สีหศักดิ์​ เผยจ่อตั้งอดีตเลขา สมช.นั่ง ประธาน JBC ฝ่ายไทย ลั่นเขมรรับทราบยกเลิก MOU44 แล้ว

สีหศักดิ์​ เผยจ่อตั้งอดีตเลขา สมช.นั่ง ประธาน JBC ฝ่ายไทย ลั่นเขมรรับทราบยกเลิก MOU44 แล้ว

สีหศักดิ์​ เผยจ่อตั้งอดีตเลขา สมช.นั่ง ประธาน JBC ฝ่ายไทย ลั่นเขมรรับทราบยกเลิก MOU44 แล้ว

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

“สีหศักดิ์”​ ควง​ “อดุลย์​” คุยงานความมั่นคง​ หลังประชุมครม.​  เผย​ เลื่อนลง จชต.​ เหตุติดภารกิจเร่งด่วน​ ย้ำ​ อยากเห็นสันติสุขในพื้นที่​ หวังให้เกิดการบูรณาการทำงาน​ แจง​ เลือก​ “พล.อ.สมศักดิ์”​ นั่งปธ.JBC​ พิจารณาตามเนื้องาน​ประสานกองทัพเดินทิศทางเดียวกัน

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นนายสีศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินลงจากตึกบัญชาการ 1 พร้อมกับ พลโทอดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมกล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันพรุ่งนี้  ซึ่งเดิมมีกำหนดการเดินทางวันนี้ ว่าต้องเลื่อนออกไปก่อน  เนื่องจากวันนี้ติดภารกิจเร่งด่วน​ โดยจะลงไปดูการทำงานของศอ.บต.ว่าเป็นอย่างไร​ เพื่อให้เกิดการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ พร้อมยอมรับว่าได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงกลาโหม ซึ่งตามนโยบายแล้วต้องการให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญคืออยากให้มีการบูรณาการการทำงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

นายสีหศักดิ์​ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการยกเชิก MOU 44 ว่าขณะนี้ฝ่ายกัมพูชารับทราบแล้ว ว่าไทยมีการยกเลิก MOU 2544 และจะมีการพูดคุยกันภายใต้อนุสัญญา UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea) ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร พร้อมยอมรับว่าในเร็วๆนี้ จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง คณะกรรม กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชาหรือ JBC ภายหลังจากที่ได้พลเอกสมศักดิ์​ รุ่งสิตา​ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ หรือ​ สมช.เป็นประธาน

นายสีหศักดิ์​ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่เลือกพลเอกสมศักดิ์​  ว่าเกี่ยวเนื่องกับการทำงานระหว่างการปักปันเขตแดน ที่อยู่ในความดูแลของ JBC และในส่วนของ คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชาหรือ GBC ซึ่งจะได้มีการประสานงานกับฝ่ายทหารอย่างใกล้ชิด และต้องการให้มีการทำงานเดินหน้าไปด้วยกัน​ เลือกตัวบุคคลในการนั่งประธาน JBC​พิจารณาจากลักษณะงาน ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว

‘สิริพงศ์’ เตือนทางรถไฟเป็นพื้นที่อันตราย แจงแค่ศึกษาเลี่ยงเข้าเมือง ยังไม่ใช่ข้อสรุป

‘สิริพงศ์’ เตือนทางรถไฟเป็นพื้นที่อันตราย แจงแค่ศึกษาเลี่ยงเข้าเมือง ยังไม่ใช่ข้อสรุป

‘สิริพงศ์’ เตือนทางรถไฟเป็นพื้นที่อันตราย แจงแค่ศึกษาเลี่ยงเข้าเมือง ยังไม่ใช่ข้อสรุป

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

‘สิริพงศ์’ เตือนทางรถไฟเป็นพื้นที่อันตราย -ไม่ปลอดภัย หลังมีประชาชนถูกเฉี่ยวชน ชี้ เหตุการณ์ต่างกันดำเนินการตามกฎหมาย -แจง แค่ศึกษาทดลองรถไฟเลี่ยงเข้าเมือง 3 เดือนยังไม่ใช่ข้อสรุป เตรียมเดินหน้าระบบรางลอยฟ้ายกเส้นบางซื่อ-รังสิต แก้ปัญหาจราจรได้จริง

