กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

กกต.เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ในหัวข้อเกี่ยวกับการแก้ไข รธน. ในวันที่ 27 ม.ค. มีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมแสดงจุดยืน ซึ่งจะนำเทปบันทึกมาเผยแพร่ทาง NBT อีกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการออกเสียง 8 ก.พ.

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีแสดงความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในการทำประชามติ “ECT สร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 69”  ในคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรม นูญฉบับใหม่หรือไม่”   
 
โดยวันนี้จัดเวทีแรกเป็นการแสดงความคิดเห็นของภาคองค์กรประชาสังคมและประชาชน ซึ่งกกต.เปิดให้มีการลงทะเบียนผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นและมีการจับสลากตัวแทนของทั้งสองฝ่าย  โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีตัวแทนแสดงความคิดเห็น 2 คน ประกอบด้วยนายบารมี ชัยรัตน์ ตัวแทนภาคเกษตรกร และนายรัชพงษ์  แจ่มจิรไชยกุล นักศึกษาปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกิตติพงษ์  กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ มาเป็นตัวแทน ส่วนอีก 1 คน ขอถอนตัว เนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน  มีการถ่ายทอดไลฟ์ผ่านทางเพจสำนักงาน กกต.และเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง   โดยจะนำเทปบันทึกรายการสดมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT อีกครั้ง  

สำหรับการแสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่าย จะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค. โดยมี 10 พรรคการเมือง แบ่งเป็นพรรคที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 พรรค  พรรคการเมืองที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคภูมิใจไทย   พรรคแผ่นดินธรรม พรรคเป็นธรรม  พรรคพลวัต และพรรคโอกาสใหม่  ขณะที่พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ประกอบด้วย พรรคอนาคตไทย พรรครักชาติ พรรคประชาไท พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคใหม่

ขณะที่นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่าการจัดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่มีการออกเสียงประชามติ กกต.จะเปิดเวทีทั้งในส่วนกลาง  เป็นการแสดงความคิดเห็นของตัวแทนภาคประชาชนทั้งสองฝ่ายและจากพรรคการเมือง  รวมถึงจะมีการนำเทปบันทึกการแสดงความคิดเห็นเปิดเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆอีกครั้ง 

ขณะเดียวกันก็มีการจัดเวทีของ กกต. จังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพียงพอประกอบการตัดสินใจก่อนไปออกเสียงประชามติ ส่วนจำนวนภาคประชาชนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นนั้นถือว่าไม่มากและน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเวทีต่างๆ ซึ่งสำนักงานกกต.จังหวัดก็มีการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจะไปแสดงความคิดเห็นในเวทีระดับภูมิภาค ประกอบกับสื่อมวลชนก็ได้มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมือง หรือแกนนำของพรรคการเมืองภาคประชาสังคมไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ

25 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ประเทศอินเดีย ว่า ได้เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง โดยใช้โมเดล ที่เราเคยเฝ้าระวังในสมัยโควิด เริ่มระบาดในประเทศไทย แต่เท่าที่ได้รับรายงานมา ตนได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งแถลงให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อไม่ให้วิตกกังวลกันมาก คือโรคนี้เกิดได้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การฟุ้งจากอากาศ พี่น้องประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และใช้ชีวิตโดยยึดหลักสุขอนามัย ที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว คือ กินร้อนช้อนกลาง และดีที่สุดคือล้างมือเยอะๆ ช่วงนี้ มีไวรัสนิปาห์ระบาด ทางสารคัดหลั่งน้ำลายน้ำมูก ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัส ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็นเต็มที่ก็ เอากำปั้นชนกันเหมือนสมัยโควิด ก็น่าจะดี ไม่สัมผัสมือกัน

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีเคสแรกเกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ระมัดระวังเอาไว้ ซึ่งความรุนแรงไม่เท่าสมัยโควิด เพราะตอนนั้น มีการแพร่เชื้อด้ายระบบทางเดินหายใจโดยฟุ้ง กระจาย ในอากาศ 2-3 เมตรโดนหมด แต่นิปาห์ เกิดจากการ สัมผัสใกล้ชิด สัมผัสมือกันแล้วมีสารคัดหลั่ง น้ำมูกน้ำลายแคะขี้ฟัน ขี้มูกคนสัมผัสไปขยี้ตา ทำให้เข้าไปในสารคัดหลั่งของร่างกาย จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้

