ (น.ส.รักชนก ศรีนอก) ก็ได้ล่อไปแล้ว 24 ล้านคนจากประกันสังคม ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ทำให้เห็นว่าการออกมาเลือกตั้งมีประโยชน์ แน่นอนว่ามีต้นทุนในการออกมาเลือกตั้ง ก็อาจจะต้องปิดร้านก๋วยเตี๋ยว บางคนลางานไม่ได้” นายพิธา กล่าว 

เมื่อถามต่อถึงกระแสชาตินิยมกับวาทกรรมทหารมีไว้ทำไม จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้มีการอธิบายไปหลายครั้งมากแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ได้ขอโทษที่ทำให้ทหารมืออาชีพไม่สบายใจ เพื่อปรับความเข้าใจกัน และหลังจากปรับความเข้าใจ ก็ได้เห็นทหารมืออาชีพชั้นผู้น้อย ได้ออกมาระบายความอัดอั้นตันใจ ดังนั้นจุดยืนของเราในการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยและมีสิทธิมนุษยชน ไม่มีคอร์รัปชั่นในกองทัพ เป็นสิ่งที่ทหารมืออาชีพจำนวนมากเข้าใจ 

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

‘​ภูมิ สวัสดี’พรรครักชาติ หวิดโดนไล่ อ้างชาวบ้านคิดว่า ‘ด้อมส้ม’

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6 โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

​โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาหาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก ด้อมส้ม” มาหาเสียง ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

​อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

​”ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลย เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่

​ด้านนายภูมิ สวัสดี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า การลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นภาพสะท้อนความรู้สึกของประชาชนอย่างชัดเจน และขอบคุณชาวชุมชนที่เปิดใจรับฟังนโยบายของพรรครักชาติ พร้อมย้ำว่าตนตั้งใจมาทำงานเพื่อพี่น้องชาวประเวศและสะพานสูงอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองแบบใด ตนพร้อมรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหาให้ทุกคน

​สำหรับการลงพื้นที่ในเขต 21 ครั้งนี้ ถือว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยนายภูมิขอฝากเบอร์ 6 และพรรครักชาติไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจพรรคส้ม ก่อนขึ้นปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน นำทีมผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ สส. เขตกทม. เดินทางมาหาเสียง ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยมีประชาชนจำนวนมาก ให้การต้อนรับและเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย

ต่อจากนั้น นายณัฐพงศ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า ตนให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการเมืองไทย อยากให้ทุกคนมองไปที่อนาคตซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ตนคิดว่าเหลือเพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น ก็คือ เลือกการเมืองแบบอดีต กับการเมืองแห่งอนาคตที่เราจะสร้างประเทศไทยให้ดีกว่า ให้กับลูกหลาน 

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า นอกจากเวทีปราศรัยในวันนี้ ที่สามย่านมิดทาวน์แล้ว พรรคประชาชนจะมีคาราวาน 8 สาย ไปให้คบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ก็ขอให้ทุกคนติดตามแคมเปญของพรรคประชาชนต่อไป แล้วจะมีเวทีปราศรัยใหญ่ด้วย

“มั่นใจว่าเราจะได้เสียงที่มากเพียงพอ ที่เข้มแข็งมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงทางการเมืองเราได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจ พรรคประชาชน ถ้าอยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องลังเล กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน”

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในการปราศรัยวันนี้ เราจะมาโชว์วิสัยทัศน์ ฉายภาพให้เห็น ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าที่ผ่านมาการเมืองในอดีตได้ฉุดรั้งประเทศไทยไว้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหตุการณ์เครนถล่ม ตึกสตง. ถล่ม เรื่องของสีเทาในประเทศ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาทำไมเป็นแบบเดิมๆไม่ตอบโจทย์ และครั้งนี้นอกจากที่พรรคประชาชนได้เปิดตัวทีมผู้บริหารมืออาชีพรัฐบาลประชาชนไปแล้ว เวทีปราศรัยวันนี้เราก็จะฉายภาพให้เห็นชัดยิ่งขึ้น ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ ถ้าคุณยังลังเลเท่ากับคุณกำลังทิ้งประเทศให้จมอยู่กับอดีต ถ้าคุณอยากสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกคุณ กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบ

“ก็อยากจะเชิญชวนประชาชนทุกคนโหวดยุทธศาสตร์ ให้กับพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน ครั้งนี้ไม่มีเสียง สว. โหวตตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว ถ้าประชาชนมีฉันทามะติร่วมกันว่าไม่เอาการเมืองแบบอดีต อยากจะได้การเมืองที่สร้างอนาคตให้กับลูกหลานก็กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบไม่ต้องลังเลมีทางออกแน่นอนครับ”

ส่วนผลโพลที่สำรวจออกมาว่าพรรคประชาชนได้ทั้งเขต และบัญชีรายชื่อนั้น ก็ต้องขอขอบคุณชาวสมุทรปราการ และจริงๆอีกหลายจังหวัดที่ผลโพลขณะนี้ ตน และพรรคประชาชนเริ่มมีคะแนนทิ้งห่างเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามโพลล์ก็มีขึ้นมีลง “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ” เราก็จะทำงานหนักแบบนี้ต่อไปจนถึงวันเลือกตั้ง 

ส่วนที่นักวิเคราะห์หลายคนประเมินอันดับหนึ่งไม่ใช่พรรคประชาชน แต่เป็นพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนคิดว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองก็สามารถทำได้ แต่ตนอยากจะให้ประชาชนทุกคนช่วยกันคิดว่าการเมืองคือเรื่องแห่งการเปลี่ยนแปลง และ 8 ปีที่ผ่านมา พวกคุณทุกคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เสียงของพวกคุณช่วยเปลี่ยนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ จากสมัยพรรคอนาคตใหม่ ที่ทุกคนวิเคราะห์กันว่าจะได้เสียงต่ำ 10 แต่เสียงของพวกคุณนั่นแหละที่ทำให้พวกเรากลายเป็นพรรคที่ได้เสียง กว่า 80 ที่นั่ง และการเลือกตั้งปี 2566 ที่มักก็พูดเหมือนกันว่า พักนี้ไม่มีทางที่จะชนะเลนส์สไลด์ได้ แต่เสียงของพวกคุณก็พิสูจน์แล้ว ทำให้เรามาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้  การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพวกเราตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ที่ทุกคนไม่เคยคิดไม่เคยฝันกับคำว่าสุราก้าวหน้า กับ สมรสเท่าเทียม กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะผ่านสภามาได้ แต่ก็เป็นเสียงของพวกคุณนี่แหละที่ทำให้กฎหมายต่างๆเหล่านี้ผ่านสภาได้ แล้วก็สุดท้ายเรายังมีวาระที่เรายังอยากผลักดันต่อร่วมกันคือการยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเอาคนโกง คนทุจริต เข้าคุกให้ได้ หรือแม้แต่การผลักดันให้กองทุนประกันสังคมโปร่งใสมากยิ่งขึ้น วาระที่ก้าวหน้า ให้กับสังคมเสียงของพวกคุณทั้งนั้นที่ จะทำให้เรื่องที่พวกเขาอยากปฏิเสธเป็นเรื่องที่พวกเขาจะปฏิเสธได้อีกต่อไป ก็ขอให้จงเชื่อพลังของตัวเองในทุกๆทุกๆคน

ส่วนที่นายพิธา กลับมาช่วยหาเสียงในครั้งนี้ นายพิธาเองก็ได้ชี้แจง ไปหมดทุกอย่างแล้วและได้แสดงออกถึงความรู้สึกและความตั้งใจของตัวเอง ไปแล้ว และโดยส่วนตัวตนก็เชื่อว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็เข้าใจดี ว่าที่ผ่านมาเราสื่อสารเรื่องนี้หมายถึงอะไร ขอยืนยันอีกหนึ่งครั้งว่าพรรคประชาชน อยู่ข้างกองทัพที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ ก็อยากสนับสนุนให้กองทัพมีความทันสมัยและทหารชั้นผู้น้อยได้รับสวัสดิการ