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีชายถูกรถไฟเฉี่ยวชน บริเวณริมทางรถไฟมักกะสัน ว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต่างจากครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้เกิดเหตุบริเวณทางเชื่อมทางหลักของรถไฟ และมีอุปกรณ์ที่กั้นทางรถไฟไว้ ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บ ก็ได้ล้ำเข้าไป เพื่อไปปัสสาวะ จึงทำให้ถูกเฉี่ยวชน ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งทางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แต่เป็นสถานที่อันตราย และเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์ที่แล้วแตกต่างกัน ตรงที่รถไฟเดินทางไปจุดทางเชื่อมต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่เหตุการณ์นี้รถไฟวิ่งด้วยความเร็วปกติในเส้นทางไม่ใช่จุดตัดทางเชื่อม และเหตุที่เกิดขึ้นระยะกระชั้นชิดมากไม่สามารถเบรกได้ทัน ซึ่งจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ย้ำว่าทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวัง

เมื่อถามถึง มาตรการทดลองไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาในกรุงเทพฯชั้นในเป็นระยะเวลา 3 เดือน มีเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน พรรคประชาชนที่เข้ามาทำงานในเมืองหรือนักเรียนนักศึกษา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทำแผนมาเสนอภายใน 2 เดือน โดยใช้เวลารวม 3 เดือนในการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ดำเนินการมาแล้วในอดีต จึงนำข้อท้วงติงต่างๆมาพูดคุยกัน เช่น นำรถของขสมก. มาเดินรถขนานกับรถไฟ ปรากฏว่ามีความล่าช้า แต่ให้เปลี่ยนมาขึ้นรถไฟฟ้าก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงขึ้น

ดังนั้นการดำเนินการครั้งนี้เป็นการศึกษาเสนอแนะแนวทางยังไม่มีการทดลองใช้ แต่หากจะทดลองใช้ก็เป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งแผนยังไม่ได้นำส่ง เรารับฟังทุกเสียง แต่หลักในการจัดการคมนาคมที่ผ่านมา คือ การนำระบบรางขึ้นลอยฟ้าให้หมด ก็จะเหมือนกับเส้นบางซื่อไปจนถึงรังสิต ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าช่วยแก้ไขปัญหาจราจรได้จริง และสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือระบบ Missing link ที่ยังทำไม่เสร็จ หากแล้วเสร็จก็จะเป็นระบบลอยฟ้าทั้งหมด ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษา ของ รฟท. 

เช็กความพร้อมแอปฯ เป๋าตัง ก่อนชิงสิทธิ 25 พ.ค. นี้

เช็กความพร้อมแอปฯ เป๋าตัง ก่อนชิงสิทธิ 25 พ.ค. นี้

เช็กความพร้อมแอปฯ เป๋าตัง ก่อนชิงสิทธิ 25 พ.ค. นี้

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือที่ประชาชนคุ้นเคยกันดีในชื่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่างเป็นทางการ โดยไฮไลต์สำคัญในรอบนี้คือการปรับสัดส่วนการสมทบทุนที่รัฐบาลจัดเต็มยิ่งขึ้น เพื่อหวังประคับประคองและต่อลมหายใจให้ทั้งประชาชนผู้บริโภคและร้านค้ารายย่อยในยุคที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้น

การกระจายเม็ดเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะครอบคลุมประชาชนมากกว่า 43 ล้านคนทั่วประเทศ โดยแบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน

กลุ่มแรก คือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.2 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับการเติมเงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากฐานเดิม 300 บาท ทำให้ยอดรวมพุ่งสูงถึง 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือนเต็ม (ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569) สำหรับนำไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้า

กลุ่มที่สอง คือประชาชนทั่วไป จำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน รัฐบาลจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผ่านสัดส่วน ประชาชนจ่าย 40% และรัฐบาลช่วยจ่าย 60% โดยให้วงเงินคนละ 1,000 บาท ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน

เมื่อความชัดเจนของโครงการออกมาแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมตัวให้พร้อมคือการตรวจสอบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการรับและใช้สิทธิ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในวันลงทะเบียนจริง โดยชาวเน็ตได้มีการแชร์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการเช็กสถานะความพร้อม ดังนี้

1.เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” บนสมาร์ตโฟนของคุณ

2.กดเลือกเมนู “โปรไฟล์” (Profile) เพื่อเข้าสู่หน้าข้อมูลส่วนตัว

3.สังเกตที่ ชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์ หากปรากฏ เครื่องหมายติ๊กถูกยืนยันตัวตน “เป็นสีเขียว” แสดงว่าระบบข้อมูลของคุณสมบูรณ์ และพร้อมสำหรับการกดรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว

นอกจากนี้ ขอแนะนำให้เลื่อนลงมาด้านล่างสุดของหน้าโปรไฟล์เพื่อตรวจสอบเวอร์ชันของแอปพลิเคชัน และกดอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันระบบขัดข้องในวันใช้งานจริง

สำหรับไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องจดลงปฏิทินไว้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2569 (ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.) ส่วนร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทั้งร้านเก่าที่ต้องการยืนยันสิทธิและร้านใหม่ สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ระหว่างวันที่ 25 – 30 พฤษภาคมนี้

โดยผู้ที่ได้รับสิทธิทั้งหมดจะสามารถเริ่มใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปจนถึง 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) ใครที่ไม่อยากพลาดสิทธิ อย่าลืมรีบเข้าไปเช็กแอปฯ เป๋าตังให้ขึ้นติ๊กถูกสีเขียวกันตั้งแต่วันนี้ จะได้พร้อมลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

ครม.รับทราบสภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ไขวิกฤตพลังงาน

ครม.รับทราบสภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ไขวิกฤตพลังงาน

ครม.รับทราบสภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ไขวิกฤตพลังงาน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ครม.รับทราบสภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน แก้ไขวิกฤตพลังงาน มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำคำชี้แจง-เอกสารด่วน ก่อนส่งให้ สลค.ดำเนินการต่อ

19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำคำชี้แจงและเอกสารประกอบในเรื่องดังกล่าว เป็นการด่วน แล้วจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

‘นันทนา’ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ สะท้อนรัฐล้มเหลว ลั่นถ้าเป็นต่างประเทศ รมต.คมนาคม ลาออกแล้ว

'นันทนา'ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ สะท้อนรัฐล้มเหลว ลั่นถ้าเป็นต่างประเทศ รมต.คมนาคม ลาออกแล้ว

‘นันทนา’ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ สะท้อนรัฐล้มเหลว ลั่นถ้าเป็นต่างประเทศ รมต.คมนาคม ลาออกแล้ว

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

‘พันธุ์ใหม่’ ฟาดโหด ‘โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์กลางกรุงฯ’ สะท้อนล้มเหลวรัฐ ละเลยระบบราง-บังคับใช้กฎหมาย ซัดเจ็บถ้าเป็นต่างประเทศ รัฐมนตรีลาออกแล้ว แต่ของไทยไร้ใครรับผิดชอบ เก่งแต่แสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.)เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดยนาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป 

โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครต้องรับผิดชอบ และเราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ถ้าดูผิวเผินสังคมจะวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องความไม่มีวินัยของพวกเราคนไทย ไม่ใส่ใจกฎจราจร จอดรถทับบนทางรถไฟได้อย่างไร ยิ่งไปตรวจพบว่าคนขับรถไฟปัสสาวะสีม่วง ไม่มีใบอนุญาตขับรถและไม่ได้นั่งควบคุมอยู่ที่คนขับ พากันประณามถามหาจิตสำนึกของพนักงานขับรถไฟคนนี้ แทบทุกปัญหาในประเทศไทยเรามักจะโทษไปที่เรื่องสันดานคนไทย
         
“ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนหนึ่งปีผู้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 หมื่นกว่าราย ปัญหาฝุ่น การรุกป่าทำลายสิ่งแวดล้อม ลักวิ่งชิงปล้น แม้กระทั่งการซื้อเสียง การจ่ายสินบน ถ้าเรามองว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากสันดาน จิตสำนึกของคนไทย จะไม่ง่ายไปหรือ ถ้าโทษไปที่ดีเอ็นเอของคนไทยก็แก้อะไรไม่ได้ ไม่ต้องเปิดการอภิปรายกันในวันนี้ เพราะอย่างไรสันดอนขุดได้ แต่สันดานขุดไม่ได้อยู่แล้ว อย่าให้เขามาหลอกให้เราเป็นแพะรับบาป ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่นหรือหลายประเทศในยุโรปเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะได้เห็นรัฐมนตรีคมนาคมออกมาประกาศความรับผิดชอบพร้อมลาออกแล้ว แต่ประเทศไทยถูกหลอกว่าเป็นเรื่องของความไม่เอาไหนของประชาชน ไม่ว่าความเสียหายจะใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่ต้องมีรัฐมนตรี ปลัด อธิบดีคนไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบ อย่างเก่งก็จะออกมาแสดงวิสัยทัศน์ เช่น จะขุดอุโมงค์ลอดใต้แยกอโศก โดยไม่รู้เลยว่าใต้ถนนอโศกนั้น มีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ข้างล่างแล้ว ถ้าขุดลึกลงไปกว่านั้นก็เจอนรกแล้ว บางท่านเสนอให้รถไฟไปหยุดที่ชานกรุงเทพฯ ขนถ่ายผู้โดยสารขึ้นรถเมล์ มาขึ้นรถไฟฟ้า จบที่มอเตอร์ไซค์ อันนี้ไม่ใช่แลนด์บริดจ์“ น.ส.นันทนา กล่าว 
         
น.ส.นันทนา กล่าวว่า ทำไมตนถึงมองว่าเรื่องปัญหานี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบเต็มๆ เพราะการที่คนที่จะปฏิบัติตามระเบียบ ท่านคิดว่าอยู่ที่จิตสำนึกหรืออยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย การที่คนขับรถกันอย่างไม่มีวินัย ท่านจะตำหนิใครถ้าไม่ใช่รัฐบาล คนจำนวนมากไม่รู้กฎจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นจริง และรัฐบาลเคยใส่ใจที่จะกวดขันให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามอีกมิติหนึ่งที่สำคัญในการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว คือ ความล้มเหลวของรัฐบาลไทยในการบริหารระบบผังเมืองและการขนส่ง เรื่องการเดินรถ หลังจากทำรางรถไฟเมื่อ 133 ปีที่แล้ว ก็ไม่มีรัฐบาลไหนจริงจังที่จะพัฒนาระบบรางรถไฟเลย รัฐบาลส่วนใหญ่ชอบสร้างถนน ผลคือขณะที่เมืองเจริญขึ้นเรื่อยๆ ทางรถไฟที่สร้างไว้ก็ใช้กันจนทุกวันนี้ ความเจริญของเมืองกับเส้นทางรถไฟจึงไม่ไปด้วยกัน รถไฟจึงกลายเป็นระบบสังคมสงเคราะห์ คือเก็บไว้ให้คนจนใช้ และไม่ได้มีการพัฒนา ทำให้เห็นว่าเส้นทางรถไฟตัดกับเส้นทางของรถยนต์บนผิวระนาบ 
         
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะต้องคิดใหม่ว่าประเทศไทยต้องหันมาพัฒนาระบบรถไฟ ต้องคิดว่ารถไฟเป็นระบบขนส่งให้ปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่คิดแต่ว่ารถไฟเป็นของโบราณ แต่ต้องคิดว่าทำรถไฟให้เป็นพาหนะเดินทางของทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนจนหรือนักท่องเที่ยว และท่านต้องลงทุนแก้ไขปัญหาเรื่องจุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟ ท่านจะทำทางยกระดับหรือทางลอดก็ต้องพิจารณา อย่าให้เป็นอย่างเช่นในปัจจุบันที่พบกับโศกนาฏกรรม และอย่าไปคิดว่าระบบรถไฟล้าสมัย เราต้องพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพัฒนารถไฟทำให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศไทย ขอให้พูดและทำ อย่าสักแต่พูด โดยปล่อยให้เป็นอีกอุบัติเหตุหนึ่งที่เราแค่เสียใจแต่ไม่ทำอะไรเลย