นายอนุทินกล่าวว่าตอนนี้ ต้องเฝ้าระวัง ในระดับที่ เหนือกว่าปกติ เพราะยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีน ไม่ใช่ไวรัสที่จะมีอาการ ลามไปถึงไข้สมอง ตอนนั้นโรคจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยจะขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำความชี้แจง ตอนนี้ก็ขอให้ระมัดระวังการใช้ชีวิต ให้ปกติธรรมดา

ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวจากอินเดียนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็มีการ เฝ้าระวังถ้ามาจากประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยง ก็จะต้องมีการคัดกรองมากเป็นพิเศษ

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

อนุทิน ยืดอก บอกตัวเองเท่จริง ไม่ได้เป็นหลานอังเคิล ลั่นโชคดีมาก หากเป็นยุคนี้คงอัปยศอดสูอีกเยอะ ซัดกลับณัฐวุฒิ ปราศรัยพาดพิง โหนชายแดน-กระแสรักชาติ บอกไม่โกรธ เหน็บเป็นแค่ตัวตลกเรียกแขก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยพาดพิงถึงนายอนุทิน ว่า โหนชายแดน ใช้กระแสรักชาติหาเสียง ว่า คนที่ปราศรัยถึงเนื้อหาจริงๆ ตนเห็นมีแค่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่พยายามจะแสดงนโยบายถึงประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ บางท่าน ตนจึงมองว่าไม่ได้มีอะไร ซึ่งในภาษาลิเกเรียกว่า “ออกแขก” เวลาจะทำการแสดง ต้องมีคนออกมาเรียกแขกก่อน ซึ่งก็มีหน้าที่แค่นั้น อย่างการแสดงละครในต่างประเทศ บางทีถึงจุดตัน ก็ “Set in clam” ทำอะไรไม่ได้ก็เอาตัวตลกออกมาก่อน เมื่อคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องไปโกรธไปแค้นอะไร ต่างคนต่างทำงาน 

เมื่อถามว่าที่นายณัฐวุฒิ ระบุว่า นายอนุทิน บอกว่าตัวเองไม่ใช่หลานอังเคิล คิดว่าเท่มาก นั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “โอ้ เท่มากเลยครับ” ก่อนจะหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “ในยุคสมัยนี้ โชคดีที่ไม่ได้เป็น ถ้าเป็นก็น่าจะเกิดความอัปยศอดสู อะไรอีกเยอะเลย ดีแล้วที่ไม่ได้เป็น ท่านพูดถูกแล้ว ขอบคุณมากเลย” 

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“อนุทิน”ชู”ภูมิใจไทย”อนุรักษ์สิ่งดีของประเทศ ลั่นขอคะแนนทุกฝ่าย หลัง”ธนาธร”ชี้หลังเลือกตั้งเหลือแค่ส้ม-น้ำเงิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่ระบุว่าหลังเลือกตั้งจะเหลือขั้วการเมืองแค่สองขั้ว คือ ขั้วสีส้ม และขั้วสีน้ำเงิน ดังนั้น ควรเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้คะแนนไม่แตก โดยระบุว่า อย่างที่ตนเคยพูด ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของคนอื่นได้ ตนทำงานตามบทบาทของตน โดยตนไม่เคยพูดถึงคนอื่น และไม่มีความวิตกกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองอื่น เราแข่งกันทำนโยบายที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้น คนที่มีความมั่นใจจะไม่ด้อยค่าคนอื่น คนที่ปราศรัยก็ควรพูดแต่เรื่องของตนเอง แต่ส่วนใหญ่มักจะพาดพิงพรรคอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่าไม่เป็นประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน แต่เป็นการปกปิดความผิดพลาดหรือข้อด้อยของตัวเอง

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ตนคงเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่แค่นั้น ซึ่งการทำงานของตน หากตัดสินใจแล้วก็จะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก การอนุรักษ์ก็เป็นสิ่งที่ดีๆ ของประเทศอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงก็ไม่เคยลังเล รีบตัดสินใจ