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายไว้คือเราได้รับเสียงสนับสนุนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่มากเพียงพอ  ถ้าเราได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา ก็ไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยน้อยเราก็ตั้งเป้าหมายว่าต้องทิ้งห่างจากพรรคอันดับสองซัก 30 ถึง 40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรวมขั้วกันแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นโจทก์ของเรา ณ ตอนนี้ เรามองไปไกลว่าเราจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้  แต่เราชวนประชาชนทุกคนมามองว่าทางออกของประเทศคืออะไร เรามองว่าการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนที่เสียงประชาชนมีความเข้มแข็งมากพอ ถ้าประชาชนเชื่อในสิ่งนี้แบบเดียวกับเรา  กาให้กับพรรคประชาชนแบบถล่มทลาย อย่างไรก็ปิดประตูทุกช่องแน่นอน ตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน 

นายณัฐพงศ์ กล่าวถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานประกันสังคม ว่าความจริงเงินกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าน่าจะอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านบาท ผู้ประกันตนทุกคนก็มีความรู้สึกย้อนแย้งเช่นเดียวกันว่ามทำไมเงินที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนสมทบเข้าไปกลับถูกบริหารจัดการโดยพรรคที่ขาดความโปร่งใส ทำไมเงินถูกนำไปทำปฏิทิน เอาไปสร้างโรงอาหารในกระทรวงแรงงาน  รวมถึงเอาไปซื้อตึกสกายไฮ ซึ่งผลสอบออกมาแล้วว่าแพงเกินจริง ถ้าหากเปรียบเทียบกับเงินกองทุน ก.บ.ข. ที่เป็นเงินของข้าราชการ ที่จ่ายสมทบเข้าไป แต่กลับบริหารโดยภาคเอกชน ดังนั้นตนคิดว่าสิ่งที่พวกเราเรียกร้องไม่มีอะไรที่เกินไปกว่าที่จะทำให้เงินของผู้ประกันตนทุกคนได้รับการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส แล้วตกถึงมือทุกคนมากที่สุด 

“ใครที่เคยเป็นเจ้าของตึกสกายไฮท์ ที่ขายต่อและใครที่เคยเป็นรัฐมนตรี ในอดีตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับช่วงการซื้อตึกสกายไฮ เกี่ยวกับทุนประกันสังคม ตอนนี้ไหลไปอยู่พรรคเดียวกันแล้ว ดังนั้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกองทุนเงินประกันสังคม และจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีที่มีประวัติสีเทา แต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดการเท่าที่ควรเนื่องจากนายกรัฐมนตรี เอาเหตุผลทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งมาตรฐานทางการเมืองซึ่งน่าจะสูงกว่านี้ เพราะฉะนั้น ในการจัดการเรื่องสีเทาและการจัดการเรื่องเงินกองทุนประกันสังคม ในการทำให้งบประมาณของรัฐทุกอย่างมีความโปร่งใสตกถึงไม้ถึงมือประชาชนมากที่สุดจึงหนีไม่พ้นต้องแก้ที่การเมืองก่อน  ซึ่งที่ผ่านมาถ้าบริหาร กองทุนเงินประกันสังคม ถ้าได้ผู้บริหารมืออาชีพมากกว่านี้ตนเชื่อว่าผลตอบแทนของกองทุนเงินประกันสังคมจะมีมากกว่านี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายนี้ อดีตหัวหน้าพรรค อย่างนายพิธา นายธนาธร รวมถึงหัวหน้าคนปัจจุบันมาช่วยกันแท็กทีมเพื่อจุดกระแสทางการเมืองก่อนวันเลือกตั้งหรือไม่     

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเรายืนยันมาตลอดคือพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นผมหรือทีมแกนนำและผู้สมัครสอสอ หรือองคาพยพส่วนใดก็ตามเรามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง การที่ทุกคนกลับมาช่วยกันหาเสียงเพื่อยืนยันในหลักเดิมว่าพวกเขาถึงแม้วันนี้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ได้มีตำแหน่งที่จะมาท้าชิงเป็นรัฐมนตรีหรือเป็น ส.ส.แล้ว แต่ทุกคนก็ยังไม่หยุดที่จะทำการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ดังนั้นก็อยากจะให้ทุกคนเห็นความตั้งใจต่างๆเหล่านี้แล้วเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเราไปด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แสดงความคิดเห็นตอบโต้นายวิโรจน์ว่าถ้าพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล 100 วันแรก ต้องเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมที่มี  ม.112 รวมด้วย แล้วยกเลิก พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ค้างอยู่ในส.ว. ทำได้หรือไม่ถ้าได้เป็นรัฐบาล

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า จริงๆเราสามารถเดินหน้าได้โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายฉบับเดิม และเรื่องนี้เราก็ได้ยืนยันมาตลอดว่าการที่รับโทษกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติ ยกโทษให้บางกลุ่มหรือนิรโทษให้บางกลุ่ม เพราะตราบใดที่เรายังมีเลือกปฏิบัติอยู่อย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นธรรมและหาทางออกให้กับสังคมได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลหรือไม่ที่ เวทีปราศรัย ใหญ่ ที่หลายพรรคเหมือนว่าพรรคประชาชนตกเป็นเป้าปราศรัยในเรื่องของวาทะกรรมอย่างรุนแรง  เช่น เรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี  ตรงนี้มีความกังวลหรือไม่ ว่าจะทะให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนอาจจะคล้อยตามได้ 

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่าจริงๆแล้วตนได้อธิบายเรื่อง นี้ไปหลายครั้งแล้วที่เรามีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกอนุรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามเงื่อนไข เอ็มโอเอ ที่เรามองถึงเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือกุญแจที่สำคัญที่จะปลดล็อคการเมืองเมืองไทยให้ออกจากอดีต และจะเห็นว่าการกระทำของเราที่ผ่านมานำมาซึ่งบัตรสามใบในครั้งนี้ จึงอยากชวนให้ทุกคนมองย้อนกลับไปยาวยาวก่อนเลือกตั้งปี 2566 พรรคที่เป็นพรรคหลักๆ สนับสนุนมาโดยตลอดว่าอยากผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สองปีที่ผ่านมาไม่เกิดอะไรขึ้นเลยและจากการที่เราได้ตัดสินใจตามเอ็มโอเอ อย่างน้อยในการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจะได้ตัดสินอนาคตของประเทศผ่านบัตรสองใบอีกหนึ่งบัตรอีกหนึ่งใบก็คือการเห็นชอบในการทำประชามติเดินหน้าประเทศไทยต่อไปด้วยกัน

ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้าในต่างประเทศที่ขณะนี้บางประเทศยังมีปัญหาติดขัด นั้น ตนก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบในอดีตที่การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรบัตรเลือกตั้งเดินทางมาไม่ถึงไทย ทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างประเทศเสียสิทธิ์ ในการเลือกตั้งไป จึงอยากให้ กกต. เร่งรัดให้ทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนที่อยู่นอกประเทศสามารถเลือกตั้งได้ทุกคน

ต่อจากนั้น นายณัฐพงษ์ และคณะทำกิจกรรม เดินตามฝัน Trust the People พบปะประชาชาและเดินจนถึงสามย่านมิตรทาวน์เพื่อรอการปราศรัยใหญ่เวทีสามย่านมิตรทาวน์ ในเวลา 16.00 น. 

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

‘อนุทิน’กราบหลวงพ่อพระใส-บูชาท้าวเวสสุวรรณ-พระธาตุอรหันต์ เอาฤกษ์เอาชัยช่วยหาเสียง จ.หนองคาย

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาช่วยผู้สมัครสส.ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงที่ จ.หนองคาย ประกอบด้วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1, นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 โดยจุดแรก นายอนุทิน แวะที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวงจังหวัดหนองคาย โดยมีประชาชนที่มาทำบุญที่วัดขอถ่ายรูป จำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ชายสูงอายุจาก จ.บุรีรัมย์ ที่พุ่งตัวมาหานายอนุทินและจับมือขึ้นเหนือหัว น้ำตารื้นบอกว่า คิดถึงมากมาอยู่ต่างถิ่นนานแล้วไม่คิดว่าจะมาเจอนายอนุทินที่นี่

นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายลอตเตอรี่ซึ่งเป็นคนพิการมาขอถ่ายรูปกับนายอนุทินด้วย

จากนั้นนายอนุทินได้ปืนขึ้นบันไดไปถวายพวงมาลัยสักการะองค์หลวงพ่อพระใส และกราบตรงฐานตัก ขณะที่เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง ได้รดน้ำมนต์เคาะศีรษะ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้างอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย ขึ้นชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ ขอพรรุ่งเรือง การงาน แคล้วคลาดปลอดภัย และโชคลาภ

นายอนุทิน ยังได้บูชาพระธาตุอรหันต์ และสักการะท้าวเวสสุวรรณ พร้อมบันทึกภาพคาถาเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือด้วย

จากนั้นนายอนุทินได้แวะเดินหาเสียง ที่ตลาดแจ้งสว่าง โดย ทันทีที่มาถึง ได้ซื้อกางเกง ขาสั้น 2 ตัว โดยบอกว่าจะเอาไว้ไปใส่นอน และยังได้อุดหนุนซื้อผักจากแม่ค้าในตลาดด้วย

‘บุญยอด’ฟาด’เพื่อไทย’รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

'บุญยอด'ฟาด'เพื่อไทย'รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

‘บุญยอด’ฟาด’เพื่อไทย’รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

บุญยอดฟาดเพื่อไทย รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เพื่อไทย”ลักไก่”กรรมการตรวจนโยบายพรรคการเมืองที่ต้องใช้เงิน??

ไม่ระบุการใช้เงินที่ชัดเจน ในนโยบาย รถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย (ภายใน3-6เดือน) กล่าวเพียง การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนนโยบายจับสลาก 1ล้านบาทต่อคน 9คนทุกวัน อยู่ใน นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้เงิน3,500ล้านบาท/ปี โดยไม่ระบุว่าเป็นการออกสลากฯ เสี่ยงผิดกฎหมายหรือไม่? “

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย บอกอย่ามั่นใจมาก ชาวพะเยาอยากเปลี่ยนเยอะ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รับหมายศาลจาก ธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท นัดไต่สวนมูลฟ้องที่ ศาลพะเยา 13:00น. พรุ่งนี้

จะได้เจอคุณธรรมนัสไหมนะ อยากถามอะ ไหนบอกนักเลง ฟ้องนักการเมืองไม่ว่า แต่เที่ยวฟ้องประชาชนคนธรรมดาด้วย คนที่เสนอตัวมารับใช้ประชาชน ได้อำนาจได้ความไว้วางใจมา อำนาจนั้น เค้ามีไว้ให้ใช้เพื่อยืนเคียงข้างประชาชน ไม่ได้มีไว้ใช้ทำอะไรแบบนี้

แล้วข้อความแค่นี้เรียกร้อยล้านเลยหรอ ไหนบอกใจนักเลง ชางพะเยา พรุ่งนี้ได้เจอกัน ถึงเปลี่ยนไม่ได้ แต่ทำให้หนาวได้แน่นอน อย่ามั่นใจอะไรมาก คนพะเยาอยากเปลี่ยนเยอะ”