นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

นายกฯ มั่นใจ! พ.ร.ก.กู้เงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายกฯ กังวลหรือไม่ ว่า เราก็ทําคู่ขนานกันไป รัฐบาลมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ว่าการที่เราออก พ.ร.ก.ฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือเราต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สําหรับรัฐบาลแล้วความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่จําเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดําเนินการช่วยเหลือ

เมื่อถามว่า ใครจะเป็นเจ้าภาพไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ กล่าวว่า มีกระบวนการอยู่แล้วในส่วนของรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ เมื่อถามว่า แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้สั่งให้ชะลอหรือหยุด ในที่ประชุมคณะมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ จะมีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราออก พ.ร.ก.มาแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเป็นการดําเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ กฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญ

ถามต่อว่า โครงการไทยช่วยไทย จะยังเข้า ครม.ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงการลงทะเบียน รวมโครงการในวันที่ 25 พ.ค.จะดําเนินการต่อใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกําหนด ทุกอย่างให้ไปถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในแต่ละด้าน เมื่อถามว่า แม้รัฐบาลจะเดินหน้าต่อในการกู้เงิน คนที่ให้กู้จะมีความลังเลในการปล่อยกู้ให้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “ตอนนี้มีแต่แย่งเข้ามาให้กู้ ขอโทษที”

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

ตอก เสรีพิศุทธ์ ปั้นน้ำเป็นตัว! อนุทิน ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“อนุทิน”ตอก”เสรีพิศุทธ์ ” ปั้นน้ำเป็นตัว ไปบุรีรัมย์ให้บอก เผื่อเลี้ยงข้าว ย้ำไม่เกี่ยวเขากระโดง ข้องใจรักใคร่กันดี อยู่ๆมาวีนดื้อๆ

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยคุณสมบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผิดจริยธรรม กรณีละเว้นการดำเนินการที่ดินเขากระโดง ว่า ปั้นน้ำเป็นตัว ก็เข้าข่ายผิดจริยธรรมเหมือนกัน สนุกไปเรื่อย

เมื่อถามว่า ปั้นน้ำเป็นตัว หมายถึงคนที่จะไปบุก จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสอบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทําไมต้องบุกบุรีรัมย์ ใครไปก็ได้อยู่แล้ว ถ้าไปเมื่อไหร่ก็บอกด้วย เผื่อว่าง จะพาไปกินข้าว

เมื่อถามว่า นายกฯ มั่นใจใช่หรือไม่ ว่าประเด็นเขากระโดงจะไม่มีผลมาถึงตัว นายกฯ กล่าวว่า ตนไปเกี่ยวอะไรกับเขากระโดง ไหนลองบอกมาว่าตนไปเกี่ยวอะไร เล่าไปหลายทีแล้วว่ามีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น เพราะรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขณะนั้น ระบุว่า คนที่จะเป็น สส.แม้กระทั่งในระบบบัญชีรายชื่อ ต้องมีภูมิลําเนา แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่าน และไม่ได้บังคับใช้ และตอนที่มีร่างออกมา ตนก็ไปดําเนินแล้ว เพราะตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็ไม่นึกว่าพรรคภูมิใจไทย จะได้ สส.เยอะขนาดนี้ ตนก็ต้องไปที่เซฟโซนของตนก่อน และไปอยู่ที่นั่นก็ไม่เคยมีที่ดินของตนเอง ไม่เคยไปดําเนินการใดๆ ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินใน จ.บุรีรัมย์ ตรงนี้เป็นส่วนของตน หากจะไปฟ้อง ก็ไม่รู้จะฟ้องเรื่องอะไร แต่ตนก็ไปห้ามคนที่จะฟ้องไม่ได้

เมื่อถามว่า ในฐานะ รมว.มหาดไทย เรื่องเขากระโดง อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ขั้นตอนยังอยู่ในศาล ศาลพิพากษาออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะไปเดือดร้อนทําไม การรถไฟก็ฟ้อง เอกชนก็ฟ้อง ฟ้องกันไปฟ้องกันมา แต่คําพิพากษามีอยู่ได้ฉบับเดียว ใครทําผิดหรือถูกก็ต้องทําตามคําพิพากษาของศาล แต่สิ่งที่เขาพูดกัน เขาพูดกันว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมันไม่ใช่