เมื่อถามว่า กลุ่มที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ควรเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพื่อป้องกันเสียงแตก นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยขอคะแนนจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอผลงานต่างๆ แม้จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ

กกต.บินไกลไปเมกาฯ ติดตามการเลือกตั้งสส.-ประชามติ ร่วมแก้ปัญหาบริหารจัดการเลือกตั้ง

กกต.บินไกลไปเมกาฯ ติดตามการเลือกตั้งสส.-ประชามติ ร่วมแก้ปัญหาบริหารจัดการเลือกตั้ง

กกต.บินไกลไปเมกาฯ ติดตามการเลือกตั้งสส.-ประชามติ ร่วมแก้ปัญหาบริหารจัดการเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

กกต.ติดตามการเลือกตั้งสส.-ประชามติ ที่อเมริกา สังเกตการณ์คัดแยกซองใส่บัตรลงคะแนน ร่วมแก้ปัญหาบริหารจัดการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 สำนักงานคณะการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ได้ตรวจติดตามการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งได้มีการกำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้ถือว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ นอกราชอาณาจักรสูงที่สุด เป็นประเทศลำดับที่ 2 รองจากเครือรัฐออสเตรเลีย

โดยกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ได้ประชุมออนไลน์หารือ ร่วมกับนายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งมีการจัดพร้อมกันเป็นครั้งแรก จึงอาจมีอุปสรรคบางประการ เราจึงได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

รวมทั้งได้สังเกตการณ์ การบริหารคัดแยกซองใส่บัตรเลือกตั้งและซองใส่บัตรออกเสียงประชามติ การบริหารจัดการ บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ได้รับคืนจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ใช้สิทธิออกเสียง ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส รับผิดชอบพื้นที่ 13 รัฐ ปรากฏมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ เลือกตั้งและออกเสียงประชามติสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

การประชุมหารือร่วมกันและการเข้าพบเพื่อตรวจติดตามการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบันและโอกาสต่อไป

แก้งคร้อม่วนซื่น! ยศชนันอ้อนขอเสียงชาวชัยภูมิ เพื่อไทยขอทั้ง 7 เขต

แก้งคร้อม่วนซื่น! ยศชนันอ้อนขอเสียงชาวชัยภูมิ เพื่อไทยขอทั้ง 7 เขต

แก้งคร้อม่วนซื่น! ยศชนันอ้อนขอเสียงชาวชัยภูมิ เพื่อไทยขอทั้ง 7 เขต

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ม่วนซื่น!!! ชาวแก้งคร้อคล้องพวงมาลัยหม่ำ-แหนมต้อนรับ”ยศชนัน” เจ้าตัวอ้อนขอเสียงเพื่อไทยทั้ง 7 เขตให้ถล่มทลาย ลั่นขอไม่ทะเลาะใคร เพราะประเทศแตกแยกไม่ได้อีกแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วย นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคเพื่อไทยหาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางเข้ามาร่วมฟังปราศรัยเป็นจำนวนมาก โดยระหว่างที่เดินขึ้นเวที ชาวบ้านได้นำพวงมาลัยดาวเรือง ดอกกุหลาบมามอบให้ บางคนนำผ้าขาวม้าผูกเอว ขณะที่บางคนนำเอาพวงมาลัยหม่ำและแหนมของขึ้นชื่อ จ.ชัยภูมิ มาคล้องคอพร้อมกับเข้ามากอด และขอถ่ายรูปคู่กับนายยศชนันอย่างใกล้ชิด

นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญ ตนกับนายจอมจักรภพต้องเข้าไปทำงานทั้งสองคน ถ้าอย่างนี้ก็อยากเลือกเลยพรุ่งนี้ ครั้งนี้ขอไม่เอาแบบตื่นเต้น ต้องเลือกพรรคเพื่อไทยให้ถล่มทลาย นำนโยบายดีๆ ไปสู่ชาวชัยภูมิของพวกเรา คุณภาพชีวิตของคนชัยภูมิต้องดี วันที่ 8 ก.พ.ตนพร้อมถือธงนำและพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเปลี่ยนความฝันของพ่อแม่พี่น้องให้เป็นความจริง ขอให้เอา ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ไปเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน

นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้อยากทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น ขั้นตอนแรกคือต้องแก้หนี้ทั้งระบบ และตั้งแต่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาจนถึงพรรคเพื่อไทย เราเป็นพรรคที่หาเงินเป็น และเราจะเอาเงินมาลดอำนาจภาครัฐ คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของนโยบายพรรคเพื่อไทย ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวและการสนับสนุนสินค้าโอทอปต่างๆ ของที่นี่ ทั้งหัตถกรรมทอผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ ของทุกคนที่นี่ก็พร้อม ของดีไม่ต้องเก็บไว้เมืองไทย เอาไปขายต่างประเทศ เอาเงินมาให้พ่อแม่พี่น้อง และการท่องเที่ยวไทยต้องกลับมา ขณะที่วันนี้เรามีโครงการให้สินเชื่อคนไปทำงานที่ต่างประเทศไปเปิดร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ นี่คือหนึ่งช่องทางถูกกฎหมายที่คนทั่วโลกจะรู้จักของดีของเมืองไทย และของดี จ.ชัยภูมิ พรรคที่ทำได้ต้องเป็นพรรคที่มีประสบการณ์เท่านั้นก็คือพรรคเพื่อไทย และเราก็พร้อมทำทันที ของดีของชัยภูมิต้องมีมูลค่าที่สูงขึ้น สิ่งนี้เราทำไม่ได้หากไม่นำวิทยาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งก็จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปตลอดกาล เรื่องวิทยาศาสตร์ปล่อยให้ยศชนันทำเอง ส่วนพี่น้องก็หาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเดียว

“เรามายืนอยู่ตรงนี้ เราพยายามไม่ทะเลาะกับใคร เพราะครั้งนี้คือการเดิมพันประเทศไทย ประเทศไทยแตกแยกอีกไม่ได้อีกแล้ว ผมมั่นใจว่าผู้สมัครชัยภูมิทั้งหมดน่าจะอยู่ในหัวใจของพ่อแม่พี่น้องแล้ว ชัยภูมิต้อง 7 เขตเท่านั้น” นายยศชนัน กล่าว

– 006

เลขาฯ กกต. แจงยิบทำไม ‘กกต.’ จับคนซื้อเสียงไม่ได้

เลขาฯ กกต. แจงยิบทำไม 'กกต.' จับคนซื้อเสียงไม่ได้

เลขาฯ กกต. แจงยิบทำไม ‘กกต.’ จับคนซื้อเสียงไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

เลขาฯ กกต. แจงยิบทำไม ‘กกต.’ จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ระบุนอกจากระบบอุปถัมภ์แล้ว การพิจารณาคดีในศาลที่พยานต้องเปิดหน้า ทำให้ถูกข่มขู่ ไม่ปลอดภัย นำมาสู่การกลับคำให้การ ขณะที่การรับฟังพยานหลักฐานต้องปราศจากข้อสงสัย สวนทางกฎหมายกกต.ที่ใช้หลักฐานอันควรเชื่อ ทำให้ฝ่ายการเมืองต้องสู้ให้ชนะเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยสู้คดีตอนมีตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเรื่อง “ทำไม กกต. จับคนซื้อเสียงไม่ได้?…ระบุว่าทำไม กกต. จับคนซื้อเสียงไม่ได้?…

ทุกการเลือกตั้งประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานคู่กับการเลือกตั้ง คือ การซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำไมเมื่อรู้ว่าคนที่จะซื้อเสียง ยังไงก็ไม่พ้นไปจากผู้สมัครหรือหัวคะแนน ทำไม กกต.จับมาลงโทษไม่ได้

สาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้มีปัจจัยอยู่หลายประการ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง เป็นต้น

กระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง

วันนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งและสำคัญอย่างยิ่งในการ ที่ กกต. นำผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญออกแบบใว้ กล่าวคือ

1. กระบวนการพิจารณา

คดีเลือกตั้งจะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีทั่วไป ที่ให้คู่ความคือ โจทก์และจำเลย มาต่อสู้ในศาลแบบเผชิญหน้าต่อกัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานเกรงกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง (ในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. สำนักงานจะปกปิดพยานไม่ทราบว่าเป็นใคร จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว) จึงไม่มาเป็นพยานหรือถ้าม่เป็นพยานก็จะกลับคำให้การเป็นส่วนมาก

2. มาตราฐานการรับฟังพยาน

การรับฟังพยานในคดีเลือกตั้งจะรับฟังเพียงว่า “มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า” เพื่อประโยชน์แห่งสารณะก็จะเอาจากสนาม ต่างจากมาตราฐานในคดีอาญา(ในคดีเลือกตั้งมีความผิดอาญารวมอยู่ด้วย) ต้องรับฟัง “จนปราศจากข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยก็ยกประโยชน์ให้จำเลยคือ ยกฟ้องมันจึงเป็นความแตกต่างในเชิงหลักการในเรื่องเดียวกันเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาล

3. ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของพยาน

ด้วยกระบวนการพิจารณาตามข้อ 1. ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จำเลย และพยานต้องเผชิญหน้ากันในศาล และมีทนายคอยซักค้าน ประกอบกับหากจำเลยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แล้วมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแคบๆ พยานอาจย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีผู้มาเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง หรือเมื่อมาเป็นพยานแล้วพอถึงชั้นดำเนินคดีในศาลส่วนมากก็จะกลับคำให้การ

ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาใว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว

สนง. ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงเน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้”

เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเวทีปราศรัย ณ ที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เปิดโปงความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐบาล MOA โดยระบุถึงการพยายามปิดบังข้อมูลกรณีอัยการตีกลับสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นายณัฐวุฒิ เริ่มจากการเท้าความถึงที่มาของปัญหา ว่า สว.ชุดนี้คือผลพวงจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยคณะรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย และกำหนดให้มี สว.มาจากการเลือกกันเองเพื่อไปรวมกับ สส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่ากระบวนการเลือกกลับเต็มไปด้วยหลักฐานการทุจริตและการฮั้วอย่างแพร่หลาย มีการใช้คนและเม็ดเงินมหาศาลทำกันเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 1,200 คน

ในระหว่างที่คดีกำลังดำเนินไป พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากพรรคการเมืองที่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้คือพรรคสีน้ำเงิน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนกลายเป็นรัฐบาล MOA ที่สีส้มแบกสีน้ำเงินขึ้นมาเป็นรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนได้เคยเตือนไว้แล้วว่านี่คือการทำลายหลักนิติธรรมของบ้านเมือง แต่ฝ่ายสีส้มก็ยังคงเดินหน้ายกมือสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ขึ้น

นายณัฐวุฒิ เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา อัยการคดีพิเศษได้ทำหนังสือส่งสำนวนกลับไปยังดีเอสไอ เนื่องจากพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงในสำนวนคดีฮั้ว สว.ดังนี้

– การเลือกปฏิบัติ : มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน จากทั้งหมด 1,200 คน โดยกันตัวการใหญ่และแกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลออกจากการเป็นจำเลยทั้งหมด

– สำนวนไม่สมบูรณ์ : มีการตั้งข้อหาฐานฟอกเงิน โดยที่ยังทำคดีมูลฐานหลัก คือ คดีฮั้ว และอั้งยี่ซ่องโจร ไม่เสร็จสิ้น ซึ่งตามกฎหมายต้องดำเนินการไปพร้อมกันและครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แยกขายปลีกเพียงไม่กี่คน เพื่อให้ตัวใหญ่รอดพ้นผิด หรือไม่ อย่างไร

“หนังสือออกตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.วันนี้ 25 ม.ค.ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กว่าเรื่องยังเงียบกริบ ใครจงใจปิดเรื่องนี้ไว้ คุณจะเอาอำนาจมาปิดหูปิดตาประชาชนได้อย่างไร นี่คือผลกระทบและระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ได้ตั้งคำถามโดยตรงไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าได้รับรายงานเรื่องนี้จากกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าสำนวนคดีอ่อนและมีเจตนากันตัวใหญ่ออกจากคดี หากไม่ทราบก็ขอให้ทราบผ่านการปราศรัยนี้
พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงพรรคสีส้มว่า แม้ท่านอาจจะอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมวางระเบิดเวลานี้ไว้ ตนเตือนเรื่องการตั้งรัฐบาลแบบนี้จนเครียดจนผมร่วง แต่ท่านกลับทำเป็น “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”

นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย ด้วยการขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวชัยภูมิให้ร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของชาติและกระบวนการยุติธรรม พร้อมชื่นชมสำนักงานอัยการที่ยังยึดถือความถูกต้องและตีกลับสำนวนที่ไม่ชอบมาพากลนี้

“ถ้าเห็นด้วยว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ใครผิดต้องรับโทษสูงสุด ไม่ใช่เลือกปฏิบัติแค่ 8 คน จากพันกว่าคน ขอเสียงดังๆ ให้กับความถูกต้อง และขอให้เลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อคืนความยุติธรรมให้บ้านเมือง”

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“เอกนิติ”นำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง”สามย่าน-แพลตตินั่ม ประตูน้ำ” ฟุ้ง”คนละครึ่งพลัส”ทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ ยันคิดมาอย่างรอบคอบทำนโยบายฟื้นเศรษฐกิจไทย ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ แข่งขันกับนานาชาติได้

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม. , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย หาเสียงพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่ตลาดสามย่าน และแพลตตินั่ม แฟชั่น มอลล์ ประตูน้ำ กทม.ขณะที่บรรยากาศ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างมีการพูดคุยถึงเรื่องการจับจ่ายใช้สอยในตลาด และอยากให้มีโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ นอกจากนี้ ยังมีการให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย

โดย นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ในวันนี้ ว่า มีกระแสตอบรับค่อนข้างดี นอกจากได้มาเยี่ยมก็ยังได้รับฟังความคิดเห็น ซึ่งหลายคนรอโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้มีความคึกคักต่อเนื่อง เราจะเอาเรื่องบัตรสวัสดิการพลัสเข้ามารวมด้วย แม้ในครั้งแรกจะมีปัญหาติดขัดในเรื่องการลงทะเบียนอยู่บ้างด้วยเวลาอันสั้นของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนกว่า แต่ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี มีร้านค้าตอบรับค่อนข้างมาก จากกระแสทุกคนให้ความไว้วางใจเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสก็เป็นจุดที่ทำให้คนจำภูมิใจไทยได้ค่อนข้างดี ซึ่งเรายังมีนโยบายอีกเยอะ ทั้งบัตรสวัสดิการสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย นโยบายสูงวัยพลัส ชุมชนพลัส

“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเราคิดมารอบคอบ ไม่ได้ช่วยคนที่อยู่ในเมืองอย่างเดียว แต่อยากให้เศรษฐกิจกระจายตัวไม่ต้องเข้ามาเฉพาะกรุงเทพ คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ไม่ทำให้ประเทศเสียหายในอนาคต รวมทั้งยึดถือความคุ้มค่าที่ต้องนำเอาภาษีประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่าพรรคภูมิใจไทยเราออกแบบนโยบายที่ใช้เงินน้อยที่สุด มั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้ ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ที่สำคัญเราอยากทำให้ศักยภาพของประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับนานาประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

– 006

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ จ.เชียงใหม่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ตลาดวโรรส อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วย นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง การลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ได้แวะเยี่ยมร้านอรุณศรี ร้านจำหน่ายหนังสือพิมพ์ภายในตลาดวโรรส ซึ่งถือเป็นร้านประจำที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย มักแวะทักทายทุกครั้งเมื่อเดินทางมาหาเสียงในพื้นที่จ.เชียงใหม่

โดยป้าอรุณศรีได้มอบพวงมาลัยให้กับน.ส.แพทองธารและ นพ.ธีรพัฒน์ เพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมเขียนการ์ดแสดงความห่วงใยถึงนายทักษิณ ฝากให้น.ส.แพทองธารนำไปมอบให้ ทั้งนี้ ก่อนออกจากร้านยังได้มอบส้มเป็นที่ระลึกให้กับทั้งสองคน

ก่อนที่ น.ส.แพทองธาร และคณะ จะเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนภายในตลาด พร้อมแนะนำตัวผู้สมัครเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย โดยน.ส.แพทองธาร ได้เลือกซื้อสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด อาทิ กาละแม ทองม้วน อีกด้วย

สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพร่วม มอบดอกไม้และสตรอเบอร์รี พร้อมให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร และผู้สมัครตลอดการลงพื้นที่