ครม. เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. สั่ง WFH 3 วัน แก้จราจรวันประชุมธนาคารโลก-IMF

ครม. เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. สั่ง WFH 3 วัน แก้จราจรวันประชุมธนาคารโลก-IMF

ครม. เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ กทม. สั่ง WFH 3 วัน แก้จราจรวันประชุมธนาคารโลก-IMF

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

ครม. เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ (กทม.) สั่ง WFH 3 วัน บรรเทาจราจร-เข้มความปลอดภัยช่วงประชุมใหญ่ธนาคารโลก-IMF

เมื่อวันที่19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

รวมทั้ง อนุมัติให้วันศุกร์ที่ 16 ต.ค.2569 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และให้หน่วยราชการในพื้นที่ กทม. ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) ดังนี้ 

– วันจันทร์ที่ 12 ต.ค.2569 

– วันพุธที่ 14 ต.ค.2569

– วันพฤหัสบดีที่ 15 ต.ค.2569 

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในพื้นที่โดยรอบสถานที่จัดการประชุมดังกล่าว ขอความร่วมมือให้หน่วยงานแต่ละแห่ง พิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงาน

สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็น หรือมีนัดหมายบริการประชาชนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากการยกเลิกจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน

มาตรการดังกล่าว เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร อำนวยความสะดวกในการเดินทาง และรักษาความปลอดภัยสูงสุดให้แก่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกตลอดจนผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกผู้นำทางความคิดและนักวิชาการกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 190 ประเทศ เดินทางมาไทยเพื่อประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจการเงินของโลกและแนวทางการรับมือกับความท้าทายในด้านต่าง ๆ ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

ครม. เคาะ ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ พ่วงเพิ่มเงินบัตรคนจน 1,000 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ไทยช่วยไทย พลัส “ช่วย 43 ล้านคน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่วงรัฐร่วมจ่ายเงิน สัดส่วน 60/40 คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.69 ยันไม่รีบทำเจอวิกฤตหลายระลอกแน่ กรุงไทย ยันความพร้อมแอปเป๋าตัง

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้

ไทยช่วยไทยพลัส

นายเอกนิติ แถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สองคือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”

นายเอกนิติ กล่าวว่า  สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะพบว่าขณะนี้ทุกคนมีความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยิวของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสที่จะสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

ไทยช่วยไทยพลัส

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรกจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต 

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤษภาคม สำหรับการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 4 รายยังสามารถทำได้เช่นเดิมแต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ 
สำหรับประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันทีภายใน ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน 
ส่วนของร้านค้า สามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งจะมีการประกาศจุดบริการรับสมัครเพิ่มเติมในระยะถัดไป 

สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิถุนายน นี้ และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

นายผยง กล่าวว่า ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 2.การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม และ 3.การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม 

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

ทีมกฎหมาย ชัชชาติ เบรก ห้ามใช้ ‘หน้า-ชื่อ-โลโก้’ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โหนเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ทีมกฎหมาย “ชัชชาติ” เบรก ห้ามใช้ “หน้า-ชื่อ-โลโก้” ชัชชาติ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จี้ผู้แอบแฝงใช้ให้แก้ด่วนก่อนผิดกฎหมายเลือกตั้ง

วันที่ 19 พ.ค.69 หลังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครวานนี้(18พ.ค.) ในวันนี้(19พ.ค.) ทีมงานฝ่ายกฎหมาย “ชัชชาติ” ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ห้ามใช้ “หน้า-ชื่อ-โลโก้” ชัชชาติ ขึ้นป้ายร่วมผู้สมัคร สก. โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้โพสต์แจ้งเป็นสาธารณะผ่านเฟสบุ๊ก “ทีมชัชชาติ” ข้อความดังนี้

“วันที่ 19 พฤษภาคม ทีมงานฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ณ ปัจจุบัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้ให้ความยินยอมแก่ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) รายใด ในการใช้ ชื่อ คำขวัญ คติพจน์ หรือภาพ ขึ้นร่วมกันเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 2569