เมื่อถามว่า ตัวนายกฯ จะมีการดําเนินการฟ้องกลับหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “แกอายุจะ 80 แล้วไม่เอาหรอก” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ถือว่าเป็นการข่มขวัญใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “อย่างว่า แกเป็นตํารวจเก่า คงชินวิธีอย่างนี้ ข่มคนนั้นคนนี้ไปหมด จริงๆ แล้วก็รักใคร่กันดี อยู่ดีๆ ก็มาวีนตนเอาดื้อๆ ทั้งที่ไม่มีปัญหาอะไรกัน สงสัยโกรธผม ที่ไปขัดใจอะไรบางอย่างมั้ง ผมไม่ยอมทําอะไรตามใจเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้” เมื่อถามต่อว่า เรื่องอะไรที่ไม่ทําตามใจ นายกฯ ตอบว่า “ไปถามแกเอาละกัน ถามลูกน้องแกก็ได้ ไปถามเฮียเม้ง (วิรัตน์ วรศวิริน รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย)

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ปชป. จ่อเดินสาย หารือ พท.-กธ.-ปช. ร่วมลงชื่อยื่นแก้รธน. ม.256 เปิดทางมี สสร. ทำรธน.ฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรค วันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็น คือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ อย่างไรก็ดีในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ แต่เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน

ดังนั้นพรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบัน ไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100 เสียงขึ้นไป ดังนั้นในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมือง ที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข

นายสาทิตย์ กล่าวว่าสำหรับแนวคิดเบื้องต้นต่อการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสสร.นั้น ใช้การหยั่งเสียงประชาชนเพื่อหาตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

ปกรณ์ นำ​ กกร.เคลียร์ปมนายกฯ ยันไร้นโยบายฟ้องปิดปาก กรณีโพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“ปกรณ์”นำ​ กกร.แถลง​ แจงปม”นายกฯ”ให้สัมภาษ​ณ์โพลหน่วยงานรัฐส่อทุจริต​ ชี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก​ มอง​เป็นเพียงให้ความเห็น-กฎหมาย ขณะที่”อนุทิน”เซ็นตั้ง คตท.ทำงานร่วมเอกชนลุยต้านทุจริต​ พร้อมเรียก 10 หน่วยราชการคุย 20 พ.ค.นี้

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย , รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT และ นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อชี้แจงถึงประเด็นผลการสำรวจของภาคเอกชน ที่ระบุว่าการคอรัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ​ ทำให้เกิดความเข้าใจคาดเคลื่อนถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐ​ที่เสี่ยงต่อการทุจริต ​ว่า​ เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชน​ และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชันมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ซึ่งการกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งแต่กรณีกฎหมายล้าสมัย​ กฎหมายระดับรอง​ วิธีการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ให้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย​ เรื่องการอำนวยความสะดวกและการอนุมัติอนุญาต​ และการให้บริการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมการร่วมการที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ​ โดยคณะกรรมการ​กฤษฎีกา​เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย และทำตามกฎหมาย ตรวจสอบนอมินี และการตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำรายงานเสร็จเรียบร้อย และจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับผลการสำรวจและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนมาชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนว่า​ คำถามได้รับ​ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้นๆ​ จึงพูดตามหลักกฎหมายว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา​ และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่นกรณีที่มีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริต ก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล​

“ยืนยันว่า​ ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรจะไปดำเนินการทำคดีทางศาล​ ซึ่งก็พูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ไปได้ สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร”

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่าขณะที่รายงานของซีโร่คอร์รัปชัน ​กกร.​จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจที่ว่านี้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักนำประเทศให้มีการปรับโครงสร้างและสามารถที่จะเป็นสมาชิก OECD ได้จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด จึงควรที่จะทำแนวทางหรือผลสำรวจที่ว่านี้ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ และทบทวนแล้ว หากไม่มีอะไรก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ และชี้แจงให้กับประชาชนทราบก็ และในช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค.​69 นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้และมอบนโยบายต่อไป

นายปกรณ์​ ยังกล่าวอีกว่า​ ในวันนี้ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ​ (คตท.​) โดยมีนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธาน​ และมีตนเป็นรองประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทนสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสภาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมการต่อต้านคอร์รัปชั่น​ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ

นายปกรณ์​ กล่าวย้ำว่า​ การกล่าวหาว่ามีการกระทำความทุจริตทำให้เกิดความเสียหายของคนปกติ​ มีสิทธิที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่ในกรณีที่เป็นรัฐบาลทำนองว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนหรือภาคส่วนต่างๆ เป็นไปเพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ยืนยันว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันแต่บางทีการสื่อสารอาจจะใช้อารมณ์ เหมือนกับอยู่ดีๆถูกกล่าวหาว่าทุจริต และความเข้าใจในเรื่องยังไม่มี จึงเกิดความรู้สึกและอารมณ์ขึ้นมาแต่ตนขอกราบตรงๆ ว่าไม่มีรัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องเอกชนเพื่อปิดปาก เพียงแต่นำคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดีเพื่อที่จะนำความจริงมาพูดกันแต่ไม่ได้มีนโยบายว่าจะฟ้องใคร อย่างไรก็ตาม ทาง กกร.ยืนยันว่า ตอนนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการทำหนังสือขอข้อมูลการทำผลสำรวจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ปธ.วิปรัฐบาล เผย 20 พ.ค.นี้ สภาฯ ถกญัตติด่วน หามาตรการป้องเหตุ รถไฟชนรถเมล์ ย้ำรอ ศาลรธน. มีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ออกมาก่อน ยันรบ.มีอำนาจเต็ม ไร้กระทบใช้เงิน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ว่า การประชุมสภาฯวันพุธที่ 20พ.ค. จะพิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐสภา รับทราบมติการยืนยันของคณะรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา นอกจากนี้ในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันนี้(18พ.ค.) มีการพูดคุยถึงสถานการณ์เหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่ถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาในวันที่20พ.ค. เพื่อให้สภาฯ ได้แสดงความคิดเห็นและส่งความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี ถึงการดูแลเรื่องความปลอดภัย หรือมาตรการที่จะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนการประชุมสภาฯในวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค.นี้ก็จะเป็นวาระการตั้งกระทู้ถาม กระทู้ถาทสดด้วยวาจา กระทู้ทั่วไป กระทู้ถามแยกเฉพาะ โดยจะพิจารณาวาระรับทราบรายงานของหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในระเบียบการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การพูดคุยเรื่องวาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องกรอบเวลานั้น ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.) พรรคภูมิใจไทย จะประชุมพรรคและหารือถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าในรายละเอียดจะมีเรื่องใดบ้าง โดยจะกำหนดเวลาการพิจารณาครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ขอให้วินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่น่าเป็นข้อกังวลใด เรื่องที่ศาลรับคำร้องอยู่ที่ขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ภายในก่อนเวลาคือ 60 วัน ซึ่งสภาฯจะพิจารณาได้ คงต้องรอหลังจากศาลฯมีคำวินิจฉัยออกมาว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสภาฯเราได้ระงับและรอการพิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า เร็วไปที่จะพูดในตอนนี้ จะต้องดูในข้อกฎหมาย ว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมา และมีคำสั่งใดเพิ่มเติมมาด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเห็นว่าขัดหรือไม่ขัดก็แล้วแต่ ต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อน

เมื่อถามว่าจะกระทบกับการใช้งบประมาณของรัฐบาลหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ยืนยันว่า ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่ รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เพราะว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ออกมาถือเป็นกฎหมาย ทางรัฐบาลสามารถดำเนินการกู้เงิน และสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้โดยชอบ

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

1,700 ล้าน ต้องรอบคอบ! ภราดร ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

“ภราดร”ยอมรับรัฐบาลคิดหนัก ทุ่มซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 1,700 ล้านบาท บอกต้องประเมินความคุ้มค่า ช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย จ่อตัดสินใจเร็วๆ นี้ ก่อนบอลโลก 2026 คิกออฟ 11 มิ.ย.

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ว่า จริงๆ ไม่ได้ถอย และไม่ได้เดินอะไร เพราะนายกรัฐมนตรีให้ข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะพยายาม และหาแนวทางอย่างเต็มที่ โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ ประสานงานกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้คนไทยได้รับชม

อย่างไรก็ตาม จากการหารือเบื้องต้นระหว่างกรทประชาสัมพันธ์กับ กสทช.เห็นถึงข้อติดขัดว่าการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ใช้เงินถึง 1,300 ล้านบาท ค่าภาษีอีกประมาณ 300 ล้านบาท รวมถึงค่าดำเนินการต่างๆ อีก 100 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่รัฐบาลไทยจะต้องหาทั้งสิ้นกว่า 1,700 ล้านบาท อีกมุมได้ยินเสียงสะท้อนจากสังคมว่าการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกด้วยเงินถึง 1,700 ล้านบาท สามารถสร้างความยั่งยืนให้วงการฟุตบอลไทยได้มากน้อยแค่ไหน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย วงการฟุตบอลไทยให้เติบโตตามเป้าหมายที่ทุกคนคาดหวัง คือการได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งการนำเงิน 1,700 ล้านบาท ไปสนับสนุนเยาวชนหรือโครงการต่างๆ ที่เป็นการต่อยอดให้กับวงการฟุตบอลไทยจะมีประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ขณะนี้จึงอยู่ในช่วงของการหารือ เพราะเงิน 1,700 ล้านบาท เป็นเงินภาษีของประชาชน ไม่ว่าจะนำมาจากแหล่งไหนคงจะต้องคิดให้รอบคอบ ว่าแบบไหนจะสร้างความยั่งยืนให้กับวงการฟุตบอลไทยได้มากกว่ากัน

นายภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนล่าสุดขณะนี้ กรมประชาสัมพันธ์ และ กสทช.กำลังหารือกันหลังจากได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ด้วยงบประมาณที่สูงมาก คิดว่ารัฐรัฐบาลไทยคงต้องคิดหนักกับค่าลิขสิทธิ์ถึง 1,700 ล้านบาท ประกอบกับระยะเวลาการถ่ายทอดสดประมาณหนึ่งเดือน อีกทั้งช่วงเวลาการแข่งขันเป็นไทม์โซนที่แตกต่างกัน และไม่เหมาะสมกับประเทศไทย จึงต้องอ่านทบทวนกันให้ดี

เมื่อถามถึงการสนับสนุนจากเอกชน นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลขอบคุณถ้าจะช่วยสนับสนุน และซื้อลิขสิทธิ์ รัฐบาลไม่ได้ขัดข้องอะไร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น คงต้องตัดสินใจเร็วๆนี้ เพราะ 15 วันจากนี้ฟุตบอลจะเริ่มแข่งขันแล้ว

“อะไรที่เป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลไทย วงเงิน 1,700 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจนำไปพัฒนาได้หลายปี ยกตัวอย่างเมื่อก่อนเคยมีรายการฝึกฟุตบอลที่จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชื่อว่า Prime Minister Cup ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะใช้เงินไม่มาก สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาเยาวชนต่างจังหวัดได้อีกเยอะ หรือแม้แต่โครงการส่งเสริมฟุตบอลอาชีพของไทยระดับ T3 ที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัด ก็ต่อยอด Prime Minister Cup ได้ ใครที่มีฝีมือก็ไปเล่นต่อยอดใน T3 เชื่อว่าปีหนึ่งไม่เกิน 200 – 300 ล้านบาท จะส่งเสริมให้ฟุตบอลในประเทศเกิดความยั่งยืน ดังนั้น การจะใช้เงิน 1,700 ล้านบาท จึงต้องทบทวนให้เกิดความละเอียดมากขึ้น” นายภราดร กล่าว

ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

ภราดร ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

“ภราดร”ชี้รัฐเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอหรือหยุด เตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ศาลบอกว่ารับ และจะไปพิจารณา โดยให้กระทรวงการคลังไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งศาลไม่ได้สั่งว่าให้หยุดเอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นกระบวนการใดๆ ที่อยู่ในกระบวนการการกู้เงินหรือคณะกรรมการดำเนินการใดๆ ก็เป็นส่วนที่คณะกรรมการยังคงดำเนินการได้ต่อไป

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ แม้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดหรือชะลอการดำเนินการ แต่รัฐบาลจะพิจารณาชะลอการดำเนินการตรงนี้เองหรือไม่ นายภราดร กล่าวย้ำว่า ศาลไม่ได้สั่ง ก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินนี้ ศาลบอกเพียงให้ไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งรัฐบาลก็จะไปชี้แจงภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตนยังไม่ได้เจอนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ถ้าเจอจะถาม เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบโครงการไทยช่วยไทย ที่จะลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 25 พ.ค.นี้ หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า การลงทะเบียนที่รัฐบาลกำหนดไว้ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ก็จะเดินหน้าต่อไป

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

ผลพวงจำนำข้าว! ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ ร่ำรวยผิดปกติ 107 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

ผลพวง”จำนำข้าว” ป.ป.ช.ชี้มูล”บุญทรง เตริยาภิรมย์”ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท พบมีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ทั้งที่ยังเรียนอยู่ ส่งศาลฎีกานักการเมือง สั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

18 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 107,020,830 บาท โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่นายบุญทรง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งมีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวม 2,083,320 บาท ขณะที่คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท บุตรอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่ง ที่มีนายบุญทรงเป็นผู้ก่อตั้ง และมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยไม่มีแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบกับคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ที่ระบุว่า นายบุญทรง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่องบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างดำรงตำแหน่งรวมจำนวน 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของรายการทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วย เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีผู้สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตร จำนวน 5 บัญชี รวม 70,598,700 บาท และเงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนอีก 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลว่า นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 118 ทั้งนี้ หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่มีมติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันนอร์ หารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

วันนอร์ เปิดห้องหารืออุปทูตวัฒนธรรมอิหร่าน เชื่อสงครามจบเร็วๆ นี้ พร้อมขออำนวยความสะดวกเรือสินค้าไทย 2 ลำตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง​ ขอคู่ขัดแย้งเจรจาด้วยดี ด้าน อิหร่าน ยินดีให้ความร่วมมือหากไทยมีปัญหาด้านพลังงาน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับอุปทูตวัฒนธรรมสาธารณรัฐอิหร่านว่า ทางทูตมาเยี่ยมตนเพื่อขอบคุณที่ตน และผู้นำประเทศไทยรวมถึงผู้นำศาสนาอิสลามได้ไปร่วมแสดงความเสียใจที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นอกจากนี้ทางอุปทูตได้ขอบคุณประเทศไทย ที่ยังเป็นมิตรที่ดีของประเทศอิหร่าน และได้ให้กำลังใจอิหร่านหลังเผชิญปัญหาทางด้านสงคราม ซึ่งตนได้เรียนกับทูตวัฒนธรรมว่า ประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนว่า เราสนับสนุนความเป็นกลางในการที่จะไม่ให้มีการรุกรานฝ่ายใด และเรายืนยันว่า เราต้องปฏิบัติตามพันธสัญญา กฎกติกา มติขององค์กรระหว่างประเทศ สหประชาชาติ ซึ่ง รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยก็ยืนยันเช่นนี้เหมือนกัน ทั้งนี้เราหวังว่า สถานการณ์สงครามครั้งนี้คงจะสงบโดยเร็ว เพราะไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะประเทศคู่สงครามเท่านั้น แต่ความเดือดร้อนนี้นำมาสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ที่มีปัญหา

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่สำคัญตนได้พูดกับทูตวัฒนธรรมว่า ขณะนี้เรายังคงมีเรือสินค้าของคนไทยอีก 2 ลำ ที่ยังตกค้าง ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยได้ฝากให้ตนมาพูดด้วย เพื่อขอให้ทางรัฐบาลอิหร่านช่วยอำนวยความสะดวกให้เรือสินค้าของเราสามารถผ่านออกมาได้โดยเร็ว ซึ่งทางอุปทูตฯ ได้รับปากว่า ไม่มีปัญหาอะไร เพราะประเทศที่ไม่ใช่คู่สงครามอนุญาตให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่ามีเรือจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยพูดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศอิหร่านเพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือไทยเดินทางออกมาอย่างปลอดภัยโดยเร็ว ซึ่งตนก็ได้ขอบคุณไป

เมื่อถามว่า เรือ 2 ลำดังกล่าวเป็นเรืออะไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นเรือสินค้าของคนไทย ซึ่งรายละเอียดทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ให้รายละเอียด กับกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านไปแล้ว ซึ่งตนเข้าใจว่าน่าจะได้ออกมาโดยเร็ว

เมื่อถามว่า การพบกับทูตวัฒนธรรมอิหร่านวันนี้ไม่น่ามีปัญหาที่สหรัฐอเมริกาอาจเข้าใจไทยผิดใช่หรือไม่  นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เราก็ยืนยันว่าประเทศไทยมีนโยบายในการที่จะรักษาสันติภาพของประเทศต่างๆทั่วโลก เราไม่สนับสนุนให้เกิดสงครามขึ้นมา เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย เรายืนยันในความเป็นกลางและต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่เรามีกับสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเรายืนยันกับอุปทูตฯไปว่าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ แต่มีความสัมพันธ์กันหลาย 100 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางทูตได้มีการชี้แจงถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศอิหร่านหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงกับตนหลายประการ ประการแรกคือขณะนี้การเจรจา มีความคืบหน้าไปมาก ก็หวังว่าจะได้มีการลงนามเกิดขึ้น แต่ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ เพราะยังไม่จบ แต่ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้า ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย และอีกประการหนึ่งคือการที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาไปประเทศจีน ซึ่งสองผู้นำประเทศพบกัน มีการพูดกันถึงเรื่องสงครามอิหร่านเป็นไปในทางที่ดี จึงเชื่อว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำสองประเทศ รวมถึงเร็วๆนี้ ทางประธานสภาของอิหร่าน ซึ่งถือว่าได้เป็นผู้นำที่ได้รับมอบหมายในการเจรจากับประเทศต่างๆจะไปเยือนประเทศจีนอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีแต่ความคืบหน้าในทางที่ดี ก็ขอให้กำลังใจ และหวังว่าประเทศไทยคงจะหายวิกฤตในเรื่องของพลังงาน และเรื่องเศรษฐกิจโดยเร็ว สงครามที่เกิดขึ้นทำให้เรามีปัญหาเรื่องพลังงาน ซึ่งคิดว่าคงจะคลี่คลายโดยเร็ว และตนคิดว่าน่าจะเป็นข่าวที่ดีแต่ไม่สามารถบอกได้มากกว่านี้

เมื่อถามว่า ทางทูตบอกหรือไม่ ในเรื่องการขยายความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านพลังงานกับประเทศไทยมีข่าวดีอย่างไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทางอิหร่านยืนยันว่า สำหรับประเทศไทยทางอิหร่านพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่าง ที่สำคัญคือเรื่องของพลังงาน ซึ่งอิหร่านเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยประเทศหนึ่ง เราขายข้าวให้อิหร่าน เป็นถือประเทศที่สำคัญเหมือนกัน ดังนั้นยืนยันว่า อิหร่านพร้อมให้ความร่วมมือทุกประการกับประเทศไทย รวมถึงเรื่องของพลังงานด้วย ซึ่งรายละเอียดคงต้องเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าเรามีปัญหาเรื่องพลังงานคงสามารถคุยกับทางอิหร่าน ได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร 

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

ทอ.เผยรับ กริพเพน อีเอฟ ลำแรกปี 72 แทน F-16 ฝูงบิน 102 ที่ปลดประจำการ คาดปี 80 รับครบ 12 ลำ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“โฆษก ทอ.” เผยปี 72 เตรียมรับ “กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ชี้สมรรถนะสูง คำนึงถึงงบประมาณอย่างคุ้มค่า คาดปี 80 รับเครื่องบินขับไล่ครบ 12 ลำ หากเป็นไปตามแผน ลั่น “เมื่อรบก็ต้องชนะ”

เมื่อเวลา 11.53 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ

ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้หารือในเรื่องการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน รวมถึงออฟเซ็ตโพลิซี (Offset Policy) หรือนโยบายชดเชยทางอุตสาหกรรม จึงได้จัดทีมกองทัพอากาศไปหารือกับกองทัพอากาศสวีเดน เพื่อขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอน ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างถูกต้อง และบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์งบประมาณ ขณะที่กองทัพอากาศมีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทดแทน เพื่อรักษาความพร้อมรบและขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงการปรับโครงสร้างกำลังรบ จากเดิมที่กองทัพอากาศมีเครื่องบินจำนวนมาก พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ต้องมองภาพรวมว่าอะไรสามารถทดแทนเครื่องบินรบได้ จากบทเรียนความขัดแย้งที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้โดรนกามิกาเซะ (Kamikaze Drone) และอาวุธยิงระยะไกลมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ คงไม่สามารถดำรงขีดความสามารถเช่นในอดีตที่เคยมีถึง 8 ฝูงบินขับไล่ได้

ดังนั้น ต้องกลับมาพิจารณาว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม และสามารถบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดว่าในอนาคตอาจเหลือประมาณ 3 ฝูงบิน แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่า โครงสร้างกำลังรบที่สมดุลในทุกมิติ ควรต้องดำรงขีดความสามารถของฝูงบินขับไล่ไว้กี่ฝูงบิน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถที่กองทัพอากาศมีอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลจากการลงทุนเมื่อ 40 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ F-16 และเมื่อ 15 ปีก่อน กับเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจจำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศในอนาคต พร้อมยืนยันว่ากองทัพอากาศไทยสามารถดูแล ปกป้องเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติได้

นอกจากนี้ กองทัพอากาศในอนาคตจะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่เท่านั้น แต่จะมีขีดความสามารถในมิติอื่นอย่างครบถ้วน ทั้งอาวุธยิงระยะไกล โดรนกามิกาเซะที่พัฒนาโดยคนไทย ขีดความสามารถด้านอวกาศผ่านระบบดาวเทียมที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงขีดความสามารถด้านไซเบอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบบัญชาการและควบคุมจะไม่ถูกโจมตีทางไซเบอร์ และสามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง

“เราไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ หากเรายกระดับขีดความสามารถ ก็จะเป็นความได้เปรียบเมื่อกองทัพอากาศจำเป็นต้องใช้กำลัง ซึ่งกองทัพอากาศต้องไม่มีเครื่องหมายคำถามใด ๆ เราต้องพร้อมปฏิบัติภารกิจ และมีความรับผิดชอบให้ประสบผลสำเร็จ” พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะสามารถเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571

ทั้งนี้ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องใช้เวลาในการผลิต อีกทั้งเมื่อได้รับเครื่องบินแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการฝึกนักบินให้มีความพร้อม โดยคาดว่าจะใช้เวลาฝึกอย่างน้อย 5-6 ปี และอาจนานถึง 10 ปี จึงจะสามารถสร้างนักบินพร้อมรบได้ 24 นายต่อ 1 ฝูงบิน

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องบินขับไล่ที่กองทัพอากาศจัดซื้อในปัจจุบัน มีขีดความสามารถด้าน AI สูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของนักบินได้อย่างมาก โดย “กริพเพน” รุ่นใหม่มีระบบคอมพิวเตอร์ 2 ชุด ชุดแรกทำหน้าที่ควบคุมระบบการบินหลัก ส่วนอีกชุดช่วยให้สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ได้

ในอนาคต กองทัพอากาศยังสามารถอัปเกรดขีดความสามารถของ “กริพเพน อีเอฟ” ได้เพิ่มเติม รวมถึงระบบ Link-T ที่สามารถติดตั้งได้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่เฉพาะของกองทัพอากาศ แต่รวมถึงกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านความมั่นคง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในการปฏิบัติการ และสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย

พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงมาโดยตลอด แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลหลายมิติ ไม่เฉพาะด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว จึงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการดูแลทุกภาคส่วน

เมื่อถามถึงความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินขับไล่เช่นกัน พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยเตรียมสร้างนักบินบนพื้นฐานของการรบจริง โดยฝึกให้พร้อมออกปฏิบัติภารกิจและประสบความสำเร็จ

“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ”