ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

ชัชชาติ จัดเต็ม! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2 ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ พร้อมขึ้นจอ LED 37 ป้าย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“ชัชชาติ” เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯสมัย 2  “กรุงเทพฯ ทำงาน” ขึ้นจอ LED 37 ป้าย สื่อสารแท็กไลน์ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” ด้วยแนวคิดทำงานให้สนุกตาม DNA ทีมชัชชาติ  ย้ำทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่ทะเลาะกับใคร หวังพากรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาส แข่งขันได้ในระดับโลก 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 หลังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ ล่าสุดทีมชัชชาติเริ่มเปิดตัวแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ด้วยการขึ้นข้อความบนจอ LED บริเวณทางด่วนเฉลิมมหานคร ช่วงราบบ่อนไก่ (สวนป่าเบญจกิติ ฝั่งถนนดวงพิทักษ์) รวม 37 จอ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารเดิมของทีม คือ “ทำงานให้สนุก”

การเปิดตัวครั้งนี้มาในรูปแบบการ “ตบมุก” ผ่านข้อความบนจอ LED โดยเริ่มจากข้อความว่า “เมืองสร้างโอกาส วันคริสต์มาส สร้างความหวัง” ก่อนเฉลยเป็นข้อความหลักว่า “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติ สร้างความหวัง” พร้อมข้อความสั้น ๆ อย่าง “เอ้ย!” เพื่อสร้างจังหวะและสีสันในการสื่อสาร

สำหรับข้อความที่ปรากฏบนจอ LED ประกอบด้วย

“เมืองสร้างโอกาส
ทีมชัชชาติ
สร้างความหวัง”
.
“เมืองสร้างโอกาส
วันคริสต์มาส
สร้างความหวัง”
.
“เอ้ย!”
“ชัชชาติ พร้อม!
เป็นผู้ว่าฯ ต่อ”
.
“มากับนโยบาย
250+ ข้อ”
“พากรุงเทพฯ
พุ่งทะยาน”
.
“เลือกตั้งผู้ว่าฯ
28 มิ.ย. นี้”
.
“ย้ำอีกครั้ง!”
.
“28 มิ.ย. นี้”

ทั้งนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงแนวคิด “กรุงเทพฯ ทำงาน” ในการลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย โดยระบุว่า แนวคิดดังกล่าวมี 2 ความหมาย คือ เมืองที่ระบบทำงานเพื่อประชาชน และทุกคนต้องร่วมกันทำงานต่อ เพื่อสร้างเมืองที่มีโอกาสและความหวังมากขึ้น หน้าที่สำคัญของเมืองคือการสร้างโอกาสให้กับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนบางกลุ่ม เพราะเมืองคือพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำงาน และเติบโต ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงต้องทำให้ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการศึกษา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนจำนวนมากหมดความหวังกับเมืองและระบบต่างๆ ทีมชัชชาติจึงต้องการสร้างความหวังให้ประชาชนสามารถก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง สอดคล้องกับแท็กไลน์หลักของแคมเปญครั้งนี้ คือ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง”

ในด้านทีมทำงาน นายชัชชาติ กล่าวว่า การทำงานต้องเริ่มจากความสนุก เพราะหากทำงานแล้วไม่สนุก อาจแปลว่าไม่ตรงกับแพชชั่น หรือไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจและจิตวิญญาณของคนทำงาน พร้อมย้ำว่าทีมทำงานด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้เข้ามาเพื่อมุ่งหวังตำแหน่งหรือผลประโยชน์ แต่มาด้วยความหวังที่จะทำให้เมืองดีขึ้น และเลือกทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทะเลาะหรือด่าใคร

“ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเราทำด้วยความสนุก เราไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร ไม่ได้ไปด่าใคร แต่เราทำด้วยความหวังว่าจะทำให้เมืองนี้ดีขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า 4 ปีข้างหน้าต้องไม่ใช่เพียงการทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้นจากเดิมเท่านั้น แต่ต้องทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สามารถแข่งขันกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกได้ เนื่องจากเมืองทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี กรุงเทพฯ จึงไม่ได้แข่งขันกับตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันในระดับโลก

“เมืองยังเป็นตลาดแรงงาน และเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาอยู่เพราะมีงานและโอกาส ดังนั้นหัวใจของการพัฒนาเมือง คือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สร้างทั้งความสุข โอกาส และความหวังให้กับทุกคน”

การเปิดตัวแคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายชัชชาติประกาศเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย โดยบนจอ LED ยังมีข้อความย้ำวันเลือกตั้งว่า “เลือกตั้งผู้ว่าฯ 28 มิ.ย. นี้” และ “ย้ำอีกครั้ง! 28 มิ.ย. นี้” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนจดจำวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ด้วย

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

ไชยชนก ไม่กังวล เสรีพิศุทธ์ เตรียมยื่นศาลรธน. ถอดถอนปมเขากระโดง ยันมีเอกสารสิทธิ์ครบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

‘ไชยชนก’ ย้ำ ไม่กังวล หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ จ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนปมเขากระโดง ยัน มีเอกสารสิทธิ์ครบ บอก เรื่องอยู่ในกระบวนการกฏหมายมาระยะหนึ่งแล้ว โต้ไม่ได้ดำเนินการตรงไหน 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ออกจากตำแหน่งเนื่องจากผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีไม่ได้ดำเนินการที่ดินเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ตนไม่กังวล ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย 

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการกฎหมายอยู่แล้ว เดี๋ยวรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ย้ำว่าตนไม่กังวล เพราะมีเอกสารสิทธิ์ทุกอย่าง ตนยืนยันในสิทธิ์ของตน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายมาซักระยะหนึ่งแล้วเลยไม่แน่ใจว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างไร

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

สุริยะ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

‘สุริยะ’ ถอนวาระชง ครม.ของบกลาง 6.5 พันล้าน ดันปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี เหตุ ไม่เข้าเกณฑ์เร่งด่วน เล็งปรับแผน

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของบ
กลาง 6.5 พันล้านบาท ทําโครงการปุ๋ยชีวภาพ- ชีวพันธ์ เพื่อทดแทนการขาดแคลนปุ๋ย จากการสู้รบตะวันออกกลาง ว่า ทางกรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้เสนอ ครม. แต่ว่าเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้แจ้งเรื่องมายังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าโครงการนี้อาจไม่เข้าข่ายในเรื่องของความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เพื่อจะใช้งบกลาง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ตนจึงทําเรื่องขอถอนโครงการดังกล่าวออกจาก ครม.ไปก่อน เพื่อไปดูทุกอย่างให้เกิดความเรียบร้อย และดูว่าจะดําเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า หากไม่ได้งบกลาง จะเปลี่ยนเป็นโครงการอื่นหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนปุ๋ยให้เกษตรกร นายสุริยะ กล่าวว่า ขอดูข้อสังเกตของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบ แล้วค่อยพิจารณาทิศทางการดําเนินการต่อไป

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

‘สุชาติ’ นั่งไม่ติด ปรี่ลงจากห้องประชุม ครม. เข้าขอโทษนักข่าวรัวๆ  หลังปะทะคารมระหว่างสัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้า แจง มองคนละมุม รับ เจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน ด้านนักข่าว บอก ไม่ติดใจ ขอมองข้ามเรื่องเล็กน้อย

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และมีการปะทะคารมกัน ก่อนจะเดินชนไหล่นักข่าว และเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นายสุชาติ ได้ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยัง นายวิษณุ นุ่นทอง  บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าว The Better เพื่อที่จะขอโทษ และพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่นายสุชาติ จะเดินลงมาจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อมาหานายวิษณุ ที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล 

ทันทีที่มาถึง นายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า “ขอโทษครับพี่” และจับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจ โดยนายสุชาติ กล่าวว่า “ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำผมน้อมรับไว้ ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”

โดยนายวิษณุ ได้ตอบไปว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุย เพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์ก็จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวง และออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ”

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ต้องขอโทษ ด้วยความที่เรามีความตั้งใจในการทำงาน ตอนแรกเราก็ได้ให้แก้ไขปัญหา ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง และต้องขอโทษจริงๆที่พูดกับพี่ไม่ดี เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ ขอให้ถือว่าผมเป็นน้องของพี่ สิ่งที่ผมพูดไป อาจจะมีข้อมูลอีกด้าน เราอาจจะฟังมาจากคนข้างนอกหมด เมื่อกี้นั่งประชุม ครม. ก็คิดว่าลงมาขอโทษพี่ดีกว่า และได้ให้ทีมงานประสานมา ขอให้พี่ให้อภัยผมก็แล้วกัน ก็ผิดพลาดกันได้ ยืนยัน ตนมีความตั้งใจ ผมมาย้อนฟังถึงคำถามของพี่ ก็รู้ว่าพี่หวังดี เราก็ไม่สบายใจ ต้องขอโทษพี่จริงๆด้วยความเคารพ ที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกท่าน ผมไม่เคยไม่ให้สัมภาษณ์ใคร แต่บังเอิญ ว่าเรามุ่งหวังคาดหวังแบบนี้ อาจจะทำให้กระทบกระทั่งน้ำใจกันก็ขอโทษจริงๆ”

ก่อนที่นายสุชาติ จะยกมือไหว้อีกครั้ง และยกมือไหว้ไปที่สื่อมวลชน ก่อนบอกว่า “ขอโทษสื่อมวลชนทุกคน” ขณะที่นักข่าวคู่กรณี กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจอะไร

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ขอบคุณพี่ๆที่ให้คำแนะนำ ยอมรับว่า เราทำงานอยู่ มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟลเหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกมือไหว้อีกครั้ง และจับมือกับนักข่าวคนดังกล่าว ก่อนกลับขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรีต่อ” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง “ดี-รอด-ร่วง”

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง

หนี้ก้อนนี้คุ้มไหม? ผ่าแผนกู้ 4 แสนล้าน เปิด 3 มุมมอง “ดี-รอด-ร่วง”

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.25 น.

การตัดสินใจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดหรือการจัดทำงบประมาณเพื่อกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินของประเทศในระยะยาว วัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินครั้งนี้ ตามที่ระบุในเอกสารชี้แจงของกระทรวงการคลัง คือการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ฟื้นฟูภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม นโยบายสาธารณะขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย ผู้ที่มองด้วยความระมัดระวัง และผู้ที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจน

การกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็น (มุมมองเชิงบวก)

มุมมองหน่วยงานภาครัฐ การกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การส่งออก หรือการลงทุนจากภาคเอกชน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีแถลงถึงนโยบายการกู้เงินครั้งนี้ว่า

“เมื่อกู้ผ่านแล้ว เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก” – อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าว

และเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายผ่านโครงการต่าง ๆ จะทำให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ซึ่งหมายความว่า เงิน 1 บาทที่รัฐบาลจ่ายออกไป จะถูกนำไปหมุนเวียนในการบริโภคและการผลิต เกิดเป็นรายได้และภาษีกลับคืนสู่รัฐ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังสะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกัน โดยทางสภาหอการค้าฯ ประเมินว่า หากเม็ดเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สามารถกระจายรายได้สู่ระดับท้องถิ่นได้จริง จะช่วยต่อลมหายใจให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศ

“วันนี้โลกกำลังแข่งกันที่ต้นทุนพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งกว่าเดิม… การใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านไปวัน ๆ แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน” – พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กล่าว

ในด้านของตลาดทุน บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.ทิสโก้) ได้ประเมินผลกระทบของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต่อตลาดหุ้นไทยไว้ว่า “การออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น จากเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคและแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งมองว่าจะเป็นผลดีและส่งอานิสงส์โดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวังผลกระทบเชิงลบในระยะกลาง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต”

การประคองสถานการณ์ที่ต้องจับตา (มุมมองระดับกลาง)

สำหรับกลุ่มนักวิชาการและสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องที่ผิดหลักการ แต่ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่กู้มา หากแต่อยู่ที่ “ประสิทธิภาพ” และ “ความโปร่งใส” ในการใช้จ่ายเงินก้อนดังกล่าว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ความเห็นในรายงานประเมินเสถียรภาพระบบการเงินว่า แม้การกู้เงินจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวสูงขึ้น แต่ตราบใดที่ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ซึ่งปัจจุบันกำหนดเพดานไว้ที่ 70% ของจีดีพี) ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้และบริหารจัดการสภาพคล่องได้

อย่างไรก็ตาม ธปท. เน้นย้ำว่า “สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นโดยที่รายได้ของประเทศไม่ได้เติบโตตามขอบเขตที่ตั้งไว้”

ทางด้านสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในขั้นตอนการปฏิบัติงาน นักวิจัยจาก TDRI ระบุว่า “ปัญหาที่มักพบในการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนใหญ่ของภาครัฐ คือความล่าช้าในการเบิกจ่ายและการกระจุกตัวของงบประมาณในบางภาคส่วน หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้รวดเร็วและโปร่งใส เม็ดเงินที่ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีก็อาจล่าช้าออกไป ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”

นอกจากนี้ มุมมองที่เป็นกลางยังให้ความสำคัญกับระบบการตรวจสอบ (Check and Balance) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ออกข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของทุกโครงการที่ใช้เงินกู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติไปจนถึงการประเมินผล เพื่อให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ การดำเนินการที่โปร่งใสนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการสร้างภาระหนี้ของรัฐบาลอีกด้วย

ความเสี่ยงต่อวินัยการคลังและภาระระยะยาว (มุมมองเชิงวิพากษ์)

ในทางตรงกันข้าม มีเสียงสะท้อนที่แสดงความกังวลอย่างมากต่อนโยบายนี้ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านและนักเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมทางการคลัง ซึ่งมองว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทอาจเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ได้ไม่คุ้มเสีย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของคนรุ่นต่อไป

ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงทางวินัยการคลังว่า รัฐบาลยังขาดความชัดเจนว่าจะหาเงินจากแหล่งใดมาชำระคืนหนี้ก้อนนี้ โดยระบุว่า

“ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด ทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน”

พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้วภาระเหล่านี้จะตกไปอยู่กับประชาชนผ่านการรีดภาษีเพิ่มในอนาคตหรือไม่

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า งบประมาณที่ต้องใช้ในการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น นักวิชาการเตือนว่า “หากในอนาคตประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหม่ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐบาลอาจจะไม่มีความสามารถในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อมารับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อีก เนื่องจากเพดานหนี้ถูกใช้ไปจนเต็มแล้ว”

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง KKP Research และ SCB EIC เคยประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยง (Risk Scenario) ในลักษณะนี้ไว้ว่า หากพื้นที่ทางการคลังของไทยแคบลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating Agencies) ปรับลดเครดิตลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ‘ต้นทุนการกู้ยืม’ ที่แพงขึ้นทั้งระบบ และจะพุ่งชนบิลค่างวดรถและบ้านของประชาชนโดยตรง”

อนาคตเศรษฐกิจไทยบนความท้าทาย

การพิจารณาแผนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่สามารถประเมินผลได้จากตัวเลขเพียงมิติเดียว จากข้อมูลและข้อคิดเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ สรุปได้ว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความท้าทายในทุกขั้นตอน

ในด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้น การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนและประคองกำลังซื้อตามที่รัฐบาลและภาคเอกชนคาดหวัง เป็นกลไกที่สอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อควรระวังจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเบิกจ่าย ความโปร่งใส และการบริหารจัดการโครงการ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดหรือไม่

ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและนักวิชาการก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ การตระหนักถึงภาระหนี้สาธารณะ พื้นที่ทางการคลังที่ลดลง และผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณมีความรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายที่นำเงินกู้ไปใช้นั้น เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถหารายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ท้ายที่สุด เงิน 4 แสนล้านบาทคือเครื่องมือ ไม่ใช่ผลลัพธ์ คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันติดตามตรวจสอบไม่ใช่แค่เพียงว่า “เราจะกู้เงินหรือไม่” แต่คือ “เราจะบริหารจัดการเงินกู้อย่างไร ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อเศรษฐกิจ และทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลานน้อยที่สุด” ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การกู้เงินครั้งนี้ เป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก  ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

 “สุชาติ”ส่งทีมทนายแจ้งความคดีอาญากับ “ไอซ์ รักชนก” ปม โพสต์กล่าวหา “คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน ยืนยันเป็นข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง โจมตีทางการเมือง

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จ โดยกล่าวหาว่า ปม “คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน” ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328   

ตรวสอบข้อมูลจาก รายงานคดีสำคัญเป็นที่สนใจของประชาชน สตช. ได้รับการยืนยันว่า พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รายงานเหตุสำคัญเป็นที่สนใจของประชาชนต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.12 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้ทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่า สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ตกเป็นจำเลยคดีเป็นพรวน ศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.683/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3749/2566 ข้อหาหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ปอ.มาตรา 112 พิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา โดยคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นโจทก์ฟ้อง ต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.740/2568 โดยศาลประทับรับฟ้องเป็นจำเลยพร้อมกับนายสหัสสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน เขต 7 จังหวัดชลบุรี ปมกล่าวหาตึก SKYY9 อยู่ระหว่างนัดสืบพยาน ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายสุชาติฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญานางสาวรักชนกฯ ต่อศาลอาญาตลิ่งชัน คดีหมายเลขดำที่ อ.527/2569 ปมโพสต์กล่าวหาว่า รัฐมนตรีมาจากการโกงการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในวัน 22 มิถุนายน ศกนี้ และเป็นคดีใหม่ล่าสุด นายสุชาติฯ ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ อีก

นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า ข้อมูลที่โพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นข้อมูลเท็จ ปั่นกระแสมุ่งโจมตีทางการเมือง สร้างความเสียหาย เมื่อคดีอยู่ในอำนาจศาล ตนไม่ขอให้ความเห็น ให้ไปสอบถามจากทีมทนายความของตน เพราะเสียเวลาในการทำงาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และทุกอย่างชี้แจงได้ การปั่นกระแส มุ่งโจมตีทางการเมือง นำเรื่องสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2563 – 2566 ตนยืนยันว่า ไม่เคยมีความประพฤติสันดานโกง หรือไปพัวพันรับสินบน ทั้งเป็นอำนาจหน้าที่ ปปช.ตรวจสอบ ตนพ้นตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยืนยันว่า ไม่เคยทุจริต และไม่ได้เป็นคนชั่วเรืองอำนาจ ครองเมือง เจตนาโพสต์ยึดโยงข้อมูลเก่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ตนใช้สิทธิฟ้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ให้ไปอ่านสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง อย่ามั่ว ทำให้สังคมสับสน  

ตนผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้ารัฐบาล ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการทำหน้าที่บริหารกระทรวง ทส. อย่างต่อเนื่อง และในการสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตนได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี มิได้มาจากการทุจริตการเลือกตั้ง มาตามกลไกรัฐธรรมนูญถูกต้องทุกประการ การมุ่งโจมตีทางการเมือง เป็นการโชว์เหนือ สร้างคะแนนนิยมไม่ยั่งยืน ควรให้ ไอซ์ รักชนกฯ ย้อนไปดูตนเองว่า ที่ศาลเมตตาปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา และมากระทำผิดซ้ำ ตนมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนประกัน และยื่นคำร้องขอให้ ปปช.ไต่สวนว่า กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร

ส่วนคณะกรรมการร่วมเอกชน (กกร.) ผลสำรวจโพล กรมควบคุมมลพิษ มีการรับสินบนลำดับ 1 ตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ต้องไปตรวจสอบว่า มีการทุจริตรับสินบนตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ ตนขอตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธ กลุ่มตัวอย่าง 401 ในการเก็บตัวอย่าง ไม่ครอบคลุมพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือได้น้อย อาจเป็นการตั้งคำถามต่อกลุ่มตัวอย่างโดยใช้คำถามชี้นำ ทำให้ได้ผลไม่ตรงต่อความเป็นจริง แล้วไปด่วนสรุปว่า มีการรับสินบนต่อครั้งจำนวนมาก

ตนเข้ามาบริหารกระทรวง ทส. ตั้งแต่ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ไม่พบเห็นการทุจริตรับสินบน ของกรมควบคุมมลพิษ ตนไม่ได้ให้ท้ายหรือปกป้องข้าราชการที่ทุจริตคอรัปชั่น แต่ยุคของตนต้องยึดหลักกฎหมาย หลักเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

หากตนตั้งคำถามบ้างว่า ให้โพลสำรวจความเห็นของประชาชนกับพรรคการเมือง ในประเด็นว่า พรรคการเมืองใด มีการคุกคามทางเพศมากที่สุด ถามว่า จะยอมรับได้หรือไม่

ทุกคนต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายเดียวกัน ตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ไอซ์ รักชนก ควรประพฤติตนให้มีแบบอย่างที่ดีแก่สังคมและดำรงตนให้เหมาะสมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรม อย่าคิดว่า ได้นั่งตำแหน่ง ปธ.กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แล้วตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้และย่อมถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ โดยใช้มติเสียงในสภาฯ ทั้ง รธน. มาตรา 219 ให้นำข้อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองฯ พ.ศ.2561 เป็นตัวกำกับอีกชั้นหนึ่ง

ตนขอตั้งคำถามว่า เอาผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองประชาธิปไตย มานั่งดำรงตำแหน่ง ปธ.กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร สังคม ยอมรับกันได้หรืออย่างไร

รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“สุชาติ” ยั้ว เดินชนไหล่นักข่าว บอก “มึงรู้จักกูน้อยไป” หลังถูกจี้ถามเหตุไม่ตั้งคกก.ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษ เผยเป็นหน่วยงานวิชาการ ไม่มีหน้าที่อนุญาต บอก ต่อสายประธานหอการค้าฯ เอง ให้เอาหลักฐานมา   

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 19 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ระบุกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มี มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาทว่า ต้องเข้าใจว่า การทำโพลหรือการวิจารณ์สามารถทำได้หมด แต่ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเสียขวัญกำลังใจ โดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ถามว่า จ่ายเพื่ออะไร และทุจริตแล้วได้อะไร คุณต้องการอะไรจากเขา สำหรับตนในฐานะหัวหน้าครอบครัวก็ต้องปกป้อง ตนมีหน่วยงานที่ต้องควบคุมทั้งหมด 9 กรม เหมือนมีลูก 9 คน เราเลี้ยงลูกมาทำไมเราจะไม่รู้ว่า ลูกเราคนไหนเป็นอย่างไร การจะตีลูกเราต้องมีหลักฐาน ถ้าจะมาฟ้องลูกเราก็ต้องมีหลักฐานว่า ลูกเราเกเรอย่างไร ถึงจะตีหรือลงโทษลูกเราได้ หรือถ้ามีการดำเนินคดีทางกฎหมายก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมควบคุมมลพิษหลังจากเป็นข่าววันแรก ตนได้ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ชี้แจง

สุชาติ ชมกลิ่น

“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัว วันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์และกระจ่าง โดยประสานกับทาง กกร. ให้นำข้อมูลมาชี้แจงกับทางปลัดกระทรวง ทส. ตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือ ไม่ใช่ว่า ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่า โพลที่ออกมาชี้ว่า คนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชนจะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือ สิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิดก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่าลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรอ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่า ลูกเราเป็นอย่างไร” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี สังเกตได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกไม่รู้กี่คน ตั้งแต่ตนมาอยู่เพียงไม่กี่เดือน เอาออกหมดไม่ว่าใครทำผิด ใครที่ทำให้ทรัพยากรเสียหาย ร่วมมือกับนายทุน ตนเอาออกหมด ส่วนกรณีนายกฯตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นคณะทำงานประสานทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงาน

สุชาติ ชมกลิ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องฟ้องเพื่อเรียกหลักฐานมาดู นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ฟ้อง แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่า ได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะกรมไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการ ไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต  หรือให้คุณ ให้โทษที่จะให้เปิดโรงงานได้ มันไม่มี เมื่อถามว่า พอมีข่าวนี้ออกมา ควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นและขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ต้องแยกประเด็นก่อน สมมุติมีโพลๆ หนึ่งทำโพลว่า สส.พรรคใดที่มีคดีเยอะที่สุด แล้วถ้าผลออกมาว่า เป็นพรรคของคุณ คุณยอมรับหรือไม่ คุณก็ไม่ยอมรับ เพราะโพลไม่สามารถชี้ได้ว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการถามและให้ขีดคำตอบ มันเป็นกูเกิล  เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงควรมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า แน่นอน แต่อันดับแรกตนได้ให้อธิบดีชี้แจงแล้ว ทุกกรมต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อวันหนึ่งลูกบอกว่า แม่เขาไม่ได้ทำ เราเลี้ยงลูกก็รู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร เราปกป้องลูกเราก่อน ถ้าปกป้องเสร็จก็ต้องบอกคนที่ว่า ลูกเราให้เอาหลักฐานมาหน่อย เดี๋ยวเราจะตีลูกเราเอง

เมื่อถามอีกว่า ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก่อน ทำไมถึงออกมาพูดว่า ไม่ยอมรับโพลดังกล่าว นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวง ทส.ชี้แจงแล้ว เราเลี้ยงลูกมา 9 คน ตนรู้ว่า ลูกเรานิสัยอย่างไร ถ้าลูกคุณนิสัยอย่างนี้ เมื่อรู้คุณก็ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่คุณรู้ว่า ลูกคุณไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วมาว่า ลูกคุณว่า ขี้ขโมย คุณจะตีลูกคุณเลยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงย้อนว่า มันคนละอย่างกัน รัฐมนตรีจะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน นายสุชาติ ตอบว่า ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่า ลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน ผู้สื่อข่าวรายเดิมจึงบอกว่า อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหารแล้ว มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ปัญหาคือ ท่าทีของรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับโพลเลย มันเหมือนกับว่า รัฐมนตรีไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเรารู้ว่า หน่วยงานเราเป็นหน่วยงานวิชาการ ซึ่งหน่วยงานวิชาการมันจะให้คุณให้โทษกับใครได้ การชี้แจงมันหมายความว่า เราทำผิดหรือ  

สุชาติ ชมกลิ่น

ผู้สื่อข่าวรายเดิมถามอีกว่า สิ่งที่รัฐมนตรีพูดเหมือนว่า ไม่เห็นด้วยกับ กกร. นายสุชาติ จึงย้อนถามว่า แล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อน แต่ถ้ามีข่าวปุ๊บแล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ ตอบว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อน ให้คนออกมาชี้แจงทั้งหมดก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว ที่ไม่ออกมาชี้แจงก่อนเพราะตนไม่รู้อำนาจหน้าที่ทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า แต่การชี้แจงมันไม่ใช่การตรวจสอบ มันเหมือนเป็นการออกมาพูดเฉยๆ นายสุชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบก็ต้องให้ กกร.เอาหลักฐานออกมาว่า ที่ทำโพลมาว่า รับเงินในข้อหาได้ใบอนุญาต หรือใบอะไร ผู้สื่อข่าวจึงย้อนถามว่า สรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า “ผมถาม ผมโทรไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรไปเอง ถามเขาดูว่า จริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน” เมื่อถามอีกว่า ที่บอกว่า ให้รายงานกับปลัดกระทรวง คือให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงเรียก กกร.มาในวันนี้ ให้เอาหลักฐานเอกสารมาดู ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ทำให้นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่วันแรกเลย ผมโทรหาพี่พจน์ ไปถามดูว่า โทรไปจริงมั้ย คนอย่างผมไม่มีถอยหรอก โทรถามเลย เอาหลักฐานมาพี่พจน์ รู้จักกันต้องรู้จักนิสัยกัน”

สุชาติ ชมกลิ่น

เมื่อถามว่า ทาง กกร.จะเอาหลักฐานไปให้ปลัดกระทรวง ทส.วันนี้ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ต้องคุยกับปลัดกระทรวงเอง เพราะมอบให้ปลัดกระทรวงไปแล้ว เนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่ต้องตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ปลัดกระทรวงเป็นผู้ปกครอง หน้าที่ของปลัดกระทรวงไปว่าเอา เพราะตนไม่ได้เป็นคนตั้งข้าราชการซี 8 ซี 9 เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เป็นคนตั้ง ตนเป็นคนตั้งอธิบดีเสนอเข้า ครม. ตนถึงรู้นิสัยว่า อธิบดีแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นข้าราชการข้างล่าง ปลัดกระทรวงก็ไปจัดการ ไปค้นหามา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น สีหน้านายสุชาติแสดงออกถึงความไม่พอใจ และเดินแหวกวงสัมภาษณ์ตรงจุดที่ผู้สื่อข่าวรายที่จี้ถามหลายคำถาม โดยระหว่างนั้นมีการเดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวด้วย ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า “เดินชนกันอย่างนี้เลยหรอ” ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” ก่อนเปลี่ยนไปขึ้นทางตึกบัญชาการ 2 (เดิมขึ้นทางตึกบัญชาการ 1)

สุชาติ ชมกลิ่น

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะนั่งโต๊ะเปิดใจพูดคุยกับผู้สื่อข่าวคู่กรณี แล้วพูดคุยปรับความเข้าใจกันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยหลังจากนั้นทั้งสองคนยกมือไหว้และกล่าวขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ดังกล่าว

สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

คปท.ยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ขู่ฟ้องล้มละลายหากไร้การชำระ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.20 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล, นายนัสเซอร์ ยีหมะ, น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 2 ประเด็น ประกอบด้วย การขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600 ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายฯ ระบุว่า หลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก

จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ในอีกประเด็น เครือข่ายฯ ยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า ปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด

พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที

ต่อมาในเวลา 10.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรับเรื่องไว้ดำเนินการตามขั้นตอน

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วิปฝ่ายค้าน ประชุมนัดแรก ตั้ง 3 คณะ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม-กกต. สอบคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

“วิปฝ่ายค้าน”ประชุมทางการนัดแรก ตั้ง 3 คณะกรรมการ สางปม ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม- กกต.คดีฮั้ว สว.- เขากระโดง”

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมวิปฝ่ายค้านในวันนี้ว่า จะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้มีการลงนามตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทของฝ่ายค้านมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าแต่ละพรรคที่มารวมกันนั้น ก่อนการเลือกตั้งอาจจะมีนโยบายหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไป ซึ่งการมารวมกันเป็นฝ่ายค้าน แต่ละพรรคไม่ได้ตัดสินใจมารวมกัน เหมือนอย่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่คิดว่าจะหาจุดร่วมกันในการทำตามความคาดหวังของประชาชนคือการตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะแนวทางที่ดีขึ้นให้กับรัฐบาล ระบบการเมืองที่ปราศจากฝ่ายค้านคือระบบการเมืองที่อันตรายมาก จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถบริหารแบบปราศจากการถูกตั้งคำถามและการตรวจสอบ 

นายพริษฐ์  กล่าวว่า โดยที่ประชุมวิบฝ่ายค้านในวันนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 3 ประเด็น ที่เห็นว่ามีความสำคัญในขณะนี้ ได้แก่ คณะกรรมการชุดที่ 1 ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มุมหนึ่งจะทำให้คำร้องที่มีการจัดทำขึ้น แล้วเสร็จในเดือนนี้ พร้อมยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสิ่งที่ค้นพบมาก่อนหน้านี้คือ ป.ป.ช. อาจจะไม่มีการไต่สวนเลย แต่อาศัยช่องในการบอกว่าตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่พบข้อมูลที่จะดำเนินการต่อ จึงยกคำร้องไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับคำตอบจาก ป.ป.ช. ว่ามีการไต่สวนหรือไม่ และอีกประเด็นที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ร้องที่ได้ร้องขอไปเกี่ยวกับการดำเนินการของ ป.ป.ช. คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม และความเห็นของ ป.ป.ช. ก่อนจะยกคำร้อง โดยระเบียบ ป.ป.ช. ต้องส่งให้ผู้ร้องภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดภายในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งในวันนี้วิปฝ่ายค้านจะออกหนังสือเชิญ ป.ป.ช. มาชี้แจงถึงกระบวนการขั้นตอนการทำงาน ที่จะทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและเพื่อให้คำร้องที่กำลังจัดทำอยู่มีความสมบูรณ์มากขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดที่ 2 ตรวจสอบกรณีการทุจริตในการเลือก สว. หรือคดีฮั้วเลือก สว. วันนี้มีภาคประชาชนเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งคิดว่าความเร่งด่วนที่สุดของคดีนี้คือการจับตาท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คาดว่าต้องมีมติภายใน 1 เดือนข้างหน้า ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ หลังจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีมติว่าควรจะส่งเรื่องต่อไปยังศาล แต่ต่อมาทราบว่า กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งมีมติว่าควรจะยกคำร้องทั้งหมด โดยพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าจากหลักฐานข้อเท็จจริง ทั้งที่ปรากฏต่อสาธารณะและอยู่ในสำนวนเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องต่อศาล ซึ่งหากย้อนไป 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเพียงข้อความทางแอปพลิเคชั่น Line กกต. ยังมีมติส่งเรื่องไปยังศาลเลย ดังนั้น ในกรณีนี้ที่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการลงคะแนนเลือก สว. เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย กกต. ควรจะส่งเรื่องไปยังศาล และคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบอย่างแน่นอน แต่ว่าจะใช้กลไกอะไรบ้างนั้น จะต้องให้แต่ละพรรคหารือกัน

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

สุริยะ เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

“สุริยะ”เผย สตง. ติงจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกร ไม่เข้าข่ายใช้งบกลางได้ ต้องถอนทบทวนใหม่

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าจัดซื้อปุ๋ยชีวภาพ – ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์แทนที่ ที่เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ของบกลางจำนวน 6,500 ล้านบาทในวันนี้ ว่า เรื่องนี้ เมื่อวานสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้ทำเรื่องถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า โครงการนี้อาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องความเร่งด่วนเป็นพิเศษ ที่ต้องใช้งบกลาง ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ จึงทำเรื่องขอถอนจาก ครม. ไปดูให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจะดู ว่า ควรจะพิจารณาอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้หากใช้งบกลางไม่ได้ จะใช้งบจากส่วนอื่น หรือ เปลี่ยนเป็นโครงการอื่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ขอเอาข้อสังเกตของ สตง. ไปดูให้รอบคอบก่อน แล้วค่อยดู ว่า มีช่องทางไหนที่จะดำเนินการต่อไปได้