หากว่าที่ผู้สมัครรายใดกระทำการละเมิดดังกล่าว จะเป็นการทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ข้อ 18 ได้กำหนดให้การนำข้อมูลหรือภาพบุคคลอื่นมาเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคล และข้อ 23 (6) ได้กำหนดห้ามไม่ให้ผู้สมัครหรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยนำชื่อ คติพจน์ คำขวัญ หรือภาพบุคคล มาใช้ในการหาเสียง โดยไม่ได้มีหนังสือให้ความยินยอมจากบุคคลหรือพรรคการเมือง

ดังนั้น ขอให้ผู้ที่นำภาพ ชื่อ คำขวัญ คติพจน์ ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไปใช้หาเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตในปัจจุบัน แก้ไข หรือ ถอดออกจากการหาเสียง โดยเร่งด่วน มิฉะนั้นฝ่ายกฎหมายของทีมชัชชาติจะดำเนินการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในลำดับต่อไป”

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

ยกเลิก ฟรีวีซ่า 60 วัน รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม. กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน‘ กลับไปใช้เกณฑ์เดิม รอ คกก.ตรวจลงตราพิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่ ก่อนชงรัฐบาล

วันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.30 น.ที่ทำเนียบฯ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวน 90 กว่าประเทศ รวมถึงยกเลิกประเทศที่มี 1 มากกว่า 1 วีซ่าก็ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยให้นำไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็จะมีการแจ้งกับหน่วยงานต่างๆต่อมติดังกล่าว ส่วนเกณฑ์เสนอใหม่นั้น คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา จะมีการพิจารณาในรายประเทศอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศใดเหมาะสมกับวีซ่าประเภทไหน โดยคำนึงถึงเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจในรอบด้าน

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ทั้งนี้ ทุกประเทศที่ถูกยกเลิก 60 วัน ก็จะกลับไปใช้วีซ่าประเภทเดิม ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 30 วัน

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วุฒิสภาถกเหตุอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ วุฒิพงศ์ ชง สส.-สว.ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกทันที

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

‘วุฒิสภา’ ถกปมอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ถนนอโศก -ดินแดง ด้าน ‘สว.วุฒิชาติ’ เผยตอนเป็น ‘ผู้ว่า รฟท.’ เคยลงจุดเกิดเหตุ ฝาก ‘รัฐบาล’ เข้มบังคับใช้กม.จริงจัง -แก้ปัญหาใช้ถนนร่วมกัน ขณะที่ ‘วุฒิพงศ์’ จี้เอาคนผิดมาลงโทษ แก้ปัญหา 3 ข้อ โดยเฉพาะยาเสพติด ต้องตรวจก่อนขับ แม้แต่ ‘นักบิน-ขรก.’ ยังต้องตรวจก่อน ลามชงใหญ่จับ ‘สส.-สว.’ ตรวจด้วย หากพบสีม่วง ปลดออกเลย

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.)เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดยนาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป 
    
นายวุฒิชาติ เสนอญัตติโดยได้เปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ให้สมาชิกในที่ประชุมได้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงคลิปการโบกธงแดง พร้อมกล่าวว่าการเดินรถฝ่ายกฎหมายกำหนดไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่แปลกใจพนักงานให้สัญญาณรถไฟหยุดรถแต่รถไฟยังเดินต่อ ซึ่งขาดการประสานงานที่ดี และปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความรู้สึกสลดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าระเบียบของหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน พ.ร.บ.จราจร ที่ควบคุมการปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่องกฎระเบียบของการรถไฟ มีระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งหมด แต่ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติตาม เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะไม่เกิด ซึ่งบริเวณดังกล่าวกายภาพของถนนไม่สามารถช่วยในเรื่องของการจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการเคลียร์รถที่ต้องผ่านทั้งหมด 3 แยกออกให้หมดก่อน
    
“ตอนสมัยผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าการถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ผมเคยลงไปดูจุดนี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาว่าเราจะแก้ไขอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าในเรื่องการใช้ถนนร่วมกัน การใช้ร่าง เวลารถไฟวิ่งผ่านกัน ถ้าเป็นขบวนที่วิ่งสวนกันใช้เวลาประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็เข้าใจว่าคนที่มีภารกิจรีบร้อน แล้วมาอยู่ในช่วงการจราจรติดขัด ก็ต้องรีบทุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเร็วที่สุด”นายวุฒิชาติ กล่าว
        
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ในรัศมีรางรถไฟ 2 ฝั่ง 5 เมตร ห้ามมียานพาหนะกีดขวาง และกายภาพของพื้นที่ถนนไม่สามารถทำให้การจัดการด้านการจราจรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเดินรถไฟ และจะต้องมีการปรับปรุงอุปกรณ์กั้นทางรถไฟอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สอดคล้องกับภูมิศาสตร์พื้นที่ของถนนว่าควรจะเป็นแบบไหน ซึ่งต้องกั้นไม่ให้มีช่องว่างให้รถหรือคนเดินผ่านได้เลย จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา
        
นายวุฒิชาติ กล่าวถึงเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟ โดยระบุถึงพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การขนส่งทางราง ที่พึ่งบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้มีการกำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นกฎไปทั้งหมด แต่ฝากถามไปยังรัฐบาลว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งพ.ร.บ.การจราจร รถยนต์ หรือรถไฟมีการบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็ยังคงมียานพาหนะ จอดคร่อมรางรถไฟ เหมือนกับว่าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการดูแล จึงขอให้สมาชิกวุฒิสภาระดมความคิดเห็นและส่งไปยังรัฐบาล เพื่อให้เกิดการประสานงานบูรณาการเรื่องการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต
    
ด้านนาวาตรีวุฒิพงศ์ เสนอญัตติว่า เรื่องนี้เป็นโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ เป็นวิกฤตความปลอดภัยและแนวทางเยียวยา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวไทยที่เกิดเหตุการณ์ ที่เกิดเกิดจากความประมาทของคนบางคน และการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายเป็นเรื่องจำเป็นไม่แค่เปลี่ยนความเสียหายแต่จะต้องมีการเยียวยาโดยการแก้ไข จึงขอให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอโทษต่อประชาชนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีทั้งผู้เสีย 8 ราย ผู้บาดเจ็บ 32 คน และรถที่ได้รับความเสียหาย 10 คัน และเรียกร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าใครที่ละเลยประมาท ละเว้น ไม่เพียงแค่ตัวเล็กตัวน้อย ต้องเอาตัวใหญ่มารับความผิดด้วย
     
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนขอเสนอให้แก้ไขคือ 1.เรื่องวินัยจราจรและ “กับดัก” จุดตัด จะต้องกำหนดพื้นที่ห้ามหยุดรถ ไม่ให้รถจอดแช่คร่อมรางเป็นประจำในช่วงวิกฤตจราจร 2.การประสานงานเคลียร์เส้นทางระหว่างตำรวจจราจร และรฟท. ในชั่วโมงเร่งด่วน 3.ไร้ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และ 4.จุดบอดร้ายแรง ด้านบุคลากร หลังจากพบว่าพนักงานขับรถรถไฟตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง รุนแรงมากๆ เพราะวิทยุไป 2 รอบไม่มีใครตอบ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงเบรกรถไฟไม่ทัน 
        
“ก่อนจะขึ้นบินนักบินทุกคนต้องตรวจสารเสพติดก่อน ข้าราชการยังต้องตรวจเลย ผมว่าสภาก็น่าจะตรวจบ้าง มีใครติดยาบ้าบ้างหรือไม่ ตรวจให้หมด สส.สว.ใครเป็นสีม่วงเมื่อไหร่ก็จับปลดเลย” นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าว 
         
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ขอเสนอให้ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการเยียวยาและมาตรการเร่งด่วน การตรวจสอบระบบเทคนิคอย่างโปร่งใส แผนยุทธศาสตร์ยกระดับความปลอดภัย เสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเยียวยาอุบัติเหตุจากขนส่งสาธารณะ” ที่สามารถเบิกจ่ายได้ทันที  ไม่ใช่รอความกรุณาจากรัฐบาล ความกรุณาเป็นเรื่องที่ดีแต่ควรเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปขอความกรุณา แต่จะต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อรับผิดชอบเยียวยาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทันที